Category: เศรษฐกิจ

  • คนมะกันอัด ทรัมป์ ตระบัดสัตย์ โพลชี้สงครามอิหร่านคือความผิดพลาด ทำเศรษฐกิจทั้งโลกพัง

    คนมะกันอัด ทรัมป์ ตระบัดสัตย์ โพลชี้สงครามอิหร่านคือความผิดพลาด ทำเศรษฐกิจทั้งโลกพัง

    คนมะกันอัด ทรัมป์ ตระบัดสัตย์ โพลชี้สงครามอิหร่านคือความผิดพลาด ทำเศรษฐกิจทั้งโลกพัง

    วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.39 น.

    2 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลสำรวจล่าสุดพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า การตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเป็นความผิดพลาด เนื่องจากสงครามดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ค่าครองชีพในสหรัฐฯ สูงขึ้น

    ผลสำรวจความคิดเห็นของ วอชิงตัน โพสต์ – เอบีซี นิวส์ – ศูนย์วิจัยอิปซอส ที่เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า พลเมืองร้อยละ 61 ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าการใช้กำลังทหารต่ออิหร่านเป็น “ความผิดพลาด” ขณะที่เพียงร้อยละ 36 กล่าวว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

    ผลสำรวจนี้เป็นผลสำรวจล่าสุดที่พบว่าระดับการสนับสนุนสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากกับอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์นั้นอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสงครามดังกล่าวได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคนทั่วตะวันออกกลางและทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น

    เมื่อถามว่าพวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรมเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถาม 44 เปอร์เซ็นต์ กล่าวว่า พวกเขาได้ลดการขับรถลง และ 42 เปอร์เซ็นต์ กล่าวว่า พวกเขาทำเช่นเดียวกันกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็น 56 เปอร์เซ็นต์ และ 59 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์ต่อปี

    ความกังวลเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

    สงครามยังถูกมองว่าขัดแย้งกับคำสัญญาของทรัมป์ที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามต่างประเทศที่ไม่จำเป็น และ 46 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าการตัดสินใจโจมตีอิหร่านนั้นไม่สอดคล้องกับจุดยืนที่ทรัมป์แสดงออกระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี

    เมื่อถามว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านประสบความสำเร็จหรือไม่ ร้อยละ 39 ตอบว่าไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ร้อยละ 19 ตอบว่าประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 41 ตอบว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกได้

    อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนสงครามยังคงแข็งแกร่งในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันของทรัมป์ เกือบร้อยละ 80 ของพรรครีพับลิกันกล่าวว่าการตัดสินใจโจมตีอิหร่านเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าพวกเขาจะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างเท่าๆ กันระหว่างการให้คะแนนปฏิบัติการว่าประสบความสำเร็จและการระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกได้

    เรียบเรียงจาก : Poll finds 61 percent of Americans believe attacking Iran was a mistake

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/962087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Nek1EwfMiPUfmYZg0m-aw

  • นิกร หนุนดัน แลนด์บริดจ์ เต็มสูบ ชี้กุญแจสำคัญปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

    นิกร หนุนดัน แลนด์บริดจ์ เต็มสูบ ชี้กุญแจสำคัญปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

    นิกร หนุนดัน แลนด์บริดจ์ เต็มสูบ ชี้กุญแจสำคัญปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

    วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.39 น.

    วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  แสดงความเห็นถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ในฐานะที่ผมเป็นคนใต้และเฝ้าติดตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดของเรามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณเมื่อปี 2531 ซึ่งมีความคิดเห็นที่ดีด้านการต่างประเทศต่อโอกาสของไทย และชาวใต้ ผมขอแชร์มุมมองต่อโครงการ Land Bridge   ระนอง-ชุมพร เพื่อให้ได้เห็นถึงโอกาสครั้งสำคัญของภาคใต้เราครับ

    ผมขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง- ชุมพร ให้เกิดขึ้นจริงครับ เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกภาคใต้จากการถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ และเปลี่ยนเราให้เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกอย่างแท้จริง โดยต้องเน้นการเชื่อมโยงด้วย “ระบบท่อส่งน้ำมัน” และ “รถไฟรางคู่” เป็นแกนหลัก

