Category: เศรษฐกิจ

  • ส.อ.ท.หารือ”เอกนัฏ”วางแผนยุทธศาสตร์ 5I สร้างความมั่นคงพลังงาน กลุ่มโรงกลั่นยันน้ำมันเพียงพอ : อินโฟเควสท์

    ส.อ.ท.หารือ”เอกนัฏ”วางแผนยุทธศาสตร์ 5I สร้างความมั่นคงพลังงาน กลุ่มโรงกลั่นยันน้ำมันเพียงพอ : อินโฟเควสท์

    คณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. พร้อมคณะผู้บริหารสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม ส.อ.ท. เข้าพบหารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) วานนี้ (29 พ.ค.69)

    นางพิมพ์ใจ กล่าวขอบคุณทางกระทรวงพลังงานที่เปิดโอกาสให้ ส.อ.ท. แนะนำตัว พร้อมทั้งชี้แจงวิสัยทัศน์และนโยบายของ ส.อ.ท. โดยนโยบายการบริหารงาน วาระปี 2569–2571 อยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “5I” เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และสร้างการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว ประกอบด้วย Intelligent Industry, Innovation & Creative Industry, International Alliance & Network, Industrial Infrastructure Reform และ Inclusive & Sustainable Growth

    ทั้งนี้ ในบรรดายุทธศาสตร์ทั้ง 5 ด้าน ทั้งกระทรวงพลังงานและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต่างเห็นตรงกันว่า “พลังงาน” เป็นปัจจัยพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับทุกมิติของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การผลิต การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล ตลอดจนการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปภาคพลังงานควบคู่ไปกับการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยในทุกมิติ

    รมว.พลังงาน กล่าวต้อนรับคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมแสดงความยินดีกับนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วาระปี 2569–2571 โดยแสดงความเชื่อมั่นว่ากระทรวงพลังงานและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะสามารถทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เปรียบเสมือนพี่น้องที่ร่วมกันขับเคลื่อนภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน

    นายเอกนัฏ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะเข้ามารับผิดชอบงานด้านพลังงานโดยตรง แต่การดำเนินงานทุกด้านยังคงมีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างแยกไม่ออก เนื่องจากพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งถือเป็นความหวังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    “มีหลายประเด็นที่กระทรวงพลังงานต้องการเร่งผลักดันร่วมกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และการเพิ่มมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต” นายเอกนัฏ กล่าวเสริม

    ในการหารือครั้งนี้ นายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม ส.อ.ท. ได้สะท้อนมุมมองว่าพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่า ประเทศไทยควรมีแนวทาง “Pragmatic Energy Transition” ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) การเข้าถึงพลังงานในต้นทุนที่เหมาะสม (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability) ไปพร้อมกัน

    นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA การส่งเสริมพลังงานชีวภาพและพลังงานสะอาด การพัฒนา Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงแนวทางเพิ่ม Flexibility ในการบริหารระบบพลังงานของประเทศ โดยภาคอุตสาหกรรมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และรองรับอนาคตของประเทศไทย

    ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. ได้สะท้อนสถานการณ์การดำเนินงานของภาคโรงกลั่น (Operational situation) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสมดุลห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านพลังงาน ภายใต้ภาวะความผันผวนของอุปสงค์ (Demand) และตลาดด้านพลังงาน (Energy market) โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ และมีการวางแผนบริหารจัดการสำรองน้ำมันอย่างรอบด้าน

    เนื่องจากปัจจุบัน กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้วางแผนจัดหาน้ำมันดิบเพื่อรองรับการผลิตล่วงหน้าอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ โดยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้า เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก

    ทั้งนี้กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ พร้อมให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน การบริหารจัดการปริมาณสำรองน้ำมัน และการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานและเคมีภัณฑ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มฯ โรงกลั่นฯ เดินหน้าจัดหาน้ำมันดิบรองรับกำลังการผลิตอย่างเต็มที่

    ด้านนายเอกนัฏ กล่าวว่า การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จะพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ พร้อมย้ำว่าการบริหารจัดการพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการป้องกันภาวะขาดแคลนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนว่า ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการพลังงานที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/597348&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gItfErj4UmJZd9_WCx926

  • สารัชถ์ หารือ โต เลิม ต่อยอดพลังงานสะอาดไทย-เวียดนาม

    สารัชถ์ หารือ โต เลิม ต่อยอดพลังงานสะอาดไทย-เวียดนาม

    ‘สารัชถ์’ หารือผู้นำเวียดนาม ตอกย้ำบทบาท GULF ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดไทย-เวียดนาม

    ท่ามกลางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-เวียดนามที่ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 ภาคเอกชนขนาดใหญ่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการเชื่อมโยงการลงทุนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของภูมิภาค โดยเฉพาะในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว

    สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้รับเกียรติร่วมคณะรัฐบาลและนักธุรกิจไทยชั้นนำ ในการให้การต้อนรับและพบปะหารือกับ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2569

    การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งแรกของ ประธานาธิบดี โต เลิม หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเวียดนาม และยังสะท้อนความสำคัญของไทยในฐานะประเทศแรกในอาเซียนที่ผู้นำเวียดนามเลือกเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ

    gulf-sarath-vietnam-clean-energy-cooperation-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    สำหรับ GULF ถือเป็นหนึ่งในภาคเอกชนไทยที่มีบทบาทด้านการลงทุนพลังงานในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนรวม 3 โครงการ กำลังการผลิตรวม 247 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2 แห่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานลม 1 แห่ง

    การลงทุนดังกล่าวสอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ของเวียดนาม ซึ่งกำลังเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาที่ยั่งยืน

    สารัชถ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามทั้งในระดับภาครัฐและภาคเอกชน จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต โดย GULF พร้อมนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาสนับสนุนการลงทุนและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

    “ความร่วมมือที่ใกล้ชิดและเจตนารมณ์ของผู้นำไทยและเวียดนาม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ทั้งสองประเทศเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นหนึ่งใน New Engines of Growth ที่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ”

    — สารัชถ์ กล่าว

    ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภาคเอกชนไทยในการขยายการลงทุนสู่ตลาดอาเซียน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด ซึ่งกำลังกลายเป็นวาระสำคัญของภูมิภาคท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/133170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28iKzN9rAaRDtF2wCjVMzn

  • จับโป๊ะ! แชตไลน์ ‘ปลัดจังหวัดภูเก็ต’ กล่าวหา ‘อธิบดีปกครอง’ มั่ว ไม่ตรงประกาศจริงของกกต. | เดลินิวส์

    จับโป๊ะ! แชตไลน์ ‘ปลัดจังหวัดภูเก็ต’ กล่าวหา ‘อธิบดีปกครอง’ มั่ว ไม่ตรงประกาศจริงของกกต. | เดลินิวส์

    จากกรณีประเด็นร้อนทางการเมือง หลังนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ออกมาเปิดเผยภาพแคปหน้าจอแชตกลุ่มไลน์ปริศนา ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นแชตของ “อธิบดีกรมการปกครอง” ที่มีการส่งรายงานสัดส่วนคะแนนนิยมผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดภูเก็ต ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมข้อความตอบกลับว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมตามมา

    รายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลการตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ภูเก็ต ทั้ง 3 เขต ที่ปรากฏในภาพแชตไลน์หลุดดังกล่าว เปรียบเทียบกับประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พบว่ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนและไม่ตรงกับประกาศจริงหลายจุด โดยจากการตรวจสอบพบว่า ในหลายกรณีมีการระบุชื่อบุคคลที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งจริง บางรายยังดำรงตำแหน่งราชการ หรือเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในปัจจุบัน

    สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 พบความผิดปกติในหมายเลข 2 โดยในแชตไลน์ระบุชื่อ นายวิสุทธิ์ โรจินทร์ พรรครวมไทยรักษาชาติ แต่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฉบับจริง ระบุชิ่อนายศุภชัย ศิลปะรัศมี พรรคเศรษฐกิจ อีกทั้งจากการตรวจสอบพบว่า นายวิสุทธิ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดอาวุโสอำเภอถลาง จ.ภูเก็ต และทำหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 ไม่ได้ลาออกจากราชการเพื่อลงสมัคร สส.

    ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 พบข้อมูลไม่ตรงกับประกาศของกกต. จำนวน 4 รายชื่อ ได้แก่ หมายเลข 2 ในไลน์ระบุ น.ส.นวลจันทร์ สามารถ พรรครวมไทยรักษาชาติ แต่ตัวจริงคือ นายอินทร์ เพชรหิน พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 4 ในไลน์ระบุชื่อ นายนิพนธ์ เอกวานิช พรรคประชาธิปัตย์ แต่ประกาศจริงคือ นางณัฐพร ผาณิตพิเชฐวงศ์ พรรคเพื่อไทย โดยนายนิพนธ์ ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่หมายเลข 5 ในไลน์ระบุ นายอาวุธ หนูเชต พรรคเพื่อไทย แต่ประกาศจริงคือ นายสมชาติ สมนาม พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนหมายเลข 7 ในไลน์ระบุชื่อ นายวงศกร ชนะกิจ พรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่พบรายชื่อดังกล่าวอยู่ในประกาศผู้สมัครของ กกต.

