Category: เศรษฐกิจ

  • ดีเซลทรุดครึ่งประเทศ สัญญาณเตือนเศรษฐกิจถดถอย หรือมาตรการประหยัดพลังงาน

    ดีเซลทรุดครึ่งประเทศ สัญญาณเตือนเศรษฐกิจถดถอย หรือมาตรการประหยัดพลังงาน

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญสัญญาณเตือนระดับแดง จากภาคพลังงาน หลังตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ หดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงเวลาอันสั้น สะท้อนภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจกำลังชะงักงันมากกว่าที่คาด

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากการติดตามข้อมูลการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. 2569 พบว่าปริมาณการใช้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับเฉลี่ยเดิมราว 80 ล้านลิตรต่อวัน เหลือเพียง 40-50 ล้านลิตรต่อวัน หรือหดตัวลงเกือบ 50% ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน

    “ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ และต้องเข้าไปวิเคราะห์เชิงลึกทันที เพราะดีเซลเป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคขนส่งและโลจิสติกส์ หากตัวเลขหายไปครึ่งหนึ่ง หมายความว่ากิจกรรมบางส่วนกำลังหยุดลง” 

    สัญญาณ ‘ประหยัด’ หรือ ‘เศรษฐกิจหยุด’

    อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถตีความได้ 2 มิติหลัก ซึ่งมีนัยต่อทิศทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    มิติแรก คือ ผลจากมาตรการและการรณรงค์ ประหยัดพลังงาน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการลดการใช้น้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    มิติที่สอง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากกว่า คือการสะท้อน กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หดตัว โดยเฉพาะการขนส่งสินค้า การผลิต และการค้าภายในประเทศที่อาจกำลังชะลอลงอย่างรุนแรง

    “สิ่งที่รัฐต้องทำทันทีคือ แยกให้ได้ว่าสัดส่วนที่ลดลงมาจากการประหยัดกี่เปอร์เซ็นต์ และมาจากเศรษฐกิจหดตัวกี่เปอร์เซ็นต์ หากเป็นอย่างหลัง นั่นคือสัญญาณอันตรายที่อาจกระทบจีดีพีโดยตรง” 

    หั่นGDPเหลือ 1.2% รับมือสงครามพลังงานโลก

    ความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ล่าสุดปรับกรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.2%-1.6% จากเดิม 1.6%-2.0%

    โดยในกรณีเลวร้าย (Worst-case scenario) หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และยังคงส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลก อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจลดลงต่ำสุดถึงระดับ 0%

    สอดคล้องกับการประเมินของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกที่ยังผันผวนสูง

    Greater Israel จุดชนวนความเสี่ยงพลังงานโลก

    นายเกรียงไกร ประเมินว่า ต้นตอของความผันผวนรอบนี้มีความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะแนวคิด Greater Israel ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของ นายเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งมีเป้าหมายขยายอิทธิพลในภูมิภาค

    แนวคิดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสายเหยี่ยว และมีความสอดคล้องกับแนวทางของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ในอดีต ส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรง และขยายวงกว้างไปยังหลายประเทศผู้ผลิตพลังงานหลัก

    ผลจากการสู้รบทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งแหล่งผลิตน้ำมัน โรงกลั่น และระบบขนส่ง ได้รับความเสียหายในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอล อิหร่าน บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ส่งผลให้กำลังการผลิตบางส่วนต้องหยุดชะงัก

    “แม้สงครามจะยุติลงวันนี้ แต่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอาจต้องใช้เวลาหลายปี นี่คือความเสี่ยงระยะยาวที่ตลาดพลังงานโลกต้องเผชิญ” 

    SME อ่วมซ้ำซ้อน สัญญาณ ‘คนหาย’ เริ่มชัด

    ในระดับเศรษฐกิจฐานราก ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่อ่อนแรง และความไม่แน่นอนของตลาด

    “ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณคนหาย จากร้านค้าและร้านอาหารในหลายพื้นที่ สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น”

    ขณะเดียวกัน เทศกาลสงกรานต์ ที่กำลังจะมาถึง มีแนวโน้มบรรยากาศซบเซากว่าปกติ เนื่องจากประชาชนลดการเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

    เสี่ยง ‘Stagflation’ หากรัฐแก้เกมช้า

    แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation อย่างเต็มรูปแบบ แต่หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ และมาตรการภาครัฐไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างทันท่วงที ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ในระยะถัดไป

    นายเกรียงไกร เสนอว่า การรับมือของภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร็วและตรงจุด โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่

    • เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและ SME เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบ
    • กระตุ้นกำลังซื้อควบคู่กับการรณรงค์ประหยัดพลังงาน เช่น โครงการลักษณะ “คนละครึ่ง”
    • บริหารจัดการต้นทุนพลังงาน โดยแนวคิดการลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร ถือเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น แม้ต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ

    เอกชนเร่งปรับตัว “รัฐต้องเร่งเครื่อง”

