Category: เศรษฐกิจ

  • โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก คุ้มแค่ไหนกับทางรอดวิกฤตพลังงานไทย

    โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก คุ้มแค่ไหนกับทางรอดวิกฤตพลังงานไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O93YAZPvdEm4-KDUfQack

  • Motor Show 2026 ยอดจองพุ่ง 1.3 แสนคัน ค่ายจีนกวาด 65% คาดส่งมอบจริง 70%

    Motor Show 2026 ยอดจองพุ่ง 1.3 แสนคัน ค่ายจีนกวาด 65% คาดส่งมอบจริง 70%

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยบทวิเคราะห์ “RECAP MOTOR SHOW 2026” ระบุว่า มหกรรม Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 (23 มี.ค.–5 เม.ย. 2569) มียอดจองรถยนต์รวมกว่า 1.3 แสนคัน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดรถยนต์ไทย และการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชัดเจนขึ้น

    Motor Show 2026 ยอดจองพุ่ง 1.3 แสนคัน ค่ายจีนกวาด 65% คาดส่งมอบจริง 70%

    แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการใช้รถยนต์สันดาปเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 บาทต่อกิโลเมตร จากราว 1.7 บาทในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ต้นทุนการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอยู่เพียงประมาณ 0.5 บาทต่อกิโลเมตร ทำให้ EV มีความได้เปรียบด้านต้นทุนชัดเจน และกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ผลักดันการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

    โครงสร้างตลาดรถยนต์ไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่ายรถยนต์จากจีนครองส่วนแบ่งยอดจองสูงถึง 65% จากการนำเสนอรถ EV รุ่นใหม่ที่มีความหลากหลาย ทั้งในด้านระดับราคา รูปแบบ และเทคโนโลยีการขับขี่ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่าและฟังก์ชันที่ครบครัน ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายเดิมบางส่วนยังปรับตัวได้ช้า ทำให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    SCB EIC ชี้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนจากการยึดติดกับแบรนด์ (Brand loyalty) ไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานความคุ้มค่าและเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นต่ำลง และมีฟีเจอร์ที่ทันสมัย ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกซื้อ EV เป็นรถคันที่ 2 ของครัวเรือน เพื่อใช้งานในเมือง ส่งผลให้สามารถยอมรับความเสี่ยงจากแบรนด์ใหม่ได้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ความคึกคักของยอดจองยังไม่สามารถสะท้อนยอดขายจริงทั้งหมด โดย SCB EIC ประเมินว่า อัตราการส่งมอบรถยนต์จริงจะอยู่ที่ประมาณ 70% ของยอดจอง หรือราว 9.1 หมื่นคัน ลดลงจากค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2565-2568 ที่อยู่ราว 75-80% เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่ม EV ที่มักกำหนดเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้นลง อีกทั้งยังมีปัจจัยการยกเลิกการจองจากผู้บริโภค เช่น การเปิดตัวรุ่นใหม่ที่น่าสนใจกว่า หรือระยะเวลาการส่งมอบที่ยาวนาน

    ในมุมของเศรษฐกิจ SCB EIC มองว่า อานิสงส์จากยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากตลาดรถยนต์ไทยยังพึ่งพาการนำเข้ารถ EV ในสัดส่วนสูง แม้ว่าการผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการรวม ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ขยายตัวเต็มศักยภาพ อีกทั้งสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) ของ EV ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปและไฮบริด

    นอกจากนี้ ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานยังเป็นอีกปัจจัยท้าทายสำคัญ ทั้งด้านการผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่ยังจำกัด โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนประกันภัยที่ยังอยู่ในระดับสูงและมีตัวเลือกจำกัด ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในระยะยาว

    SCB EIC แนะว่า ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ควบคู่กับการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV ได้มากขึ้น รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างสภาพการแข่งขันที่เท่าเทียม (Level playing field) ระหว่างผู้ผลิตรายเดิมและรายใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ทั้งนี้ ภาพรวมของ Motor Show 2026 สะท้อนชัดว่า ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเข้าสู่ จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมี EV เป็นตัวเร่งหลัก ขณะที่โจทย์สำคัญต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นยอดขาย แต่คือการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมในประเทศให้พร้อมรองรับการเติบโตอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mxOJLsnbbgQ415iBtshTf

  • เศรษฐกิจจีน 2026 สดใสจริงหรือ? ถอดรหัสการเติบโต 5% ท่ามกลางวิกฤติอิหร่าน

    เศรษฐกิจจีน 2026 สดใสจริงหรือ? ถอดรหัสการเติบโต 5% ท่ามกลางวิกฤติอิหร่าน

    เศรษฐกิจจีน 2026 สดใสจริงหรือ? ถอดรหัสการเติบโต 5% ท่ามกลางวิกฤติอิหร่านและแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก เขียนโดย ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน

    เศรษฐกิจจีน ในไตรมาสแรกของปี 2026 เติบโต 5.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 และขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หากดูเฉพาะตัวเลข นี่คือการเปิดปีที่แข็งแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดเอาไว้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าระดับการเติบโตนั่นก็คือโครงสร้างของการเติบโตครั้งนี้ เพราะข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน หรือ NBS ได้ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจจีนยังโตได้จากแรงหนุนด้านการผลิต การส่งออก อุตสาหกรรมขั้นสูง และภาคบริการสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ไม่หายไป โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ อุปสงค์ภายในที่ยังไม่เร่งเต็มที่ และแรงกดดันจากภายนอกที่เริ่มสะท้อนชัดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส

    ถ้าแยกตาม โครงสร้างเศรษฐกิจ จะเห็นว่า ภาคเกษตรจีนโต 3.8% ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างโต 4.9% และภาคบริการโต 5.2% ตัวเลขนี้สำคัญเพราะช่วยให้เห็นว่าแม้คนมักพูดถึงจีนในฐานะเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แต่ในไตรมาสแรกภาคบริการโตเร็วกว่าภาคทุติยภูมิด้วยซ้ำ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ยังเป็นฐานที่แข็งแรงมากพอจะพยุงทั้งระบบไว้ได้

    ในฝั่งของการผลิต ภาพชัดมากว่า จีน ยังขับเคลื่อนด้วย ภาคอุตสาหกรรม โดยมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โต 6.1% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 1.1% เมื่อแยกย่อยจะเห็นว่าภาคเหมืองแร่โต 6.0% ภาคการผลิตโต 6.4% และภาคไฟฟ้า ความร้อน ก๊าซ และน้ำโต 4.3% จุดที่น่าสนใจจริงๆ ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมโต แต่คือ “อะไรโต”

