Category: เศรษฐกิจ

  • SCB EIC ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : “ระบบการเงินนวัตกรรม” คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : “ระบบการเงินนวัตกรรม” คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – หลังวิกฤต COVID-19 เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถกลับไปเติบโตได้เกิน 3% เช่นเดิม และจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เติบโตต่ำสุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เป็นเพียงวัฏจักรระยะสั้น แต่แสดงให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน ทั้งการลงทุนอยู่ในระดับต่ำ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน รวมถึงแผลเป็นทางเศรษฐกิจหลังวิกฤต COVID-19 ที่เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนสูงใกล้ 90% ของ GDP รายได้แรงงานที่เติบโตช้า และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวนมากที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัว

    ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในเอเชียที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในบริบทที่ภาครัฐเผชิญข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้น พื้นที่นโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมมีจำกัด

    ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนไปนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงในระยะข้างหน้า และไม่สามารถพึ่งพาโมเดลการเติบโตเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานต้นทุนต่ำ และการแข่งขันด้านปริมาณได้อีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับศักยภาพการเติบโตใหม่สู่ “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ที่เน้นการยกระดับผลิตภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน ซึ่ง “นวัตกรรม” คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

    “ระบบนวัตกรรมไทย” ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

    การพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมของไทยและการขยายผลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้าน สะท้อนจาก

    • อันดับของไทยในดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) โดย World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่ปรับลดลงเป็นปีที่ 3 โดยในปี 2025 ไทยร่วงลง 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศ ขณะที่ประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค เช่น เวียดนาม สามารถพัฒนานวัตกรรมได้ต่อเนื่องและแซงไทยขึ้นมาได้ในปีเดียวกัน (รูปที่ 1)
    • สัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของไทยอยู่ในระดับต่ำเพียง 92% ของ GDP ในปี 2025 (คาดการณ์โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ) ต่ำกว่าเป้าหมายระยะกลางปี 2023-2027 ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ 2% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก
      ในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ 2.7% มาก การพัฒนานวัตกรรมไทยที่ล่าช้าสะท้อนปัญหาเชิงระบบ ทั้งโครงสร้างสถาบันที่ยังไม่เอื้อต่อการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ การขาดความเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยของภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจในการต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ รวมถึงนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมภาคเอกชนที่ยังไม่ชัดเจนและขาดความต่อเนื่อง
    • จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มชะลอตัว จำนวนแบบเทียบเท่าทำงานเต็มเวลา (Full-Time Equivalent : FTE) ในปี 2023 ลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2018 ทำให้ศักยภาพในการสร้างองค์ความรู้ใหม่และพัฒนานวัตกรรมเชิงลึกมีข้อจำกัดมากขึ้น
    • การนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือระหว่างหน่วยวิจัยภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจไทยยังมีน้อย แม้ปริมาณงานวิจัยนวัตกรรมของไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากสัดส่วนของผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ที่ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำมีเพียง 2% ของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ทั้งหมด (ข้อมูลปี 2024) ส่งผลให้โครงการวิจัยนวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่มความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ การยื่นขอสิทธิบัตรในไทยยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับต่อประชากร 1 ล้านคน เทียบกับเกาหลีใต้ที่สูงถึง 3.7 พันฉบับต่อประชากร 1 ล้านคน โดยไทยมีสิทธิบัตรที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันเพียง 1,852 ฉบับ ขณะที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่มีมากกว่า 1 ล้านฉบับ (ข้อมูลปี 2024) สะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง “จำนวนงานวิจัย” กับ “นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริงในไทย” (รูปที่ 2)

    ปัญหาที่แท้จริงของการพัฒนานวัตกรรมไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนงานวิจัยหรือไอเดียนวัตกรรม แต่คือการขาดกลไกที่สามารถแปลงงานวิจัยให้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันระบบนวัตกรรมของไทยยังขาด “ตัวเชื่อมระบบนวัตกรรม” ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่จากห้องปฏิบัติการ ไปสู่การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบทางการตลาด และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริงในที่สุด

    ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม : “กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน” คือกุญแจสำคัญ

    SCB EIC มองว่า ตัวเชื่อมสำคัญของระบบนวัตกรรมไทยที่ยังขาดประสิทธิภาพคือ “ระบบการเงินนวัตกรรม” เนื่องจากกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ยังไม่ทำงาน โดยเฉพาะกองทุนร่วมลงทุน เครื่องมือแบ่งปันความเสี่ยงจากภาครัฐ และระบบสินเชื่อที่ยังประเมินความเสี่ยงจากมูลค่าหลักประกันทางกายภาพ มากกว่าศักยภาพการสร้างรายได้ของนวัตกรรม ส่งผลให้ธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัปจำนวนมาก ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูงแต่ขาดหลักประกันแบบดั้งเดิม ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ แม้จะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้ในระยะยาว

    บทเรียนจากประเทศผู้นำนวัตกรรมพบว่า แค่ผลิตงานวิจัยอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แต่ต้องมีระบบนิเวศที่ดีรองรับด้วย ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านนวัตกรรมไม่ได้โดดเด่นแค่การสร้างงานวิจัยหรือเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังมีระบบนิเวศที่ช่วยให้นวัตกรรมสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยมีปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ คือ

    1. โครงสร้างพื้นฐานด้านความรู้และบุคลากร มีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ในสัดส่วนสูง
      และมีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ
    2. ตลาดแข่งขันได้และกฎระเบียบเอื้อต่อนวัตกรรม มีตลาดที่เปิดกว้าง และเอื้อต่อการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของผู้ผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้สัญญาที่มีประสิทธิภาพ เช่น สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ สัญญาความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา และสัญญาการถ่ายโอนเทคโนโลยี ซึ่งกำหนดสิทธิและผลประโยชน์ของคู่สัญญาอย่างชัดเจน ช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย และเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนพัฒนานวัตกรรม
    3. ระบบการเงินที่รองรับธุรกิจนวัตกรรม เนื่องจากธุรกิจนวัตกรรมต้องใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนไม่แน่นอน และมีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible assets) ในสัดส่วนสูง เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) ซอฟต์แวร์ และข้อมูล หากภาคการเงินยังยึดติดกับหลักประกันแบบดั้งเดิมและประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลทางการเงินในอดีตหรือประวัติสินเชื่อเป็นหลัก ธุรกิจเหล่านี้จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จำกัด ประเทศผู้นำนวัตกรรมจึงพัฒนากลไกทางการเงินที่หลากหลายและยืดหยุ่น มีทางเลือกการระดมทุนทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน กลไกค้ำประกันหรือแบ่งปันความเสี่ยง และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน เพื่อให้ระบบการเงินมีบทบาทสนับสนุนนวัตกรรมได้จริง

    World Intellectual Property Organization (WIPO) ประเมินว่าในช่วงปี 1995-2024 การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตนของ 27 กลุ่มประเทศหลักของโลกเติบโตสะสมกว่า 143% ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์มีตัวตน (Tangible assets) ขยายตัวสะสมเพียง 32% สอดคล้องกับโครงสร้างมูลค่ากิจการของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนสูงถึงราว 90% ของมูลค่ากิจการทั้งหมด

    ตัวเลขนี้สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ภาคการเงินในหลายประเทศ รวมถึงไทย ยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้สินทรัพย์เชิงนวัตกรรมและองค์ความรู้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อการเข้าถึงเงินทุนได้อย่างเต็มที่

    การยกระดับบทบาทของภาคการเงินให้สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริงจึงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย แม้ที่ผ่านมา จะมีความพยายามสนับสนุนนวัตกรรมผ่านเครื่องมือทางการเงินในหลายมิติ ทั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใต้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รวมถึงมาตรการยกเว้นภาษีเพื่อการวิจัยและพัฒนาภายใต้โครงการของ BOI แต่เครื่องมือเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังมีบทบาทจำกัดอยู่ในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และยังไม่สามารถเชื่อมต่อไปสู่การขยายผลเชิงพาณิชย์ในวงกว้างได้

    ระบบการเงินไทยยังไม่ขับเคลื่อนนวัตกรรม

    สำหรับประเทศไทย บทบาทของภาคการเงินในการจัดสรรเงินทุนให้แก่ธุรกิจนวัตกรรมยังมีข้อจำกัดทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ส่งผลให้นวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ

    ข้อจำกัดฝั่งอุปทานเงินทุน ประกอบด้วย

    1. การขาดมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) โดยธรรมชาติของ IP มีมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้การประเมินมูลค่าทำได้ยาก ประกอบกับไทยยังขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ แนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน และตลาดรองสำหรับซื้อขาย IP ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังไม่กล้ารับ IP เป็นหลักประกันในการให้สินเชื่อ
    2. การยึดติดกับหลักประกันแบบดั้งเดิม สถาบันการเงินยังคงประเมินความเสี่ยงธุรกิจจากสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร และอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ธุรกิจนวัตกรรมระยะเริ่มต้น ซึ่งมีสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็น IP ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อภายใต้กรอบการประเมินนี้ได้
    3. ความเสี่ยงด้านกระแสรายได้และเกณฑ์การกำกับดูแลความเสี่ยงเครดิต ธุรกิจนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพัฒนาและทดสอบสินค้าก่อนเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ทำให้กระแสรายได้มีความไม่แน่นอนสูง สถาบันการเงินหรือผู้ให้ทุนจึงมักประเมินโอกาสผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน มาตรฐานการกำกับดูแลความเสี่ยงยังกำหนดให้มูลค่าหลักประกันต้องสามารถบังคับขายได้ ซึ่ง IP ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องบังคับขายทอดตลาดเมื่อธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อได้ ทำให้สถาบันการเงิน
      มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจนวัตกรรม

    ข้อจำกัดฝั่งอุปสงค์เงินทุน

    ธุรกิจไทยที่ต้องการลงทุนพัฒนานวัตกรรมใหม่และมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ยังมีจำนวนจำกัด แม้จะมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่การนำไปใช้จริงในภาคธุรกิจยังไม่แพร่หลาย เนื่องจากภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือความท้าทายในระยะสั้นและการรักษาสภาพคล่อง มากกว่าการลงทุนในนวัตกรรมที่มีความ
    ไม่แน่นอนสูง ขณะเดียวกัน มาตรการสนับสนุนของภาครัฐยังมุ่งเน้นการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มากกว่าการส่งเสริมการนำ IP ไปใช้ต่อยอดและขยายผลเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้อุปสงค์เงินทุนเพื่อพัฒนานวัตกรรมยังอยู่ในระดับต่ำ

    ข้อจำกัดดังกล่าวสะท้อนผ่านสัดส่วนการขอสินเชื่อโดยใช้ IP เป็นหลักประกันของไทย ซึ่งอยู่ที่เพียง 0.07% ของมูลค่าหลักประกันทั้งหมด (ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ มิ.ย. 2025) ดังนั้น หากภาคการเงินสามารถเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจนวัตกรรมและเปิดรับ IP เป็นหลักประกันที่มีมูลค่าในตัวได้ ควบคู่กับบทบาทของภาครัฐในการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ให้มีความน่าเชื่อถือ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปิดทางให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และสามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    บทเรียนต่างประเทศชี้ “กลไกแบ่งปันความเสี่ยงรัฐ-ภาคการเงิน” คือหัวใจของการเงินเพื่อหนุนนวัตกรรม

    SCB EIC สังเคราะห์บทเรียนจากต่างประเทศ พบว่า ปัจจัยความสำเร็จสำคัญของการเชื่อมโยงภาคการเงินกับระบบนวัตกรรม ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างระบบการเงินที่ยืดหยุ่น การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานวิจัย รวมถึงการมีกลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงินอย่างชัดเจน

    ประเทศในเอเชียที่มีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมมากกว่าไทย เช่น เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งติดอันดับ 4, 5 และ 34 ของโลกด้านนวัตกรรมในปี 2025 ตามลำดับ ได้พัฒนาระบบนิเวศที่เชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม และระบบการเงินอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ โดยออกแบบเครื่องมือทางการเงินให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและช่วงการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมในแต่ละระยะ เพื่อสนับสนุนการขยายผลเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ

    สิงคโปร์ : สร้างระบบนิเวศทางการเงิน รัฐร่วมแบกรับความเสี่ยงให้ IP ใช้เป็นทุนได้จริง

    สิงคโปร์จัดตั้งโครงการ Intellectual Property Financing Scheme (IPFS) ตั้งแต่ปี 2014 เพื่อพัฒนากลไกครบวงจร ตั้งแต่การประเมินมูลค่า IP ไปจนถึงการปล่อยสินเชื่อ โดยหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาของรัฐทำหน้าที่ประเมินมูลค่าสิทธิบัตรเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐโดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม และกระทรวงการคลัง ร่วมแบ่งปันความเสี่ยงผ่านการค้ำประกันและรับภาระความเสียหายจากการผิดนัดชำระหนี้สูงสุดถึง 80% ของมูลค่าความเสียหาย ช่วยลดความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และเปิดทางให้การปล่อยสินเชื่อโดยใช้ IP เกิดขึ้นได้จริง

    นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจดทะเบียนและการประเมินมูลค่า IP ควบคู่กับยุทธศาสตร์ Singapore Intellectual Property Strategy 2030 เพื่อผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการใช้ IP เชิงพาณิชย์ของเอเชีย ในปัจจุบันสิงคโปร์ดำเนินโครงการ Enterprise Financing Scheme – Venture Debt Loan โดยภาครัฐร่วมแบ่งปันความเสี่ยงกับสถาบันการเงินในสัดส่วน 50–70% ของยอดหนี้ที่ผิดนัด ขึ้นกับอายุของบริษัท เพื่อสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัปที่ขาดหลักประกันแบบดั้งเดิม

    เกาหลีใต้ : รัฐเป็นผู้นำรับความเสี่ยงเป็นลำดับแรก

    เกาหลีใต้เริ่มพัฒนาระบบการเงินเพื่อหนุนนวัตกรรมตั้งแต่ปี 2006 โดยมี Korea Technology Finance Corporation (KOTEC) เป็นกลไกหลักในการประเมินศักยภาพเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยีผ่าน Technology Rating System (TRS)
    ซึ่งเป็นระบบวัดระดับความก้าวหน้าของนวัตกรรมในเกาหลีที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ โดยจัดอันดับตั้งแต่ AAA ถึง D ธุรกิจต่าง ๆ รวมถึง SMEs และสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีที่ได้รับอันดับ TRS ตั้งแต่ B ขึ้นไปจะสามารถขอหนังสือค้ำประกันเพื่อนำไปใช้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ โดยภาครัฐรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้มากกว่า 90% ของยอดความเสียหาย

    จุดเด่นสำคัญของเกาหลีใต้ คือการติดตามผลหลังการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่องโดย Korean Intellectual Property Office (KIPO) และการพัฒนาตลาดรองสำหรับ IP ในกรณีที่ธุรกิจผิดนัดชำระหนี้ กองทุนรับซื้อ IP ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการคลังสามารถเข้าซื้อ IP เพื่อนำเงินมาชดเชยความเสียหายให้ธนาคารได้ กรณีศึกษานี้สะท้อนว่า การที่รัฐพร้อมรับความเสี่ยงเป็นลำดับแรกในทุกขั้นตอน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคการเงินในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

    มาเลเซีย : เรียนรู้จากโครงการนำร่อง สู่การปรับระบบให้เป็นรูปธรรม

    มาเลเซียเริ่มโครงการสินเชื่อนำร่อง โดยใช้ IP เป็นหลักประกันตั้งแต่ปี 2013 โดยร่วมมือกับ WIPO ในการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP และมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบเงินอุดหนุนและการแบ่งปันความเสี่ยง ต่อมารัฐได้เพิ่มบทบาทการค้ำประกันความเสียหายจากการผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 80% เพื่อจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อนวัตกรรมมากขึ้น

    อย่างไรก็ดี ในระยะแรก มาเลเซียเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนการประเมินมูลค่า IP การขาดตลาดรอง และประสบการณ์ของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจนวัตกรรม ปัจจุบันรัฐบาลได้ปรับบทบาทไปสู่การสนับสนุนเชิงปฏิบัติผ่านโครงการนำร่องที่ใช้กรณีจริงของภาคธุรกิจ โดยสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา เช่น Malaysian Industrial Development Finance Berhad (MIDF) ได้นำพอร์ต IP ของภาคธุรกิจมาประเมินมูลค่าและออกแบบโครงสร้างสินเชื่อ เพื่อยกระดับระบบการเงินนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    จากกรณีศึกษาต่างประเทศ แม้แต่ละประเทศจะมีแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา (IP Ecosystem) ที่แตกต่างกัน แต่มีองค์ประกอบร่วมของความสำเร็จที่ชัดเจน โดยเฉพาะการมีกลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความไม่แน่นอนสูงได้ นอกจากนี้ ประเทศที่ประสบความสำเร็จยังต้องมีการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญาและมาตรฐานการประเมินมูลค่าที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนการนำ IP ไปใช้เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

    ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วย “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” มากขึ้น ภาคการเงินที่ยังยึดติดกับหลักประกันแบบดั้งเดิมจึงมีแนวโน้มกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ และการแปลงนวัตกรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

    ไทยต้องออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรม

    การผลักดันให้นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง จำเป็นต้องยกระดับบทบาทของระบบการเงินให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงการจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือการปรับโครงสร้างและกลไกของระบบการเงินให้สามารถรองรับลักษณะเฉพาะของธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงและมีรูปแบบการสร้างมูลค่าที่แตกต่างจากธุรกิจดั้งเดิม

    SCB EIC มองว่าการออกแบบระบบการเงินนวัตกรรมของไทยต้องดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์เงินทุน ผ่านเสาหลักสำคัญ 4 ด้านที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ได้แก่

