Category: เศรษฐกิจ

  • เปิดธีม ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ สู้วิกฤตพลังงาน หนุนกลุ่มพานิชย์-ไฟแนนซ์ได้ประโยชน์

    เปิดธีม ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ สู้วิกฤตพลังงาน หนุนกลุ่มพานิชย์-ไฟแนนซ์ได้ประโยชน์

    “บล.อินโนเวสท์ เอกซ์” เปิดธีมหุ้นรับอานิสงส์มาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ จ่อเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 1.36 แสนล้านบาทท่ามกลางวิกฤตพลังงาน มองกลุ่มพานิชย์สินค้าอุปโภคบริโภคได้แรงหนุนจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้าจำเป็น ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ได้ประโยชน์จากคุณภาพสินเชื่อดีขึ้น

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ และนายณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงเสียดทานรอบด้าน โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งประกอบด้วยโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกำลังซื้อและเติมเงินหมุนเวียนในระบบได้กว่า 136,000 ล้านบาท

    แม้ในภาพรวมจะช่วยหนุนจีดีพีได้เพียง 0.2% และอาจยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถือเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดีในช่วงที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ จึงยังคงประมาณการจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 1.4% พร้อมคงเป้าหมาย SET Index ที่ 1,500 จุด โดยอิงพีอีล่วงหน้า 16 เท่า และอีพีเอสที่ 94.1 บาท

    ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น มองว่า มาตรการนี้เป็นปัจจัยบวกต่อ กลุ่มพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเน้นกลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG, และ OSP ซึ่งได้ประโยชน์จากการมีฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทั้งผู้บริโภครายย่อยและกลุ่มผู้ประกอบการ อย่างร้านโชห่วยและร้านอาหาร ซึ่งสามารถใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครี่งพลัส

    กลุ่มสินเชื่อ เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR, และ AEONTS  คาดว่าได้รับอานิสงส์เชิงบวกด้านคุณภาพสินทรัพย์ โดยกระแสเงินสดที่เติมเข้าสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ ลดแรงกดดันต่อการตั้งสำรอง และชะลอการเกิดหนี้เสีย (NPL) ใหม่

    ผลกระตุ้น ‘ระยะสั้น’ จับตาราคาดีเซลสะเทือนทั้งห่วงโซ่

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลที่ได้จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีข้อจำกัดจากแนวโน้มการนำเข้าที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายผ่านแอปเป๋าตังไม่ใช่เงินใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงการ “โยกย้าย” เงินที่จะใช้จ่ายอยู่แล้วในชีวิตประจำวันมาใช้ผ่านโครงการแทน อีกทั้งผลที่ได้ยังกระจุกตัวอยู่แค่ไตรมาส 2-3 โดยไม่มีนัยยะต่อปี 2570

    อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สะเทือนเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน

    ในกรณีฐานหากสงครามยืดเยื้อ 2–3 เดือน ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยจะอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซลปล่อยลอยตัวสู่ 40-50 บาทต่อลิตร จะทำให้ จีดีพีถูกกดดันลง 0.27% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปอาจพุ่งสูงถึง 2.9% เพิ่มจากกรณีฐานก่อนหน้าที่ 0.8%

    ทั้งนี้ ราคาดีเซลที่ 40-50 บาทต่อลิตร เป็นต้นทุนหลักของภาคขนส่งไทยซึ่งครอบคลุมรถบรรทุก เรือประมง และเครื่องจักรเกษตร ผลกระทบจึงส่งผ่านลูกโซ่ต่อไปยังต้นทุนอาหาร วัตถุดิบ และกำไรของธุรกิจเอสเอ็มอีพร้อมกัน

    ‘ธปท.’ คงดอกเบี้ย ‘คลัง’ จ่อขยายเพดานหนี้สาธารณะ

    ภาวะเงินเฟ้อในรอบนี้คาดส่งผลต่อราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าจะฉุดรั้งอุปสงค์ ทำให้การรับมือทำได้ยากกว่า เนื่องจากการปรับดอกเบี้ยขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมครัวเรือนที่แบกหนี้สูงอยู่แล้ว ขณะที่มาตรการไทยช่วยไทยอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อขึ้นอีกเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับมาตรการการดูแลค่าครองชีพประชาชนของรัฐบาลเป็นหลัก

    สำหรับนโยบายการเงินและการคลัง มองว่า ธปท. จะเลือกใช้มาตรการผ่อนคลายแบบเจาะจง อย่างการปล่อยซอฟต์โลนแทนการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพราะในสภาวะที่เงินเฟ้อเร่งตัวสู่ 2.9–4.4% การลดดอกเบี้ยจะยิ่งกดดันค่าเงินบาทและต้นทุนนำเข้าพลังงาน แต่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อก็จะกระทบกับเศรษฐกิจเช่นกัน

    ดังนั้น มองว่า ธปท. จะเลือกมองข้ามเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2569 ที่ 1.00% ไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน

    ในด้านการคลัง หนี้สาธารณะใกล้แตะระดับ 70% ของจีดีพี ทำให้พื้นที่สำหรับมาตรการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ หากรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลัง จะทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลคล่องตัวมากขึ้น โดยคาดว่ารัฐบาลอาจปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะในปี 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1232240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw318YkZ61pwTdWZvF7vsR8x

  • ไทยรั้งเบอร์ 3 ดัชนี ‘เศรษฐกิจที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก’ ตามหลังไต้หวันและสิงคโปร์ ผลจากเงินเฟ้อต่ำ, ว่างงานต่ำ และราคาสินค้านิ่ง

