Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันดิบ 18/04/69 จับตาตลาดโลกผันผวน

    ราคาน้ำมันดิบ 18/04/69 จับตาตลาดโลกผันผวน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/142144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ui0YcQqGxfTRwzN2S2ZiV

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (19 เม.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (19 เม.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (19 เม.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ลง 0.50 บาทต่อลิตร

    เช่นเดียวกับซูเปอร์พาวเวอร์แก๊สโซฮอล์95 (โออาร์)และไฮพรีเมี่ยมแก๊สโซฮอล์98+ (บางจาก) ลดราคา 0.50 บาทต่อลิตร

    ด้านน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ,ดีเซลพรีเมี่ยมโออาร์ และบางจากลดราคา 1.50 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 64.80 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.90 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.90 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 65.30 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.90 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.90 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (19 เม.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/656901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IVzU5NFp7dFvoNQazB65L

  • สกุลเงินดอลลาร์ยังจำเป็นอยู่ไหม ผลกระทบของสงครามต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สกุลเงินดอลลาร์ยังจำเป็นอยู่ไหม ผลกระทบของสงครามต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สกุลเงินดอลลาร์ยังจำเป็นอยู่ไหม ผลกระทบของสงครามต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    สกุลเงินดอลลาร์ยังจำเป็นอยู่ไหม ผลกระทบของสงครามต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐนับเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก มีสัดส่วนเกือบร้อยละ 60 ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลก โดยสหรัฐอเมริกานับเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การโจมตีอิหร่านที่เกิดขึ้นในปีค.ศ. 2026 นี้ทำให้สหรัฐอเมริกาเผชิญกับความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ ความขัดแย้งที่เกิดส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และอาจเร่งให้เกิดกระบวนการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจผลกระทบของสงครามที่มีต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    ปัจจุบันนี้ ดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกายังคงเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพที่หลายประเทศให้ความเชื่อมั่น ขณะเดียวกัน สกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นเครื่องมือที่แข็งแกร่งสำหรับสหรัฐอเมริกาเมื่อต้องนำมาใช้คว่ำบาตรศัตรูทางการเมือง ตัดขาดธนาคารของประเทศฝ่ายตรงข้ามออกจากระบบการเงินโลก และช่วยให้สหรัฐอเมริกากู้ยืมเงินได้อย่างไม่จำกัดเพื่อทำสงคราม รวมทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สาธารณะในระยะสั้น แต่เมื่อเกิดสงคราม ความน่าเชื่อถือของดอลลาร์ก็ลดน้อยลง

    สงครามส่งผลให้เกิดการเร่งกระบวนการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ (de-dollarization) กระบวนการดังกล่าว หมายถึงการที่ประเทศต่าง ๆ พยายามลดการพึ่งพิงสกุลเงินดอลลาร์ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งการสำรองเงินตราต่างประเทศ สัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการลดการพึ่งพา เช่นการที่อิหร่านเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซด้วยสกุลเงินหยวนของจีนแทนดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการที่ประเทศต่าง ๆ เริ่มพัฒนาระบบชำระเงินเป็นของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น รัสเซียและจีน พัฒนาระบบ SPFS และ CIPS สำหรับชำระเงิน  หรือบราซิล แอฟริกาใต้ และอินเดีย มีแนวโน้มที่จะร่วมมือกันพัฒนาระบบเงินเข้ากับระบบของจีนมากขึ้น 

    เมื่อสกุลเงินดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาถูกแทนที่ได้ด้วยสกุลเงินอื่น สถานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่เคยเป็นมาตลอดของดอลลาร์สหรัฐก็เสื่อมถอยลง เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ก็ยังต้องคอยติดตามกันต่อไปว่าความต้องการดอลลาร์สหรัฐจะเสื่อมถอยลงไปหรือไม่ ทั้งนี้ หนึ่งในความท้าทายของดอลลาร์สหรัฐ ยังรวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของนโยบายภายใต้รัฐบาลที่นำโดยโดนัลด์ ทรัมป์ ความไม่แน่นอนของนโยบายที่สลับไปสลับมาระหว่างการเจรจา และการยกระดับสงคราม ส่งผลให้ค่าพรีเมียมความเสี่ยง (risk premium) ในสินทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน 

    สงครามที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน นำพาความเปลี่ยนแปลงมาให้ในหลายมิติ นอกจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในสกุลเงินหลักของโลกยังเป็นที่จับตามองมากขึ้นเช่นกัน จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยเฝ้าดูกันต่อไปว่า ดอลลาร์สหรัฐจะยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลกต่อไปหรือไม่ และจะเกิดอะไรขึ้น หากดอลลาร์ลดความน่าเชื่อถือลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต 

