Category: เศรษฐกิจ

  • Food Economy: เมื่ออาหารไม่ใช่แค่ของกิน แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    Food Economy: เมื่ออาหารไม่ใช่แค่ของกิน แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    เวลาเราสั่งข้าวผัดหน้าออฟฟิศหรือจ่ายบิลร้านชาบูกับเพื่อน หรือต่อให้กระเป๋าตังค์จะแบนแค่ไหน เรื่องกินเรายอมไม่ได้! ต้องซื้อต้องควักจ่าย คุณรู้ไหมว่าเงินก้อนนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกระเป๋าของเจ้าของร้าน มันวิ่งต่อไปหาเกษตรกร คนขับรถส่งของ ลูกจ้างในโรงงานแปรรูป และชุมชนอีกนับไม่ถ้วน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า Food Economy และมันกำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้

    ล่าสุดในเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 หัวข้อ “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ได้ออกมากางตัวเลขที่น่าสนใจว่า “อุตสาหกรรมอาหาร” กำลังกลายเป็น Shock Absorber หรือกันชนสำคัญที่ช่วยซับแรงกระแทกให้เศรษฐกิจไทยในวันที่กำลังซื้อเปราะบาง

    ตัวเลขที่บอกว่าอาหารยังไม่แพ้

    แม้กำลังซื้อจะดูเปราะบาง แต่ข้อมูลจาก เคทีซี ‘วริษฐา พัฒนรัชต์’ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี ชี้ว่าหมวดร้านอาหารยังครองแชมป์การใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิต โดยใน 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายเติบโตถึง 6% และความถี่การแตะบัตรที่ร้านอาหารก็เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ต่อเดือน

    เลขเหล่านี้สะท้อนว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง คนไทยยังกินข้าวนอกบ้านอยู่ เพียงแต่เลือกมากขึ้น คิดมากขึ้น และคาดหวังคุณค่ามากขึ้น 

    ktc-sme-food-economy-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

    ห่วงโซ่ที่ใหญ่กว่าที่คิด

    ด้าน สถาบันอาหาร (NFI) ‘ไปยดา หาญชัยสุขสกุล’ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เผยภาพรวมที่น่าทึ่ง ภาคเกษตรไทยดูดซับแรงงานกว่า 11 ล้านคน คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหารกว่า 128,000 รายจ้างงานอีก 5 ล้านคน และธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดแตะ 7 แสนล้านบาท

    Food Economy จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเชฟหรือนักชิม แต่คือระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่คนนับล้านพึ่งพาอยู่

    ktc-sme-food-economy-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ร้านอาหารในยุคที่ “อร่อย” ยังไม่พอ

    ขณะที่สมาคมภัตตาคารไทย ‘ฐนิวรรณ กุลมงคล’ นายกสมาคม ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่าความถี่การกินนอกบ้านหดตัวจากสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือแค่ 1-2 ครั้ง ในขณะที่ต้นทุนทุกด้านวัตถุดิบ ค่าแรง ไฟฟ้า ค่าเช่า และ GP ของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ยังคงพุ่งไม่หยุด

    ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายติดกับดัก “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต” ซึ่งสมาคมฯ เสนอให้ทั้งภาครัฐและเอกชนช่วยดันใน 5 มิติ ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเปิดทางเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, พัฒนาทักษะดิจิทัล, ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย, ส่งเสริม Food Tourism และสนับสนุนให้ร้านเล็กเข้าถึงความรู้และตลาดได้จริง

    ktc-sme-food-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

    อาหารในฐานะ “ประสบการณ์” ที่ขาย Soft Power ได้

    มุมมองของ Thailand Gastronomy Network (TGN) ‘ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์’ ประธานเครือข่าย ชี้ทิศทางที่น่าสนใจ ตลาด Foodservice ไทยในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ขณะที่มิชลินไกด์คัดร้านอาหารไทยไว้กว่า 482 ร้าน และค่าอาหาร-เครื่องดื่ม ยังคงเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้แค่ “กิน” แต่กำลัง “สะสมประสบการณ์”  พวกเขาสนใจว่าอาหารนั้นดีต่อสุขภาพแค่ไหน มาจากไหน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเขาได้หรือเปล่า นั่นทำให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ไร่นาถึงหน้าจอ

    ktc-sme-food-economy-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ktc-sme-food-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ktc-sme-food-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uai04YVdjlsBs5-ROHQ80

  • ‘เท้ง’ แนะทำระเบียงศก.ชีวภาพภาคใต้ ดีกว่า ‘แลนด์บริจด์’

    ‘เท้ง’ แนะทำระเบียงศก.ชีวภาพภาคใต้ ดีกว่า ‘แลนด์บริจด์’

    ‘ณัฐพงษ์’’ แนะสภาฯ ศึกษาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้แทน ‘แลนด์บริดจ์’ ตอบโจทย์พัฒนาพื้นที่ตรงกับการใช้ชีวิตคนใต้

    29 พ.ค. 2569 – ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ทั้ง 5 ญัตติ ต่อจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่สมาชิกอภิปรายเสร็จแล้ว โดยเป็นการสรุปญัตติ ก่อนลงมติ

    เมื่อเวลา 10.55 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และสส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) สรุปปิดญัตติว่า การพิจารณาและสื่อสารเรื่องนี้อย่างรอบด้านคงไม่ใช่แค่เราต้องการหาคำตอบว่าจะทำแลนด์บริดจ์หรือไม่ หรือจะทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor หรือ SEC) หรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญมากกว่าคือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนจะมีหน้าตาแบบไหน ซึ่งเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีเพื่อนสมาชิกหลายคนอภิปรายให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยตนจะขอยกตัวอย่างเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดชุมพรของพรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งคำถามสะท้อนถึง สนข.อยู่หลายครั้ง ตนจึงอยากถามนายกรัฐมนตรีว่าก่อนที่ท่านจะตัดสินใจทำโครงการดังกล่าว ท่านได้ฟังเสียงสมาชิกเพื่อนร่วมของท่านอย่างถ้วนถี่แล้วหรือไม่