    ไทยรั้งเบอร์ 3 ดัชนี ‘เศรษฐกิจที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก’ ตามหลังไต้หวันและสิงคโปร์ ผลจากเงินเฟ้อต่ำ, ว่างงานต่ำ และราคาสินค้านิ่ง

    สิงคโปร์และไทยติดอันดับเศรษฐกิจที่มี ‘ความทุกข์ยากน้อยที่สุด’ (Least Miserable) ของโลก จากการจัดอันดับประจำปีโดยนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ พร้อมระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งในภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีสุขภาพดีที่สุดของโลก

    ดัชนี Hanke’s Annual Misery Index (HAMI) ปี 2025 จัดทำโดย สตีฟ แฮงคี (Steve Hanke) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มีจุดประสงค์เพื่อวัด ‘อุณหภูมิเศรษฐกิจ’ ของแต่ละประเทศ และประเมินว่าประชาชนทั่วไปรับรู้สภาพเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันอย่างไร

    รายงานปีนี้ระบุว่า เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศมีอัตราเงินเฟ้อต่ำ, การจ้างงานมั่นคง, ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับที่จัดการได้ และรายได้เติบโต ส่งผลให้ภาคครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจน้อยลง

    “ลองนึกภาพว่า HAMI เป็นเหมือนเทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้วัดร่างกายของระบบเศรษฐกิจ” แฮงคีกล่าว

    ดัชนีนี้พิจารณา 4 องค์ประกอบ คือ การนำอัตราว่างงาน, อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร มารวมกัน แล้วลบด้วยอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง

    คะแนน HAMI ยิ่งต่ำเท่าไหร่ เศรษฐกิจของประเทศนั้นยิ่ง ‘แข็งแรง’ มากเท่านั้น หมายถึงตลาดงานสมบูรณ์, ราคาสินค้ามั่นคง, สินเชื่อจ่ายไหว และรายได้กำลังเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน “คะแนน HAMI ที่สูงหมายความว่าเศรษฐกิจกำลังเป็นไข้ และผู้คนกำลังทุกข์ทรมาน” แฮงคีระบุ

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้ไม่ได้คำนึงถึงขนาดของประเทศ, น้ำหนักทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือรายได้ต่อหัว

    ไต้หวันครองแชมป์ ส่วนเวเนซุเอลารั้งท้าย ไทยขึ้นอันดับ 3 ของโลก

    ปีนี้มีเศรษฐกิจที่ถูกจัดอันดับทั้งหมด 178 ประเทศ โดยเวเนซุเอลาขึ้นนำที่อันดับ 1 ด้วยคะแนน 556.5 ซึ่งแฮงคีอธิบายว่าเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ หลัง นิโคลัส มาดูโร ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2024 ส่งผลให้รายได้จากน้ำมันถูกจำกัด และค่าเงินดิ่งลง

    ประเทศจากอเมริกาใต้แห่งนี้มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในโลกที่ 475% ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งแตะ 35%

    ในทางกลับกัน อันดับ 178 ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีความสุขที่สุดในโลก ตกเป็นของไต้หวัน ด้วยคะแนน 2.1 จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ AI ทั่วโลก ที่ดัน GDP ที่แท้จริงต่อหัวให้เติบโตถึง 9.2% ควบคู่กับอัตราว่างงาน, เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำ

    สิงคโปร์ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนน 2.6 จากตลาดแรงงานที่ตึงตัวด้วยอัตราว่างงานเพียง 2.0%, อัตราเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ดีที่ 1.2% และ GDP เติบโตแข็งแกร่งที่ 4.3% ต่อหัว

    ส่วนไทยอยู่อันดับ 3 ด้วยคะแนน 3.1 ซึ่งเป็นผลจากการรักษาระดับเงินเฟ้อต่ำและการจ้างงานที่มั่นคงมายาวนานกว่า 1 ทศวรรษ โดยราคาสินค้าผู้บริโภคลดลง 0.3%, อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.8% และ GDP ที่แท้จริงต่อหัวเติบโต 2.5%

    ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำคะแนนดีกว่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยมาเลเซีย (อันดับ 167), กัมพูชา (163) และเวียดนาม (156) ติดอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 5 ที่มีคะแนนต่ำสุด ขณะที่ฟิลิปปินส์ (131), ลาว (129) และอินโดนีเซีย (123) ก็ทำผลงานได้ดี ส่วนเมียนมาที่ยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองเป็นข้อยกเว้น โดยอยู่ที่อันดับ 14 ด้วยคะแนน 66

    ‘ภูมิภาคเศรษฐกิจสุขภาพดี’ กับโจทย์ที่ยังต้องจับตา

    “แต่ละประเทศเหล่านี้ทำผลงานได้น่าพอใจในทั้ง 4 ตัวแปร นั่นคือเหตุผลที่พวกเขายืนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส” แฮงคีกล่าว ขณะที่ทั้ง 3 ประเทศนี้อยู่อันดับ 119, 103 และ 115 ตามลำดับ

    แฮงคี ผู้เคยเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต (Suharto) ของอินโดนีเซีย ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย และมีบทบาทสำคัญในการแนะนำรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ไม่ให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินกับฮ่องกงในปี 2020 เรียกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็น “ภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีสุขภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

    เขาระบุว่า การบริหารจัดการปริมาณเงินในระบบอย่างรอบคอบ ช่วยให้สิงคโปร์และไทยรักษาระดับเงินเฟ้อให้มั่นคง พร้อมต้นทุนการกู้ยืมที่ค่อนข้างต่ำ

    แม้ GDP ของไทยจะเติบโตช้า แต่ราคาสินค้าผู้บริโภคที่ลดลงและอัตราว่างงานที่ต่ำ บ่งชี้ว่า “คนไทยไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเศรษฐกิจที่ซบเซา ในมุมที่สัมผัสได้กับชีวิตประจำวัน” แฮงคีกล่าว