    ผมถึงเห็นว่าจะต้องทำตอนนี้ โดยเหตุผลหลักคือเรื่อง “ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ” ครับ ปัจจุบันโลกมีความผันผวนสูงมาก ดูอย่างวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากเหตุการณ์ลักษณะนี้ลุกลามมาถึงช่องแคบมะละกาที่ปัจจุบันรองรับการค้าโลกถึง 40% หรือแม้ไม่เกิดขึ้นช่องแคบมะละกาก็กำลังจะเต็มความจุในปี 2573 เศรษฐกิจเราจะลำบากมาก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเส้นทางสำรองที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดสินค้าผ่านจากจีน อินเดีย ลาว และเมียนมา ให้ไหลผ่านภาคใต้ของเรา

    จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้มาหลายคณะแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือบทเรียนจากในอดีต ผมเคยร่วมศึกษาโครงการขุดคอคอดกระอย่างละเอียดและพบว่าทำไม่ได้เพราะไม่คุ้มทุนและกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล แต่โครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่นี้ต่างออกไปครับ จากที่ผมไปลงพื้นที่ดูด้วยตัวเองในฐานะกรรมาธิการคมนาคมของสภาชุดที่ 25 และได้เคยไปดูงานที่ท่าเรือ จ.ระนอง เมื่อเดือนมกราคม 2564 ผมเห็นว่าการเลือกที่ตั้งท่าเรือฝั่งระนองที่ “แหลมอ่าวอ่าง” ซึ่งมีความลึกน้ำถึง 21 เมตร และอยู่ติดทะเลเปิด ไม่ต้องขุดเข้าไปในแผ่นดินลึกเหมือนที่เดิม จะช่วยลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เราหวงแหนได้มาก คุ้มค่ากับการลงทุนซึ่งจะจูงใจนักลงทุนระดับโลกได้จริง

    บทสรุปของคนใต้เพื่ออนาคตประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่าโครงการนี้คือการสืบสานวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลด้านการต่างประเทศของท่านอดีตนายกฯ ชาติชาย มองเห็นว่าภาคใต้เป็นทำเลทองที่สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ และเกรงว่าประเทศเรานั้นสุ่มเสี่ยงอยู่เช่นกันจากหากเกิดปัญหาการออกจากอ่าวไทยที่ต้องผ่านพื้นที่ซ้อนทับทางทะเลทั้งกับ เขมรที่กำลังมีปัญหากันอยู่ ทั้งเวียตนามและมาเลเซียก็มีพื้นที่ทับซ้อนกัน จำที่จะต้องหาทางออกอีกฝั่งทะเลตะวันออกไว้ไว้  เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นจากสงครามและผลกระทบต่อการเดินเรือที่ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องฉวยโอกาสนี้ผลักดัน ซึ่งหากเราทำสำเร็จ โครงการนี้จะสร้างงานได้อย่างมากมาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกหลานชาวใต้ให้ยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยน “ทำเลทอง” ของเราให้กลายเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศเสียที

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962088&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JOi-GDcm4MKCcpmaqUmgr

  • “นิกร” ในฐานะคนใต้ หนุน “แลนด์บริดจ์” ปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

    “นิกร” ในฐานะคนใต้ หนุน “แลนด์บริดจ์” ปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

    “นิกร” โพสต์ในฐานะคนใต้ หนุนเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” ระนอง-ชุมพร ชี้ยุทธศาสตร์สำคัญเชื่อมสองมหาสมุทร ช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานไทย

    2 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งชาวใต้ ออกโรงสนับสนุน โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เส้นทางเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างระนอง-ชุมพร เพื่อเสริมสร้าง ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ และทางออกด้าน โลจิสติกส์ ของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตการเดินเรือโลก โดยชูจุดเด่นการเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ที่จะเปลี่ยนภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางการค้าอย่างยั่งยืน โดยได้มีการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า 

    ในฐานะที่ผมเป็นคนใต้ และเฝ้าติดตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดของเรามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2531 ซึ่งมีความคิดเห็นที่ดีด้านการต่างประเทศต่อโอกาสของไทย และชาวใต้ ผมขอแชร์มุมมองต่อโครงการ Land Bridge ระนอง-ชุมพร เพื่อให้ได้เห็นถึงโอกาสครั้งสำคัญของภาคใต้เราครับ 

    ผมขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ระนอง- ชุมพร ให้เกิดขึ้นจริงครับ เพราะนี่คือกุญแจสำคัญ ที่จะปลดล็อกภาคใต้จากการถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ และเปลี่ยนเราให้เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกอย่างแท้จริง โดยต้องเน้นการเชื่อมโยงด้วย “ระบบท่อส่งน้ำมัน” และ “รถไฟรางคู่” เป็นแกนหลัก