    NBS ระบุชัดว่า เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตโต 8.9% และภาคการผลิตไฮเทคโตถึง 12.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมโดยรวมมาก นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าการเติบโตของจีนไม่ได้อยู่ที่โรงงานแบบเดิมอย่างเดียว แต่ขยับไปที่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น

    ตัวอย่างที่เห็นชัดจากข้อมูลของทางการจีนคือ ผลผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติโต 54.0% แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนโต 40.8% และหุ่นยนต์อุตสาหกรรมโต 33.2% ตัวเลขพวกนี้สำคัญมาก เพราะมันช่วยเปลี่ยนประโยคกว้างๆ อย่าง “จีนกำลังพัฒนาพลังการผลิตคุณภาพใหม่” หรือ 新质生产力 new quality productive forces ให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ กล่าวคือ สิ่งที่โตไม่ใช่แค่ปริมาณการผลิต แต่เป็นการผลิตที่เชื่อมกับเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ การผลิตอัจฉริยะ และเศรษฐกิจสีเขียวโดยตรง

    นอกจากนี้ ดัชนี PMI ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจในภาคการผลิตและภาคบริการ ก็บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตในเดือนมีนาคมยังอยู่ที่ 50.4 และดัชนีคาดการณ์การผลิตอยู่ที่ 53.4 ซึ่งสะท้อนว่าความเชื่อมั่นในภาคการผลิตยังอยู่ในโซนขยายตัว

    อีกด้านที่ไม่ควรมองข้ามคือ กำไรของภาคอุตสาหกรรม ในช่วงสองเดือนแรกของปี กำไรของกิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 15.2% แตะ 1.0246 ล้านล้านหยวน ตัวเลขนี้ช่วยยืนยันว่า การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นแค่การผลิตมากขึ้น แต่ผลประกอบการเองก็ปรับดีขึ้นด้วย จึงไม่แปลกที่ภาคอุตสาหกรรมยังเป็นหนึ่งในฐานหลักของ เศรษฐกิจจีน ในไตรมาสแรก

    แต่ถ้าจะบอกว่า เศรษฐกิจจีน โตเพราะอุตสาหกรรมอย่างเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะภาคบริการก็เด่นมากเช่นกัน มูลค่าเพิ่มของภาคบริการโต 5.2% โดยกลุ่มที่โตเร็วมากคือ บริการเช่าและธุรกิจ 12.2% บริการข้อมูล ซอฟต์แวร์ และไอที 10.6% การเงิน 6.5% ส่วนขนส่ง คลังสินค้า ไปรษณีย์ และที่พัก-อาหาร โต 4.3% เท่ากัน ข้อมูลชุดนี้ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนในตอนนี้ไม่ได้มีแค่ “โรงงานกับการส่งออก” แต่กำลังมีเศรษฐกิจภาคบริการ (Service economy) ที่โตเร็วขึ้นในกลุ่มบริการสมัยใหม่ โดยเฉพาะบริการที่เชื่อมกับเทคโนโลยีและธุรกิจองค์กร

    ถ้ามองเฉพาะเดือนมีนาคม ดัชนีผลผลิตภาคบริการโต 5.0% ขณะที่กลุ่มข้อมูล ซอฟต์แวร์และไอทีโตถึง 11.8% บริการเช่าและธุรกิจให้เช่าโต 10.1% และการเงินโต 6.7% ดัชนีกิจกรรมภาคบริการอยู่ที่ 50.2 และดัชนีคาดการณ์อยู่ที่ 54.8 ซึ่งสะท้อนว่า service sector ยังอยู่ในโซนขยายตัว ไม่ใช่ฟื้นแบบเปราะบางอย่างเดียว นี่ทำให้บทวิเคราะห์เรื่อง เศรษฐกิจจีน ในปี 2026 ต้องเปลี่ยนจากกรอบเดิมที่พูดแค่ “จีนพึ่งอุตสาหกรรม” ไปสู่กรอบที่เห็นทั้งอุตสาหกรรมขั้นสูงและบริการสมัยใหม่กำลังโตคู่กัน

    ในมิติของอุปสงค์ภายใน ยอดค้าปลีกรวมในไตรมาสแรกอยู่ที่ 12.77 ล้านล้านหยวน ขยายตัว 2.4% เร็วขึ้นจากปลายปี 2025 อยู่ 0.7% โดยหากแยกตามพื้นที่จะพบว่าการใช้จ่ายในชนบทเติบโต 3.1% สูงกว่าในเขตเมืองที่ 2.3% สะท้อนว่าการฟื้นตัวของการบริโภคไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่เริ่มกระจายไปยังพื้นที่นอกเมืองมากขึ้น

    แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ในชนบทที่เติบโตเร็วกว่าเขตเมือง รวมถึงผลของนโยบายภาครัฐที่มุ่งขยายการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน การค้าดิจิทัล และตลาดผู้บริโภคในพื้นที่ระดับรอง อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่สูงกว่าในชนบทส่วนหนึ่งยังสะท้อนฐานที่ต่ำกว่า จึงยังไม่สามารถตีความว่าเป็นการขยายตัวของการบริโภคในวงกว้างอย่างเต็มรูปแบบ

    เมื่อพิจารณาร่วมกับโครงสร้างการใช้จ่าย จะพบว่าค้าปลีกสินค้าเติบโต 2.2% ขณะที่รายได้จากร้านอาหารและการจัดเลี้ยงเติบโต 4.2% สะท้อนว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในยังอยู่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และมีความไม่สมดุลระหว่างสินค้าและบริการ โดยการใช้จ่ายด้านบริการฟื้นตัวได้ดีกว่าในระยะนี้

    การค้าปลีกภาคบริการในไตรมาสแรกโต 5.5% เท่ากับปีก่อนหน้า โดยบริการที่โตเร็วคือบริการสื่อสารและข้อมูล บริการที่ปรึกษาด้านท่องเที่ยว และบริการด้านวัฒนธรรม กีฬา และสันทนาการ ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะบ่งชี้ถึง “การใช้จ่ายของคนจีนไม่ได้หายไป” แต่กำลังเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าไปสู่การใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะบริการที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต การเดินทาง และเศรษฐกิจดิจิทัล

    เมื่อพูดถึงการเติบโตของภาคบริการในจีน “ภาคการท่องเที่ยว” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของโมเดลการบริโภครูปแบบใหม่ในจีนที่เน้นภาคบริการมาก โดยเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการเดินทางของจีนในปี 2025 โต 9.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 4.1% มาก และถ้าแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป จีนอาจกลายเป็นเศรษฐกิจท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงปลายทศวรรษนี้ได้