    “การที่ค่าเงินมีเสถียรภาพ ส่งผลให้ราคาสินค้ามีเสถียรภาพ เมื่อราคาสินค้ามีเสถียรภาพ ดอกเบี้ยเงินกู้ก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และเมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ก็จะนำไปสู่เศรษฐกิจที่มีอัตราว่างงานต่ำและเติบโตในระดับพอประมาณ ซึ่งคือสิ่งที่ไทยทำได้มากว่า 1 ทศวรรษ” แฮงคีกล่าวเสริม

    ไมเคิล ริคาฟอร์ต หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Rizal Commercial Banking Corporation มองสอดคล้องว่า นโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นและเสถียรภาพทางการเงินของภูมิภาค ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าหากบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบหนักจากความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย เงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัวขึ้นในเดือนข้างหน้า โดยเฉพาะหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น

    รายงานของ Institute of International Finance เมื่อเดือนมีนาคมระบุว่า ไทยและฟิลิปปินส์ ร่วมกับอินเดีย เป็นกลุ่มประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน อันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน เนื่องจากต้องนำเข้าพลังงานสุทธิจากตะวันออกกลางในระดับสูง

    ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะทำให้ภูมิภาคร้อนและแห้งขึ้น อาจส่งผลให้ราคาข้าวและอาหารสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-least-miserable-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hOR_KX9GfR8O8_qjtYcgu

  • 34 ปี กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชูแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วย IP | เดลินิวส์

    34 ปี กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชูแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วย IP | เดลินิวส์

    เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 34 ปี ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศเดินหน้าภารกิจสำคัญ โดยผสาน “3 พลังทรัพย์สินทางปัญญา (IP)” ทั้งพลังแห่งการสร้างสรรค์ พลังแห่งการปกป้องคุ้มครองสิทธิ และพลังแห่งการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถ SMEs ไทยให้ก้าวผ่านความท้าทาย ภายใต้ “แนวทางขับเคลื่อน 4 มิติ” ได้แก่ มิติการเสริมแกร่ง-สร้างโอกาสทางการค้า มิติการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม มิติการเพิ่มมูลค่าภาคเกษตร-ท่องเที่ยว ตลอดจนมิติการประเมินมูลค่า IP เพื่อเข้าถึงแหล่งทุน โดยเน้นย้ำบทบาท IP เป็นเครื่องมือสำคัญในเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับปัจจัยความท้าทายรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ มาตรการทางการค้าที่เข้มงวด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันท่ามกลางเศรษฐกิจยุคใหม่มุ่งไปที่คุณภาพ ความแตกต่าง และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ

    ไม่เพียงในมิติของการคุ้มครองสิทธิ แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่า เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเชื่อมโยงสู่ตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (10 Plus) และนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมให้ SMEs ไทยสามารถแข่งขัน เติบโตได้ และเข้าถึงโอกาสใหม่ในเวทีโลก ผ่านบริการดิจิทัลภาครัฐที่สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศไทยในระยะยาว

    นางอรมน กล่าวว่า กรมฯ ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานโดยยึดกรอบการประสาน “3 พลัง IP” ให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย พลังแห่งการสร้างสรรค์ (Creation) ในการเปลี่ยนไอเดียความคิดและผลงานสร้างสรรค์ให้เป็น “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่มีมูลค่า ช่วยสร้างความแตกต่าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล พลังแห่งการปกป้องคุ้มครองสิทธิ (Protection & Enforcement) ยกระดับระบบการจดทะเบียนให้ความคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมาย IP อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน พร้อมลดความเสี่ยงจากการถูกละเมิดสิทธิทั้งในและต่างประเทศ และพลังแห่งการต่อยอดเชิงพาณิชย์ (Commercialization) ที่จะเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นรายได้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ การสร้างแบรนด์ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล

    ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนภารกิจตลอดปีที่ 34 นี้ กรมฯ มุ่งมั่นผสาน 3 พลัง IP ดังกล่าว เพื่อนำพาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความท้าทายที่เกิดขึ้นรอบด้าน โดยได้กำหนดแนวทางดำเนินงานเชิงบูรณาการใน 4 มิติเร่งด่วน ดังนี้

    มิติที่ 1 เสริมแกร่ง สร้างโอกาสการค้า มุ่งยกระดับความรู้ความเข้าใจและศักยภาพในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่าง

    มิติที่ 2 พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม มุ่งส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยขั้นสูงและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมของคนไทยโดยแท้จริง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  

    มิติที่ 3 เพิ่มมูลค่าภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะ GI เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เปลี่ยนผ่านจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การพัฒนา “เกษตรมูลค่าสูง”  

    มิติที่ 4 ประเมินมูลค่า IP เพื่อเข้าถึงแหล่งทุน เร่งขับเคลื่อน Pilot Project IP Finance Thailand เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาระบบนิเวศ IP Finance ของประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง  

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ คุ้มครอง และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจรและพร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832417/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08HDT1uN9zzghUDoQBficb

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ลิตรละ 60 สตางค์

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ขึ้น 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 62.10 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.80 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 62.10 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.80 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/658115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-ndtdRsrOlu7p_JFOspis

  • เดลินิวส์ 3 พ.ค. รบ.ไม่แตะเสือนอนกิน ปชน.ถล่มยับ ปรับค่าไฟภาระคนไทย | เดลินิวส์