    ท่ามกลางความไม่แน่นอน ภาคเอกชนไทยเริ่มปรับตัวเชิงรุก โดยเร่งหาแหล่งวัตถุดิบและพลังงานทางเลือก แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้น เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต

    อย่างไรก็ตาม บทบาทของภาครัฐยังคงเป็นตัวแปรชี้ขาด ในการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ถลำลึก นาทีนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ภาคเอกชนกำลังประคองตัวเต็มที่ ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยยาว

    ท่ามกลางตัวเลขดีเซลที่หายไปครึ่งประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ใช้พลังงานลดลงเพราะอะไรแต่คือเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวแรงกว่าที่เห็นหรือไม่ ซึ่งคำตอบนั้น อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229102&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F3Tc0VeqOng2zqgliZO7R

  • สืบพัทยาทำถึง! ปลอมเป็นคนเก็บขยะ หลอกจับโจรประวัติลักทรัพย์โชกโชน | เดลินิวส์

    สืบพัทยาทำถึง! ปลอมเป็นคนเก็บขยะ หลอกจับโจรประวัติลักทรัพย์โชกโชน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 10 เม.ย. พ.ต.ท.อรุษ สภานนท์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองพัทยา พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองพัทยา โดยสั่งการให้ ด.ต.ทัศนัย เติมผล ผบ.หมู่ (สส.) สภ.เมืองพัทยา เฝ้าติดตามพฤติกรรม ของผู้ก่อเหตุลักทรัพย์ ในพื้นที่จอมเทียนพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนหลายราย

    โดยด.ต.ทัศนัย หรือบังทัช ได้นำกำลังปลอมตัวเป็นคนเร่ร่อนเดินเก็บขยะ เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต เมื่อเห็นบุคคลต้องสงสัยตรงตามรูปพรรณสันฐาน จึงเข้าประชิดตัวโดยที่เจ้าตัวไม่ทันระวัง แล้วแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่จับกุม นายสมใจ จันทร์สุทร อายุ 42 ปี ชาว จ.ยโสธร พร้อมของกลางเป็นชุดที่ใส่ในวันที่ก่อเหตุ

    สอบสวนผู้ต้องหา ให้การยอมรับว่า ตนเองเป็นผู้ก่อเหตุจริง แต่เป็นผู้ลงมือเพียงครั้งเดียวเท่านั่น ส่วนสาเหตุที่ทำลงไปนั้น เพราะไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้ คิดอะไรไม่ออก จึงตัดสินใจก่อเหตุลักทรัพย์เพื่อหาเงินมาประทังชีวิต นำเงินที่ได้ไปเสพยาเสพติด และเล่นการพนันออนไลน์

    เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประวัติพบว่าเคยถูกจับกุม ในข้อหาลักทรัพย์ และเสพยาเสพติด รวมถึง 5 ครั้ง ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีตามต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5771797/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EQlzHxrvnhc7JMyss1Ccp

  • ยศชนัน ลั่นปฏิรูปอุดมศึกษา เปิดเรียนรู้ทุกวัย ลดความเหลื่อมล้ำ

    ยศชนัน ลั่นปฏิรูปอุดมศึกษา เปิดเรียนรู้ทุกวัย ลดความเหลื่อมล้ำ


    ยศชนัน แถลงนโยบายครั้งแรก ชูวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีเป็นหัวใจพัฒนาประเทศ เดินหน้าพลิกโฉมมหาวิทยาลัย เปิดเรียนรู้ทุกช่วงวัย ลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมยกระดับ T-CAS และผลักดันนวัตกรรมเชื่อมเศรษฐกิจไทย

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชี้แจงนโยบายการดำเนินงานของกระทรวง โดยเน้นย้ำบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการรับมือกับวิกฤตของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง

    นายยศชนันระบุว่า การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับหลายมิติ ทั้งนโยบายต่างประเทศ สังคม สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และบริการภาครัฐ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นระบบ โดยจะผลักดันให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็น “กระดูกสันหลัง” ของการพัฒนาประเทศ

    ในด้านนวัตกรรม เน้นการต่อยอดงานวิจัยเชิงลึกสู่การใช้งานจริง ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และนักลงทุน พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นธรรม เพื่อให้นักวิจัยสามารถสร้างรายได้ และไม่เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

    สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ นายยศชนันชู “เศรษฐกิจสุขภาพ” เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการยกระดับภาคเกษตรและบริการสู่มูลค่าสูง อาทิ สมุนไพรไทย อาหารแห่งอนาคต และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ และเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง เช่น การบำบัดด้วยเซลล์และยีน สำหรับโรคร้ายแรงอย่างธาลัสซีเมีย พาร์กินสัน และมะเร็ง

    ด้านความมั่นคง เตรียมประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาความมั่นคงทางไซเบอร์ และการสื่อสารเชิงควอนตัม พร้อมผลักดันนโยบาย Open Data สู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด (Green Energy) และเป้าหมาย Net Zero ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีป้องกันและรับมือภัยพิบัติ

