Category: เศรษฐกิจ

  • โวยโรงงานทุนจีน ถมดินสูงเท่ากำแพง ฝนถล่มดินโคลนทะลักเดือดร้อนทั้งหมู่บ้าน | เดลินิวส์

    โวยโรงงานทุนจีน ถมดินสูงเท่ากำแพง ฝนถล่มดินโคลนทะลักเดือดร้อนทั้งหมู่บ้าน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ในพื้นที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ส่งผลกระทบให้ชาวบ้านในหมู่บ้านลิตเติ้ลเฮ้าส์ (ซอย 12) ต.มะขามคู่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากมีน้ำโคลนสีแดงเข้มจำนวนมาก ไหลทะลักเข้ามาตามท่อระบายน้ำและเอ่อเข้าท่วมภายในตัวบ้านเรือนประชาชนกว่า 30 หลังคาเรือน

    จากการลงพื้นที่ตรวจสอบและสอบถามชาวบ้านพบว่า ต้นเหตุของน้ำโคลนดังกล่าวมาจากผืนดินขนาบข้างหมู่บ้าน ซึ่งเป็นโครงการปรับพื้นที่และถมดินเพื่อสร้างโรงงานของนายทุนจีน โดยมีการถมดินยกระดับสูงขึ้นไปจนเกือบมิดกำแพงของหมู่บ้าน เมื่อเกิดฝนตกหนัก ดินที่ถมไว้จึงแปรสภาพเป็นโคลนและไหลบ่าลงมาตามแรงน้ำอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชาวบ้านหลายรายต้องรีบเคลื่อนย้ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ออกไปจอดในพื้นที่ปลอดภัยเนื่องจากกลัวความเสียหาย

    ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เคยเล็งเห็นถึงปัญหานี้และได้ทำเรื่องร้องเรียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่รับผิดชอบในพื้นที่แล้ว เพื่อขอให้เข้ามาตรวจสอบและสั่งการให้ทางโรงงานแก้ไขปัญหาก่อนที่ฝนจะตก แต่ปรากฏว่ายังไม่มีการดำเนินการแก้ไขใดๆ กระทั่งเกิดฝนถล่มลงมาและสร้างความเสียหายในที่สุด จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีอำนาจ เร่งเข้ามาช่วยเหลือและบีบให้นายทุนจีนรายดังกล่าวรับผิดชอบความเสียหาย พร้อมหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืนโดยด่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5907406/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ESXZyzCP9QvYSP0qQJLZM

  • “รัฐบาล” ผนึก “การบินไทย” เปิดเกมเชื่อม “เมืองหลักสู่เมืองรอง” กระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวทั่วประเทศ

    “รัฐบาล” ผนึก “การบินไทย” เปิดเกมเชื่อม “เมืองหลักสู่เมืองรอง” กระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวทั่วประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/151097&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sMes6n_qjwjEzl67eTMd0

  • จับตาดุลการค้า-บัญชีเดินสะพัด ขาดดุลคู่  ปัจจัยเสี่ยงใหม่เศรษฐกิจไทย

    จับตาดุลการค้า-บัญชีเดินสะพัด ขาดดุลคู่ ปัจจัยเสี่ยงใหม่เศรษฐกิจไทย

    Loading…

    จับตาดุลการค้า-บัญชีเดินสะพัด ขาดดุลคู่ ปัจจัยเสี่ยงใหม่เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-113&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bFAtbP-EfE9nKkht5WWue

  • “ชัยชนะ” ผิดหวัง สภาฯ คว่ำตั้ง “กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์”

    “ชัยชนะ” ผิดหวัง สภาฯ คว่ำตั้ง “กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์”

    วันนี้ (31 พ.ค.2569) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ แสดงความผิดหวังภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาและความเหมาะสมของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 1 ล้านล้านบาท

    นายชัยชนะ กล่าวว่า งบประมาณจำนวนมหาศาลดังกล่าว สามารถนำไปพัฒนาระบบเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนวทางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่ตอบโจทย์ประชาชนในวงกว้าง อาทิ การก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้ เชื่อมจ.นราธิวาส สู่กรุงเทพมหานคร การยกระดับระบบขนส่งทางรางด้วยรถไฟทางคู่ ระบบไฟฟ้าสำหรับขนส่งผู้โดยสารและสินค้า

    รวมถึงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งใช้งบประมาณรวมต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่สามารถกระจายประโยชน์สู่ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงมากกว่า

    การที่รัฐบาลปฏิเสธการตั้ง กมธ.วิสามัญ เพื่อศึกษารายละเอียดของโครงการ ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสในการรับฟังความคิดเห็น และตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศและประชาชนภาคใต้โดยตรง

    รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเรียกร้องให้ สส.ภาคใต้ในพรรคร่วมรัฐบาลทบทวนจุดยืนของตนเอง และคำนึงถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่มากกว่าการยึดตามมติพรรค ซึ่ง สส.ภาคใต้ทุกคนควรตระหนักว่า หน้าที่สำคัญคือการเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามมติทางการเมือง เพราะทุกการตัดสินใจในสภาจะส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของคนภาคใต้และการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    พวกเรามาจากการเลือกตั้งของประชาชนภาคใต้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังเสียงของประชาชน ไม่ใช่รับฟังเพียงคำสั่งจากผู้นำพรรค ในช่วงหาเสียงทุกคนบอกว่าจะยืนเคียงข้างประชาชน รับฟังเสียงพี่น้องประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจกลับไม่รับฟังเสียงของประชาชนเลย เสียงของประชาชนไร้ค่า

    อ่านข่าว

    สภาฯ ตีตกตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ส่งตรงให้ ครม. พิจารณาแทน

    รัฐบาลเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” ตั้ง 3 อนุกรรมการศึกษา สรุปผลใน 90 วัน

    “อาม่า มารีน” แจงหลังถูกพาดพิงปมซื้อที่ดิน 500 ไร่ ยันไม่ใช่นอมินีใคร

    เครือข่ายปกป้องภาคใต้ฯ ยื่น จม.ถึง สส.กระบี่ จี้รัฐบาลเลิก พ.ร.บ.SEC-แลนด์บริดจ์

    คณะทำงานสภาประชาชนภาคใต้ นัดเครือข่ายเคลื่อนไหว-ปกป้อง “ทรัพยากร-ที่ทำกิน” ให้พ้นมือ “แลนด์บริดจ์”

    ทะลุ 1 แสนรายชื่อแล้ว 3 องค์กร ล่าชื่อจี้รัฐบาลทบทวน “แลนด์บริดจ์”

    “อาม่าสุนีย์” แจงปมกว้านซื้อที่ดินแลนด์บริดจ์พันไร่ ยันซื้อทำธุรกิจเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506550&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Objkg9Wq42v2tFlyrciLG

  • จีนเร่งดัน “หยวนดิจิทัล” สู่เวทีโลก หวังลดพึ่งดอลลาร์-ขยายอิทธิพลการเงิน : อินโฟเควสท์

    จีนเร่งดัน “หยวนดิจิทัล” สู่เวทีโลก หวังลดพึ่งดอลลาร์-ขยายอิทธิพลการเงิน : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางจีน (PBOC) กำลังเร่งผลักดันการใช้งานเงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้จีนเดินคนละเส้นทางกับสหรัฐฯ และกลายเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญในการกำหนดทิศทางระบบการเงินในอนาคต

    แนวทางของจีนแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ สนับสนุนสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ขณะที่ห้ามการใช้สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ภายในประเทศ

    แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารกลางจีนได้ใช้ทั้งมาตรการจูงใจทางนโยบายและคำสั่งภายใน เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ขยายการใช้งานเงินหยวนดิจิทัลในหลายด้าน ตั้งแต่การจับสลาก การชำระค่าไฟฟ้าพลังงานสะอาด ไปจนถึงการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยหลายมาตรการดังกล่าวถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

    ขณะเดียวกัน ธนาคารต่าง ๆ ยังถูกผลักดันให้เพิ่มการใช้ e-CNY ในธุรกรรมข้ามพรมแดน โดยเฉพาะตามเส้นทางโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ส่งผลให้สถาบันการเงินเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รองรับ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อ หนังสือค้ำประกัน (Letter of Credit) และตั๋วเงิน

    แหล่งข่าวทั้งหมดปฏิเสธเปิดเผยตัวตน เนื่องจากไม่มีอำนาจให้ข้อมูลต่อสื่อ ขณะที่ธนาคารกลางจีนยังไม่ได้ตอบคำถามของสำนักข่าวรอยเตอร์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

    แหล่งข่าวบางรายมองว่า การเร่งผลักดันเงินหยวนดิจิทัลมีเป้าหมายสำคัญในการลดการพึ่งพาระบบชำระเงินระหว่างประเทศที่ถูกครอบงำโดยสถาบันการเงินตะวันตก และอิงกับดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก

    หนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า e-CNY จะทำหน้าที่เป็นกลไกสำรองทางเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้การค้าระหว่างประเทศของจีนดำเนินต่อไปได้ แม้เกิดแรงกระทบจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต โดยความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งถูกตอกย้ำจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง

    ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ไชนา ซีเคียวริตีส์ (China Securities Co) ระบุในรายงานว่า สงครามได้สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงจากการใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง และตอกย้ำความจำเป็นในการลดการพึ่งพาดอลลาร์ของประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยมองว่าความขัดแย้งกับอิหร่านกำลังเร่งกระบวนการเพิ่มบทบาทของเงินหยวนในเวทีโลก

    รายงานดังกล่าวยังมองว่า อิทธิพลของเงินหยวนในอนาคตอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการค้า แต่ในอนาคตอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มอำนาจของจีนในเวทีโลกด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/597384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PvaeQ41cVJVbYPF-DKsz7

  • “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดใช้วันแรก 1 มิ.ย. นี้ ย้ำขั้นตอนใช้งานง่าย : อินโฟเควสท์

    “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดใช้วันแรก 1 มิ.ย. นี้ ย้ำขั้นตอนใช้งานง่าย : อินโฟเควสท์

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เตรียมเปิดใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40 บาท ขณะที่กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาท

    ภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทั้งนี้ โครงการจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

    รัฐบาลขอเน้นย้ำวิธีการใช้งานสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป โดยกดแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทยพลัส” และตรวจสอบวงเงินเริ่มต้นที่ได้รับสิทธิ์

    สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ประชาชนจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code และประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตังสแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6 หลัก

    “รัฐบาลต้องการให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ใช้งานง่าย และช่วยลดภาระค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/597440&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Moyv9_vfsBs3edRG5lJw8

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (31 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (31 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (31 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 96 ,91 ลง 70 สตางค์ต่อลิตร

    ด้านดีเซลลดราคา 50 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมลดราคา 1 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 59.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.70 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 59.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.70 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (31 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/660306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35kffcdf0HqlgXKqeXZ7ZB

  • เศรษฐกิจไทยปี’69 โตต่ำกว่าคาดเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

    เศรษฐกิจไทยปี’69 โตต่ำกว่าคาดเผชิญแรงกดดันรอบด้าน


    วิจัยกรุงศรีฯคาดเศรษฐกิจไทยโตเพียง 1.9% แม้ไตรมาสแรกขยายตัวดี ชี้ครึ่งปีหลังแรงกดดันรอบด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด ต้นทุนพลังงานสูง  ท่องเที่ยวฟื้นช้า ส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัว  

    วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.9% ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยพยุงการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี แต่แรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ จะทำให้แรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวมอ่อนแอลงจากปีก่อน โดย
    การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบ 4 ปี สาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ขณะที่รายได้ภาคครัวเรือนโดยเฉพาะรายได้ภาคการเกษตรขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งกดดันกำลังซื้อโดยรวม ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวยังคงล่าช้า โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ผนวกกับการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น

    ด้านการส่งออกแม้ว่าจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสแรก แต่มีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี จากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงลง ประกอบกับความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการภาษีนำเข้า ทั้งในมิติของอัตราภาษีและความครอบคลุมของสินค้า ขณะเดียวกัน การนำเข้ามีแนวโน้มเร่งขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะกดดันดุลการค้า และเป็นอีกปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะยังรักษาแรงส่งจากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 รวมถึงการขยายตัวของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโครงการ Thailand FastPass ที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ อย่างไรก็ตามความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และปัญหาเชิงโครงสร้างจะยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

    ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอาจสูงกว่ากรอบเป้าหมายของทางการ แต่อุปสงค์ในประเทศที่ซบเซาจะทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปสู่เงินเฟ้อรอบถัดๆ ไป (Second-round effects) ยังคงอยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ การเติบโตของสินเชื่อยังคงอ่อนแอแม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงก็ตาม ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปีเพื่อช่วยประคองการเติบโตของเศรษฐกิจ

    “แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัวเกินคาดที่ 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่แรงขับเคลื่อนหลักมาจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ การเร่งส่งออกล่วงหน้า (Front-loading) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ   การเร่งซื้อรถยนต์ EV การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนหลังการเลือกตั้ง รวมถึงการสะสมสินค้าคงคลัง นอกจากนี้ การนำเข้าที่เร่งตัวสูงส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนถึงผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นและเริ่มกดดันเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก”

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้จะเติบโตดีกว่าคาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจช่วยพยุงการเติบโตตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป แต่ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ทั้งนี้จากปัจจัยดังกล่าว วิจัยกรุงศรีจึงได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยสะท้อนผลของปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ขยายตัวดีกว่าคาด ส่งผลบวกต่อการประมาณการ 2. แรงสนับสนุนจากงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

