Category: เศรษฐกิจ

  • รัฐบาลเร่งความพร้อมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท สร้างงาน 8.1 หมื่นอัตรา

    รัฐบาลเร่งความพร้อมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท สร้างงาน 8.1 หมื่นอัตรา

    รัฐบาลเร่งความพร้อมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท สร้างงาน 8.1 หมื่นอัตรา


    10/06/2569 | 78 |

    วันนี้ (10 มิถุนายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยระบุว่า วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 290,901,500 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามกรอบเวลาและมาตรฐานที่สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) กำหนดไว้ ซึ่งงบฯ ดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณจัดงาน 2,500 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติไว้อยู่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2565

    โดยหลังจากนี้ กรมวิชาการเกษตรจะเร่งดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส คุ้มค่า และเป็นไปตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจัดงานบนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) รวมทั้งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแสดงศักยภาพด้านพืชสวน การเกษตร เทคโนโลยี นวัตกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    รัฐบาลคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีผู้เข้าชมงานประมาณ 3.6 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 32,000 ล้านบาท มีมูลค่าการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) กว่า 20,000 ล้านบาท สร้างการจ้างงานราว 81,000 อัตรา และสร้างรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 7,700 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการพัฒนาเมืองของจังหวัดอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการด้านโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และภาคบริการในพื้นที่

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ภายหลังการจัดงาน (Expo Legacy) โดยมีแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่สาธารณะ และสถานที่จัดกิจกรรมของจังหวัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและชุมชนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

    ทั้งนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ จะติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งการใช้งบประมาณ การก่อสร้าง ความปลอดภัย ระบบบริการต่าง ๆ แผนการประชาสัมพันธ์ รวมถึงแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังจบงาน เพื่อให้งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เป็นเวทีสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกระดับศักยภาพด้านพืชสวนและนวัตกรรมการเกษตรของไทยในระดับนานาชาติ

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/165006


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/511143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PCUoGvf8c9VBbxMSDIetJ

  • รัฐบาล เร่งพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ปลุกเศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัด 3.2 หมื่นล้าน สร้างงานกว่า 8.1 หมื่นตำแหน่ง

    รัฐบาล เร่งพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ปลุกเศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัด 3.2 หมื่นล้าน สร้างงานกว่า 8.1 หมื่นตำแหน่ง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/153133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YzsWaVlNAqtmXE7fzpP7o

  • ‘เอกนิติ’ ชู ‘ไทย – เวียดนาม’ โตไปด้วยกัน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    ‘เอกนิติ’ ชู ‘ไทย – เวียดนาม’ โตไปด้วยกัน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    'เอกนิติ' ชู 'ไทย - เวียดนาม' โตไปด้วยกัน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    ‘เอกนิติ’ ชู ‘ไทย – เวียดนาม’ โตไปด้วยกัน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ สร้างฐานการเติบโตใหม่ของอาเซียนผ่าน 3 การเชื่อมโยง

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุม Thailand–Viet Nam Investment and Business Networking 2026 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย

    ดร.เอกนิติกล่าวในงานว่า ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเปลี่ยน “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” ให้เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เกิดผลจริง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ดร.เอกนิติระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนทั่วโลกมองหาฐานการผลิตและฐานธุรกิจที่มั่นคง ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงกับตลาดสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของทั้งไทยและเวียดนาม เพราะทั้งสองประเทศมีศักยภาพสูง และมีจุดแข็งที่สามารถเติมเต็มกันได้อย่างชัดเจน

    'เอกนิติ' ชู 'ไทย - เวียดนาม' โตไปด้วยกัน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ  

    หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการชวนให้ไทยและเวียดนามก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมที่มองกันเพียงในฐานะ “คู่แข่งขัน” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนการเติบโต” ที่สามารถสร้างมูลค่าร่วมกันได้มากกว่าเดิม หากเชื่อมโยงศักยภาพของกันและกันอย่างเป็นระบบ ไทยและเวียดนามจะสามารถร่วมกันเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค ที่เชื่อมต่อกับห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ดร. เอกนิติ ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ “Three Connects” ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว ซึ่งไม่ใช่เพียงกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาล แต่เป็นแนวทางที่จะเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนไทยและเวียดนามต่อยอดจุดแข็งของกันและกัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก

