Category: เศรษฐกิจ

  • เจาะลึกโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทยหรือช่องโหว่การเมือง

    เจาะลึกโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทยหรือช่องโหว่การเมือง

    เจาะลึกโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทยหรือช่องโหว่การเมือง

    เจาะลึกโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทยหรือช่องโหว่การเมือง

    ฝ่ายค้านผนึกกำลังจับตาวาระเร่งด่วน

    พรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมได้ร่วมมือกันกำหนดให้โครงการแลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติที่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นที่สุด โดยมุ่งเน้นไปที่ความเหมาะสมของโครงการในสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่อาจไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่า และการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกแก่สาธารณชน เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    ความคุ้มค่าและวิกฤตสูญเสียโอกาส

    ความกังวลหลักของทุกภาคส่วนคือเรื่องความคุ้มค่าทางการเงินและการลงทุน โดยฝ่ายค้านตั้งคำถามว่าโครงการนี้จะสามารถดึงดูดสายการเดินเรือระดับโลกได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงยิ่งในภูมิภาค หากการประเมินผลตอบแทนทางการเงินผิดพลาดหรือโครงการไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้ งบประมาณมหาศาลที่ใช้ไปจะกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาว ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางแล้ว ยังอาจทำให้สถานะทางการคลังของประเทศเดินถอยหลังอย่างรุนแรง
     

    ปมทุจริตคอร์รัปชันและกลุ่มเก็งกำไร

    ประเด็นความโปร่งใสเป็นอีกหนึ่งจุดเสี่ยงที่ฝ่ายค้านและภาคประชาชนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงขบวนการ “ถอนทุน” หรือการทุจริตเชิงนโยบายที่อาจแฝงมากับการประมูลโครงการ นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับกลุ่มทุนหรือ “ไอ้โม่ง” ที่อาศัยข้อมูลภายในเข้าไปกว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของโครงการไว้ล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไร ซึ่งจะทำให้ค่าชดเชยที่ดินพุ่งสูงเกินจริงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่

    ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการจัดสรรผลประโยชน์

    การเชื่อมต่ออ่าวไทยและอันดามันย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน ภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) จึงเรียกร้องให้มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) อย่างจริงจังและโปร่งใส พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงกรอบการแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าดอกผลจากการลงทุนจะตกถึงมือประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง ไม่ใช่เพียงกลุ่มทุนข้ามชาติ
     

     ความเสี่ยงทางการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล

    ในมิติทางการเมืองครงการแลนด์บริดจ์เปรียบเสมือนดาบสองคมของรัฐบาล หากบริหารจัดการผิดพลาดหรือมีประเด็นความไม่โปร่งใสเพียงเล็กน้อย จะกลายเป็นช่องโหว่สำคัญให้ฝ่ายค้านใช้โจมตีผ่านกลไกสภาผู้แทนราษฎร การตรวจสอบที่เข้มข้นจาก 3 พรรคฝ่ายค้านที่มีอุดมการณ์ต่างกันแต่หันมาจับมือกันในเรื่องนี้โดยเฉพาะ อาจกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว

    บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

    แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะถูกนำเสนอในฐานะโอกาสใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยท่ามกลางความผันผวนของการเดินเรือโลก แต่ความเสี่ยงที่รายล้อมอยู่ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและรัดกุมสูงสุด ฝ่ายค้านไม่ได้คัดค้านในหลักการของการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เรียกร้องให้มีการทบทวน “วิธีการ” และเพิ่มมาตรการตรวจสอบความโปร่งใสในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันไม่ให้โครงการนี้กลายเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/741831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dddASNpHL5tmlYH0BAuKY

  • จัดกิจกรรม “ปั่นข้ามโขง นครพนม-คำม่วน” กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ | เดลินิวส์

