Category: เศรษฐกิจ

  • เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธตกนอกเขตเศรษฐกิจญี่ปุ่น ไร้รายงานความเสียหาย : อินโฟเควสท์

    เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธตกนอกเขตเศรษฐกิจญี่ปุ่น ไร้รายงานความเสียหาย : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยไกลตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่นในวันนี้ (19 เม.ย.) หลังเพิ่งทดสอบขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายครั้งในช่วงต้นเดือน

    ทางการญี่ปุ่นระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายภายในประเทศจากการยิงดังกล่าว

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยื่นประท้วงอย่างรุนแรงต่อเกาหลีเหนือ โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศ

    ด้านคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ (JCS) ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธหลายลูกจากพื้นที่ซินโป มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เมื่อเวลาประมาณ 06.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้

    ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น กล่าวว่า ญี่ปุ่นจะเร่งประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

    ขณะที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมข้อมูล และดูแลความปลอดภัยของเรือและอากาศยานอย่างเต็มที่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585974&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z9baJ_GEFo3irFc-0xLbQ

  • “เอกนิติ”หารือ IMF ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่โลก ต.ค.นี้

    “เอกนิติ”หารือ IMF ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่โลก ต.ค.นี้

    “เอกนิติ” หารือ IMF ยืนยันไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-WB ปี 2569 เร่งงานโลจิสติกส์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจโลก

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในโอกาสการประชุม Spring Meetings ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

    การหารือดังกล่าวมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและ IMF (Annual Meetings) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านการจัดจ้าง การบริหารจัดการ และระบบโลจิสติกส์ที่มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการยกระดับการจัดงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมรองรับผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก

    “เอกนิติ”หารือ IMF ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่โลก ต.ค.นี้

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยฝ่ายไทยยืนยันการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต

    การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในการมีส่วนร่วมกับองค์กรการเงินระหว่างประเทศ และตอกย้ำความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อศักยภาพของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกในปี 2569 ที่จะถึงนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/741089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-KZWpy3lnBJT0wygt0F1p

  • ขยายเวลาลงทะเบียนรับเงินเยียวยาค่าน้ำมัน 6,000 บาท ถึง 24 เม.ย. 69

    ขยายเวลาลงทะเบียนรับเงินเยียวยาค่าน้ำมัน 6,000 บาท ถึง 24 เม.ย. 69

    ลงทะเบียนรับเงินเยียวยาค่าน้ำมัน 6,000 บาท สำหรับกลุ่มรถขนส่ง-รถโดยสาร ขยายเวลาถึง 24 เม.ย. 69

    กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ประกาศขยายเวลาลงทะเบียนโครงการ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้ “น้ำมันดีเซลหรือเบนซินล้วน” รับมือวิกฤตราคาน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

    รายละเอียดมาตรการช่วยเหลือ

    รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม มุ่งลดภาระค่าครองชีพประชาชนและประคับประคองเศรษฐกิจ โดยกำหนดจ่ายเงินช่วยเหลือตามสัดส่วนการให้บริการจริง ภายใต้กรอบเวลา 42 วัน (เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2569)

    ช่องทางการลงทะเบียน (ตลอด 24 ชั่วโมง)

    1. ออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/

    2. Walk-in: ดำเนินการได้ที่ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ

    เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิ

    • กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ประกอบการรถโดยสารและรถบรรทุกขนส่งสินค้าที่ใช้เชื้อเพลิง “น้ำมันดีเซลหรือเบนซินล้วน”

    • การเตรียมข้อมูล:

      • บุคคลธรรมดา: บัญชีธนาคารต้องผูก พร้อมเพย์ (PromptPay) ด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก

      • นิติบุคคล: บัญชีธนาคารต้องผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

    • เอกสารที่ต้องแนบ:

      • สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง

      • หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (ถ้ามี)

      • หลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร (ตามประเภทรถ)

    ขยายเวลาเพื่ออำนวยความสะดวก

    นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า จากความสนใจที่ล้นหลามในช่วง 2 วันแรก (16-17 เม.ย.) ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 116,000 คัน กรมฯ ได้เร่งปรับปรุงระบบให้เสถียรยิ่งขึ้น และตัดสินใจขยายเวลาเพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและครบถ้วน

    คำแนะนำ: กรมการขนส่งทางบกเชิญชวนให้รีบมาลงทะเบียนเพื่อรักษาสิทธิในการรับเงินช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สายด่วน 1584

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949684/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D8ji2QDsH4hU5_GfJ16JV

  • อย่าเพิ่งด่าถ้ายังไม่รู้จริง! อินฟลูดัง ร่ายยาว GDP ไทยโตช้าเพราะอะไร? ชี้ทุกประเทศมี กองไฟของตัวเอง

    อย่าเพิ่งด่าถ้ายังไม่รู้จริง! อินฟลูดัง ร่ายยาว GDP ไทยโตช้าเพราะอะไร? ชี้ทุกประเทศมี กองไฟของตัวเอง

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.02 น.

