Category: เศรษฐกิจ

  • น้ำมันดิบ 02/05/69 แนวโน้มราคาก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    น้ำมันดิบ 02/05/69 แนวโน้มราคาก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15FrK4I18ki4U4FK0CBKZR

  • เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวมอาหารเด็ด ของดีจากท้องถิ่น

    เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวมอาหารเด็ด ของดีจากท้องถิ่น

    เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวบรวมของดีรสชาติเด็ดแห่ง 3 จังหวัดภาคตะวันออก ถ่ายทอดวัตถุดิบอาหารจากท้องถิ่น สู่รันเวย์แฟชั่นสุดทันสมัย เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลิ้มลอง ต่อยอดธุรกิจ สร้างรายได้

    กลับมาอีกครั้งสำหรับ “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 โดยการรวมตัวของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (EEC) ประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ภายใต้การจัดงานโดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569 ณ ถนนเลียบชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี 

    การจัดงานครั้งนี้ นำเสนอแนวคิดสุดพิเศษ ภายใต้ธีม “From Local Cuisine to Modern Culinary Fashion” หรือ “จากอาหารท้องถิ่น สู่อาหารแฟชั่นสุดทันสมัย” สะท้อนการนำ “ของดีท้องถิ่น” จาก 3 จังหวัด EEC มาต่อยอดสู่ประสบการณ์สร้างสรรค์ที่ผสานอาหาร ศิลปะ แฟชั่น และความบันเทิง เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาทั้ง “คอนเทนต์” และ “ความอร่อย” ไปพร้อมกัน

    โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อ 1 พฤษภาคม 2569 โดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการรวบรวม “รสชาติแห่งภาคตะวันออก” มาไว้ในที่เดียวอย่างครบถ้วน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองอาหารหลากหลายเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ พร้อมสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุข ความคึกคัก และเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีสำคัญให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ผลิตสินค้า OTOP และผู้ประกอบการท้องถิ่น ได้แสดงศักยภาพ สร้างรายได้ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต 

    ไฮไลท์สำคัญในพิธีเปิดคือ กระทะยักษ์สุดอลังการ ที่รวบรวมวัตถุดิบขึ้นชื่อจาก 3 จังหวัด EEC  เป็นสัญลักษณ์แห่งการผนึกกำลังของชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ให้ผู้ร่วมงานได้ชิมรสชาติแห่งความเป็น “ภาคตะวันออก” ผ่านเมนูข้าวผัด EEC ควบคู่ไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์แห่งรสชาติ ผ่านการแสดงบนเวทีที่ผสานดนตรี การเคลื่อนไหว และเรื่องราวของอาหารท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ 

    ภายในงานรวบรวมร้านอาหารและสินค้าท้องถิ่นกว่า 120 ร้านค้าจาก 3 จังหวัด คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมบรรยากาศริมทะเลสุด Chill ในรูปแบบ Night Festival ที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา มางานเดียว ชิมครบ กลับบ้านพร้อมของฝากจาก 3 จังหวัด

    ชลบุรี — อาหารทะเลและตำนานรสชาติแห่งอ่าวไทย 

    นำโดย ร้านสมชายไข่หมึก ร้านดังขึ้นชื่อเรื่อง ไข่หมึกทอด กรอบนอก นุ่มใน กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอตั้งแต่ได้กลิ่น ชุมชนตะเคียนเตี้ย ส่งมอบ แกงไก่กะลา อาหารพื้นบ้านสูตรดั้งเดิมที่หาชิมได้ยากยิ่ง สะท้อนภูมิปัญญาของชุมชนที่สืบทอดมานานกว่าร้อยปี และ ทะเลถังบางแสน ที่มาพร้อมเมนูหลากหลาย ทั้ง ทะเลถัง มาม่าไข่กุ้ง และ คอร์นชีส เมนูโปรดที่กินแล้วอยากกินอีก