    เช่นเดียวกับเขตเลือกตั้งที่ 3 พบข้อมูลคลาดเคลื่อนอีกหลายรายการ โดยหมายเลข 5 ในไลน์ระบุ นายชัยยศ ปัญญาไวย พรรคประชาธิปัตย์ แต่ประกาศจริงคือ น.ส.สิริเกศ ฉั่วสกุล พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 6 ในไลน์ระบุ ว่าที่ ร.ต.ไวพจน์ บรมหนุ่ม พรรค รทสช. แต่ประกาศจริง ระบุชื่อ ด.ต.เดชาวัตร อุ่นสอน พรรคเศรษฐกิจ และหมายเลข 7 ในไลน์ระบุ นายนัทธี ถิ่นสาคู พรรคพลังประชารัฐ แต่ประกาศจริงคือ นายเกษม กาหรีมการ พรรคไทยภักดี

    รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ความคลาดเคลื่อนจำนวนมากในเอกสารที่ปรากฏในแชตไลน์หลุดดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสังเกตตามมาว่า ข้อมูลดังกล่าวที่ออกมาเพื่อดิสเครดิส และเบี่ยงประเด็น ภายหลังกรมการปกครองเสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินข้าราชการหลายรายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงถึงกลุ่มเป้าหมายหลายราย หลังผู้ประกอบการสถานบันเทิงในหาดป่าตอง เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายธุรกิจสีเทาที่เก็บส่วย รวมถึงบุกรุกพื้นที่สาธารณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5905397/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Irx_UBBjTLRGVlZ6l-ujm

  • ดาวโจนส์ 29/05/69 ปิดนิวไฮทะลุ 51,000 จุด รับแรงหนุนหุ้นเทคโนโลยี ดันตลาดหุ้นสหรัฐบวกต่อเนื่อง

    ดาวโจนส์ 29/05/69 ปิดนิวไฮทะลุ 51,000 จุด รับแรงหนุนหุ้นเทคโนโลยี ดันตลาดหุ้นสหรัฐบวกต่อเนื่อง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/150941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3urw_ipWSf7P6rkgQhpco1

  • รบ.ดัน “สนามบินหัวหิน” สู่ฮับท่องเที่ยว เร่งปลดล็อกมาตรฐาน เปิดบินตรงต่างประเทศ

    รบ.ดัน “สนามบินหัวหิน” สู่ฮับท่องเที่ยว เร่งปลดล็อกมาตรฐาน เปิดบินตรงต่างประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/151029&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qHi-YzUstqDOlcwCy8v1F

  • ข้อสังเกตต่อแนวทาง วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในร่างแผนพัฒนาฯ

    ข้อสังเกตต่อแนวทาง วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในร่างแผนพัฒนาฯ

    ร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ถือเป็นความพยายามสำคัญของประเทศไทยในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศภายใต้บริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

    ในหลายมิติ แผนฉบับดังกล่าวสะท้อนความก้าวหน้าเชิงแนวคิดอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอมรับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผลิตภาพการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ การพึ่งพารูปแบบเศรษฐกิจเดิม การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาที่ยังไม่เพียงพอ ตลอดจนข้อจำกัดของ SMEs และ Startup ไทยในการแข่งขันระดับโลก

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะเสาหลักด้าน “การถ่ายทอดและลงทุนใน วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม” อาจกล่าวได้ว่า แม้แผนจะสามารถวิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดได้อย่างครอบคลุมในหลายประเด็น แต่กรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์บางส่วนอาจยังไม่เพียงพอต่อการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบในระยะยาว

    ประเด็นสำคัญประการหนึ่ง คือ แนวทางด้านนวัตกรรมของไทยยังคงอาศัยกรอบคิดตามแนวทางดั้งเดิม (Conventional Wisdom) ซึ่งส่วนใหญ่มักอ้างอิงประสบการณ์ความสำเร็จของประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจ เงินทุน ทรัพยากรมนุษย์ และฐานเทคโนโลยีในระดับที่แตกต่างจากประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    ในบริบทดังกล่าว ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องพัฒนายุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่บน “จุดแข็งเฉพาะของประเทศ” มากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านภูมิศาสตร์อุตสาหกรรม โครงสร้างภาคการผลิต ความคล่องตัวของภาคเอกชน ตลอดจนศักยภาพในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของไทยอย่างแท้จริง

    ในอีกมิติหนึ่ง แนวนโยบายด้าน Innovation ยังมีลักษณะมุ่งเน้นการสนับสนุนโครงการด้านนวัตกรรมในภาครัฐเป็นสำคัญ ซึ่งแม้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการตื่นตัวด้านเทคโนโลยีในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับการกำหนดยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีระดับชาติ (National Technology Transformation Strategy) ที่ชัดเจน และสามารถส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

    การพัฒนาระบบนิเวศด้านนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) จึงควรมุ่งเน้นการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในด้านการวิจัยและพัฒนา การสร้างความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในรูปแบบ Joint Venture การพัฒนากระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงลึก (Translational Research) รวมถึงการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

    โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “การสร้างหุ้นส่วนทางเทคโนโลยี” ควบคู่ไปกับการเรียนรู้และพัฒนาขีดความสามารถภายในประเทศ มากกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

    ในช่วงปี 2571–2575 โลกมีแนวโน้มถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี frontier ใหม่ อาทิ Artificial Intelligence (AI), Humanoid Robotics, Semiconductor, Autonomous Systems, Synthetic Biology, Quantum Computing และ Climate Technology ประเทศที่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเด่นในระยะต่อไป อาจไม่ใช่ประเทศที่ดำเนินการทุกด้านพร้อมกัน หากแต่เป็นประเทศที่สามารถกำหนด “สนามยุทธศาสตร์” ที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเองได้อย่างชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม ในร่างแผนฯ ยังไม่ปรากฏภาพของ “National Technology Frontier” ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ว่าประเทศไทยต้องการสร้างความเป็นผู้นำในเทคโนโลยีด้านใด หรือจะใช้จุดแข็งใดเป็นฐานในการสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต

    อีกประเด็นหนึ่ง คือ แม้เอกสารจะยอมรับว่าไทยยังอยู่ในโครงสร้างการผลิตแบบ OEM และยังขาดการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงลึกจากต่างประเทศ แต่แนวทางหลักยังให้น้ำหนักกับ “Technology Transfer ในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าการพัฒนาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี (Technology Partnership) หรือการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีกับบริษัทต่างชาติในลักษณะหุ้นส่วนระยะยาว

    ในบริบทโลกยุคใหม่ หลายประเทศกำลังมุ่งสู่แนวคิด Sovereign AI และ Sovereign Technology ซึ่งหมายถึงการมีเทคโนโลยีหลัก โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตนเอง ประเทศไทยจึงอาจจำเป็นต้องกำหนดแนวนโยบายที่มุ่งสร้างขีดความสามารถในการ “ร่วมพัฒนาและร่วมเป็นเจ้าของเทคโนโลยี” ควบคู่ไปกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    นอกจากนี้ แม้แผนจะกล่าวถึงปัญหาสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงาน และผลิตภาพที่ต่ำ แต่การให้น้ำหนักต่อ AI และ Robotics อาจยังไม่สอดคล้องกับบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของเทคโนโลยีดังกล่าวในอนาคต ทั้งที่ AI กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ ขณะที่ Robotics และ Humanoid Robotics มีแนวโน้มจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของภาคอุตสาหกรรมและบริการในระยะยาว

    อีกประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม คือ กลไกการขับเคลื่อน (Execution Mechanism) ของนโยบายด้านเทคโนโลยีระดับชาติ ซึ่งจำเป็นต้องมีความต่อเนื่อง มีเป้าหมายระยะยาว และสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นเอกภาพ การดำเนินนโยบายผ่านกลไกเฉพาะกิจหรือคณะกรรมการที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจส่งผลให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งต้องอาศัยความต่อเนื่องและการสะสมองค์ความรู้ในระยะยาว ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงโครงสร้างได้เต็มศักยภาพ

    ในอนาคต ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องพิจารณากลไกเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติม เช่น การจัดตั้ง National AI Mission, Thailand Robotics Initiative, กองทุน Deep Tech ระดับชาติ การสร้าง AI Compute Infrastructure การพัฒนา Regulatory Sandbox สำหรับ AI และ Robotics ตลอดจนการใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีไทยอย่างเป็นระบบ

    ท้ายที่สุด โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการแข่งขันทางเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และการย้ายฐานการผลิตครั้งสำคัญ ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน AI Manufacturing, Robotics, Smart Logistics และ Advanced Electronics ของภูมิภาคอาเซียนได้ หากสามารถกำหนดตำแหน่งทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศ (Geo-economic Positioning) ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง

    ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ หากสามารถปรับกรอบคิดจาก “การสนับสนุนนวัตกรรม” ไปสู่ “การสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของชาติ” ได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ หากข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวสามารถนำไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมและเกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ ก็อาจช่วยสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยสามารถกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน มีเป้าหมายระยะยาว และสร้างผลลัพธ์เชิงโครงสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต

    บทความโดย ดร.ชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    อ่านมุมมองน่าสนใจต่อหลากหลายปรระเด็นสำคัญในการพัฒนาประเทศ

    กองทุนเพิ่มขีดความสามารถของไทย พร้อมขยายกำลังสร้างทักษะใหม่

    ตีโจทย์ใหม่ประเทศไทย อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อ สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์

    “From Workforce to World force” สร้างคนคุณภาพอย่างไร?