    เดลินิวส์ 3 พ.ค. รบ.ไม่แตะเสือนอนกิน ปชน.ถล่มยับ ปรับค่าไฟภาระคนไทย | เดลินิวส์

    กรอบ 6 ดาว (ภาคกลาง-กทม.-ปริมณฑล-ตะวันออก) ฉบับวันที 3 พ.ค.69

    ข่าว 1.รบ.ไม่แตะเสือนอนกิน ปชน.ถล่มยับ ปรับค่าไฟภาระคนไทย เฟกนิวส์ 2 พค..ลงทะเบียนคนละครึ่ง คาร์แคร์ขึ้นด้วย-กระอักน้ำมันแพง

    ข่าว 2.บำเพ็ญพระราชกุศลฉัตรมงคล บูชาพุทธรูป พระบรมอัฐิ หลังเสร็จสิ้นเยือนสวีเดน

    ข่าว 3.เด็กส้มงงผิดตรงไหน รมว.เกษตรย้ายอธิบดี ไปร้องทำไม เงินเท่าเดิม สนองไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยน

    ข่าว 4.หวยดิจิทัลแตกโป๊ะ180ล้านบ. คอหวยฮือฮาเบิ้ล 77 ซ้ำ 2 ตัวล่าง 16 เม.ย. N 3 แจ็กพอต 7 แสน สามตัวตรงเผง077

    ข่าว 5.ทรัมป์ขู่เรือใคร จ่ายอิหร่านห้ามผ่ามฮอร์มุซ ฟัดคลังน้ำมันจีน สนับสนุนคู่กรณี

    กรอบ 1 ดาว (ภาคเหนือ-อีสาน-ใต้-ตะวันออก) ฉบับล่วงหน้า 1 วัน ( 4 พฤษภาคม 2569 )

    ข่าว 1.ปชน.ถล่มยับขยับค่าไฟ ภาระคนไทย ไม่กล้าแตะเสือนอนกิน คนละครึ่งฯลงทะเบียน 2 พ.ค.ข่าวเก๊ คาร์แคร์ขึ้น ดิ้นสู้น้ำมัน

    ข่าว 2.ฉัตรมงคล บำเพ็ญพระราชกุศล ปีติเสด็จกลับถึงไทย เสร็จสิ้นเยือนสวีเดน

    ข่าว 3.จุลพันธ์ยันสุริยะ มีสิทธิย้ายอธิบดี วันพักโทษทักษิณ ไม่ได้ทำอะไรพิเศษ

    ข่าว 4.มาดามหน่อยโผล่ DSI ดอดรับข้อหาบุกรุก ที่ดินสวนหาดยาง-อุบล ปุ๋งรอปิดสมัยประชุม

    ข่าว 5.ไม้แลกนิวเคลียร์ โมจตาบา เมินเงื่อนไขสหรัฐ ทรัมป์คว่ำบัตรเรือ จ่ายผ่านทางอิหร่าน

    รายละเอียดทั้งหมดสามารถติดตามได้ในหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” ฉบับวันที่ 3 พ.ค.2569 และฉบับล่วงหน้า วันที่ 4 พ.ค.2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5831348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw241lEsWubW4LXSelMxy729

  • เดิมพันประเทศด้วยฝีมือ ‘รัฐบาล’ ดัน’แลนด์บริดจ์’ขุมทรัพย์หรือขายฝัน

    เดิมพันประเทศด้วยฝีมือ ‘รัฐบาล’ ดัน’แลนด์บริดจ์’ขุมทรัพย์หรือขายฝัน

    “ด้วยขนาดของโครงการที่มีการลงทุนในวงเงินมหาศาล เกี่ยวพันในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจึงถูกมองด้วยความกังขา และถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องเร่งดำเนินการ”

    ผู้นำหลายประเทศมองการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกและความผันผวนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใจจดใจจ่อ

    สิ่งที่สำคัญคือการส่งสัญญาณให้คนในชาติของตนเองตระหนักรู้ว่าต้องใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อลดแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี และเตรียมยุทธศาสตร์ระยะยาวรองรับอย่างเป็นระบบ

     ในส่วนของไทย รัฐบาล ย้ำเสมอว่า ในวิกฤตคือโอกาส ขอให้เชื่อมือในทีมงานมืออาชีพที่จะนำพาประเทศผ่านพ้นปัญหาดังกล่าวไปได้  ทำให้แผนงาน โครงการ ที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ถูกหยิบขึ้นมาขับเคลื่อนท่ามกลางความกังวลใจของหลายภาคส่วนว่าจะมีผลต่อเนื่องไปถึงวิกฤตงบประมาณในอนาคตหรือไม่

    เป็นที่ชัดเจนว่า ตลอดเดือนนี้ “รัฐบาล” จะผลักดันโครงการ กฎหมาย ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน แต่สุดท้ายแล้วเชื่อว่าโครงการหรือกฎหมายเหล่านั้นจะได้รับการผลักดันจนประสบความสำเร็จ ด้วยองค์ประกอบของเสียงในสภาที่แข็งแรงเพียงพอ

    โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 พ.ค.นี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายปี 69 และ พ.ร.ก.กู้เงิน ขณะที่สัปดาห์ถัดไปจะเสนอมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีโครงการคนละครึ่งพลัสรวมอยู่ด้วย หลังจากผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อน 

    ประมาณการว่า ไทยช่วยไทยพลัส รัฐต้องจ่ายเงินเดือนละอย่างต่ำ 34,000 ล้านบาท 4 เดือน เม็ดเงินหมุนรอบแรก 1.36 แสนล้านบาท มีแนวโน้มสูงว่าส่วนหนึ่งอาจต้องใช้วงเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ที่คาดหมายว่าจะกู้ประมาณ 4 แสนล้านบาท จึงถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ใช้เพื่อช่วยในเรื่องค่าครองชีพของประชาชน และเป็นประชานิยมที่เลิกไม่ได้ เป็นเหมือนยุทธวิธีทางการเมืองที่ใช้หล่อเลี้ยงกระแสความนิยมไปในคราวเดียวกัน 