    ในเวทีครั้งนี้ รัฐบาลไทยได้นำคณะภาคเอกชนใน 5 สาขาสำคัญมาพบหารือกับภาคธุรกิจเวียดนาม ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การโรงแรมและการท่องเที่ยว และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโลก และสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทั้งสองประเทศ

    ในด้านพลังงานสะอาด ไทยและเวียดนามสามารถร่วมมือกันรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสมัยใหม่และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ด้านดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงการผลิต เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อให้อาเซียนมีบทบาทสูงขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก

    สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ดร.เอกนิติกล่าวว่า ความร่วมมือควรมุ่งไปไกลกว่าการค้าสินค้าเกษตรพื้นฐาน สู่การเพิ่มมูลค่า ยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้ไทยและเวียดนามเป็นฐานการผลิตอาหารคุณภาพสูงของโลก

    ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองประเทศมีศักยภาพในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกัน ผ่านแนวคิด “หนึ่งการเดินทาง สองประสบการณ์” เพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและเวียดนามจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตของภูมิภาคโดยรวม

    ดร.เอกนิติยังเน้นว่า “ระบบการเงิน” คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่าง PromptPay ของไทยกับ VietQR ของเวียดนาม 

    นอกจากนี้ ไทยและเวียดนามยังมีความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น บาท–ดอง ในการชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเพิ่มความคล่องตัวให้กับภาคธุรกิจในช่วงที่ตลาดการเงินโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ดร.เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลเวียดนาม ภาคเอกชน และประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อผลักดันความเชื่อมโยงเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนไทยและเวียดนามใช้เวทีนี้ในการพบปะ แลกเปลี่ยน และจับมือกัน เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็นข้อตกลง เปลี่ยนข้อตกลงให้เป็นการลงทุน และเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นความมั่งคั่งร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378978605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zxTeOxAKetCP9C2_zeka_

  • “เจ้าสัวเครือสหพัฒน์” มองเศรษฐกิจปีนี้ เหมือน ซาเล้ง ให้คะแนน รัฐบาลอนุทิน 6 เต็ม 10 | TOPNEWS

    “เจ้าสัวเครือสหพัฒน์” มองเศรษฐกิจปีนี้ เหมือน ซาเล้ง ให้คะแนน รัฐบาลอนุทิน 6 เต็ม 10 | TOPNEWS

    ข่าวเด่น เล่าข่าวข้น | 10 มิ.ย.69 | ช่วง 1

    – คนแห่ซื้อ-ขายทอง ที่ร้านทองย่านเยาวราช จนแน่น คิวยาวล้นออกนอกร้าน
    – จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคม ชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ย Fed
    – หุ้นไทยวันนี้ 10 มิถุนายน 2569 ปิดลบ 20.55 จุด จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ
    – เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ ประธานเครือสหพัฒน์ ให้คะแนน รบ.อนุทิน 6 เต็ม 10 มองไทยยังมีโอกาส เตือนรัฐลดต้นทุน-ดึงลงทุนต่างชาติ
    – “ศุภจี” เร่งดัน Local Content เชื่อม FDI สู่ฐานราก ชี้ Sustainability ทางรอดเศรษฐกิจไทย
    – ศาลรธน. ตีตก ปมร้องกกต.ทำบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ชี้หากมองถูกละเมิดสิทธิ ร้องศาลอื่นได้

    #topnewstv #เครือสหพัฒน์ #อนุทินชาญวีรกูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1599046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Go9k8VdGt04PAN8203GaC

  • กลยุทธ์ธุรกิจไทยยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ   | เดลินิวส์

    กลยุทธ์ธุรกิจไทยยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ   | เดลินิวส์

    งาน EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions กสิกรไทย ณ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 10 มิ.ย. 2569 ณ พารากอน ฮอลล์  ศูนย์การค้าสยามพารากอน  หัวข้อสัมมนาหัวข้อ กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ   โดยปรีดา วัชรเธียรกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อมและ Climate Change กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่อง Net Zero ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่คือเงื่อนไขสำคัญใน “ความสามารถทางการแข่งขัน” ระดับโลก กฎกติกาทางการค้าใหม่ ๆ อย่าง CBAM ได้กลายเป็นมาตรฐานบังคับในการเข้าสู่ตลาด ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่ปรับตัวจะเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและสูญเสียโอกาสทางการค้าในที่สุด, ความท้าทายหลักในการขับเคลื่อนคือ การเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีจำนวนมากและต้องการการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม, ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน มั่นคง และมีความต่อเนื่อง เพื่อให้โรงงานสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจ,