    Post Views: 126

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/05/30/issues-about-research-technology-innovation-in-the-14th-plan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21cGH94zfYOuerC87KS9gc

  • ดีอี เร่งรัดกระบวนการคืนเงินผู้เสียหายจาก “สแกมเมอร์” เตรียมพร้อมรับกฎกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้ 12 ส.ค.69 นี้

    ดีอี เร่งรัดกระบวนการคืนเงินผู้เสียหายจาก “สแกมเมอร์” เตรียมพร้อมรับกฎกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้ 12 ส.ค.69 นี้

    ดีอี เร่งรัดกระบวนการคืนเงินผู้เสียหายจาก “สแกมเมอร์” เตรียมพร้อมรับกฎกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้ 12 ส.ค.69 นี้

    วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมาย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ที่ประชุมได้ติดตามการดำเนินงานตามมาตรการของหน่วยงานต่างๆ ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยรับทราบรายงานมูลค่าความเสียหายจากการ “สแกม” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ามีค่าเฉลี่ยมูลค่าความเสียหายลดลงจากวันละ 100 ล้านบาท เหลือวันละ 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการการป้องกันและปราบปรามที่มีการเร่งรัดดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกันได้มีการติดตามขั้นตอนการดำเนินการคืนเงินตามกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569 (มาตรา 8/1 วรรคสี่ และมาตรา 8/2 วรรคสาม) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป (วันที่ 12 สิงหาคม 2569)

    ทั้งนี้กฎกระทรวงดังกล่าวจะช่วยให้การคืนเงินแก่ผู้เสียหายมีความสะดวกและรวดเร็ว ลดขั้นตอนกระบวนการเพื่อสามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายผ่านคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล ซึ่งทาง ปปง. จะเร่งรัดดำเนินการจัดเตรียมกระบวนการการคืนเงิน พร้อมหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเพื่อกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้ต่อไป

    “กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับกระบวนการเร่งรัดคืนเงินผู้เสียหาย เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจาก “สแกมเมอร์” โดยจะมีการพิจารณากระบวนการอย่างละเอียด รอบคอบ ให้มีความพร้อมมากที่สุดเมื่อกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้” รมช.ดีอี กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V3zCHV9hMStDxLADObyZU

  • ‘พร้อมพงศ์’ ชี้คนแห่ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ฟ้องชัดปัญหาปากท้องยังหนัก

    ‘พร้อมพงศ์’ ชี้คนแห่ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ฟ้องชัดปัญหาปากท้องยังหนัก

    พร้อมพงศ์” ชี้ยอดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” กว่า 26 ล้านสิทธิ สะท้อนประชาชนกำลังเผชิญปัญหาปากท้องและค่าครองชีพสูง แนะรัฐบาลเร่งยกระดับการแก้ปัญหาเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่ ดูแลประชาชนฐานรากและผู้ค้ารายย่อยอย่างเร่งด่วน

    30 พฤษภาคม 2569 –  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลปิดให้ลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีคนลงทะเบียนมากกว่า 26 ล้านสิทธิ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ราคาพลังงาน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อรัฐบาลมีโครงการดีๆ ที่จะมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้ จึงมีคนสนใจเป็นจำนวนมากและตั้งตารอที่จะใช้สิทธิวันแรกวันที่ 1 มิถุนายน

    อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่กำลังกดทับชีวิตคนไทยจำนวนมาก จากการลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชนหลายพื้นที่ พบว่า ค้าขายยังเงียบ รายได้ยังไม่พอรายจ่าย กำลังซื้อยังไม่กลับมา แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ต้องยอมรับความจริงว่าเงิน 100 บาท หรือ 1,000 บาทไปจ่ายตลาด แต่ได้สินค้าข้าวของลดลงจากเดิม

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญตัวเลขเศรษฐกิจ การลงทุน ความเชื่อมั่น ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของการเติบโตของประเทศ แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลต้องทำให้ผลของการเติบโตนั้นไปถึงประชาชนให้ได้ แม้รัฐบาลอาจชนะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ประชาชนกำลังแพ้ค่าครองชีพ เป็นความจริงที่รัฐบาลต้องกล้ายอมรับ หากเศรษฐกิจดีจริง แต่ประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ คิดแล้วคิดอีกก่อนเติมน้ำมัน กังวลว่ารายได้จะพอถึงสิ้นเดือนหรือไม่ เศรษฐกิจนั้นก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ทั้งนี้ประชาชนกินตัวเลขไม่ได้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีเป็นเรื่องน่ายินดี แต่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกถึงเศรษฐกิจที่ดีนั้นในชีวิตจริงด้วย