    ผมถึงเห็นว่า จะต้องทำตอนนี้ โดยเหตุผลหลักคือเรื่อง “ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ” ครับ ปัจจุบันโลกมีความผันผวนสูงมาก ดูอย่างวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากเหตุการณ์ลักษณะนี้ลุกลามมาถึงช่องแคบมะละกา ที่ปัจจุบันรองรับการค้าโลกถึง 40% หรือแม้ไม่เกิดขึ้นช่องแคบมะละกา ก็กำลังจะเต็มความจุในปี 2573 เศรษฐกิจเราจะลำบากมาก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเส้นทางสำรอง ที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดสินค้าผ่านจากจีน อินเดีย ลาว และเมียนมา ให้ไหลผ่านภาคใต้ของเรา 
     

    นายนิกร จำนง สส.พรรคภูมิใจไทย

    จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้มาหลายคณะแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ บทเรียนจากในอดีต ผมเคยร่วมศึกษาโครงการขุดคอคอดกระอย่างละเอียดและพบว่า ทำไม่ได้ เพราะไม่คุ้มทุนและกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล แต่โครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่นี้ต่างออกไปครับ จากที่ผมไปลงพื้นที่ดูด้วยตัวเอง ในฐานะกรรมาธิการคมนาคมของสภาชุดที่ 25 ผมเห็นว่า การเลือกที่ตั้งท่าเรือฝั่งระนองที่ “แหลมอ่าวอ่าง” ซึ่งมีความลึกน้ำถึง 21 เมตร และอยู่ติดทะเลเปิด ไม่ต้องขุดเข้าไปในแผ่นดินลึกเหมือนที่เดิม จะช่วยลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เราหวงแหนได้มาก คุ้มค่ากับการลงทุนซึ่งจะจูงใจนักลงทุนระดับโลกได้จริง

    บทสรุปของคนใต้เพื่ออนาคตประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่า โครงการนี้คือการสืบสานวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลด้านการต่างประเทศของท่านอดีตนายกฯ ชาติชาย มองเห็นว่า ภาคใต้เป็นทำเลทองที่สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ และเกรงว่าประเทศเรานั้นสุ่มเสี่ยงอยู่เช่นกัน จากหากเกิดปัญหาการออกจากอ่าวไทย ที่ต้องผ่านพื้นที่ซ้อนทับทางทะเลได้ จำเป็นที่จะต้องหาทางออกอีกฝั่งทะเลตะวันออกไว้ไว้ เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นจากสงคราม และผลกระทบต่อการเดินเรือที่ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องฉวยโอกาสนี้ผลักดัน ซึ่งหากเราทำสำเร็จ โครงการนี้จะสร้างงานได้อย่างมากมาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกหลานชาวใต้ให้ยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยน “ทำเลทอง” ของเราให้กลายเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศเสียที 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VYeDeekxS2tFIKZpEIkgV

  • ธปท. ชี้ไทยโชคดีลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจรองรับสงคราม จับตาเอกภาพเฟด หลังเสียงแตก-เปลี่ยนผู้นำ : อินโฟเควสท์

    ธปท. ชี้ไทยโชคดีลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจรองรับสงคราม จับตาเอกภาพเฟด หลังเสียงแตก-เปลี่ยนผู้นำ : อินโฟเควสท์

    นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็น “มหกรรมธนาคารกลาง” (Central bank bonanza) โดยนอกจากจะมีการประชุม กนง. ของไทยที่ผมเป็นเลขานุการแล้ว ยังมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั้งสหรัฐฯ (เฟด) ญี่ปุ่น (BoJ) ยุโรป (ECB) และอังกฤษ (BoE) ในสัปดาห์นี้ด้วย

    รอบนี้ เฟดแถลงผลการประชุมวันที่ 29 เมษายน วันเดียวกันกับไทย และเป็นเวลา 14.30 น. เช่นกัน แต่ห่างกัน 11 ชั่วโมง เพราะเป็นคนละ Time zone ปีนี้จะมีแบบนี้อีกทีก็วันที่ 28 ตุลาคม

    เช่นเดียวกันกับ กนง. (และ BoJ ECB และ BoE) เฟดตัดสินใจ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ต่างกันที่ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ ขณะที่เฟดเสียงแตก 8:4 ซึ่งเป็นการประชุมเฟดที่มีเสียงแตกมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2535