    ระยอง — รสเด็ดจากเมืองผลไม้

    ระยองมาพร้อมความหลากหลายที่ถูกใจทั้งคนรักความเผ็ดและคนรักความหอม เตี๋ยวต้มยำ โต้ตอมตั้น ขวัญใจนักชิมมาพร้อม เตี๋ยวต้มยำ สูตรต้นตำรับและ น้ำซอสเตี๋ยวต้มยำ ขวดพิเศษที่ซื้อกลับบ้านเป็นของฝากได้เลย โชคหมูอบโอ่ง นำเสนอ หางหมูอบโอ่ง และ สามชั้นอบโอ่ง กรอบนอกนุ่มในด้วยภูมิปัญญาการอบด้วยโอ่งดินที่สืบทอดมายาวนาน และปิดท้ายด้วยความสดชื่นจาก COCO LOVE กับเมนูเด็ด น้ำมะพร้าวปั่นใส่เม็ดสาคูต้นแท้ รสชาติหวานมันหอมกลิ่นมะพร้าวสดจากต้นเองโดยแท้

    ฉะเชิงเทรา — ของดีเมืองแปดริ้ว

    ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ริมสองฝั่งแม่น้ำบางปะกง ส่งตรงความสดใหม่มาให้ชิมกันถึงในงาน นำโดย บ้านสวนเมล่อน บ้านโพธิ์ ที่มาพร้อม Garno Sparkling Wine เครื่องดื่มผลไม้อัดลมสูตรพิเศษที่กลิ่นหอมละมุนเป็นเอกลักษณ์ ฟาร์มสุขสำราญ นำ มะม่วงสดและน้ำมะม่วงปั่น จากสวนโดยตรง หวานฉ่ำถึงใจฉบับชาวสวนแท้ๆ และ mAke On Farm ที่การันตีความสดด้วย กุ้งก้ามกราม ตัวโตสดจากฟาร์ม เนื้อแน่น รสหวานธรรมชาติ

    และไฮไลท์สุดพิเศษ คือ การประกวด EEC Food Runway Contest ครั้งแรกในประวัติศาสตร์เทศกาลสีสันตะวันออก ที่นำ “อาหาร” ขึ้นชื่อของแต่ละพื้นที่มาตีความใหม่เป็น “ชุดแฟชั่นที่สวมใส่ได้จริง” บนรันเวย์สายยาวริมทะเล ผู้เข้าแข่งขันจะต้องออกแบบและสร้างสรรค์ชุดที่สื่อถึงอาหาร หรือวัตถุดิบท้องถิ่นจากกลุ่มจังหวัด EEC โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านแฟชั่นและอาหารร่วมตัดสิน ซึ่งจัดประกวดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม บนเวทีกลาง ริมชายหาดพัทยากลาง 

    นอกจากนี้ ยังจะได้เต็มอิ่มกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ท่ามกลางสายลมทะเลและแสงไฟริมหาด ได้แก่ YOURMOOD (1 พ.ค. — คืนพิธีเปิด), HERS (2 พ.ค.), ก้านตอง ทุ่งเงิน (3 พ.ค.) และ ปลานิลเต็มบ้าน (4 พ.ค.) และอีกหนึ่งในไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด คือโซนกิจกรรมสาธิตงานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ผู้เข้าร่วมจะได้ลงมือทำด้วยตัวเองและนำผลงานกลับบ้านได้เลย 

    ได้แก่ การทำ ขนมควยลิง ขนมพื้นบ้านโบราณที่หาชิมได้ยากในยุคนี้ การทำ แจงลอน งานจักสานอันละเอียดอ่อนที่สะท้อนฝีมือช่างพื้นบ้านภาคตะวันออก การประดิษฐ์พวงมโหตรการบูร เครื่องหอมพื้นถิ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว รวมถึงการ เพนต์ที่วางสบู่กะลา งานศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติที่นำกลับไปตั้งโชว์ได้ทันที