    วันที่ 18 เมษายน 2569 ตี๋ นพ Tee Nop อินฟลูการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “Tee Nop” ระบุว่า ประเทศไทย ในสายตาของเดอะแบก

    ผมโดนแซะทุกวันครับว่าจะแบกประเทศ แบกรัฐบาลอะไรนักหนา ผมก็ตอบทุกวันเหมือนกันว่าอันไหนไม่ใช่ก็เถียงมา ไม่ใช่มาด่ามาแซะโง่ๆโดยไม่มี ข้อมูลอะไร เห็นหลายวันมานี้ กระดี๊กระด๊า

    หางหมุนเป็นเฮลิคอปเตอร์เลย กับข่าวการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแม่ แผ่นดินเกิด ที่ให้ข้าวมันกินทุกวันนั้น ต่ำ….แล้วเค้าดีใจกัน

    เอาจริงนะ เวลาเห็นคนบางกลุ่มในไทยชอบพูดว่า “ประเทศนี้กำลังจะพัง GDP โตนิดเดียว อเมริกาน่าอยู่กว่าเยอะ” แล้วแชร์ภาพแนวๆ นี้ มันชวนให้ถามกลับแรงๆ ว่า…ดูข้อมูลครบหรือดูแค่สิ่งที่

    อยากเชื่อ?

    ภาพนี้มันกำลังเล่าว่า “อเมริกาหนี้พุ่ง ดอกเบี้ยบาน จ่ายดอกเบี้ยทะลุเพดานประวัติศาสตร์” ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะ ระดับที่ดอกเบี้ยกลายเป็นรายจ่ายอันดับต้นๆ ของประเทศ แล้วคนไทยบางคน

    ยังอวยว่าเป็นแดนสวรรค์แบบไม่ลืมหูลืมตา มันก็ดูย้อนแย้งหน่อยๆ

    คือไม่ได้บอกว่าไทยแม่งดีเลิศอะไรขนาดนั้นนะ เราก็มีปัญหาเต็มไปหมด ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมืองงอแง ความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ แต่จะให้บอกว่า “ไทยกำลังจะล่มสลาย ส่วนอเมริกาคือ

    ยูโทเปีย” อันนี้มันก็เว่อร์ไปอีกฝั่งแบบไม่ใช้สมองเหมือนกัน

    แล้วอีกเรื่องที่ชอบโดนหยิบมาด่าแบบมักง่ายคือ “GDP ไทยโตน้อย”

    ใช่ โตไม่แรงเท่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ…แต่เคยดูไหมว่า “เงินทุนไทยมันไหลออกไปโตที่ไหน?”

    ช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทไทยจำนวนไม่น้อยไปลงทุนในเวียดนามแบบจริงจัง ทั้งโรงงาน อุตสาหกรรม ค้าปลีก อสังหา ฯลฯ

    พูดง่ายๆ คือ “กำไรบางส่วนมันไปโผล่ใน GDP เวียดนาม” ไม่ได้อยู่ในตัวเลขไทยล้วนๆ

    เวียดนามโตไว? ถูก

    แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเงินทุนจากต่างชาติ—including ไทย—ไหลเข้าไปปั้นเขาด้วย  570,000 ล้านบาทคือตัวเลขเมื่อสิ้นปี 2024

    ทีนี้พอหันกลับมามองไทย แล้วบอกว่า “ทำไมไม่โตแบบเขา” โดยไม่ดูว่าเราก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปช่วยให้เขาโต…มันก็เหมือนบ่นเกมแพ้ทั้งที่เราเป็นคนส่งตัวเก่งไปให้อีกทีมเองนั่นแหละ

    ลองคิดง่ายๆ:

    ประเทศที่หนี้ระดับมหาศาลแบบอเมริกา ก็ไม่ได้ชิลอย่างที่หลายคนมโน

    ประเทศที่โตแรงอย่างเวียดนาม ก็ไม่ได้โตลอยๆ แบบไม่มีใครช่วย

    ประเทศที่โตช้าอย่างไทย ก็ไม่ได้แปลว่า “กำลังพัง” เสมอไป

    บางคนชอบพูดว่า “GDP โตน้อย = ประเทศห่วย” แล้วเอาไปเทียบแบบเด็กๆ กับประเทศอื่น ทั้งที่บริบทมันต่างกันคนละเรื่อง ขนาดเศรษฐกิจ โครงสร้างประชากร เงินทุนไหลเข้า-ออก มันซับ

    ซ้อนกว่านั้นเยอะ

    พูดตรงๆ เลยนะ การเป็น “นักด่าประเทศตัวเองมืออาชีพ” ไม่ได้ทำให้ดูฉลาดขึ้น ถ้าข้อมูลที่ใช้มันครึ่งๆ กลางๆ แล้วเอามาเหยียบประเทศตัวเองเพื่ออวยอีกประเทศแบบไม่ลืมหูลืมตา มันก็แค่อคติ

    อีกแบบหนึ่ง

    จะวิจารณ์ก็จัดเต็มไปเลย แต่อย่างน้อยต้อง “รู้จริงก่อนด่า”

    ไม่ใช่ด่าเอามัน แล้วฝันว่าที่อื่นคือสวรรค์

    เวียดนามเองตอนนี้อยู่ได้เพราะแรงงานราคาถูก วันหนึ่งถ้าประเทศพัฒนาขึ้น ค่าแรงก็จะสูงขึ้นเป็นธรรมดาตามคุณภาพชีวิต แล้วก็จะมาเจอปัญหาเดียวกันกับไทย เรื่องนี้รู้ดีเฉพาะไทยผ่านมาแล้ว

