Category: เศรษฐกิจ

  • หอการค้า 5 ภาค ดัน 4 วาระเร่งด่วน ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ชงนายกฯ 10 มิ.ย.

    หอการค้า 5 ภาค ดัน 4 วาระเร่งด่วน ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ชงนายกฯ 10 มิ.ย.

    หอการค้า 5 ภาค ดัน 4 วาระเร่งด่วน ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ชงนายกฯ 10 มิ.ย.

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ โดยมีผู้นำหอการค้าจากทั่วประเทศกว่า 500 คน เข้าร่วมระดมความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากสู่ระดับประเทศ

    ถอดโจทย์ “โลกป่วน-ไทยป่วย”

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในพื้นที่จริงทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว บริการ พลังงาน และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับปัญหาและศักยภาพของแต่ละภูมิภาค

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    “วันนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งจากโลกป่วนและไทยป่วย” ดร.พจน์กล่าว พร้อมอธิบายว่า โลกป่วนหมายถึงความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และกติกาการค้าใหม่ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ไทยป่วยคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทั้งผลิตภาพที่อยู่ในระดับต่ำ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูง กฎระเบียบที่ซับซ้อน รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ SMEs

    ด้วยเหตุนี้ หอการค้าไทยจึงต้องทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงข้อเสนอจากภาคธุรกิจในพื้นที่ไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

    หอการค้า 5 ภาค ดัน 4 วาระเร่งด่วน ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ชงนายกฯ 10 มิ.ย.

    ชู 4 วาระเร่งด่วนปลดล็อกเศรษฐกิจ

    หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญจากการประชุมครั้งนี้ คือการระดมข้อเสนอเพื่อปลดล็อกเศรษฐกิจไทยใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ การค้าและการลงทุน เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว และพลังงาน

    ด้านการค้าและการลงทุน ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าต้องเร่งเปิดตลาดและผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนของประเทศ

    ด้านเกษตรและอาหาร มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทยไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับภาคการผลิต

    ด้านการท่องเที่ยว เสนอให้ปรับแนวทางจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวไปสู่การสร้างคุณภาพ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหัวที่สูงขึ้น และกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น

    ส่วนด้านพลังงาน ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและมาตรการด้านคาร์บอน ซึ่งกำลังกลายเป็นกติกาสำคัญของการค้าโลกและเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในอนาคต

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับอนาคต โดยเฉพาะการเร่งยกระดับ Digital & AI Transformation ให้เข้าถึงผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน ขยายตลาด และสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับ SMEs ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ

    รวมพลัง 5 ภาค ชงข้อเสนอถึงนายกฯ

    ในระดับภูมิภาค หอการค้าทั้ง 5 ภาคได้นำเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่สะท้อนจุดแข็งและปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างชัดเจน โดยภาคกลางเสนอแนวทางพัฒนา Smart Farming และเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงพื้นที่ ขณะที่ภาคตะวันออกมุ่งยกระดับผลไม้ สมุนไพร และเศรษฐกิจสุขภาพให้เป็นจุดแข็งทางเศรษฐกิจ

    หอการค้า 5 ภาค ดัน 4 วาระเร่งด่วน ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ชงนายกฯ 10 มิ.ย.

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขงและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากโคเนื้อคุณภาพสูง ส่วนภาคเหนือผลักดันเทศกาลท่องเที่ยว กาแฟ และการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของพื้นที่

    สำหรับภาคใต้ มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การพัฒนาระเบียงสุขภาพอันดามัน และการยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุน

    อีกหนึ่งวาระสำคัญคือการส่งเสริมบทบาทของนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือ YEC ให้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างผู้นำเศรษฐกิจรุ่นต่อไป โดยเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ข้ามจังหวัด ข้ามภูมิภาค และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    หอการค้า 5 ภาค ดัน 4 วาระเร่งด่วน ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ชงนายกฯ 10 มิ.ย.

    ดร.พจน์ กล่าวว่า การประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคในปีนี้ไม่ใช่เพียงการประชุมประจำปี แต่เป็นการรวมพลังของเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศเพื่อจัดทำข้อเสนอจากพื้นที่จริงสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดจากการประชุมครั้งนี้ จัดทำเป็นข้อเสนอเร่งด่วนเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาล โดยมีกำหนดนำคณะผู้บริหารหอการค้าไทยและตัวแทนหอการค้าจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าพบนายกรัฐมนตรีในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เพื่อสะท้อนข้อเสนอของภาคเอกชนจากทั่วประเทศ และผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/660373&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GuBkT-6MJ2l0S6m4a43nu