    ลงทุนศาสตร์ 

    รายการอ้างอิง

    [1] CNBC. (2026, March 23). Dollar gains as investors flee risk on escalating Middle East war. https://www.cnbc.com/2026/03/23/dollar-gains-as-investors-flee-risk-on-escalating-middle-east-war.html

    [2] CNBC. (2026, April 1). Dollar drops on Iran war de-escalation hopes. https://www.cnbc.com/2026/04/01/dollar-drops-on-iran-war-de-escalation-hopes.html

    [3] The Guardian. (2026, April 2). Iran war expenses cuts America power dollarization. https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/apr/02/iran-war-expenses-cuts-america-power-dollarization

    อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/dollar/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F8qD2n7b8WEwBVaxjWJuv

  • พท. กระทุ้ง “อนุทิน” เร่งแก้เศรษฐกิจ ดันคนละครึ่งสู้ของแพง | เข้มข่าวค่ำ | 19 เม.ย. 69

    พท. กระทุ้ง “อนุทิน” เร่งแก้เศรษฐกิจ ดันคนละครึ่งสู้ของแพง | เข้มข่าวค่ำ | 19 เม.ย. 69

    วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จี้นายกฯ อนุทิน รีบแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หลังลงพื้นที่ช่วงสงกรานต์พบร้านค้าซบเซา ถนนโล่ง แนะรีบทำโครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมให้กำลังใจนายกฯ ขอให้ผ่านวิกฤตนี้ไปได้

    #พรรคเพื่อไทย #เศรษฐกิจไทย #อนุทิน #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/216651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0urJpsSB8IYguwRcjnQQFz

  • สงครามอิหร่านนำจักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย? (3)

    สงครามอิหร่านนำจักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย? (3)

    ภาพ: แผนสหรัฐให้นานาชาติช่วยคุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ

    เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

    รัฐบาลทรัมป์รู้ดีกว่าน้ำมันแพง แต่ยังอยากรบต่อจึงพยายามเพิ่มอุปทานเข้าตลาด เช่น อนุญาตให้อินเดียซื้อน้ำมันรัสเซียชั่วคราว เพื่อลดปัญหาน้ำมันตึงตัว น้ำมันที่อินเดียซื้อจากรัสเซียจะปล่อยขายในตลาดโลกอีกทอด รัสเซียจึงได้ประโยชน์จากน้ำมันราคาแพงในช่วงนี้

    ในขณะที่สหรัฐเพิ่มน้ำมันเข้าตลาด อิหร่านทำตรงข้าม นักวิชาการบางคนชี้ว่าอิหร่านใช้น้ำมันเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจเพื่อต่อรองทางการเมือง

    ควรเข้าใจว่าอิหร่านปิดกั้นเฉพาะเรือที่ไม่เป็นมิตรกับตน ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงไม่ใช่การปิดตายช่องแคบ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกปัจจัยกดดันราคาพลังงาน โหมความวิตกกังวล แม้บางคนตีความว่าเป็นความผิดของอิหร่าน แต่บางคนตีความว่าสหรัฐ-อิสราเอลผิดเช่นกัน

    สถานการณ์ที่ต่างไม่ยอมถอย รัฐบาลทรัมป์ประกาศรบต่อ และไม่ชัดว่าจะยุติสงครามในสิ้นเดือนเมษา. ยิ่งทำให้สถานการณ์พลังงานตึงเครียด บั่นทอนความเชื่อมั่นการลงทุนของตลาดโลก บางคนชี้ว่าเสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) คล้ายกับวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1973

    ประเด็นที่น่ากังวลคือ สงครามนี้จะจบเร็วหรือจะยืดยาวแค่ไหน นานาชาติอยากให้จบเร็ว ทุกคนรู้ดีว่ายิ่งยืดเยื้อเศรษฐกิจแต่ละประเทศจะยิ่งเสียหาย บางประเทศคือซ้ำเติมสภาพที่เลวร้ายอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก

    คำถามคือ รัฐบาลสหรัฐกับอิสราเอลต้องการให้จบเร็วหรือไม่ บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการแล้วหรือยัง

     ประธานาธิบดีทรัมป์ที่ชอบใช้กำลัง การข่มขู่ และเอาแน่เอานอนไม่ได้ ส่วนอิหร่านสู้ไม่ถอย กำลังสู้ถวายชีวิตเพื่อความอยู่รอด ท่าทีเหล่านี้ยิ่งทำให้นานาชาติกังวล มองโลกในแง่ร้ายมากกว่าดี ถ้าสหรัฐส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินสถานการณ์คงเลวร้ายลงอีกมาก

    นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ผลเสียหายมากมาย

     ยกตัวอย่าง Amin Nasser จาก Saudi Aramco เตือนว่า สงครามทำลายตลาดน้ำมันโลก อาจทำให้เศรษฐกิจโลกหายนะ ประเด็นไม่อยู่แค่มีน้ำมันพอใช้หรือไม่เท่านั้น แต่จะหายนะด้วย “ราคา” ที่พุ่งสูง ด้วยหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนขนส่ง การประกันความเสี่ยง ต้นทุนจากอุตสาหกรรมน้ำมัน การเก็งกำไรของตลาด

    IMF ย้ำ สงครามอิหร่านส่งผลทำลายเศรษฐกิจโลก ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลจากโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเสียหายและเส้นทางขนส่งมีปัญหา เร่งให้สินค้าแพง ตามด้วยเงินเฟ้อ ไม่ง่ายที่เศรษฐกิจโลกจะกลับไปจุดเดิม

    สงครามอิหร่านซ้ำเติมเศรษฐกิจสหรัฐ:

    นักวิเคราะห์บางสายเตือนเศรษฐกิจสหรัฐกำลังสู่เส้นทางล่มสลาย หนี้สาธารณะท่วมประเทศ IMF เตือนว่า เป็นไม่ได้ที่สหรัฐจะก่อหนี้ไม่หยุด ตลาดพันธบัตรสหรัฐส่งสัญญาณพายุใหญ่กำลังจะมา เหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (2008) บอนด์ยีลด์ 2 ปีของสหรัฐพุ่งแซงดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Rate) นับวันพันธบัตรสหรัฐไม่น่าลงทุน

     สัญญาณนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในอดีตเกือบทุกครั้งที่เกิดรูปแบบนี้ เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยภายใน 6-18 เดือน

    สงครามอิหร่านโดยตัวมันเองอาจไม่เป็นเหตุให้เศรษฐกิจสหรัฐพังพินาศ สูญเสียความเป็นมหาอำนาจ แต่เป็นอีกปัจจัยผลักดันเร่งระเบิดเวลาให้ทำงานเร็วขึ้น

    ข้อโต้แย้ง: แม้อิทธิพลทางการเมืองและค่าเงินจะดูเสื่อมถอยลง แต่สหรัฐยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก (เช่น AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีอวกาศ) นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ช่วยยื้ออำนาจของสหรัฐ

    เรย์ ดาลิโอ ประเมินสถานการณ์อย่างน่าฟังว่า ชาวอิหร่านมีเหตุผลมากมายที่จะสู้ไม่หยุด ส่วนคนอเมริกันห่วงเรื่องน้ำมันแพง ค่าครองชีพ นักการเมืองสนใจเรื่องเลือกตั้งกลางเทอม

    Fawaz Gerges จาก London School of Economics ชี้ว่าอิหร่านมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ดังนั้นจะสู้สุดฤทธิ์เพื่อความอยู่รอด Alex Vatanka จาก Middle East Institute อธิบายว่าพวกเขาสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ดังนั้นจึงไม่มีคำว่ายอมแพ้

    ทรัมป์ที่เคยหวังให้สงครามครั้งนี้จะช่วยให้เขาได้รับความนิยมมากขึ้น แต่บัดนี้คะแนนนิยมตกฮวบ แม้ไม่มีผลต่อตำแหน่งประธานาธิบดีโดยตรง แต่มีผลต่อ สส. สว.ที่ต้องเลือกตั้งปลายปีนี้ (ต้นเดือนพฤศจิกายน) พรรครีพับลิกันจะกดดันทรัมป์

    ราคาน้ำมันต้องกลับสู่ปกติหรืออยู่ในระดับที่ยอมรับได้ไม่เกินสิ้นไตรมาส 2 และหวังว่าจะคุมอัตราเงินเฟ้อได้ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐบาลอิสราเอลต้องรบให้สอดคล้องกับแผนทรัมป์ อย่างน้อยต้องปล่อยให้ผ่านเลือกตั้งกลางเทอมนี้ก่อน

    ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง:

     Jamie Dimon CEO JPMorgan แถลงภาพรวมเศรษฐกิจว่าผลการดำเนินงานบริษัทใหญ่ในสหรัฐยังคงดี เศรษฐกิจยังทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง ต่างจากหลายประเทศที่สะเทือนหนัก

    ท่ามกลางกระแสอเมริกาถดถอย รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามแก้ไขปัญหา เชิดชูความยิ่งใหญ่ของประเทศ พยายามฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ให้กลับมาอีกครั้ง รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ชูนโยบายที่ต้านการถดถอยโดยตรง