    ปรีดา  กล่าวว่า แนวทางการปรับตัวที่ทำได้ทันทีและเห็นผลชัดเจนที่สุดคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในชีวิตประจำวัน เช่น การลดการใช้พลังงาน การปรับปรุงเครื่องจักร การลดของเสีย (Waste) และการเลือกใช้พลังงานทางเลือก ทั้งนี้การเริ่มต้นปรับตัวที่สำคัญคือต้องเริ่มจากสิ่งที่สามารถทำได้จริงภายในโรงงาน โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำได้ง่าย ใช้เงินลงทุนน้อย และช่วยลดต้นทุน แต่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับด้านอื่น ซึ่งการลดการใช้พลังงานยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสอดรับกับกฎกติกาการค้าโลกใหม่ เช่น เรื่องการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design) ซึ่งในปัจจุบันมีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการผลิตที่ต้องไม่เหลือทิ้งเป็นขยะ เน้นความทนทาน และการนำกลับมาใช้ซ้ำ ในอีก 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า มาตรฐานเหล่านี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง SME จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในอนาคต

    ภาคธุรกิจไทยเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัวสู่ความยั่งยืน หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ยอดขายของธุรกิจจะลดลงอย่างแน่นอน เนื่องจากตลาดโลกจะไม่ยอมรับสินค้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสีเขียวจึงเป็นภารกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในเวทีโลก”รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  กล่าวทิ้งทาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5934164/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QbgfWvTqlj74u0DrNY4Wu

  • “เจ้าสัวสหพัฒน์” ให้คะแนน “รัฐบาลอนุทิน”  6 เต็ม 10 มองเศรษฐกิจปีนี้เหมือนซาเล้ง

    “เจ้าสัวสหพัฒน์” ให้คะแนน “รัฐบาลอนุทิน” 6 เต็ม 10 มองเศรษฐกิจปีนี้เหมือนซาเล้ง

    “เจ้าสัวสหพัฒน์” มองเศรษฐกิจปีนี้เหมือนซาเล้ง ให้คะแนน “รัฐบาลอนุทิน” 6 เต็ม 10 ชี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มี 2 ด้าน ทั้งดีและไม่ดี

    นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พร้อมให้คะแนนรัฐบาลอนุทิน มากกว่า 6 เต็ม 10 ดูจากราคาหุ้นในตลาดยังขยับขึ้นแตะ 1,500 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ชี้หากมีโอกาสพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี อยากเสนอให้รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจระยะยาว แต่ต้องทำอย่างโปร่งใส

    ส่วนโครงการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไทยช่วยไทยพลัส เห็นว่าต้องมอง 2 ด้าน หากเป็นแค่การแจกเงิน มองว่าไม่ดี จะทำให้คนไทยรอแต่แจกเงิน แต่หากเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาต่อถือว่าดี เจ้าสัวเครือสหพัฒน์ ยังให้นิยามเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นเหมือนซาเล้ง ต้องใช้คนช่วยผลักช่วยดัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/464714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yTho-REWhayCnJF2TC0zN

  • “ทวี” อัด “ก.ล.ต.”  ตามเกมอาชญากรเศรษฐกิจไม่ทัน แนะเร่งแก้กฎหมายหลักทรัพย์ฯ เพิ่มโทษ-ตั้ง “แฟร์ฟันด์” เยียวยานักลงทุน 

    “ทวี” อัด “ก.ล.ต.” ตามเกมอาชญากรเศรษฐกิจไม่ทัน แนะเร่งแก้กฎหมายหลักทรัพย์ฯ เพิ่มโทษ-ตั้ง “แฟร์ฟันด์” เยียวยานักลงทุน 

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/153153&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mQjmZFA8IjRv6dHVydW7g

  • กกร.ปรับเป้าจีดีพีปี69 โต 2% ห่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อทรุด