    ขณะเดียวกัน จีนรับนักท่องเที่ยวขาเข้า 154.5 ล้านคนในปี 2025 เพิ่มขึ้น 17.1% และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศแบบฟรีวีซ่า 30.08 ล้านคน เพิ่มขึ้น 49.5% รวมถึงการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวขาเข้าที่เพิ่มขึ้นเกือบ 40% ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าการท่องเที่ยวในจีนไม่ได้ฟื้นแค่เชิงปริมาณ แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภคของจีน เพราะเชื่อมทั้งภาคบริการ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เทคโนโลยี และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ตัวอย่างอย่างการใช้ AR/VR ในพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว หรือการสร้างประสบการณ์ immersive ผ่านเนื้อหาดิจิทัล ล้วนทำให้การบริโภคบริการมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    โครงสร้างค้าปลีกเองก็มีจุดน่าสนใจที่ไม่ควรมองข้าม NBS ระบุว่า ยอดขายสินค้าอุปโภคพื้นฐานและสินค้าบางประเภทที่สะท้อนการยกระดับการบริโภคโตค่อนข้างเร็ว โดยอาหารและของใช้จำเป็นโต 10.0% เสื้อผ้าและสิ่งทอ 9.3% อุปกรณ์สื่อสาร 20.8% และทองคำเครื่องประดับ 12.6% นี่สะท้อนว่าแม้ค้าปลีกโดยรวมจะไม่ได้เร่งตัวแรง แต่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายในหมวดที่จำเป็นและหมวดที่มีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์หรือเชิงไลฟ์สไตล์

    ในส่วนของการบริโภคออนไลน์ ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 ทำให้เห็นว่าออนไลน์ไม่ได้เป็นแค่ e-commerce สำหรับสินค้ากายภาพอีกต่อไป โดยยอดค้าปลีกออนไลน์รวมสินค้าและบริการแตะ 4.98 ล้านล้านหยวน โต 8.0% โดยสินค้ากายภาพโต 7.5% และบริการออนไลน์โต 8.8% ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าเศรษฐกิจจีนกำลังขยับจาก goods-based consumption (การบริโภคที่เน้นสินค้า) ไปสู่ service-based และ digital-based consumption (การบริโภคที่เน้นบริการและแพลตฟอร์มดิจิทัล) มากขึ้น

    แม้จะเติบโตดีในภาคอื่น แต่จุดอ่อนเชิงโครงสร้างก็ยังอยู่ชัด ยิ่งโดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลง 11.2% พื้นที่ขายอาคารใหม่ลดลง 10.4% และมูลค่าการขายลดลง 16.7% จุดนี้สำคัญมาก เพราะอสังหาริมทรัพย์ในจีนไม่ใช่แค่ภาคเศรษฐกิจหนึ่ง แต่เป็นแหล่งสะสมความมั่งคั่งหลักของครัวเรือน เมื่อภาคนี้ยังไม่ฟื้น ความเชื่อมั่นและพฤติกรรมใช้จ่ายของประชาชนก็ยากจะเร่งขึ้นอย่างเต็มที่ ต่อให้รายได้ดีขึ้นหรือภาคบริการเริ่มฟื้น นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่อุปสงค์ภายในยังไม่สามารถขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์หลักได้แบบเต็มตัว

    ในฝั่งการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น 1.7% พลิกจากการติดลบทั้งปีที่แล้ว และหากตัดอสังหาริมทรัพย์ออก การลงทุนจะโตถึง 4.8% นี่ชี้ชัดว่า “ภาคอสังหาริมทรัพย์” ยังคงเป็นภาระสำคัญของระบบการลงทุน ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโต 8.9% การผลิตโต 4.1% และการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคโต 7.4% โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานโต 28.3% อากาศยานและอวกาศโต 19.0% และบริการข้อมูลโต 20.9% ข้อมูลชุดนี้ช่วยยืนยันว่าการลงทุนในจีนกำลังค่อยๆ ย้ายจากภาคเก่าไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคตมากขึ้น

    สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ยังสะท้อนว่า ภาครัฐของจีน กำลังส่งสัญญาณชัดว่าต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ และพยายามดึงเอกชนเข้ามาร่วมในอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่ข้อมูล private investment ที่ลดลง 2.2% ก็ชี้ว่าเอกชนยังระมัดระวังอยู่ไม่น้อย

    ถัดมาคือการค้าระหว่างประเทศ ในภาพรวมของไตรมาสแรกนี้ มูลค่าการค้าโต 15.0% โดยส่งออกโต 11.9% และนำเข้าโต 19.6% สินค้ากลุ่มเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกโต 18.3% ภาคเอกชนมีสัดส่วนการค้า 57.3% และการค้ากับประเทศในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road) โต 14.2% ภาพนี้สะท้อนว่าโครงสร้างการค้าของจีนยังปรับตัวและ diversify ต่อเนื่อง

    แต่ถ้าซูมเข้าไปเฉพาะเดือนมีนาคม จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก คือ ส่งออกโตเพียง 2.5% แต่การนำเข้าพุ่ง 27.8% ความไม่สมดุลนี้ไม่ได้หมายความว่า อุปสงค์ภายในประเทศพุ่งอย่างเดียว หากพิจารณาในหมวดหมู่นำเข้าต่างๆ พบว่า มูลค่านำเข้าเพิ่มเร็วกว่าปริมาณส่งออกอย่างชัดเจน เช่น

    • IC มูลค่าเพิ่มราว 54% แต่ปริมาณเพิ่มราว 14%
    • ทองแดงมูลค่าเพิ่มเกือบ 67% แต่ปริมาณเพิ่มเพียงประมาณ 10%
    • ปุ๋ยมูลค่าเพิ่มเกือบ 59% แต่ปริมาณเพิ่มราว 27%

    รูปแบบนี้บ่งชี้ว่าการนำเข้าที่พุ่งขึ้นในเดือนมีนาคมมีลักษณะการขับเคลื่อนด้วยราคา หรือ price-driven มากกว่า ขับเคลื่อนด้วยปริมาณ หรือ volume-driven ซึ่งพูดง่ายๆ คือจีนต้อง “จ่ายแพงขึ้น” มากกว่าที่ “ใช้มากขึ้น” และนี่เชื่อมตรงกับความผันผวนจากภายนอก โดยเฉพาะการหยุดชะงักของการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบจึงพุ่งขึ้น

    อีกด้านหนึ่ง แรงกดดันด้านต้นทุนจากภายนอกไม่ได้สะท้อนเฉพาะในข้อมูลการนำเข้าเท่านั้น แต่เริ่มปรากฏในระดับราคาภายในประเทศด้วย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 0.9% เร่งขึ้นจากปลายปี 2025 โดยในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 1.0% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเคยติดลบต่อเนื่องก่อนหน้านี้ หดตัวเพียง -0.6% ในไตรมาสแรก และกลับมาเป็นบวก 0.5% ในเดือนมีนาคม

