Category: เศรษฐกิจ

  • ‘พร้อมพงศ์’ ชี้คนแห่ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ฟ้องชัดปัญหาปากท้องยังหนัก

    ‘พร้อมพงศ์’ ชี้คนแห่ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ฟ้องชัดปัญหาปากท้องยังหนัก

    พร้อมพงศ์” ชี้ยอดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” กว่า 26 ล้านสิทธิ สะท้อนประชาชนกำลังเผชิญปัญหาปากท้องและค่าครองชีพสูง แนะรัฐบาลเร่งยกระดับการแก้ปัญหาเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่ ดูแลประชาชนฐานรากและผู้ค้ารายย่อยอย่างเร่งด่วน

    30 พฤษภาคม 2569 –  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลปิดให้ลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีคนลงทะเบียนมากกว่า 26 ล้านสิทธิ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ราคาพลังงาน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อรัฐบาลมีโครงการดีๆ ที่จะมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้ จึงมีคนสนใจเป็นจำนวนมากและตั้งตารอที่จะใช้สิทธิวันแรกวันที่ 1 มิถุนายน

    อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่กำลังกดทับชีวิตคนไทยจำนวนมาก จากการลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชนหลายพื้นที่ พบว่า ค้าขายยังเงียบ รายได้ยังไม่พอรายจ่าย กำลังซื้อยังไม่กลับมา แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ต้องยอมรับความจริงว่าเงิน 100 บาท หรือ 1,000 บาทไปจ่ายตลาด แต่ได้สินค้าข้าวของลดลงจากเดิม

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญตัวเลขเศรษฐกิจ การลงทุน ความเชื่อมั่น ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของการเติบโตของประเทศ แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลต้องทำให้ผลของการเติบโตนั้นไปถึงประชาชนให้ได้ แม้รัฐบาลอาจชนะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ประชาชนกำลังแพ้ค่าครองชีพ เป็นความจริงที่รัฐบาลต้องกล้ายอมรับ หากเศรษฐกิจดีจริง แต่ประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ คิดแล้วคิดอีกก่อนเติมน้ำมัน กังวลว่ารายได้จะพอถึงสิ้นเดือนหรือไม่ เศรษฐกิจนั้นก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ทั้งนี้ประชาชนกินตัวเลขไม่ได้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีเป็นเรื่องน่ายินดี แต่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกถึงเศรษฐกิจที่ดีนั้นในชีวิตจริงด้วย

    “ถึงเวลาแล้วรัฐบาลต้องยกระดับการแก้ปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ ศึกใหญ่ของรัฐบาลวันนี้ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่เกมการเมืองในสภา ไม่ใช่ความขัดแย้งขั้วนั้นขั้วนี้ ศึกใหญ่ของรัฐบาลคือ ปากท้องประชาชน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นกำลังซื้อของประชาชนฐานราก ลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้าจำเป็น ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่าย ผู้ประกอบการกล้าลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่ที่เข้าถึงประชาชนฐานรากและผู้ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง พร้อมเร่งดูแลต้นทุนค่าครองชีพที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง รวมทั้งประกาศ วาระแห่งชาติฟื้นกำลังซื้อคนไทย เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานในการสร้างงาน สร้างรายได้ และฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม อย่าปล่อยให้เศรษฐกิจดีอยู่แค่บนกระดาษ

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากพ่อค้าแม่ค้ายังขายของไม่ได้ ผู้ประกอบการยังไม่กล้าลงทุน คนทำงานยังรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ หากประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ความสำเร็จของรัฐบาลไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ วัดจากรอยยิ้มของประชาชน กำลังซื้อในตลาด และคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศรัฐบาลจะชนะแค่ตัวเลขไม่ได้ ต้องชนะความทุกข์ของประชาชนให้ได้ด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1005507/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NT5uvPInhg-jh7FHyvZQ9

  • แกร็บหนุนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หั่น GP เหลือ 9% ช่วยร้านอาหาร

    แกร็บหนุนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หั่น GP เหลือ 9% ช่วยร้านอาหาร

    แกร็บหนุนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หั่น GP เหลือ 9% ช่วยร้านอาหาร

    Muzika

    30 พฤษภาคม 2569 ( 14:23 )

         แกร็บฟู้ด ขานรับนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนจากวิกฤตพลังงานของรัฐบาลผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” จัดเต็มสิทธิประโยชน์หนุนผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้ใช้บริการ หั่นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือเพียง 9% เสริมทัพด้วยโปรแกรมดันยอดขาย-ส่วนลดพิเศษสูงสุด 20,000 บาทต่อร้าน พร้อมอัดสินเชื่อสำหรับร้านอาหารด้วยวงเงินสูงสุดถึง 2 ล้านบาทต่อร้าน หวังช่วยเสริมสภาพคล่องและกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงเศรษฐกิจซบเซา

    แกร็บหนุนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หั่น GP เหลือ 9% ช่วยร้านอาหาร

         นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาผู้ประกอบการร้านอาหารต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน และกำลังซื้อที่ลดลงอันเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา การกลับมาของโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ จึงถือเป็นจังหวะสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงกลางปีและเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งหลังจากเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ 4 วัน (25-28 พ.ค.) ได้รับความสนใจอย่างมากจนมีผู้ลงทะเบียนไปแล้วมากกว่า 26 ล้านสิทธิ์” 

         แกร็บพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเหมือนเช่นเคย ด้วยการมอบค่าคอมมิชชันพิเศษเหลือเพียง 9% พร้อมแพ็คเกจพิเศษอัดแน่นด้วยสิทธิประโยชน์ถึง 10 เด้งให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารที่เลือกเข้าร่วมโครงการฯ ผ่าน GrabFood ร่วมด้วยการส่งแคมเปญ ‘GrabFood X ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ เพื่อช่วยกระตุ้นตลาด โดยยังคงมีซุปตาร์ตัวน้อยขวัญใจคนไทยอย่าง ‘น้องเกล’ ในฐานะ Friend of Grab มาร่วมโปรโมตแคมเปญอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาโครงการ

         ภายใต้แคมเปญ“GrabFood X ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” แกร็บจัดเต็มสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กับ GrabFood  ซึ่งประกอบด้วย  

    • ลดค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือเพียง 9% สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ กับ GrabFood ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 
    • สนับสนุนแคมเปญดันยอดขายและโค้ดส่วนลดให้ร้านอาหารรวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาทต่อร้าน เพื่อดึงกลุ่มลูกค้า และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
    • อัดฉีดสินเชื่อเงินสดเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับร้านอาหารด้วยวงเงินตั้งแต่ 2,500 บาท สูงสุดถึง 2,000,000 บาท

         นอกจากนี้ แกร็บยังเสริมทัพด้วย  

    • โปรโมชันส่งฟรี 5 กิโลเมตรแรก สำหรับทุกออเดอร์ที่เลือกการจัดส่งแบบประหยัด (SAVER)
    • แจกส่วนลดพิเศษให้ลูกค้าสูงสุด 12,000 บาทต่อคน สำหรับใช้สั่งอาหารผ่านโครงการฯ เพื่อกระตุ้นการสั่งซ้ำและดันยอดขายให้ร้านอาหารเติบโต
    • มอบเครดิตการโฆษณาผ่าน GrabAds สูงสุดมูลค่า 1,200 บาท สำหรับทุกร้านที่ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษบนแอปฯ GrabMerchant เพื่อใช้โปรโมตและเพิ่มการมองเห็นของร้านค้าบนแพลตฟอร์ม
    • ปูพรมสื่อโฆษณาและกิจกรรมการตลาดเต็มรูปแบบ ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ทั่วประเทศไทย
    • เติมเกลหน้าร้าน ด้วยสื่อประชาสัมพันธ์และอุปกรณ์ตกแต่งหน้าร้านสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จาก “น้องเกล-แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์” Friend of Grab คนล่าสุด พร้อมป้ายโปรโมชันสุดน่ารัก “เติมเกลแล้ว สั่งร้านนี้เลย” โดยมอบให้ฟรีเฉพาะ 40,000 ร้านแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ กับ GrabFood เท่านั้น
    • มอบคูปอง GrabMart มูลค่าสูงสุด 2,000 บาทต่อคน ให้ลูกค้าได้นำไปช้อปสินค้าอุปโภคบริโภคจากซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าทั่วไป
    • สิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ ขายอาหารผ่าน GrabFood ฟรีตลอด 1 ปี (GP 0%) พร้อมรางวัลพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

         ผู้ประกอบการร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กับ GrabFood เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากแคมเปญ “GrabFood X ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” สามารถศึกษาข้อตกลงและเงื่อนไขการเข้าร่วมแคมเปญในแอปฯ GrabMerchant ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมลงทะเบียนบนแอปฯถุงเงินและเลือกเข้าร่วมโครงการฯ กับ GrabFood ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

    สำหรับร้านอาหารศึกษาข้อตกลงและเงื่อนไขการเข้าร่วมแคมเปญได้ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป 

    • เข้าแบนเนอร์ โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 บนแอปฯ GrabMerchant
    • คลิกดูรายละเอียดและ กด “ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข”
    • ตรวจสอบ “เลขประจำตัวผู้เสียภาษี” ให้ตรงกับในแอปฯ ถุงเงิน