    กกร.ปรับเป้าจีดีพีปี69 โต 2% ห่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อทรุด

    วันนี้ ( 10 มิ.ย.2569) นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศส่งให้เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัว ดังนั้นกกร. ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งปีให้ขยายตัวที่ 1.6%-2.0% เปรียบเทียบกับคาดการณ์เดิมช่วงเดือนเม.ย.ถึงพ.ค.2569 อยู่ที่ 1.2%-1.6% ด้านเงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% จากเดิม 2.0-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ K-shape ส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 18.9% โดยสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% จาก megatrend การลงทุนด้าน AI และ data center สอดคล้องกับการส่งออกของประเทศอื่นในเอเชียที่เติบโตในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมมาก

    ทั้งนี้กกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก K ขาล่างที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและ FDI ที่เพิ่มขึ้น ดังเช่นข้อมูลของบริษัทจดทะบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท ล่าสุดที่ชี้ว่าได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายได้ปรับลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น ตัวเร่ง สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น

    กกร.ปรับเป้าจีดีพีปี69 โต 2% ห่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อทรุด

    กกร.ปรับเป้าจีดีพีปี69 โต 2% ห่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อทรุด

    นายพยงกล่าวอีกว่า ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ขณะที่ในครึ่งปีหลังประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนในคลังน้ำมันสำรองที่มีปริมาณลดลงมาก ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนแหล่งผลิตในตะวันออกกลางของประเทศอื่นๆ อาจจะยากและแพงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องและอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    อย่างไรก็ตามประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจาก megatrend ด้านการลงทุน ในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของการย้ายฐานการผลิต สำนักงาน Middle & Back Office ของบริษัทข้ามชาติ และการก้าวสู่ Regional Hub ทั้งภาคการผลิต การบริการ และการเงิน นอกจากนี้ ควรใช้โอกาสจากเทรนด์ AI, Data Center, Cyber Security ของโลก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Advanced Manufacturing เพิ่ม local content พัฒนา R&D ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่มุ่งสนับสนุน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

    กกร. เห็นว่าควรใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติในหลายเวที อาทิ การประชุม ABAC 2026 ครั้งที่ 3 การประชุม Gastech 2026 การประชุม Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 รวมถึงการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting โชว์ศักยภาพประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน

    อ่านข่าว:

    หลากคำถาม TH-AI Passport จากผู้เชี่ยวชาญ AI คุ้ม-ไม่คุ้ม คนไทยได้อะไร

    “ภาวุธ” ตั้งข้อสังเกต “TH-AI Passport” ส่อฮั้วครั้งใหญ่

    “ไทยช่วยไทยพลัส” ร้านร่วมโครงการยอดพุ่งเท่าตัว สวนทางร้านนอกเกณฑ์ยอดวูบ 50%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506905&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pFVygnAhSLbcWZIIDFSly

  • กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

    กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

    กกร.ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายจีดีพีไทยปีนี้เป็น 1.6-2.0% ชูโครงการไทยช่วยไทยพลัสหนุน พร้อมแสดงความกังวลเศรษฐกิจ K-shaped และวิกฤตพลังงานโลกช่วงครึ่งปีหลัง

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ทำให้ ที่ประชุม กกร. ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่  1.6-2.0% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้อยู่ที่ 1.2-1.6% ด้านเงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% จากเดิมอยู่ที่ 2.0-3.0% ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันเป็น 8-10%  จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง ทั้งนี้ กกร.ยังกังวลเศรษฐกิจไทย ที่ปัจจุบันเผชิญภาวะ K-shaped เนื่องจากการเติบโตของการส่งออกเทคโนโลยียังไม่สามารถส่งผ่านผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนักเนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงินจาก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้นนายผยง กล่าวว่า ที่ประชุม กกร.มองว่า ความมั่นคงทางพลังงาน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ขณะที่ในครึ่งปีหลัง ประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนในคลังน้ำมันสำรองที่มีปริมาณลดลงมาก ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนแหล่งผลิตในตะวันออกกลางของประเทศอื่น ๆ อาจจะยากและแพงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการ อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