    เสาหลักที่ 1 การปรับระบบการเงินให้รองรับ IP เป็นหลักประกัน และลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพแบบเดิม

    ระบบการเงินจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจากปัจจุบัน จากการพิจารณาสินเชื่อโดยอาศัยมูลค่าทรัพย์สินที่จับต้องได้ ไปสู่การประเมินศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจนวัตกรรม ทั้งในด้านเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพการเติบโตในอนาคต การเปิดทางให้ทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์ไม่มีตัวตนสามารถมีบทบาทในการเข้าถึงแหล่งทุน จะช่วยลดข้อจำกัดสำคัญของธุรกิจนวัตกรรมในช่วงเริ่มต้นและช่วงขยายผลเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินและผู้เล่นที่หลากหลาย ตั้งแต่เงินทุนในรูปแบบทุนไปจนถึงสินเชื่อเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมในแต่ละระยะ

    เสาหลักที่ 1 นี้ สามารถเริ่มต้นได้ผ่านความร่วมมือของกรมทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ WIPO ร่วมกันพัฒนาแนวทางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้ได้จริงในบริบทของนวัตกรรมไทย ขณะที่สถาบันการเงินสามารถเริ่มทดลองนำกรอบการพิจารณาสินเชื่อดังกล่าวนี้ไปใช้กับธุรกิจนวัตกรรมบางกลุ่มที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ชัดเจน

    เสาหลักที่ 2 การพัฒนากลไกแบ่งปันความเสี่ยงร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ

    เนื่องจากความเสี่ยงสูงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินยังไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจนวัตกรรม
    (IP Financing) ภาครัฐจึงควรมีบทบาทในการร่วมรับความเสี่ยงผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา หรือการเปิดพื้นที่ทดลองการปล่อยสินเชื่อโดยใช้ IP เป็นหลักประกันภายใต้ Regulatory Sandbox

    นอกจากนี้ การสนับสนุน IP Financing ควรถูกออกแบบให้ครบวงจร ตั้งแต่การประเมินมูลค่า IP ตามมาตรฐานที่เชื่อถือได้ การพิจารณาสินเชื่อบนข้อมูลที่สะท้อนศักยภาพธุรกิจจริง ไปจนถึงการมีกลไกรองรับกรณีผิดนัดชำระหนี้ เช่น หน่วยงานหรือกองทุนที่สามารถรับโอนและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรมภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

    สำหรับเสาหลักที่ 2 กระทรวงการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกลไกค้ำประกันร่วมรับความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อนวัตกรรมที่เหมาะสมกับวงจรความเสี่ยง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญผ่านการสร้างภูมิทัศน์
    ภาคการเงิน (Financial Landscape) ควบคู่กับการวางกรอบกำกับดูแลความเสี่ยงที่เอื้อต่อการทดลองปล่อยสินเชื่อ
    เพื่อนวัตกรรม สนับสนุนให้ภาคการเงินมีพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาแนวทางการประเมินและบริหารความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศนวัตกรรม

    เสาหลักที่ 3 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้งานได้จริง

    การลดความไม่แน่นอนของข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ธุรกิจนวัตกรรมอย่างยั่งยืน SCB EIC เห็นว่าควรพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานหรือแพลตฟอร์มกลางในลักษณะ Center of Excellence ด้าน Innovation Financing
    เพื่อทำหน้าที่รวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP และกลไกรับรองผู้ประเมิน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล การเชื่อมโยง
    และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนในรูปแบบที่เหมาะสม จะช่วยลดต้นทุนการประเมิน
    ความเสี่ยง สร้างความมั่นใจให้ผู้ให้ทุน และเอื้อให้การตัดสินใจสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

    เสาหลักที่ 3 นี้จำเป็นต้องอาศัยกรมทรัพย์สินทางปัญญา สกสว. กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยร่วมวางระบบฐานข้อมูลกลางด้านมูลค่าหลักประกัน IP และการใช้ประโยชน์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินและภาคธุรกิจ สามารถใช้เป็นฐานอ้างอิงร่วมกัน ทดลองใช้ และพัฒนาต่อยอดไปสู่มาตรฐานกลางที่ใช้งานได้จริง

    เสาหลักที่ 4 การสร้างแรงจูงใจด้านอุปสงค์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้จริง

    เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์ หากภาคธุรกิจยังไม่เห็นโอกาส
    ในการสร้างรายได้จากนวัตกรรม การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาก็จะไม่สามารถขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
    ในเสาหลักที่ 4 นี้ ภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบแรงจูงใจเพื่อสร้างอุปสงค์ด้านนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่มีแผนลงทุนในเทคโนโลยีหรือการวิจัยและพัฒนา ควบคู่กับการจัดตั้งกลไก Co-funding
    ที่ภาครัฐร่วมลงทุนกับภาคธุรกิจในโครงการนวัตกรรม โดยอาจเริ่มจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการขยายผล
    ก่อนขยายไปสู่ SMEs แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างกระแสรายได้ที่ชัดเจนให้กับทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ภาคธุรกิจเห็นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนด้านนวัตกรรมในระยะยาว (รูปที่ 4)

    ทั้งสี่เสาหลักจำเป็นต้องขับเคลื่อนโดย Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เพื่อให้ระบบการเงินสามารถ
    ทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม”
    ระหว่างนวัตกรรม เงินทุน และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

    รูปที่ 4 : สี่เสาหลักการออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” ของไทยที่ต้องขับเคลื่อนพร้อมกัน

    ท้ายที่สุด การพัฒนา “ระบบการเงินนวัตกรรม” เป็นการปรับโครงสร้างเชิงระบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ภาครัฐในฐานะผู้ออกแบบระบบและร่วมแบ่งปันความเสี่ยง ภาคการเงินในฐานะผู้พัฒนาเครื่องมือและกรอบประเมินความเสี่ยงรูปแบบใหม่ และภาคธุรกิจในฐานะผู้สร้างอุปสงค์และขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ตลาดจริง แม้ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเริ่มมีความพยายามเชื่อมโยงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเข้ากับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น แต่ความพยายามดังกล่าวยังจำเป็นต้องถูกยกระดับให้เชื่อมโยงกันเป็น “ระบบนิเวศนวัตกรรม” อย่างแท้จริง

    หากไทยไม่เร่งปฏิรูประบบการเงินให้รองรับนวัตกรรมในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ช่องว่างด้านผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคจะยิ่งขยาย และอาจกลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ในทางกลับกัน หากไทยสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างต่อเนื่อง และเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา และแหล่งเงินทุนเข้าด้วยกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ระบบการเงินเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมจะไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโตเชิงคุณภาพ ช่วยเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ดี ในโลกเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์ไม่มีตัวตน การปรับตัวที่ล่าช้าอาจทำให้ไทย
    ไม่เพียง “พลาดโอกาส” แต่เสี่ยงที่จะ “ตามไม่ทัน” การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/10/632854/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ss2SPbLKpLI-X_yaOq_O5

  • สุดารัตน์เตือนสึนามิเศรษฐกิจไทยแนะรัฐรับมือวิกฤตพลังงานจี้หั่นงบช่วยSMEs

    สุดารัตน์เตือนสึนามิเศรษฐกิจไทยแนะรัฐรับมือวิกฤตพลังงานจี้หั่นงบช่วยSMEs

    คุณหญิงสุดารัตน์เตือนไทยรับมือสึนามิเศรษฐกิจจากสงครามยืดเยื้อกระทบราคาพลังงานและสินค้าขาดแคลนจี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างราคาพร้อมหั่นงบไม่จำเป็นเยียวยาประชาชน

    สุดารัตน์ชี้สงครามยืดเยื้อทำโครงสร้างพลังงานพัง

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เตือนไทยเผชิญ “สึนามิเศรษฐกิจ” ที่รุนแรงกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งจากสงครามที่ยืดเยื้อ ย้อนแย้ง และย่อยยับ แม้มีการเจรจาที่ปากีสถานแต่สถานการณ์ยังเปราะบาง โดยความเสียหายของโครงสร้างพลังงานต้องใช้เวลาซ่อมแซม 3-5 ปี ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาวและเสี่ยงต่อการก่อการร้ายต่อเนื่อง

    ไทยจ่อคิวน้ำมันแพงและวิกฤตปุ๋ยขาดแคลนหลังสงกรานต์

    สึนามิลูกแรกคือราคาพลังงานพุ่งสูงซึ่งจะส่งผลหนักหลังสงกรานต์ โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มทุก 1 บาทจะฉุด GDP ลง 0.04% ส่วนลูกที่สองคือการขาดแคลนพลังงานและสินค้าปิโตรเคมี เช่น ปุ๋ย และยารักษาโรค ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้เกษตรกร รัฐบาลจึงต้องวางแผนรับมือแบบสถานการณ์เลวร้ายที่สุด