    สำหรับร้านอาหารลงทะเบียนบนแอปฯถุงเงิน และเลือกเข้าร่วมโครงการฯ กับ GrabFood ในวันที่ 10 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป  

    • เข้าแอปฯ ถุงเงิน กด “สมัครฟรี” ที่แบนเนอร์
    • เลือกเข้าร่วมไทยช่วยไทยพลัส 60/40 กับแพลตฟอร์ม Grab
    • คัดลอก “รหัสร้านค้า” จากแอปฯ GrabMerchant เพื่อกรอกข้อมูลบนแอปฯ ถุงเงิน
    • ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP 
    • ได้รับข้อความยืนยันการลงทะเบียนสำเร็จ

         สามารถติดตามรายละเอียดการสมัครและสิทธิประโยชน์ของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กับ GrabFood ได้ที่เว็บไซต์ https://merchant.grab.com/th-th/blog/tct26 หรือ LINE Official: @GrabMerchantTH

    =====================

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/eqaV0rVOolyv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IVgf4fC1AVC_6SLQv0djC

  • “ยศชนัน”  หนุน Upskill-Reskill พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยปั้นเศรษฐกิจ

    “ยศชนัน” หนุน Upskill-Reskill พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยปั้นเศรษฐกิจ

    “ยศชนัน”  หนุน Upskill-Reskill พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยปั้นเศรษฐกิจ

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง เดินทางถึงอาคารเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ 70 พรรษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังการบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัย โดยได้เริ่มต้นจากการเดินเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการและการวิจัยที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัยรวม 8 บูธ ประกอบด้วย ผลงานจากคณะเทคโนโลยีการเกษตร คณะบริหารศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะศิลปศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา สถาบันวิจัยและพัฒนา รวมถึงบูธโครงการการขจัดความยากจนและการเลื่อนระดับสถานะทางสังคม จังหวัดกาฬสินธุ์  

    โดย ศ.ดร.ยศชนัน และคณะ ได้เดินทางไปยังห้องประชุมพยับหมอก เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป โดยมี นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ จากนั้นเป็นการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยกับบทบาทการขับเคลื่อนอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สู่การพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน” โดยนายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ตามด้วยการบรรยายถึงทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัย ภายใต้นโยบายด้านการอุดมศึกษาฯ เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์

    โดยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ได้นำเสนอโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ตามนโยบายของกระทรวง อว. ซึ่งครอบคลุมการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในหลายมิติ ได้แก่ การผลักดันคณะพยาบาลศาสตร์เพื่อผลิตกำลังคนด้านสุขภาพตอบสนองชุมชนและระบบบริการในภูมิภาค โครงการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ที่เป็นต้นแบบการจัดการศึกษาเชื่อมโยงชุมชน การชูหลักสูตรดนตรีและศิลปะการแสดงเพื่อพัฒนากำลังคนด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และยกระดับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น การพัฒนาพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืดให้เป็นแหล่งเรียนรู้และอนุรักษ์ระบบนิเวศลุ่มน้ำปาว การจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะเพื่อบ่มเพาะสตาร์ทอัพยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาระบบงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยนวัตกรรมและการจัดการเชิงระบบ รวมถึงการนำเสนอโครงการซากดึกดำบรรพ์กาฬสินธุ์ เพื่อผลักดันมรดกธรรมชาติสู่การวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ ซึ่งดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวมอบนโยบายแก่คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำถึงการพลิกโฉมบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน โดยกล่าวว่า “บริบทของการศึกษาไทย โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยเนี่ย เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน ปัจจุบันหลายคนเกษียณแล้วก็อยากมาเรียน และอยากมาเรียนในสิ่งที่เขารักด้วยซ้ำ การทำหลักสูตรให้ลึกซึ้งจะดึงดูดคนหลากหลายช่วงอายุ ‘ปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้นักศึกษาฮะ จะเป็นคนที่ต้องการ upskill, reskill ต่างๆ เข้ามา ถ้าวันนี้ท่านมีเรื่องเกี่ยวกับการโรงแรมต่างๆ มีเรื่องเกี่ยวกับ entrepreneur (ผู้ประกอบการ) การเปิดร้านค้า หลักสูตรแบบนี้ใครจะไม่อยากเรียน ในเมื่อเขาเรียนแล้วเขารวยขึ้น’ หากมหาวิทยาลัยทำไม่ได้ ก็ต้องดึงคนนอกที่ทำได้มาช่วยดูหลักสูตร หรือผู้ที่เกษียณไปแล้วแต่ประสบความสำเร็จให้เข้ามาช่วย”