    ที่สำคัญคือ การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงที่จะสวนทางกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ย้ำหลายครั้งในหลักการบริหารงานของตนเองและรัฐบาล

    ในขณะที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็กำลังเจอกับมรสุม ดรามาทุเรียน จากการทำงานแบบหลุดกรอบการบริหารงานแบบเดิมๆ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่กำลังจะเจอกับภาวะทุเรียนล้นตลาดได้แค่ไหน

    เลยไปถึงการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ทำกลไกราคาตลาดเสียหาย พร้อมตั้งคำถามว่าจะใช้วิธีการลักษณะนี้ในการช่วยชาวสวนผลไม้อื่นที่เจอกับปัญหาราคาตกต่ำหรือไม่

    แต่นั่นก็เป็นเพียงยกแรกในการทำงานสไตล์แบบเอกชน และมองช่องทางทดลองในการสร้างพื้นที่แก้ไขปัญหาในแบบอื่นๆ ที่แตกต่างจากในอดีต ซึ่งทุกปีเรามักเห็นรัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องสินค้าเกษตรราคาตกต่ำด้วยการใช้งบประมาณในการประกันราคา อุดหนุน ช่วยเหลือ เยียวยา เป็นสูตรสำเร็จทุกครั้ง 

    สำหรับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาการันตีว่า “รมต.ศุภจี” จะรับมือมรสุมที่เกิดขึ้นได้ และไม่มีท้อ แสดงออกถึงความเชื่อมั่นว่า รมต.คนนอกที่ดึงเข้ามาจะฝ่ากระแสดรามาและสร้างผลงานให้กับรัฐบาลได้ และน่าจะเป็นไพ่ใบสุดท้ายในการพยุงรัฐบาลที่หัวทิ่มจากปมการเมืองเรื่องผลประโยชน์ 

    อย่างไรก็ตาม นอกจากมาตรการและโครงการเฉพาะหน้าที่เตรียมทยอยออกมาแล้ว ยังมี “เมกะโปรเจกต์ใหญ่” อย่าง “แลนด์บริดจ์” ที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเร่งผลักดันในลำดับต่อไป และกำลังถูกจับตามองว่าเป้าหมายในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศนั้น จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

    หลายรัฐบาลได้ให้หน่วยงานภาครัฐศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างต่อเนื่อง มีการ “โรดโชว์” ดึงนักลงทุนที่สนใจลงทุนอยู่ตลอด แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล โครงการดังกล่าวก็ถูกพับเก็บไป เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารก็ตั้งเรื่องเปิดประเด็น โยนหินถามทาง กันอีกรอบ    

    ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เตรียมลงพื้นที่วันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เพื่อระดมความคิดเห็น ฟังเสียงของคนในพื้นที่ 

    โดยขั้นตอนต่อไปจะนำข้อมูลมาประมวลกับผลศึกษาเดิม ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อ ครม.ภายในไตรมาส 3 เมื่อ ครม.อนุมัติแล้วจะนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ตั้งเป้าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2573

    สำหรับโครงการ แลนด์บริดจ์ ในรัฐบาลชุดนี้ ใช้ผลการศึกษาของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร วางโมเดลพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างกันด้วยระบบราง และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ภายใต้แนวคิด “One Port Two Side” และการพัฒนาพื้นที่หลังท่าด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องและกิจกรรมเชิงพาณิชย์

    โดยได้คัดเลือกจุดก่อสร้างท่าเรือทั้ง 2 ฝั่งคือ บริเวณแหลมริ่ว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร และแหลมอ่าวอ่าง ต.ราชกรูด อ.เมืองฯ จ.ระนอง ที่สามารถรองรับตู้สินค้าได้ฝั่งละ 20 ล้านทีอียู (ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดยาว 20 ฟุต)

    ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรค ยื่นญัตติด่วนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอที่ประชุมสภาพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้ปรากฏในนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการหาเสียง และยังไม่ได้ปรากฏในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญ และอ้างว่าเป็นโครงการระดับประเทศที่พร้อมผลักดัน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความกังวล

    “บริษัทเดินเรือก็สะท้อนมายังพรรคประชาธิปัตย์ว่า แม้รัฐบาลจะสร้างแลนด์บริดจ์แล้วเสร็จก็ไม่คุ้มค่าที่จะมาใช้บริการ เพราะไม่สามารถประหยัดเวลาได้เท่ากับการผ่านช่องแคบมะละกา และการใช้แลนด์บริดจ์ยังต้องขนย้ายสินค้าขึ้นลงจากเรือหลายต่อ ซึ่งเป็นภาระและเงื่อนไขเวลา รวมถึงยังมีภาระค่าใช้จ่ายอีก ดังนั้นโครงการนี้จึงมีความสุ่มเสี่ยงว่าจะถูกทิ้งร้าง เอกชนไม่ใช้บริการ จึงควรให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณา” นายกรณ์ระบุ

                   นอกจากนั้นยังมีเสียงต้านจากนักอนุรักษ์ที่มองว่าการสูญเสียพื้นที่ทางธรรมชาติทางทะเลที่ประเมินค่าไม่ได้ ไม่คุ้มกับโครงการที่ได้มา 

                   ที่สำคัญคือ ความกังวลว่าพื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ที่จะมีการช่วงชิงพื้นที่การนำระหว่างกัน เลยไปถึงพันธมิตรในภูมิภาคที่เสียประโยชน์จากโครงการดังกล่าวจะมีท่าทีอย่างไร 

                   และด้วยขนาดของโครงการที่มีการลงทุนในวงเงินมหาศาล เกี่ยวพันในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม “รัฐบาล” ถูกมองด้วยความกังขา และถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องเร่งดำเนินการ 