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การพิจารณาญัตตินี้เป็นการพิจารณาว่าสภาฯ จะตั้ง กมธ.วิสามัญหรือไม่ ไม่ใช่มาตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยในเมื่อเพื่อนสมาชิกทุกพรรคก็มีคำถามต่อการดำเนินโครงการดังกล่าว แล้วจะมีเหตุผลอะไรให้ปัดตกญัตติดังกล่าวไม่ให้ตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมา นอกจากรัฐบาลต้องการปิดหูปิดตาดึงดันเดินหน้าดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่โดยไม่ฟังเสียงของพี่น้องประชาชน

    สำหรับสาระสำคัญที่เพื่อนสมาชิกได้สะท้อนออกมาว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เราจะดูแค่ตัวเลขจีดีพีอย่างเดียวไม่ได้ ตนอยากให้ทุกคนถอยกลับมากอดอย่าเพิ่งไปเถียงกันในรายละเอียดว่าตัวเลขนี้ปั้นมา ตัวเลขนี้ถูกต้อง คุ้มหรือไม่ SEC ทำแล้วดีหรือไม่แต่เราต้องเริ่มจากฐานคิดกันก่อนว่าเรามอง 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเพียงแค่ทางผ่านสินค้าและซัพพลายเชนโลก ตอบโจทย์ภูมิศาสตร์โลก หรือเรามองว่า 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นบ้านเกิดของคนไทยทุกคน ที่เขาใช้ชีวิตประกอบอาชีพสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน โดยตนได้ฟังเพื่อนสมาชิกจากฝั่งรัฐบาลอภิปรายยืนยันแนวคิดแรกกันเยอะมาก หลายคนมีการอภิปรายพาดพิงไปถึงกรณีช่องแคบมะละกาว่านี่คือโอกาส ซึ่งตนไม่เถียง ท่านอาจใช้เหตุผลเช่นนี้มาสนับสนุนได้ แต่นั่นเท่ากับเป็นการยืนยันว่าท่านใช้ฐานแนวคิดว่า 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเพียงแค่ทางผ่านของสินค้าโลก ตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ตอบโจทย์คนภายนอก ไม่ได้ตอบโจทย์คนภายในประเทศ

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนเรามองว่า 14 จังหวัดภาคใต้เป็นบ้านเกิดของคนไทยทุกคน ชาวใต้ทุกคนต้องมีโอกาสและอนาคตที่ดีกว่านี้ในบ้านเกิดของพวกเขา และหากเราจะลงทุนได้อย่างถูกจุด มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างถูกต้อง เราต้องถอยกลับมาดูปัญหาที่ต้นตอ วันนี้พี่น้องชาวใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรประมาณครึ่งหนึ่งของเกษตรกรที่ประกอบอาชีพประมงและการเกษตรในภาคใต้ ยังขาดสิทธิในที่ดินทำกินของตนเอง ยังไม่มีโฉนดเป็นของตนเอง เขายังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพียงพอเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ มีการเข้าถึงน้ำประปาต่ำที่สุดในประเทศ เรื่องการท่องเที่ยวก็มีปัญหาเรื่องความกระจุกตัว แถม 14 จังหวัดภาคใต้ยังเป็นด้านหน้าของวิกฤต Climate Change เขาต้องการอะไรที่ตอบโจทย์สิ่งที่เกิดมาแล้วว่ารัฐบาลจะหาทางออกให้กับพวกเขาอย่างไร

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ท่านเชื่อหรือไม่ว่าในขณะที่ภาคใต้มีความมั่นคงทางอาหาร เป็นแหล่งหลักของประเทศในการทำเรื่องการเกษตร แต่ 11 จังหวัดกลับมีปัญหาเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ มันเป็นไปได้อย่างไร จะเห็นได้ว่าใน 30 ปีที่ผ่านมายิ่งพัฒนาช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคใต้กับภาคอื่น ก็พบว่ายิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ และจากการที่ตนลงไปในพื้นที่ภาคใต้ ได้พบกับพ่อเฒ่าแม่แก่ สิ่งที่เขาสะท้อนออกมาเป็นสิ่งเดียวกันคือ เขารู้สึกว่าหากมองย้อนไปเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา เขารู้สึกว่าคนใต้มีศักดิ์ศรี คนใต้มีวิถีชีวิต มีความมั่นคงในชีวิตมากกว่าในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ ระหว่างที่เราบอกว่าภาคใต้เป็นพื้นที่ ที่มีของดีในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่รายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้กับหดตัวลงทุกปี ยิ่งทำยิ่งจน นี่เป็นปัญหาว่าทำไม 30 ปีที่ผ่านมาการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ทำไมยิ่งพัฒนา จึงยิ่งเหลื่อมล้ำมากกว่าภาคอื่นขึ้นทุกปี โดยต้นตอของปัญหาที่ของโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ เราจะพบว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจภาคใต้มีความบอบบาง ทำให้เรารู้สึกว่ายังขาดความเข้มแข็งภายในอีกหลายอย่าง

    “ตกลงแล้วแลนด์บริดจ์กำลังจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางที่ดินให้กับเกษตรกรหรือกำลังจะไปทำลายความมั่นคงทางที่ดินของเกษตรกรให้ลดลง ในขณะที่พื้นที่ภาคใต้พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่กระจุกตัวอยู่ 5 จังหวัดแทนที่รัฐบาลจะไปวางแผนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อให้กระจายไปยังจังหวัดเมืองรองหรือกระจายไปในชุมชนต่างๆ คำถามที่สำคัญคือแลนด์บริดจ์ ทำให้เกิดภาพนั้นหรือไม่ หรือกำลังจะทำลายป่าชายเลน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายเครื่องจักรทางเศรษฐกิจสำคัญทางด้านการท่องเที่ยวของภาคใต้ลงไปอีก แลนด์บริดจ์ กำลังจะทำให้เกิดการลงทุนที่กระจายไปในชุมชนหรือแค่กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มทุน” นายณัฐพงษ์ ระบุ

    นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ตนคิดว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ที่ดีกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ หรือ SEC คือข้อเสนอในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ (Southern Biodiversity Regeneration Corridor หรือ SBRC) คือการเอาต้นทุนที่ภาคใต้มีดีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา โดยกรอบการพัฒนา SBRC แตกต่างจาก SEC คือไม่ต้องออกกฎหมาย รวบอำนาจกฎหมายกลางมาละเว้นกฎหมายอีกหลายฉบับ แบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.ความมั่นคงในที่ดิน 2.เกษตรกรเพิ่มมูลค่าเกื้อกูลชีวภาพ 3.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนิเวศ และ 5.บริการสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต ที่จะเป็นการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบการรักษาที่ดี เมื่อลองทำตัวเลขเบื้องต้น ลงทุน 5 แสนล้านบาท สร้างการเติบโต จีดีพี 4% ต่อปี ลดภาระหนี้สิน 30% ยกระดับรายได้ ดังนั้นขอสภาฯ ได้ตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาเนื้อหาดังกล่าวด้วย.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1004839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-LMJikYOyKJDnTf1X7j9a