    ทั้งนี้หัวใจสำคัญในการทำงาน คือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจร โดยระบุว่า “การที่อยู่ในระบบนิเวศที่ดี ถึงแม้เราจะขี้เกียจเนี่ย เราก็จะขยันไปในตัว โดยธรรมชาติเพราะระบบนิเวศเอื้อกับการทำบางสิ่งบางอย่าง ท่านต้องจับคนที่เขาเติมเต็ม value chain อยู่ด้วยกัน”

    นอกจากนี้ ในมิติของการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและแก้ปัญหาความยากจน รมว.อว. ชี้ให้เห็นว่าต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม (Circular Economy) เพราะปัญหาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่แยกขาดจากกันไม่ได้ “ท่านจะมองเกี่ยวกับเรื่องทำยังไงให้มีเงินใช่ไหม แต่ทีนี้ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี มีเงินอย่างเดียวก็ทำอะไรไม่ได้ คนไม่ค่อยมา การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมกับสังคม เรื่องนี้เองเป็นเรื่องที่ทำให้บางท่านก็จนซ้ำซาก จนแล้วจนอีกอย่างนี้ เพราะเปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่แก้ไม่ได้ด้วยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ด้วยเรื่องของสิ่งแวดล้อม” ในส่วนของการนำงานวิจัยมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งตอบโจทย์ชุมชนได้จริงมากกว่าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแต่ไม่แก้ปัญหา โดยยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนว่า “ถ้าเกิดอุบัติเหตุเยอะๆ ท่านใช้ AI ไปวิเคราะห์ เอากล้องไปจับ มันก็ยังเยอะอยู่ดี ท่านเอาจ่าเฉยวางตัวเดียวน่าจะนิ่งๆ เหมือนตำรวจเป็นตุ๊กตาไว้ ไม่เกิดอุบัติเหตุอีกเลย นวัตกรรมล้ำๆ อาจจะช่วยในเรื่องพื้นที่ได้ แต่ไม่มากเท่าคนที่อยู่ในพื้นที่สามารถคิดและที่จะช่วยเรื่องนี้ได้” และขอให้นักวิจัยทำหน้าที่เป็นโค้ช ลงไปถามชุมชนว่าต้องการอะไร แล้วค่อยนำองค์ความรู้ไปช่วยสนับสนุน ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวกับผู้บริหารและบุคลากรของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ แนะการพลิกวิธีคิดเพื่อการพัฒนาพื้นที่ว่า “ถ้าเรามองว่าเราอยู่กาฬสินธุ์แล้วจะเสียเปรียบกรุงเทพฯ เพราะท่านมองว่ากรุงเทพฯ คือเมืองหลวงไง แต่ถ้าวันนี้ท่านมองว่ากาฬสินธุ์คือเมืองหลวง ท่านก็ไม่เสียเปรียบใคร เพราะท่านอยู่ศูนย์กลาง ท่านจะทำยังไงให้ท่านเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างได้” ซึ่งหากทำได้ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะดึงดูดผู้คน การท่องเที่ยว และการลงทุนให้เข้ามาในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/743183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17Y95zmFr0IMSnZcOpvgV5

  • ดั๊บเบิ้ล เอ ยังแกร่งต่อเนื่อง ผลประกอบการ Q1 ปี 69 รายได้รวม 5,346 ลบ. กำไร 336 ลบ.  ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    ดั๊บเบิ้ล เอ ยังแกร่งต่อเนื่อง ผลประกอบการ Q1 ปี 69 รายได้รวม 5,346 ลบ. กำไร 336 ลบ. ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 5,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.61% และมีกำไรสุทธิ 336 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 139.36% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่มีรายได้รวม 5,160 ล้านบาท กำไรสุทธิ 140 ล้านบาท ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น

    จากการที่เป็นผู้ผลิตแบบครบวงจร (Integrated Mill) ที่ผลิตเยื่อกระดาษ และนำเอา By-products มาผลิตพลังงานสะอาดไปใช้ในกระบวนการผลิตกระดาษ ทำให้บริษัทบริหารควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่ง ภายใต้ภาวะวิกฤตพลังงานที่เป็นอยู่  นอกจากนี้ บริษัทยังได้นำพลังงานโซลาร์มาใช้ในกระบวนการผลิต และระบบโลจิสติกส์เช่น รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) เพื่อลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวอีกด้วย

    ด้านการตลาด บริษัทฯ ยังคงจำหน่ายสินค้าไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง พร้อมทั้งเร่งพัฒนาตลาดที่มีศักยภาพ อาทิ อินเดีย สหรัฐอเมริกา  และออสเตรเลีย โดยมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของตลาด ด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลายที่มีคุณภาพสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1023749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ahjVrwnAkPHmAwudgdFjO