    นอกจากนี้ ยังประกาศนโยบาย “พลิกโฉมมหาวิทยาลัย” เปิดโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยไม่จำกัดอายุ รองรับทั้งนักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการ Up-skill และ Re-skill รวมถึงการพัฒนาระบบ T-CAS ให้มีคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    “ผมจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้เป็นความหวังของคนไทย” นายยศชนันกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/41855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_nUilUfRMFrQpsoGg9UoN

  • เปิด ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่จีนลงทุนใน ‘ตะวันออกกลาง’ ทั้งหมด

    เปิด ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่จีนลงทุนใน ‘ตะวันออกกลาง’ ทั้งหมด

    แม้ว่าจีน จะยังคงเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิหร่าน แต่การสนับสนุนของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ กลับถูกจำกัดด้วยเส้นทางเงินทุนมหาศาลของจีนที่กระจายตัวอยู่ทั่วกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ

    หลังจากจบวิกฤตโควิด-19 จีนได้เร่งเข้าไปลงทุนในตะวันออกกลางมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจในจีนเองกำลังซบเซา บริษัทจีนจึงต้องออกมาหาโอกาสทำกำไรจากภายนอก ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับกำลังพยายามลดการพึ่งพาน้ำมัน และหันไปพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดและการท่องเที่ยวแทน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จีนมีความเชี่ยวชาญและเป็นจุดแข็งพอดีนอกจากนี้

    จีน ยังมองว่าประเทศที่รวยน้ำมันเหล่านี้มีความมั่นคงทางการเงินสูง เป็นตัวเลือกที่น่าลงทุนมากกว่าประเทศยากจนอย่างแซมเบียหรือศรีลังกาที่เริ่มไม่มีเงินจ่ายหนี้คืน

    ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนำไปสู่การเติบโตของการลงทุนและการก่อสร้างของจีนในตะวันออกกลางด้วยอัตราที่รวดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นผู้รับผลประโยชน์หลักจากโครงการ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ Belt and Road Initiative ของสี จิ้นผิง โดยจีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่เหนือกว่าสหรัฐ ในฐานะผู้ให้เงินสนับสนุนระดับภูมิภาค

    แบรด พาร์กส์ ผู้อำนวยการบริหารของ AidData ระบุข้อมูลว่า ระหว่างปี 2014 ถึง 2023 ปักกิ่งได้ให้เงินสนับสนุนประมาณ 2.34 ดอลลาร์ ต่อทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่วอชิงตันบริจาคหรือให้กู้ยืมแก่ประเทศในตะวันออกกลาง

    เปิด 'โครงสร้างพื้นฐาน' ที่จีนลงทุนใน 'ตะวันออกกลาง' ทั้งหมด

    ปัจจุบัน สงครามตะวันออกกลาง กำลังเป็นอันตรายต่อตะวันออกกลาง พื้นที่แห่งเสถียรภาพที่จีนเคยพึ่งพาในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้โจทย์ใหญ่ที่จีนยังกังวลคือ ตะวันออกกลางจะมีสันติภาพที่ยั่งยืนได้จริงหรือ เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จีนทุ่มเงินลงทุนและงานก่อสร้างในภูมิภาคนี้ไปมหาศาลกว่า 9 ล้านล้านบาท หรือ 2.7 แสนล้านดอลลาร์

    จอร์จ เฉิน หุ้นส่วนฝ่ายปฏิบัติการจีนแผ่นดินใหญ่ที่ The Asia Group กล่าวว่า เดิมพันของจีนในอ่าวอาหรับนั้นสูงมาก มีทั้งความเสี่ยงด้านบุคลากร ความเสี่ยงด้านการลงทุน และความเสี่ยงด้านทรัพยากรพลังงาน ขณะนี้ปักกิ่งจำเป็นต้องช่วยให้อิหร่านลดระดับความรุนแรงลง ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความมั่นใจให้กับประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับว่าจีนจะยังคงร่วมมือกับพวกเขาต่อไป ซึ่งในระยะยาว สิ่งนี้อาจเป็นโอกาสให้จีนเพิ่มการลงทุนในอ่าวอาหรับเป็นสองเท่า เนื่องจากมูลค่าของสินทรัพย์หลายอย่างถูกลง

    เปิด 'โครงสร้างพื้นฐาน' ที่จีนลงทุนใน 'ตะวันออกกลาง' ทั้งหมด ฟู่ ชง ทูตจีนประจำสหประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ในสัปดาห์นี้ เพื่อแสดงความต้องการของจีนในการสร้างสมดุลระหว่างมุมมองของทั้งสองฝ่ายในสงครามที่กำลังแบ่งแยกภูมิภาคอย่างรุนแรง โดยเขาเขียนว่า การโจมตีของสหรัฐ และอิสราเอลเป็นการละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้มีการปกป้องเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นการตักเตือนรัฐบาลเตหะรานโดยนัย