    เสนอหั่นงบสองแสนล้านลดภาษีน้ำมันหนุนใช้พลังงานสะอาด

    รัฐบาลต้องบริหารราชการในภาวะวิกฤตด้วยการรัดเข็มขัด ตัดงบก่อสร้างอาคารและถนนเกือบ 200,000 ล้านบาท มาเยียวยาคนตัวเล็กและ SMEs พร้อมยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว ส่วนระยะยาวต้องปรับโครงสร้างใหญ่ ลดการใช้ฟอสซิล สนับสนุนโซลาร์เซลล์และการใช้รถ EV เพื่อสร้างความมั่นคงในยุคที่โลกผันผวน

    ที่มา : คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zm-8eQuhGj764Za777M_f

  • ‘ยศชนัน’ ปักหมุด อว. ใช้นวัตกรรมสร้างรายได้เข้าประเทศ เปิดมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ Upskill-Reskill

    ‘ยศชนัน’ ปักหมุด อว. ใช้นวัตกรรมสร้างรายได้เข้าประเทศ เปิดมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ Upskill-Reskill

    วันนี้ (10 เมษายน 2569) ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมร่วมรัฐสภาในการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า กระทรวง อว.มีแนวทางจะเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายเพื่อสร้างอนาคตให้กับลูกหลาน สำหรับประเทศไทยต้องเชื่อมโยงนโยบายต่างประเทศ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ รวมถึงบริการภาครัฐเข้าด้วยกัน โดยนำแนวทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นอีกหนึ่งในกระดูกสันหลังให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

    สำหรับประเด็นแรกคือเรื่อง ‘นวัตกรรม’ นวัตกรรมมาจากการศึกษา วิจัย และอีกข้อคือจาก ‘อุตสาหกรรม’ ที่มีอยู่ในประเทศอยู่แล้ว จากภาคอุตสาหกรรม จากเอกชน หรือจากการลงทุนต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่ต้องดึงดูดให้ทำสิ่งนี้ได้ คือการส่งเสริมอาชีวศึกษาหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อรองรับนวัตกรรมจากภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้นวัตกรรมเกิดจากงานวิจัยเชิงลึก เกิดจากสิ่งที่เอกชนมีอยู่แล้ว แต่ภาคการศึกษาต้องช่วยในเรื่องทุนมนุษย์ให้สมบูรณ์ 

    ส่วนมหาวิทยาลัย ยศชนันระบุว่า ยังคงมีประโยชน์ โดยเฉพาะในเรื่อง Deep Tech ซึ่งมาจากงานวิจัยทั้งของนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ องค์ความรู้ใหม่นี้ล้วนมาจากงานวิจัย เปลี่ยนจากงานวิจัยเชื่อมโยงไปสู่นวัตกรรมต่อไป โดยหากเป็นระยะเริ่มต้นสามารถใช้งบประมาณของหน่วยงานจาก อว.ได้ แต่หากเป็นระยะท้ายซึ่งใช้แหล่งทุนค่อนข้างมาก อาจจำเป็นต้องหา Matching Fund โดยอาจมาจากทั้ง Angel Fund หรือ Venture Capital เข้ามาลงทุน ซึ่ง อว.จะเป็นผู้สนับสนุน นอกจากนี้นักวิจัยบางคนอาจบอกว่า ไม่ถนัดเรื่องนวัตกรรม เรื่องลิขสิทธิ์ ทาง อว.จะส่งเสริมเรื่องนี้ เพื่อให้นักวิจัยไม่เสียโอกาส สามารถสร้างรายได้อย่างทั่วถึง

    ขณะเดียวกัน ในอนาคตงานวิจัยจะไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทย แต่ต้องเป็นประโยชน์กับอีกหลายประเทศทั่วโลก ต้องเกิดระบบนิเวศของผู้ประกอบการขึ้นมา ส่งเสริมไปสู่การสร้างนวัตกรรม ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมพื้นที่กลางให้ ‘นักคิด’ ต้องอยู่ร่วมกับนักปฏิบัติ ให้เป็น Maker Space หรือ Coworking Space เพื่อให้สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้สะดวกมากขึ้น

    “นวัตกรรมจะไปสู่ภาคเศรษฐกิจได้อย่างไรบ้าง สำหรับประเทศไทย ผมให้ความสำคัญกับพี่น้องรากหญ้า เราต้องไม่สูญเสียเอกราชทางเทคโนโลยีให้กับประเทศได้ เราจะส่งเสริมเศรษฐกิจ Wellness เศรษฐกิจสุขภาพให้แข็งแรง ประเทศไทยสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ เช่นเดียวกับเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี สังคม ขณะที่เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เราสามารถชูเรื่องสมุนไพรได้เช่นกัน”

    นอกจากนี้ อว.จะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม คือการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันโดยตรง และเพิ่มผลิตภาพของเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมให้มากขึ้น สามารถให้คนที่อายุเยอะขึ้น ไม่สามารถ ‘ผลิต’ ได้ในเวลาที่จำกัด และภายใต้ทรัพยากรจำกัดสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยได้ 

    ยศชนันยังระบุด้วยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องคิดเรื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมมูลค่าสูง บริการมูลค่าสูง ต่อยอดให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ต่อยอดเป็นความมั่นคงทางโภชนาการ (Nutrition Security) หรืออาหารแห่งอนาคต (Future Food) ขณะเดียวกันในเรื่องอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ สามารถต่อยอดจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่ได้เช่นกัน รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจจีโนมิกส์ เรื่องโรคเขตร้อน ประเทศไทยมีฐานข้อมูลมากที่สุด และเรื่องการใช้เซลล์หรือยีนในการบำบัดโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ทั้งธาลัสซีเมีย พาร์กินสัน มะเร็ง หากทำได้นี่คือเศรษฐกิจมูลค่าสูงขึ้น และจะมีมูลค่าสูงขึ้นทั้งระบบ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจด้าน Wellness เศรษฐกิจด้านบริการ การท่องเที่ยว ทันตกรรม และเวชศาสตร์ฟื้นฟู 

    อีกเรื่องคือเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ โฟโตนิกส์ (Photonics) ดาต้าเซนเตอร์ และ AI กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในโลกอนาคตชิปโฟโตนิกส์ ชิป Power Consumption และเรื่องการจัดการพลังงาน จะเป็นอีกหนึ่งตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากสามารถมีซัพพลายเชนหรือห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบได้ จะสามารถเปลี่ยนมิติต่างๆ ในประเทศไทย ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มได้

    นอกจากนี้ อว.จะทำงานด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศร่วมกับกระทรวงกลาโหม ให้ประเทศมีเอกราชเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ จะทำงานเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์เชื่อมโยงกับ Quantum Communication เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในทุกมิติ

    ขณะที่เรื่องการจัดการคอร์รัปชัน อว.จะทำงานร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อทำเรื่อง Open Data เชื่อมไปถึงรัฐบาลดิจิทัลให้ได้ เช่นเดียวกับเรื่อง Net Zero Carbon เรื่องการจัดการ Food Waste และเรื่องการจัดการภัยพิบัติ

    สุดท้าย อว.จะพลิกโฉมมหาวิทยาลัย โดยใช้นวัตกรรมช่วยเศรษฐกิจและสังคม นำกองกำลังสำคัญที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยช่วยกันทำงาน และเปิดมหาวิทยาลัยรองรับทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่นักศึกษาเท่านั้น แต่ทุกวัย รวมถึงศิษย์เก่าและผู้สูงอายุต้องเข้ามา Upskill-Reskill ได้ 

    “เรามีระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้นักคิด นักปฏิบัติ มาเจอกัน เรื่องการนำนวัตกรรมเชื่อมกับเศรษฐกิจ นวัตกรรมเชื่อมสังคม พลิกโฉมมหาวิทยาลัย ตอบโจทย์ในสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญมา ผมจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย เพื่อให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นความหวังของประเทศไทย”

    Tags: , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-yotchanan-anutin-policy-second-day/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RMgVW9hzXqEYVYzpk-YIj

  • การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 10 เมษายน 2569 | เดลินิวส์

    การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 10 เมษายน 2569 | เดลินิวส์

    อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5765574/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjc-EsSuJFBUMu-HG_NA_

  • IMF เตือน ‘ออยล์ช็อก’ เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    IMF เตือน ‘ออยล์ช็อก’ เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้แถลงระหว่างการประชุมไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก ประจำฤดูใบไม้ผลิ 2569 ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ เรื่อง “การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับและบรรเทาผลกระทบ จากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง” ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญช็อกอุปทานจากสงคราม ทำให้พลังงานขาดแคลน ราคาพุ่ง และกดดันเงินเฟ้อกับการเติบโต พร้อมเตือนให้ประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยมีรายละเอียดดังนี้

    “เศรษฐกิจโลกที่มีขีดความสามารถในการฟื้นตัวกำลังถูกทดสอบอีกครั้งจากสงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งนี้ได้ก่อให้เกิดความยากลำบากอย่างแสนสาหัสไปทั่วทุกมุมโลก  ดิฉันใคร่ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามครั้งนี้ และสงครามทั้งปวงที่เกิดขึ้น