    แต่เด็กเพิ่งเกิด มันไม่รู้ไงมันก็ปากดีไปเรื่อยๆ

    สุดท้ายแล้ว…ทุกประเทศมันก็มี “กองไฟของตัวเอง” ทั้งนั้นแหละ แค่บางคนเลือกจะไม่มอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/959224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37lOIH6AdBKnkTDFkGMIeT

  • ดาวโจนส์ 18/04/69 นักวิเคราะห์ชี้ทิศทางตลาดโลกและไทย

    ดาวโจนส์ 18/04/69 นักวิเคราะห์ชี้ทิศทางตลาดโลกและไทย

    เจาะลึกดัชนีดาวโจนส์ 18 เม.ย. 2569 พร้อมบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญถึงปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เตรียมรับมือความผันผวน

    ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญหน้ากับมรสุมลูกใหม่ หรือนี่คือโอกาสทองที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม? ดัชนีดาวโจนส์ในวันที่ 18 เมษายน 2569 กำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างที่สำคัญยิ่งกว่าที่คุณคิด!

    เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดตลาดด้วยการเคลื่อนไหวที่ผันผวนเล็กน้อย โดยนักลงทุนยังคงจับตาปัจจัยสำคัญหลายประการ ทั้งรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจมหภาคของประเทศในระยะต่อไป นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างออกมาให้ความเห็นถึงแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสในการลงทุน

    ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ: แรงกดดันจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ย

    ดัชนีดาวโจนส์ ณ วันที่ 18 เมษายน 2569 แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่าภาคแรงงานจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของ Fed ทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไป นักวิเคราะห์จาก JPMorgan Chase ชี้ว่า การที่ Fed ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) เป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง

    ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจภายในประเทศ

    การเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์และนโยบายการเงินของ Fed มีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index) และค่าเงินบาท นายสมศักดิ์ เจริญพร ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า “เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวน นักลงทุนต่างชาติมักจะชะลอการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งอาจทำให้เห็นแรงขายในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยหนุนจากการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว” การที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ อาจเป็นผลดีต่อภาคการส่งออก แต่ก็เพิ่มภาระต้นทุนการนำเข้าและหนี้ต่างประเทศในเวลาเดียวกัน

    มุมมองนักวิเคราะห์: โอกาสในวิกฤต?

    นักวิเคราะห์จากบล.ภัทร มองว่า แม้ตลาดจะมีความผันผวน แต่ก็ยังคงมีโอกาสในการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มพลังงานทางเลือกที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีปันผลสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงที่ตลาดไม่แน่นอน นายธนากร วัฒนสุข ผู้บริหารกองทุนจาก บลจ.กรุงศรี ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “นักลงทุนควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยง (Diversification) และเน้นการลงทุนระยะยาว โดยเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้”

    ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในระยะกลางถึงยาว

    นอกจากนโยบายการเงินของ Fed แล้ว นักลงทุนยังต้องจับตาปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อดัชนีดาวโจนส์และตลาดโลก ได้แก่:

    รายงานผลประกอบการของบริษัท: บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) และบริษัทชั้นนำอื่นๆ จะทยอยประกาศผลประกอบการ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของภาคธุรกิจและทิศทางของตลาดในระยะต่อไป

    สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ความตึงเครียดทางการค้าและสงครามในภูมิภาคต่างๆ ยังคงเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอนที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์

    นโยบายการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ: แผนการใช้จ่ายภาครัฐและการลดภาษีอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มภาระหนี้สาธารณะได้

    การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ: การเลือกตั้งในปลายปีนี้จะส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    คำแนะนำสำหรับนักลงทุนไทย

    ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้ นักลงทุนไทยควรใช้ความระมัดระวังและศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน การทำความเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่ลงทุน การประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์จากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที

    ดัชนีดาวโจนส์ในวันที่ 18 เมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ตลาดโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ นักลงทุนที่เข้าใจและสามารถปรับตัวได้ จะสามารถคว้าโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว เศรษฐกิจไทยเองก็กำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีวินัยในการลงทุนจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/142141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oAP8q0EDbluv2MSNphKS1

  • รายงานพิเศษ : ดัน 2 งานวิจัย..เพิ่มมูลค่า ‘กาแฟเกอิชา’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาเชียงราย

    รายงานพิเศษ : ดัน 2 งานวิจัย..เพิ่มมูลค่า ‘กาแฟเกอิชา’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาเชียงราย

    วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภค (FMCG) ชั้นนำของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมจาก “ทรัพยากรท้องถิ่นไทย” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำสู่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้โครงการยกระดับการผลิตกาแฟอะราบิกาสายพันธุ์คุณภาพสูง “เกอิชา” เทียบชั้นมาตรฐานสากล สนับสนุนชุมชนชาวเขาให้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจระดับชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปเปลือกกาแฟเป็นถ่านกัมมันต์สำหรับใช้ในระบบกรองน้ำ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่สูงของ จ.เชียงราย ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.นีโอ คอร์ปอเรท เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ คือ การมีนวัตกรรมเป็นของตนเอง NEO ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภคชั้นนำของประเทศไทย จึงมุ่งมั่นสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายชุมชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ด้วยเชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจนั้น จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณค่าร่วมทั้งในด้านการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาการศึกษา การส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างรากฐานที่เข้มแข็ง