  • อว. ดัน ม.กาฬสินธุ์ ชู Soft Power วัฒนธรรม-เกษตรอัจฉริยะ

    อว. ดัน ม.กาฬสินธุ์ ชู Soft Power วัฒนธรรม-เกษตรอัจฉริยะ


    รมว.อว. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ม.กาฬสินธุ์ ย้ำชัด! การใช้นวัตกรรมแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่ต้องเป็น “เทคโนโลยีที่ใช่และตอบโจทย์พื้นที่ได้จริง”

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังการบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พร้อมร่วมชมบูธนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการและงานวิจัยที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัย โดยมีคณะผู้บริหารให้การต้อนรับและนำเสนอโครงการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากในหลากหลายมิติ

    ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ได้นำเสนอโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยและพัฒนาภูมิภาค ครอบคลุมด้านการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสิ่งแวดล้อม ดังนี้:

    • คณะพยาบาลศาสตร์: เร่งผลิตกำลังคนด้านสุขภาพและระบบบริการสาธารณสุขเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน

    • โรงเรียนสาธิต ม.กาฬสินธุ์: ต้นแบบการศึกษาเชื่อมโยงชุมชน ชูหลักสูตรดนตรีและศิลปะการแสดง เพื่อพัฒนากำลังคนด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และยกระดับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น

    • พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด: พัฒนาสู่แหล่งเรียนรู้และการอนุรักษ์ระบบนิเวศลุ่มน้ำปาว

    • อุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ: ศูนย์กลางการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ (Startup) เพื่อยกระดับเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก

    • งานวิจัยแก้จน: พัฒนาระบบงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยนวัตกรรมและการจัดการเชิงระบบ

    • โครงการซากดึกดำบรรพ์กาฬสินธุ์: ผลักดันมรดกทางธรรมชาติอันโดดเด่นของจังหวัด สู่การวิจัยและการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงการพลิกโฉมบทบาทของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ โดยระบุว่า หัวใจสำคัญคือการสร้าง ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจร เพื่อตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาความยากจนและการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก จะต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพราะทั้งสองเรื่องนี้แยกขาดจากกันไม่ได้

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังได้ให้ข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมไปใช้ในพื้นที่ว่า:

    “การนำงานวิจัยมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและตอบโจทย์ชุมชนได้จริง มากกว่าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแต่ไม่แก้ปัญหา นวัตกรรมล้ำ ๆ อาจช่วยเรื่องพื้นที่ได้ แต่ไม่มากเท่าคนที่อยู่ในพื้นที่ ดังนั้น ต้องลงไปถามชุมชนว่าต้องการอะไร แล้วค่อยนำองค์ความรู้ไปช่วยสนับสนุน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/43265&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03rLWQq1uaczMXqz473tZi

  • เศรษฐกิจระส่ำ! แห่ถอนตัวไม่ลงทุนทิ้ง”เขมร”ขาดเงิน แต่ยังเดินหน้าซื้ออาวุธถลุงงบกองทัพ | TOPNEWS

    เศรษฐกิจระส่ำ! แห่ถอนตัวไม่ลงทุนทิ้ง”เขมร”ขาดเงิน แต่ยังเดินหน้าซื้ออาวุธถลุงงบกองทัพ | TOPNEWS

    เศรษฐกิจระส่ำ! แห่ถอนตัวไม่ลงทุนทิ้ง”เขมร”ขาดเงิน แต่ยังเดินหน้าซื้ออาวุธถลุงงบกองทัพ

    • เผยแพร่ : 30/05/2026 14:13

    เศรษฐกิจระส่ำ! แห่ถอนตัวไม่ลงทุนทิ้ง”เขมร”ขาดเงิน แต่ยังเดินหน้าซื้ออาวุธถลุงงบกองทัพ

    #topupdate #topnews

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1588775&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kYv0go6BqioyWlr1NwY9S

  • KTC ชี้ “วัยเก๋า” ยังเป็นพลังเศรษฐกิจ เดินหน้าสร้าง Wellness Ecosystem หนุนคุณภาพชีวิต

    KTC ชี้ “วัยเก๋า” ยังเป็นพลังเศรษฐกิจ เดินหน้าสร้าง Wellness Ecosystem หนุนคุณภาพชีวิต

    บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ระบุว่า ภาพจำของ “ผู้สูงวัย” กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากบทบาทของการพักผ่อนหรือการถอยออกจากตลาดแรงงาน สู่การเป็นอีกหนึ่งพลังที่ยังคง “ขับเคลื่อนชีวิต” ได้อย่างมีคุณค่า และยังมีบทบาทสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า คนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปมีมากกว่า 14.8 ล้านคน หรือกว่า 20% ของประชากร ขณะเดียวกัน กลุ่ม “ใกล้เกษียณ” อายุ 50–59 ปี ก็มีสัดส่วนสูงอีกเกือบ 15% ของประชากร ซึ่งหมายความว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมี “กลุ่มวัยเก๋า” ที่ยังมีศักยภาพและกำลังเข้าสู่ช่วงชีวิตใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    เมื่ออายุไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือประสบการณ์ที่พร้อมต่อยอดชีวิต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “จะดูแลผู้สูงวัยอย่างไร” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ยังมีพื้นที่ใช้ชีวิตและศักยภาพต่อไป”

    เปิดพื้นที่ให้ “วัยเก๋า” ใช้ชีวิต…ได้มากกว่าที่เคย

    ผู้สูงวัยในวันนี้จำนวนมากไม่ได้ต้องการหยุด แต่ต้องการ “เริ่มต้นใหม่” ไม่ต่างจากภาพในหนังเรื่อง The Intern ที่สะท้อนว่า อายุไม่ใช่อุปสรรคของการทำงาน หากแต่เป็น “ประสบการณ์” ที่ทรงคุณค่า เราจึงเริ่มเห็นผู้สูงวัย:

    กลับมาเป็น ที่ปรึกษา / เมนเทอร์ / โค้ชให้คนรุ่นใหม่

    ทำงาน พาร์ทไทม์ / ฟรีแลนซ์ ในสิ่งที่ถนัด

    สร้าง ธุรกิจเล็กๆ หรือขายของออนไลน์

    เป็น ครูสอนทักษะชีวิต งานฝีมือ หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

    ทำงานบริการ เช่น ดูแลเด็ก ผู้สูงวัย หรืออาสาสมัคร

    งานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยให้ผู้สูงวัยได้ “ใช้สมอง ใช้สังคม และใช้ชีวิต” เพราะในความเป็นจริง การได้ทำบางสิ่ง มีเป้าหมาย และมีคนให้มีปฏิสัมพันธ์ คือกุญแจที่ทำให้ชีวิตไม่เหี่ยวเฉา ทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ข้อจำกัดเล็กๆ กลับเป็น “กำแพงใหญ่”

    แม้ใจยังอยากไปต่อ แต่ชีวิตจริงไม่ได้เอื้อเสมอไป

    “สุชาติ” วัย 67 ปี อดีตผู้บริหาร เล่าว่า “ยังรับงานที่ปรึกษาอยู่ แต่บางครั้งติดเรื่องเดินทาง พอไปคนเดียวก็         ไม่มั่นใจ เลยต้องปฏิเสธงาน ทั้งที่จริงอยากทำ” ขณะที่ “จันทร์เพ็ญ” วัย 70 ปี “อยากไปเรียน ไปทำกิจกรรม แต่ไม่กล้าออกไปคนเดียวในเมืองใหญ่” สิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่ใช่การดูแลแบบพึ่งพา แต่คือ “ตัวช่วย” ที่ทำให้ยังใช้ชีวิตได้

    มากกว่า “อายุยืน” คือ “ชีวิตที่ยังมีไฟ”

    “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า “ผู้สูงวัยในวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงการดูแล แต่ต้องการใช้ชีวิต เคทีซีจึงมุ่งสร้างอิโคซิสเต็มที่ช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในทุกช่วงวัย ในวันที่คนไทยมีอายุยืน

    ขึ้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “อยู่ได้นานขึ้น” แต่คือ “มีโอกาสใช้ชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความหมาย” เพราะการมีงาน มีรายได้ มีเป้าหมาย และมี “อิสระในการใช้ชีวิต” ย่อมดีกว่าการอยู่แบบเงียบเหงา ปล่อยให้วันเวลาค่อยๆ พาความคิดและหัวใจให้ถดถอย และในความเป็นจริง ไฟในตัวคน…ไม่เคยดับตามอายุ เพียงแค่รอ “พื้นที่ที่เหมาะสม” ให้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง

    KTC Wellness Ecosystem: ระบบนิเวศที่ทำให้ชีวิต “ไปต่อได้”

    เคทีซีจึงพัฒนากลยุทธ์ Health & Wellness Ecosystem ภายใต้แนวคิด “KTC Wellness: The Journey to Well-being เส้นทางของชีวิตที่ดี…เริ่มต้นได้ทุกวัน” โดยไม่ได้มอง Wellness แค่ “สุขภาพ” แต่คือ ระบบนิเวศของการใช้ชีวิต ที่เชื่อมโยงทุกมิติ และที่สำคัญคือ การออกแบบให้ “ครอบคลุมทุกช่วงวัย” โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย ได้แก่