  • สส.ส้ม หนุนใช้ระบบภาษีเชิงลบ แก้ปัญหาวิกฤตการคลังในอนาคต

    สส.ส้ม หนุนใช้ระบบภาษีเชิงลบ แก้ปัญหาวิกฤตการคลังในอนาคต

    31 พฤษภาคม .. 2569  รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ  ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน  เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีการพิจารณาญัตติ การปฏิรูปภาษี ในสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา และ สภาผู้แทนมีมติให้นำเรื่องการปฏิรูปภาษีเข้าพิจารณาศึกษา ใน คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน และ พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน การทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการศึกษาเรื่องการปฏิรูปภาษีนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ โดยเฉพาะจะช่วยให้ประเทศของเรามีนโยบาย มีแนวทางในการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากการทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องมามากกว่า 20 ปีแล้ว หนี้สาธารณะคงค้างของไทยเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.39 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2548  และขณะนี้หนี้สาธารณะพุ่งแตะระดับ 12.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า เมื่อบวก พรก เงินกู้ล่าสุด 4 แสนล้านบาทจะทำให้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเกือบแตะเพดาน 70%   

    การผ่านกฎหมายหรือปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปภาษีจะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ฉะนั้นการศึกษาควรขยายมากกว่า การปฏิรูปภาษี แต่ควรทำการศึกษา การปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ไปด้วยเลยเพื่อทำให้ฐานะการคลังมีความมั่นคง สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาวิกฤติฐานะทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ยกระดับประสิทธิภาพของการจัดหารายได้ภาครัฐซึ่งใหญ่กว่า การเพิ่มประสิทธิภาพระบบภาษี และ เกี่ยวพันกับ การปฏิรูปกิจการภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ความจริงแล้ว การปฏิรูปภาษีไม่อาจเกิดขึ้นได้หากเราไม่มีการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และ ปฏิรูปเศรษฐกิจโดยองค์รวมด้วย หากระบบการเมืองยังคงมีอำนาจผูกขาดสูง ไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ มีปัญหาคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลในภาคราชการและการเมืองมาก การปฏิรูปเกี่ยวกับภาษีทรัพย์สินจะทำได้เพียงบางระดับเท่านั้น หากไม่ปรับโครงสร้างและปฏิรูปเศรษฐกิจให้ลดการพึ่งพาเศรษฐกิจนอกระบบที่มีสัดส่วน 48% ของจีดีพีย่อมไม่สามารถเก็บภาษีได้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ฐานภาษีไทยยังแคบเพราะมีปัญหาการกระจายรายได้ กระจายความมั่งคั่งและความเหลื่อมล้ำสูงติดอันดับโลก

    รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า การเก็บภาษีเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลและการผ่านกฎหมายโดยสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองและนักการเมืองส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการขยายฐานภาษีหรือขึ้นภาษี เพราะไม่อยากเสียคะแนนนิยม แต่หากประเทศไทยไม่มีการปฏิรูปภาษีและปล่อยให้ประเทศมีปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายงบประมาณประจำปี เราก็ต้องไปกู้เงินไปเรื่อยๆ หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดวิกฤติหนี้สินได้ในอนาคต เราอาจต้องลดการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ ลดค่าใช้จ่ายประจำ ลดสวัสดิการ ในที่สุดผู้ที่ได้รับผลกระทบ ก็คือ ประชาชนนั่นเอง ประเทศไทยสูญเสียโอกาสจากการจัดเก็บภาษีเงินได้ต่ำกว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจ เก็บได้ 14.7% ของจีดีพี ค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง อยู่ที่ 18% หากขึ้นไปถึงระดับค่าเฉลี่ย เราจะมีเงินรายได้ภาษีเพิ่ม 500,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาพัฒนาประเทศ ดูแลสวัสดิการของประชาชน ลงทุนให้เศรษฐกิจเติบโตเต็มศักยภาพ รายได้ของประชาชนสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปภาษีต้องดำเนินการควบคู่กับการปฏิรูปกภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ลดการทุจริตรั่วไหล การจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีให้อยู่ในระดับ 18% นั้นต้องสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีโดยพัฒนาระบบภาษีเชิงลบ Negative Income Tax การใช้ระบบภาษีเชิงลบ Negative Income จะทำให้เราสามารถจัดสวัสดิการได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น สามารถลดความเหลื่อมล้ำลงได้ทั้งระบบ ฐานผู้เสียภาษีเงินได้ของไทยนั้นค่อนข้างแคบ มีผู้เสียภาษีประมาณ  4 แสนคนที่แบกรับภาระประมาณ 72-73% ของรายได้ภาษีเงินได้ มีผู้เสียภาษีเงินได้ประมาณ 4.7 ล้านคนจากผู้ยื่นเสียภาษี 11.87 ล้านคน ด้านหนึ่งสะท้อนปัญหาการกระจายรายได้ การพึ่งพากลุ่มผู้เสียภาษีกลุ่มเล็กๆย่อมส่งกระทบต่อเสถียรภาพรายได้ภาษีของประเทศ