    ดังนั้น ภาพรวมของราคาจึงสะท้อนสถานการณ์ที่ เศรษฐกิจจีน กำลังเผชิญ “แรงกดดันด้านต้นทุนจากภายนอก” มากกว่าการเร่งตัวของอุปสงค์ภายใน โดยแรงกดดันดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดในภาคการผลิตก่อน และกำลังค่อยๆ ส่งผ่านเข้าสู่ระดับราคาผู้บริโภค

    ในด้านตลาดแรงงาน อัตราการว่างงานในเขตเมืองเฉลี่ยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 5.3% และ 5.4% ในเดือนมีนาคม ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ตั้งไว้ราว 5.5% สะท้อนว่าตลาดแรงงานโดยรวมยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับกรอบนโยบายที่วางไว้

    ภาพดังกล่าวไม่ได้สะท้อนแรงกดดันในทุกกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งยังคงเผชิญความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลในช่วงปลายปี 2025 ระบุว่า ปี 2026 จีนจะมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยประมาณ 12.7 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนยังอยู่ในระดับสูงราว 16% แม้จะปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงต้นปี 2026

    ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากแพลตฟอร์มการจ้างงาน เช่น 51job และ Zhaopin.com บ่งชี้ว่า โครงสร้างของตลาดแรงงานกำลังปรับตัว ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นในภาคเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ความต้องการวิศวกร AI ที่สูงกว่าซัพพลายประมาณ 3 เท่า ขณะที่ความนิยมของภาคอสังหาริมทรัพย์และอินเทอร์เน็ตแบบเดิมลดลง

    เมื่อพิจารณาร่วมกัน แนวโน้มดังกล่าวจึงสะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของตลาด (skill mismatch) มากกว่าการขาดแคลนตำแหน่งงานในภาพรวม กล่าวคือ แม้เศรษฐกิจจะยังสามารถสร้างงานในภาคเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างต่อเนื่อง แต่แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ ยังไม่สามารถเข้าสู่ภาคส่วนเหล่านี้ได้ทัน

    ในฝั่งนโยบาย ภาครัฐจีน เริ่มขยับชัดเจนมากขึ้นเพื่อรับมือกับแรงกดดันในตลาดแรงงานที่มีลักษณะเชิงโครงสร้าง โดยกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรระยะสั้นหรือ “mini-degrees” ที่ใช้เวลาเพียง 3–12 เดือน ควบคู่กับการขยายหลักสูตรอาชีวะที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐในการแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับตลาดตามที่กล่าวข้างต้น

    ทั้งนี้ สามารถอธิบายได้อีกว่า ปัญหานี้เกิดจากแรงกดดันสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือจำนวนบัณฑิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่ทำให้ความสามารถของเศรษฐกิจในการดูดซับแรงงานในบางภาคส่วนลดลง โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้นและงานที่ใช้ทักษะต่ำ โดยข้อมูลสำรวจจาก 51job ยังชี้ว่าแรงงานรุ่นใหม่จำนวนมากมองว่า AI เป็นความเสี่ยงหลักต่ออาชีพในระยะยาว และกว่าครึ่งเชื่อว่างานพื้นฐานจำนวนมากจะถูกแทนที่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    นักเศรษฐศาสตร์จีน เริ่มออกมาเตือนว่า ปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนจีนรุ่นใหม่อาจลุกลามเป็นความเสี่ยงทางสังคมในระยะยาว หากไม่สามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้รองรับแรงงานได้ทัน ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอให้เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และขยายภาคบริการเพื่อเพิ่มความสามารถในการสร้างงาน

    ดังนั้น ท่าทีของภาครัฐจีนทั้งปีที่ผ่านมา ปีนี้ และอนาคตอันใกล้ จึงไม่ได้มุ่งเพียงการรักษาระดับการจ้างงานในเชิงปริมาณ แต่เป็นการพยายาม “ปรับโครงสร้างตลาดแรงงาน” ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป โดยใช้ทั้งการปฏิรูประบบการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการขยายภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการดึงดูดแรงงานในระยะยาว

    เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด เศรษฐกิจจีน ในไตรมาสแรกของปี 2026 จึงไม่ได้เป็นแค่เศรษฐกิจที่ยังโตได้ดี แต่เป็นเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนฐานการเติบโตอย่างจริงจัง ฝั่งที่แข็งแรงคืออุตสาหกรรมขั้นสูง การผลิตไฮเทค ภาคพลังงานสะอาด และภาคบริการสมัยใหม่ ขณะที่ฝั่งที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคืออสังหาริมทรัพย์ และแรงกดดันจากภายนอกที่เริ่มปรากฏในข้อมูลจริงแล้ว โดยเฉพาะในภาคการค้าและต้นทุนการนำเข้า

    สุดท้ายนี้ โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจจีนในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าจะรักษาเป้าหมาย 4.5 ถึง 5% ตามที่ตั้งเป้าไว้ ได้หรือไม่ แต่คือการที่จีนจะสามารถทำให้เครื่องยนต์ใหม่อย่างเทคโนโลยี พลังงานสะอาด บริการ และการบริโภคภายใน โตเร็วพอที่จะชดเชยแรงเสียดทานจากอสังหาริมทรัพย์และโลกภายนอกได้หรือไม่ หากทำได้ จีนจะไม่ได้แค่ “โตท่ามกลางแรงกดดัน” แต่จะกำลังวางฐานเศรษฐกิจชุดใหม่อย่างแท้จริง

    เขียนโดย ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/world/economics/1230189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pNZkThe9zOsgpyEJGsGZF

  • ‘เอกนิติ’ นำทีมเศรษฐกิจถก IMF – เวิลด์แบงก์ ย้ำความพร้อมไทย เจ้าภาพจัดประชุม ต.ค.นี้

    ‘เอกนิติ’ นำทีมเศรษฐกิจถก IMF – เวิลด์แบงก์ ย้ำความพร้อมไทย เจ้าภาพจัดประชุม ต.ค.นี้

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ นาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในประเด็นที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี 2569 เพื่อหารือถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อม และหารือถึงนโยบายที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

    รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับกรรมการจัดการ IMF เพื่อยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม Annual Meetings ปี 2569 โดยการเตรียมงานด้านการจัดจ้างและโลจิสติกส์มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเน้นความมุ่งมั่นของไทยในการจัดงานให้ประสบความสำเร็จในระดับสากล   

    ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยไทยยืนยันการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า   
     

    'เอกนิติ' นำทีมเศรษฐกิจถก IMF - เวิลด์แบงก์ ย้ำความพร้อมไทย เจ้าภาพจัดประชุม ต.ค.นี้ 'เอกนิติ' นำทีมเศรษฐกิจถก IMF - เวิลด์แบงก์ ย้ำความพร้อมไทย เจ้าภาพจัดประชุม ต.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976266&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CGutbx2TJitHaoXcy9n_w

