Category: เศรษฐกิจ

  • ระเบียบโลกใหม่เปลี่ยนเกมการค้า การลงทุน ท้าทายกลยุทธ์เศรษฐกิจประเทศ

    ระเบียบโลกใหม่เปลี่ยนเกมการค้า การลงทุน ท้าทายกลยุทธ์เศรษฐกิจประเทศ

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือระดับภูมิภาค การค้าเสรี และระบบการเงินโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน เป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างโอกาสให้แก่เศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี ระเบียบโลกดังกล่าวกำลังเผชิญความท้าทายจากความแตกแยกในเศรษฐกิจโลกที่กำลังก่อตัวขึ้น เมื่อประเด็นด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศเริ่มมีน้ำหนักเหนือ “ประสิทธิภาพ” ทางเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า โจทย์สำคัญคือ ประเทศต่าง ๆ ควรปรับนโยบายอย่างไรเพื่อหาจุดสมดุลระหว่าง “การคว้าประโยชน์จากการเชื่อมโยงโลก” ควบคู่ไปกับ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” ให้แก่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในเวทีวิชาการนานาชาติที่กรุงเทพมหานครในเดือนนี้

    ระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    โลกกำลังเคลื่อนผ่านจากยุคที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2018 และทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงยุค “ทรัมป์ 2.0” ที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในวงกว้าง

    ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญคือการกลับมาของนโยบายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบและปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของตนเอง โดยจำนวนนโยบายอุตสาหกรรมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2020

    ขณะเดียวกัน บางประเทศยังนำมาตรการเศรษฐกิจเชิงบีบบังคับมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตรหรือการควบคุมการส่งออก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ

    ล่าสุด ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงต้นปี 2026 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็ว ผ่านทั้งการเร่งตัวขึ้นของราคาน้ำมันและพลังงานประเภทอื่น รวมถึงการขาดแคลนปัจจัยการผลิต

    ด้วยเหตุนี้ ระเบียบโลกที่เคยได้รับการค้ำจุนจากสถาบันพหุภาคีอย่างองค์การการค้าโลก (WTO) และข้อตกลงการค้าเสรีจำนวนมาก จึงกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในอนาคต มีแนวโน้มเชื่อมโยงกับประเด็นด้านยุทธศาสตร์ชาติ ภูมิรัฐศาสตร์ และการสร้างอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้น

    คลื่นกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    ความแตกแยกในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ส่งออกเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ยากขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้าหลากหลายรูปแบบ ขณะที่การแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องหาทางระบายสินค้าเมื่อถูกกีดกันจากตลาดส่งออกแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังมีการใช้นโยบายอุตสาหกรรมเพื่ออุดหนุนสินค้าของตนเอง

    นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนและห่วงโซ่อุปทานโลกยังมีการโยกย้ายไปสู่ฐานการผลิตแห่งใหม่ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจด้านการผลิตและการลงทุน

    ไทยได้หรือเสียจากการแตกแยกของเศรษฐกิจโลก

    ความแตกแยกในเศรษฐกิจโลกเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อประเทศไทย ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นฐานการส่งออกสำคัญในภูมิภาค โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อีกทั้งยังมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาตั้งฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่ปรับตัวอย่างจริงจัง ก็อาจเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งจากนโยบายการค้าที่มีแนวโน้มกีดกันมากขึ้น² การทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน รวมถึงการที่ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งพัฒนาขีดความสามารถของตนให้สูงขึ้น

    ขณะเดียวกัน ประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการขยายตัวของการส่งออกอาจไม่มากเท่าที่ควร หากไทยยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในปริมาณมาก หรือเป็นเพียง “ทางผ่าน” ในการส่งออกสินค้าของประเทศอื่น

    ข้อมูลที่สะท้อนความท้าทายดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ไม่ขยายตัวเลยตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าการส่งออกจะเร่งตัวขึ้นก็ตาม ซึ่งสวนทางกับหลายประเทศในภูมิภาค (รูปที่ 1) สะท้อนถึงขีดความสามารถด้านการผลิตและการแข่งขันของประเทศที่อ่อนแอลง และเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งหาคำตอบ

    ความท้าทายต่อผู้ดำเนินนโยบาย

    ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ผู้ดำเนินนโยบายในทุกประเทศต้องเผชิญความท้าทายในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจภายใต้ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

    ความแตกแยกที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศให้มีความแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้ดีขึ้น ผ่านการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มผลิตภาพ ตลอดจนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายตลาดส่งออกและแหล่งลงทุน การสะสมทุนสำรอง และการระมัดระวังไม่ก่อหนี้เกินตัว

    อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญคือ ประเทศจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเองอย่างไร โดยไม่ลดทอนผลประโยชน์จากความร่วมมือกับต่างประเทศ รวมถึงจะกำหนดกลยุทธ์ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทุกฝ่าย

    ร่วมหาคำตอบในงานประชุมวิชาการนานาชาติ

    เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จัดการประชุมวิชาการนานาชาติภายใต้หัวข้อ “Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order” ระหว่างวันที่ 11–12 มิถุนายน 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบของระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปต่อการค้า การลงทุน และกลยุทธ์ด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ

    ภายในงานจะมีการนำเสนองานวิจัยจำนวน 12 บทความ จากนักวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติ ครอบคลุมประเด็นตั้งแต่นโยบายอุตสาหกรรม ภูมิรัฐศาสตร์กับความแตกแยกในเศรษฐกิจโลก มาตรการคว่ำบาตร ตลอดจนการเงินดิจิทัลและความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของภาครัฐ

    นอกจากนี้ ยังมีการปาฐกถาโดยศาสตราจารย์ Şebnem Kalemli-Özcan จากมหาวิทยาลัยบราวน์ ในหัวข้อ “Economic Policies for a Globally Interdependent and Geopolitically Fragmented World”