    Healthcare: การเข้าถึงบริการสุขภาพ โรงพยาบาล คลินิก

    Lifestyle Wellness: ฟิตเนส อาหาร สุขภาพใจ

    Preventive Care: การดูแลก่อนเกิดโรค

    Daily Living Support: บริการอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

    Financial Wellness: การบริหารการเงินให้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง

    หนึ่งในบริการสำคัญใน ecosystem นี้คือความร่วมมือกับ Joy Ride ผู้ให้บริการดูแลและอำนวยความสะดวก สำหรับผู้สูงวัยซึ่งไม่ได้เป็นเพียงบริการรับ-ส่ง แต่คือ “เพื่อนร่วมทางของชีวิต” บริการครอบคลุมตั้งแต่ พาไปทำงาน / ประชุม  ไปพบแพทย์  ทำธุระส่วนตัว  เข้าร่วมกิจกรรม  ท่องเที่ยวระยะสั้น  โดยมีผู้ดูแลที่ผ่านการอบรม และเข้าใจผู้สูงวัยอย่างแท้จริง อริสา หนึ่งในผู้ดูแล เล่าว่า “ผู้สูงวัยหลายคนยังมีเป้าหมาย บางคนยังทำงานอยู่ เราแค่ช่วยให้เขาไปถึงสิ่งนั้นได้อย่างมั่นใจ”

    เสียงจากผู้ใช้จริง: เมื่อชีวิต “กลับมาเดินต่อ”

    สุชาติกล่าวว่า “พอมีคนช่วยดูแลเรื่องเดินทาง ผมกลับมาทำงานได้อีกครั้ง รู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า” จันทร์เพ็ญบอกว่า “ตอนนี้ได้ออกไปเรียน ไปเจอเพื่อนใหม่ ชีวิตไม่เหมือนเดิมเลย รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก” สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งเล็กๆ อย่าง “การไปถึงที่หมาย” อาจเปลี่ยนทั้ง “คุณภาพชีวิต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/835599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H9AhFL6buP-37Ikq8SKnq

  • สบเมย ขานรับนโยบายรัฐ ลงพื้นที่เชิงรุกขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หนุนเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    สบเมย ขานรับนโยบายรัฐ ลงพื้นที่เชิงรุกขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หนุนเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    นายอำเภอสบเมย ขานรับนโยบายบิ๊กเศรษฐกิจรัฐบาล สั่งการปลัดอำเภอแท็กทีมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เปิดปฏิบัติการเดินเท้าเชิงรุกบุกทุกหย่อมบ้านในพื้นที่อำเภอสบเมย ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แบบถึงที่

    วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย ได้มอบหมายให้ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ฝ่ายปกครองอำเภอสบเมยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยเข้าไปอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำแก่ประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าในชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยดำเนินการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเร่งตรวจสอบและดำเนินการรับรองการประกอบกิจการให้แก่ร้านค้าที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการในคราวเดียวกัน

    นอกจากนี้ ทางอำเภอสบเมยได้เน้นย้ำและกำชับให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทุกแห่ง ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้มีการกระทำผิดเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    สุวสันต์ บัวงาม ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.แม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1588602&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rZ_RHX4s8ZuB-hFrXtNiN

  • หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือโต 1.9% รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก

    หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือโต 1.9% รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก

    แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัวเกินคาดที่ 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่แรงขับเคลื่อนหลักมาจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ การเร่งส่งออกล่วงหน้า (Front-loading) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การเร่งซื้อรถยนต์ EV การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนหลังการเลือกตั้ง รวมถึงการสะสมสินค้าคงคลัง นอกจากนี้ การนำเข้าที่เร่งตัวสูงส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนถึงผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นและเริ่มกดดันเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก

    วิจัยกรุงศรี คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.9% ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยพยุงการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี แต่แรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ จะทำให้แรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวมอ่อนแอลงจากปีก่อน

    โดยการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบ 4 ปี สาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ขณะที่รายได้ภาคครัวเรือนโดยเฉพาะรายได้ภาคการเกษตรขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งกดดันกำลังซื้อโดยรวม 

    ขณะที่ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวยังคงล่าช้า โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ผนวกกับการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น

    ด้านการส่งออกแม้ว่าจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสแรก แต่มีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี จากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงลง ประกอบกับความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการภาษีนำเข้า ทั้งในมิติของอัตราภาษีและความครอบคลุมของสินค้า ขณะเดียวกัน การนำเข้ามีแนวโน้มเร่งขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะกดดันดุลการค้า และเป็นอีกปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชน คาดว่า จะยังรักษาแรงส่งจากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 รวมถึงการขยายตัวของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโครงการ Thailand FastPass ที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และปัญหาเชิงโครงสร้างจะยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

    ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอาจสูงกว่ากรอบเป้าหมายของทางการ แต่อุปสงค์ในประเทศที่ซบเซาจะทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปสู่เงินเฟ้อรอบถัดๆ ไป (Second-round effects) ยังคงอยู่ในวงจำกัด 
    ADVERTISEMENT

    นอกจากนี้การเติบโตของสินเชื่อยังคงอ่อนแอแม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงก็ตาม ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปีเพื่อช่วยประคองการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้จะเติบโตดีกว่าคาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจช่วยพยุงการเติบโตตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป แต่ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ จากปัจจัยดังกล่าว วิจัยกรุงศรีจึงได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยสะท้อนผลของปัจจัยสำคัญ

    ได้แก่ 1) เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ขยายตัวดีกว่าคาด ส่งผลบวกต่อการประมาณการ 2) แรงสนับสนุนจากงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และ 3) ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อหรือกลับมาปะทุรุนแรงขึ้นอีก หรือมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ทวีความเข้มข้นขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้”

    ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายปัจจัย อาทิ 1) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้วิกฤตพลังงานยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน 2) ความไม่แน่นอน เกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ 3) ข้อจำกัดด้านการคลัง และความเสี่ยงจากการชะลอลงของการใช้จ่าย (Payback effect) ภายหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุดลง 4) ภาวะเอลนีโญ (El Niño) ที่อาจกระทบผลผลิตและรายได้ของภาคการเกษตร

    และ 5) ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังแรงงานที่หดตัว ทั้งนี้ แม้ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบมากกว่า ด้วยเหตุนี้ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความไม่แน่นอนได้อย่างเพียงพอ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองแรงส่งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/276614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nwGRW07sktN-uT9_Ad98g

  • กรมการจัดหางาน ชู “คลินิกอาชีพ” ช่วยคนหางาน-คนทำงานฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ แนะแนวอาชีพเชิงลึก ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่

    กรมการจัดหางาน ชู “คลินิกอาชีพ” ช่วยคนหางาน-คนทำงานฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ แนะแนวอาชีพเชิงลึก ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่

    กรมการจัดหางาน ชู “คลินิกอาชีพ” ช่วยคนหางาน-คนทำงานฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ แนะแนวอาชีพเชิงลึก ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่ส่งผลให้อาชีพเดิมบางส่วนหายไป และเกิดอาชีพใหม่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความไม่สมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต ตลอดจนเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมการทำงาน ความแตกต่างระหว่างวัยในการทำงาน (Generation Gap) และปัญหาความเครียดสะสมซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการทำงาน กรมการจัดหางานจึงจัดให้มี “คลินิกอาชีพ แนะแนวทาง สร้างโอกาสการมีงานทำ” เพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงาน ผู้หางานยาก ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ ผู้จบการศึกษาใหม่ รวมถึงผู้ที่มีงานทำแต่ประสบปัญหาในการทำงาน ให้สามารถเข้าถึงโอกาสการมีงานทำได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความรู้ ความสามารถ ความถนัด และบุคลิกภาพของตนเอง พร้อมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงในการประกอบอาชีพ

    นายสมชาย ฯ กล่าวว่า การให้บริการดังกล่าวเป็นบริการแนะแนวอาชีพและให้คำปรึกษาเชิงลึก โดยนักแนะแนวอาชีพที่จบด้านจิตวิทยาโดยตรง ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความถนัด การให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การเตรียมความพร้อมก่อนสมัครงาน การพัฒนาทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ การส่งต่อเข้ารับการฝึกอบรม การแนะนำอาชีพอิสระ ตลอดจนการส่งตัวเข้าพบนายจ้างและสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีงานทำอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันมีนักแนะแนวอาชีพและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญให้บริการจำนวน 38 คน ประจำในพื้นที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวม 28 แห่ง พร้อมลงพื้นที่ให้บริการเชิงรุก เพื่อเพิ่มโอกาสในการให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐอย่างทั่วถึง

    สำหรับปีงบประมาณ 2569 ในช่วง 7 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – เมษายน 2569) มีผู้เข้ารับบริการแล้วกว่า 14,000 คน มีงานทำแล้ว จำนวน 7,749 คน คิดเป็นรายได้รวมกว่า 67.5 ล้านบาทต่อปี สะท้อนถึงผลสำเร็จของโครงการในการช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ สามารถเข้ารับบริการ หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านเว็บไซต์ www.doe.go.th/vgnew กองส่งเสริมการมีงานทำ หรือแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” ที่เว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ.doe.go.th” รวมถึงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1506 กด 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1023697&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qcEMONZLHLmaZV0tYzUzN