  • “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัดกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% ในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” ที่นครศรีธรรมราช

    “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัดกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% ในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” ที่นครศรีธรรมราช

    กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” ระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2569 ณ ตลาดเสาร์-อาทิตย์ พัฒนาการคูขวาง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่อการดำรงชีพกว่า 1,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุดถึง 60% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน พร้อมเปิดพื้นที่สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ SMEs

    นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล นำโดย พณ.ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนการครองชีพที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าหลายประเภทมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลจึงเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และกิจกรรมเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาคทั่วประเทศ

    นายวิทยากร กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นจังหวัดสำคัญของภาคใต้ ทั้งในด้านพื้นที่และศักยภาพทางเศรษฐกิจ กรมการค้าภายในจึงได้นำผู้ผลิต ผู้ประกอบการจากส่วนกลาง รวมถึงผู้ประกอบการจากจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้กว่า 200 ราย เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าในงาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยภายในงานมีสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวดหมู่ อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชน จำหน่ายในราคาพิเศษ

    นอกจากนี้ ยังมีสินค้าไฮไลท์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพจำหน่ายทุกวันในราคาประหยัด ได้แก่ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 42 บาท และข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 130 บาท รวมถึงมีการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ มาจำหน่ายโดยตรงในราคาหน้าสวน เช่น มะม่วงแฟนซี กิโลกรัมละ 25 บาท และกระเทียมจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรควบคู่ไปกับการลดค่าครองชีพของประชาชน

    อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งรถพุ่มพวง การจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และการจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคในจังหวัดต่าง ๆ โดยหลังจากจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว จะมีการจัดงานต่อที่จังหวัดสงขลาในช่วงต้นเดือนหน้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เป็นธรรมมากที่สุด

    ในด้านการกำกับดูแลราคาสินค้า นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามปกติและไม่เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายทันที

    สำหรับด้านการตลาดสินค้าเกษตร นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในยังดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันการจำหน่ายผลผลิตเกษตรทุกขนาด โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดขนาดเล็ก หรือกลุ่มผลไม้ไซซ์เล็กที่มีคุณภาพไม่แตกต่างจากผลขนาดใหญ่ ปัจจุบันได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น และได้รับการตอบรับจากห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่รับซื้อไปจำหน่ายทั่วประเทศ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทุกเกรด และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรไทย

    นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวขอบคุณกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่นำโครงการไทยช่วยไทยลดค่าครองชีพมาจัดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ไข่ไก่ น้ำมันพืช และข้าวสาร ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ กรมการค้าภายในมีแผนจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 7 ครั้งทั่วประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร SMEs และวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างต่อเนื่อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1023668&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26MeY8QfZlKZV1lCWZsitV

  • ตรวจเข้มโครงการเงินกู้ 4 แสนล้าน-สบน.ย้ำชัดรัฐต้องนำร่องลงทุนฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ตรวจเข้มโครงการเงินกู้ 4 แสนล้าน-สบน.ย้ำชัดรัฐต้องนำร่องลงทุนฟื้นเศรษฐกิจไทย

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาทนั้น รัฐบาลมีความจำเป็นจริงๆ ในการใช้เงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ช่วยเหลือเยียวยาในช่วงสินค้าราคาแพง จากวิกฤตราคาพลังงานปรับเพิ่มสูงขึ้น ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยที่บอบช้ำจากวิกฤตการณ์ภายนอกประเทศหลายปีที่ผ่านมา รัฐต้องเป็นผู้นำการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรอบใหม่ เรียกกลับความเชื่อมั่นภาคเอกชนให้กลับมาลงทุนรอบใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ

    “โดยลำพังการอาศัยงบลงทุนซึ่งมีสัดส่วนเพียง 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีและกระบวนการที่งบประมาณที่ล่าช้ากว่ากำหนด ไม่น่าจะเพียงพอและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มที่ ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท คาดหวังว่าสร้างเศรษฐกิจโตหรือจีดีพีโต 0.4% ในปี 2569 และ 0.8% ในปี 2570 และหากต้องการให้เศรษฐกิจโตตามหวัง ก็ต้องใช้เงินกู้ให้ครบตามจำนวนที่กู้ เมื่อเศรษฐกิจโต มูลค่าจีดีพีก็เพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะก็ไม่เพิ่มขึ้นเกินกรอบ 70% ไปจนถึงปี 2571 และอาจไม่เกินกรอบเลยก็ได้”

    ทั้งนี้ก่อนการออกพ.ร.ก.กู้เงินนั้น กระทรวงการคลัง สบน. หารือทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานงบประมาณ, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กันหลายครั้ง เกี่ยวกับการออกพ.ร.ก.กู้เงิน จนตกลงกันว่าจะกู้เงิน 400,000 ล้านบาท และการกู้เงินดังกล่าว ไม่ได้ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลในประเทศ (จีดีพี) สูงทะลุกรอบเพดานที่กำหนดไว้ 70% และยังเป็นเม็ดเงินในปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ก่อหนี้โปร่งใสเพื่อพัฒนาประเทศ

     นางจินดารัตน์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการพิจารณาและได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนพร้อมในการดำเนินการได้ทันที คุ้มค่าส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ต้องดำเนินโครงการให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือน ก.ย. 2570 และเบิกจ่ายให้เสร็จสิ้นก่อน ธ.ค. 2570

    ในภาวะวิกฤต หลายประเทศกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ, วิกฤตโควิด, และวิกฤตสงคราม ซึ่งเหตุผลการกู้เงินแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน. ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ไม่มีประเทศใดในโลก ไม่มีหนี้. ทุกประเทศก่อหนี้ เพื่อพัฒนาประเทศ และแน่นอนการลงทุนของภาครัฐต้องก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ ดังนั้นการกู้เงิน ไม่ได้เป็นภาระของประชาชน แต่เป็นการนำมาซึ่งการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดียิ่งขึ้น

