Category: เศรษฐกิจ

  • ธปท.จ่อหั่นจีดีพี เหลือ 1.3-1.7% เดินหน้าปรับลดค่าฟี สร้างความเป็นธรรมทั้งระบบ

    ธปท.จ่อหั่นจีดีพี เหลือ 1.3-1.7% เดินหน้าปรับลดค่าฟี สร้างความเป็นธรรมทั้งระบบ

    “วิทัย” ส่งสัญญาณเศรษฐกิจแย่กว่าคาด จากผลกระทบสงคราม-น้ำมันพุ่ง เหลือ1.3-1.7% จาก1.9% พร้อมเดินหน้าปรับค่าธรรมเนียมทั้งระบบ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จากสงครามที่ส่งผ่านมาสู่ราคาน้ำมันให้สูงขึ้นต่อเนื่อง มีผลกระทบแน่นอนกับเศรษฐกิจไทย

    โดยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีปีนี้ ลดลงเหลือ 1.3-1.7% จากประมาณการณ์เดิมบน 2ซินาริโอ

    โดยซินาริโอแรก หากสถานการณ์สงครามจบเร็ว หลังจากอิหร่าน-สหรัฐประกาศหยุดยิงภายใน2สัปดาห์ และหากไม่ยืดเยื้อไปต่อหลังจากนี้ คาดว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวภายในไตรมาส 2 และเศรษฐกิจไทยอาจปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.7% จากประมาณการณ์เดิมที่ 1.9% ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5%

    แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงกลางปี จีดีพีไทยอาจลดลงเหลือ 1.3% ซึ่งทั้งสองสมมุติฐานดังกล่าว ยังไม่รวมผลของมาตรการทางการคลังที่ออกมาประคองเศรษฐกิจหลังจากนี้ ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ที่ 3.5%ภายใต้สมมุติฐานนี้ 

    ทั้งนี้ ยอมรับว่า วิกฤติจากสงครามครั้งนี้มีความแตกต่างจากวิกฤตโควิด-19 เนื่องจากช่วงโควิดเศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างฉับพลัน แต่สามารถฟื้นตัวได้เร็วเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
        

    ทั้งนี้ ในส่วน ค่าธรรมเนียม พรุ่งนี้ (10เม.ย.) ธปท.จะออกเฮียริ่งเรื่องค่าธรรมเนียม เพื่อสร้างมาตรฐานการกำหนดค่าธรรมเนียมใหม่ทั้งระบบ  

    โดยมีค่าธรรมเนียมราว 15-17 รายการ ที่ต้องปรับเปลี่ยน โดยคาดหลังเฮียริ่งลงราชกิจจาภายในกลางเดือนพ.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1229055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SSAAYs6kU1UxJlAnYLRwM

  • แก้เกมเศรษฐกิจ EP.56

    แก้เกมเศรษฐกิจ EP.56

    ออกจากระบบ

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    มหาสงกรานต์ปี 69 โอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจไทย EP.56

    ออกอากาศ ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569

    เปิดประเด็นเศรษฐกิจ ถอดรหัสหากลยุทธ์ ก้าวสู่ความสำเร็จกับผู้เชี่ยวชาญ

    ปิดการแจ้งเตือน

    เลิกติดตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/v/271722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CdvrsOkYSo6F2VfcYl-yh

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ลด ต่ำสุดรอบ 6 เดือน

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ลด ต่ำสุดรอบ 6 เดือน

    ภาวะเศรษฐกิจไทยในสายตาผู้บริโภคเริ่มส่งสัญญาณ ‘แผ่วลง’ ชัดเจนในเดือนมีนาคม 2569 หลังความไม่แน่นอนจากสงครามและราคาพลังงานที่พุ่งสูง กดดันความเชื่อมั่นและกำลังซื้อในประเทศให้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนมีนาคม 2569 พบว่า ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 51.8 จาก 53.7 ในเดือนก่อนหน้า ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 45.5 ดัชนีโอกาสหางานทำอยู่ที่ 49.8 และดัชนีรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 60.2 ซึ่งลดลงจากเดือนก่อนหน้าทุกรายการ และยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 ทั้งหมด สะท้อนว่า ผู้บริโภคยังไม่มั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ในระยะข้างหน้า