    ตลอดงานยังมีการแสดงมายากล เดอะแจ็คคอมเมดี้ ที่นำเสนอโชว์สนุกสนานเฮฮาเอาใจทุกเพศทุกวัย พร้อมด้วย ดนตรีขับกล่อมตลอดงาน สร้างบรรยากาศอบอุ่นและมีชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าจนค่ำ แคมเปญสะสมคูปองลุ้นรับของรางวัล, กิจกรรมสำหรับครอบครัวและเด็กๆ รวมถึงจุดถ่ายรูปธีม Food Runway สุดเก๋ เอาใจสายคอนเทนต์โดยเฉพาะ 

    และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายในงานมีการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก โดยใช้ภาชนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดจุดคัดแยกขยะอย่างชัดเจน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถต่อยอดธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ “ไทยมีดี.com” พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะบนแพลตฟอร์ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2930282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HthlaoGMkB-pQbGodfc5w

  • ดาวโจนส์ 02/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    ดาวโจนส์ 02/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02E40NL_-sUySN3f_yqFz0

  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หากวิกฤตฮอร์มุซยืดเยื้อ : อินโฟเควสท์

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หากวิกฤตฮอร์มุซยืดเยื้อ : อินโฟเควสท์

    บาร์เคลย์ส (Barclays) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิม 85 ดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าเป็นผลจากภาวะชะงักงันในช่องแคบฮอร์มุซ

    ธนาคารยังระบุด้วยว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าสำหรับปี 2569 อยู่ที่ราว 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่ากรณีที่สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนเม.ย. พร้อมเตือนว่า หากความตึงเครียดยังคงยืดเยื้อจนถึงสิ้นเดือนพ.ค. ราคาอาจขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    บาร์เคลย์สระบุว่า แม้การหยุดยิงยังคงอยู่ แต่สถานการณ์ยังเปราะบาง โดยถ้อยแถลงของแต่ละฝ่ายยังคงรุนแรง ขณะที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในระดับต่ำมาก

    ขณะเดียวกัน ข้อเสนอของอิหร่านในการเจรจากับสหรัฐฯ ได้กดดันราคาน้ำมันในระยะสั้นในวันศุกร์ (1 พ.ค.) อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในรอบสัปดาห์ เนื่องจากอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ และกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงขัดขวางการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน

    ธนาคารประเมินว่า การลดลงของสต๊อกน้ำมันโลกที่เร่งตัวขึ้นได้ชดเชยการเพิ่มขึ้นของสต๊อกในสหรัฐฯ เมื่อปีก่อนไปเกือบทั้งหมดแล้ว และปัจจุบันตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดดุลราว 6.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมีแนวโน้มจะขาดดุลมากขึ้น หากภาวะช็อกด้านอุปทานยังคงยืดเยื้อ

    บาร์เคลย์สเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนและแรงกดดันมากขึ้น พร้อมย้ำว่าระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไม่ควรถูกมองว่าเป็นระดับสมดุลใหม่ของอุปสงค์และอุปทาน

    นอกจากนี้ ธนาคารระบุว่า การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มีแผนถอนตัวจากกลุ่มโอเปก (OPEC) อาจช่วยลดความไม่สมดุลระหว่างการเพิ่มขึ้นของอุปทานนอกกลุ่มโอเปกกับความต้องการน้ำมันในระยะกลางได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอ และจะส่งผลให้กำลังการผลิตสำรองลดลง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cATUS1uMLYV7qNssliIGZ

  • เร่งมอเตอร์เวย์ M6 – M82 หนุนตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 

    เร่งมอเตอร์เวย์ M6 – M82 หนุนตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 


    ‘พิพัฒน์’  มอบ 4 นโยบายกรมทางหลวง ชูวิสัยทัศน์ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” จี้โครงการมอเตอร์เวย์ให้เร็วขึ้น พร้อมยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด

     นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคมเปิดเผยหลังเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กรมทางหลวง (ทล.)ว่า กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานหลักสำคัญในการวางรากฐานสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภารกิจของกรมทางหลวงจึงไม่เพียงการสร้างถนน แต่คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างความสะดวก และลดภาระต้นทุนให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้มอบนโยบายสำคัญ 4 ประเด็น เพื่อเร่งรัดการดำเนินงาน ดังนี้