    ปัญหาระบบข้อมูลและฐานะการคลังอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินมาตรการภาษีเชิงลบ หากจำนวนคนจนหรือผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ไม่ลดลงจากระดับปัจจุบันหรือเพิ่มขึ้นในอนาคต รัฐบาลอาจต้องใช้เงินงบประมาณระดับหมื่นล้านบาทเพื่อใช้เป็นเงินโอนช่วยเหลือให้กับประชากรยากจน ซึ่งอาจทำให้มีงบประมาณน้อยลงในการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างรายได้ภาครัฐ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างภาษีให้มีแหล่งรายได้ภาษีจากฐานทรัพย์สินเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ต้องทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเติบโตเต็มศักยภาพและต้องเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงขึ้นผ่านการลงทุน ข้อจำกัดด้านฐานข้อมูลและระบบข้อมูล ทำให้รัฐบาลไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า ผู้ใดที่เป็นคนจนบ้าง แม้นจะมีความพยายามในพัฒนาฐานข้อมูลด้วยการจดทะเบียนคนจนก็ตาม การให้แบบถ้วนหน้าสามารถทำได้เมื่อประเทศมีฐานะทางการคลังที่พร้อมหรือค่าใช้จ่ายในการบริหารมาตรการแบบเฉพาะเจาะจงสูงเกินไป

    ขณะเดียวกัน การให้สวัสดิการแบบถ้วนหน้าโดยขาดการตรวจสอบรายได้ของผู้รับประโยชน์ ทำให้รัฐบาลมีภาระทางงบประมาณสูงมากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากโครงสร้างสังคมสูงวัย แนวทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่า คือ การโอนเงินแบบมุ่งเป้าไปที่คนจน (Targeting for the Poor) ผ่านระบบภาษีเชิงลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) จะมีการโอนเงินไปยังผู้ยื่นแบบภาษีที่มีเงินได้ต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำที่กำหนดเอาไว้ การโอนเงินโดยตรงเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยดีกว่ามาตรการอุดหนุนราคาเพื่อให้ราคาต่ำลงกว่าราคาตลาด เช่น อุดหนุนราคาพลังงาน อุดหนุนราคาบ้าน หรือ แทรกแซงราคาให้ราคาสูง เช่น รับจำนำราคาสินค้าเกษตร เป็นต้น การดำเนินการพวกนี้จะไปบิดเบือนราคาและกลไกตลาด ทำให้ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจลดลงในระยะยาว มาตรการเหล่านี้สามารถใช้ได้ในช่วงสั้นเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น เมื่อเรามีระบบฐานข้อมูลจากการพัฒนาระบบฐานภาษีเชิงลบ ต่อไป หากต้องการช่วยเหลือคนจน มาตรการอุดหนุนราคาก็มีความจำเป็นน้อยลง สามารถใช้ฐานข้อมูลกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์แล้วโอนเงินช่วยเหลือโดยตรงได้เลย เช่น โอนเงินช่วยค่าพลังงาน โอนเงินช่วยค่าที่อยู่อาศัย โอนเงินช่วยค่าเดินทาง เป็นต้น Negative Income Tax จึงเป็นการประสานระบบภาษีเข้ากับระบบสวัสดิการ โดยไม่ไปบิดเบือนกลไกราคา ทำให้ระบบตลาดทำงานได้มีประสิทธิภาพดีกว่า

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงินกล่าวต่อว่า ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและบางครั้งการจัดสวัสดิการก็ไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ สัดส่วนประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนเพิ่มขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโควิด และมีการฟื้นตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ ขณะนี้ มีผู้ลงทะเบียนคนจนและถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการที่ได้รับสิทธิทั้งหมด 14.55 ล้านคน หากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2555 สัดส่วนประชากรที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจนอยู่ที่ 8.4 ล้านคนเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ. 2545 อยู่ที่ 19.9 ล้านคน โครงการและมาตรการทางด้านสวัสดิการ เบี้ยยังชีพ มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพบางครั้งเกิดปัญหาทั้ง Inclusion Error คือผู้ไม่สมควรได้รับสวัสดิการกลับได้รับประโยชน์ และ Exclusion Error คือ ผู้ที่ควรได้รับสวัสดิการกลับไม่ได้รับ เช่น กลุ่มแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยและมีรายได้ไม่แน่นอน ความยากจนนั้นมีหลายมิติ ไม่สามารถใช้มาตรวัดเป็นตัวเงิน (Monetary Approach) เพียงอย่างเดียว ต้องวัดเป็นแบบดัชนีความยากจนหลายมิติ (Multidimentional Proverty Index) ซึ่งมีเรื่อง สุขภาพอนามัย การศึกษา ที่อยู่อาศัย ด้วย การลดความยากจนหลายมิตินั้นไม่สามารถอาศัยเพียงเงินโอนช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางด้านสวัสดิการ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายทางด้านสาธารณสุข การศึกษาและการพัฒนาที่อยู่อาศัย การจะแก้ปัญหาได้ต้องอาศัยวิสัยทัศน์และแผนระยะยาว ในหลายประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับรายได้ของผู้ที่มีรายได้น้อยที่สุดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และ มีสัดส่วนเกือบเป็น 1 ต่อ 1 แต่ไม่ใช่กรณีของประเทศไทยที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างสูง   