    Jamie Dimon CEO JPMorgan เตือน ถ้าน้ำมันแพงอยู่อย่างนี้จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ตลาดหุ้นอ่อนตัวเข้าสู่ตลาดหมี นักลงทุนจะพากันเทขาย หนีออกจากตลาดหุ้น นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าต้องโทษทรัมป์ที่ก่อสงคราม

    ที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ทางออกเพื่อให้สหรัฐถอนตัวออกจากสงคราม ดังที่นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์พยายามดึงให้ชาติอาหรับ นาโตยุโรป ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เข้าสู่สมรภูมิ เพราะต้องการให้พันธมิตรเหล่านี้ทำสงครามตัวแทนกับอิหร่าน แล้วตัวเองเปลี่ยนบทบาทเป็นแค่ผู้สนับสนุน เหมือนสงครามยูเครนที่เป็นสงครามตัวแทนระหว่างนาโตยุโรปกับรัสเซีย สหรัฐแค่สนับสนุนเรื่องอาวุธ ข้อมูลข่าวสาร นี่คือยุทธศาสตร์สงครามตัวแทนที่รัฐบาลสหรัฐใช้เรื่อยมา สหรัฐจะไม่พยายามรบโดยตรงแต่ให้คนอื่นรบแทน

    วิเคราะห์: คำพูดแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ ทุกคนในตลาดเข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้ว รัฐบาลทรัมป์กับอิหร่านก็เข้าใจเช่นกัน ยิ่งสงครามลากยาว อุตสาหกรรมน้ำมันปั่นป่วน สุดท้ายคือตลาดหุ้นพัง เรื่องนี้แหละที่ทรัมป์กลัวมากกว่าแพ้สงคราม

    ก่อนที่เศรษฐกิจภาคการผลิตจริงพัง ภาคการลงทุนการเก็งกำไรจะพังก่อน เรื่องนี้กระทบต่อความรู้สึก เงินในกระเป๋าของคนอเมริกันทุกคน รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องจะให้ความสำคัญมากที่สุด กล่าวได้ว่าทรัมป์ไม่กลัวแพ้สงครามแต่กลัวตลาดหุ้นพัง ทรัมป์จะพูดเรื่องสงครามอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าตลาดหุ้นพังรัฐบาลจะได้ยินเสียงตะโกนจากประชาชน

    การวิเคราะห์ของเรย์ ดาลิโอ เฉียบคมหลายจุด แต่คงเกินไปถ้าจะฟันธงว่าสงครามอิหร่านจะทำให้จักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย ที่น่าจะเป็นไปได้คือพาให้เศรษฐกิจย่ำแย่กว่าเดิม น่ากังวลยิ่งขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/981828/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PK1Big86lI2PU2QSSPVFe

  • ‘อนุทิน’ นำทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่เชียงใหม่พรุ่งนี้ เร่งแก้ไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 ครบทุกมิติ

    ‘อนุทิน’ นำทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่เชียงใหม่พรุ่งนี้ เร่งแก้ไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 ครบทุกมิติ

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แล้ว อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ

    โดยคณะรัฐมนตรีที่ร่วมเดินทาง ได้แก่ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    สำหรับภารกิจครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีร่วมกับรัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

    ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลด/ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

    นายกรัฐมนตรีห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-leads-cabinet-to-chiang-mai-on-april-20-to-tackle-wildfires-and-pm25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31ZpSJM5Kua7b7hmddp2QV

  • สางปมร้อนกู้ศรัทธารัฐบาล | เดลินิวส์

    สางปมร้อนกู้ศรัทธารัฐบาล | เดลินิวส์

    ทั้งนี้ ประเมินแง่การเมือง หากไม่สะดุดขาตัวเองด้วยประเด็นอื้อฉาว หรือไม่เห็นหัวประชาชน ก็เชื่อว่า จะไม่มีใครเข้ามาทำลายรัฐบาลนี้ได้

    สอดรับคำพูดของ  “ไชยชนก ชิดชอบรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า วันนี้รัฐบาลชุดนี้สามัคคีกันมากที่สุด และมีเป้าหมายเดียวกัน คือพาประเทศให้พ้นวิกฤติ และความไม่แน่นอนนี้ไปให้ได้ เราเชื่อว่า ไม่เกิน 2 ปี อย่างช้าหลังจากนั้นจะเป็นเรื่องการพัฒนาร่วมกัน

    โดยระยะ 2 ปี ที่ “ไชยชนกขอเวลานั้น คาดว่าจะเพียงพอพิสูจน์ว่า รัฐบาลสามารถพลิกฟื้นวิกฤติต่างๆ โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อแก้ข้อครหา หลังวาทกรรมของ นายกฯอนุทิน ช่วงหาเสียง พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ให้เกิดขึ้นจริง