    จัดกิจกรรม “ปั่นข้ามโขง นครพนม-คำม่วน” กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 3 จังหวัดนครพนม ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้เข้าร่วมประมาณ 500 คน ประกอบด้วยนักปั่นจากประเทศไทยกว่า 350 คน จากมากกว่า 8 จังหวัด และนักปั่นจากแขวงคำม่วน สปป.ลาว อีกประมาณ 150 คน  สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม  ชมรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ จังหวัดนครพนม  และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จัดกิจกรรม “ปั่นข้ามโขง นครพนม–คำม่วน” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 

    เส้นทางใน สปป.ลาว นักปั่นได้เดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ กำแพงยักษ์ ถ้ำช้าง และเมืองเก่าท่าแขก พร้อมแวะสักการะ พระธาตุสีโคดตะบอง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่น้องชาวลาว สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองฝั่งโขง

    ว่าที่ พ.ต.อดิศักดิ์ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมกำชับให้นักปั่นไทยทุกคนปฏิบัติตนเป็น “ทูตของประเทศไทย” เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความประทับใจแก่พี่น้องชาวลาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5830352/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BQ6KBJ-VqenzkgwfYt7gD

  • หอการค้าภาคใต้จี้รัฐเร่งเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” อัดฉีดเศรษฐกิจ แก้วิกฤตท่องเที่ยวซบหนัก

    หอการค้าภาคใต้จี้รัฐเร่งเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” อัดฉีดเศรษฐกิจ แก้วิกฤตท่องเที่ยวซบหนัก

    หอการค้าภาคใต้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ไทยช่วยไทย” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน-ฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว หลังพบนักท่องเที่ยวลดลงในช่วงนี้

    วันนี้ (3 พ.ค.2569) นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวว่า แนวคิดของโครงการดังกล่าวซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง วงเงินรวม 4,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน ใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท โดยรัฐช่วยออก 90% และประชาชนจ่าย 10% ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้ดี และมีประสิทธิภาพมากกว่ารูปแบบเดิมที่รัฐและประชาชนจ่ายคนละครึ่ง

    แม้ประชาชนจะต้องเติมเงินเพื่อใช้สิทธิ์ในแอปฯ แต่ก็ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้ โครงการลักษณะนี้แม้เป็นมาตรการระยะสั้น แต่สามารถสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้จริง อย่างไรก็ตาม ควรเพิ่มจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้สะดวกใกล้บ้าน ลดภาระค่าเดินทาง

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวควบคู่กัน เนื่องจากปัจจุบันทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติปรับตัวลดลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและภาคเกษตรเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ทั้งสองภาคส่วนยังไม่ฟื้นตัว จึงเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถบริหารภาระหนี้สินได้ดีขึ้น และช่วยประคองเศรษฐกิจโดยรวมให้กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/462216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VX1yfzkX4NzNCHjwWrJO5

  • สวนดุสิตโพลชี้ ดัชนีการเมืองไทยดิ่งเหว พิษเศรษฐกิจ-ตะวันออกกลางฉุดรั้ง

    สวนดุสิตโพลชี้ ดัชนีการเมืองไทยดิ่งเหว พิษเศรษฐกิจ-ตะวันออกกลางฉุดรั้ง

    ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวลดลงในทุกตัวชี้วัด สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของรัฐบาลลดลง ในขณะที่ผลงานของพรรคฝ่ายค้านกลับได้รับคะแนนประเมินสูงสุด

    มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยสวนดุสิตโพล ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศผ่านทางออนไลน์และภาคสนาม จำนวน 2,214 คน ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 ในหัวข้อ ‘ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569’ พบว่า คะแนนภาพรวมของดัชนีการเมืองไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.79 คะแนน ซึ่งลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่เคยได้ 3.89 คะแนน

    เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า ตัวชี้วัดที่ได้รับคะแนนประเมินสูงสุดคือผลงานของฝ่ายค้าน ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ย 4.31 คะแนน ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ที่ได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 3.22 คะแนน

    บทบาทนักการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ‘อนุทิน’ รั้งที่ 1 ขณะ ‘อภิสิทธิ์’ ขึ้นแซง ‘รักชนก-ณัฐพงษ์’

    ในส่วนของการประเมินบทบาทของนักการเมือง พบว่า นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีความโดดเด่นมากที่สุดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ 39.07% ตามมาด้วย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ 28.22% ศุภจี สุธรรมพันธุ์ อยู่ที่ 17.01% เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 9.78% และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 5.92%

    ทางด้านนักการเมืองฝ่ายค้าน บุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ 27.82% รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ที่ 23.25% ตามด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.24% รังสิมันต์ โรม 16.07% และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า 15.62%

    ขอรัฐบาลแก้ปัญหาปากท้องเร่งด่วนสุด

    นอกจากนี้ ประชาชนได้ส่งข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล โดยสิ่งที่ต้องการให้เร่งดำเนินการมากที่สุดคือการแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพ สูงถึง 49.82% ตามด้วยการลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน 31.03% และขอให้รัฐบาลตั้งใจทำงาน พัฒนาประเทศตามที่หาเสียงไว้ 19.15%

    ขณะที่ความคาดหวังต่อการทำงานของฝ่ายค้าน คือการทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ที่ 44.37% รองลงมาคือ ขอให้ฝ่ายค้านตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ยึดมั่นในหลักการ 34.57% และเป็นปากเสียงให้ประชาชน 21.06%

    ดัชนีดิ่งลงทุกมิติ สะท้อนรัฐบาลขาดทางแก้เป็นรูปธรรม

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล วิเคราะห์ผลสำรวจดังกล่าวว่า การที่ดัชนีการเมืองไทยลดลงในทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้มีความกังวลจำกัดอยู่เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นการประเมินภาพรวมที่ครอบคลุมทั้งการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ซึ่งประชาชนมองว่ายังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจและปากท้องที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ สิ่งนี้เป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลที่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง มากกว่าการนำเสนอนโยบายเพียงอย่างเดียว

    ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนเดียวกัน

    วิกฤตการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการออกมาตรการควบคุมราคาและบรรเทาผลกระทบ ซึ่งความล่าช้า ขาดความชัดเจน หรือขาดความโปร่งใสในการรับมือ จะทำให้ความไม่พอใจของประชาชนพุ่งเป้ามาที่ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลแทนที่จะเป็นปัจจัยภายนอก ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างความคาดหวังของประชาชนกับการกระทำของรัฐบาลกว้างขึ้น

    การจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้ รัฐบาลจำเป็นต้องแปลงวิกฤตภายนอกให้เป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพการบริหารจัดการภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-political-index-plunges/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cceCKix1GafLHToS_BSwz

  • ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

    ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

    วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

    3 พฤษภาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน เฉลี่ย 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้ 3.89 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.31 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.22 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 39.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 28.22 ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 27.82 รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 23.25 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ร้อยละ 49.82 และสิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน คือ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 44.37

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาล ในการบรรเทาผลกระทบแทน วิกฤตภายนอกครั้งนี้จึงเป็น “บททดสอบ” ความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤตตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ “ระยะห่างของความคาดหวัง” ระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนต่อไป

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MqnMi_kaRLOsMDb3McAhs

  • ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    จีนเดินหน้าผสาน “อัปเกรดอุตสาหกรรม” ควบคู่ “กระตุ้นการบริโภค” ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) เพื่อสร้างสมดุลใหม่ระหว่างอุปสงค์และอุปทาน หนุนเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ท่ามกลางฐานผู้บริโภคกว่า 1.4 พันล้านคน

    พร้อมใช้นโยบายลงทุน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นแรงขับเคลื่อนการจ้างงาน รายได้ และการใช้จ่าย ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนอัดฉีดงบผ่านพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวรวมกว่า 3.5 แสนล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการลงทุนเอกชนและโครงการเทรดอินสินค้าอุปโภคบริโภค

