“กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือที่รู้จักว่า “กองทุน DE” จึงมีบทบาทในการทำหน้าที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลของประเทศด้วยการสนับสนุนเงินทุนให้กับภาครัฐ เอกชนและบุคคลทั่วไป เพื่อแนวความคิดมาต่อยอดสู่การใช้งานจริง และให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยอย่างยั่งยืน
ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) กล่าวว่า กองทุน DE เปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้กรอบนโยบาย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และด้านการบริหารภาครัฐ โดยเปิดรับทุนผ่านระบบระหว่างวันที่ 1-31 กรกฎาคม 2569 นี้


“ความสำเร็จของโครงการทุกโครงการที่ได้รับทุนจากด้านดิจิทัล” ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป โดยกองทุน DE จะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคมไทยในยุคดิจิทัล ซึ่งกองทุน DE จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของประเทศไทยในการสนับสนุนโครงการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มุ่งเป้าเพื่อสร้างประโยชน์แก่สาธารณะ”
โดยกองทุน DE เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป ยื่นขอรับการส่งเสริมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ และอุดหนุนด้านวิจัยและพัฒนาในการดำเนินการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยหลักเกณฑ์การยื่นข้อเสนอโครงการต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ด้าน ดร.วรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ขั้นตอนในการยื่นขอรับทุนสามารถยื่นข้อเสนอผ่านระบบออนไลน์ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและคุณสมบัติเบื้องต้น ก่อนเข้าสู่การวิเคราะห์และกลั่นกรองพิจารณาโครงการโดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเมื่อได้รับการอนุมัติ กองทุนจะแจ้งผล จัดทำสัญญารับทุน และดำเนินการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อให้โครงการสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มีโครงการที่ผ่านการอนุมัติและเข้าสู่กระบวนการทำสัญญาแล้วจำนวน 33 โครงการ วงเงินรวม 1,489.79 ล้านบาท ทุกโครงการอยู่ภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติด้านว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมโดยกองทุน DE Fund มีการติดตามและประเมินผลอย่างเข้มงวด บนหลักความโปร่งใส เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่า และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
ผู้สนใจสามารถยื่นขอรับทุนผ่านเว็บไซต์ https://defund.bde.go.th โดยจะมีขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสาร ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอนุมัติ และเมื่อได้รับอนุมัติและลงนามในสัญญา ผู้รับทุนสามารถดำเนินโครงการตามแผนได้ทันที DE Fund ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเงินทุน แต่คือ “แรงผลักดัน” ที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นความจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6050245/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z7im4yMyK27FXPaCRf3c9







การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของคณะรัฐมนตรีไทยนำโดยนายกรัฐมนตรีและคณะขุนนางนักวิชาการ (Technocrat) พร้อมการประกาศดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับหมื่นล้านในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มักถูกอธิบายผ่านฉากหน้าว่าเป็นชัยชนะทางการทูตและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทว่าหากเราลองพิเคราะห์ผ่านเลนส์ภูมิรัฐศาสตร์เชิงพื้นที่ การเยือนปักกิ่งครั้งนี้คือภาพต่อชิ้นสำคัญในการบริหารดุลอำนาจแห่งรัฐของรัฐบาลไทย ที่พยายามแสดงให้เห็นว่าไทยไม่ได้ละเลยมหาอำนาจตะวันออก และไม่ได้เอียงกระเท่เร่
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับจากปักกิ่งพร้อมตัวเลขการลงทุน 70,000 ล้านบาท คำถามที่น่าสนใจคงไม่ใช่เรื่องเพลงเถียนมี่มี่ที่นายกฯขึ้นไปร้องบนเวทีในงานเลี้ยงต้อนรับ แต่คำถามสำคัญคือ อะไรอยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่ถูกประกาศออกมา การเยือนจีนของนายกฯระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ถูกรัฐบาลชูเป็นผลงานสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจที่ดึงบริษัทเทคโนโลยีจีนสี่แห่งเข้ามาลงทุน และด้านความมั่นคงที่จีนแสดงท่าทีพร้อมช่วยคลี่คลายความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงความร่วมมือปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ คำถามที่ผู้เขียนอยากชวนคิดต่อคือ เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ซ่อนต้นทุนอะไรไว้บ้าง และไทยควรวางตัวอย่างไรต่อไป ตัวเลขบนโต๊ะแถลงข่าวกับเม็ดเงินในบัญชีธนาคาร คือคนละเรื่องกัน และการทูตที่มาพร้อมของขวัญ มักมีใบเสร็จแนบมาด้วยเสมอ