    1.เร่งรัดการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) โดยให้เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างงานโยธา ทั้งมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) และ M82 (สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว) เพื่อเปิดทดลองให้ประชาชนได้ใช้งานโดยเร็ว พร้อมเร่งรัดการประมูลคัดเลือกเอกชน (PPP) ที่ได้รับอนุมัติแล้ว เช่น งานระบบมอเตอร์เวย์ M82, โครงการ M5 (ส่วนต่อขยายรังสิต-บางปะอิน), M9 (วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก) และโครงการที่พักริมทาง ของมอเตอร์เวย์ M6 และ M81 นอกจากนี้ ให้เร่งเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติมอเตอร์เวย์สายใต้เส้นแรก M8 (ช่วงนครปฐม–ปากท่อ) และให้เพิ่มทางเลือกของแหล่งเงินทุนผ่านการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 

    2. ยกระดับโครงข่ายทางหลวงให้ปลอดภัยและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น โครงข่ายถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ แก้ปัญหาการจราจร, การศึกษาพัฒนา ทล.4 และ ทล.41 ให้เป็นมอเตอร์เวย์ และทางแนวใหม่เชื่อม สตูล-สงขลา-ปัตตานี รวมถึงเร่งรัดโครงข่าย MR-MAP (MR1 ช่วงนครปฐม-นครสวรรค์) โดยบูรณาการร่วมกับการพัฒนาระบบรางและคลองระบายน้ำฝั่งตะวันตก เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง 

    3. มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดระหว่างก่อสร้างโดยต้องจัดระเบียบพื้นที่ก่อสร้างอย่างเคร่งครัด ไฟส่องสว่าง ป้ายเตือนต้องชัดเจน การเร่งรัดงานก่อสร้างต้องดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมกับความปลอดภัยในทุกมิติ โดยเฉพาะโครงการที่มีความซับซ้อน ที่สำคัญต้องวางแผนจัดการจราจรในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการส่วนต่อขยายทางยกระดับบรมราชชนนี (ทล.338) ที่มีแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 นี้  พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาการจราจร เช่น ใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจจับอุบัติเหตุ , การเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง (m-flow) , ควบคุมไฟจราจร , ทางข้ามถนน และตรวจจับความเร็วบนทางหลวงเป็นต้น

     4. นโยบายประหยัดพลังงาน โดยระยะเร่งด่วนให้บริหารจัดการไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงสายรอง นอกพื้นที่ชุมชน ในช่วงเวลาที่มีรถสัญจรน้อย (22.00 น. – 06.00 น. ) โดยยึดมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก และในระยะยาวให้ทำ Roadmap เปลี่ยนโคมไฟถนนเป็นระบบ LED อย่างเป็นระบบเพื่อความยั่งยืน 

    ทั้งนี้ ภายหลังจากมอบนโยบายให้แก่กรมทางหลวงแล้วนั้น ตนได้ลงตรวจเยี่ยมศูนย์ราชการสะดวก Government Easy Contact Center (GECC) ของกรมทางหลวง ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการ ให้สามารถเข้าถึงบริการของกรมทางหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการรับบริการ รวมทั้งยกระดับการให้บริการประชาชนของกรมทางหลวงอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมทางหลวงพร้อมขับเคลื่อนภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันกำลังเร่งผลักดันแผนแม่บท MR-MAP, การพัฒนาทางแนวใหม่เชื่อมโยงสตูล-สงขลา, โครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก ตลอดจนการแก้ปัญหาจราจรในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ 

    ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการพื้นที่ก่อสร้าง กรมทางหลวงได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยในเขตก่อสร้าง โดยเน้นการจัดการจราจร การติดตั้งไฟส่องสว่างที่เพียงพอ และความพร้อมของเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้ทาง

    นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังขับเคลื่อนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด Green Highway อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้โคมไฟถนนระบบ LED ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ภายในปี พ.ศ. 2583 พร้อมทั้งได้ประกาศเจตนารมณ์ผ่าน “ปฏิญญากรมทางหลวง” มุ่งสู่การเป็นทางหลวงคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี ค.ศ. 2040 เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนอย่างสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zf4ecOxOnpvhL_0563Dx4

  • โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”  พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    วันนี้ (2 พ.ค.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับ วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สร้างความผันผวน ทำให้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค New Normal ที่ซับซ้อน การจะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเน้นการเดินออกจากกรอบความคิดเดิม เพราะหากแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิม ๆ ย่อมจะได้ผลลัพธ์แบบเดิม ที่ไม่สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้ ผู้นำยุคใหม่จึงต้องกล้าก้าวข้ามการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) และบูรณาการความร่วมมือ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความผันผวน ไทยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ โดยเฉพาะประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งยกระดับภาคการเกษตร ต้องช่วยเรื่องการปรับตัวของผู้ประกอบการ SME เพื่อนำไปสู่การกระจายรายได้ ที่เป็นธรรมมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคมสูงวัย ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และการบริการ พัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจดูแลผู้สูงวัย (Care Economy) เพื่อรองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศได้อีกด้วย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”  พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”  พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    สำหรับการจะขับเคลื่อนองค์กรและประเทศให้ก้าวข้าม Comfort Zone ได้สำเร็จ ผู้นำควรยึดหลักการทำงานแบบ TAM Model ที่ไม่ว่าจะเป็น การคิดเชิงระบบมองภาพใหญ่บนฐานข้อมูลที่ชัดเจน (Think Big) การเริ่มต้นลงมือทำจากจุดเล็ก ๆ เพื่อสร้างโครงการนำร่อง (Act Small) และการปรับตัวให้รวดเร็ว ถูกจังหวะสถานการณ์ (Move Fast/Right) การก้าวข้ามกรอบเดิมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศสามารถอยู่รอด และเติบโตได้ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    อ่านข่าว:

    ปิดฉาก 8 ปี “พาวเวลล์” คุมเฟดย้ำ “ความซื่อสัตย์” ประเมินค่ามิได้

    “ศุภจี” เตรียมบินสหรัฐฯ 3-6 พ.ค.นี้ หารือ USTR ถกไต่สวน มาตรา 301

    IMFปรับเศรษฐกิจโลกโต3.1% หวังสงครามอิหร่านรุนแรงจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505412&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GpXcEqXzbjuAsAxDlPJnT

  • สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้ | TOPNEWS

    สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้ | TOPNEWS

    สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้

    • เผยแพร่ : 02/05/2026 18:28

    ปก web เชิดชูคนเบื้องหลัง

    ปก web ปั้นเด็กนอกระบบสู่สากล

    เชียงใหม่-สยามทีวีทุ่มแคมเปญ “ลดประชดร้อน” ลดสูงสุด 70% ผนึก 4 มหกรรมสินค้า ปลุกกำลังซื้อหน้าร้อนภาคเหนือ

    สุโขทัยคึกคัก! รมช.เกษตรฯ ตรวจประตูน้ำหาดสะพานจันทร์ หนุนกล้วยตาก-เกษตรอัจฉริยะ

    ระทึกลำพูน! ไฟไหม้โรงคัดแยกของเก่า ควันดำคลุ้งทั่วฟ้า ระดมรถน้ำสกัดวุ่น

    กอ.รมน.กำแพงเพชร เปิดตัวแอปฯ “พร้อมช่วย” ดูแลทหารใหม่ ผลัด 1/69

    ศุลกากรแม่สะเรียงสกัดจับ! ยึดเบนซิน 1,800 ลิตร จ่อลักลอบส่งออกสาละวิน

    สายบุญเนืองแน่น! “หลวงตาม้า” นำศิษย์สวดคาถามหาจักรพรรดิ รับวันแรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jtsVuiav2TabOS5edILbi

  • โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน

    โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน

    โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน

    โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน

    การประกาศถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกนํ้ามันหรือโอเปก (OPEC) และพันธมิตรโอเปกพลัส (OPEC+) ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินออกจากโต๊ะเจรจาของสมาชิกลำดับต้น ๆ เท่านั้น แต่กำลังเป็นแรงกระเพื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน ที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของระเบียบโลกเก่า และส่งแรงกระเพื่อมมาถึงโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    การถอนตัวของ UAE ถือเป็นสัญญาณชัดเจนของการสิ้นสุดยุคสมัยแห่งการผูกขาดการบริหารจัดการอุปทานนํ้ามันดิบ และเป็นการเริ่มต้นของยุค “อิสระแห่งพลังงาน” ที่ความมั่นคงของชาติถูกวางอยู่เหนือความร่วมมือในระดับพหุภาคี

    สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะมันซ้อนทับอยู่บนวิกฤตการณ์สงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดตายมาตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบเบรนท์พุ่งทะยานเหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว

    การตัดสินใจของ UAE ในครั้งนี้ จึงถูกมองว่า เป็นการเลือกจังหวะเวลาที่เปี่ยมไปด้วยนัยสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยอ้างเหตุผลด้าน “วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว” ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับแผนการลงทุนขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมพลังงานต้นนํ้าที่พวกเขาได้ทุ่มเงินมหาศาลลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    ความขัดแย้งภายในระหว่าง UAE และพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย ได้บ่มเพาะมานานจากปมปัญหาโควตาการผลิต ที่ UAE มองว่าไม่เป็นธรรมต่อศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง โดยปัจจุบัน UAE มีขีดความสามารถในการผลิตนํ้ามันดิบสูงถึง 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่กลับถูกจำกัดด้วยเพดานของโอเปคพลัสไว้เพียงประมาณ 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    การสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ท่ามกลางราคานํ้ามันที่พุ่งสูง จากภาวะสงครามกลายเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ UAE ตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเพื่อประกาศอิสรภาพในการกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง 

    ผลกระทบในระดับโลกคือ การสูญเสีย “กำลังการผลิตส่วนเกิน” (Spare Capacity) ของกลุ่มโอเปคไปทันทีเกือบ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเดิมทีเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

    การหายไปของเอกภาพภายในกลุ่มโอเปกครั้งนี้ จะทำให้ตลาดนํ้ามันโลกเข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบ ซึ่งในระยะสั้น ราคานํ้ามันจะมีความผันผวนรุนแรงขึ้น จากการเก็งกำไรและความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ 

    แต่ในระยะยาวเมื่อสถานการณ์ความตึงเครียดคลี่คลายลง อาจได้เห็นสงครามราคานํ้ามันรอบใหม่ จากการที่แต่ละประเทศพยายามเร่งผลิต เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดที่เสียไปให้กับสหรัฐอเมริกา และผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก

    สำหรับประเทศไทยพึ่งพานํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนหลัก สถานการณ์นี้ถือเป็นมรสุมเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องเตรียมรับมือ การพุ่งขึ้นของราคานํ้ามันดิบโลกสู่ระดับ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของธนาคารโลกในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงติดลบแล้วกว่า 62,364 ล้านบาท 

    ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกลายเป็นต้นทุนแฝงในราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าขนส่ง นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งจะไปซํ้าเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก

    ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องไม่เพียงแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการกู้เงินเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานต่อไปเท่านั้น แต่ต้องใช้โอกาสจากวิกฤตโอเปกแตกนี้ ในการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับผู้ผลิตนํ้ามันให้มีความหลากหลายมากขึ้น 

    การเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) กับประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค หรือแม้แต่การกระชับมิตรกับ UAE ในฐานะคู่ค้ารายใหม่ที่ต้องการระบายนํ้ามันดิบเข้าสู่ตลาดโดยไม่สนโควตา คือทางเลือกที่ต้องพิจารณา

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46  ฉบับที่ 4,197 วันที่ 3 -6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/658062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n2KsqsBFtR67OxMmlk2-Z

  • เช็กเลย! “ไทยช่วยไทย” คนละครึ่ง 2569 รับสิทธิ 4,000 บาท เริ่มลงทะเบียนพ.ค.นี้ | เดลินิวส์