    ในมิติของช่วงเวลา ดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบันปรับลดลงจาก 37.4 เหลือ 35.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตลดลงจาก 61.7 มาอยู่ที่ 59.7 สะท้อนภาพรวมว่าทั้ง “ปัจจุบันและอนาคต” ยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงครึ่งแรกของปีมีแนวโน้ม “ระมัดระวังมากขึ้น” โดยประชาชนส่วนใหญ่ชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอดูทิศทางสถานการณ์สงคราม ราคาพลังงาน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะมีความชัดเจนเพียงใด

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าฟื้นตัว แต่ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งเป็นหัวใจของการบริโภคภายในประเทศ ยังคงเปราะบาง และอาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป หากปัจจัยเสี่ยงภายนอกยังไม่คลี่คลาย

    consumer-confidence-march69-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/consumer-confidence-march69&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IuUaK8yo2C_lANQUgtJjB

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 10 เมษายน 69 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซล เบนซิน ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 10 เมษายน 69 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซล เบนซิน ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 10 เม.ย. 2569 ล่าสุดราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตข้อมูล วันที่ 9 เม.ย. 2569 เวลา 17.00 น. ล่าสุด เช็คราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 10 เมษายน 2569 กลุ่มดีเซล เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ โดยทีมข่าวเศรษฐกิจเว็บไซต์ Sanook อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยล่าสุด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 10/4/2569 มีผลเวลา 05.00 น. ดังต่อไปนี้

    ราชกิจจานุเบกษาเผยประกาศ กบง. ปรับลดราคาดีเซลหน้ากลั่น 2 บาท/ลิตร มีผล 9 เม.ย. 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    • ลดราคา ดีเซล B0, B7, B20 ลง 2 บาท/ลิตร

    อัปเดตราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้  10 เมษายน 2569 มีผล เวลา 05.00 น. ดังนี้

    ราคาน้ำมัน ปตท. พรุ่งนี้ 10 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 43.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 48.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 68.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 53.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน บางจาก พรุ่งนี้ 10 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 43.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 68.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 57.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” พรุ่งนี้ 10 เม.ย. 69

    •  เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” พรุ่งนี้ 10 เม.ย. 69 

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันข้างต้นเป็นราคากลาง (ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่น) ราคาหน้าปั๊มแต่ละแห่งอาจต่างกันเล็กน้อย โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนเติม

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันแต่ละปั๊ม คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949391/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B1rZPbOrVzSXOjOUTEDDB

  • รับปากพาคนไทยตั้งตัวได้! ‘อนุทิน’ นำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ชู 5 ยุทธศาสตร์ บริหารภาครัฐ

    รับปากพาคนไทยตั้งตัวได้! ‘อนุทิน’ นำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ชู 5 ยุทธศาสตร์ บริหารภาครัฐ

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

    รับปากพาคนไทยตั้งตัวได้! ‘อนุทิน’ นำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ยึด3หลักบริหารชาติ รับ ‘วิกฤติพลังงาน’ บั่นทอนศก.ไทย ยันลุยต่อยอดนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ ยึด ‘สันติวิธี’ แก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา คาดโทษหนักจนท.เฉยแก้ยาเสพติด ยกระดับบริหารน้ำป้องกันภัยพิบัติ ชู ‘5ยุทธศาสตร์’ ดันขับเคลื่อนนโยบาย

    วันที่ 9 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162  ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำทีม ครม.เข้าร่วมการแถลงนโยบายอย่างพร้อมเพรียง 

    โดยนายอนุทินแถลงนโยบายรัฐบาลว่า ครม.จะยึดหลักสำคัญ 3ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win  ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส การลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง จากความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง การผลิตขนส่งน้ำมันชะงักงัน ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ไม่อาจคาดได้ว่า จะสิ้นสุดเมื่อใด รัฐบาลพยายามบรรเทาผลกระทบให้คนไทยภายใต้อำนาจรัฐบาลรักษาการ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง แก้ปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆให้คนไทย