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ บอกกับ บลูมเบิร์ก ว่า สันติภาพคือสิ่งจำเป็นเบื้องต้นสำหรับการพัฒนา ในฐานะมิตรที่จริงใจและพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับและตะวันออกกลาง จีนยินดีที่จะกระชับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านต่างๆ เช่น การลงทุนกับรัฐในภูมิภาค

    โครงการจีนตกอยู่ในความขัดแย้ง

    ตอนนี้ โครงการของจีนตกอยู่ในแนวหน้าของความขัดแย้งแล้ว โดยโครงสร้างพื้นฐานอย่างน้อย 3 แห่งที่ได้รับเงินสนับสนุนจากจีนในดูไบ กาตาร์ และโอมาน ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีโดยอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีอีกอย่างน้อย 12 โครงการที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง ซึ่งทำให้ภาระผูกพันทางการเงินมูลค่าประมาณ 4.66 พันล้านดอลลาร์ตกอยู่ในอันตราย รวมถึงโครงการที่ได้รับผลกระทบไปแล้ว ตามการประมาณการของ AidData

    นอกจากนี้ แม้จะยังไม่มีรายงานคนงานจีนได้รับบาดเจ็บนอกประเทศอิหร่าน แต่คนงานหลายพันคนกำลังทำงานอยู่ในเขตสงคราม ก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้นขึ้น มีชาวจีนประมาณ 370,000 คนพำนักอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพียงแห่งเดียว ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน ตั้งแต่นั้นมามีผู้ถูกอพยพออกจากตะวันออกกลางแล้วกว่า 10,000 คน แต่หลายคนที่เสียเงินในการย้ายถิ่นฐานมาแล้วก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ต่อ

    เปิด 'โครงสร้างพื้นฐาน' ที่จีนลงทุนใน 'ตะวันออกกลาง' ทั้งหมด

    เจมส์ หวัง คนงานชาวจีนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บอกกับ บลูมเบิร์ก ว่า เขาเดินทางมาถึงที่นี่เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว โดยทิ้งลูกชายวัย 11 ปีไว้ให้อยู่กับภรรยา เขาทำงานในไซต์ก่อสร้างที่ต้องดูแลคนประมาณ 40 คน และมีรายได้ประมาณ 15,000 หยวน (2,193 ดอลลาร์) ต่อเดือน ซึ่งมากกว่ารายได้ในจีนถึงสองเท่า ครั้งหนึ่งการแจ้งเตือนการโจมตีทางอากาศดังขึ้นในโทรศัพท์ของเขาเกือบทุกชั่วโมง แต่เขาก็บอกว่าไม่มีแผนที่จะกลับไป โดยอธิบายเสริมว่า ที่นี่กำลังมีการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล เหมือนกับที่จีนเคยเป็นเมื่อสิบปีก่อน และยังมีโอกาสอยู่ที่นี่แน่นอน มันเป็นเพียงคำถามที่ว่าเขาจะสามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ในขณะที่มันยังอยู่ได้หรือไม่

    ในปี 2023 มิตรภาพระหว่างปักกิ่งกับเตหะรานและความสัมพันธ์ทางการค้ากับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับได้กลายเป็นจุดสนใจ เมื่อจีนเป็นคนกลางในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญญาณของอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของสี จิ้นผิง ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่นั้นมา จีนส่วนใหญ่เลือกที่จะถอยมาอยู่เบื้องหลังเมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง การโจมตีอิสราเอลของฮามาสในเดือนต.ค. 2023 และการขยายตัวของสงครามในภายหลังได้เผยให้เห็นขีดจำกัดของอิทธิพลของจีน ปักกิ่งจำกัดตัวเองอยู่เพียงการเรียกร้องให้ใช้ความอดกลั้นและลดระดับความรุนแรง โดยเลือกที่จะให้ความสำคัญกับธุรกิจที่กำลังเติบโต

    เปิด 'โครงสร้างพื้นฐาน' ที่จีนลงทุนใน 'ตะวันออกกลาง' ทั้งหมด

    ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ขานรับการมีส่วนร่วมดังกล่าว ปัจจุบันซาอุดีอาระเบียเป็นผู้รับกิจกรรมการก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดของจีนทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาด ซึ่งบริษัทจีนกำลังสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์และกังหันลมขนาดใหญ่

    เดอเรก ซีเซอร์ส นักวิชาการอาวุโสจาก American Enterprise Institute กล่าวว่า ภูมิภาคนี้ชอบและยกย่องความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคของจีน บริษัทจีนสามารถทำสิ่งที่พวกเขามองว่ามีคุณค่าได้ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บริษัทจีนกำลังพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในขณะที่ในซาอุดีอาระเบีย พวกเขากำลังสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์และดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อปีที่ผ่านมา รถยนต์จีนมียอดขายในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก

    เชอ กางเจิง รองศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยชิงหวา กล่าวว่า สงครามในตอนนี้อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของจีนและประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางซับซ้อนขึ้น ภูมิภาคอ่าวอาหรับไม่ได้เป็น “ขุมทรัพย์” ที่เข้าถึงง่ายสำหรับจีนอีกต่อไป สิ่งที่ได้รับความเสียหายไม่ใช่แค่ความปลอดภัยทางกายภาพ แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นในภาพรวมด้วย

    อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างหลายแห่งในประเทศต่างๆ เช่น อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อวันที่ 7 มีนาคม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตีด้วยโดรนใกล้สนามบินนานาชาติดูไบ และเพียงหนึ่งชั่วโมงหลังจากขีปนาวุธระลอกอื่นถูกสกัดได้เหนือหัว คนงานจีนรายหนึ่ง รายงานในแพลตฟอร์ม Douyin ว่า ไซต์ก่อสร้างยังคงทำงานกันอย่างเต็มที่ คนงานจีนคนอื่นๆ ยังได้โพสต์วิดีโอการหลบภัยในที่หลบระเบิดและภาพหน้าจอการแจ้งเตือนการโจมตีในช่วงดึก

    คนงานจีนรายหนึ่งในอิสราเอลที่มีผู้ติดตามมากกว่า 40,000 คนบน Douyin กล่าวว่า แม้จะมีความเสี่ยง แต่เพื่อนร่วมงานของเขาไม่มีใครรับข้อเสนออพยพของสถานทูตจีนเลย โดยเขาอ้างคำพูดของเพื่อนร่วมงานว่า เงินเดือนทั้งปีในจีนยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เขาสามารถหาได้ที่นี่ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน

    เมื่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางเปลี่ยนไป อาจมีโอกาสในระยะยาวสำหรับจีน การตอบโต้ของอิหร่านต่อพันธมิตรของสหรัฐได้ทำลายความน่าเชื่อถือของอเมริกา ทำให้ปักกิ่งมีโอกาสแสดงบทบาททางเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นหลังความขัดแย้ง มีรายงานว่าอิหร่านเริ่มรับชำระค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเงินหยวนแล้ว ซึ่งเป็นการกระตุ้นค่าเงินของจีน เมื่อฝุ่นหายตลบ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจีนจะยังคงเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและการพิจารณาด้านความปลอดภัยที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยถูกนำมาคำนวณ

    วิลเลียม ฟิเกโรอา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยโกรนิงเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวอธิบายว่า เขาไม่คิดว่าเราจะเห็นการลดการลงทุนลงอย่างมีนัยสำคัญในภูมิภาคนี้ โดยปักกิ่ง มองว่าความขัดแย้งในปัจจุบันเหมือนกับพายุเฮอริเคน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขามีความสามารถน้อยมากที่จะเข้าไปมีอิทธิพลหรือหยุดยั้งได้ ดังนั้นพวกเขาจึงทำเพียงแค่มองหาหนทางที่จะผ่านพ้นพายุนี้ไป และสร้างใหม่เมื่อมันจบลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229182&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oo_sj5vdBiybftHe0W2oo

  • ราคาทองวันนี้ 10/04/69 ประกาศครั้งที่ 21 ปรับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออก 73,100 บาท

    ราคาทองวันนี้ 10/04/69 ประกาศครั้งที่ 21 ปรับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออก 73,100 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/140802&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1penCYGEx9UwSodUSHdXx_

  • รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 10 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 10 เม.ย. 2569

    | 13 view

    เมื่อวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค (BIMSTEC Permanent Working Committee: BPWC) ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ โดยมีนาย S.M. Mahbubul Alam, Director General (SAARC & BIMSTEC and Public Diplomacy) เป็นประธานการประชุมฯ ในฐานะที่บังกลาเทศเป็นประธานกรอบความร่วมมือบิมสเทคในวาระปัจจุบัน

    ที่ประชุมฯ ทบทวนความคืบหน้าการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะผู้ทรงคุณวุฒิว่าด้วยการกำหนดทิศทางของบิมสเทคในอนาคต (Eminent Persons’ Group: EPG) และแนวทางการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ ค.ศ. 2030 (BIMSTEC Bangkok Vision 2030) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งยังหารือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี ของการก่อตั้งบิมสเทค ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2570 โดยจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ตลอดปี อีกทั้งเห็นพ้องในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสำนักเลขาธิการบิมสเทค ผ่านการพิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร อาทิ งบประมาณเงินเดือนและเงินช่วยเหลือสนับสนุนของสำนักเลขาธิการฯ การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร และระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพของสำนักเลขาธิการฯ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ หารือการส่งเสริมความสัมพันธ์กับภาคีภายนอก ควบคู่กับการติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์และกลไกความร่วมมือต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/ddg-prangtip-9th-bimstec-pwc-dhaka-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WD7QOSmrgqX5mnhigV39K