                   ดังนั้นการสื่อสารเพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นและโอกาสที่เป็นไปได้ พร้อมรับประกันว่าไม่เป็นภาระในภายภาคหน้ากับประเทศหากโครงการไปไม่รอด รวมถึงไทม์ไลน์ขั้นตอนต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจนตั้งแต่ต้น

                   โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้รับผิดชอบการขับเคลื่อนโครงการ ย่อมถูกมองว่าหวังผลทางการเมือง หรือมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

    ยิ่งล่าสุดเกิดประเด็นดรามากับ รมต.พรรคเดียวกัน หลังผู้สื่อข่าวที่ถามถึงประเด็นที่ “วราวุธ ศิลปอาชา” ห่วงผลกระทบสิ่งแวดล้อมถ้าไม่ศึกษาอย่างรอบคอบ โดยโต้กลับว่า คงลืมไปว่าตัวเองเป็น รมว.อุตสาหกรรม ไม่ใช่กระทรวงทรัพยากรฯ พร้อมกับปิดไมค์แล้วเดินออกไปจากโต๊ะแถลงข่าวทันที

    ตอกย้ำความเป็น รมต.สายล่อฟ้า ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยในมาตรการแก้ปัญหาน้ำมันแพง ช่วงต้นของเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยไปผูกโยงภูมิหลังเดิมในการทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน 

    ไม่เท่านั้น ยังมีการขยับตัวของเครือข่ายประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ ประกาศรวมพลังต้านโครงการ และ พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เพราะกังวลว่าต่างชาติจะฮุบที่ดิน 99 ปี ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต โดยมุ่งเน้นเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนพัฒนาให้ตรงจุด

    เชื่อว่า “แลนด์บริดจ์” จะกลายเป็นเผือกร้อนของ “รัฐบาล” เพราะกว่าจะตกผลึกและเริ่มนับหนึ่งได้ต้องผ่านหลายขั้นตอนและใช้เวลา แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “ฉันทามติ” ของคนในสังคมที่ออกมาว่าจะไปในทิศทางไหนด้วย

    จึงต้องดูอีกสักระยะว่ารัฐบาลจะแสดงท่าทีเอาจริงเอาจัง ผลักดันสุดตัว หรือใส่เกียร์ถอย ลบกระแสต้านที่กำลังใช้ประเด็นนี้เป็นเชื้อไฟในการรวมตัวของฝ่ายต่อต้าน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/989555/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sAtXFoNaPB4HymEsf-X0S

  • 7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานนโยบายระดับชาติ ในโอกาสครบรอบ 7 ปี แห่งการก่อตั้ง 

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ฉายภาพผลสำเร็จจากการขับเคลื่อน “7 นโยบายหลัก” ที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม กำลังคน และ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
     

    นโยบายที่ 1 การขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ (Climate & Net Zero) 

    สอวช. ทำหน้าที่ออกแบบนโยบายและกลไกเชิงระบบเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยมีโครงการ “Net Zero Campus” เป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ยกระดับมหาวิทยาลัยกว่า 50 แห่ง ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคาร์บอนต่ำของประเทศ 

    คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนด้านการประเมินคาร์บอนรองรับมาตรฐาน ESG ในอนาคต รวมถึงการพัฒนา “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” และเครื่องมือ Green Enterprise Indicator (GEI) เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

                                   7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    นโยบายที่ 2 การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) 

    สอวช. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การผลิตอาหารมูลค่าสูง ผ่านการพัฒนากลไกสำคัญ เช่น บัญชีสารสำคัญ (Positive List) และ Regulatory Sandbox เพื่อรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพและเร่งการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และตลาดในประเทศประมาณ 190,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจฐานเกษตรสู่ฐานนวัตกรรม

    นโยบายที่ 3 การผลักดันกลไก University Holding Company และธุรกิจ Spin-off เพื่อเร่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 

    ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจัดตั้ง Holding Company แล้ว 12 แห่ง ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมกว่า 110 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดย สอวช. มุ่งพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

                              7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    นโยบายที่ 4 Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปการอุดมศึกษา 

    เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาทดลองรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน โดยมีการอนุมัติหลักสูตรแล้ว 24 ข้อเสนอ และคาดว่าจะผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงกว่า 26,620 คน 

    พร้อมทั้งเกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ เช่น Competency-based Learning การออกแบบหลักสูตรแบบ Modular และการร่วมพัฒนาหลักสูตรกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนา Top-down Sandbox ในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ และรูปแบบสหกิจศึกษา Coop+ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

                               7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    นโยบายที่ 5 STEMPlus Platform เป็นกลไกเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับการจ้างงานจริง 

    โดยสามารถสร้างงานทักษะสูงด้าน STEM แล้วกว่า 13,000 ตำแหน่ง จากกว่า 200 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินเดือนรวมกว่า 4,400 ล้านบาทต่อปี และมีผู้ผ่านการพัฒนาทักษะแล้วมากกว่า 450,000 คน พร้อมทั้งขับเคลื่อนมาตรการ STEM++ ร่วมกับ BOI เพื่อพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสร้างฐานข้อมูลความต้องการกำลังคนของประเทศอย่างเป็นระบบ

    นโยบายที่ 6 Social Enterprise Incubation Platform (SEIP) เป็นกลไกบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม 

    โดยทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนและหน่วยบ่มเพาะในพื้นที่จริงทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบทางสังคมอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ผ่านโครงการนำร่องในพื้นที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ และ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ในการออกแบบนโยบายและกลไกความร่วมมือที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะ และสามารถขยายผลเชิงนโยบายในระยะต่อไป