    สำหรับระบบ Negative Income Tax นี้สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ระบบการประกันรายได้ขั้นต่ำ (Guarantee Minimum Income System) ซึ่งจะรองรับความท้าทายของเศรษฐกิจและการจ้างงานยุคดิจิทัลและเอไอได้ แรงงานมนุษย์จำนวนไม่น้อยถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติและเอไอ คนจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถปรับตัวได้ในยุคเอไอก็อาจว่างงานได้ แต่แรงงานเหล่านี้ต้องมีรายได้ขั้นต่ำในการดำรงชีพ และ สามารถนำเงินช่วยเหลือส่วนนี้ไปพัฒนาทักษะใหม่ๆจำเป็นในยุคเอไอ แม้นว่า NIT จะช่วยทำให้การใช้งบประมาณเพื่อสวัสดิการสังคมมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นกลไกในการนำเอากิจกรรมและรายได้นอกระบบเข้ามาสู่ระบบภาษีอีกด้วย ในระยะยาวแล้ว มาตรการ NIT สามารถพัฒนาให้เชื่อมโยงกับระบบประกันสังคมได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานอิสระ แรงงานนอกระบบ มาตรา 40 โดยรัฐบาลจะโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าสมทบในกองทุนประกันสังคม

    นอกจากนี้ รัฐบาลมักมุ่งเน้นการเสนองบประมาณรายจ่ายแต่ขาดความโปร่งใสในการแสดงประมาณการรายได้ต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นควรมีกำกับให้รัฐบาลต้องแถลงแผนรายได้ควบคู่กับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ ควรศึกษาเพื่อปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราภาษีสูงสุดลงมาให้ใกล้เคียงกับอัตราภาษีนิติบุคคลโดยไปจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน (ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก) ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีลาภลอย มาชดเชยแทน พัฒนาหน่วยงานจัดเก็บภาษีของกระทรวงการคลังให้เป็นหน่วยงานกึ่งอิสระ แยกหน้าที่ด้านนโยบายและการบริหารจัดเก็บออกจากกัน สามารถบริหารงานด้วยมืออาชีพและยืดหยุ่นกว่าเดิม เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพและลดการแทรกแซงทางการเมือง 

    พร้อมกันนี้ ขอเสนอหลักการ 10 ประการในการปฏิรูประบบภาษี ได้แก่ หลักประสิทธิภาพ หลักความสะดวก หลักความโปร่งใส หลักอำนวยรายได้และประหยัด หลักปฏิบัติได้จริง หลักการมีส่วนร่วมและการยอมรับ (ต้องผ่านสภาผู้แทนฯ) หลักความชอบด้วยกฎหมาย หลักควบคุมพฤติกรรมและสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสังคม หลักประโยชน์จากสวัสดิการ หลักการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ การปฏิรูปภาษีต้องนำมาสู่ การเพิ่มความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพทางเศรษฐกิจ เกิดความสมดุลระหว่าง “แหล่งรายได้ของรัฐ” เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ กับ “การไม่สร้างภาระ” ต่อประชาชน นักธุรกิจและนักลงทุนมากเกินไป การมีระบบภาษีที่เป็นมาตรฐานสากล เป็นธรรม มีประสิทธิภาพจะเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป  

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1005923/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nXD473PT1clPsdcPgtI80

  • “วราวุธ” ลุย “มาบตาพุด คอมเพล็กซ์” รับฟังเสียงสะท้อนเอกชนแก้ 5 ปมท้าทายภาคอุตสาหกรรม : อินโฟเควสท์

    “วราวุธ” ลุย “มาบตาพุด คอมเพล็กซ์” รับฟังเสียงสะท้อนเอกชนแก้ 5 ปมท้าทายภาคอุตสาหกรรม : อินโฟเควสท์

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม”มาบตาพุด คอมเพล็กซ์” จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์อุตสาหกรรม รับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน และผลักดันการยกระดับพื้นที่สู่ “Smart & Sustainable Industrial Complex” ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงานสูง และมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

    นายวราวุธ กล่าวว่า มาบตาพุด คอมเพล็กซ์ ถือเป็น”หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย” และเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ครอบคลุม 6 นิคมอุตสาหกรรม และ 1 ท่าเรืออุตสาหกรรม

    มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรม และการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งให้มาบตาพุดเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล” นายวราวุธ กล่าว

    สำหรับการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการในช่วงบ่าย (30 พฤษภาคม 2569) มีตัวแทนภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่เข้าร่วม อาทิ บมจ. บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส (BIG), บมจ. บีแอลซีพี เพาเวอร์ (BLCP), บมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC), บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์, บมจ. เอ็นเอฟซี (NFC), บมจ.พีทีที แทงค์ เทอร์มินอล, บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC), บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG), บมจ. เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) และ บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC)

    โดยที่ประชุมได้สะท้อน “5 ปมท้าทายสำคัญ”ที่กำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหนัก

    • ประเด็นแรก คือ วิกฤตการแข่งขันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก ที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดจากจีนและตะวันออกกลาง ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรลดลงและการลงทุนใหม่ชะลอตัว ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้รัฐเร่งลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงกฎระเบียบให้อนุมัติได้รวดเร็วขึ้น
    • ประเด็นที่สอง คือ ต้นทุนพลังงานและสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น กลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญ ภาคเอกชนเสนอให้รัฐ

    เร่งผลักดันระบบการเข้าถึงพลังงานเสรี การใช้สาธารณูปโภคร่วม (Common Utilities) และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับเป้าหมาย RE100

    • ประเด็นที่สาม คือ แรงกดดันจากมาตรการลดคาร์บอนและกติกาการค้าสีเขียวโลก โดยเฉพาะมาตรการ CBAM

    ของยุโรป ที่กำลังเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย ภาคเอกชนจึงต้องการให้รัฐร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว สนับสนุนพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำ และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ไฮโดรเจน และระบบดักจับคาร์บอน (CCUS)

    • ประเด็นที่สี่ ยังมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูประบบอนุญาตภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน EIA/EHIA ผ่านระบบดิจิทัลและ One Stop Service รวมถึงเปิดพื้นที่ Regulatory Sandbox เพื่อทดลองนวัตกรรมใหม่ทางอุตสาหกรรม
    • ประเด็นสุดท้าย คือ การผลักดันท่าเรืออัจฉริยะ หรือ Smart Port เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ด้วยการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มกลางระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านโลจิสติกส์และการขนส่งทางน้ำ (Port Community System) การขนส่งชายฝั่ง และโครงข่ายท่อส่งส่วนกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการลำเลียงวัตถุดิบ

    นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและ กนอ. ได้รับทราบข้อเสนอทั้งหมดแล้ว และพร้อมเร่งผลักดันการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    ด้าน นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า เรากำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ไปสู่แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Infrastructure & Ecosystem Platform) ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคร่วม การสร้างแพลตฟอร์มลดคาร์บอน การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือสู่ระบบอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี 5G, AI และ IoT

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/597508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13UObDU8-iDxVDCgphFeL2

  • ร้านค้าชายแดนบุรีรัมย์ ติดป้ายเติมสต็อกสินค้า รับไทยช่วยไทยพลัส

    ร้านค้าชายแดนบุรีรัมย์ ติดป้ายเติมสต็อกสินค้า รับไทยช่วยไทยพลัส

    (31 พ.ค. 69) ผู้ประกอบการร้านค้าทั้ง ค้าปลีก-ค้าส่งและรายย่อย ตามแนวชายแดน ต.โคกว่าน อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์  ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ต่างนำป้ายคนละครึ่งพลัส ที่เคยเข้าร่วมโครงการเมื่อครั้งที่ผ่านมา ไปติดไว้หน้าร้าน พร้อมทั้งเติมสต็อกสินค้ามากขึ้นกว่าปกติ เพื่อรองรับลูกค้าที่จะมาใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส พรุ่งนี้ (1 มิ.ย. 69)

    มีรายงานว่า ผลกระทบความไม่สงบระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยืดเยื้อและยังคงตรึงเครียด ประกอบกับภาวะพิษเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ แต่พอมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสมาช่วยกระตุ้น ก็คาดว่าน่าจะเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น 

    นายอุดร (สงวนนามสกุล) อายุ 66 ปี เจ้าของร้านชำแห่งหนึ่ง เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส บอกว่า ตอนนี้ทางร้านก็ได้นำป้ายมาติดหน้าร้านให้ลูกค้าทราบว่าเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งมีการนำสินค้ามาเติมหลายรายการ เพื่อรองรับลูกค้าที่จะมาใช้สิทธิ์ในโครงการฯ 

    ส่วนตัวคาดหวังว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากขึ้น ส่วนร้านของตนเข้าร่วมโครงการฯ ทุกครั้ง ช่วยทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่พอโครงการสิ้นสุดก็เงียบเหงา จึงอยากให้มีโครงการแบบนี้ต่อเนื่อง – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/Ndo70mTGH&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1unZxj7NjUuAGo1bMkeLiF

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่เข้าเป้าวืด 30 ล้านคน “เทพไท” เปิด 2 เหตุผลสะท้อนเศรษฐกิจแย่ | TOPNEWS