    เช็กเลย! “ไทยช่วยไทย” คนละครึ่ง 2569 รับสิทธิ 4,000 บาท เริ่มลงทะเบียนพ.ค.นี้ | เดลินิวส์

    รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน โดยเน้นการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง รัฐสนับสนุนงบประมาณช่วยจ่ายถึง 60% ครอบคลุม วงเงินสูงสุด 4,000 บาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือนเต็ม เตรียมตัวให้พร้อม ลงทะเบียน พฤษภาคม 2569 นี้

    รายละเอียดสิทธิประโยชน์

    โครงการไทยช่วยไทยถูกออกแบบมาในรูปแบบการร่วมจ่าย (Co-pay) เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

    • วงเงินรวมตลอดโครงการ: 4,000 บาท ต่อคน

    • สัดส่วนการช่วยจ่าย: รัฐออกให้ 60% ประชาชนออกเอง 40%

    • ตัวอย่างการใช้งาน: หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และเราจ่ายจริงเพียง 40 บาทเท่านั้น

    ตารางกำหนดการและไทม์ไลน์

    เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โครงการจะแบ่งจ่ายวงเงินเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท

    วิธีการลงทะเบียนและช่องทางการใช้สิทธิ

    • ลงทะเบียน: เริ่มในเดือนพฤษภาคม 2569

    • เริ่มใช้สิทธิ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

     ช่องทางหลัก: ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    • ร้านค้าที่ร่วมรายการ: สามารถใช้ได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ

    เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้

    • ใช้จ่ายได้เฉพาะกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น

    • ห้ามถอนเป็นเงินสด หรือโอนสิทธิให้ผู้อื่นในทุกกรณี

    • ต้องใช้สิทธิให้หมดภายในเดือนที่ได้รับ (วงเงินรายเดือนไม่สะสมไปเดือนถัดไป)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5827161/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TzrcfUxsMtUEGXUZjpytl

  • ผู้ปกครองแห่ซื้อชุดนักเรียนรับเปิดเทอม ราคาเฉลี่ย 2,000-3,000 บาท/คน

    ผู้ปกครองแห่ซื้อชุดนักเรียนรับเปิดเทอม ราคาเฉลี่ย 2,000-3,000 บาท/คน

    (2 พ.ค. 69) บรรยากาศที่ตลาดสด ทม.มหาสารคาม เป็นไปอย่างคึกคัก หลังผู้ปกครองพาบุตรหลานออกมาเลือกซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน มาจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง ร้านจำหน่ายชุดนักเรียนหลายร้านมีลูกค้าแน่นขนัด

    ผู้ปกครองส่วนใหญ่ เน้นพาบุตรหลานมาวัดตัวที่ร้าน เพื่อให้ได้ขนาดที่พอดี โดยเฉพาะเด็กที่มีรูปร่างผอมหรืออ้วนเป็นพิเศษ หลายครอบครัวเลือกซื้อเพียง 1 ชุดก่อน และวางแผนกลับมาซื้อเพิ่ม เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย

    หากซื้อชุดนักเรียนแบบครบชุด ทั้งเสื้อผ้า , รองเท้า , กระเป๋าและอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 2,000 – 3,000 บาท ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังคงเดิม แม้ค่าครองชีพด้านอื่นจะสูงขึ้น ขณะที่รองเท้านักเรียนบางยี่ห้อ ปรับราคาขึ้นอยู่ที่ประมาณ 300 – 400 บาทต่อคู่

    ผู้ปกครองหลายราย เล่าว่า จำเป็นต้องวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เนื่องจากในช่วงเปิดภาคเรียน มีค่าใช้จ่ายหลายด้านเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเล่าเรียน , อุปกรณ์การศึกษา และค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน ส่งผลให้ต้องทยอยซื้อของเท่าที่จำเป็นก่อนในแต่ละครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NrYbi5h1e&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zLBlzlDhgW_gHxyiEXLDd