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 19 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 19 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 19 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    ราคาน้ำมัน 19 เมษายน 2569 ล่าสุด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 19/4/2569 เวลา 09.00 น. ปรับราคาน้ำมันลดลงทุกชนิด ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันมีราคาดังนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันที่ 19 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 19 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.90 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.04 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 64.08 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 51.54 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 19 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.90 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 65.30 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 98 อยู่ที่ 56.04 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 19 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.33 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 66.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 19 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 56.01 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 65.30 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949692/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G4f6pnq6YCXoW52rg1w0O

  • ไขคำตอบ! ทำไมวิกฤตพลังงานโลกราคา “ดีเซล” ถึงพุ่งแรงกว่า “เบนซิน” เสมอ

    ไขคำตอบ! ทำไมวิกฤตพลังงานโลกราคา “ดีเซล” ถึงพุ่งแรงกว่า “เบนซิน” เสมอ

    เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 โรเบิร์ต เรเปียร์ วิศวกรเคมีในอุตสาหกรรมพลังงาน วิเคราะห์ว่า ในโลกแห่งตลาดพลังงาน เมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระดับภูมิภาค รูปแบบราคาที่มักจะปรากฏซ้ำรอยเดิมคือการที่น้ำมันดีเซลพุ่งทะยานสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าน้ำมันเบนซิน

    ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) ระบุว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งในอิหร่านปะทุขึ้นจนถึงวันที่ 6 เม.ย. ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.11 ดอลลาร์/แกลลอน ในขณะที่น้ำมันดีเซลพุ่งสูงถึง 1.75 ดอลลาร์/แกลลอน ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนหลายประการ

    1.คลังสำรองน้ำมันที่ดีเซลมีน้อยกว่า

    โดยปกติแล้วน้ำมันเชื้อเพลิงกลั่น ซึ่งรวมถึงดีเซลและน้ำมันทำความร้อน จะมีปริมาณสำรองในคลังต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน เมื่อเกิดวิกฤตจึงไม่มี “กันชน” ที่เพียงพอในการดูดซับแรงกระแทกจากอุปทานที่ขาดหายไป ผิดกับเบนซินที่มีความยืดหยุ่นด้านการเก็บรักษาและการผลิตในท้องถิ่นมากกว่า

    2.ความเป็นเชื้อเพลิงระดับโลก

    น้ำมันเบนซินมักถูกผลิตและบริโภคภายในภูมิภาค แต่ดีเซลคือเชื้อเพลิงหลักของพาณิชย์นาวี การขนส่งทางบกข้ามทวีป และอุตสาหกรรมหนัก เมื่อช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลกได้รับผลกระทบ ราคาดีเซลทั่วโลกจึงถูกดีดตัวขึ้นทันทีเนื่องจากมีการซื้อขายและเชื่อมโยงกันในตลาดโลกอย่างเหนียวแน่น แม้ประเทศนั้น ๆ จะไม่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางโดยตรงก็ตาม

    3.ความไม่ยืดหยุ่นของอุปสงค์

    เมื่อราคาน้ำมันเบนซินแพง ผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลสามารถเลือกขับรถให้น้อยลงหรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะทดแทนได้ แต่น้ำมันดีเซลคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ รถบรรทุกส่งสินค้า รถไฟขนส่ง เรือเดินสมุทร เครื่องจักรในงานก่อสร้างและเกษตรกรรม ไม่สามารถหยุดการทำงานได้เพียงเพราะราคาเชื้อเพลิงแพงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ ที่เกษตรกรมีความต้องการใช้ดีเซลสูงที่สุด ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคายิ่งทวีความรุนแรง

    4.โรงกลั่นไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ

    กระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ 1 บาร์เรลจะได้สัดส่วนของดีเซลและเบนซินที่ค่อนข้างคงที่ การจะเพิ่มกำลังการผลิตดีเซลให้มากขึ้นอย่างกะทันหันนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคนิคและคุณภาพของน้ำมันดิบ รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ยิ่งในช่วงที่โรงกลั่นส่วนใหญ่เร่งผลิตเบนซินเพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน ความยืดหยุ่นในการผลิตดีเซลจึงยิ่งลดน้อยลงไปอีก

    บทสรุปของปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า น้ำมันดีเซลคือ “เชื้อเพลิงทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญเชิงระบบสูงมาก เมื่อราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งสินค้าทุกประเภทก็จะขยับตามทันที ตั้งแต่ราคาอาหาร วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้ดีเซลกลายเป็นกลไกหลักในการส่งผ่านอัตราเงินเฟ้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ต่างจากเบนซินที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรงในฐานะเจ้าของรถยนต์เป็นหลักเท่านั้น

    อ่านข่าว :

    ตร.เปิดคลิปเสียงคล้าย “บิ๊กโจ๊ก” คดีสินบนทองคำ 246 บาท – สั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหา

    ขนส่งฯ ขยายเวลาลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือค่าน้ำมัน ถึง 24 เม.ย.69

    เกาหลีใต้โล่งอก! จับ “นึกกู” หมาป่าคืนสวนสัตว์ หลังหนีเที่ยว 9 วันเต็ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UiMgxlVXvxzU-bAUyo-BC

  • ทำไม “ทำเลรังสิต”อาจกำลังเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ” ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่มาแรงที่สุด

    ทำไม “ทำเลรังสิต”อาจกำลังเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ” ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่มาแรงที่สุด

    ในอดีต “รังสิต” อาจเป็นภาพจำของ “เมืองหน้าด่าน” (Gateway) ที่ผู้คนเพียงแค่ขับรถผ่านเพื่อมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือและอีสาน แต่วันนี้ ทำเลดังกล่าว กำลังเกิดการปรับเปลี่ยนบทบาทเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ สู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Hub) ที่สมบูรณ์ในตัวเอง 

    ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการผสานกันของโครงข่ายคมนาคม อภิมหาโปรเจกต์จากภาคเอกชน และฐานทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแกร่ง จนกลายเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง 

    Central Rangsit ตัวเร่งปฏิกิริยาสู่ Super Regional Mall

    จุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นข่าวโด่งดังและสั่นสะเทือนวงการอสังหาริมทรัพย์ ก่อนหน้านี้ ก็คือการประกาศแลนด์มาร์คใหม่ของ กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บนเนื้อที่กว่า 750 ไร่ ซึ่งถือเป็นอภิมหาโปรเจกต์มิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1.1 แสนล้านบาท