                               7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    นโยบายที่ 7 การปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม 

    ผ่านการจัดตั้ง สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อเป็นกลไกใหม่ที่มีความคล่องตัวสูงในการบริหารจัดการทุนวิจัย การลงทุนร่วมกับภาคเอกชน และการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร

    โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ถึงร้อยละ 2 ของ GDP ภายในปี 2570

    ดร.สุรชัย กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา สอวช. ได้วางรากฐานสำคัญของระบบ อววน. ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการพัฒนากำลังคน การยกระดับเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

    “สอวช. ไม่ได้เพียงทำหน้าที่ออกแบบนโยบาย แต่ยังยกระดับระบบของประเทศ เพื่อให้สามารถใช้ศักยภาพของ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อววน. ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างมั่นคง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวปิดท้าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Uz_qS2cZFKzIk68nBdVjh

  • รัฐบาลผลงานไม่เข้าเป้า ‘ดัชนีการเมือง’ เดือนเม.ย.ลดลงทุกตัวชี้วัด

    รัฐบาลผลงานไม่เข้าเป้า ‘ดัชนีการเมือง’ เดือนเม.ย.ลดลงทุกตัวชี้วัด

    Print

    3 พฤษภาคม 2569 – สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน เฉลี่ย 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้ 3.89 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.31 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.22 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 39.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 28.22  ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 27.82 รองลงมาคือ รักชนก  ศรีนอก ร้อยละ 23.25  สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ร้อยละ 49.82 และสิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน คือ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 44.37    

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาล     ในการบรรเทาผลกระทบแทน  วิกฤตภายนอกครั้งนี้จึงเป็น “บททดสอบ” ความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤตตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ “ระยะห่างของความคาดหวัง” ระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนต่อไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/989703/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SQuOhGCAM5eOqFV66Msgc

  • นิด้าโพล เผยคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” แม้กังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อม-ปัญหาทุจริตโครงการ : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผยคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” แม้กังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อม-ปัญหาทุจริตโครงการ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์ จะมาแล้ว”

    1. ท่านเคยได้ยินและมีความเข้าใจเกี่ยวกับ “โครงการแลนด์บริดจ์” หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) แค่ไหน

    กลุ่มตัวอย่าง 54.43% ระบุว่า เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ

    รองลงมา 26.67% ระบุว่า เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง เกี่ยวกับโครงการฯ

    ส่วนอีก 10.52% ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมากเกี่ยวกับโครงการฯ

    ขณะที่ 7.08% ระบุว่า ไม่เคยได้ยินใด ๆ เลย เกี่ยวกับโครงการฯ

    และอีก 1.30% ระบุว่า เคยได้ยินแต่ไม่เข้าใจเลย เกี่ยวกับโครงการฯ

    2.ท่านมีความกังวลใจเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ในเรื่องใดบ้าง

    อันดับ 1 กลุ่มตัวอย่าง 38.03% ระบุว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทั้งทางบกและทางทะเล

    อันดับ 2 กลุ่มตัวอย่าง 33.16% ระบุว่า ไม่กังวลใจใด ๆ เลย

    อันดับ 3 กลุ่มตัวอย่าง 29.71% ระบุว่า ผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น เช่น การถูกเวนคืนที่ดิน วิถีชีวิตท้องถิ่นที่อาจจะเปลี่ยนไป

    อันดับ 4 กลุ่มตัวอย่าง 25.81% ระบุว่า การทุจริตและความไม่โปร่งใสของโครงการฯ

    อันดับ 5 กลุ่มตัวอย่าง 15.30% ระบุว่า ความคุ้มค่าในระยะยาว

    อันดับ 6 กลุ่มตัวอย่าง 12.08% ระบุว่า การถูกต่อต้านจากชุมชน คนในพื้นที่

    อันดับ 7 กลุ่มตัวอย่าง 11.78% ระบุว่า คนใต้จะได้ประโยชน์อะไร

    อันดับ 8 กลุ่มตัวอย่าง 11.40% ระบุว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะได้ประโยชน์อะไร

    อันดับ 9 กลุ่มตัวอย่าง 10.50% ระบุว่า ปัญหาการก่อสร้างโครงการฯ ที่ล่าช้าหรือไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

    อันดับ 10 กลุ่มตัวอย่าง 7.58% ระบุว่า ปัญหางบประมาณของรัฐ หากต้องลงทุนทำโครงการเอง

    อันดับ 11 กลุ่มตัวอย่าง 6.30% ระบุว่า ปัญหาการหาผู้ลงทุนในโครงการฯ

    อันดับ 12 กลุ่มตัวอย่าง 6.15% ระบุว่า ในอนาคตไทยอาจจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแข่งขันกันของประเทศมหาอำนาจ

    อันดับ 13 กลุ่มตัวอย่าง 4.35% ระบุว่า ปัญหาโครงการฯ อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง

    อันดับ 14 กลุ่มตัวอย่าง 3.98% ระบุว่า การถูกต่อต้านจาก NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) นักวิชาการ นักการเมือง

    อันดับ 15 กลุ่มตัวอย่าง 0.98% ระบุว่า การถูกต่อต้านจากต่างประเทศ

    3. ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับโครงการแลนด์บริดจ์

    กลุ่มตัวอย่าง 34.21% ระบุว่า เห็นด้วยมาก

    รองลงมา 33.01% ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย

    ส่วนอีก 19.43% ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย

    และอีก 13.35% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว มาจากความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคใต้ จำนวน 14 จังหวัด ประกอบด้วย ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง สตูล นราธิวาส ปัตตานี และยะลา กระจายทุกระดับการศีกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,455 หน่วยตัวอย่าง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589668&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sTJxvUp0tEouj-IACepWv