    ตัวอย่างความร่วมมือที่ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือ การผสานศักยภาพระหว่างภาคเอกชนที่มีความเข้าใจตลาด กับภาคการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการและงานวิจัย โดยเฉพาะกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ NEO มีโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน อาทิ โครงการศึกษาและการพัฒนาการผลิตกาแฟอะราบิกาสายพันธุ์คุณภาพสูง โดยมุ่งเน้นศึกษาและพัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟสายพันธุ์ “เกอิชา” (Geisha) รวมถึงการบริหารจัดการแปลง และการดูแลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เหมาะสมและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้กับชุมชนเพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาและส่งเสริมการเพาะปลูกกาแฟ เกอิชา ณ หมู่บ้านแม่จันใต้ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย งานวิจัยนี้ช่วยให้ชุมชนชาวเขามีองค์ความรู้ในการผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูง เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    โครงการการใช้ประโยชน์ถ่านกัมมันต์จากเปลือกกาแฟในระบบกรองน้ำ ภายใต้แนวคิดการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ช่วยลดของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตกาแฟ พร้อมได้น้ำที่มีคุณภาพสม่ำเสมอสำหรับการแปรรูป และลดการใช้สารกรองในระบบ นอกจากนี้ ยังเป็นการเปลี่ยน “ของเหลือทิ้ง” ให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ด้านสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันชาวชุมชนบ้านดอยช้าง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ได้มีน้ำสะอาดอุปโภคและบริโภค ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำและสารกรอง และลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในระยะยาว ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี (Well-Being) อย่างยั่งยืน

    “โครงการนี้สะท้อนแนวคิด Circular Economy ที่ NEO มุ่งผลักดัน โดยนำทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสียกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม เราเชื่อว่าทรัพยากรท้องถิ่นไทยมีศักยภาพสูง หากได้รับความพัฒนาอย่างจริงจัง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนงาน R&D ในท้องถิ่น ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ แต่ยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรมูลค่าสูงและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน” นายสุทธิเดช กล่าวและว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว การสนับสนุนงานวิจัยในประเทศเป็นอีกกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ NEO มีความพร้อมในการนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอยู่เสมอ นอกจากนี้การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพทรัพยากรท้องถิ่นในประเทศ ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านซัพพลายเชน ที่บริษัทสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพต่อไปในอนาคต

    ในระยะยาว NEO ตั้งเป้าขยายงานวิจัยสู่นวัตกรรมสินค้าอุปโภคที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในทุกมิติ โดยยังคงรักษาพันธสัญญาในการเป็นพันธมิตรกับภาคการศึกษา เพื่อบ่มเพาะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพื่อบรรลุตามเป้าหมายการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันระหว่างชุมชน สถาบันการศึกษา และบริษัท โดยมีงานวิจัยเป็นตัวเชื่อมโยง เป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นตัวนำ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ภาคธุรกิจและสังคมไทย

    “ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คือบทพิสูจน์วิสัยทัศน์ของ NEO ที่ไม่ได้มองเพียงผลกำไรระยะสั้น แต่ต้องการสร้างองค์ความรู้ที่ยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมไทย ผ่านการยกระดับคุณภาพทรัพยากรภายในประเทศเทียบเท่ามาตรฐานสากล ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิต ยังสร้างความภูมิใจให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย” นายสุทธิเดช กล่าวสรุป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/959107&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K7hGFN2f-uGxyg7h_UMIy

  • พ่อเมืองประจวบฯ ลงนามปลดล็อกการค้า “ด่านสิงขร” เปิดขายเต็มรูปแบบ ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนไทย-เมียนมา | เดลินิวส์

    พ่อเมืองประจวบฯ ลงนามปลดล็อกการค้า “ด่านสิงขร” เปิดขายเต็มรูปแบบ ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนไทย-เมียนมา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 เม.ย. นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เปิดเผยว่า ตนในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สั่งการชายแดนไทย–เมียนมา ได้ลงนามในคำสั่งจังหวัดที่ 4/2569 ยกเลิกมาตรการจำกัดการค้าชั่วคราวที่เคยใช้ในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน พร้อมเปิดทางให้การค้าขาย ณ ด่านสิงขร กลับสู่ภาวะปกติอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้จากที่ปัจจุบันสถานการณ์ความไม่สงบและการสู้รบในพื้นที่บ้านมูด่อง ประเทศเมียนมา คลี่คลายลงและเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีการสู้รบ ประกอบกับทางหอการค้าจังหวัดประจวบฯ และกลุ่มผู้ประกอบการค้าต่าง ๆ ได้ร้องขอให้มีการทบทวนมาตรการเดิมที่กำหนดให้ขนถ่ายสินค้าบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิเฉพาะ (No Man’s Land) พรมแดนด่านสิงขร ในวันอังคารและวันเสาร์ เวลา 08.00-12.00 น. ทำให้เกิดความยากลำบากในการขนส่งสินค้าและไม่สอดคล้องกับวิถีการค้าที่เคยเป็นมา