    • ใหญ่กว่าที่เคยมีมา: โครงการนี้มีขนาดใหญ่กว่า Central Phuket (110 ไร่) และ Central Chiangmai Airport (130 ไร่) หลายเท่าตัว
    • นิยามใหม่ของเมือง: ไม่ได้มีเพียงศูนย์การค้า แต่ยังรวมถึง อาคารสำนักงานเกรดเอ เพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติ, โรงแรมและศูนย์ประชุม รองรับงานอีเวนต์ระดับนานาชาติ และที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม
    • Double Hub เชิงพาณิชย์: การมาถึงของ Central Rangsit เมื่อรวมกับความแข็งแกร่งเดิมของ Future Park Rangsit และ Zpell จะสร้างแรงดึงดูดกำลังซื้อจากประชากรครอบคลุมทั้งปทุมธานี อยุธยา สระบุรี และกรุงเทพฯ ตอนเหนือทั้งหมด

    โครงข่ายคมนาคม “Seamless Mobility” ร่นระยะทาง

    ขณะที่สิ่งที่ทำให้รังสิตก้าวข้ามการเป็น “ชานเมือง” คือระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น …

    • ระบบราง: รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ (สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์) ใช้เวลาเพียง 20-25 นาที และในอนาคต (ปี 2572) ส่วนต่อขยายรังสิต-มธ.ศูนย์รังสิต จะเชื่อม “นิเวศการศึกษา” เข้ากับเมืองอย่างสมบูรณ์ 
    • ระบบถนน: เป็นจุดบรรจบของถนนสายหลัก ทั้งวิภาวดี-รังสิต, พหลโยธิน, วงแหวนกาญจนาภิเษก และมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-โคราช) ที่จะเป็นประตูสู่ภาคอีสานที่รวดเร็วที่สุด 
    • ทางอากาศ: ความใกล้ชิดกับท่าอากาศยานดอนเมือง ช่วยส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบินและการท่องเที่ยว

    พลังของ “Education Hub”เครื่องจักรเศรษฐกิจที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง

    ข้อมูลจาก พฤกษา โฮลดิ้ง หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่เข้ามาปักหมุดพัฒนาโครงการในย่านรังสิตอย่างต่อเนื่อง ยังระบุว่า รังสิต คือ ศูนย์รวมสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีประชากรนักศึกษารวมกันกว่า 124,030 คน

    • Demand ที่คงที่: นักศึกษาจาก มธ.รังสิต, ม.กรุงเทพ และ ม.รังสิต สร้างดีมานด์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และบริการตลอดทั้งปี 
    • Campus Condo: เกิดโมเดลธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนการเช่า (Rental Yield) เสถียร โดยนักพัฒนาเจ้าใหญ่ เช่น AssetWise, SC Asset และ Sansiri ต่างโดดลงมาเล่นในเซกเมนต์นี้อย่างเข้มข้น 
    • Silicon Valley ตอนเหนือ: การมี อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) ตั้งอยู่ใกล้เคียง ช่วยสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ดึงดูดบุคลากรทักษะสูงและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    อีกทั้ง ทำเลรังสิตยังเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ด้วยศูนย์การค้าและแหล่งไลฟ์สไตล์ครบครัน อาทิ Future Park, Zpell, , Robinson, Lotus’s และ Market Village รวมถึงตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ เช่น ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง ขณะเดียวกันยังมีโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลเปาโล รังสิต รองรับการใช้ชีวิตอย่างครบวงจร

    ฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ กระดูกสันหลังความมั่งคั่ง

    เบื้องหลังความคึกคักคือภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง จังหวัดปทุมธานีมีโรงงานกว่า 3,000 แห่ง และการจ้างงานมากกว่า 200,000 คน

    • Smart Warehouse: รังสิตกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของคลังสินค้าสมัยใหม่ รองรับการเติบโตของ E-commerce และเป็นจุดกระจายสินค้า (Cross-Docking) ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค 
    • GPP ที่เติบโต: รายได้จากการขนส่งและเก็บสินค้าในปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวถึง 3.7% สะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง 

    วิสัยทัศน์ TOD  จาก Urban Sprawl สู่ Walkable City

    อย่างไรก็ดี ความท้าทายของรังสิตในอนาคตคือการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD)

    • 4D Model: มุ่งเน้นความหนาแน่น (Density) และความหลากหลาย (Diversity) ของการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสถานีในรัศมี 600-1,000 เมตร 
    • เมืองเดินได้: แผนแม่บทมุ่งหวังให้รังสิตเป็น “เมืองอัจฉริยะ” ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ภายใน 10 นาทีผ่านการเดินหรือจักรยาน ช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล 

    ทั้งนี้ บทสรุป ข้อมูลจาก REIC (ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ )ระบุว่าดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่แถบนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 18.3% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาที่ดินรอบสถานีคูคตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7.45% ด้วยปัจจัยหนุนทั้งผังเมืองใหม่ที่ปลดล็อกการพัฒนาอาคารสูง และการลงทุนแสนล้านจากภาคเอกชน รังสิต จึงไม่ใช่แค่ย่านที่อยู่อาศัย แต่กำลังจะเป็น “หัวรถจักร” ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ เข้ากับภูมิภาค และยกระดับคุณภาพชีวิตสู่มาตรฐานสากลในศตวรรษที่ 21 อย่างน่าสนใจอีกด้วย 

    ที่มา : REIC ,พฤกษา ,เซ็นทรัลพัฒนา ,ดีดีพร็อพเพอร์ตี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2927170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hzJ8Ih4ugzDQAyJfNhnHB

  • “สัมพันธ์” วอนรัฐเร่งปราบสินค้าผิดกฎหมาย ฟื้น “สุไหงโก-ลก”กลับสู่เมืองเศรษฐกิจชายแดน มั่นใจ หากช่วยกันดูแลจะกลับมายืนอย่างสง่างามได้อีกครั้ง

    “สัมพันธ์” วอนรัฐเร่งปราบสินค้าผิดกฎหมาย ฟื้น “สุไหงโก-ลก”กลับสู่เมืองเศรษฐกิจชายแดน มั่นใจ หากช่วยกันดูแลจะกลับมายืนอย่างสง่างามได้อีกครั้ง

    เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า จากกระแสที่หลายฝ่ายกล่าวถึงอำเภอสุไหงโก-ลกว่าเป็นพื้นที่ชายแดนที่กำลังเผชิญปัญหาสินค้าผิดกฎหมาย ทั้งของเถื่อน ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และศักดิ์ศรีของพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่สุไหงโก-ลกเคยเป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนที่รุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และเป็นประตูสำคัญของภาคใต้ที่เต็มไปด้วยโอกาส ผู้คนจากหลายพื้นที่เดินทางเข้ามาค้าขาย สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างคึกคัก