    เช่นเดียวกับการกู้เงินภายใต้พ.ร.ก.ดังกล่าว นอกจากกู้เงินมาเยียวยา บรรเทาช่วยเหลือประชาชนแล้ว ยังนำมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จากต่างชาติ ที่จะเข้ามาลงทุนพร้อมพัฒนาพลังงานสะอาดในไทย

    การกู้เงิน 400,000 ล้านบาทครั้งนี้ ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 2 แผน โดยแผนแรก เป็นการกู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยา ลดผลกระทบจากวิกฤตของแพง ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แจกเงินประชาชนคนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน รวมถึงการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก คนละ 700 บาท จาก 300 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ประชาชนราว 38-40 ล้านคน

    โดยแผนการกู้เงินนั้น จะกู้ตามความจำเป็นในการใช้เงิน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะเริ่มใช้วันที่ 1 มิ.ย.2569 นี้ จากการประเมินการใช้จ่ายในแต่ละวันแล้ว คาดว่าจะต้องใช้เงินราว 35,000 ล้านบาทต่อเดือน สบน.ก็จะกู้เงินตามจำนวนนี้ ด้วยการออกตั๋วสัญญาการใช้เงิน (P/N) การทำสัญญากู้เงินกับสถาบันการเงิน (เทิร์ม โลน) มีระยะเวลาการกู้ 4 ปี เลือกอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด ที่สถาบันการเงินเสนอมา หลังจากนั้นทยอยปรับระยะเวลาการกู้เป็น 5-10 ปี รวมถึงเปลี่ยนเป็นพันธบัตรรัฐบาล

    กู้เงินเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด

     ส่วนแผน 2 กู้เงิน เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งต้องชักชวนจูงใจให้เอกชนมาร่วมลงทุนด้วย เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด เช่น การลงทุนระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ สายส่งจึงจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มีเสถียรภาพ การปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันจากต่างประเทศ เพราะประเทศไทย เป็นผู้นำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน เมื่อเกิดวิกฤตสงคราม มักจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

     ดังนั้นถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานของประเทศ เช่น ประเทศจีน ได้ปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานจากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ หันมาใช้พลังงานไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ มาหลายปีแล้ว ดังนั้นจะได้รับผลกระทบน้อยมาก จากวิกฤตพลังงาน การปรับเปลี่ยนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน เป็นพลังงานแสงอาทิตย์นั้น นอกจากประเทศไทย จะได้ใช้พลังงานสะอาดแล้ว ยังมีผลพลอยได้ คือ คาร์บอนเครดิต ที่สามารถนำไปขายได้ ซึ่งประเทศไทย จะพยายามใช้มาตรฐานตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานขั้นสูง หรือ Premium T-VER ราคาเทียบเท่าสากล

     องค์กรใด ที่ต้องการคาร์บอนเครดิต สามารถซื้อที่ประเทศไทยได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบิน จำเป็นต้องซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นการปฏิบัติตามมาตรการขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) รวมถึงข้อตกลงปารีส หรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อลดภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศปรวนแปร รวดเร็วรุนแรง

    หนี้สาธารณะแตะ 12.68 ล้านล้าน

    นางจินดารัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ณ เดือน มี.ค.2569 หนี้สาธารณะของประเทศไทย อยู่ที่ 12.68 ล้านล้านบาท เป็นการกู้ในประเทศ 88.87% และต่างประเทศ 11.13% ซึ่งการกู้ส่วนใหญ่ เป็นการกู้ระยะยาว เฉลี่ย 9 ปี 6 เดือน ถือว่ายาวนานกว่าค่าเฉลี่ยที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีอี) ระบุไว้ว่าอายุการกู้เงินเฉลี่ย 8 ปี ซึ่งสบน. ต้องบริหารจัดการหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ทุกปี เพื่อให้ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลต่ำที่สุด ขณะเดียวกันต้องเป็นอัตราอ้างอิงให้กับตลาดการกู้เงินได้ด้วย

    “ประเทศไทย กู้เงินต่างประเทศน้อยมาก หากกู้ จะเปลี่ยนการชำระเงินกู้เป็นสกุลเงินบาท ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากลโลก การบริหารหนี้ของสบน. ต้องระวังทุกมุก ป้องกันความผันผวนของตลาดเงินด้วย อัตราดอกเบี้ยการกู้ต้องไม่กระจุกตัว”

    ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเข้าใจว่า การเป็นหนี้สาธารณะ 12.68 ล้านล้านบาท แล้วนำมาหารกับจำนวนประชากรของประเทศไทย ทำให้คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่เกิดนั้น เป็นการเข้าใจที่ไม่ตรงกัน และต่างมุมมองมาก

    การก่อหนี้ของรัฐบาล เพื่อนำเงินไปลงทุนสร้างถนน สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนไทย ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างความกินดีอยู่ดี เพราะประชาชนมีรายได้ หากไม่มีการกู้เงินมาลงทุน ประเทศ ก็ไม่มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    “เมื่อรัฐบาลกู้เงิน ก็ต้องวางแผนการใช้เงิน และเงินที่นำมาใช้ มาต่อยอดการพัฒนาประเทศ สบน.มีหน้าที่บริหารหนี้ บริหารความเสี่ยง บริหารให้ต้นทุนการเงินของรัฐต่ำที่สุด แต่การใช้เงินอย่างคุ้มค่าและโปร่งใส เป็นหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อประเทศชาติและประชาชน ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2936220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ACLFgopkrZQs2kPfMfg2i

  • ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้  และ  วาทะของผู้นำที่โลกยอมรับ

    ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และ วาทะของผู้นำที่โลกยอมรับ

    วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ได้มีบทความเรื่อง “ความน่าอับอายของระบบการเมืองไทย ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านและในเวทีโลก” ว่าประเทศไทยได้เตรียมการมาหลายสิบปี ที่จะทำ“ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้” หรือ Southern Economic Corridor (SEC) ขนาดเวนคืนที่ดินไว้แล้ว ทำถนนเขตทางกว้าง 200 เมตรไว้แล้ว สร้างถนนขนาด 4 เลน ไว้แล้ว เพื่อเชื่อมทะเลอันดามันฝั่งตะวันตก กับสุราษฎร์ธานีฝั่งตะวันออกเข้าด้วยกัน สองข้างทางจะได้เป็นที่พัฒนาภาคใต้ให้เป็นท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งมหาสมุทร เป็นโรงกลั่นน้ำมันจากตะวันออกกลาง เพื่อส่งไปยังญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ฮ่องกง ไต้หวัน เขมร มีคลังน้ำมันดิบ คลังน้ำมันที่กลั่นแล้ว และมีโรงงานอุตสาหกรรมที่จีน ญี่ปุ่น จะส่งทางเอเชียใต้ (อินเดีย ศรีลังกา ปากีสถาน บังกลาเทศ) และตะวันออกกลาง มาตั้งอยู่ และในทางตรงกันข้าม ก็มีคลังสินค้าของอินเดียที่ส่งไปประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก มาตั้งและเป็นฐานส่งออกทางทะเลต่อไป

    โดยไม่ต้องพึ่งช่องแคบมะละกาอันคับแคบและเสี่ยงภัยต่ออุบัติเหตุ โจรสลัด และความคับคั่งในการเดินเรือ

    เรามีแผนการมาเกือบ 40 ปีแล้ว เตรียมโครงสร้างพื้นฐานไว้มากมายแล้ว แต่โครงการก็ยังไม่สัมฤทธิผล เพราะระบบการเมืองของไทยขาดเสถียรภาพ เปิดโอกาสให้นักธุรกิจการเมือง ผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมน้อยกว่าประโยชน์ส่วนตน เข้ามาบริหารประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านของเรา จึงทำโครงการอย่างเดียวกันบ้าง จะแล้วเสร็จและใช้งานได้ต้นปี 2570 นี้แล้ว

    ถึงแม้ระบบการเมืองไทย จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีต่างๆ นานา เช่น รัฐบาลขาดเสถียรภาพ คนเก่งคนดีไม่ยอมนำตนเข้ามาอยู่ในวงจรอันค่อนข้างสกปรกนี้ แต่ผู้เขียนก็ยังนึกไม่ออกว่า ข้าราชการสภาพัฒน์ กรมทางหลวง และผู้บริหารการรถไฟในสมัยนั้น ที่ร่วมกันริเริ่มโครงการไว้ด้วยกัน หายไปไหนกันหมด ทำไมไม่ทำโครงการ “ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้” จากสุราษฎร์ธานีฝั่งแปซิฟิก ไปยังพังงาและกระบี่ทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ให้แล้วเสร็จ หรือว่าเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แล้วเขาสั่งให้ทิ้ง เพราะเขากว้านซื้อที่ดิน สองฝั่งทางหลวงสาย 44 (จากอำเภอขนอม มาจนถึงพังงาและกระบี่) ไม่ทัน หรืออาจจะกลัวชายทะเลแถวจังหวัดตรังจะเจริญเร็วไปด้วย จึงขอให้หน่วยราชการทั้งสามได้ช่วยชี้แจงด้วย

    ตอนท้ายของบทความดังกล่าว นอกจากเสนอแนะให้เลิกโครงการแลนด์บริดจ์ และ เลิกความคิดที่จะมาถ่ายคอนเทนเนอร์เสีย แล้วหันมาพัฒนาระบบเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เสียใหม่โดยรีบด่วนแล้ว ยังเสนอให้แก้ไขการเข้าสู่อำนาจบริหารของประเทศไทยเสียใหม่ โดยให้มีองค์กรเลือกตั้ง(Electoral Body) ของอำนาจบริหาร (Executive Power หรือ นรม. และ ครม.) ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีโอกาสได้เลือกคนเก่ง มืออาชีพ (Professional Executive) จากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชากิจ เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศอย่างมืออาชีพ และให้เขาผู้มีคุณวุฒิเหล่านี้ เป็น องค์กรเลือกตั้ง (Electoral Body) กันเอง เพื่อเลือกคนดี มีจริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มาบริหารประเทศ

    เพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว จึงขอยกวาทะของผู้นำประเทศ ที่พาประเทศไปสู่ความสำเร็จ พลเมืองพ้นจากความยากจน ประเทศมีรายได้สูง เทคโนโลยีก้าวหน้า และติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่เจริญแล้วของโลก ประเทศแรกได้แก่ วาทะของลีกวนยู ผู้นำสิงคโปร์ ประเทศเล็กปลายแหลมมลายู ซึ่งกล่าวไว้ว่า

    ท่านผู้นี้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว แต่ลูกชายของท่าน และผู้ที่เป็นผู้นำคนต่อๆ มา ก็ได้ยึดถือแนวทางเดียวกัน

    ส่วนประเทศไทยเรา คนดีมีความสามารถถอยหมด เพราะกลไกทางการเมืองของประเทศ (รัฐธรรมนูญ) เปิดโอกาสให้นักการเมืองที่ไม่ดี เข้ามาบริหารประเทศได้ คนดีจึงต้องถอยออกไป

    ส่วนวาทะของผู้นำคนที่สอง จากประเทศที่เคยแสนจะยากจน มีพลเมืองนับพันล้าน พลเมืองต้องอพยพหลบหนีความยากแค้น ออกไปอยู่นอกประเทศทุกมุมโลก รวมทั้งประเทศไทย วาทะของผู้นำปัจจุบัน ซึ่งแม้แต่ทรัมป์เองยังต้องบินมาหา กล่าวไว้ว่า

    _______________________

    ขณะนี้ ประเทศดังกล่าว ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี ประเทศกลายเป็นมหาอำนาจของโลก เพราะแก้ไขปัญหาระบบการเมืองภายในประเทศได้แล้ว

    เราคนไทยในยุคปัจจุบัน เมื่อพิจารณาวาทะของสองผู้นำข้างต้นแล้ว จึงต้องหาวิธีปิดช่องทาง ที่เปิดให้นักการเมือง ใช้เงินภาษีของเราบ้าง และใช้เงินที่ได้มาโดยมิชอบจากตำแหน่งหน้าที่การเมืองบ้าง ซื้อประชาชนที่ยังไม่ฉลาดพอ พาตนเองให้มาเป็นผู้บริหารประเทศเช่นในระบบปัจจุบัน ซึ่งเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy)

    _______________________

    เมื่อประเทศได้คนดี ที่มีความสามารถ เข้ามาเป็นผู้นำหรือเป็นผู้บริหารประเทศ ได้แล้ว ความน่าอับอายเช่นที่เกิดมากับโครงการพัฒนาภาคใต้ของเรา ก็จะได้หมดไปเสียที และจะนำพาประเทศ ไปเคียงบ่าเคียงไหล่ กับประเทศเพื่อนบ้านได้ในอนาคตอันไม่ไกลนี้

    ศิริภูมิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/967764&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fYrEd_wF3d22WeqixCejE

  • ไทยช่วยไทยพลัส ยากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือจุดเริ่มต้นฟื้นความเชื่อมั่น

    ไทยช่วยไทยพลัส ยากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือจุดเริ่มต้นฟื้นความเชื่อมั่น

    ไทยช่วยไทยพลัส ยากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือจุดเริ่มต้นฟื้นความเชื่อมั่น

    ไทยช่วยไทยพลัส ยากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือจุดเริ่มต้นฟื้นความเชื่อมั่น

    มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กำลังกลายเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังมีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการทะลุ 600,000 ราย และประชาชนลงทะเบียนสำเร็จแล้วกว่า 25 ล้านคน จากเป้าหมาย 30 ล้านคน ก่อนเริ่มใช้สิทธิอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ 

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างน้อย 2 มิติสำคัญ คือ ความต้องการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ และความคาดหวังของประชาชน กับผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพสูง และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง 

    ในช่วงที่ผ่านมา หลายหน่วยงานเศรษฐกิจทยอยปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปีนี้ขึ้นเล็กน้อย หลังเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด ขณะที่มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ เริ่มถูกนำมาคำนวณเป็นแรงส่งใหม่ต่อเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน และยั่งยืนเพียงใด 

    หากมองในเชิงจิตวิทยาเศรษฐกิจ มาตรการนี้มีผลเชิงบวกทันที เพราะช่วยสร้างความคึกคักให้การจับจ่าย โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และธุรกิจท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง การมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ยังช่วยกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้รวดเร็ว ต่างจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลานาน 

    แต่หากมองในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ มาตรการลักษณะนี้ ยังคงเป็นเพียง “ยาชูกำลังระยะสั้น” มากกว่าจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย 

    ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การขาดการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่รายได้ครัวเรือนโตไม่ทันค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ธุรกิจขนาดเล็กแข่งขันยาก และการลงทุนใหม่ยังกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม เช่น AI, Data Center หรือ ธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะที่เศรษฐกิจฐานรากและภาคการผลิตดั้งเดิมยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง 

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งราคานํ้ามันที่อาจพุ่งขึ้น เงินเฟ้อที่มีโอกาสกลับมา และทิศทางดอกเบี้ยโลกที่ยังไม่แน่นอน หากต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจริง ผลของมาตรการกระตุ้นอาจถูก “ดูดกลับ” ผ่านค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นของประชาชนและภาคธุรกิจ 

    ดังนั้น แม้ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยประคองเศรษฐกิจ และสร้างแรงหมุนระยะสั้นได้จริง แต่คงยากที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงได้เพียงลำพัง สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำควบคู่กัน คือ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพิ่มขีดความสามารถ SMEs ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่กระจายรายได้ได้จริง ไม่ใช่เติบโตเฉพาะบางกลุ่มทุน 

    เพราะท้ายที่สุด เศรษฐกิจที่แข็งแรง ไม่ได้วัดจากยอดใช้จ่ายชั่วคราว แต่ต้องวัดจาก “กำลังซื้อที่ยั่งยืน” และ “ความเชื่อมั่น” ที่ประชาชนมีต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ และนี่คือโจทย์ที่ใหญ่กว่ามาตรการแจกเงินใดๆ

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,205 วันที่ 31 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/660248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17yWil5YoTlcVlSuVlJHLm

  • แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนเมษายน 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนเมษายน 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนเมษายน 2569

    ภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้ว)
    rn 

    rn

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวชะลอลง (เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน)

    rn

    ตามผลผลิตอ้อยที่ขยายตัวชะลอลงหลังเร่งเก็บเกี่ยวในเดือนก่อน ขณะที่ด้านราคาหดตัวต่อเนื่อง ตามราคาอ้อยที่หดตัวจากราคาขั้นต้นที่ลดลงมากกว่าปีก่อน รวมทั้งราคาโคและสุกรที่หดตัวต่อเนื่อง ตามผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม ทรงตัว

    rn

    ตามการผลิตยางพาราแปรรูปที่ขยายตัวตามผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลับมาขยายตัว ตามการส่งออกจากความต้องการของคู่ค้าที่ยังมีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การผลิตน้ำตาลกลับมาหดตัวหลังจากเร่งไปมากในเดือนก่อนหน้า

    rn

     

    rn

    ภาคบริการท่องเที่ยว ขยายตัวเล็กน้อย

    rn

    ตามจำนวนผู้เยี่ยมเยือนคนไทยที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อีกทั้ง ประชาชนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเน้นการท่องเที่ยวระยะใกล้ในภูมิภาค จากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้รวมภาคการท่องเที่ยวแม้ขยายตัวได้แต่ยังกระจุกตัวในจังหวัดหลัก

    rn

     

    rn

    การบริโภคภาคเอกชน หดตัวต่อเนื่อง

    rn

    ตามการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง จากค่าครองชีพโดยรวมที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ประกอบกับกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ประชาชนจึงระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หมวดสินค้าคงทนกลับมาขยายตัวชั่วคราว จากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจากการปรับลดราคาลงในช่วง Motor Show

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวต่อเนื่อง

    rn

    ตามการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ขยายตัว ตามพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างที่ทยอยปรับดีขึ้น รวมถึงยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่ขยายตัว ตามการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ทรงตัวสอดคล้องกับทิศทางการจัดตั้งโรงงานใหม่ที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง
    rn

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัวต่อเนื่อง

    rn

    ตามการส่งออกที่ขยายตัว จากทุเรียนสด ตามฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนภาคตะวันออกที่ปีนี้มีปริมาณผลผลิตมากกว่าปกติ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปจีนเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับการนำเข้าที่ขยายตัว จากหมวดชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโทรศัพท์มือถือจากจีน