    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ให้ความสำคัญกับการสร้าง “ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก” ระหว่างการบริโภค การลงทุน อุปสงค์ และอุปทาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยรัฐบาลจีนมองว่าการขยายอุปสงค์ภายในประเทศและการยกระดับภาคการผลิตต้องดำเนินไปพร้อมกันจีนในฐานะตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก ที่มีชนชั้นกลางมากกว่า 400 ล้านคน กำลังเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตระดับไฮเอนด์ เพื่อสร้างรากฐานรายได้และกำลังซื้อให้ครัวเรือนในระยะยาว

    ข้อมูลระบุว่า ในช่วงปี 2021-2025 ภาคการผลิตของจีนมีแนวโน้มครองสัดส่วนมากกว่า 30% ของการเติบโตด้านการผลิตทั่วโลก พร้อมรักษาสถานะ “ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ขณะที่ระบบอุตสาหกรรมของจีนยังรองรับการจ้างงานหลายร้อยล้านตำแหน่ง ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญของการเติบโตด้านรายได้และการบริโภคภายในประเทศ

    หนึ่งในตัวอย่างสำคัญ คือโครงการก่อสร้างโรงงานกระดาษและเยื่อกระดาษของบริษัท กุ้ยก่าง ลีแอนด์แมน เปเปอร์ แมนูแฟกเจอริง จำกัด ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มูลค่า 27,500 ล้านหยวน ซึ่งจะผลิตกระดาษทิชชูระดับไฮเอนด์และวัสดุย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ต่อปีราว 10,000 ล้านหยวน และจ้างงานมากกว่า 3,000 อัตรา หลังเฟสแรกแล้วเสร็จในปี 2027

    ขณะเดียวกัน การพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมยังช่วยลดต้นทุนผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่จีนครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้าทั่วโลกถึง 68.4% จากการพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในประเทศและการผลิตในระดับขนาดใหญ่ ส่งผลให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าปรับลดลง และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางสีเขียว

    ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จีนยังเร่งลงทุนเครือข่าย 5G อินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรม และระบบประมวลผลระดับชาติ ซึ่งช่วยขยายรูปแบบการบริโภคใหม่ๆ ตั้งแต่การไลฟ์ขายสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล การจัดส่งอาหารด้วยโดรน ไปจนถึงบริการ AI สำหรับเรียกรถ สั่งอาหาร และจองคิวโรงพยาบาล

    ฝั่งภาคการบริโภคเองก็กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรม โดยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตจีนเร่งพัฒนาสินค้าใหม่และเพิ่มคุณภาพการผลิต

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    บริษัท เจ้อเจียง เฟยหม่า เอาดอร์ โปรดักส์ จำกัด ในมณฑลเจ้อเจียง ระบุว่า ความต้องการสินค้าพักผ่อนกลางแจ้งในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายภายในประเทศคิดเป็น 65% ของรายได้ทั้งหมด และคาดว่ายอดขายช่วงฤดูร้อนจะเติบโตอีก 3-5 เท่า ขณะที่งาน Zhongguancun Forum 2026 ในกรุงปักกิ่ง สะท้อนกระแสความนิยมสินค้าอัจฉริยะในจีน ทั้งแว่นตา AI หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ และอุปกรณ์สมาร์ตโฮม ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก

    ข้อมูลยอดค้าปลีกออนไลน์ช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2025 ยังพบว่า ยอดขายอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ เช่น แว่นตา AI และสมาร์ตวอตช์ เติบโต 23.1% เมื่อเทียบรายปี สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่าง “ตลาดขนาดใหญ่” และ “การอัปเกรดอุตสาหกรรม” ของจีนอย่างชัดเจน

    รายงานการทำงานของรัฐบาลจีนปี 2026 ยังระบุให้ “การขยายอุปสงค์ภายในประเทศ” เป็นภารกิจหลัก พร้อมจัดสรรพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวพิเศษ 250,000 ล้านหยวน สำหรับโครงการเทรดอินสินค้าอุปโภคบริโภค และอีก 100,000 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายของผู้บริโภค

    นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาคแห่งชาติจีน มองว่า มาตรการดังกล่าวไม่เพียงกระตุ้นตลาดผู้บริโภคโดยตรง แต่ยังสร้างโอกาสเติบโตให้กับอุตสาหกรรมเกิดใหม่ และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่โมเดลการเติบโตคุณภาพสูง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างสมดุล ผ่านการผสาน “ผลิตในจีน” เข้ากับ “บริโภคในจีน” โดยใช้ทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เงินอุดหนุนสินค้าอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสนับสนุนงานวิจัย เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    แนวทางดังกล่าวกำลังสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นต่อความผันผวนจากภายนอก พร้อมเปิดพื้นที่การลงทุนใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลก ผ่านทั้งตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/658140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03pC94jcaPc0s-o2aEcVGl

  • “ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน

    “ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน

    “ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน


    2/05/2569 | 282 |

    วันนี้ (2 พฤษภาคม 2569)  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ซึ่งดำเนินการผ่านที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรก โดยมีประชาชนเข้าร่วมแล้วกว่า 283,894 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)

    ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.45 น. พบว่า มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 12,491 ร้าน และมีสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายมากถึง 249,515 ชิ้น ครอบคลุมทั้งสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน สินค้า OTOP และสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs

    ในด้านผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ พบว่า โครงการสามารถสร้าง เม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 33,738,292.45 บาท และที่สำคัญสามารถช่วย ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้แล้วกว่า 7,429,275 บาท สะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง

    สำหรับจังหวัดที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    1. สุรินทร์ 1,192,891 บาท

    2. นครราชสีมา 1,167,683 บาท

    3. เชียงใหม่ 1,057,660 บาท

    4. ขอนแก่น 1,056,944 บาท

    5. ยะลา 836,991 บาท
     

    ขณะที่อำเภอที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่

    อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา 468,956 บาท

    อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 277,000 บาท

    อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 269,870 บาท

    ในส่วนของประเภทสินค้า พบว่าสินค้าจำเป็นยังคงเป็นที่ต้องการสูง โดยกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ น้ำมันพืช ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว ขณะที่สินค้า OTOP และสินค้า SMEs ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าด้วยกันในระบบเดียว

    “นี่ไม่ใช่แค่การขายของราคาถูก แต่คือการทำให้เงินหมุนในชุมชน ผู้ประกอบการมีรายได้ และประชาชนได้ของจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้จริง”

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะยาว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163645


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/499774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Jz2zOCbs39nC6pEUmUXW

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ลิตรละ 60 สตางค์

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ขึ้น 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 62.10 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.80 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 62.10 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.80 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/658086&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o78mrBrOPSNlX69d4II7v

  • เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    โรงเรียนนานาชาติยังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” ไหม? 

    หลังปีที่ผ่านมาถูกจับตาว่าเป็นธุรกิจดาวรุ่ง จากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งขยายตัวสวนทางกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ส่วนโรงเรียนเอกชนทยอยปิดต่อต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ใครต่างก็บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี 

    สำหรับแนวโน้มตลาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินไว้ว่า 2568 มูลค่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติขยายตัวแตะระดับ 95,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกว่า 85,000 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่จำนวนโรงเรียนมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 257 แห่ง สะท้อนดีมานด์การศึกษาหลักสูตรนานาชาติที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหลักการเติบโตคือผู้ปกครองที่มีกำลังทรัพย์ ยอมลงทุนเพื่อการศึกษา

    แรงงานต่างชาติทักษะสูงยังเพิ่มขึ้น

    ข้อมูลจาก LH BANK พบว่าในด้านดีมานด์ กลุ่มเป้าหมายหลักมาจากทั้งคนไทยที่มีความมั่งคั่งสูง และชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย โดยคาดว่าในปี 2569 จำนวนคนไทยที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 162,000 คน เติบโตเฉลี่ย 11.7% ต่อปี ส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ 

    ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานต่างชาติทักษะสูง เช่น ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในภาคการเงิน เทคโนโลยี และบริการ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ระบุว่า คนต่างด้าวมาตรา 62 ซึ่งจัดเป็นกลุ่มแรงงานทักษะสูง มีรายได้และสวัสดิการดี โดยในช่วงปี 2563-2567 เติบโตเฉลี่ยราว 9.3% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เติบโตเฉลี่ย 13.4% ซึ่งกลุ่มนี้มีศักยภาพในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ จึงเป็นฐานลูกค้าสำคัญของตลาด

    นานาชาติโตสวนทางอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภาพรวมโครงสร้างประชากรไทยกำลังเป็นแรงกดดันในระยะยาว  เนื่องจากจำนวนเด็กเกิดใหม่และประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปีมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2563-2567 อัตราการเกิดลดลงเฉลี่ยประมาณ 4.5% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ลดลง 2.7% ส่งผลให้ฐานนักเรียนในอนาคตมีขนาดเล็กลง และทำให้การแข่งขันระหว่างโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนเอกชนทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในแง่การดึงดูดนักเรียนและการใช้ทรัพยากรที่นั่งให้คุ้มค่า

    สถิติ 5 ปี เอกชนทยอยปิด นานาชาติขยายตัว 

    ส่วนภาพรวมการศึกษาเอกชนไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนข้อมูล สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ชี้ว่า ระหว่างปี 2562- 2567 “โรงเรียนเอกชน” โดยรวมมีจำนวนลดลงจากกว่า 4,100 แห่ง ในปี 2562 เหลือ 3,946 แห่งในปี 2567 หรือลดลงประมาณ 4.8% โดยเฉพาะโรงเรียนสามัญศึกษาที่หายไปมากที่สุด นั่นหมายความว่าโรงเรียนเอกชนแทบจะทยอยปิดตัวทุกปี 

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง “โรงเรียนนานาชาติ” กลับโตสวนทางอย่างชัดเจน เพิ่มจาก 207 แห่ง ปี 2562 เป็น 249 แห่ง ปี 2567 หรือขยายตัวกว่า 20% และข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรที่ระบุว่าปี 2568 เพิ่มเป็น 257 แห่ง

    ในฝั่ง “จำนวนนักเรียน” นักเรียนเอกชนทั้งระบบลดลง จากประมาณ 2.24 ล้านคน ปี 2562 เหลือราว 2.03 ล้านคน ปี 2567 หรือลดลงกว่า 9% 

    ขณะที่นักเรียนนานาชาติ เคยมีนักเรียนสูงถึง 87,343 คน เมื่อช่วงปี 2562 แต่กลับลดฮวบเมื่อช่วงโควิดปี 2563 เหลือประมาณสองหมื่นกว่าคน และค่อยๆ ฟื้นตัวจนเป็น 77,734 คน ในปี 2567

    พูดง่าย ๆ คือ ภาพรวมอาจดูซบลง แต่ “ตลาดบน” อย่างโรงเรียนนานาชาติ กลับยังโตต่อเนื่อง และยิ่งชัดว่าเป็นหนึ่งในเซกเตอร์ที่กำลังขยายตัวในระบบการศึกษาไทย

    ฟังมุมมจากโรงเรียนนานาชาติ มั่นใจยังโตได้

    มุมมองจาก ดร.เย่า ล่าง จาง (Dr.ChangYao-Lang) ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส (Wells International School) กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ทิศทางของโรงเรียนนานาชาติยังคงเติบโตดี โดยเฉพาะไทยที่มีจำนวนเกือบ 300 แห่ง ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค แต่อย่างไรก็ตามต้องเผชิญกับความท้าทาย จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งต้องปิดตัวลง 