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลจะเร่งมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อการดำรงชีพ พลิกวิกฤติโลกเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ตอกย้ำบทบาทประเทศเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก รัฐบาลจะเร่งจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ ปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาประเทศ ในวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยที่เป็นแรงกดดัน บั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรเป็น และมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ขึ้น ทั้งภัยเศรษฐกิจ วิกฤตหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ภัยสังคม การเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ปัญหายาเสพติด  ภัยสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดภัยพิบัติต่อเนื่อง ภัยความมั่นคง การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดภัยคุกคามไซเบอร์ การเข้ารับหน้าที่บริหารราชการของรัฐบาลมุ่งต่อยอดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ และขั้วอำนาจโลกที่ไม่มีความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่น นำความกินดีอยู่ดีให้คนไทย ปกป้องอธิปไตย ส่งเสริมผลประโยชน์ชาติ

    นายอนุทิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายสำคัญแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ สร้างโอกาสเติบโตเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนไทย สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน เทคโนโลยีตามความต้องการแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส การพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็น อาทิ ทักษะความรู้ดิจิทัล  ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์  การส่งเสริมผู้ประกอบการSMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ การยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน พลิกโฉมมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรม การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย จัดการปัญหานอมินีที่ตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทย ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย การแก้กฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง 

    นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พัฒนาการทำการเกษตรแม่นยำด้วย AI การยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายการเดินทาง 365วัน ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศครอบคลุมทุกทิศทาง แสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์  การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความสงบสุขให้สังคมไทย โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์  สานต่อการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี และกลไกทวิภาคี เร่งศึกษาแนวทางยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อน(เอ็มโอยู44)ให้เสร็จโดยเร็ว แก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะเดียวกันจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด ผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ไม่สนับสนุนการพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจถูกกฎหมาย การพนันที่แฝงมาในรูปกีฬาและสันทนาการ รวมถึงจะดำเนินการแก้กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวกับการพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด  ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่ ต้องรับโทษทางวินัยร้ายแรงและอาญา ให้ออกจากราชการไว้ก่อน การปฏิรูปเกณฑ์ทหาร ดำเนินโครงการอาสาสมัครทหารอาสา 1แสนอัตรา เปิดรับชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 4ปี มีค่าตอบแทน ระบบประเมินผลชัดเจน เป็น ฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

    นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านสังคม พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ปรับหลักสูตรการศึกษา การจ้างงานให้สอดรับตลาดแรงงานในอนาคต ยกระดับบริการสุขภาพคนไทย ด้านภัยพิบัติสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เร่งรัดพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ การใช้เอไอวิเคราะห์ข้อมูลบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ด้านบริหารจัดการภาครัฐและกฎหมาย มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนให้แล้วเสร็จ และมีผลบังคับใช้ใน 180วัน เพื่ออำนวยความสะดวกการดำรงชีวิตและประกอบธุรกิจ การเร่งเสนอชุดกฎหมายแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ ที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ใน 1ปี การปฏิรูประบบราชการ

    นายอนุทิน กล่าวว่า  รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงกำหนดกลไกบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ 5กลุ่มดังนี้ 1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 2.การผลิต การค้า และบริการ  เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคการเกษตร เกษตรแปรรูป การยกระดับอุตสาหกรรม 3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงยั่งยืน 5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายชั้ว 

    นายอนุทิน กล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะยึดประโยชน์ประเทศ ประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง การเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้  กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนร่วมลงทุน จะใช้จ่ายงบประมาณตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ การให้บริการประชาชนและลดภาระหนี้สาธารณะประเทศในระยะยาว  

    “ท้ายที่สุดนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนประชาชนว่า ความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมเติมเต็ม ทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน นำพาประเทศสู่การพัฒนาเต็มศักยภาพ ให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศระยะยาว จะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้  เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957741&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D6t-TF6moil8Xu2Uel7op

  • “วิน เมธาวิน”เครียด หลังวิกฤตเศรษฐกิจทำยอดขายขนมตก-พับโครงการซื้อเครื่องบิน | TOPNEWS

    “วิน เมธาวิน”เครียด หลังวิกฤตเศรษฐกิจทำยอดขายขนมตก-พับโครงการซื้อเครื่องบิน | TOPNEWS