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้น ตามราคาหมวดพลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน ปรับลดลง จากการจ้างงานภาคเกษตรที่ลดลง สอดคล้องกับกิจกรรมภาคเกษตรที่ชะลอลง เช่นเดียวกับ การจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ปรับลดลง ตามเศรษฐกิจที่หดตัวต่อเนื่องและต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจระมัดระวังการจ้างงานใหม่

    rn

     

    rn

    ปัจจัยที่ต้องติดตาม

    rn

    – สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    rn

    – กำลังซื้อของครัวเรือนที่ยังเปราะบางและผลของมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    rn

    – ความเสี่ยงภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร  

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn29 พฤษภาคม 2569

    rn

     

    rn

    หมายเหตุ

    rn

    สาขาเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ที่มีความสำคัญต่อภาคอีสาน ได้แก่ การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าผ่านด่านศุลกากร ตามลำดับ

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้ว)
     

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวชะลอลง (เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน)

    ตามผลผลิตอ้อยที่ขยายตัวชะลอลงหลังเร่งเก็บเกี่ยวในเดือนก่อน ขณะที่ด้านราคาหดตัวต่อเนื่อง ตามราคาอ้อยที่หดตัวจากราคาขั้นต้นที่ลดลงมากกว่าปีก่อน รวมทั้งราคาโคและสุกรที่หดตัวต่อเนื่อง ตามผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม ทรงตัว

    ตามการผลิตยางพาราแปรรูปที่ขยายตัวตามผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลับมาขยายตัว ตามการส่งออกจากความต้องการของคู่ค้าที่ยังมีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การผลิตน้ำตาลกลับมาหดตัวหลังจากเร่งไปมากในเดือนก่อนหน้า

    ภาคบริการท่องเที่ยว ขยายตัวเล็กน้อย

    ตามจำนวนผู้เยี่ยมเยือนคนไทยที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อีกทั้ง ประชาชนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเน้นการท่องเที่ยวระยะใกล้ในภูมิภาค จากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้รวมภาคการท่องเที่ยวแม้ขยายตัวได้แต่ยังกระจุกตัวในจังหวัดหลัก

    การบริโภคภาคเอกชน หดตัวต่อเนื่อง

    ตามการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง จากค่าครองชีพโดยรวมที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ประกอบกับกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ประชาชนจึงระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หมวดสินค้าคงทนกลับมาขยายตัวชั่วคราว จากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจากการปรับลดราคาลงในช่วง Motor Show

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวต่อเนื่อง

    ตามการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ขยายตัว ตามพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างที่ทยอยปรับดีขึ้น รวมถึงยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่ขยายตัว ตามการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ทรงตัวสอดคล้องกับทิศทางการจัดตั้งโรงงานใหม่ที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง

    การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัวต่อเนื่อง

    ตามการส่งออกที่ขยายตัว จากทุเรียนสด ตามฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนภาคตะวันออกที่ปีนี้มีปริมาณผลผลิตมากกว่าปกติ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปจีนเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับการนำเข้าที่ขยายตัว จากหมวดชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโทรศัพท์มือถือจากจีน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้น ตามราคาหมวดพลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ

    ตลาดแรงงาน ปรับลดลง จากการจ้างงานภาคเกษตรที่ลดลง สอดคล้องกับกิจกรรมภาคเกษตรที่ชะลอลง เช่นเดียวกับ การจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ปรับลดลง ตามเศรษฐกิจที่หดตัวต่อเนื่องและต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจระมัดระวังการจ้างงานใหม่

    ปัจจัยที่ต้องติดตาม

    – สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    – กำลังซื้อของครัวเรือนที่ยังเปราะบางและผลของมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    – ความเสี่ยงภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร  

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    29 พฤษภาคม 2569

    หมายเหตุ

    สาขาเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ที่มีความสำคัญต่อภาคอีสาน ได้แก่ การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าผ่านด่านศุลกากร ตามลำดับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northeastern-economy/the-state-of-northeastern-economy/2026-m04-press-and-table.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hkN55Dbxa0WFwsg6URAiA

  • นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับและพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ – กระทรวงการต่างประเทศ

    นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับและพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ – กระทรวงการต่างประเทศ

    นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับและพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับและพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 29 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 พ.ค. 2569

    | 35 view

    เมื่อวันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับและพบหารือกับนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนางโง เฟือง ลี ภริยา ที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในโอกาสการเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม นอกจากนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การต้อนรับและพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ รัฐสภาด้วย

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและภริยา เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

    ระหว่างการหารือกับนายกรัฐมนตรี ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยได้เป็นสักขีพยานรับรองแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 – 2574 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือในทุกมิติ รวมทั้งความมั่นคง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน โดยย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน รวมทั้งสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ ในด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง และเพิ่มความร่วมมือในแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และการทำการประมงผิดกฎหมาย (IUU fishing) ทั้งย้ำถึงความสำคัญของหลักการที่จะไม่ให้บุคคลใดใช้ดินแดนของตนดำเนินกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลของอีกประเทศ โดยเห็นพ้องที่จะให้มีการนำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ขณะที่ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้าขยายและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมายการค้าทวิภาคีที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเร็ว และพร้อมที่จะมุ่งสู่เป้าหมายการค้าที่เพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต ขณะที่นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลเวียดนามที่ให้การสนับสนุนการลงทุนของไทยในเวียดนามเป็นอย่างดี และเชิญชวนให้ภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้ายุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง 3 ด้าน (Three Connects) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ได้แก่ (1) การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (2) การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และ (3) การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว โดยจะเดินหน้าพัฒนาความเชื่อมโยงและส่งเสริมเครือข่ายคมนาคมขนส่งระหว่างไทย-เวียดนาม เพิ่มมากขึ้น ทั้งทางบก อากาศ และทางน้ำ ทั้งยังเห็นพ้องจะส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้งจะร่วมมือกันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับเตรียมกำลังคนสำหรับอนาคต รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันมากขึ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีชีวภาพและการเกษตร ตลอดจนย้ำความสำคัญของหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพและความเจริญในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและระดับภูมิภาค โดยไทยและเวียดนามจะร่วมกันส่งเสริมการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในอาเซียน เพื่อรักษาความเป็นกลางของอาเซียนท่ามกลางความไม่แน่นอนต่าง ๆ ในโลกขณะนี้