    ในการประชุม Spring Meetings ของเราในสัปดาห์หน้า เมื่อเราต้อนรับบรรดารัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิก เราจะมุ่งแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับวิกฤตระลอกล่าสุดนี้เป็นหลัก และบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน

    การดำเนินการนี้จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในธรรมชาติของปัจจัยของวิกฤตการณ์ ช่องทางที่ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ความรุนแรงของผลกระทบ ตลอดจนนโยบายที่จะสามารถบรรเทาผลกระทบนั้นได้

    แล้ววิกฤติการณ์ที่เข้ามากระทบเราคืออะไรกันแน่ คำตอบคือ “ภาวะวิกฤติอุปทาน” ซึ่งมีขนาดใหญ่ โดยปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันทั่วโลกในแต่ละวันปรับลดลงราวร้อยละ 13 และปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับลดลงร้อยละ 20 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ขณะนี้เราทุกคนต่างต้องแบกรับภาระราคาพลังงานที่สูงขึ้น และต้องเผชิญกับภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักไปทั่วโลก ไม่สมมาตรโดยผลกระทบของวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความใกล้กับพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง สถานะเป็นผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าพลังงานของแต่ละประเทศ และขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศนั้น ๆ

    ภาวะวิกฤติอุปทานเชิงลบผลักดันราคาให้พุ่งสูงขึ้นดังที่เคยเป็นมา ดัชนีราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นจาก 72 เหรียญสหรัฐมาอยู่ที่ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โชคดีที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงแล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามอยู่มาก โดยหลายประเทศจำต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่านั้นมาก

    ลองนึกถึงประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่ปลายสุดของห่วงโซ่อุปทานที่ห่างไกลออกไปกันบ้าง ประเทศเหล่านี้กำลังข้องใจว่าจะยังคงมีน้ำมันเชื้อเพลิงส่งไปถึงพวกเขาได้หรือไม่ภายหลังภาวะหยุดชะงักอย่างรุนแรงเช่นนี้

    ภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และจะยังคงส่งผลกระทบต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    การหยุดเดินเครื่องโรงกลั่นน้ำมัน เนื่องจากความจำเป็นในการรักษากำลังการผลิตขั้นต่ำ โดยที่ขณะนี้สัญญาณเตือนภัยได้เริ่มกระพริบเป็นสีแดงแล้วในหลายพื้นที่

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    การขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซล และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งก่อให้เกิดภาวะหยุดชะงักแก่ภาคการขนส่ง การค้า และการท่องเที่ยว ในโลกที่มีความเชื่อมโยงถึงกันอย่างแทบจะแยกจากกันไม่ออก

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ความไม่มั่นคงทางอาหารสำหรับประชากรอีก 45 ล้านคน เนื่องจากการหยุดชะงักของระบบการขนส่ง ส่งผลให้จำนวนของผู้ที่เผชิญภาวะอดอยากทั้งหมดพุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 360 ล้านคน และปัญหานี้อาจจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปเนื่องจากราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น  และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากการพึ่งพาปัจจัยวัตถุดิบต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม อาทิ กำมะถัน ก๊าซฮีเลียมสำหรับการผลิตชิปซิลิคอนและการถ่ายภาพด้วยเครื่อง MRI รวมถึงแนฟทาสำหรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 

    ผลกระทบจากวิกฤติการณ์นี้จะปรากฏออกมาในรูปแบบใดได้บ้าง โดยหลักแล้วจะผ่านสามช่องทาง ดังนี้

    ช่องทางแรกคือ ผลกระทบด้านราคาและการขาดแคลนซัพพลาย ราคาสินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด ทำให้ภาวะเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น เมื่อประกอบกับภาวะขาดแคลนซัพพลายแล้วนั้น ปัจจัยดังกล่าวทำให้อุปสงค์ปรับลดลงอย่างรุนแรง

    ช่องทางที่สอง ความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ หลุดไปจากเป้าหมายสำคัญที่วางไว้ และจุดชนวนกระบวนการเกิดภาวะเงินเฟ้อที่สร้างความเสียหายได้ ในภาพนี้เป็นการกระจายตัวของประมาณการอัตราเงินเฟ้อระยะสั้นในสหรัฐอเมริกา โปรดสังเกตว่าเส้นกราฟได้เคลื่อนตัวไปทางขวา ซึ่งบ่งชี้ถึงความคาดหวังต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นที่ปรับตัวสูงขึ้น และเส้นกราฟนี้แสดงให้เห็นกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (ยูโรโซน) ซึ่งก็มีการเคลื่อนตัวไปทางขวาเช่นกัน อีกทั้งความกว้างที่เพิ่มขึ้น บ่งชี้ให้เห็นระดับความไม่แน่นอนที่ปรับตัวสูงขึ้น โชคดีที่ความคาดหวังในระยะยาวนั้นยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ช่องทางที่สาม ภาวะการเงินและไฟแนนซ์ จากก่อนนี้ที่เอื้ออำนวย ภาวะดังกล่าวได้ปรับตัวตึงตัวขึ้น ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ได้ปรับตัวกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น จนถึงวันนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณของการคลายตัวลงบ้าง

    เราเคยผ่านสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว ทั้งในช่วงทศวรรษที่ 70 และในช่วงต้นทศวรรษนี้ เราทราบดีว่าท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ คลี่คลายลง และจะนำมาซึ่งจุดดุลยภาพใหม่ โดยที่อุปทานจะฟื้นตัวกลับมาและอุปสงค์จะปรับตัวตามสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน ภาคการผลิตจะเริ่มเดินกำลังการผลิตอีกครั้ง และจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้ดียิ่งขึ้น

    เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ โปรดพิจารณาว่าโลกของเราทยอยลดการใช้พลังงานอย่างหนักหน่วงลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ซึ่งช่วยรองรับและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนสูงขึ้น แต่เชื้อเพลิงหลักอันดับหนึ่งของเราก็ยังคงเป็นน้ำมันอยู่เช่นเดิม 

    ในขณะที่ประชาคมโลกกำลังร่วมกันรับมือกับวิกฤตการณ์นี้ สิ่งสำคัญคือเราจะต้องสานต่อความพยายามร่วมกันในการแสวงหา ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและการกระจายแหล่งพลังงาน แม้ว่าแต่ละประเทศอาจมีแนวทางสู่ความมั่นคงทางพลังงานที่แตกต่างกันไป แต่ทุกประเทศล้วนจำเป็นต้องมุ่งมั่นดำเนินการพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้

    ขออนุญาตขยับไปสู่คำถามสำคัญข้อถัดไป นั่นคือ ผลกระทบต่อการเติบโตนั้นเป็นวงกว้างเพียงใด

    คำตอบสำหรับคำถามนี้ขึ้นอยู่กับว่าการหยุดยิงจะยังคงดำเนินต่อไปและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนหรือไม่ รวมทั้งขึ้นอยู่กับว่าสงครามได้สร้างความเสียหายไว้มากน้อยเพียงใด

    เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ของเราที่จะเผยแพร่ใน “สัปดาห์หน้า” จะครอบคลุมสถานการณ์จำลองหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฟื้นตัวสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงสถานการณ์จำลองที่มีการฟื้นตัวในระยะเวลาปานกลาง และสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงอยู่ในระดับสูงขึ้นมากเป็นระยะเวลายาวนานกว่าเดิมมาก และเกิดผลกระทบระลอกสองตามมา

    สถานการณ์จำลองทั้งหมดเหล่านี้ล้วนมีสมมติฐานจากบริบทที่การลงทุนอย่างทุ่มเทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี รวมถึงภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ต่างมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโลกมีแรงส่งการเติบโตอย่างยิ่ง

    แท้จริงแล้ว หากไม่มีวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เราคงจะได้เห็นการปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นที่เรียบร้อย

    ทว่าในปัจจุบัน แม้แต่สถานการณ์ที่เรามองว่าเอื้ออำนวยที่สุด ก็ยังมีความเสี่ยงที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะปรับลดลง ซึ่งมีสาเหตุจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การสูญเสียความเชื่อมั่น และผลกระทบเชิงลบอื่น ๆ นั่นเอง

    นิคมอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ในประเทศกาตาร์ เป็นตัวอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งของการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง ซึ่งโรงงานแห่งนี้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึงร้อยละ 93 ของภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยราวร้อยละ 80 ของกำลังการผลิตดังกล่าวมีการส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งขณะนี้กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง  นิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ได้หยุดทำการผลิตมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มีนาคม และได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม และอาจต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการฟื้นฟูให้กลับมาดำเนินการได้เต็มกำลังการผลิตเหมือนเดิม

    แม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีที่สุด มันก็จะไม่สามารถหวนกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนเกิดวิกฤตการณ์ได้อีก

    โปรดสังเกตเพื่อเป็นข้อพึงระวังว่า ปริมาณการสัญจรของเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-el-Mandeb) ในทะเลแดงนั้น ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ดีนักจากภาวะหยุดชะงักรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว โดยปริมาณการสัญจรยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับราวครึ่งหนึ่งของปริมาณการสัญจรในปี 2023 