    “วิน เมธาวิน”เครียด หลังวิกฤตเศรษฐกิจทำยอดขายขนมตก-พับโครงการซื้อเครื่องบิน

    • เผยแพร่ : 10/04/2026 00:12

    “วิน เมธาวิน”เครียด หลังวิกฤตเศรษฐกิจทำยอดขายขนมตก-พับโครงการซื้อเครื่องบิน | TOP DARA

    #วินเมธวิน
    #วิน
    #เศรษฐกิจ
    #วางแผนการเงิน
    #14ล้านหุ้น
    #น้ำมันแพง
    #หล่อรวยครบสูตร
    #พาธุรกิจโกอินเตอร์
    #ขับเครื่องบิน
    #พระเอกหนุ่ม
    #ชอบการลงทุน
    #นักแสดง
    #คนดัง
    #ดารา
    #บันเทิง
    #topdara

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1542806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K0li1ssqe2ux5lCZEncpA

  • นโยบายฉุกเฉินแก้เศรษฐกิจ ลดดีกรี”ชายแดน-แก้รธน.”

    นโยบายฉุกเฉินแก้เศรษฐกิจ ลดดีกรี”ชายแดน-แก้รธน.”

    คำกล่าวแถลงนโยบายรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “หนู 2ตลอด 1 ชั่วโมง 8 นาที มีความแตกต่างกับรัฐบาล “หนู 1” อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีตัวแปรสำคัญสอดแทรกเข้ามาจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกจากวิกฤตพลังงาน ทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญ และงบประมาณที่จะใช้สนับสนุนงานด้านต่างๆ ใหม่

    การเจาะลึกลงรายละเอียด ที่เป็นนโยบายประชานิยมจากการหาเสียงเห็นได้ว่า ลดจำนวนโครงการลง แต่ยังคงไว้ในนโยบายเรือธงอย่าง “คนละครึ่งพลัส” เพราะด้านหนึ่งจะช่วยเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียน แต่นั่นก็ทำให้นโยบายด้านสวัสดิการสังคมไม่โดดเด่นเท่าที่ควร

    ในนโยบายนี้ หลักประกัน สวัสดิการ ไม่ได้อยู่ในแนวคิดท่านเหรอครับ เมื่อวานสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหารือที่นี่ ยังอยากให้ขึ้นเบี้ยยังชีพ แต่ผมเคยได้รับคำอธิบายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า พรรคแกนนำไม่มีนโยบายเรื่องเบี้ยยังชีพ เพราะพรรคท่านจะไม่ให้เน้นการให้ปลา จะเน้นการให้เบ็ด ผมกราบเรียนตรงนี้ขึ้นมาเพราะ…

    …ผมอยากจะฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอยู่ในภาวะที่จะต้องบริหารด้วยความระมัดระวังเกี่ยวกับเงินทอง ท่านต้องแยกให้ออก และชี้ทางให้คนเห็นว่า เราจะไปทางไหน การใช้เงินของรัฐบาล มันมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน บางโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ บางโครงการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากบางเรื่อง บางโครงการมันคือสวัสดิการสิทธิขั้นพื้นฐานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในสภาฯ

    ขณะที่นโยบายด้านต่างประเทศและความมั่นคงถูกลดระดับลงไป เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเคยเป็นไฮไลต์หลักในช่วงที่รัฐบาลชูธงกระแส “รักชาติ” เข้าสู่โหมดการพักรบ ทำให้คำแถลงนโยบายฉบับนี้ เขียนรวมเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ความมั่นคงโดยภาพรวมเท่านั้น

    แต่ก็ยังตอกย้ำการยกเลิก MOU 44 และการเดินหน้าโครงการทหารอาสา 1 แสนนาย ตามแคมเปญที่พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศไว้ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

    ขณะที่ MOU 43 ไม่ได้ระบุว่าจะมีการยกเลิก เพราะฝ่ายที่เกี่ยวข้องมองว่ายังมีประโยชน์ในช่วงที่ต้องเจรจาเรื่องเขตแดนต่อไปในอนาคต ต่างจากเดิมที่ไทยเสียเปรียบ เพราะกัมพูชารุกล้ำวางกำลังอยู่ฝั่งเรา การประท้วงหรือผลักดันจึงทำได้ยาก