    ผู้นำทั้งสองเป็นสักขีพยานในการลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ ได้แก่
    1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม
    2. การแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตเกี่ยวกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
    3. บันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา
    4. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองเวียดนามกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาธุรกิจไทย – เวียดนาม 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together: Celebrating 50 Years of Thailand – Viet Nam Relations” ซึ่งมีนักธุรกิจชั้นนำจากไทยและเวียดนามกว่า 800 คน เข้าร่วม โดยผู้นำทั้งสองกล่าวถ้อยแถลงย้ำความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดและความเกื้อกูลกันของเศรษฐกิจไทยและเวียดนาม รวมทั้งได้เป็นสักขีพยานการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับนครโฮจิมินห์ของสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ การฉลองผู้โดยสาร 50 ล้านคนและการส่งมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำให้แก่สายการบินไทยเวียตเจตแอร์ และความตกลงทางธุรกิจจำนวน 17 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การบิน ค้าปลีก ปัญญาประดิษฐ์ การวิจัยเทคโนโลยีควอนตัม ยา และบริการด้านสุขภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/prvn-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15ecNNSnU_UVskxRGHANRZ

  • ลุยทุกคะแนนเสียง! “เบียร์ ปรเมศวร์” ลงพื้นที่เศรษฐกิจกลางพัทยา ขอแรงหนุนชาวตลาดเคหะเทพประสิทธิ์ | TOPNEWS

    ลุยทุกคะแนนเสียง! “เบียร์ ปรเมศวร์” ลงพื้นที่เศรษฐกิจกลางพัทยา ขอแรงหนุนชาวตลาดเคหะเทพประสิทธิ์ | TOPNEWS

    (29 พ.ค. 69) นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา หมายเลข 2 กลุ่ม “เรารักพัทยา” พร้อมด้วยผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา เขต 4 หมายเลข 13-18 ลงพื้นที่เดินหาเสียงภายในตลาดเคหะเทพประสิทธิ์ พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อของภายในตลาดอย่างคึกคัก

    โดยนายปรเมศวร์ และทีมงาน ได้เดินทักทาย ขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในตลาด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญใจกลางเมืองพัทยา หวังเก็บทุกคะแนนเสียงอย่างทั่วถึงไม่ให้ตกหล่น

    ทั้งนี้ ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง ได้รับการตอบรับจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนเป็นอย่างดี มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาทักทาย พูดคุย และให้กำลังใจทีมผู้สมัครอย่างต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ ยังได้แนะนำวิธีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับประชาชน โดย “บัตรสีเขียว” ให้เลือกนายกเมืองพัทยา หมายเลข 2 ส่วน “บัตรสีชมพู” ให้เลือกสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) เขต 4 หมายเลข 13-18 ยกทีม

    สำหรับนโยบายหลักที่นำมาสื่อสารกับประชาชนในครั้งนี้ คือ การผลักดันเศรษฐกิจให้ค้าขายคล่องตัว เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองพัทยาให้ยั่งยืน

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1588434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TaQxAoOwXqgDvVH5GTPPG

  • บ้านโป่งจัดยิ่งใหญ่ ฉลอง 130 ปี “เมืองคนงาม” ชู Soft Power 5 ชาติพันธุ์ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    บ้านโป่งจัดยิ่งใหญ่ ฉลอง 130 ปี “เมืองคนงาม” ชู Soft Power 5 ชาติพันธุ์ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ราชบุรี-นายอำเภอบ้านโป่งเตรียมจัดงาน “เทศกาลอาหารอร่อยและของดี 130 ปี เมืองคนงามบ้านโป่ง” วันที่ 2-4 ก.ค.69 ณ ลานอเนกประสงค์ริมเขื่อนแม่น้ำแม่กลอง เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง จ.ราชบุรี 

    เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 น.ส.กุลธิดา พยา นายอำเภอบ้านโป่ง เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวการจัดงาน “เทศกาลอาหารอร่อยและของดี 130 ปี เมืองคนงามบ้านโป่ง ประจำปี 2569” โดยทางอำเภอบ้านโป่ง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อร่วมย้อนรอยความภาคภูมิใจในวาระครบรอบ 130 ปี อำเภอบ้านโป่ง ระหว่างวันที่ 2–4 กรกฎาคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ริมเขื่อนแม่น้ำแม่กลอง เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง 

    น.ส.กุลธิดา พยา นอภ.บ้านโป่ง กล่าวว่า ภายในงานจะมีการรวบรวมสุดยอดของดี ของอร่อย ร้านค้า OTOP และอาหารขึ้นชื่อระดับตำนานของอำเภอบ้านโป่ง มาให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เลือกชิม ช้อป และสัมผัสเสน่ห์ของเมืองแห่งอาหารอร่อย และผ้าทอบ้านโป่งอันเลื่องชื่อ พร้อมกิจกรรมความบันเทิงและการแสดงสร้างสรรค์ตลอดการจัดงาน ไฮไลต์สำคัญของงานได้แก่ ขบวนแห่วัฒนธรรม 5 ชาติพันธุ์ กว่า 400 คน ภายใต้แนวคิด “Soft Power” ที่ผสมผสานรากเหง้าวัฒนธรรมเข้ากับความทันสมัย และความหลากหลายทางสังคมอย่างงดงาม 

    รวมถึงเวทีการประกวดเยาวชนอำเภอบ้านโป่ง และการแสดงความสามารถพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพและพลังสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

    นอกจากนี้ ยังมีการประกวด “หนูน้อยเมืองคนงามบ้านโป่ง ประจำปี 2569” สำหรับเด็กอายุระหว่าง 5–8 ปี เพื่อส่งเสริมความกล้าแสดงออกและสร้างความภาคภูมิใจให้กับเยาวชนในพื้นที่ รวมถึงกิจกรรมแข่งขันกินเร็วสุดเดือด ที่เปิดโอกาสให้สายกินและกองเชียร์ ร่วมสนุกกับการแข่งขันกินอาหารขึ้นชื่อของบ้านโป่ง เพื่อชิงเงินรางวัลมากมาย และอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ กิจกรรม Street Art และ Live Spray Painting ที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินและประชาชน ร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ พร้อม Art Workshop เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์เมืองอาร์ตแห่งใหม่ของบ้านโป่ง
    พร้อมกันนี้ ยังมีการเปิดจำหน่ายสลากกาชาดอำเภอบ้านโป่ง โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศล ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอบ้านโป่งต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2936273&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xa95V2cxBNjqYY_JAo2_a