    ที่ประชุม กกร. ได้หารือถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ ภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งการเจรจาสันติภาพยังไม่มีข้อยุติ ขณะเดียวกัน ยืนยันว่า ยังไม่มีสัญญาณของภาวะขาดแคลนพลังงาน ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันได้เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมประมาณ 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาแหล่งอื่นเป็นประมาณ 73% เพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของพลังงาน ลดผลกระทบจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการสนับสนุนให้ห่วงโซ่อุปทาน และภาคการผลิตของประเทศสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ กกร.ยังคาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย หรือ PDP2026 สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนส.ค.นี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาวของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

    ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวโน้มกำลังซื้อหลังสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นายผยง ยอมรับว่ายังไม่มีการประเมินตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่ากำลังซื้อมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นและรายได้ของผู้ประกอบการที่ลดลง

    ขณะที่นายนายเกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  กล่าวเสริมว่า ครึ่งปีหลังจะยังเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากปัจจัยด้านพลังงาน เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวอาจชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรง เนื่องจากหลายประเทศต่างเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวมีแนวโน้มระมัดระวังมากขึ้น โดยมองว่าภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว ขณะที่ภาครัฐควรเร่งสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน ลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ และใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ

    ส่วนมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากนี้ ภาคเอกชนเห็นว่า รัฐบาลได้ดำเนินการหลายด้าน ทั้งการเปิดตลาดใหม่ การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการผลักดันแนวคิด Green Made in Thailand รวมถึงการปฏิรูปกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยเตรียมนำเสนอข้อเสนอแก้ไขกฎกระทรวงและกฎระเบียบสำคัญ 7 ประเด็นต่อรัฐบาล เพื่อเร่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการ Thailand AI Passport ควรมีการทบทวน หรือควรเดินหน้าต่อไปและจะส่งผลดีกับภาคเอกชนหรือไม่ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ปีธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในต้นทุนที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องรอความชัดเจนถึงรายละเอียดของโครงการฯ ที่จะออกมาให้ทราบ

    สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภาคเอกชนมองว่า ยังไม่คลี่คลาย และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะยังทยอยส่งผ่านเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว จึงจำเป็นที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการ แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2938667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qTYg9307WJLtZWuvD05Bi

  • หัวเรือเครือสหพัฒน์ มองเศรษฐกิจไทยยังไปต่อได้ แม้โตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ชี้รัฐต้องกล้าลงทุนเมกะโปรเจกต์-ดันบาทอ่อน ฟื้นส่งออกสู้เวียดนาม

    หัวเรือเครือสหพัฒน์ มองเศรษฐกิจไทยยังไปต่อได้ แม้โตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ชี้รัฐต้องกล้าลงทุนเมกะโปรเจกต์-ดันบาทอ่อน ฟื้นส่งออกสู้เวียดนาม

    นับเป็นภาพที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เมื่อ ‘บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา’ ประธานเครือสหพัฒน์ จะออกมาฉายมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางช่วงเวลาที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย ภาคธุรกิจรับแรงกดดันจากต้นทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ด้วยสถานะของเครือสหพัฒน์ ในฐานะเจ้าของเครือข่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยแทบทุกครัวเรือน มุมมองจากหัวเรือใหญ่ขององค์กรจึงเปรียบเสมือน ‘ดัชนีวัดอุณหภูมิเศรษฐกิจ’ ที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อ การลงทุน และทิศทางธุรกิจในอนาคต

    ปีนี้ บุณยสิทธิ์มองว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามในหลายภูมิภาค แต่ประเทศไทยยังมีแต้มต่อจากการวางตัวเป็นกลาง และมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนของอาเซียน หากรัฐบาลเร่งตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ก็พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

    พร้อมย้ำว่า ปีที่แล้วเศรษฐกิจเหมือนรถสามล้อ แต่ปีนี้เป็นรถสามล้อที่ต้องให้รัฐบาลช่วยเข็น หรือไม่ก็ต้องติดเครื่องยนต์ EV เข้าไปเพิ่มด้วย

    ไทยยังมีโอกาส แม้โตช้ากว่าเพื่อนบ้าน

    แม้ GDP ไทยจะขยายตัวต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ ‘บุณยสิทธิ์’ มองว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานเศรษฐกิจของไทยมีขนาดใหญ่กว่า ทำให้อัตราการเติบโตเป็นเปอร์เซ็นต์ดูต่ำกว่า ขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานยังเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลกจากภาวะสงคราม และเงินเฟ้ออ่อนๆ ยังดีกว่าไม่มีเงินเฟ้อเลย เพราะหากเศรษฐกิจนิ่งสนิท ธุรกิจจะยิ่งชะงักไปหมด