    ฉะนั้นปัญหาหลักของรัฐบาล จึงเหลือเพียงเคลียร์ปมที่สังคมยังคลางแคลงใจ ไม่ว่าจะเป็น ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การบริหารจัดการราคาน้ำมัน ค่าไฟ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เริ่มแพงขึ้น หรือการสางปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจัง หากทำได้ก็เชื่อว่าการทำงานของรัฐบาลจะฉลุยอย่างแน่นอน

    ขณะนี้เริ่มเห็นการขยับในทิศทางที่ดี หลัง “นายกฯหนู ออกมายอมรับว่าจะเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น คนละครึ่งพลัสกว่าเดิม , ค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทให้ทุกกลุ่ม, เติมบัตรคนจน, สินค้าราคาถูกเตรียมกระจายถึงประชาชนผ่านทุกอำเภอ ทั่วประเทศ  

    แม้ฝ่ายค้าน นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ศิริกัญญา ตันสกุลรองหัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่เห็นด้วยกับนโยบายคนละครึ่ง มองว่า ไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ควรเน้นการเยียวยาบรรเทาทุกข์ให้ชาวบ้านมากกว่า 

    เช่นเดียวกับปม “ไอ้โม่ง กักตุน น้ำมัน ที่เริ่มมีความคืบหน้า เมื่อ  บิ๊กรุทธพล... รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินหน้าขยายผล เป็นคดีพิเศษ หลังพบความผิดปกติจากเรือขนน้ำมัน 8 ลำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และอีก 5 คลังน้ำมัน ที่มีปริมาณมาก แต่จ่ายออกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

    รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ ฟอกเงิน และทุนเทา ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก  “นายกฯอนุทิน”  ได้ร่วมแถลงข่าวกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถยึด และอายัดทรัพย์เครือข่ายข้ามชาติได้แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท  โยง “เบน สมิธยิมเลียก เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะเริ่มสางปัญหาที่สังคมคาใจ แต่หากต้องการฟื้นศรัทธาให้ประชาชนได้ 100% ตามที่ นายกฯอนุทิน ประกาศไว้ว่า “ปิดชื่อถือพฤติกรรมจำเป็นต้องกล้าจัดการถึงต้นตอแบบถอนรากถอนโคน 

    ไม่ว่าจะเป็นประเด็น “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ว่ามีจริงหรือไม่ ไม่ใช่จับแค่ผู้ต้องหาระดับล่างมารับผิดตามที่ “รังสิมันต์ โรม”  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงตัวละครอย่าง เสี่ยตือ ที่อาจเชื่อมโยงนักการเมือง และข้าราชการระดับสูง รวมถึงเกี่ยวข้องกับคลังน้ำมันในอ่างทอง

    หรือกรณี “กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์  ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงบุคคลในรัฐบาลกับ เบนสมิท ทั้งกรณีจัดซื้อเครื่องบินของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์  และกรณี MOU สแกนม่านตาของ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง”  รมว.ศึกษาธิการ แม้ทุกฝ่ายจะปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง แต่ยังทิ้งคำถามไว้ในสังคม

    ฉะนั้นสิ่งที่ฝ่ายค้านสะท้อนออกมา ทำให้เห็นว่า รัฐบาลอาจยังให้ความสำคัญไม่เพียงพอกับการจัดการทุนเทาในระดับโครงสร้าง ที่อาจเชื่อมโยงกับชนชั้นนำของไทย ดังนั้น ถ้าต้องการฟื้นศรัทธาอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากคน และเครือข่ายในฝ่ายบริหารเองก่อน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5791055/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UOO1XUK26ZpGloxJxKlHV

  • เปิดสถานการณ์ ‘หนี้นอกระบบ’ ยึดหลักประกัน ‘ไฮเทค’ กันเบี้ยวจ่าย | เดลินิวส์

    เปิดสถานการณ์ ‘หนี้นอกระบบ’ ยึดหลักประกัน ‘ไฮเทค’ กันเบี้ยวจ่าย | เดลินิวส์

    หลายคนจำต้องหันพึ่งเงินกู้นอกระบบ  แม้ต้องแลกกับ “ดอกเบี้ยโหด” และวงจรหนี้ที่ยากจะหลุดพ้น นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาปัจเจก แต่คือสัญญาณของวิกฤติเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

    “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามสถานการณ์รับมือปัญหานี้กับ พล.ต.ท.ไตรรงค์  ผิวพรรณ  รองจเรตำรวจแห่งชาติ  และโฆษก ตร. เมื่อสถานการณ์ขัดแย้งตะวันออกกลาง  เริ่มพ่นพิษเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะต้นทุน “ราคาน้ำมัน” ทำสินค้าทยอยปรับแพงขึ้น กระทบค่าครองชีพ  ผลักบางครอบครัวถึง “ทางตัน” หันหน้าพึ่งพาหนี้นอกระบบ เพื่อเอาตัวรอด