    อย่างไรก็ดี ใน 4 คนที่เห็นต่างจากเสียงส่วนใหญ่ มีเพียงคนเดียวที่โหวตให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือ Stephen Miran ซึ่งเป็นคนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งเข้ามาชั่วคราว ขณะที่อีก 3 คน ได้แก่ Beth Hammack, Neel Kashkari และ Lorie Logan โหวตให้คงดอกเบี้ยเหมือนกับอีก 8 คน แต่ทั้ง 3 คน ไม่เห็นด้วยกับประโยคที่ชี้ว่า เฟดอาจจะมีการลดดอกเบี้ยในอนาคต (Easing bias stance) ในแถลงการณ์ของการประชุม จากความเป็นห่วงสถานการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่พอเงินเฟ้อจุดติดแล้วมักจะลงช้า

    นายดอน กล่าวว่า การตัดสินนโยบายการเงินของเฟดมีความน่าสนใจ เพราะเฟดเป็นธนาคารกลางหลักธนาคารเดียวที่ยังไม่จบวัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ย โดยในช่วงต้นปี ตลาดยังมองว่า เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 2 ครั้งในปีนี้ แต่หลังการแถลงล่าสุดของเฟด ตลาดมองว่าปีนี้ เฟดจะไม่มีการลดปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว

    ขณะที่มองย้อนกลับไป ถ้าสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์เกิดขึ้นเร็วกว่านั้นเพียง 3 วัน กนง. ที่ประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ คงไม่ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะเหตุผลหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันนั้น คือ การส่งสัญญาณดูแลเงินเฟ้อระยะปานกลาง (2-3 ปีข้างหน้า) ที่มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายนานกว่าคาด

    ขณะที่ล่าสุด ประมาณการเงินเฟ้อของ ธปท. ทั้งปี 2569 และปี 2570 ปรับกลับมาอยู่ในกรอบทั้ง 2 ปีจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น จึงนับเป็นว่าเป็นโชคดีของเศรษฐกิจไทยที่ได้ภาวะดอกเบี้ยต่ำมารองรับผลกระทบจากสงคราม แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม

    กลับมาที่การประชุมเฟด นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า กรรมการ 3 คน ที่เห็นต่าง ต้องการส่งสัญญาณไปที่ Kevin Warsh (เควิน วอร์ช) ที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) แทน Jerome Powell ที่จะหมดวาระประธาน FOMC ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ว่า ถ้า Warsh จะให้ FOMC ลดดอกเบี้ย งานนี้ไม่หมู

    ดราม่าของการประชุมเฟดครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เสียงที่แตก แต่ในช่วงแถลงข่าว Powell ประกาศว่า เขาจะยังทำหน้าที่เป็นกรรมการใน FOMC ต่อไป จนกว่าการสอบสวนโดยกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ของสหรัฐฯจะยุติลงแบบ “เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด และโปร่งใส” (Well and truly over with finality and transparency) ซึ่งแปลว่า เขาจะร่วมประชุม FOMC ครั้งถัด ๆ ไปด้วย

    “แม้ Powell จะบอกว่า เขาจะทำตัว Low profile และจะไม่เป็นประธานเงา คอยชี้นำการตัดสินใจของประธานคนใหม่ แต่ในทางปฏิบัติ การมีอดีตประธานนั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย ผมว่ามันไม่ง่ายสำหรับ Warsh ที่ประกาศว่า จะสร้างการเปลี่ยนแปลง (Regime change) ให้กับเฟด ภายในการนำของเขา”

    ดังนั้น คงต้องติดตามต่อไปว่าระหว่างนี้จนถึงการประชุมเฟดครั้งถัดไป วันที่ 16-17 มิถุนายน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะสั่งให้ DOJ ยุติการสอบสวน Powell โดยสิ้นเชิง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ Warsh หรือไม่

    หรือเราจะเห็นภาพประวัติศาสตร์ที่มีประธานและอดีตประธานประชุมร่วมกันแบบที่เคยเกิดขึ้นสั้นๆในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ของ Arthur Burns (ยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตพลังงานและภาวะ Stagflation) แม้รายละเอียดของยุคสมัยจะต่างกัน แต่ความอึดอัดในการทำงานร่วมกันระหว่างประธานที่เพิ่งพ้นวาระหลังจากดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนานกับประธานคนใหม่ ย่อมสร้างแรงเสียดทานและเป็นความท้าทายต่อความเป็นเอกภาพในการตัดสินใจของเฟดหลังจากนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589613&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1POlAznVyk0d_qHtH1pt7i

  • ทัพ OTOP 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง บุกเซ็นทรัลโคราช ชูภูมิปัญญาสร้างสรรค์เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ทัพ OTOP 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง บุกเซ็นทรัลโคราช ชูภูมิปัญญาสร้างสรรค์เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “CREATIVE WISDOM FOR SMART LIVING” อัตลักษณ์ภูมิปัญญา 5 เมืองเหนือ ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ โดยมี นายชัยพร เขิมขันธ์ พัฒนาการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา

    โดยการจัดงานในครั้งนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพิษณุโลกมุ่งหวังให้เป็นมหกรรมแสดงและจำหน่ายสุดยอดผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 เพื่อยกระดับสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีการค้าสมัยใหม่ ซึ่งสอดรับกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ (NSEC) กับตะวันออก–ตะวันตก (EWEC) อย่างเป็นรูปธรรม

    กิจกรรมภายในงานซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน ถึง 4 พฤษภาคม 2569 ผู้เข้าชมจะได้พบกับสินค้า OTOP โดดเด่นและผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพสูงที่สะท้อนถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมจากทั้ง 5 จังหวัด อาทิ งานหัตถกรรมประณีต อาหารแปรรูปขึ้นชื่อ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ และสินค้าเกษตรมูลค่าสูง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเพื่อต่อยอดการค้าในอนาคต พร้อมรับชมความบันเทิงจากศิลปินชื่อดังที่สลับหมุนเวียนมาสร้างสีสันตลอดงาน ไม่ว่าจะเป็น กานดา อาร์สยาม, ป๊ายปาย โอริโอ้, นุ่น ซุปเปอร์วาเลนไทน์, อิสร์ อิสรพงศ์ และเรไร ไลฟ์สด

    โครงการนี้นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างลงตัว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพจากชุมชนไทยในมิติที่ร่วมสมัยและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ทั้งในระดับประเทศและระดับสากลต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5829915/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30J03hJn9SliTxDiyCgWIV

  • กรมพัฒนาธุรกิจฯ เร่งเสริมศักยภาพโลจิสติกส์ไทย รับมือ “Polycrisis” ท่ามกลางความผันผวนรอบด้านของเศรษฐกิจโลก

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ เร่งเสริมศักยภาพโลจิสติกส์ไทย รับมือ “Polycrisis” ท่ามกลางความผันผวนรอบด้านของเศรษฐกิจโลก

    เศรษฐกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ เร่งเสริมศักยภาพโลจิสติกส์ไทย รับมือ “Polycrisis” ท่ามกลางความผันผวนรอบด้านของเศรษฐกิจโลก

    วันเสาร์ ที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

               กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดอบรมหลักสูตร “Polycrisis Logistics : ผลกระทบและกลยุทธ์รับมือสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน” เสริมแกร่งศักยภาพผู้ประกอบการโลจิสติกส์ให้พร้อมรับมือความท้าทายและวิกฤตรอบด้าน ผู้ประกอบการโลจิสติกส์สมัครเข้าร่วมอบรมได้ตั้งแต่บัดนี้ – 5 พฤษภาคม 2569 ทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th

               เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคโลจิสติกส์ทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจโลจิสติกส์ อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งในมิติของประสิทธิภาพ การบริหารความเสี่ยง และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอนสูง

               เพื่อเสริมแกร่งในธุรกิจโลจิสติกส์ไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “Polycrisis Logistics : ผลกระทบและกลยุทธ์รับมือสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ไทย  ในสถานการณ์ปัจจุบัน” ในวันศุกร์ที่8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ราชพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศจากสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมาร่วมให้ความรู้ใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1) Global Impact : วิกฤตโลกกระทบธุรกิจ 2) Supply Chain Disruption : จุดเสี่ยงที่ทำให้ธุรกิจสะดุด  และ 3) Cost Impact : ต้นทุนในยุคพลังงานและค่าระวางสูง และ 4) Cyber & AI Risk : ป้องกันความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมในยุคปัจจุบันเพื่อยกระดับมุมมองเชิงยุทธศาสตร์และเสริมเครื่องมือในการตัดสินใจให้ผู้ประกอบการให้สามารถอยู่รอดปรับตัวและสร้างความได้เปรียบในสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนสูง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Workshop : Response Strategy : วางแผนธุรกิจอย่างไรให้อยู่รอดที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้จำลองสถานการณ์วิเคราะห์ความเสี่ยงและพัฒนาแนวทางการรับมือที่สอดคล้องกับบริบทธุรกิจของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม

               อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ธุรกิจโลจิสติกส์ในวันนี้ ไม่ได้ตัดสินกันที่ว่า ใครขนส่งได้ถูกที่สุดอีกต่อไป เพราะต้นทุนสามารถถูกแทนที่ได้เสมอ แต่ความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนต่างหากที่สร้างความได้เปรียบอย่างแท้จริง ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางและวิกฤตสงครามที่ยืดเยื้อ จึงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและมีความผันผวนรายวัน ดังนั้น ผู้ชนะในเกมจึงไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุดในวันที่ปกติ แต่คือ คนที่ยังคงวิ่งต่อได้..แม้ในวันที่โลกเปลี่ยนกติกา” จากฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569) มีนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ (ยกเว้นธุรกิจขนส่งคนโดยสาร) จำนวน 37,737 ราย

             ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมสัมมนาได้ตั้งแต่บัดนี้ – 5 พฤษภาคม 2569 ทาง www.dbd.go.th และ QR Code หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจโลจิสติกส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5955 และ e mail : logisticsdbd@gmail.com
    #SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/474699&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K3q6GrpC_jVy9aW7vVzJp

  • คนละครึ่งพลัสลงทะเบียน กลาง พ.ค. 69 อัปเดตวิธีกดรับสิทธิบนเป๋าตัง โครงการไทยช่วยไทยพลัส

    คนละครึ่งพลัสลงทะเบียน กลาง พ.ค. 69 อัปเดตวิธีกดรับสิทธิบนเป๋าตัง โครงการไทยช่วยไทยพลัส

    คนละครึ่งพลัสลงทะเบียน กลาง พ.ค. 69 อัปเดตวิธีกดรับสิทธิบนเป๋าตัง โครงการไทยช่วยไทยพลัส

    แม้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยว่า  ในการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จะยังไม่มีการเสนอ “โครงการไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากยังต้องรอความชัดเจนของกรอบงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการ ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเกิดขึ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้

    ไทยช่วยไทยพลัส (หรือคนละครึ่งพลัส) ลงทะเบียนเมื่อไหร่?

    • ลงทะเบียน กลาง พ.ค. 69
    • เริ่มใช้  มิ.ย. 69
    • ได้สูงสุด 4,000 บาท (1,000 บาท x 4 เดือน)
    • รัฐช่วย 60% จ่ายเอง 40%
    • ลงทะเบียนผ่านแอป เป๋าตัง
    • คนเก่า  กดยืนยันรับสิทธิบนเป๋าตัง
    • คนใหม่  ลงทะเบียนผ่านแอปเป๋าตัง

    การใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัสรอบใหม่

    ต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้น ๆ จะไม่ทบเหมือนครั้งก่อน ยกตัวอย่างเช่น เดือนมิถุนายน ได้ 1,000 บาทต้องใช้ให้หมด พอมา เดือนกรกฎาคม ก็จะได้อีก 1,000 บาท

    คนละครึ่งพลัสลงทะเบียน

    วิธีกดรับสิทธิเป๋าตัง รับเงิน 4,000 บาท ไทยช่วยไทยพลัง สำหรับรายเก่า ทำตามขั้นตอนดังนี้

    • อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet
    • เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ ’โครงการคนละครึ่ง พลัส’
    • ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน
    • แจ้งผลการลงทะเบียนผ่าน การแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง
    • เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ
    • ตรวจประวัติการใช้สิทธิคงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/658057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W2i0rUVpAm-qu39O1Kbcr

  • เปิดผลสำรวจแรงงานไทย 52% ต้องการรายได้มั่นคง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    เปิดผลสำรวจแรงงานไทย 52% ต้องการรายได้มั่นคง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    เปิดผลสำรวจแรงงานไทย 52% ต้องการรายได้มั่นคง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผลสำรวจล่าสุดจาก RealWatch Lab ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) สะท้อนภาพความเปราะบางของแรงงานไทยอย่างชัดเจน โดยพบว่า “รายได้และความมั่นคง” ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของตลาดแรงงานในปี 2569

    รายงานระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นแรงงานไทยจำนวน 7,014 ความเห็นบนโซเชียลมีเดีย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 30 เมษายน 2569 พบว่า 52% ของแรงงานไทย ทั้งกลุ่มพนักงานบริษัท (White Collar) และแรงงานภาคอุตสาหกรรม ต้องการ “ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม” และ “สวัสดิการที่มั่นคง” เป็นอันดับแรก โดยสะท้อนผ่านข้อความเกี่ยวกับรายได้ไม่เพียงพอ และความต้องการให้มีสวัสดิการที่ดีขึ้นในที่ทำงาน

    ความต้องการอันดับรองลงมา 30% คือ การพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Artificial Intelligence เพื่อเพิ่มความมั่นคงในอาชีพและรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ขณะที่ 7% ต้องการโอกาสเติบโตในสายงานและความเท่าเทียมในองค์กร ตามด้วย 6% ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงาน และ 5% ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตใจและวัฒนธรรมองค์กร

    เปิดผลสำรวจแรงงานไทย 52% ต้องการรายได้มั่นคง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    ในอีกด้านหนึ่ง “ความกังวล” ของแรงงานไทยยังคงสูง โดย 35% กังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นสวนทางรายได้ สะท้อนแรงกดดันด้านปากท้องที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ 25% กังวลเรื่องความมั่นคงในการจ้างงาน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการเลิกจ้างและการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี

    ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ระบุว่า ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ถูกเลิกจ้างในปี 2568 สูงถึง 531,779 คน เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนหน้า หรือเฉลี่ยกว่า 40,000 คนต่อเดือน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปีในช่วงปี 2565-2568 จากจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมด 12.18 ล้านคน

    ขณะที่ 22% ของแรงงานยังแสดงความกังวลต่อข้อจำกัดของกฎหมายแรงงานในการคุ้มครองสิทธิ และอีก 9% เท่ากัน กังวลเรื่องคุณภาพชีวิตในการทำงานและภาวะหมดไฟ รวมถึงช่องว่างด้านทักษะที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

    ในอีกด้านหนึ่ง “ความกังวล” ของแรงงานไทยยังคงสูง โดย 35% กังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นสวนทางรายได้ สะท้อนแรงกดดันด้านปากท้องที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ 25% กังวลเรื่องความมั่นคงในการจ้างงาน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการเลิกจ้างและการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี

    ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ระบุว่า ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ถูกเลิกจ้างในปี 2568 สูงถึง 531,779 คน เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนหน้า หรือเฉลี่ยกว่า 40,000 คนต่อเดือน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปีในช่วงปี 2565-2568 จากจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมด 12.18 ล้านคน

    เปิดผลสำรวจแรงงานไทย 52% ต้องการรายได้มั่นคง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    ขณะที่ 22% ของแรงงานยังแสดงความกังวลต่อข้อจำกัดของกฎหมายแรงงานในการคุ้มครองสิทธิ และอีก 9% เท่ากัน กังวลเรื่องคุณภาพชีวิตในการทำงานและภาวะหมดไฟ รวมถึงช่องว่างด้านทักษะที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

    ทั้งนี้ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า “ความมั่นคง” และ “การปรับตัว” จะเป็นสองปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดแรงงานไทยในระยะต่อไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/658083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QAecQpcb0SUvRam2bfKjk

  • เกษตรกาญจน์จัดใหญ่ “มหัศจรรย์สินค้าเกษตรมูลค่าสูงเมืองกาญจน์” ขนทัพ 10 พืชเศรษฐกิจเกรดพรีเมียมบุกห้างดัง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเครือข่ายตลาดเกษตรกรอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    เกษตรกาญจน์จัดใหญ่ “มหัศจรรย์สินค้าเกษตรมูลค่าสูงเมืองกาญจน์” ขนทัพ 10 พืชเศรษฐกิจเกรดพรีเมียมบุกห้างดัง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเครือข่ายตลาดเกษตรกรอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    จังหวัดกาญจนบุรีเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เปิดพื้นที่ทองคำให้เกษตรกรพบผู้บริโภคโดยตรง ชู “ทุเรียน-เมล่อน-อินทผลัม” และอีก 7 พืชยอดฮิต การันตีคุณภาพระดับส่งออก ตั้งแต่วันนี้ถึง 3 พฤษภาคม 2569

    เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.30 น. ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ กาญจนบุรี นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี  ให้เป็นประธาน

    ในพิธีเปิดงาน “มหัศจรรย์สินค้าเกษตรมูลค่าสูงเมืองกาญจน์” โดยมี นายเอนก ชื่นอารมณ์ เกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ ท่ามกลางคณะหัวหน้าส่วนราชการจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    การจัดงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ประจำปี 2569 โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี มุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าเกษตรในพื้นที่

    พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าถึงช่องทางการตลาดใหม่ๆ เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งภายในงานมีการออกบูธจำหน่ายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพสูงจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนในจังหวัด รวมกว่า 70 ร้านค้า

    สำหรับไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คือการรวบรวมสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของเมืองกาญจน์ถึง 10 ชนิดพืช ได้แก่ ทุเรียน, เมล่อน, อินทผลัม, ส้มโอ, กล้วยหอมเขียว,