  • เปิดโผ 6 ชาติแห่สะสมทอง ดันความต้องการโลกพุ่ง รับความเสี่ยงเศรษฐกิจ

    เปิดโผ 6 ชาติแห่สะสมทอง ดันความต้องการโลกพุ่ง รับความเสี่ยงเศรษฐกิจ

    เปิดโผ 6 ชาติแห่สะสมทอง ดันความต้องการโลกพุ่ง รับความเสี่ยงเศรษฐกิจ

    นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยถึง ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเคลื่อนไหวลักษณะแกว่งตัว เพื่อรอสัญญาณชัดเจนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าก่อนนี้จะประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์แต่ก็ไม่สามารถปฏิตามข้อตกลงได้ 

    จึงทำให้ทองคำที่บวกรับข่าวดังกล่าวในตอนแรกต้องชะลอการปรับขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ดีความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งแม้โดยปกติทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่มักจะปรับตัวขึ้นในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง 

    แต่ในครั้งนี้ราคาทองคำกลับตอบรับเชิงบวกต่อข่าวการเจรจา เนื่องจากตลาดประเมินว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่เคยพุ่งสูงเริ่มคลี่คลาย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงประมาณ 0.3% ทันทีหลังการประกาศข่าว 

    ส่งผลให้ทองคำซึ่งซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์มีความน่าดึงดูดมากขึ้นสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยนักลงทุนบางส่วนได้โยกย้ายเม็ดเงินเข้าสู่ทองคำมากขึ้น เพื่อเก็งกำไรในรอบใหม่ (Buy the Dip) หลังจากที่ราคาทองคำพักตัวลงมาในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า

    อย่างไรก็ดี ในระยะที่มีความขัดแย้งทองคำจะเคลื่อนไหวแกว่งตัวเนื่องจากนักลงทุนสลับทำกำไรกับสินทรัพย์อื่น แต่ระยะยาวยังมั่นใจว่าทองคำเป็นขาขึ้น เนื่องจากนักลงทุนยังมีความไม่เชื่อมั่นต่อเสถียรภาพนโยบายของสหรัฐ จึงคาดการณ์ว่าในปี 2026 นี้ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายระดับ 5,824 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 90,000 บาทต่อบาททองคำ ภายในไตรมาสที่ 4 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง (Real Yield) ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก โดยเฉพาะช่วงการบริหารภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์

    เปิดโผ 6 ชาติแห่สะสมทอง ดันความต้องการโลกพุ่ง รับความเสี่ยงเศรษฐกิจ

    อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่งที่ทำให้มองว่าทองคำยังเป็นขาขึ้นนั่นคือ ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงเดินหน้าสะสมทองคำเป็นเงินทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่ง J.P. Morgan และ Goldman Sachs ระบุว่าในปีนี้ความต้องการทองคำจากภาครัฐยังคงสูงเฉลี่ยถึง 190 ตันต่อไตรมาส เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ในระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแรงพยุงราคาไม่ให้ร่วงลงไปลึกแม้ในยามที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น 

    ทั้งนี้ วายแอลจี จัดอันดับข้อมูลประเทศที่เข้าซื้อทองคำมากที่สุดในไตรมาส 1/2026 (ข้อมูลอัปเดตถึงสิ้นเดือนก.พ./ต้นเดือนมี.ค.) ดังนี้ 

    • จีน รักษาความเป็นผู้นำการสะสมทองคำต่อเนื่อง โดยเดินหน้าซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน แม้ตัวเลขรายเดือนจะดูไม่เยอะ (ประมาณ 1-2 ตันต่อเดือน) แต่เป็นการซื้อแบบสะสมต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสัดส่วนทองคำในเงินทุนสำรองให้ถึงเป้าหมาย 10% การสะสมทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แม้ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 4,800 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์แล้วก็ตาม สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างที่หลายประเทศยังคงให้น้ำหนักกับทองคำในฐานะ “ทองคำคือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าดอลลาร์” ในระยะยาว
    • อุซเบกิสถาน เป็นประเทศที่เข้าซื้อสูงสุดในช่วงต้นปี เพื่อสำรองมูลค่าสินทรัพย์ในประเทศ ในปริมาณประมาณ 9 ตัน (เฉพาะในเดือนมกราคม)
    • โปแลนด์ เข้าซื้อสะสมอย่างหนักต่อเนื่องมาจากปี 2025 ที่ซื้อไปกว่า 80 ตัน โดยในปี 2026 โปแลนด์ประกาศชัดเจนว่าจะเพิ่มสัดส่วนทองคำในสำรองเลี้ยงชีพสู่ระดับ 20-25% เพื่อเสริมเสถียรภาพความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจ
    • อินเดีย เป็นกลุ่มผู้ซื้อหน้าใหม่ (Emerging Buyers) กลับมาเข้าซื้อแบบเป็นระยะ (Episodic Additions) เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ 
    • มาเลเซีย เข้าซื้อในปริมาณประมาณ 3 ตัน เป็นการเพิ่มทองคำครั้งแรกตั้งแต่ปี 2018
    • อินโดนีเซีย, เช็กเกีย และเซอร์เบีย เริ่มทยอยเข้าซื้อในลักษณะประปราย เฉลี่ยราวประเทศละ 1-2 ตัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/656285&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d2uAOp7gmyVibgOJjcoEx