    ที่สำคัญคือทั้ง 2 ฝ่ายได้นำมาใช้เป็นช่องทางการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางบกผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชามาแล้ว ต่างจาก  MOU 44 ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน หรือการพิสูจน์เส้นเขตแดนทางทะเลมาก่อน และการจะดำเนินการได้ก็ต้องตกลงเส้นเขตแดนทางบกที่ชัดเจนให้จบก่อนด้วย

    ส่วนการยกเลิกฝ่ายเดียวนั้น ประเทศไทยสามารถทำได้ฝ่ายเดียวตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมติคณะรัฐมนตรีหรือกระบวนการทางรัฐสภา แต่หากกัมพูชาไม่ยอมรับ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง หรือการนำเรื่องเข้าสู่ศาลระหว่างประเทศ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นว่า MOU นี้มีผลผูกพันไปถึงรัฐบาลต่อๆ ไป และการยกเลิกอาจทำให้ไทยเสียกลไกในการเจรจาเรื่องเขตแดนที่ใช้มาอย่างยาวนาน

    ในด้านสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถให้กองทัพ ได้เน้นย้ำเรื่องพัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    รวมถึงการจัดหาและปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งจากผู้ผลิตภายในประเทศและภายนอกประเทศจะต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศเศรษฐกิจ

    ซึ่งเหล่านั้นมีแผนพัฒนาของแต่ละเหล่าทัพที่วางไว้แล้ว แต่ก็ต้องใช้งบประมาณปกติ และงบกลางเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ในกรณีที่อาจเกิดการสู้รบในระลอกที่ 3

    ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ได้เขียนไว้อย่างกว้างๆ เน้นหนักไปที่การ “สานต่อ” จากผล “ประชามติ” ที่ทำควบคู่กับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา โดยจัดลำดับความสำคัญไว้ในลำดับท้ายๆ ต่างจากกับที่เคยทำ MOA กับพรรคประชาชน และเขียนในนโยบาย “หนู 1”

    จึงไม่แปลกที่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะอภิปรายทวงถามพันธกิจและเจตจำนงของรัฐบาลต่อการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการแสดงออกทางการเมือง ที่ไม่ปรากฏในเล่มคำแถลงนโยบาย

    อยากสอบถามไปยังพรรคร่วมรัฐบาลถึงเจตจำนงทางการเมืองและความเป็นนักประชาธิปไตยว่าปรากฏอยู่ตรงไหนของเอกสารฉบับนี้” นายณัฐพงษ์ระบุ

    “นโยบายฉบับนี้ไม่เขียนถึงการจัดทำ รธน. ทั้งที่ประชาชน 21 ล้านเสียงลงประชามติ จะมาเทกันกลางแดดอย่างนี้ไม่ได้ เหตุใดถึงไม่บรรจุในนโยบาย” นันทนา นันทวโรภาส  สมาชิกวุฒิสภาระบุ

    ทั้งหมดนั้นทำให้เห็นภาพรวมของนโยบายรัฐบาลที่ให้น้ำหนักไปที่วิกฤตพลังงาน ซึ่งกำลังขยายวงกระทบถึงค่าครองชีพของประชาชน ต่อเนื่องไปยังปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่จะตามมา 

    อันเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนโดยตรง รัฐบาลจึงต้องเดินหน้านโยบายฉุกเฉินเพื่อเร่งกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่ีมีต่อ ครม.หนู 2 ให้ฟื้นกลับมาเร็วที่สุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/977873/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O6YRtiNrOmu9PgX7lhlDG

  • “ศุภจี”ประสานสิบทิศระดมกูรูเศรษฐกิจ-การค้ารับมือวิกฤต

    “ศุภจี”ประสานสิบทิศระดมกูรูเศรษฐกิจ-การค้ารับมือวิกฤต


    รมว.พาณิชย์ถกคณะที่ปรึกษานัดแรก เร่งวางมาตรการลดผลกระทบประชาชน พร้อมวางแผนเชิงรุกในระยะยาวรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังผันผวน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้ให้การต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมประชุมหารืออย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกหลังจากนางศุภจี เข้ารับตำแหน่ง ที่ได้ระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในระดับชั้นนำของประเทศ ที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค นโยบายการค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาภาคธุรกิจและตลาดทุน เพื่อเสนอมาตรการเพิ่มเติมที่จะบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการวางแผนนโยบายและมาตรการเชิงรุกในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในบริบทของการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์มีความรอบด้านและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจไทยอย่างแท้จริง

    สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาที่ได้เข้าร่วมหารือประกอบไปด้วย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta,  นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย,

    ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา, ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน), นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์, นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป และ Sustainability  

    ขณะเดียวกันยังมีผู้เข้าร่วมประชุม คือ นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/41810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21ohThGKwm2k-pZJHthfVo

  • น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) ชี้แจงแนวทางบริหารจัดการราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ภายใต้สถานการณ์ต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านพลังงาน โดยยืนยันเดินหน้าตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายตลอดเดือนเมษายนนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาขายปลีกให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ภายใต้หลักการดูแลผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้บริโภค ผู้ประกอบการ

    ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะต้นทุนที่ยังมีแนวโน้มผันผวน

    ดร. สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการผลิตทั่วโลกกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมายังอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทย ปัจจัยที่เห็นชัดคือ “ต้นทุนบรรจุภัณฑ์” จากภาวะเม็ดพลาสติกในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาถุงและกระสอบที่ใช้บรรจุน้ำตาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 40

    ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ยังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็ทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงส่งผลให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น สร้างผลกระทบตั้งแต่การขนส่งสินค้าไปยังคลัง ไปจนถึงการกระจายไปยังร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่พุ่งสูงขึ้นในทุกกระบวนการผลิตและจัดจำหน่าย

    โดยก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายได้พยายามบริหารต้นทุนอย่างเต็มที่ ทั้งการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า และการควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ แต่ด้วยสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานโลกที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตวัตถุดิบและซัพพลายเออร์หลายรายทยอยปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันด้านต้นทุนในรอบนี้ได้ 

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง “ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายได้ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด พร้อมพยายามบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วยตนเอง เพื่อชะลอผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคโดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพยังคงอยู่ในระดับสูง ดังนั้น จึงมีมติร่วมกันในการตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายต่อเนื่องตลอดเดือนเมษายนนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเวลาที่ผลกระทบต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน”

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มต้นทุนที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายปัจจัย จึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของระบบโดยรวม ทั้งในด้านการผลิต การบริหารสภาพคล่อง และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นการเตรียมปรับราคาขายปลีกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จึงเป็นแนวทางในการดูแลเสถียรภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว เพื่อให้ทุกภาคส่วนในระบบ ทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร สามารถก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างมั่นคง”

    ดร. สมชาย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและกำลังการผลิตน้ำตาลทรายรวมอยู่ที่ประมาณ 11.8 ล้านตันต่อปี โดยมีปริมาณความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ราว 2.35 ล้านตันต่อปี ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นการบริโภคทางตรง หรือ การจำหน่ายปลีกสำหรับภาคครัวเรือน ในปริมาณประมาณ 450,000 ตัน นอกนั้นเป็นการบริโภคทางอ้อม หรือการจำหน่ายในภาคอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และยา ซึ่งในการพิจารณาปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้ อุตสาหกรรมได้ประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเลือกที่จะปรับขึ้นเฉพาะในส่วนของ “ราคาขายปลีก” เท่านั้น ขณะที่ราคาจำหน่ายให้ภาคอุตสาหกรรมจะยังไม่มีการปรับในรอบนี้ แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ  ต้องปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจโดยรวม

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    “การพิจารณาปรับราคาในครั้งนี้ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบต่อทุกภาคส่วน ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาต้นทุนของโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงความต่อเนื่องของทั้งระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย การปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เป็นแนวทางในการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อทั้งภาคเกษตรและภาคการผลิตของประเทศ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางและพร้อมที่จะปรับตัวตามกลไกตลาดให้เกิดความเหมาะสมมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร จะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างมั่นคง” ดร. สมชาย กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/656164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hYQ0xaY70Y5CAqgJDM5Dx

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 09/04/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 09/04/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/140357&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l4iJz_e_ul2igpc1rWX9s