    นายสัมพันธ์ กล่าวต่อว่า หากเรายังปล่อยให้ปัญหาสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดขยายตัวต่อไป ภาพลักษณ์ของเมืองจะยิ่งถูกบั่นทอน ความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และผู้มาเยือนก็จะยิ่งลดลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และอนาคตของลูกหลานเราในระยะยาว ในฐานะคนสุไหงโก-ลก ตนรู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง และขอฝากไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายปกครอง อำเภอ รวมถึงทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ กวดขัน และดำเนินการอย่างจริงจัง อย่าให้ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติของบ้านเรา

    “ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนก็กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาอยู่แล้ว หากยังปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป จะยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อน และลดโอกาสในการพัฒนาพื้นที่ให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง ผมขอเรียกร้องให้หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วย บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูสุไหงโก-ลกให้กลับมาเป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเชื่อถืออีกครั้ง เพราะบ้านของเรา เราทุกคนต้องช่วยกันดูแล และผมเชื่อว่า หากเราจริงจังมากพอ สุไหงโก-ลกจะกลับมายืนอย่างสง่างามได้อีกครั้ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/290459&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08ZGBQ7p-thGYAvTpnMBEj

  • “จตุพร” แนะ ทุกฝ่ายพูดคุยสร้างความเข้าใจกัน หลังเอ่ยปากขอโทษกันแล้ว | เข้มข่าวค่ำ | 18 เม.ย. 69

    “จตุพร” แนะ ทุกฝ่ายพูดคุยสร้างความเข้าใจกัน หลังเอ่ยปากขอโทษกันแล้ว | เข้มข่าวค่ำ | 18 เม.ย. 69

    จตุพร ชี้ ถึงแม้ แม่ทัพภาค 4 จะขอโทษแล้ว แต่ “ไอโอ”ยังไม่จบ ปลุกปั่นมุ่งล็อกให้พื้นที่ชายแดนใต้ไม่สงบ แนะพูดคุยผู้นำศาสนา ปรับเข้าใจปอเนาะ แลกเปลี่ยนผู้นำชุมชน กระทุ้ง “นายกฯอนุทิน” รื้อโครงสร้างพลังงาน เน้นเป็นรัฐบาลวิกฤตใช้กฎหมายเข้มข้น

    #แม่ทัพภาค4 #ชายแดนใต้ #จังหวัดชายแดนใต้ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/216626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zyPU4h0M7LEmzkY38CACE

  • เขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอน ขับเคลื่อนนวัตกรรมเอเชีย | เดลินิวส์

    เขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอน ขับเคลื่อนนวัตกรรมเอเชีย | เดลินิวส์

    การก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอน หรือ ไอเฟซ ( Incheon Free Economic Zone หรือ IFEZ ) เมื่อปี 2546 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเชิงกลยุทธ์ของเกาหลีใต้ ในการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจจากการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง บริการระดับนานาชาติ และนวัตกรรมอัจฉริยะ

    ไอเฟซได้รับการกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจเสรีแห่งแรกของประเทศ ภายใต้เป้าหมายในการยกระดับเกาหลีใต้ให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์สามแห่ง ได้แก่ ซองโด ( Songdo ) ยองจง ( Yeongjong ) และชองนา ( Cheongna ) บนพื้นที่รวมมากกว่า 209.38 ตารางกิโลเมตร

    ความสำเร็จของไอเฟซไม่เพียงแต่สะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ ( เอฟดีไอ ) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังรวมถึงการสร้างแบบจำลองเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ตซิตี ที่กลายเป็นสินค้าส่งออกเชิงนโยบายไปยังนานาประเทศ รวมถึงไทย ที่ความร่วมมือระหว่างสองประเทศทวีความเข้มข้นขึ้น ผ่านกรอบการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( อีอีซี ) และความร่วมมือระดับท้องถิ่นระหว่างกรุงเทพมหานครกับเทศบาลเมืองอินชอน

    การออกแบบไอเฟซตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแบ่งเขตอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับสากล โดยแต่ละเมืองภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษมีภารกิจหลักที่แตกต่างกัน แต่ส่งเสริมซึ่งกันและกันผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

    “ซองโด เซ็นทรัล พาร์ค” สวนสาธารณะขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตเมืองซองโด เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้

    เมืองซองโดเป็นเมืองที่เกิดจากการถมทะเล ซึ่งเริ่มต้นโครงการมาตั้งแต่ปี 2537 และได้รับการพัฒนาให้เป็นหัวใจสำคัญของไอเฟซ ในด้านธุรกิจระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมฐานความรู้ ปัจจุบัน เมืองซองโดมีประชากรประมาณ 167,000 คน และเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง และสถานศึกษาในวิทยาเขตร่วมระดับโลก

    จุดเด่นที่สุดของเมืองซองโดในเวลานี้ คือการพัฒนาสู่การเป็น “Bio Mega Cluster” ระดับโลก เมืองซองโดได้รับการจัดอันดับให้เป็นพื้นที่ซึ่งมีขีดความสามารถในการผลิตยารายเดียว ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในด้านการรับจ้างพัฒนาและผลิตยา การเข้ามาของบริษัทระดับสมอเรือ อย่าง “ซัมซุง ไบโอโลจิกส์” และ “เซลเทรียน” สร้างแรงดึงดูดมหาศาล ให้แก่ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำและปลายน้ำ

    วิสัยทัศน์ปี 2040 หรือพ.ศ. 2583 ของเมืองซองโดมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “Bio Super-Gap” หรือการสร้างระยะห่างของขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือคู่แข่งระดับโลก โดยมีการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมในเขต 11 จาก 990,000 ตารางเมตร เป็น 1,320,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการขยายโรงงานผลิตใหม่ของ ซัมซุง ไบโอโลจิกส์ และศูนย์วิจัยของบริษัทข้ามชาติอีกหลายแห่ง

    ด้านเมืองยองจงได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Aerotropolis” หรือเมืองท่าอากาศยานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนเป็นศูนย์กลาง พื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นหัวใจของการขนส่งโลจิสติกส์ระดับโลก แต่ยังเป็นศูนย์กลางการพักผ่อนและการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ การพัฒนาในเมืองยองจงมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมการบิน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม

    ปัจจุบัน เมืองยองจงเป็นที่ตั้งของรีสอร์ตครบวงจรและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสันทนาการขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการ “K-Con Land” ที่มุ่งหวังจะให้เป็นศูนย์รวมคอนเทนต์วัฒนธรรมเกาหลี และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก นอกจากนี้ เมืองยองจงยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นที่พักอาศัยและศูนย์บริการสำหรับบุคลากร ในอุตสาหกรรมการบินและผู้มาเยือนจากต่างประเทศ