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ดังนั้น เราไม่อาจทราบได้อย่างแท้จริงว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรสำหรับการเดินทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ  หรือในประเด็นเดียวกันนี้ สำหรับการฟื้นตัวของปริมาณการจราจรทางอากาศในภูมิภาค

    แต่สิ่งที่เราทราบแน่ชัดก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แม้ว่าสันติภาพครั้งใหม่นี้ยั่งยืนก็ตาม

    ทั้งนี้ เราทราบดีเช่นกันว่าสถานการณ์มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก ประเทศที่สามารถส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไม่ได้รับผลกระทบจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม รวมถึงประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ได้รับความเสียหายจากการปิดช่องแคบ และประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงต้องแบกรับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุด

    ผลกระทบครั้งนี้จะรุนแรงขนาดไหนนั้นส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินมากน้อยเพียงใดของประเทศนั้น ๆ ซึ่งรวมถึงปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วยเช่นกัน เนื่องจากช่วงเวลาที่การสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันจากอ่าวอาหรับต้องหยุดชะงักไปนานถึง 5 สัปดาห์

    ขออนุญาตนำเสนอแผนภูมิสำคัญสักสองสามภาพ เพื่ออธิบายประกอบประเด็นหลักที่แตกต่างทั้งสามประการ ดังนี้

    ประการแรก เรามาแบ่งโลกออกเป็นกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทางด้านซ้าย และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันทางด้านขวา ดังที่เห็นได้จากจุดจำนวนมากที่กระจุกตัวอยู่ทางด้านซ้ายนั้น แสดงให้เห็นว่ามากกว่าร้อยละ 80 ของประเทศเหล่านี้จัดเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ

    ประการที่สอง เรามาพิจารณาประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสู้รบครั้งนี้กัน โปรดสังเกตว่าผลกระทบดังกล่าวได้ตกหนักที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ในสัดส่วนที่สูงเป็นพิเศษแม้ว่าจุดสีแดงทางด้านซ้ายจะช่วยเตือนใจเราถึงผลกระทบของสงครามที่มีต่อระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกน้ำมันด้วยเช่นกันก็ตาม

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ประการที่สาม เรามาดูอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Ratings) ซึ่งเราจะใช้เป็นตัวแทนในการวัดขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน พื้นที่ด้านล่างซ้ายของแผนภาพคือกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันที่มีความเปราะบาง เรามาลองระบายสีกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราด้วยสีเหลือง และระบายกลุ่มประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กด้วยสีส้ม จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศทั้งสองกลุ่มนี้ที่มีการระบายสีครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ “โซนแห่งความเปราะบาง” ได้อย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้จะเป็นจุดที่เราจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษในสัปดาห์หน้า

    เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นทั่วโลก แม้แต่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่อยู่ห่างไกลจากภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบและได้รับประโยชน์จากอัตราการค้า ก็ยังรู้สึกได้ถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

    คำถามถัดไปคือ ประเทศต่าง ๆ ควรทำอย่างไร

    ขออนุญาตเรียนเตือนล่วงหน้าว่า เนื่องจากสถานการณ์นี้ถือเป็นภาวะวิกฤตอุปทานเชิงลบเช่นเดียวกันที่เคยเกิดขึ้น การปรับตัวของอุปสงค์จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

    ผู้กำหนดนโยบายสามารถให้ความช่วยเหลือได้ในหลากหลายรูปแบบ และแน่นอนว่า การดำเนินการจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อมิให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงใคร่ขอเรียกร้องให้นานาประเทศพึงงดเว้นจากการดำเนินมาตรการแบบต่างคนต่างทำ อาทิ การควบคุมการส่งออก การควบคุมราคาสินค้า และมาตรการอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์โลกปั่นป่วนยิ่งขึ้นไปอีก กล่าวคือ อย่าได้กระทำการใดที่เปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟเลย

    นอกจากนั้นแล้ว เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์ครั้งก่อน ๆ ความตื่นตัวและความคล่องตัวเป็นหัวใจสำคัญ ข้อท้าทายอยู่ที่การตรวจจับว่าสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปจะนำเราจากสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่งเมื่อใด

    ในขณะนี้ การรอคอยและเฝ้าจับตาดูสถานการณ์เป็นสิ่งจำเป็น โดยธนาคารกลางต่างเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ยังคงนิ่งเฉยไม่ดำเนินการใดในด้านอื่น ๆ โดยมีแนวโน้มที่จะดำเนินการมากขึ้นหากความน่าเชื่อถือตกอยู่ในความเสี่ยง หน่วยงานด้านการคลังควรให้การสนับสนุนแบบเจาะจงและเป็นการชั่วคราวแก่กลุ่มประชากรที่เปราะบาง โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบการดำเนินการด้านการคลังระยะกลางของตน

    หากความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะปรับตัวพุ่งสูงขึ้นและก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ธนาคารกลางควรเข้าจัดการอย่างเด็ดขาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย การสนับสนุนทางการคลังควรเน้นเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและเป็นการชั่วคราว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นแน่นอนว่าจะยิ่งทำให้การเติบโตชะลอตัวลงไปอีก แต่ก็เป็นกลไกในการดำเนินการอยู่แล้ว

    สุดท้ายนี้ หากภาวะทางการเงินที่ตึงตัวอย่างรุนแรงส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤติอุปสงค์เชิงลบเพิ่มเติมจากภาวะวิกฤติอุปทาน นโยบายการเงินก็จะกลับเข้าสู่การรักษาสมดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่นโยบายการคลัง หากมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอและในกรณีที่มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถเปลี่ยนไปใช้การสนับสนุนอุปสงค์ที่ทำการปรับให้เหมาะสมแล้ว

    มาลองดูคร่าว ๆ กันว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกของเรา

    ในด้านนโยบายการเงิน ตลาดต่างคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลักหลายแห่งจะปรับท่าทีในการดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดยิ่งขึ้น  ในภาพนี้ เราจะเห็นเส้นทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักสี่เส้นทางที่สะท้อนจากกลไกตลาด โดยแต่ละเส้นทางแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวสูงขึ้น 

    ในด้านนโยบายพลังงาน เราพบว่าหลายประเทศได้เริ่มนำมาตรการประหยัดพลังงานฉุกเฉินมาบังคับใช้ ตั้งแต่การรณรงค์ทั่วไป ไปจนถึงการจำกัดการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล และการทำงานจากบ้านหรือระยะไกล มาตรการเหล่านี้รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียดในระบบติดตามนโยบายพลังงานของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) ซึ่งได้มีการสรุปข้อมูลไว้ ณ ที่นี้ 

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่า การแบ่งปันข้อมูลในลักษณะดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นถึงเหตุผลที่เราได้ผนึกกำลังร่วมกับ IEA และธนาคารโลก ในการจัดตั้งกลุ่มประสานงานขึ้น โดยมี IMF รับบทบาทเป็นผู้นำในด้านเศรษฐกิจมหภาค

    และสุดท้าย เมื่อย้อนกลับมาพิจารณานโยบายการคลัง เราพบว่าประเทศส่วนใหญ่ได้ดำเนินมาตรการอย่างเหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงการปรับลดภาษีแบบไม่เจาะจงเป้าหมาย การอุดหนุนจากรัฐในการตรึงราคาพลังงาน และมาตรการควบคุมราคา แม้จะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่เลือกที่จะให้การสนับสนุนในวงกว้างก็ตาม ซึ่งในประเด็นนี้ เราสามารถดูบทสรุปของ IEA ได้ที่นี่ 

    เราจะชี้ให้เห็นว่า มาตรการที่บั่นทอนสัญญาณราคาจะส่งผลให้การตอบสนองด้านอุปสงค์ที่จำเป็นถูกบั่นทอนลงตามไปด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ระดับราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น เราจึงกำลังทำงานร่วมกับนานาประเทศ เพื่อช่วยให้ประเทศเหล่านั้นกำหนดเป้าหมายการสนับสนุนทางการคลังและร่างข้อกำหนดการสิ้นสุดอายุสัญญาที่มีประสิทธิผลเพื่อเป็นมาตรการชั่วคราว ในการนี้ เรากำลังเน้นย้ำด้วยว่านโยบายการคลังและนโยบายการเงินต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

    ขณะนี้ ทั่วโลกได้เห็นเส้นอัตราผลตอบแทนอ้างอิงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้นแล้ว การเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการดำเนินงบประมาณขาดดุลในสถานการณ์ปัจจุบัน จะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับนโยบายการเงิน และทำให้ความผันผวนดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น เปรียบเสมือนการขับรถโดยใช้ขาข้างหนึ่งเหยียบคันเร่งและอีกข้างหนึ่งเหยียบเบรค ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ดังที่เราจะเน้นย้ำในรายงาน Fiscal Monitor ฉบับที่จะเผยแพร่ในเร็ว ๆ นี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับปัญหาพื้นที่ทางการคลัง โดยระดับหนี้สาธารณะโดยทั่วไปนั้นสูงกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนอยู่มาก รวมถึงกลุ่มประเทศ G20 ส่วนใหญ่  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการละเลยในการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ในช่วงเวลาที่ภาวะต่าง ๆ ยังเอื้ออำนวย