    และ 3.ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อหรือกลับมาปะทุรุนแรงขึ้นอีก หรือมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ทวีความเข้มข้นขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้

    ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายปัจจัย อาทิ 1. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้วิกฤตพลังงานยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน 2. ความไม่แน่นอน เกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ 3.ข้อจำกัดด้านการคลัง และความเสี่ยงจากการชะลอลงของการใช้จ่าย (Payback effect) ภายหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุดลง

    4. ภาวะเอลนีโญ (El Niño) ที่อาจกระทบผลผลิตและรายได้ของภาคการเกษตร และ 5. ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังแรงงานที่หดตัว

    ทั้งนี้แม้ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบมากกว่า ด้วยเหตุนี้ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความไม่แน่นอนได้อย่างเพียงพอ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองแรงส่งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569

    % เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน

    2567

    2568

    2569F

     GDP

    2.9

    2.4

    1.9

     การบริโภคภาคเอกชน

    4.4

    2.7

    2.0

     การบริโภคภาครัฐ

    2.6

    0.6

    1.0

     การลงทุนภาคเอกชน

    -1.9

    3.5

    3.5

     การลงทุนภาครัฐ

    4.5

    8.9

    2.7

     มูลค่าส่งออก (สกุลดอลลาร์)

    5.9

    12.7

    9.8

     มูลค่านำเข้า (สกุลดอลลาร์)

    5.5

    13.0

    15.0

     จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน)

    35.5

    33.0

    32.5

     อัตราเงินเฟ้อทั่วไป

    0.4

    -0.1

    2.7

    ที่มา: วิจัยกรุงศรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43262&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KRKdLo14HHu53XVYi1Flm

  • คนตื่นตัวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส แนะรัฐกระตุ้นกำลังซื้อ

    คนตื่นตัวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส แนะรัฐกระตุ้นกำลังซื้อ

    ‘พร้อมพงศ์’ ชี้คนตื่นตัวลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แนะรัฐบาลยกปัญหาปากท้องวาระแห่งชาติ เร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่

    เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลปิดให้ลงทะเบียนโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส มีคนลงทะเบียนมากกว่า 26 ล้านสิทธิ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ราคาพลังงาน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อรัฐบาลมีโครงการดีๆ ที่จะมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้ จึงมีคนสนใจเป็นจำนวนมากและตั้งตารอที่จะใช้สิทธิวันแรกวันที่ 1 มิถุนายน

    อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่กำลังกดทับชีวิตคนไทยจำนวนมาก จากการลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชนหลายพื้นที่ พบว่า ค้าขายยังเงียบ รายได้ยังไม่พอรายจ่าย กำลังซื้อยังไม่กลับมา แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ต้องยอมรับความจริงว่าเงิน 100 บาท หรือ 1,000 บาทไปจ่ายตลาด แต่ได้สินค้าข้าวของลดลงจากเดิม

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลให้ความสำคัญตัวเลขเศรษฐกิจ การลงทุน ความเชื่อมั่น ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของการเติบโตของประเทศ แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลต้องทำให้ผลของการเติบโตนั้นไปถึงประชาชนให้ได้ แม้รัฐบาลอาจชนะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ประชาชนกำลังแพ้ค่าครองชีพ เป็นความจริงที่รัฐบาลต้องกล้ายอมรับ

    หากเศรษฐกิจดีจริง แต่ประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ คิดแล้วคิดอีกก่อนเติมน้ำมัน กังวลว่ารายได้จะพอถึงสิ้นเดือนหรือไม่ เศรษฐกิจนั้นก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ประชาชนกินตัวเลขไม่ได้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีเป็นเรื่องน่ายินดี แต่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกถึงเศรษฐกิจที่ดีนั้นในชีวิตจริงด้วย

    “ถึงเวลาแล้วรัฐบาลต้องยกระดับการแก้ปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ ศึกใหญ่ของรัฐบาลวันนี้ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่เกมการเมืองในสภา ไม่ใช่ความขัดแย้งขั้วนั้นขั้วนี้ ศึกใหญ่ของรัฐบาลคือ ปากท้องประชาชน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นกำลังซื้อของประชาชนฐานราก ลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้าจำเป็น ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่าย ผู้ประกอบการกล้าลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่ที่เข้าถึงประชาชนฐานรากและผู้ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง พร้อมเร่งดูแลต้นทุนค่าครองชีพที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง รวมทั้งประกาศ วาระแห่งชาติฟื้นกำลังซื้อคนไทย เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานในการสร้างงาน สร้างรายได้ และฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม อย่าปล่อยให้เศรษฐกิจดีอยู่แค่บนกระดาษ