    “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่เข้าเป้าวืด 30 ล้านคน “เทพไท” เปิด 2 เหตุผลสะท้อนเศรษฐกิจแย่ | TOPNEWS

    “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่เข้าเป้าวืด 30 ล้านคน “เทพไท” เปิด 2 เหตุผลสะท้อนเศรษฐกิจแย่ประชาชนใช้สิทธิ์ไม่ถึงเป้าหมาย

    #topnewstv #ไทยช่วยไทยพลัส #เทพไท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1589566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qyKgp_eNcZ7ePp1boHdxN

  • “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดใช้วันแรก 1 มิ.ย. นี้

    “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดใช้วันแรก 1 มิ.ย. นี้

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เตรียมเปิดใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40 บาท ขณะที่กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาท

    ภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทั้งนี้ โครงการจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 30 กันยายน 2569

    รัฐบาลขอเน้นย้ำวิธีการใช้งานสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป โดยกดแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทยพลัส” และตรวจสอบวงเงินเริ่มต้นที่ได้รับสิทธิ์

    สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ประชาชนจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code และประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตังสแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6 หลัก

    “รัฐบาลต้องการให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ใช้งานง่าย และช่วยลดภาระค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12819197&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qV7uFUWb62mGLHImfT4mh

  • เอกชนเชียร์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เติมแรงซื้อ 4 เดือน ปลุกเศรษฐกิจสตาร์ทติด

    เอกชนเชียร์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เติมแรงซื้อ 4 เดือน ปลุกเศรษฐกิจสตาร์ทติด

    เอกชนเชียร์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เติมแรงซื้อ 4 เดือน ปลุกเศรษฐกิจสตาร์ทติด

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 60% และให้ประชาชนร่วมจ่าย 40% ถือเป็นมาตรการที่มีความน่าสนใจมากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต เพราะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มกำลังซื้อในสินค้าจำเป็นได้โดยตรง

    ทั้งนี้ เชื่อว่าเมื่อประชาชนรู้สึกว่าจ่ายน้อยลง แต่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และเม็ดเงินจะหมุนเวียนต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ

    โมเมนตัมดันเศรษฐกิจขยับสูงสุด 0.5% 

    “โครงการนี้จะช่วยสร้างโมเมนตัมทางเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี คาดว่าจะช่วยผลักดัน GDP ได้ประมาณ 0.2-0.3% และหากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจขยับไปถึง 0.5% ซึ่งสูงกว่าโครงการเดิมที่เคยกระตุ้นได้เพียง 0.1-0.2%” นายเกรียงไกรกล่าว

    นอกจากผลเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในช่วงที่หลายฝ่ายกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก สำหรับกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการดังกล่าว มองว่า กลุ่มค้าปลีกในชุมชน ร้านค้ารายย่อย และตลาดสด จะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเป็นจุดที่เม็ดเงินกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากได้ลึกที่สุด

    เอกชนเชียร์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เติมแรงซื้อ 4 เดือน ปลุกเศรษฐกิจสตาร์ทติด

    ภาคบริการ-ดีลิเวอรี-ภาคผลิต รับอานิสงส์

    ขณะเดียวกัน ภาคบริการและธุรกิจดีลิเวอรีก็จะเติบโตตามพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่นิยมสั่งสินค้าออนไลน์มากขึ้น ส่งผลเชื่อมโยงไปยังผู้ประกอบการ SME และภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

    “มาตรการนี้เป็นเพียงการจุดชนวนให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจกลับมาเดิน แต่เครื่องยนต์อื่นต้องทำงานด้วย แม้ GDP ไตรมาสแรกปี 2569 จะโต 2.8% แต่ยังเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในภาคส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติผ่าน BOI เป็นหลัก ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแรง” นายเกรียงไกรกล่าว

    ทั้งนี้ รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน เพื่อสร้างงานและรายได้ใหม่ให้ประชาชน พร้อมผลักดันการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงเร่งฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวผ่านการจัดอีเวนต์ระดับคุณภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียมเข้ามาใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น

    เงินหมุนหลายรอบ เศรษฐกิจโตสูงสุด 0.8% 

    ด้าน นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นการกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน หรือ “ตัว C : Consumptiom” ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย

    “หากเงินสามารถหมุนเวียนได้หลายรอบ และวงจรการใช้จ่ายไม่สั้นเกินไป ผมมองว่าน่าจะช่วยดัน GDP ได้ประมาณ 0.7-0.8% แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่ถือว่ารัฐบาลออกมาได้เร็วและตรงจังหวะ ในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญต้นทุนน้ำมันและค่าครองชีพสูง” นายหลักชัย กล่าว

     สำหรับ ธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จากโครงการนี้อย่างชัดเจน ได้แก่ โรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และธุรกิจบริการดีลิเวอรี ซึ่งจะได้รับผลบวกจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของประชาชน  มาตรการแจกเงินครั้งนี้เสมือนการ “สตาร์ทเครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง เพราะเมื่อประชาชนเริ่มมีทั้งกำลังซื้อและกำลังใจในการใช้จ่าย ก็จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ค่อย ๆ ฟื้นตัวตามมา