    จากข้อมูล ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ (ศปน.ตร.) ไตรมาสแรก (1 ต.ค.-31 ธ.ค. 68) มี 1,899 เรื่อง เป็นเงิน กว่า 40 ล้านบาท  และ ไตรมาส 2 (1 ม.ค.-31 มี.ค. 69)  มี 2,750 เรื่อง  มูลหนี้ กว่า 48 ล้านบาท

    หากเทียบกันตั้งแต่ปลายปี 68 จนถึงต้นปี 69 จะพบว่ามีคดีเกี่ยวกับหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น 851 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 44.81  โดยมีมูลหนี้เพิ่มขึ้นกว่า 8 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.88 ชัดเจนว่า คดีมีแนวโน้มสูงขึ้น

    สำหรับรูปแบบการปล่อยกู้  ปัจจุบันมีการผสมผสานระหว่างอดีตที่มีการติดโฆษณาในจุดสาธารณะ  แต่มีการโฆษณาในแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น  อีกรูปแบบคือรับจำนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  ทั้งโทรศัพท์มือถือ iCloud  เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการชำระหนี้  ซึ่งรูปแบบนี้หากพบว่าไม่ชำระจะมีการ “ล็อกรหัส” โทรศัพท์ และ iCloud เพื่อไม่ให้เจ้าของโทรศัพท์เข้าใช้งานได้

    สำหรับตัวเลขผู้ติดหนี้ในออนไลน์และหนี้นอกระบบแบบดั้งเดิม  ปัจจุบันยังไม่มีบันทึกตัวเลขที่ชัดเจน แต่คร่าว ๆ ปี 69 มีสถิติจับกุมเงินกู้นอกระบบแบบเดิม 4,527 ราย และสถิติจับกุมแบบออนไลน์ 142 ราย

    เหยื่อหนี้นอกระบบ แบ่งได้ 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้รับจ้างอิสระ (ฟรีแลนซ์) เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนเป็นหนี้นอกระบบ “เพิ่ม” สูงขึ้น กลุ่มผู้ค้ารายย่อย  จากผลสำรวจพบร้อยละ 70  ของหนี้ครัวเรือนที่กู้นอกระบบจะนำเงินไปใช้กับธุรกิจ และ กลุ่มพนักงานของรัฐและข้าราชการ กลุ่มนี้มีหนี้สะสมสูงที่สุด  

    แม้มีสัดส่วนเป็นผู้กู้ “ต่ำกว่า” อาชีพอิสระ แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจคือมูลหนี้เฉลี่ยสูงถึง 118,000-158,000 บาทต่อราย และกลุ่มนี้มักกู้นอกระบบ เพื่อมาปิดในระบบที่ค้างชำระไว้

    พล.ต.ท.ไตรรงค์ ชี้ถึงพฤติกรรมการทวงหนี้ทั้งในออนไลน์และทั่วไป จากดั้งเดิมที่มักข่มขู่ทำร้ายร่างกายจะเห็นว่าลดลง เปลี่ยนเป็นการคุกคามทางไซเบอร์ เช่น การประจานในกลุ่มโซเชียล โดยใช้ภาพบัตรประชาชน ทำให้ผู้กู้อับอาย หรือ “แท็ก” ไปหาคนรอบข้างของลูกหนี้เพื่อกดดัน

    พร้อมเผยจากประสบการณ์ตำรวจ พบสาเหตุที่ประชาชนยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ แม้เสี่ยงถูกทวงหนี้ไม่เป็นธรรม เกิดจากกำแพง 3 ด้าน คือ 1.กำแพงการเข้าถึงของระบบธนาคารที่พิจารณาอย่างเข้มงวด  2.กำแพงการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น กู้ง่าย ได้จริง ไม่ต้องค้ำ ทำให้หลงเชื่อง่าย  และกับดักเทคโนโลยีที่ประชาชนบางกลุ่มกด “อนุญาต” ให้แอปพลิเคชันเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลในมือถือ และนำมาทวงหนี้ได้ในอนาคต และ 3.กำแพงทางสังคมและเศรษฐกิจ คือหนี้พอกพูนจากการกู้เจ้าหนึ่งมาให้อีกเจ้า  เป็นวงจรกู้ไม่จบ  และกลุ่มรายได้ไม่พอรายจ่ายจากภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง

    ทั้งนี้ ยอมรับอุปสรรคในการดำเนินการกับเจ้าหนี้นอกระบบซับซ้อนกว่าอดีต เพราะไม่ใช่เพียง “อิทธิพลท้องถิ่น” แต่มีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง แบ่งได้ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1.ความซับซ้อนของโครงข่ายไซเบอร์ที่ทำให้การระบุตัวตนของเจ้าหนี้แอปเงินกู้ที่ทำได้ยากขึ้น 2.พยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การปกปิดดอกเบี้ยในสัญญาเงินกู้ 3.ความไม่ร่วมมือของเหยื่อ อย่างการถูกข่มขู่ให้เกิดความกลัว และการไปยอมความนอกรอบ

    4.ข้อจำกัดทางกฎหมายและการพิสูจน์ความผิด เช่น เจ้าหนี้บางรายใช้การเลี่ยงบาลีในสัญญา “ดอกเบี้ย เปลี่ยนเป็น ค่าธรรมเนียม” เพื่อตบตา 5.อุปสรรคเชิงพื้นที่และอิทธิพล หนี้นอกระบบแบบดั้งเดิมยังคงมีปัญหาผู้มีอิทธิพลในลักษณะการพึ่งพาอาศัยกัน

    “การกวาดล้างที่ยังไม่หมด  เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ  เมื่อคนขาดรายได้และหาเงินมาใช้ดำรงชีพไม่ได้ก็จำเป็นต้องเข้าสู่วงจรกู้หนี้นอกระบบเหมือนกับ “ไฮดรา” ที่ต่อให้ตัดหัวหนึ่งออกไปก็งอกกลับมาใหม่เสมอ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของอาชญากรรม แต่คือเรื่องของปากท้องและช่องว่างทางกฎหมายที่สอดประสานกัน”

    อย่างไรก็ตาม ฝากถึงผู้ที่กำลังถูกข่มขู่และเอาเปรียบให้ “ตั้งสติ อย่าไปกลัว” เพราะมีข้อกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกว่ากำหนด หรือใช้วิธีบังคับให้ชำระหนี้ ต้องมีสติ-เก็บหลักฐาน หากถูกข่มขู่ให้ติดต่อสายด่วน 1599 หรือ 191 แต่ถ้ากู้แล้วไม่ได้เงินและถูกหลอกให้แจ้งสายด่วน 1441

    ทั้งนี้ ฝากประชาชนที่คิดกู้หนี้นอกระบบ แม้จำเป็นต้องใช้เงินว่า หนี้นอกระบบไม่ใช่ทางออกแต่คือทางตัน ที่จะพรากทั้งเงิน ชื่อเสียง และความสงบ หากเดือดร้อนจริงแนะให้หาทางแก้ไขในระบบ เพราะหากตกเป็นทาสของเงินกู้นอกระบบ จะสร้างพฤติกรรมใช้จ่ายที่อาจเข้าสู่วัฏจักรที่เรียกว่า “วงจรกู้ไม่รู้จบ”

    “ปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้มักใช้ข้อมูลส่วนบุคคลมาเป็นหลักในการค้ำประกัน ฉะนั้นขอให้สำรวจทางเลือกอื่นก่อนเสมอ”

    หนี้นอกระบบอาจไม่ใช่เรื่อง “คนเลือกผิด” แต่คือสถานการณ์ที่บีบให้คนจำนวนมาก “ไม่มีทางเลือก” เมื่อรายได้ไม่พอเลี้ยงชีวิต การเข้าถึงเงินในระบบกลับเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่เอื้อมไม่ถึง  กลายเป็นช่องว่างให้หนี้นอกระบบเติบโต ฝังรากลึกเงียบๆ ในสังคม

    หากยังไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุ ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ รายได้ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน วงจรนี้ก็จะยังคงหมุนได้ต่อ เหยื่อรายใหม่จะยังคงเพิ่มขึ้น และทางเลือกสุดท้ายก็อาจกลายเป็น “ทางตัน” ที่ไม่มีวันหาทางออกได้.

    ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5785115/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X66-1gJLi2DWLnyT1Zgni

  • ยกเครื่องทั้งระบบ! ‘กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’ ชงรื้อ ‘โครงสร้างภาษี’

    ยกเครื่องทั้งระบบ! ‘กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’ ชงรื้อ ‘โครงสร้างภาษี’

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่มี กัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้วเสร็จ และได้นำเสนอการพิจารณาศึกษาให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย. นี้ ก่อนจะแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการตามสมควร เพื่อประโยชน์ชาติและประชาชนสืบไป

    สำหรับบทสรุปของรายงานศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญตอนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลมีปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาษีอากรถูกนำมาใช้เพื่อสนองต่อนโยบายการเมืองหลายวัตถุประสงค์ ทำให้รายได้ของรัฐไม่พอกับรายจ่าย

    อีกทั้ง 10 ปีที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณมีต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4% ของจีดีพี ซึ่งเกินกว่าสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี แนะในปี 2570-2572 มีแนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนเสี่ยงเข้าใกล้หรือทะลุเพดานหนี้ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นควรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