    ดังนั้น ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จ.ประจวบฯ จึงเห็นควรกำหนดแนวทางปฏิบัติใหม่ ให้กลับไปยึดตามคำสั่งที่ 1/2566 โดยให้เปิดการค้า สามารถทำการซื้อขาย นำเข้า-ส่งออกสินค้าได้ตามเวลาทำการปกติ ณ จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร โดยผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าและยานพาหนะเป็นหนังสือต่อจังหวัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 วัน เพื่อความเรียบร้อยในการจัดระเบียบจราจรและพื้นที่ขนถ่าย การนำเข้า-ส่งออกต้องเป็นไปตามกฎหมายศุลกากรและระเบียบของสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างเคร่งครัด โดยให้มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.69 เป็นต้นไป 

    “การผ่อนปรนมาตรการในครั้งนี้ จังหวัดฯหวังว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน และส่งผลดีต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และการจ้างงาน โดยมีการแต่งตั้งป้องกันจังหวัดประจวบฯ ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์เพื่อกำกับดูแลความเรียบร้อยและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้น ณ บริเวณด่านสิงขรอย่างใกล้ชิด การเปิดด่านสิงขรในครั้งนี้ จึงนับเป็นสัญญาณสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชายแดน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจในพื้นที่อีกครั้ง” นายสิทธิชัย กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5791785/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02inlpuqJF53yHEvlXVDzn

  • ออกหนังสือเรียกสอบปากคำ “8 บริษัทเรือ” โยงน้ำมันล่องหน 20 เม.ย. นี้ | เข้มข่าวค่ำ | 18 เม.ย. 69

    ออกหนังสือเรียกสอบปากคำ “8 บริษัทเรือ” โยงน้ำมันล่องหน 20 เม.ย. นี้ | เข้มข่าวค่ำ | 18 เม.ย. 69

    “DSI” – “พลังงานจังหวัดอ่างทอง” แกะรอยเก็บตัวอย่างน้ำมัน 2 ถัง ตรวจสอบปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง – ได้มาตรฐานน้ำมันตามกฎหมายหรือไม่ ขณะที่ “พ.ต.ต.วรณัน ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค” เตรียมบินลงใต้จันทร์ 20 เม.ย. หารือผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ฯ กรณีสำนวนพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ฯ ร้องทุกข์กล่าวโทษ บริษัทเอกชนกักตุนน้ำมัน พร้อมออกหนังสือเรียกสอบปากคำ “8 บริษัทเรือ” โยงน้ำมัน 60 ล้านลิตรล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานี

    #น้ำมันล่องหน #กักตุนน้ำมัน #น้ำมันเชื้อเพลิง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/216624&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03hVhxBQlBnUVfHcNaBdPn

  • ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จ่อนำร่อง 2 หมื่นคัน ‘สรรพสามิต’ เล็งเคาะอายุรถเก่า

    ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จ่อนำร่อง 2 หมื่นคัน ‘สรรพสามิต’ เล็งเคาะอายุรถเก่า

    จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย.2569 มีแนวคิดผลักดันมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการ “รถยนต์เก่าแลกซื้อรถยนต์ใหม่” โดยเน้น EV และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid)

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเปราะบางสูงต่อความผันผวนราคาพลังงานโลก เพราะพึ่งการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติสูง ซึ่งวิกฤติพลังงานเป็นโอกาสเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ 

    สำหรับนโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านประเทศ (Transition) เพื่อช่วยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 โดยให้ปลัดกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิตเร่งออกแบบ และพิจารณารายละเอียดเสนอ ครม.

    สำหรับเงื่อนไขเบื้องต้นของรถใหม่ไม่จำกัดสิทธิเฉพาะ EV แต่ครอบคลุมรถยนต์ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด ที่ผสมผสานระหว่างระบบไฟฟ้า และน้ำมัน รวมถึงกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยกำหนดเกณฑ์พิจารณาหลัก 2 ประการ คือ 

    1.เป็นรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องโครงสร้างของกรมสรรพสามิตที่จัดเก็บภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอน

    2.เป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อเป็นการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศให้เติบโต

    เบื้องต้นอุดหนุนเงินผ่านค่ายรถ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า กำลังออกแบบกลไกการให้ความช่วยเหลือ (Incentive) โดยเบื้องต้นจะให้เงินอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ แต่มีเงื่อนไขต้องนำเงินอุดหนุนดังกล่าวไปเป็นส่วนลดราคาให้ผู้ซื้อโดยตรง

    รวมทั้งรัฐบาลศึกษาตัวอย่างการบริหารจัดการของญี่ปุ่น โดยอาจพิจารณาแนวทางนำรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการ ส่งออกไปประเทศปลายทางที่ต้องการใช้งานรถยนต์ประเภทดังกล่าว

    “ออมสิน” จัดซอฟต์โลนกู้ซื้อรถ

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการจูงใจ และลดภาระทางการเงินให้ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการคู่ขนาน โดยเตรียมให้สถาบันการเงินรัฐออกแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือในลักษณะ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” มาสนับสนุนผู้ซื้อรถยนต์