    “ถึงเวลาแล้วรัฐบาลต้องยกระดับการแก้ปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ ศึกใหญ่ของรัฐบาลวันนี้ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่เกมการเมืองในสภา ไม่ใช่ความขัดแย้งขั้วนั้นขั้วนี้ ศึกใหญ่ของรัฐบาลคือ ปากท้องประชาชน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นกำลังซื้อของประชาชนฐานราก ลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้าจำเป็น ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่าย ผู้ประกอบการกล้าลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่ที่เข้าถึงประชาชนฐานรากและผู้ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง พร้อมเร่งดูแลต้นทุนค่าครองชีพที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง รวมทั้งประกาศ วาระแห่งชาติฟื้นกำลังซื้อคนไทย เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานในการสร้างงาน สร้างรายได้ และฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม อย่าปล่อยให้เศรษฐกิจดีอยู่แค่บนกระดาษ

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากพ่อค้าแม่ค้ายังขายของไม่ได้ ผู้ประกอบการยังไม่กล้าลงทุน คนทำงานยังรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ หากประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ความสำเร็จของรัฐบาลไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ วัดจากรอยยิ้มของประชาชน กำลังซื้อในตลาด และคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศรัฐบาลจะชนะแค่ตัวเลขไม่ได้ ต้องชนะความทุกข์ของประชาชนให้ได้ด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1005507/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NT5uvPInhg-jh7FHyvZQ9

  • แกร็บหนุนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หั่น GP เหลือ 9% ช่วยร้านอาหาร

    แกร็บหนุนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หั่น GP เหลือ 9% ช่วยร้านอาหาร

    แกร็บหนุนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หั่น GP เหลือ 9% ช่วยร้านอาหาร

    Muzika

    30 พฤษภาคม 2569 ( 14:23 )

         แกร็บฟู้ด ขานรับนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนจากวิกฤตพลังงานของรัฐบาลผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” จัดเต็มสิทธิประโยชน์หนุนผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้ใช้บริการ หั่นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือเพียง 9% เสริมทัพด้วยโปรแกรมดันยอดขาย-ส่วนลดพิเศษสูงสุด 20,000 บาทต่อร้าน พร้อมอัดสินเชื่อสำหรับร้านอาหารด้วยวงเงินสูงสุดถึง 2 ล้านบาทต่อร้าน หวังช่วยเสริมสภาพคล่องและกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงเศรษฐกิจซบเซา

    แกร็บหนุนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หั่น GP เหลือ 9% ช่วยร้านอาหาร

         นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาผู้ประกอบการร้านอาหารต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน และกำลังซื้อที่ลดลงอันเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา การกลับมาของโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ จึงถือเป็นจังหวะสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงกลางปีและเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งหลังจากเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ 4 วัน (25-28 พ.ค.) ได้รับความสนใจอย่างมากจนมีผู้ลงทะเบียนไปแล้วมากกว่า 26 ล้านสิทธิ์” 

         แกร็บพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเหมือนเช่นเคย ด้วยการมอบค่าคอมมิชชันพิเศษเหลือเพียง 9% พร้อมแพ็คเกจพิเศษอัดแน่นด้วยสิทธิประโยชน์ถึง 10 เด้งให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารที่เลือกเข้าร่วมโครงการฯ ผ่าน GrabFood ร่วมด้วยการส่งแคมเปญ ‘GrabFood X ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ เพื่อช่วยกระตุ้นตลาด โดยยังคงมีซุปตาร์ตัวน้อยขวัญใจคนไทยอย่าง ‘น้องเกล’ ในฐานะ Friend of Grab มาร่วมโปรโมตแคมเปญอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาโครงการ

         ภายใต้แคมเปญ“GrabFood X ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” แกร็บจัดเต็มสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กับ GrabFood  ซึ่งประกอบด้วย  

    • ลดค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือเพียง 9% สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ กับ GrabFood ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 
    • สนับสนุนแคมเปญดันยอดขายและโค้ดส่วนลดให้ร้านอาหารรวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาทต่อร้าน เพื่อดึงกลุ่มลูกค้า และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
    • อัดฉีดสินเชื่อเงินสดเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับร้านอาหารด้วยวงเงินตั้งแต่ 2,500 บาท สูงสุดถึง 2,000,000 บาท