    ซึ่งปีที่ผ่านมามีโรงเรียนที่ปิดตัวไปเกือบ 10% โรงเรียนที่คาดว่าจะอยู่รอดได้คือโรงเรียนที่เปิดมานานเกิน 10 ปี ส่วนโรงเรียนเปิดใหม่อาจต้องระวัง ซึ่งเป็นสาเหตุให้แต่ละแห่งต้องพยายามอัพเกรดมาตรฐานให้ดีขึ้น 

    เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    สำหรับโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส ยังคงลงทุนต่อเนื่อง พร้อมเตรียมตัวเข้า IPO ในช่วงกลางปี 2569 นี้ หรืออย่างช้าสุดคือปีหน้า เพื่อพัฒนาทั้งการศึกษาและบุคลากรใน 4 วิทยาเขต ล่าสุดได้ทุ่มงบกว่า 15 ล้านบาท ที่วิทยาเขตชลบุรี (เปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2565 และเปิดระดับมัธยมปลายในปี พ.ศ. 2567) รวมถึงแผนขยายแคมปัสไปยังจังหวัดใหญ่ๆ ที่มองไว้ คือ เชียงใหม่ และ ภูเก็ต 

    “ทั้งสองจังหวัดเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่เยอะ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของโรงเรียนนานาชาติที่ไม่ได้มีแค่เด็กไทย แต่ต้องมีสัดส่วนนักเรียนต่างชาติประมาณ 50% ซึ่งในภูเก็ตมีชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ระยะยาว (Long-term) เป็นจำนวนมาก”

    ดร.เย่า ล่าง จาง ยังเผยว่า แนวทางการขยายสาขาอาจเป็นการ “ควบรวมกิจการ” กับโรงเรียนที่มีอยู่แล้วในทำเลที่ดี ซึ่งหากมีทำเลที่เหมาะสม  ก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมดำเนินงานหรือควบรวมกิจการ ซึ่งในปัจจุบันมีการเตรียมความพร้อมในด้านการบริหารจัดการและตัวบุคคลกรระดับผู้นำเพื่อรองรับการขยายตัวนี้

    “มองว่าทิศทางของตลาดโรงเรียนนานาชาติ ยังมีแววเติบโต แม้จะมีความท้าทายอยู่บ้าง เชื่อว่ายังไปต่อได้”

    ขณะที่ เครือ EtonHouse สิงคโปร์ ล่าสุดพึ่งเปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ (Middleton International School Bangkok: MISB) แคมปัสใหม่ย่านปิ่นเกล้า บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม.

    Ng Yi-Xian ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EtonHouse International Education Group ระบุว่า ยังคงมั่นใจกับศักยภาพของตลาดในประเทศไทย แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว เชื่อว่าพ่อแม่จะมีการลงทุนกับการศึกษาสำหรับบุตรหลานมากขึ้น

    ส่วนการตัดสินใจตั้งโรงเรียนในย่านปิ่นเกล้า เนื่องจากมองทำเลดังกล่าวเป็นย่านที่อยู่อาศัยของครอบครัว มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว และเอื้อต่อการสร้างชุมชนการเรียนรู้ เชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ของกลุ่มที่มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจกว่า 30 ปี และมีเครือข่ายการศึกษาระดับโลกที่มีโรงเรียนกว่า 100 แห่งใน 8 ประเทศ ทำให้เชื่อมั่นสำหรับการเข้ามาแข่งขันในไทย

    จับตากลุ่มทุนเริ่มจับมือกัน หรือควบรวม มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม LH BANK มองว่า หลังจากนี้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติจะไม่ได้เร่งเปิดสาขาแบบหว่านเหมือนที่ผ่านมา แต่จะ “เลือกเปิด” มากขึ้น เน้นทำเลที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการชัดเจน เช่น ย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ พื้นที่ EEC รวมถึงเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ หรือพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาสูง

    พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่เน้นขยายจำนวนโรงเรียน ตอนนี้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาเน้น “คุณภาพและความคุ้มค่า” ของการลงทุนมากขึ้น และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เริ่มมีโรงเรียนเยอะเกินไปหรือความต้องการเริ่มชะลอ

    อีกด้านหนึ่ง ด้วยจำนวนเด็กที่ลดลงและการแข่งขันที่แรงขึ้น มีแนวโน้มว่าจะได้เห็นการ “จับมือกันมากขึ้น” ทั้งการควบรวมกิจการหรือร่วมทุน ระหว่างผู้ประกอบการ โรงเรียน และนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เช่นเดียวกับที่ ดร.เย่า ล่าง จาง ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส บอกกับโพสต์ทูเดย์ ถึงแผนขยายแคมปัสที่กล่าวไปเบื้องต้น 

    ขณะเดียวกัน โรงเรียนนานาชาติยังเร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech เข้ามาใช้มากขึ้น รวมถึงการเรียนแบบผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอน โดยไม่จำเป็นต้องขยายโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้นเหมือนในอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JjPW-RQ_vuxIcbrkMQlYo

  • รัฐบาลมั่นใจไทยขยับขึ้น Tier 1 หลังแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตรงเป้า สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ-ลงทุน

    รัฐบาลมั่นใจไทยขยับขึ้น Tier 1 หลังแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตรงเป้า สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ-ลงทุน

    โฆษกรัฐบาลเผย รัขฐบาลเดินหน้ายายความร่วมมือไทย–สหรัฐ กวาดล้าง “คอลเซ็นเตอร์–ค้ามนุษย์” ดันไทยสู่ Tier 1 ป้องกันค้ามนุษย์ สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจส่งผลดีต่อการลงทุน

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ให้การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีผลงานใหญ่ คือการดำเนินคดียึดและอายัดทรัพย์สิน นาย เบน สมิธ – ยิม เลียก กับพวก รวมมูลค่า สองหมื่นกว่าล้านบาท และมีการขยายผลเพิ่มเติมไปยังกลุ่มอื่น ครอบคลุมการกระทำผิดที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน

    อีกทั้งยังมีการการทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพบผู้ถูกบังคับใช้แรงงานกว่า 10,000 คน จากหลายสัญชาติ ที่ถูกหลอกลวงและบังคับใช้แรงงานในลักษณะ Romance Scam และการหลอกลวงให้ลงทุน

    โดย นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำทุกภาคส่วน “ต้องกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนทั้งในและนอกประเทศ จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้โดยเด็ดขาด“

    ล่าสุด มีการหารือร่วมกันระหว่างไทย-สหรัฐ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 21-25 เม.ย.ที่ผ่านมา หน่วยงานไทย นำโดย พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนิละบุตร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน จะร่วมกับหน่วยงานสหรัฐในการยกระดับความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ด้านการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์  โดยจะแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางการทำงานเชิงลึก อนึ่ง ในปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวอเมริกันตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท

    โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบายรัฐบาลสู่การปฏิบัติการอย่างจริงจัง เชื่อว่าประเทศไทยสามารถตั้งเป้ายกระดับสถานะจากการประเมินการค้ามนุษย์ที่อยู่ Tier 2 ต่อเนื่องมาสี่ปี สู่ Tier 1 เพื่อเสริมภาพลักษณ์ประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมเปิดตัวระบบ “SHIELD” ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกมากกว่า 10 ประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    มากไปกว่านั้น ประเทศไทยยังได้รับคำชมจากสหรัฐ เรื่องการจัดตั้ง Warroom IAC ซึ่งสามารถบูรณาการข้อมูลร่วมกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นำไปสู่การอายัดบัญชีและติดตามทรัพย์สินคืนสู่ผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก

    “ผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งการขยายความร่วมมือกับนานาชาติ การยกระดับระบบสืบสวน และการเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน” โฆษกรัฐบาลกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h6pcyMvqJ7NbWwPX3royy