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ครม.วันที่ 11 เม.ย.2569 เห็นชอบมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสิน วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อให้สินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ และสินเชื่อเปลี่ยนรถเครื่องยนต์สันดาปเป็น EV

    ทั้งนี้กำหนดวงเงินปล่อยกู้ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี โดยธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้ธนาคาร และ Non-Banks อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี จากนั้นให้ไปปล่อยกู้ต่อดอกเบี้ยปีที่ 1-2 ไม่เกิน 3.5% ต่อปี ปีที่ 3-5 ไม่เกิน 5% ระยะเวลากู้ 1-5 ปี ขึ้นเงินดาวน์ ระยะเวลาผ่อน

    “คลัง” เล็งจำกัดโควตา 1-2 หมื่นคัน

    แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิต เปิดเผย กรุงเทพธุรกิจว่า กรมฯ อยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการ และลงรายละเอียดเงื่อนไขการให้เงินอุดหนุน โดยโจทย์สำคัญที่กำลังพิจารณา คือ งบประมาณดำเนินการ การกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะเข้าเกณฑ์ การขยายขอบเขตสิทธิให้ครอบคลุมกลุ่มรถกระบะด้วยหรือไม่ ตลอดจนการวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการอย่างรัดกุม

    สำหรับรูปแบบการดำเนินนโยบายจะมีลักษณะเป็นโครงการปลายเปิดที่แบ่งการดำเนินการเป็นหลายระยะ โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิในรูปแบบใครมาก่อนได้ก่อน (First come, first served) เบื้องต้นจำกัดโควตานำร่อง 10,000-20,000 คัน และจำกัดระยะเวลาดำเนินโครงการ ทั้งนี้ สเกลของโครงการขึ้นกับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร

    ทั้งนี้ กลไกการช่วยเหลือจะเป็นจ่ายเงินอุดหนุนตรงที่ผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการ เพื่อนำเงินดังกล่างไปทอนเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่ให้ผู้ซื้อโดยตรง 

    'รถเก่าแลกรถใหม่' จ่อนำร่อง 2 หมื่นคัน ‘สรรพสามิต’ เล็งเคาะอายุรถเก่า

    อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตยังไม่มีแนวคิดที่ลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพิ่มเติม ตามโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่เริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค.2569 เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าได้รับอัตราภาษีในระดับต่ำอยู่แล้ว 

    แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า เมื่อย้อนกลับไปถึงการดำเนินนโยบายในอดีต รัฐบาลเคยมีการสนับสนุนการซื้อรถยนต์ผ่านโครงการ “รถคันแรก” เมื่อปี 2554 ซึ่งใช้วงเงินอุดหนุน 5-6 หมื่นล้านบาท ขณะที่มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ 3.5 กรมได้มีการจ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้ประกอบการที่ลงนาม (MOU) เข้าร่วมโครงการแล้ว เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวม 134,000 คัน คิดเป็นเงิน 19,000 ล้านบาท 

    สำหรับมาตรการ EV3.5 ให้เงินอุดหนุนรถไฟฟ้าสูงสุดคันละ 1 แสนบาท ซึ่งมาตรการสิ้นสุดไปแล้วเดือนธ.ค.2568 ขณะที่มาตรการ EV3.0 ยังคงให้เงินอุดหนุนสูงสุดคันละ 5 หมื่นบาท ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570 

    ส.อ.ท.แนะหนุนเฉพาะรถผลิตในไทย

    นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทางกลุ่มยานยนต์ ส.อ.ท.เคยเสนอมาตรการดังกล่าวหลายปีแล้วเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 จากรถยนต์เก่าที่มีมากกว่า 2 ล้านคัน

    แต่สำหรับมาตรการรัฐบาลครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ลดการนำเข้าน้ำมัน และส่งเสริมไทยในฐานะฐานการผลิต EV โดยมีข้อเสนอสำคัญคือ รัฐควรเปิดช่องให้เฉพาะรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น

    “ไม่ต้องการให้เป็นรถนำเข้า แต่ต้องการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในประเทศ และสนับสนุนใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในไทย เพื่อสร้างงานให้แก่ซัปพลายเออร์” นายสุรพงษ์ กล่าว

    ทั้งนี้ หากโครงการรถเก่าแลกรถใหม่เกิดขึ้นสอดคล้องสถานการณ์โลกที่น้ำมันมีราคาแพงขึ้น แต่ที่กังวลมากกว่าเรื่องราคา คือ ไม่แน่ใจอนาคตจะขาดแคลนหรือไม่ ดังนั้นหากมาตรการช่วยลดใช้พลังงานเป็นเรื่องดีจะช่วยประเทศลดการนำเข้า ประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาว

    หวังมาตรการครอบคลุม “รถปิกอัพ”

    ขณะที่การกำหนดชนิดพลังงานที่มีไฮบริดด้วยนั้นเป็นเรื่องดี เพราะผู้บริโภคบางส่วนยังเห็นว่า EVไม่สะดวกใช้งาน ขณะที่เทคโนโลยีไฮบริดในปัจจุบันก้าวหน้าไปมากโดดเด่นทั้งความประหยัดการปล่อยมลพิษ