         นอกจากนี้ แกร็บยังเสริมทัพด้วย  

    • โปรโมชันส่งฟรี 5 กิโลเมตรแรก สำหรับทุกออเดอร์ที่เลือกการจัดส่งแบบประหยัด (SAVER)
    • แจกส่วนลดพิเศษให้ลูกค้าสูงสุด 12,000 บาทต่อคน สำหรับใช้สั่งอาหารผ่านโครงการฯ เพื่อกระตุ้นการสั่งซ้ำและดันยอดขายให้ร้านอาหารเติบโต
    • มอบเครดิตการโฆษณาผ่าน GrabAds สูงสุดมูลค่า 1,200 บาท สำหรับทุกร้านที่ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษบนแอปฯ GrabMerchant เพื่อใช้โปรโมตและเพิ่มการมองเห็นของร้านค้าบนแพลตฟอร์ม
    • ปูพรมสื่อโฆษณาและกิจกรรมการตลาดเต็มรูปแบบ ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ทั่วประเทศไทย
    • เติมเกลหน้าร้าน ด้วยสื่อประชาสัมพันธ์และอุปกรณ์ตกแต่งหน้าร้านสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จาก “น้องเกล-แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์” Friend of Grab คนล่าสุด พร้อมป้ายโปรโมชันสุดน่ารัก “เติมเกลแล้ว สั่งร้านนี้เลย” โดยมอบให้ฟรีเฉพาะ 40,000 ร้านแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ กับ GrabFood เท่านั้น
    • มอบคูปอง GrabMart มูลค่าสูงสุด 2,000 บาทต่อคน ให้ลูกค้าได้นำไปช้อปสินค้าอุปโภคบริโภคจากซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าทั่วไป
    • สิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ ขายอาหารผ่าน GrabFood ฟรีตลอด 1 ปี (GP 0%) พร้อมรางวัลพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

         ผู้ประกอบการร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กับ GrabFood เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากแคมเปญ “GrabFood X ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” สามารถศึกษาข้อตกลงและเงื่อนไขการเข้าร่วมแคมเปญในแอปฯ GrabMerchant ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมลงทะเบียนบนแอปฯถุงเงินและเลือกเข้าร่วมโครงการฯ กับ GrabFood ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

    สำหรับร้านอาหารศึกษาข้อตกลงและเงื่อนไขการเข้าร่วมแคมเปญได้ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป 

    • เข้าแบนเนอร์ โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 บนแอปฯ GrabMerchant
    • คลิกดูรายละเอียดและ กด “ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข”
    • ตรวจสอบ “เลขประจำตัวผู้เสียภาษี” ให้ตรงกับในแอปฯ ถุงเงิน

    สำหรับร้านอาหารลงทะเบียนบนแอปฯถุงเงิน และเลือกเข้าร่วมโครงการฯ กับ GrabFood ในวันที่ 10 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป  

    • เข้าแอปฯ ถุงเงิน กด “สมัครฟรี” ที่แบนเนอร์
    • เลือกเข้าร่วมไทยช่วยไทยพลัส 60/40 กับแพลตฟอร์ม Grab
    • คัดลอก “รหัสร้านค้า” จากแอปฯ GrabMerchant เพื่อกรอกข้อมูลบนแอปฯ ถุงเงิน
    • ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP 
    • ได้รับข้อความยืนยันการลงทะเบียนสำเร็จ

         สามารถติดตามรายละเอียดการสมัครและสิทธิประโยชน์ของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กับ GrabFood ได้ที่เว็บไซต์ https://merchant.grab.com/th-th/blog/tct26 หรือ LINE Official: @GrabMerchantTH

    =====================

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/eqaV0rVOolyv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IVgf4fC1AVC_6SLQv0djC

  • “ยศชนัน”  หนุน Upskill-Reskill พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยปั้นเศรษฐกิจ

    “ยศชนัน” หนุน Upskill-Reskill พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยปั้นเศรษฐกิจ

    “ยศชนัน”  หนุน Upskill-Reskill พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยปั้นเศรษฐกิจ

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง เดินทางถึงอาคารเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ 70 พรรษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังการบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัย โดยได้เริ่มต้นจากการเดินเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการและการวิจัยที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัยรวม 8 บูธ ประกอบด้วย ผลงานจากคณะเทคโนโลยีการเกษตร คณะบริหารศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะศิลปศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา สถาบันวิจัยและพัฒนา รวมถึงบูธโครงการการขจัดความยากจนและการเลื่อนระดับสถานะทางสังคม จังหวัดกาฬสินธุ์  

    โดย ศ.ดร.ยศชนัน และคณะ ได้เดินทางไปยังห้องประชุมพยับหมอก เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป โดยมี นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ จากนั้นเป็นการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยกับบทบาทการขับเคลื่อนอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สู่การพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน” โดยนายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ตามด้วยการบรรยายถึงทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัย ภายใต้นโยบายด้านการอุดมศึกษาฯ เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์

    โดยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ได้นำเสนอโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ตามนโยบายของกระทรวง อว. ซึ่งครอบคลุมการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในหลายมิติ ได้แก่ การผลักดันคณะพยาบาลศาสตร์เพื่อผลิตกำลังคนด้านสุขภาพตอบสนองชุมชนและระบบบริการในภูมิภาค โครงการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ที่เป็นต้นแบบการจัดการศึกษาเชื่อมโยงชุมชน การชูหลักสูตรดนตรีและศิลปะการแสดงเพื่อพัฒนากำลังคนด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และยกระดับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น การพัฒนาพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืดให้เป็นแหล่งเรียนรู้และอนุรักษ์ระบบนิเวศลุ่มน้ำปาว การจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะเพื่อบ่มเพาะสตาร์ทอัพยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาระบบงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยนวัตกรรมและการจัดการเชิงระบบ รวมถึงการนำเสนอโครงการซากดึกดำบรรพ์กาฬสินธุ์ เพื่อผลักดันมรดกธรรมชาติสู่การวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ ซึ่งดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวมอบนโยบายแก่คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำถึงการพลิกโฉมบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน โดยกล่าวว่า “บริบทของการศึกษาไทย โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยเนี่ย เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน ปัจจุบันหลายคนเกษียณแล้วก็อยากมาเรียน และอยากมาเรียนในสิ่งที่เขารักด้วยซ้ำ การทำหลักสูตรให้ลึกซึ้งจะดึงดูดคนหลากหลายช่วงอายุ ‘ปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้นักศึกษาฮะ จะเป็นคนที่ต้องการ upskill, reskill ต่างๆ เข้ามา ถ้าวันนี้ท่านมีเรื่องเกี่ยวกับการโรงแรมต่างๆ มีเรื่องเกี่ยวกับ entrepreneur (ผู้ประกอบการ) การเปิดร้านค้า หลักสูตรแบบนี้ใครจะไม่อยากเรียน ในเมื่อเขาเรียนแล้วเขารวยขึ้น’ หากมหาวิทยาลัยทำไม่ได้ ก็ต้องดึงคนนอกที่ทำได้มาช่วยดูหลักสูตร หรือผู้ที่เกษียณไปแล้วแต่ประสบความสำเร็จให้เข้ามาช่วย”

    ทั้งนี้หัวใจสำคัญในการทำงาน คือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจร โดยระบุว่า “การที่อยู่ในระบบนิเวศที่ดี ถึงแม้เราจะขี้เกียจเนี่ย เราก็จะขยันไปในตัว โดยธรรมชาติเพราะระบบนิเวศเอื้อกับการทำบางสิ่งบางอย่าง ท่านต้องจับคนที่เขาเติมเต็ม value chain อยู่ด้วยกัน”

    นอกจากนี้ ในมิติของการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและแก้ปัญหาความยากจน รมว.อว. ชี้ให้เห็นว่าต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม (Circular Economy) เพราะปัญหาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่แยกขาดจากกันไม่ได้ “ท่านจะมองเกี่ยวกับเรื่องทำยังไงให้มีเงินใช่ไหม แต่ทีนี้ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี มีเงินอย่างเดียวก็ทำอะไรไม่ได้ คนไม่ค่อยมา การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมกับสังคม เรื่องนี้เองเป็นเรื่องที่ทำให้บางท่านก็จนซ้ำซาก จนแล้วจนอีกอย่างนี้ เพราะเปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่แก้ไม่ได้ด้วยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ด้วยเรื่องของสิ่งแวดล้อม” ในส่วนของการนำงานวิจัยมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งตอบโจทย์ชุมชนได้จริงมากกว่าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแต่ไม่แก้ปัญหา โดยยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนว่า “ถ้าเกิดอุบัติเหตุเยอะๆ ท่านใช้ AI ไปวิเคราะห์ เอากล้องไปจับ มันก็ยังเยอะอยู่ดี ท่านเอาจ่าเฉยวางตัวเดียวน่าจะนิ่งๆ เหมือนตำรวจเป็นตุ๊กตาไว้ ไม่เกิดอุบัติเหตุอีกเลย นวัตกรรมล้ำๆ อาจจะช่วยในเรื่องพื้นที่ได้ แต่ไม่มากเท่าคนที่อยู่ในพื้นที่สามารถคิดและที่จะช่วยเรื่องนี้ได้” และขอให้นักวิจัยทำหน้าที่เป็นโค้ช ลงไปถามชุมชนว่าต้องการอะไร แล้วค่อยนำองค์ความรู้ไปช่วยสนับสนุน ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวกับผู้บริหารและบุคลากรของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ แนะการพลิกวิธีคิดเพื่อการพัฒนาพื้นที่ว่า “ถ้าเรามองว่าเราอยู่กาฬสินธุ์แล้วจะเสียเปรียบกรุงเทพฯ เพราะท่านมองว่ากรุงเทพฯ คือเมืองหลวงไง แต่ถ้าวันนี้ท่านมองว่ากาฬสินธุ์คือเมืองหลวง ท่านก็ไม่เสียเปรียบใคร เพราะท่านอยู่ศูนย์กลาง ท่านจะทำยังไงให้ท่านเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างได้” ซึ่งหากทำได้ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะดึงดูดผู้คน การท่องเที่ยว และการลงทุนให้เข้ามาในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/743183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17Y95zmFr0IMSnZcOpvgV5