    ข้าว, มะขามหวาน, ขนุน, หน่อไม้ฝรั่ง และอ้อย มาจัดแสดงและจำหน่ายในเกรดพรีเมียม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อสร้างความคึกคักให้กับผู้ที่มาเลือกซื้อสินค้าตลอดการจัดงานระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคมนี้

    ทางจังหวัดกาญจนบุรีคาดหวังว่า งานนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

    พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในมาตรฐานสินค้าเกษตรของกาญจนบุรี เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายภาคการเกษตรที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ธบดี ศรีวิเชียร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1563775&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03mftMizxWCbOdQsCS3D-o

  • ดีพร้อมจัดเต็ม! รมว.อก. เปิดศูนย์ ITC 8 สุพรรณบุรี ดึงนวัตกรรมอัปเกรดสินค้าชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    ดีพร้อมจัดเต็ม! รมว.อก. เปิดศูนย์ ITC 8 สุพรรณบุรี ดึงนวัตกรรมอัปเกรดสินค้าชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน “DIPROM PLUS @ DCB เปิดบ้านสุพรรณ ปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน” ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 จ.สุพรรณบุรี

    ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานพิธีเปิด “DIPROM PLUS @ DCB เปิดบ้านสุพรรณ ปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน” ภายใต้ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม พัฒนาศักยภาพ ยกระดับมาตรฐาน อุตสาหกรรมอาหารไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมี ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม    นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายกลวัช ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี นายแพทย์รัฐพล เวทสรณสุธี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี นายวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี นายนพคุณ สุนทรหงส์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุพรรณบุรี หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนชาวจังหวัดสุพรรมบุรี ทุกภาคส่วน ร่วมงานจำนวนมาก

    ภายในงานได้จัดนิทรรศการแสดงผลงาน แนะนำการให้บริการของ ศภ.8 กสอ. คลินิกให้ทำปรึกษาแนะนำธุรกิจเบื้องต้น ศูนย์บอับริการธุรกิจอุตสาหกรรม (BSC) อาทิพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ พัฒนาตลาด การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม บริการเงินทุนหมุนเวียนฯ บริการเครื่องจักร ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต 4.0 (ITC)

    นิทรรศการ “Showcase ผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จ” ผลงานผู้ประกอบการที่ได้รับการสเสริมพัฒนา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568 การจัดบูทเครือข่ายพันธมิตรจากหน่วยงานรัฐและเอกชน สถาบันอาหาร SME bank โซนตลาดนัดอุตสาหกรรม จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการดีพร้อม โซนศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ITC) สาธิตทดลองเครื่องจักร  เครื่องสกัดด่วน เครื่องระเหยข้น สเปรดราย์ (มะพร้าวน้ำหอม) เครื่องอบลมร้อน (ผำ) เครื่องปั่นบดละเอียด (ข้าว) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “8-พร้อม-พัฒน์” (8 PROM PLUS)

    ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ ถือเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ที่สำคัญของประเทศ มีประชากร 826,391 คน มีเนื้อที่ประมาณ 3,348,755 ไร่ พื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีการชลประทาน อย่างทั่วถึงประกอบกับสภาพดินเหมาะสมแก่การเพาะปลูกโดยเฉพาะการปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ มีพื้นที่เพราะปลูกข้าวและพืชผลทางการเกษตรขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2,341,382 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 69.92 ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นอันดับต้น ๆ ของภาคกลาง พืชเศรษฐกิจที่สำคัญข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

    ด้านปศุสัตว์จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแหล่งเลี้ยงโค สุกร เป็ดไก่ ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญโดยการเลี้ยงจะกระจายอยู่ทั่วไปทุกพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากนี้ จังหวัดสุพรรณบุรีมีศักยภาพและตำแหน่งการพัฒนาในการเป็นเมืองอาหารปลอดภัย (Food Safety) ศักยภาพโดดเด่นทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน เป็นเมืองประวัติศาสตร์และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (Histonc City) เมืองสมุนไพร (Herbal City) อีกทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านเมืองดนตรี (Music City) และเมืองกีฬา (Sport City) โดยได้กำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด ไว้ว่า “เกษตรกรรมยั่งยืน เศรษฐกิจเข้มแข็ง คุณภาพชีวิตดี สังคมมีสุข”

    ในส่วนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมุ่งเน้นการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และเศรษฐกิจฐานราก ให้สามารถนำผลผลิตทางการเกษตรและภูมิปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับ DIPROM ITC 8 เพื่อพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหาร ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารไทย และ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    ภัทรพล  พรมพัก ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สุพรรณบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1563753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tX8FKOMmXpRuaUBhplAVB