    ด้วยเหตุนี้ ยอดชำระภาระดอกเบี้ยจึงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ในทุกระดับรายได้ นัยสำคัญนั้นชัดเจน กล่าวคือ ทุกประเทศต้องใช้ทรัพยากรทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีความรับผิดชอบ และส่วนใหญ่ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังหลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ดิฉันใคร่ขอเน้นย้ำเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ

    ขออนุญาตเปลี่ยนมากล่าวถึงนโยบายภาคการเงินและไฟแนนซ์ ดังที่รายงานเสถียรภาพทางการเงินโลก (Global Financial Stability Report) ของเรา จะเน้นย้ำให้เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายจะต้องมีความตื่นตัว คล่องตัว และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่มีความผันผวนได้อย่างทันท่วงที 

    เราเคยอยู่ในภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวยเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในด้านเทคโนโลยีและตัวกลางทางการเงินใหม่ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ธนาคาร แม้ว่าสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโต แต่ก็ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะเกิดการพลิกผันขึ้น ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนเริ่มกังวลว่าความไม่มั่นคงด้านพลังงานอาจฉุดรั้งการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เราก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาที่ยุ่งยากได้ เนื่องจากเทคโนโลยี AI จำเป็นต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก

    นโยบายกำกับดูแลเสถียรภาพระดับจุลภาคและมหภาคที่รอบคอบจะต้องทำหน้าที่ลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินดังกล่าว และสร้างความมั่นใจว่าระบบจะมีระบบรองรับขีดความสามารถในการปรับตัว

    ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงใคร่ขอเน้นย้ำถึงบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่เราได้เรียนรู้ นั่นคือ นโยบายที่ดีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะมีพลังบางอย่างที่ประเทศต่าง ๆ ไม่อาจควบคุมได้ แต่ประเทศเหล่านั้นก็ยังคงมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและสถาบันทางเศรษฐกิจของตนเองได้

    ขอให้เราพึงตระหนักไว้ว่า ความแข็งแกร่งและความคล่องตัวของโครงสร้างพื้นฐาน คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของท่านยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ ซึ่งวิกฤตการณ์เช่นนั้นย่อมจะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

    และในขณะที่ท่านกำลังรับมือกับผลกระทบระยะยาวจากวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ขออย่าได้ละเลยที่จะกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับโลกในด้านเทคโนโลยี ประชากรศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมกันรังสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม เพราะการตัดสินใจเลือกใช้นโยบายด้านโครงสร้างและกฎระเบียบของประเทศของท่านนั้น ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ค้ำจุนผลิตภาพและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งศักยภาพในการเติบโตนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเสถียรภาพ

    ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ การสนับสนุนให้ท่านสร้างสรรค์นโยบาย และสถาบันที่เข้มแข็งถือเป็นภารกิจหลักและหัวใจสำคัญในการทำงานของเรา และในฐานะผู้ทำหน้าที่เสมือนเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางเศรษฐกิจ เราพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างท่านเสมอเมื่อได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์

    กลับมาดูกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลกที่มีความเปราะบางอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเก็งกำไร (Speculative Grade) และลองระบายสีฟ้าทับประเทศทั้งหมดที่กำลังดำเนินโครงการขอรับความช่วยเหลือภายใต้การสนับสนุนของ IMF เราสามารถขยายขนาดของโครงการเหล่านี้ได้เท่าที่จำเป็น และเราคาดว่าจะมีโปรแกรมให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้เกิดขึ้นตามมาอีกหลายโปรแกรม

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามตะวันออกกลาง เราคาดการณ์ว่าความจำเป็นในการขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินจาก IMF ในระยะใกล้นี้จะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 2 หมื่นล้าน หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถรักษาข้อตกลงในการหยุดยิงไว้ได้ จนถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในกรณีตรงกันข้าม

    มีประเด็นสำคัญสองประการที่ควรกล่าวถึงในที่นี้ ประการแรก ช่วงตัวเลขดังกล่าวคงจะเพิ่มขึ้นกว่านี้มาก หากปราศจากการกำหนดนโยบายที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง รวมถึงประเทศขนาดใหญ่บางประเทศ ในตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และประการที่สอง เรามีทรัพยากรอย่างเพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้

    ถูกต้องค่ะ สมาชิกทั้ง 191 ประเทศของเราสามารถวางใจได้ว่า เราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้านเงินทุนหากประเทศเหล่านั้นมีความจำเป็น และยังสามารถวางใจได้ว่า เราจะทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันค้นหาหนทางก้าวต่อไปท่ามกลางม่านหมอกแห่งความไม่แน่นอน และนี่คือหัวใจสำคัญของการประชุมที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

    ขอขอบคุณ และขอให้เรามาร่วมกันภาวนา เพื่อให้เกิดสันติภาพยั่งยืนสืบไปในตะวันออกกลางและทั่วสากลโลก เพราะสงครามพรากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเพียรสร้างมาไปจนหมดสิ้น”

    ที่มา: IMF

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UzZ2y-pVrDfhTP6ZPrJ_V

  • IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

    IMF หั่นคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก เตือนต้นทุนพลังงานพุ่ง ซัพพลายสะดุด ฉุดการเติบโต พร้อมอาจต้องอัดฉีดช่วยสูงสุด 5 หมื่นล้านดอลลาร์

    วันที่ 10 เมษายน 2569 นางคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  หรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า เตรียมปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางยังคงกดดันระบบเศรษฐกิจ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว อย่างไรก็ตามแม้ในกรณีดีที่สุด โลกก็ไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติเดิมได้ง่าย เนื่องจากผลกระทบเชิงลึกจากสงคราม ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นตลาดที่ลดลง

    ไอเอ็มเอฟ ยังเตือนว่า เศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในพื้นที่สู้รบอาจหดตัวลงราว 3% ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม และอาจฟื้นตัวได้ช้าในระยะยาว พร้อมคาดว่า ความต้องการเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบอาจอยู่ระหว่าง 20,000–50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7 แสนล้าน–1.8 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย 

    ขณะเดียวกัน นายอเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยผลกระทบดังกล่าวยังสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่ความไม่มั่นคงด้านอาหารอาจกระทบประชาชนอย่างน้อย 45 ล้านคน ซึ่งทางธนาคารโลกอาจสามารถจัดสรรเงินช่วยเหลือเร่งด่วนได้ราว 25,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็น 60,000 ล้านดอลลาร์ในระยะยาว หากมีความจำเป็น.

    ที่มา AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2925886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R3RF73F4zbUCgHuKREU8A

  • เสียงเตือนจากธนาคารโลก.!

    เสียงเตือนจากธนาคารโลก.!

    รายงานจากธนาคารโลก (World Bank) ล่าสุด เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) ช่วงต้นปี 2569 เมื่อตัวเลขคาดการณ์การเติบโตถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเคยคาดหวังความคึกคักที่ 5% ในปี 2568 กลับต้องเผชิญกับสภาวะชะลอตัวเหลือเพียง 4.2% ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจาก “มรสุมสมบูรณ์แบบ” ที่พัดถล่มจากหลายทิศทาง

    หัวใจสำคัญของปัญหาที่ธนาคารโลกเน้นย้ำคือ “ภูมิรัฐศาสตร์” โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่ชัดเจนสุดคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เปรียบเสมือนภาษีทางอ้อมที่ซ้ำเติมทั้งภาคการผลิต และผู้บริโภคหากสถานการณ์เลวร้ายจนราคาพลังงานดีดตัวขึ้นถึง 50% รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือน ในภูมิภาคอาจหายไปทันที 3-4% ฉุดกำลังซื้อภายในประเทศให้ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

    ซ้ำร้ายกว่านั้น “มาตรการกีดกันทางการค้า” ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ยังกลายเป็นกำแพงขวางกั้น การส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเอเชีย ความผันผวนของนโยบายโลก ทำให้เหล่านักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ และเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจลงทุนออกไปก่อน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

    “จีน” ในฐานะพี่ใหญ่ของภูมิภาค กำลังเผชิญมรสุมภายในที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน การเติบโตที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 4.2% ในปี 2026 สะท้อนถึงบาดแผลลึกภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ยังรักษาไม่หายและอุปสงค์ ภายในประเทศที่ยังซบเซา 

    เมื่อจีนซึ่งเป็น “โรงงานของโลก” และ “ตลาดขนาดใหญ่” เริ่มขยับตัวช้าลง ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไปยังจีน ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามหลัก “โดมิโนทางเศรษฐกิจ”

    ท่ามกลางข่าวร้าย..รายงานยังชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งที่น่าจับตามอง นั่นคืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และเวียดนาม..!!