  • ตลาดสีเขียวขยายตัว ไทยเร่งโตแซงโลก เปิดทางธุรกิจ BCG -เศรษฐกิจหมุนเวียน

    ตลาดสีเขียวขยายตัว ไทยเร่งโตแซงโลก เปิดทางธุรกิจ BCG -เศรษฐกิจหมุนเวียน

    ตลาดสีเขียวขยายตัว ไทยเร่งโตแซงโลก เปิดทางธุรกิจ BCG -เศรษฐกิจหมุนเวียน

    ตลาดสีเขียวไทยโตต่อเนื่อง ยังมีโอกาสสร้างมูลค่าประเทศในตลาดโลก หนุนปั้นระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างครบวงจร เร่งขับเคลื่อนมาตรฐาน GEI ยกระดับผู้ประกอบการทั้งห่วงโซ่อุปทาน

    ตลาดสีเขียวมีทิศทางโต ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ตลาดสีเขียวของโลกและโอกาสของไทย โดยพบว่ามูลค่าตลาดสีเขียวโลกปรับขึ้นจาก 20,518 พันล้านบาท ในปี ค.ศ. 2015 สู่มูลค่า 32,858 พันล้านบาทในปี ค.ศ. 2024 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.03% ต่อปี 

    ขณะที่ตลาดสีเขียวของไทยมีมูลค่าเติบโตขึ้นเช่นกัน จาก 218 พันล้านบาท ในปี ค.ศ. 2015 สู่มูลค่า 369 พันล้านบาทในปี ค.ศ. 2024 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.68% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของโลก 

    จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าตลาดสีเขียวไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวาระทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากตลาดสีเขียวโลกกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานสีเขียวนี้และเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน อีกทั้งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการจากแรงกดดันด้านคาร์บอน มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนและหากไม่ดำเนินการตามอาจทำให้กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไป

    สำหรับโอกาสของเศรษฐกิจหมุนเวียนไทยในตลาดวัตถุดิบรอบสอง (Secondary Raw Material, SRM) ที่เป็นตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของเศรษฐกิจหมุนเวียน จากการวิเคราะห์มูลค่าในตลาดของไทยพบว่า มูลค่าส่งออกสะสมช่วง 2015-2024 ของไทยอยู่ที่ 451.69 พันล้านบาท มีอัตราการเติบโต 1.16% ต่อปี 

    ในขณะที่มูลค่านำเข้าโลกสะสมในช่วงเวลาเดียวกันของ SRM อยู่ที่ 34,371.70 พันล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วน SRM การนำเข้าของโลกต่อตลาดสีเขียวโลกอยู่ร้อยละ 13.76 มีอัตราการเติบโต 5.04% ต่อปี เมื่อวิเคราะห์โอกาสของ SRM ในประเทศจะเห็นว่ามีสัดส่วน SRM การส่งออกไทยต่อตลาดสีเขียวโลกอยู่ร้อยละ 16.41 ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ลำดับต้นๆ ของการส่งออกไทยและการนำเข้าของโลกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ได้แก่ 

    • พลาสติกเป็นตลาด SRM หลักของไทยและของโลก
    • วัสดุก่อสร้างและวัสดุจากการรื้อถอนมีอัตราเติบโตของไทยสูงสุด
    • โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ แสดงว่ายังมีช่องว่างในการยกระดับความสามารถของไทยในการแข่งขันในตลาดโลกขึ้นได้อีก

    ดร.ศรวณีย์ กล่าวต่อถึงระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Ecosystem) ที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ และเป็นข้อมูลที่ระบุในกรอบนโยบายนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน: วิสัยทัศน์ พ.ศ. 2573 

    โดยระบบนิเวศนี้เริ่มตั้งแต่ระดับนโยบายที่ต้องมีความชัดเจนและเชื่อมโยงในระดับนานาชาติร่วมด้วย เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายระดับประเทศ ในระดับที่ต้องรับลูกดำเนินการคือโครงสร้างและปัจจัยเอื้อ ประกอบด้วย การพัฒนาขีดความสามารถ ระบบการรับรองคุณสมบัติ/มาตรฐาน การวิจัยและพัฒนา กฎระเบียบและแรงจูงใจทางการเงิน/การคลัง เครื่องมือการลงทุน และการส่งเสริมการขายและการส่งออก

    และผู้เล่นในระบบที่สำคัญคือระดับที่ 3 นี้ผู้ประกอบการ เป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งต้องมีแนวทางการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ สร้าง Feed Stock Loop อาทิ สร้างผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบรอบสอง (Secondary Material) ให้มากขึ้น และด้านประชาชน ที่เป็นส่วนสำคัญของการสร้างตลาด ดังนั้นต้องมีการสร้างความตระหนัก พฤติกรรมการบริโภค และเป็นส่วนในการจัดเก็บวัสดุส่งคืนของระบบ

    ตัวอย่างการขับเคลื่อนนโยบายที่ สอวช. กับเครือข่ายอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ร่วมกันพัฒนามาตรฐานการตรวจสอบรับรองแห่งชาติ (มตช.) ตัวชี้วัดสำหรับผู้ประกอบการเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Enterprise Indicator: GEI) ซึ่งการทำมาตรฐานนี้จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวในระดับห่วงโซ่อุปทานและเป็นการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่เป็นส่วนหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope3) ในบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินการเรื่องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

    นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ร่วมกับบริษัท Tact นำ GEI มาใช้งานบน AI Platform เพื่อสร้างระบบประเมินด้วย AI สำหรับให้รางวัลผู้ประกอบการ BCG โดย สอท. เป็นผู้ริเริ่ม ร่วมด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/741840&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-5l_DxXiqRRvfnKsiWRhe