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรใช้ช่วงจังหวะที่เศรษฐกิจเริ่มมีแรงเหวี่ยงจากมาตรการดังกล่าว เดินหน้านโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคธุรกิจควบคู่กันไป โดยเฉพาะมาตรการลดต้นทุนและการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องหลังหมดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น

    “อย่างน้อยมาตรการนี้ทำให้เห็นว่าทีมเศรษฐกิจพยายามคิดและออกมาตรการเพื่อช่วยประชาชน รวมถึงพยายามต่อยอดให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย” นายหลักชัย กล่าวปิดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/660365&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38AzkUGuHM0MU3KcBGr_g_

  • “ชัยวัฒน์” เปิด 7 นโยบายเด็ด ดันเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ชูหวย SMEs เพิ่มงาน 2 แสน อัดงบพัฒนาท่องเที่ยว 500 ล้าน/ปี

    “ชัยวัฒน์” เปิด 7 นโยบายเด็ด ดันเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ชูหวย SMEs เพิ่มงาน 2 แสน อัดงบพัฒนาท่องเที่ยว 500 ล้าน/ปี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/local-politics/151116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36uLwpbmiDL–DaK0XFiLk

  • ‘หมออิทธพร’ ห่วงผู้สูงอายุขับรถ หลังกรมทางหลวง ลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง

    ‘หมออิทธพร’ ห่วงผู้สูงอายุขับรถ หลังกรมทางหลวง ลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง

    ‘หมออิทธพร’ ห่วงผู้สูงอายุขับรถ หลังกรมทางหลวง ปรับลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวง กำหนดให้ปิดไฟบนทางหลวงเลขทาง 4 หลัก ช่วง 4 ทุ่ม-6 โมงเช้า

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/fEEy9eh9HYE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/socialnews/weekend/464040&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P0owebRtKp6AyTEmfueDY

  • “ดร.โจ” ลุยหาเสียงตลาดฝั่งธนฯ ชูนโยบาย “หวยใบเสร็จ“ กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า พร้อมผุดไอเดียใช้คลองลดอุณหภูมิเมือง | TOPNEWS

    “ดร.โจ” ลุยหาเสียงตลาดฝั่งธนฯ ชูนโยบาย “หวยใบเสร็จ“ กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า พร้อมผุดไอเดียใช้คลองลดอุณหภูมิเมือง | TOPNEWS

    “ดร.โจ” ลุยหาเสียงตลาดฝั่งธนฯ ชูนโยบาย “หวยใบเสร็จ“ กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า พร้อมผุดไอเดียใช้คลองลดอุณหภูมิเมือง

    • เผยแพร่ : 31/05/2026 15:36

    “ดร.โจ” ลุยตลาดฝั่งธนฯ ชูนโยบาย “หวยใบเสร็จ ” กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า พร้อมผุดไอเดียใช้คลองลดอุณหภูมิเมือง ยันพร้อมยกระดับขนส่งสาธารณะ-พื้นที่สีเขียว แก้วิกฤตเมืองร้อนระอุ

    “ดร.โจ” ลุยหาเสียงตลาดฝั่งธนฯ ชูนโยบาย “หวยใบเสร็จ“ กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า พร้อมผุดไอเดียใช้คลองลดอุณหภูมิเมือง  – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. เขตทวีวัฒนา ลงพื้นที่ตลาดธนบุรี เพื่อช่วยนายณัฐนนท์ นาคหล่อ ผู้สมัคร สก. เขตทวีวัฒนา หาเสียง

    นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อเช้าก็ลงพื้นที่ย่านตลาดสวนผัก เขตตลิ่งชัน และมาเขตทวีวัฒนาที่ตลาดธนบุรี เป็นการหมุนเวียนเพื่อไปให้ครบทั้ง 50 เขตและมาดูย่านการค้าฝั่งธนฯเพื่อจะได้พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ทำให้เราได้เข้าถึงประชาชนที่หลากหลายกลุ่ม ซึ่งเป็นการใช้เวลาช่วงเช้าวันอาทิตย์ ไพรด์พาเหรดในช่วงบ่าย