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากพ่อค้าแม่ค้ายังขายของไม่ได้ ผู้ประกอบการยังไม่กล้าลงทุน คนทำงานยังรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ หากประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ความสำเร็จของรัฐบาลไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ วัดจากรอยยิ้มของประชาชน กำลังซื้อในตลาด และคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ รัฐบาลจะชนะแค่ตัวเลขไม่ได้ ต้องชนะความทุกข์ของประชาชนให้ได้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1236369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uSSFYJGGN8et48vjryicL

  • ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ความหวังของพ่อค้าแม่ค้า เพิ่มยอดขาย หลังเศรษฐกิจไทยซบ

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ความหวังของพ่อค้าแม่ค้า เพิ่มยอดขาย หลังเศรษฐกิจไทยซบ

    เศรษฐกิจไทยในเวลานี้ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง กำลังซื้อของประชาชนชะลอตัว ภาคธุรกิจรายย่อยจำนวนมากต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ยอดขายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการตั้งแต่ร้านค้าโชห่วย ร้านอาหาร ไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างเฝ้ารอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เพื่อช่วยพยุงรายได้และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่กำลังจะเริ่มดำเนินการในเร็ว ๆ นี้ ถูกจับตาในฐานะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดสำคัญ ที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะเป็น ‘ยาแรง’ ช่วยปลุกการใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มโอกาสสร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย และเป็นอีกหนึ่งความหวังในการต่อลมหายใจให้ภาคค้าปลีกและบริการที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มศักยภาพ

    ศูนย์วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา วิเคราะห์ว่า โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนราว 200,000 ล้านบาท ช่วยเพิ่ม GDP ได้ร้อยละ 0.2-0.5   โดย ไทยช่วยไทยพลัส จะเริ่มใช้จ่ายได้ในร้านค้าที่ร่วมโครงการ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2569 ได้ละคน 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนทั่วไปที่มีสิทธิ มีเงื่อนไขต้องใช้ให้หมดในแต่ละเดือน

    แน่นอนว่าโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญ ที่ภาครัฐเตรียมเดินหน้าเพื่อปลุกกำลังซื้อภายในประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และกำลังซื้อของประชาชนที่ชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

    'ไทยช่วยไทยพลัส' ความหวังของพ่อค้าแม่ค้า เพิ่มยอดขาย หลังเศรษฐกิจไทยซบ

    สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร ร้านค้าชุมชน และธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก ต่างมองว่า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ คือความหวังครั้งใหม่ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายและดึงลูกค้าให้กลับมาใช้จ่ายมากขึ้น หลังต้องเผชิญกับภาวะรายได้หดตัวและยอดขายซบเซามาเป็นเวลานาน หลายฝ่ายคาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และเป็นแรงส่งสำคัญในการต่อลมหายใจให้กับผู้ค้ารายเล็กทั่วประเทศในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    พามาดูตัวเลข กระทรวงการคลังสรุปผลการลงทะเบียนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ ระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 พบประชาชนสนใจเข้าร่วมอย่างคึกคัก มียอดลงทะเบียนรวม 26.52 ล้านคน และลงทะเบียนสำเร็จ 26.04 ล้านคน จากกรอบสิทธิทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ เหลือสิทธิอีก 3.95 ล้านสิทธิ

    ในจำนวนผู้ลงทะเบียนสำเร็จ แบ่งเป็นผู้เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส 18.9 ล้านคน และผู้ลงทะเบียนใหม่ 7.14 ล้านคน ขณะที่มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ 4.84 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขโครงการ

    ด้านร้านค้าตอบรับโครงการอย่างล้นหลาม โดยมีร้านค้าลงทะเบียนรวม 1.04 ล้านร้าน แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 9.77 แสนร้าน และร้านค้าใหม่เกือบ 7 หมื่นร้าน ทั้งนี้ ร้านค้าที่ลงทะเบียนมากที่สุดกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและกรุงเทพมหานคร สะท้อนความคาดหวังของผู้ประกอบการที่จะใช้มาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจ

    ‘ลวรณ แสงสนิท’ ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า หลังปิดรับลงทะเบียนเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา จะไม่มีการขยายเวลารับสมัครเพิ่มเติม โดยผู้ได้รับสิทธิสามารถเริ่มใช้จ่ายผ่านโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ภายใต้รูปแบบรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40%

    ส่วนงบประมาณที่เหลือจากจำนวนผู้ใช้สิทธิไม่ครบตามเป้าหมาย 30 ล้านสิทธิ รัฐบาลเตรียมนำกลับมาพิจารณาจัดสรรผ่านมาตรการช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการอื่นต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863645&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LDZHPdbD5auSEq8SLFCWb