    กมธ. มีข้อเสนอต่อแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย อาทิ

    1. ข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และพัฒนาการเก็บภาษีที่โปร่งใส เป็นธรรม ยกระดับให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการบริหารอย่างอิสระ ลดอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง
    2. จัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ อาทิ ให้ขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ทุกคน เชื่อมกับฐานข้อมูลระบบสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังพลภาครัฐ และระบบประกันสังคม เพื่อกำหนดนโยบายภาษีอากรของประเทศระยะยาว นโยบายสาธารณะ ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มการหักลดหย่อนบุตรโดยการเกิด เป็นคนละ 5 แสนบาท ให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อสิทธิลดหย่อนภาษี ได้แก่ กองทุนการออมสำหรับบุตรหลานสัญชาติไทย และกองทุนการออมสำหรับบิดามารดา เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุน

    ทั้งนี้ ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 2% ของรายได้จากยอดขาย เพื่อส่งสรรพากร ปรับเพิ่มภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลที่ได้รายรับจากเงินปันผล เกิน 10 ล้านบาท โดยให้นำมาคำนวณรายได้ โดยคิดอัตราภาษีก้าวหน้าแบบขั้นบันได ยกเว้นภาษีสตาร์ทอัพ (Startup) 3 ปีแรก จัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าหรือให้บริการคนไทยหรือผู้ประกอบการไทย 20% เช่น TikTok, eBay, Alibaba ที่มีรายได้เกิดในประเทศไทย ไม่ว่ามีสถานประกอบการในไทยหรือไม่ และจัดเก็บ global minimum tax ขั้นต่ำ 15% ภายในปี 2570

    1. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค อาทิ ปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทย จัดเก็บ VAT กิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบ โดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ-ขายทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์ม และ paper gold เป็นต้น
    2. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน อาทิ ปรับปรุงกฎหมายที่ดิน ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเก็บภาษีสูงขึ้น เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร ทั้งที่เป็นการค้าหรือไม่ใช่การค้า เช่น ป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ ทบทวนปรับเพดานภาษีรับมรดก ให้เสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ไม่ใช่วันรับมรดก และสนับสนุนให้ออกร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์ เพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ลดการนำทรัพย์สินออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ
    3. ข้อเสนอภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น เช่น ศึกษาภาษี Home Town Tax จ่ายภาษีบริจาคให้เงินท้องถิ่นที่ตนต้องการ ให้บทบาท อปท. หารายได้ภาษีด้วยตนเอง มีคณะกรรมการวินัยการคลังท้องถิ่น เป็นองค์กรวิชาการให้คำแนะนำด้านการเงินการคลังกับท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senate-committee-proposes-tax-overhaul-to-tackle-rising-public-debt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AtOEcjKcXfSsJJdH-cKOk

  • ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    วันที่ 19 เมษายน 2569 นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า จากกระแสที่หลายฝ่ายกล่าวถึงอำเภอสุไหงโก-ลกว่าเป็นพื้นที่ชายแดนที่กำลังเผชิญปัญหาสินค้าผิดกฎหมาย ทั้งของเถื่อน ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และศักดิ์ศรีของพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ทั้งที่สุไหงโก-ลกเคยเป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนที่รุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และเป็นประตูสำคัญของภาคใต้ที่เต็มไปด้วยโอกาส ผู้คนจากหลายพื้นที่เดินทางเข้ามาค้าขาย สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างคึกคัก

    ทั้งนี้หากยังปล่อยให้ปัญหาสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดขยายตัวต่อไป ภาพลักษณ์ของเมืองจะยิ่งถูกบั่นทอน ความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และผู้มาเยือนก็จะยิ่งลดลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และอนาคตของลูกหลานในระยะยาว

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ในฐานะคนสุไหงโก-ลก ตนรู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง และขอฝากไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายปกครอง อำเภอ รวมถึงทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ กวดขัน และดำเนินการอย่างจริงจัง อย่าให้ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติ

    “ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนก็กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาอยู่แล้ว หากยังปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป จะยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อน และลดโอกาสในการพัฒนาพื้นที่ให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

    ผมขอเรียกร้องให้หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วย บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูสุไหงโก-ลกให้กลับมาเป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเชื่อถืออีกครั้ง เพราะบ้านของเรา เราทุกคนต้องช่วยกันดูแล และผมเชื่อว่า หากเราจริงจังมากพอ สุไหงโก-ลกจะกลับมายืนอย่างสง่างามได้อีกครั้ง”นายสัมพันธ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/656936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hqjH98u5ad5AKsO8qZEmD