    เมื่อถามว่าฝั่งธนบุรีมีอะไรที่อยากปรับปรุงแก้ไขหากได้เป็นผู้ว่ากทม. นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ฝั่งธนฯมีศักยภาพมากมาย และมีพื้นที่ขนาดใหญ่ถ้าพูดถึงเขตทวีวัฒนา ก็จะเป็นพื้นที่อยู่อาศัยซะส่วนมาก ซึ่งยังขาดเรื่องขนส่งสาธารณะและพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนออกกำลังกายซึ่งเป็นวาระที่เราจะเข้ามาร่วมผลักดัน ทางผู้สมัคร สก. เขตทวีวัฒนาของเรา ก็มีวาระที่ต้องการผลักดัน เรื่องที่ตนชอบมาก ๆ เลยคือทำเมืองให้เย็นลง ก็จะเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับแนวคิดการใช้ประโยชน์จากคลองซึ่งเป็นเมกะโปรเจคในวาระเมืองของเราด้วย มีแนวคิดจะใช้คลองทำทางเดินให้ร่มรื่น น้ำคลองและต้นไม้จะลดอุณหภูมิของเมืองลงได้ เราอยากจะนำมาใช้เพื่อลดอุณหภูมิของกรุงเทพฯที่รู้สึกร้อนระอุมาก

    เมื่อถามว่าจากการเดินตลาดหาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนสะท้อนปัญหาอะไรบ้างหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในหลายตลาดได้สะท้อนเรื่องความคึกคักที่น้อยลงไป อยากได้นโยบายที่มากระตุ้นเรื่องเศรษฐกิจการค้าและเศรษฐกิจชุมชนซึ่งเราได้นำเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า คือหวยใบเสร็จ SMEs ซึ่งจะเป็นในรูปแบบหวยใบเสร็จ กทม. ประชาชนมาซื้อของที่ร้านค้ารายย่อยหรือในตลาดสะสมยอดทุก 20 บาทได้ 1 คะแนน แล้วนำคะแนนไปแลกรางวัล ที่ทางกทมจะจัดสรรงบประมาณ มาเป็นเงินรางวัลเดือนละประมาณ 10 ล้านบาท และลุ้นรางวัลได้ทั้งคนซื้อและคนขาย รวมถึงนโยบายพัฒนาด้านเศรษฐกิจย่านการค้าชุมชน ที่จะให้เอกชนและประชาชนในชุมชนดึงศักยภาพและเสน่ห์ของย่านนั้น ๆ ออกมาโดยมี กทม. เป็นผู้สนับสนุนเรื่องงบประมาณ

    ส่วนมั่นใจในฐานเสียงฝั่งธนฯ หรือไม่ เพราะเหมือนเป็นจุดยุทธศาสตร์ของพรรค นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ให้ประชาชนชาวฝั่งธนฯ ได้มีทางเลือกซึ่งตนเองก็เป็นคนฝั่งธนฯ เกิดและโตที่นี่จึงเข้าใจปัญหาในย่านฝั่งธนฯเป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการพัฒนาค่อนข้างล่าช้าจึงอยากเข้ามาพัฒนาให้เท่าเทียมกัน รวมถึงกรุงเทพฯฝั่งตะวันออกที่ควรได้รับการพัฒนา มากขึ้นเช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่เราอยากจะขอนำเสนอให้กับประชาชนคนกรุงเทพฯถ้าทีมบริหารของพรรคประชาชนผู้ว่าของพระประชาชนเข้าไปบริหารเราก็จะได้กรุงเทพฯที่มีการพัฒนาไปอย่างไม่เหลื่อมล้ำ

    จากนั้น นายชัยวัฒน์ ได้พาผู้สมัคร สก. เดินหาเสียงภายในตลาดธนบุรี โดยเดินแจกใบปลิว และแนะนำนโยบาย ที่จะดำเนินการหากได้เป็นผู้ว่ากทม. ซึ่งบรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดี มีประชาชนคอยให้กำลังใจและกล่าวชื่นชมด้วย

    SOCAIL-16-9_2เทมใหม่_0

    1139448

    อิสราเอลอ้างยึดปราสาทโบฟอร์ตเลบานอนได้แล้ว

    “บิลลี่ โอแกน” ซัดหนัก “สวนสัตว์” ต้องสงสัย นอมินีอิสราเอล โผล่กระบี่ ขรก.ปล่อยปละละเลยเกินไป “เคี้ยวเต็มปาก..ปิดตาข้างนึง” สบายแล้ว

    “อัษฎางค์” ชี้คำพิพากษาฎีกา “ทัศนัย” ผิดหมิ่นประมาท ตอกย้ำหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ “อ.อัศวิณีย์” หลังสู้คดีนาน 5 ปี

    “ดร.โจ” ลุยหาเสียงตลาดฝั่งธนฯ ชูนโยบาย “หวยใบเสร็จ“ กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า พร้อมผุดไอเดียใช้คลองลดอุณหภูมิเมือง

    “อนุชา” ควง “อภิสิทธิ์” หาเสียง ตลาดสัมมากร รามคำแหง ชูต้นแบบตลาดใช้เทคโนโลยี-บริหารจัดการเยี่ยม ส่งเสริมให้พ่อค้า-แม่ค้ามีส่วนร่วมในการแยกและลดขยะ

    หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนโชว์ลีลา เต้นรำคู่มนุษย์สุดพลิ้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1589463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S-skJDmLv7xRYyb49r2N3