    อย่างไรก็ตามจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการมีความเห็นว่าโครงการนี้ ควรครอบคลุมรถในกลุ่มที่ใช้เครื่องยนต์ (ICE) รวมถึงรถปิกอัพที่เป็นโปรดักต์แชมเปียนรุ่นแรกของไทยมีบทบาททั้งตลาดในประเทศส่งออกเป็นรถที่ก่อให้เกิดมูลค่าในประเทศจากการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (local content) มากกว่า 90%

    แม้เป้าหมายของรัฐจะเน้นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง แต่รถ ICE ปัจจุบันพัฒนาขึ้นไปมาก ทั้งความประหยัดมลภาวะในภาพรวม ICE มีบทบาทขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งตลาดในประเทศส่งออก รวมถึงการผลิตส่งผลตรงต่ออุตสาหกรรม เศรษฐกิจการจ้างงานในระบบกว่า 8 แสนคน

    คาดช่วยตลาดที่ซบเซามา 3 ปี

    “ตลาดซบเซา 3 ปี ต่อเนื่อง ส่งผลลบต่ออุตสาหกรรม และรายได้แรงงาน หากได้รับการกระตุ้นจะทำให้แรงงานมีรายได้ดีขึ้นมีกำลังจับจ่ายสินค้าดีขึ้นส่งผลต่อเศรษฐกิจ รวมถึงรายได้ภาครัฐจากการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากรถยนต์ และบุคคลโดยเฉพาะกลุ่มรถปิกอัพผลิตภัณฑ์หลักของไทย ที่ช่วง 2-3 ปีหายจากตลาด 3 แสนคัน หากได้รับการส่งเสริมจะช่วยฟื้นตลาด ช่วยการจ้างงาน รัฐได้ภาษีจากรถทั้งสรรพสามิต มูลค่าเพิ่มภาษีส่วนบุคคล นิติบุคคล”

    โดยเทคนิค ปัจจุบัน ปิกอัพช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้ จากความสามารถในการใช้ไบโอดีเซล B20 อีกทั้งหลายแบรนด์กำลังเดินหน้าพัฒนาให้ใช้ไบโอดีเซลที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในอนาคตซึ่งรายละเอียดต่างๆ รอให้ภาครัฐกำหนดอย่างเป็นทางการไม่ว่าจะรถเก่าที่เข้าโครงการ เช่น ช่วงอายุรถยนต์การสนับสนุนจูงใจมากน้อยแค่ไหน และการเข้าถึงของผู้บริโภค โดยเฉพาะด้านการเงิน หรือสินเชื่อ

    แนะเพิ่มเงื่อนไข “เอทานอล-ไบโอดีเซล”

    สอดคล้องกับนายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาตรการครอบคลุม ICE เป็นเรื่องดี เพราะ ICE พัฒนาจากเดิมมาก รวมทั้งรัฐยังใช้แนวทางส่งเสริมใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน โดยกำหนดให้ ICE ที่จะเข้าร่วมต้องใช้เชื้อเพลิงทางเลือกได้ เช่น ไบโอดีเซล หรือ เอทานอล โดยกำหนดสูตรที่เอื้อต่อประโยชน์ประเทศชาติ

    ที่ผ่านมาในยุคหนึ่ง ไทยเคยพยายามส่งเสริมเชื้อเพลิงทางเลือกทดแทนน้ำมันจากฟอสซิล โดยกลุ่มเบนซินกำหนดสูงสุดที่ E85 และให้สิทธิพิเศษภาษีทั้งรถยนต์ และเชื้อเพลิง แต่สิทธิพิเศษสำหรับรถยนต์ยกเลิกแล้ว แต่สำหรับเชื้อเพลิงยังคงอยู่ เพียงแต่ความนิยมไม่มากนัก เพราะช่องว่าง E85 กับเชื้อเพลิงอื่นไม่มาก แต่การกำหนดคุณสมบัติพลังงานทางเลือกจะทำให้เกิดการพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกในอนาคต 

    นอกจากนี้ ยังเห็นว่า รถบางกลุ่ม เช่น EV อาจยังเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้ารถเก่าบางส่วนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ แต่ ICE ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น จะเป็นตัวเชื่อมต่อในส่วนนี้

    หนุนมาตรการ ดีทุกมุม

    นายธีร์ กล่าวว่า มาตรการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยหารือมาแล้วก่อนหน้านี้ เพียงแต่เป้าหมายอาจแตกต่างไปบ้าง ล่าสุดมองที่ราคาน้ำมันตลาดโลกที่แพงเป็นประเด็นสำคัญ

    “ไม่ว่าจะมองมุมไหนแนวคิดมาตรการนี้เป็นเรื่องดี เพราะช่วยได้ทั้งลดนำเข้าน้ำมันลดปัญหาสิ่งแวดล้อม กระตุ้นตลาดรถยนต์ และเศรษฐกิจไทยภาพรวมรวมถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน”

    แต่โครงนี้มีความซับซ้อนมากกว่ามาตรการอื่นก่อนหน้านี้ เช่น รถคันแรก และ EV3.0 EV3.5 เพราะมีตัวแปรคือ รถเก่าที่ยังมีมูลค่าในตัวรถ ต้องดูการสนับสนุนภาครัฐมีแรงจูงใจให้คนยอมทิ้งรถเก่ามากน้อยแค่ไหน รวมทั้งแนวทางจัดการกับรถเก่า