    ประเทศเหล่านี้เริ่มเห็นการขยายตัวของการลงทุนศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ระยะยาว

    อย่างไรก็ตามความกังวลที่ “ช่องว่างทางทักษะ” เนื่องจากปัจจุบันบริษัทที่นำ AI มาใช้ในไทยและจีน ยังมีสัดส่วน ที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ

    “ธนาคารโลก” มีการเสนอแนะแนวทางชัดเจนคือการใช้ “มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจง” เพื่อพยุงกลุ่มเปราะบางและ SMEs โดยไม่ให้กระทบต่อวินัยทางการคลังมากเกินไป

    ขณะเดียวกันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ที่เคยหยุดชะงักไปจะต้องถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ทั้งการปรับปรุงระบบการศึกษา การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยและการเปิดเสรีภาคบริการ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ที่มีคุณภาพจากต่างชาติ

    บทสรุปของสถานการณ์ปี 2026 นี้ คือการเตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ความยืดหยุ่นในอดีตไม่ใช่เครื่องรับประกันความสำเร็จในอนาคตประเทศที่สามารถปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัล และบริหารจัดการความเสี่ยงจากความขัดแย้งระดับโลกได้ดีที่สุดเท่านั้น ที่จะสามารถผ่านพ้นมรสุมภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงและกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้งในปี 2027 ตามที่คาดการณ์ไว้..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/824888&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o7C72qlRO8A1l8_kja4H8

  • วิกฤตพลังงานนำไปสู่วิกฤตการเมืองได้อย่างไร

    วิกฤตพลังงานนำไปสู่วิกฤตการเมืองได้อย่างไร

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30T38bPuTsnSuS238Pzm_S

  • ภายใต้ภาวะสงคราม ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือไม่ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ภายใต้ภาวะสงคราม ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือไม่ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ-อิสราเอลที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน กลับพบว่าสินทรัพย์ที่ตลาดเชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe haven) โดยเฉพาะทองคำ มีราคาปรับตัวลดลงอย่างมากหลังจากที่เกิดสงครามขึ้น โดยราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงเดือนมี.ค. ปรับลดจากระดับก่อนสงครามที่ 5,300 เหรียญฯ ต่อออนซ์ ลงมามากกว่า 10% เหลืออยู่ที่ระดับราว 4,700 เหรียญฯ ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือน ขณะที่ราคาทองคำไทยปรับลดลงอย่างมีนัยฯ เช่นกัน จากระดับ 80,000 บาทในช่วงต้นเดือน ลงมามากกว่า 10% ซื้อขายอยู่ที่ระดับราว 71,000 บาท

    ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่คุณ Donald Trump เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนม.ค. 2025 ซึ่งในเวลานั้นราคาทองคำโลกและราคาทองคำไทยยังซื้อขายอยู่ที่ระดับเพียง 2,600 เหรียญฯ ต่อออนซ์ และ 40,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมาทองคำได้ปัจจัยสนับสนุนในเรื่องของความต้องการในการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่างๆ นำโดยความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ หลังจากมีการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (Reciprocal tariff) กับประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมถึงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศในหลายประเด็นที่เกิดขึ้นโดยสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความกังวลดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ยังสามารถบริหารจัดการได้ โดยภาพเศรษฐกิจโลกยังคงเดินหน้าได้ต่อจากการปรับตัวในด้านต่างๆ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งยังคงอยู่ในเงื่อนไขของการผ่อนคลาย กล่าวคือ ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่นโยบายการคลังยังมีพื้นที่ในการก่อหนี้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนรวมถึงธนาคารกลางหลายแห่งกระจายความเสี่ยงออกจากการถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทองคำเป็นตัวเลือกหลักในการถือครองแทนที่ดอลลาร์ฯ

    อย่างไรก็ตามสำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดนี้อาจแตกต่างออกไปจากช่วงที่ผ่านมา กล่าวคือ การเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจดูมีความเสี่ยงขาลงเพิ่มมากขึ้น จากสาเหตุของการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันหลังจากการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานให้เกิดการชะงักงัน และอาจส่งผลต่อเนื่องต่อดุลการค้าและทุนสำรองระหว่างประเทศของหลายประเทศ นอกจากนี้ ด้วยความเสี่ยงเรื่องของเงินเฟ้อในอนาคตทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องทบทวนการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน หรืออาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

    ด้วยเงื่อนไขโดยภาพรวมดังกล่าว ทำให้สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจคาดว่าจะลดลงในระยะข้างหน้า ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดสภาพคล่อง และไม่มีดอกเบี้ยรับหรือเงินปันผล จึงถูกขายออกมาเพื่อสร้างสภาพคล่องขึ้นมา เนื่องจากสภาพคล่องเป็นสิ่งจำเป็นภายใต้ภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง

    โดยสรุปแล้ว ราคาทองคำสามารถปรับตัวลดลงได้จากปัจจัยด้านสงครามที่มีโอกาสนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากรอบก่อนหน้านี้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับระยะเวลาของสงครามในอดีตกับระยะเวลาของวัฏจักรเศรษฐกิจโลกแล้ว ประเด็นดังกล่าวอาจเป็นเพียงระยะสั้น โดยเฉพาะหากนักลงทุนมีมุมมองการลงทุนในระยะยาวมากเพียงพอ เพราะในที่สุดสถานการณ์ดังกล่าวจะมีทางออกเกิดขึ้นเหมือนเช่นในอดีต โดยทองคำยังคงสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศได้ อย่างไรก็ตามในระยะสั้นจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ปัจจุบันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของเงินดอลลาร์ฯ หลังจากสงครามครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20260410-pvd-monthly-update&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw297QNxaCOQchzXVv4aHHzY

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย หนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย หนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย หนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ​กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมการคุ้มครอง “ผ้าไทย” ในมิติทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการผลักดันการใช้ประโยชน์เชิงสร้างสรรค์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย ปลุกกระแสความภาคภูมิใจในการสวมใส่ผ้าไทย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่วัฒนธรรมไทยได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ถือเป็นโอกาสในการนำเสนอเอกลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติ

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสการแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากโครงการและการรณรงค์ต่างๆ อาทิ โครงการ “ผ้าไทย ใส่ให้สนุก” ตามแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา การรณรงค์ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” และเทรนด์การแต่งกายร่วมสมัย “ห่มสไบใส่ยีนส์” เป็นต้น สะท้อนความตื่นตัวของผู้คนในสังคมที่หันมาให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การสวมใส่ผ้าไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพิธีการหรือโอกาสพิเศษ แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย กลายเป็นไอเท็มที่มีความสนุก สดใส และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น กระแสดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย ผลักดันให้ช่างฝีมือ นักออกแบบ และผู้ผลิตผ้าไทยมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบลวดลายใหม่ๆ เพื่อให้เกิดผลงานสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์​

    กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งส่งเสริมให้การแต่งกายด้วยผ้าไทยเป็นมากกว่ากระแสในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็นการสร้างความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยผ้าไทยถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญา รากเหง้า วิถีชีวิต และความหลากหลายของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและนักออกแบบไทย และการผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้เข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จะเป็นการสร้างหลักประกันทางกฎหมายและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว โดยจะช่วยปกป้อง “องค์ความรู้และภูมิปัญญาการผลิตแบบดั้งเดิม” ผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งปัจจุบันกรมฯ ได้ขึ้นทะเบียน GI ผ้าไทยแล้ว 19 รายการ อาทิ ผ้าตีนจกแม่แจ่ม (เชียงใหม่) ผ้าฝ้ายทอผสมขนแกะบ้านห้วยห้อม (แม่ฮ่องสอน) ผ้าไหมยกดอกลำพูน ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ผ้าไหมปักธงชัย (นครราชสีมา) ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์ ผ้าหมักโคลน หนองสูง (มุกดาหาร) ผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) เป็นต้น รวมทั้งปกป้อง “ผลงานสร้างสรรค์ใหม่” ผ่านการคุ้มครองลิขสิทธิ์และจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

    ​นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากลไกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการถ่ายทอดความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ชุมชนผู้ผลิต อาทิ การสร้างแบรนด์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ เป็นต้น การต่อยอดงานออกแบบร่วมสมัยที่ยังคงอัตลักษณ์ไทยและสามารถพัฒนาเป็นสินค้าในตลาดได้จริง ตลอดจนการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ขยายโอกาสทางการตลาด และเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าและวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

    ​โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการหารือร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ถึงแนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไทยและชุดไทยในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการออกแบบลวดลาย การพัฒนาเทคนิคการทอ และข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการอ้างอิง และสนับสนุนผู้ประกอบการ นักออกแบบ และชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และสื่อสารอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างเป็นระบบ โดยการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการผลักดันชุดไทยสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม อยู่ระหว่างการเสนอขึ้นทะเบียนชุดไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ต่อ UNESCO โดยมุ่งเน้นการนำเสนอคุณค่าเชิงองค์ความรู้ งานช่างฝีมือ และวิถีการแต่งกายที่สะท้อนอัตลักษณ์ของไทยไว้อย่างรอบด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1011420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sfxuTm2CczygUWKoKUkRH