  • แอโรบิคในสวน พฤติกรรมสุขภาพที่กำลังขยับเศรษฐกิจ

    แอโรบิคในสวน พฤติกรรมสุขภาพที่กำลังขยับเศรษฐกิจ

    ภาพผู้คนเต้นแอโรบิคอย่างคึกคักเคียงข้างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือเวทีคนดังอย่างมิสแกรนด์ ช่วงเย็นหลังเลิกงาน หรือเช้าวันหยุดที่ดารา อินฟลูเอนเซอร์ พร้อมใจกันออกวิ่งในสวนสาธารณะใจกลางเมือ ไม่เพียงสะท้อนกระแสรักสุขภาพของสังคมเมือง แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงเศรษฐกิจของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เริ่มมองการดูแลสุขภาพเป็น ‘การลงทุนระยะยาว’ และเลือกใช้จ่ายอย่างมีแผนมากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของเคทีซีที่มองสุขภาพเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์หลักของคนยุคใหม่

    10 เม.ย. 2569 – ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมพลศึกษา ระบุว่าในช่วงปี 2566 คนไทยที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อยู่ที่ประมาณ 40% ของประชากรทั้งหมด โดยกลุ่มคนเมืองมีอัตราการออกกำลังกายสูงกว่าพื้นที่อื่น ขณะที่รายงาน Physical Activity Profile 2024 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า แม้คนไทยยังมีผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอราว 28–30% แต่แนวโน้มการหันมาออกกำลังกายแบบไม่เป็นทางการ เช่น การวิ่ง แอโรบิค และโยคะกลางแจ้ง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ปรากฏการณ์แอโรบิคในสวนสะท้อนพฤติกรรมสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือ ผู้บริโภคต้องการกิจกรรมที่ “เริ่มง่าย–ต้นทุนต่ำ” ไม่ผูกมัด และเข้ากับชีวิตจริง ประการที่สองคือ แม้จะลดค่าใช้จ่ายด้านสถานที่ แต่กลับ ยินดีลงทุนกับอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์เสริมด้านสุขภาพ ซึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายหมวดใหม่ที่เติบโตตามเทรนด์สุขภาพ

    ในเชิงเศรษฐกิจ หมวดสินค้าและบริการด้านกีฬาและสุขภาพกำลังขยับจากตลาดเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็น lifestyle category ของคนทำงานเมือง โดยผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ราคาถูกที่สุด แต่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์ใช้งาน นี่คือเหตุผลที่การวางแผนการใช้จ่ายเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น

    เคทีซีมองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน การใช้บัตรเครดิตไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือชำระเงิน แต่เป็นเครื่องมือช่วยบริหารการเงินให้สอดรับกับพฤติกรรมสุขภาพยุคใหม่ ตั้งแต่การเลือกซื้ออุปกรณ์กีฬาที่ได้มาตรฐาน การใช้สิทธิพิเศษเพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มค่า ไปจนถึงการกระจายภาระค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถลงทุนกับสุขภาพได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุดด้วยภาระทางการเงิน

    ขณะเดียวกัน การออกกำลังกายแบบแอโรบิคในสวนยังตอกย้ำบทบาทของ “คอมมูนิตี้” ในการสร้างแรงจูงใจ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการใช้จ่ายและความผูกพันกับแบรนด์ เคทีซีจึงต่อยอดแนวคิดนี้ผ่าน KTC Sports Community โดยเฉพาะคอมมูนิตี้นักวิ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้ที่มีไลฟ์สไตล์กีฬาเดียวกัน ให้สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างวินัย และเติบโตไปพร้อมกัน ภายใต้แนวคิด KTC Wellness: The Journey to Well-being เส้นทางของชีวิตที่ดี…เริ่มต้นได้ทุกวัน

    เมื่อมองให้ลึกขึ้น กระแสแอโรบิคในสวนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่คือภาพสะท้อนของผู้บริโภคไทยที่กำลังปรับสมดุลชีวิตใหม่ เลือกใช้ทรัพยากรสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมบริหารการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ในวันที่สุขภาพและการเงินเดินไปพร้อมกัน บทบาทของเครื่องมือทางการเงินที่เข้าใจไลฟ์สไตล์จึงยิ่งสำคัญ และเมื่อพูดถึงกีฬา สุขภาพ และการใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด — นึกถึงกีฬา นึกถึงเคทีซี

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/978412/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rPtrTYqSXnJ0efgA64JFD

  • รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 10 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 10 เม.ย. 2569

    | 9 view

    เมื่อวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค (BIMSTEC Permanent Working Committee: BPWC) ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ โดยมีนาย S.M. Mahbubul Alam, Director General (SAARC & BIMSTEC and Public Diplomacy) เป็นประธานการประชุมฯ ในฐานะที่บังกลาเทศเป็นประธานกรอบความร่วมมือบิมสเทคในวาระปัจจุบัน