    ส่วนเมืองชองนาถูกวางตำแหน่งให้เป็นเขตธุรกิจ ที่ออกแบบมาเพื่อการเงินระหว่างประเทศ ความบันเทิง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมเกม นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาด้านการผลิตส่วนประกอบไฮเทคและหุ่นยนต์ หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังดำเนินการคือ “สตาร์ฟิลด์ ชองนา” ซึ่งเป็นการลงทุนมูลค่ามหาศาลเพื่อสร้างพื้นที่ค้าปลีกและสนามกีฬาเอนกประสงค์ที่ทันสมัย

    ความสำคัญของเมืองชองนาอยู่ที่ การเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ชายฝั่งกับแผ่นดินใหญ่ของเมืองอินชอน โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่เน้นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีอัจฉริยะและการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตที่ยั่งยืนของไอเอฟอีซี

    ปัจจัยความสำเร็จอีกประการหนึ่งของไอเฟซ คือระบบแรงจูงใจที่ครอบคลุมและเอื้อต่อการทำธุรกิจของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรวมถึงมาตรการทางภาษี การสนับสนุนด้านการบริหารจัดการ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยสำหรับชาวต่างชาติ

    ผลลัพธ์จากนโยบายเหล่านี้เห็นได้ชัดจากตัวเลขเอฟดีไอที่เข้าสู่ไอเฟซ เมื่อปี 2568 ซึ่งสูงถึง 553.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 17,767.35 ล้านบาท ) ณ ไตรมาสที่สาม คิดเป็น 92.3% ของเป้าหมายประจำปี การลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน โดยมีการลงทุนที่สำคัญจากบริษัทระดับโลกหลายแห่ง

    สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอนมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้ไอเฟซเป็นต้นแบบ สำหรับการพัฒนาเขตพัฒนาอีอีซี ซึ่งมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหลายระดับ ไอเฟซและอีอีซีมีเป้าหมายในการดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เหมือนกัน เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ดิจิทัล และอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และอีอีซีศึกษาระบบสิทธิประโยชน์และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จของไอเฟซ เพื่อลดอุปสรรคทางกฎหมายและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน

    หนึ่งในตัวอย่างซึ่งเป็นรูปธรรมที่สุดของความร่วมมือระดับองค์กร คือการลงนามในเอ็มโอยู ระหว่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด ( มหาชน ) ของไทยกับอินชอน สมาร์ตซิตี คอร์ปอเรชัน เมื่อปี 2560 ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา “Korean Smart City Zone” ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของอีอีซี

    ภายใต้ข้อตกลงเกาหลีใต้จะถ่ายทอดประสบการณ์เชิงนโยบาย และเทคนิคในการสร้างเมืองที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการบริหารจัดการพลังงาน การคมนาคม และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การที่อมตะนำโมเดลจากอินชอนมาประยุกต์ใช้ ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนชาวเกาหลีใต้ที่กำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทย เพื่อใช้เป็นประตูสู่ตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ขณะที่ความร่วมมือระดับเมืองระหว่างกรุงเทพมหานครกับเทศบาลนครอินชอน เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนพ.ค. 2566 โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือในด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการป้องกันภัยพิบัติ ต่อมาในปี 2567 ความร่วมมือนี้ได้พัฒนาไปสู่การแลกเปลี่ยนบุคลากร นอกจากนี้ ทั้งสองเมืองยังมีการหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เหมือนกัน เช่น การจัดการฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 และการฟื้นฟูคลองในพื้นที่เมือง

    การร่วมมือกันในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทย แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายที่อำนวยความสะดวกให้นักลงทุนจากเมืองอินชอนสามารถเข้ามาหาโอกาสทางธุรกิจในกรุงเทพมหานครได้ง่ายขึ้น ผ่านความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานปกครอง

    แม้ปัจจุบันการลงทุนส่วนใหญ่ในไอเฟซ จะมาจากประเทศตะวันตกและญี่ปุ่น แต่สำหรับบริษัทไทยขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมทางเทคโนโลยีและเงินทุน ไอเฟซนำเสนอโอกาสในหลายมิติที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก อุตสาหกรรมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยวิสัยทัศน์ของไอเฟซ ที่ต้องการเป็น “Wellness City” บริษัทไทยที่มีความแข็งแกร่งในธุรกิจบริการสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สามารถมองหาโอกาสในเมืองซองโดหรือเมืองยองจงได้

    ขณะเดียวกัน การใช้ไอเฟซเป็นฐานในการกระจายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ท่าอากาศยานอินชอนและท่าเรืออินชอนมีขีดความสามารถในการรองรับสินค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทย การตั้งคลังสินค้าอัจฉริยะในเขตเสรีการค้าของยองจงจะช่วยลดต้นทุนและเวลา ในการเข้าถึงผู้บริโภคในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน

    ภายในปี 2583 ไอเฟซกำลังก้าวข้ามขอบเขตของเมืองอัจฉริยะ ไปสู่การเป็น “เอไอซิตี” ตามการประกาศ “แผนริเริ่มเอไอ” เมื่อปลายปี 2568 แผนการนี้มุ่งเน้นการใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็น “สมองกลาง” ในการบริหารจัดการเมือง ซึ่งรวมถึงระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่ใช้ซีซีทีวี วิเคราะห์วัตถุแบบเรียลไทม์ และระบบคมนาคมที่ปรับเปลี่ยนตามข้อมูลจราจรที่เรียนรู้ได้เอง

    การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมีความสำคัญและน่าสนใจสำหรับไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ( สศด.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสมาร์ตซิตีในไทย สามารถใช้ไอเฟซเป็นห้องทดลองระดับนโยบาย เพื่อศึกษาผลกระทบของการใช้เอไอในวงกว้าง

    ความสำเร็จของเขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย แต่เกิดจากการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างวิสัยทัศน์ทางอุตสาหกรรมที่ชัดเจน สิทธิประโยชน์ที่จูงใจ และความยืดหยุ่นในการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีอนาคตอย่างเอไอ และเทคโนโลยีชีวภาพ

    สำหรับไทย การรักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับไอเฟซ ผ่านกรอบความร่วมมือของอีอีซี และกรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ บริษัทไทยสามารถพิจารณาไอเฟซไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ตั้งโรงงาน แต่เป็น “แพลตฟอร์ม” ในการเข้าถึงนวัตกรรมและพันธมิตรระดับโลก ขณะที่รัฐบาลไทยควรใช้ความสำเร็จของเทศบาลเมืองอินชอน ในการปรับปรุงกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ของอีอีซีให้มีความคล่องตัวและจูงใจนักลงทุนต่างชาติได้ทัดเทียมกันในระยะยาว

    การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศนวัตกรรมของสองประเทศ จะนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีชีวภาพที่กำลังจะมาถึง.

    ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5790943/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NJdmuE65WSk_F9naTqeDi