    “เชื่อว่าภาครัฐต้องพยายามให้เกิดช่องว่างน้อยที่สุด โดยอาศัยข้อมูลจากโครงการต่างๆ ก่อนหน้านี้ รวมถึงความสามารถในการเป็นเจ้าของรถ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง เช่น หนี้เสีย ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างตลาดโดยรวม”

    นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นความสามารถในการซื้อรถเป็นอีกเรื่องที่รัฐจะกำหนดออกมาเพื่อผลักดันมาตรการนี้ เช่น การเปลี่ยนรถ จะเป็นการสนับสนุนด้านการเข้าถึงสินเชื่อ หรือด้านเงินดาวน์ แก่กลุ่มเป้าหมายที่เห็นว่ามีศักยภาพในการผ่อนชำระในอนาคต

    ประชากรรถเกิน 20 ปี 2 ล้านคัน

    นอกจากนี้สิ่งที่รอความชัดเจนของมาตรการ คือ การกำหนดอายุรถยนต์เข้าร่วมควรอยู่ที่เท่าใดจึงเหมาะสมซึ่งไทยมีประชากรรถยนต์จำนวนมาก และมีปริมาณรถเก่าจำนวนมากเช่นกัน คาดรถอายุมากกว่า 20 ปี มี 2 ล้านคันเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซล และเบนซินใกล้เคียงกัน ซึ่งจะจัดการรถเก่าด้วยการทำลายทิ้งทั้งหมด หรือถอดชิ้นส่วนบางอย่างออกเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

    สำหรับแนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่มีหลายประเทศใช้ แต่ที่รูุ้จักมากสุดเกิดขึ้นในสหรัฐเมื่อปี 2552 หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้ตลาดรถสหรัฐทรุดตัวรุนแรง 

    รัฐบาลบารัก โอบามา ออกมาตรการ Cash for Clunkers สนับสนุนเจ้าของรถอายุไม่เกินกำหนดมาแลกซื้อรถใหม่ที่ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นได้เครดิตเงินคืน 3,500-500 ดอลลาร์ เริ่มวันที่ 1 ก.ค.2552 แต่สิ้นสุดก่อนกำหนด คือ วันที่ 24 ส.ค.เพราะรัฐหมดงบประมาณ โดยมีรถยนต์ที่เข้าร่วม 677,000 คัน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229974&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KcsFu4KX04XFTYBvPBmPI

  • “เอกนิติ” ถก IMF เตรียมพร้อมไทยเจ้าภาพประชุมIMF-WB ต.ค.นี้

    “เอกนิติ” ถก IMF เตรียมพร้อมไทยเจ้าภาพประชุมIMF-WB ต.ค.นี้

    วันนี้ (18 เม.ย.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ นาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในประเด็นที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี 2569 เพื่อหารือถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อม และหารือถึงนโยบายที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา

    หารือทวิภาคีกับ นาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

    หารือทวิภาคีกับ นาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

    โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับกรรมการจัดการ IMF เพื่อยืนยันความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นเจ้าภาพการประชุม Annual Meetings ปี 2569 โดยการเตรียมงานด้านการจัดจ้างและโลจิสติกส์ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเน้นความมุ่งมั่นของไทย ในการจัดงานให้ประสบความสำเร็จในระดับสากล

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยไทยยืนยันการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค อย่างรอบคอบและยืดหยุ่น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า

    นอกจากนี้ยังได้เข้าหารือทวิภาคีกับ อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ในช่วงการประชุม Spring Meetings mujกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นที่มีนัยยะสำคัญต่อทิศทางความร่วมมือระหว่างไทยและธนาคารโลกในระยะต่อไป

    หารือทวิภาคีกับนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ในช่วงการประชุม Spring Meetings mujกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา

    หารือทวิภาคีกับนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ในช่วงการประชุม Spring Meetings mujกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา

    ทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและธนาคารโลก โดยมีหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ Low Carbon City Project ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปการใช้พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนั้น ยังหารือถึงการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (digital financial inclusion) ทั้งนี้ ธนาคารโลกกล่าวชื่นชมประเทศที่มีรูปธรรมในการนำ digital finance และ AI เข้ามายกระดับทักษะ คุณภาพชีวิตและผลิตภาพให้ประชาชน

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค.2568 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอโมเดลการพัฒนาของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่สายตาโลก

    อ่านข่าว :

    ประกาศเลื่อน “ปิติ-พงศกร-พิบูลย์-ศิริวรรณ” เป็น สส.บัญชีรายชื่อภูมิใจไทย

    ตร.เปิดคลิปเสียงคล้าย “บิ๊กโจ๊ก” คดีสินบนทองคำ 246 บาท – สั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหา

    ขนส่งฯ ขยายเวลาลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือค่าน้ำมัน ถึง 24 เม.ย.69

    เรือขนของสดหนีภาษีจมทะเลตราด ทิ้งซากเน่ากว่า 2 ตัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21Sc5p9M2GL4EarVrdLRd9