    ที่ประชุมฯ ทบทวนความคืบหน้าการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะผู้ทรงคุณวุฒิว่าด้วยการกำหนดทิศทางของบิมสเทคในอนาคต (Eminent Persons’ Group: EPG) และแนวทางการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ ค.ศ. 2030 (BIMSTEC Bangkok Vision 2030) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งยังหารือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี ของการก่อตั้งบิมสเทค ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2570 โดยจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ตลอดปี อีกทั้งเห็นพ้องในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสำนักเลขาธิการบิมสเทค ผ่านการพิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร อาทิ งบประมาณเงินเดือนและเงินช่วยเหลือสนับสนุนของสำนักเลขาธิการฯ การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร และระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพของสำนักเลขาธิการฯ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ หารือการส่งเสริมความสัมพันธ์กับภาคีภายนอก ควบคู่กับการติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์และกลไกความร่วมมือต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/ddg-prangtip-9th-bimstec-pwc-dhaka-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13jNZEGnuMD8xMkd3dCTUk

  • ยศชนันชูนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ แจงวิสัยทัศน์มหาวิทยาลัยเปิดกว้างจนถึงผู้สูงอายุ

    ยศชนันชูนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ แจงวิสัยทัศน์มหาวิทยาลัยเปิดกว้างจนถึงผู้สูงอายุ

    ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) คนที่ 3 ซึ่งได้ลุกขึ้นกล่าวชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกรัฐสภา ในวันที่ 2 ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายของ ครม. ต่อรัฐสภา

    ยศชนันระบุถึงการใช้แนวทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็น ‘กระดูกสันหลัง’ หลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยวางยุทธศาสตร์สำคัญไว้ 4 ด้าน เริ่มจากการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงงานวิจัยเชิงลึก หรือ Deep Tech จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรม

    “นวัตกรรมจะเกิดจากงานวิจัยเชิงลึกและนวัตกรรมก็จะเกิดจากสิ่งที่เอกชนมีอยู่แล้ว แต่ภาคการศึกษามีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเรื่องเกี่ยวกับทุนมนุษย์ นักคิดต้องอยู่ร่วมกับนักปฏิบัติ” ยศชนันกล่าว

    รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยระบุถึงกลไกการยกระดับเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (TRL 1-9) ซึ่งจะมีการสนับสนุนทั้งงบประมาณภาครัฐและเงินร่วมลงทุนจากเอกชน พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในและต่างประเทศ (PCT) เพื่อให้นักวิจัยได้รับรายได้อย่างทั่วถึงและไม่เสียโอกาสในการแข่งขันระดับโลก

    ส่วนนโยบายด้านความมั่นคง ยศชนันระบุว่า จะทำอย่างไรให้เรามีเอกราชด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งกระทรวง อว. จะทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ขณะที่ประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้องเชื่อมโยงกับการสื่อสารเชิงควอนตัม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่เราจำเป็นจะต้องรู้

    ทั้งนี้ ในมิติทางเศรษฐกิจ กระทรวง อว. มุ่งเป้าไปที่การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่โดยมี ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ (Wellness Economy) เป็นแกนหลักที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบสูง

    “ถ้าวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ Wellness ประเทศไทยสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีใครที่จะเถียงเราได้”

    แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูง เช่น การบำบัดด้วยเซลล์และยีน (Cell and Gene Therapy) เพื่อรักษามะเร็งและโรคอุบัติใหม่ การผลิตเครื่องมือแพทย์มูลค่าสูง ไปจนถึงการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลผ่านการสร้าง Supply Chain ของ AI และ Data Center ที่เน้นการพัฒนาชิปประมวลผลและการจัดการพลังงานเพื่อสร้างการจ้างงานใหม่

    ขณะเดียวกัน ยังคงให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้นวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพให้กับแรงงานในภาวะสังคมสูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ นวัตกรรมจะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาสังคมและความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศร่วมกับกระทรวงกลาโหมเพื่อให้ไทยมีเอกราชทางเทคโนโลยี การใช้ควอนตัมคอมมิวนิเคชั่นเพื่อเสริมความปลอดภัยทางไซเบอร์ การสร้างความโปร่งใสผ่านระบบ Open Data เพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน รวมถึงการรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติอย่างแม่นยำ

    สำหรับยุทธศาสตร์สุดท้ายที่ถือเป็นหัวใจสำคัญคือ การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทยให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยยศชนันให้ทิศทางว่า มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยน ต้องรับทุกคน ตั้งแต่ต้นทางไปถึงผู้สูงอายุ เพื่อที่จะสามารถอัปสกิลและรีสกิลได้ พร้อมทั้งปรับปรุงระบบการเข้าศึกษาอย่าง T-CAS เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพทางการศึกษา

    “การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาครัฐ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน และผมจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความหวังของคนไทย” ยศชนันทิ้งท้าย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/yoschanan-innovation-economy-education/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xSdCjt1C5JBCK0liJTtyr