    ฝากถึงนายกฯ ต้อง ‘กล้าตัดสินใจ’

    ประเด็นที่หัวเรือใหญ่ เน้นย้ำมากที่สุด คือ อยากให้รัฐบาลกล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟความเร็วสูงและโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อสร้างการจ้างงาน ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ และสร้างผลตอบแทนระยะยาวเหมือนที่สนามบินสุวรรณภูมิและทางด่วนเคยทำได้ในอดีตและทุกๆ โครงการต้องเดินหน้าอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

    พร้อมยังประเมินผลงานรัฐบาล เขาให้คะแนน เกิน 6 เต็ม 10 หรือราว 60 กว่าคะแนน เนื่องจากตลาดหุ้นเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นบ้างแล้ว

    ดันบาทอ่อนแตะ 35 บาท หนุนส่งออกสู้เวียดนาม

    อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ‘บุณยสิทธิ์’ มองว่าค่าเงินบาทในปัจจุบันแข็งเกินไป อยากเห็นเงินบาทอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกและภาคเกษตรแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ดีขึ้น และเหตุผลหลักคือ เมื่อเงินบาทอ่อนลง ราคาสินค้าไทยในตลาดโลกจะถูกลงในสายตาผู้ซื้อ ต่างจากช่วงที่ผ่านมา ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจนบางธุรกิจเลือกย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามแทนการลงทุนในไทย

    ยิ่งปัจจุบันนักลงทุนจีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแทนญี่ปุ่นในอดีต และการลงทุนมีขนาดใหญ่กว่ามาก สมัยก่อนญี่ปุ่นซื้อที่ดิน 10-20 ไร่ แต่จีนเข้ามาซื้อกันระดับ 100-300 ไร่ และการลงทุนจำนวนมากเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และ AI รวมถึงความร่วมมือกับบริษัทระดับโลก เช่น Amazon และ Google

    ด้านทิศทางของเครือสหพัฒน์ ต่อจากนี้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ ก็ยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมและรอจังหวะที่สถานการณ์สงครามยุติลงและเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ควบคู่กับการเดินหน้าสร้างพันธมิตร โดยในงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจและข้อตกลงกับคู่ค้าพันธมิตรรวมกว่า 20 ฉบับ

    นับว่ามากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดงาน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ด้านเทคโนโลยีและ AI การค้าการลงทุนและการตลาด สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา ไลฟ์สไตล์ อาทิ ความร่วมมือด้านการค้าสองทางระหว่างไทยและมณฑลเสฉวน การขยายธุรกิจข้ามพรมแดนระหว่างไทย จีน ฮ่องกง และอาเซียน การขยายโอกาสทางธุรกิจและนำแบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย

    พร้อมยืนยันว่าจะพยายามตรึงราคาสินค้าเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ แต่หากต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์และพลาสติก ปรับตัวสูงขึ้นมาก ก็อาจจำเป็นต้องปรับราคาเพื่อไม่ให้ธุรกิจขาดทุน

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงตัวเลขงบลงทุนใหม่ๆ ‘บุณยสิทธิ์’ ตอบเพียงสั้นๆ ว่ายังไม่ได้มีการกำหนดงบลงทุนที่ระบุเป็นตัวเลขตายตัวในขณะนี้

    กัมพูชาสะดุด เร่งหาตลาดใหม่เข้ามาแทน

    หัวเรือใหญ่สหกรุ๊ป ยอมรับว่าธุรกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองในกัมพูชา จนไม่สามารถส่งออกสินค้าได้ตามปกติ ทำให้บริษัทต้องเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน เช่น จีน, ญี่ปุ่น และ ฟิลิปปินส์

    ท้ายที่สุด บุณยสิทธิ์ฝากถึงภาคธุรกิจว่า ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ต้องอยู่ให้รอดก่อน’ และอย่าหยุดมองหาโอกาสลงทุนหรือความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sahapat-thailand-economy-investment-baht-export/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aNuSdWJruPLJTclkSsU5s