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ เวทีเสวนาหัวข้อ “Policy in a World of Strategic Interdependence” ซึ่งมุ่งตอบคำถามว่า ผู้ดำเนินนโยบายจะรักษาประโยชน์จากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ และปรับตัวต่อระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศของตน และการแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวมา

    ผู้ร่วมเสวนาจะร่วมวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลก พร้อมถกเถียงนัยเชิงนโยบายทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารเพื่อการพัฒนาและ IMF

    งานประชุมวิชาการครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Road to Thailand” ก่อนการประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้ และจะช่วยวางรากฐานความรู้เชิงวิชาการที่จะเป็นประโยชน์ต่อแนวคิดหลัก (theme) ของประเทศไทยในการประชุมประจำปี ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/660950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zADzmciDeDtrmnFOdhX_W

  • ธปท. เปิดแผนปิดช่องว่างเงินทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | เดลินิวส์

    ธปท. เปิดแผนปิดช่องว่างเงินทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | เดลินิวส์

    วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก กำลังทำให้การระดมเงินทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคธุรกิจไทย ‘สมชาย เลิศลาภวศิน’ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวใน EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions บนเวทีเสวนาหัวข้อ ‘การเงินพลังขับเคลื่อนความยั่งยืน’ ว่า ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นได้จริง และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในอนาคต

    สมชายกล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ว่าในปีนี้มีโอกาสถึง 98% ที่อุณหภูมิจะทำสถิติสูงสุดใหม่ ส่งผลต่อภาคการผลิต ต้นทุนสินค้า และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามมา ขณะที่ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นการขยับกรอบเวลาให้เร็วขึ้นจากเป้าหมายเดิม 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของโลก

    อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่เป้าหมายดังกล่าวยังมีความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 70% ขณะที่หลายประเทศในยุโรปสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่า 30% แล้ว ดังนั้นการปรับโครงสร้างพลังงานจึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ

    สมชายกล่าวต่อไปว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำยังต้องเผชิญโจทย์ด้านเงินทุน โดยไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนราว 1.5-1.7 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่การรับมือภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นต้องใช้งบประมาณประมาณ 1.6-1.9 แสนล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันมีการจัดสรรงบประมาณเพียง 3.5 หมื่นล้านบาทต่อปีเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคการเงินต้องเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม

    ที่ผ่านมา ธปท. ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อวางรากฐานของระบบการเงินเพื่อความยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือ ‘Thailand Taxonomy’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นมาตรฐานกลางในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ทุกภาคส่วนใช้เกณฑ์เดียวกันในการประเมินและตัดสินใจลงทุน

    ด้านสถาบันการเงินก็ได้เร่งขยายบทบาทด้านความยั่งยืนมากขึ้น โดยธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เริ่มจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านเพื่อกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่หลายแห่งเพิ่มเป้าหมายสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนขึ้น 2-3 เท่า พร้อมเปิดพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมทางการเงินและการพัฒนาตลาดคาร์บอนผ่านกลไกแซนด์บ็อกซ์ด้านกฎระเบียบ (Regulatory Sandbox)

    นอกจากนี้ ธปท. ยังเดินหน้าโครงการ Financing the Transition เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เข้าถึงเงินทุนสำหรับการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยสามารถสนับสนุนผู้ประกอบการได้แล้วกว่า 700 ราย และอนุมัติสินเชื่อรวมมากกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปีที่ผ่านมา

    สมชายย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้านควบคู่กัน เงินทุนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ ภาคธุรกิจยังต้องเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือวัดผล และข้อมูลที่จำเป็นต่อการวางแผนปรับตัวในระยะยาว

    เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม ธปท. ได้เริ่มดำเนินโครงการในภาคเศรษฐกิจสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับภาคพลังงานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ ขณะเดียวกันยังร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมพัฒนาโครงการ Green Resolution for Hotels เพื่อสนับสนุนธุรกิจโรงแรมในการวัดและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    ส่วนด้านกฎระเบียบ ธปท. ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์หลายส่วนเพื่อช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้น เช่น การผ่อนปรนเกณฑ์สินเชื่อรายใหญ่สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ผ่านโครงการ Portfolio Guarantee Scheme: PGS และมาตรการแบ่งปันความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อสำหรับโครงการด้านความยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับสถาบันการเงินของรัฐ อาทิ ธนาคารออมสิน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงเงินทุนของภาคธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น ขณะที่ในปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัด Global Policy Forum on Natural Capital 2026 ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่มุ่งหารือแนวทางพัฒนานโยบายเศรษฐกิจและระบบการเงินโดยคำนึงถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติในฐานะทุนสำคัญของการพัฒนา

    สมชายกล่าวว่า การขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง เพราะการปรับตัวได้เร็วจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ส่วนด้านการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ธปท. ได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์หลายส่วนเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น อาทิ การผ่อนปรนเกณฑ์สินเชื่อรายใหญ่สำหรับโครงการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ผ่านโครงการ Portfolio Guarantee Schem และมาตรการแบ่งปันความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ทั้งยังทำงานร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงเงินทุนของภาคธุรกิจให้ครอบคลุมมากขึ้น และสร้างกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านในวงกว้าง

    สำหรับก้าวต่อไป ในปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Policy Forum on Natural Capital 2026 ซึ่งเป็นเวทีนานาชาติที่เปิดให้ภาครัฐ ภาคการเงิน และผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการเงินที่คำนึงถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ

    “การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นการสร้างระบบการเงินที่ช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ทัน จึงมีความสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต” สมชายกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5931288/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LTxhCFCmjXMc32l7ayg2c

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 09 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 09 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 10.35 น.

    กลยุทธ์: ทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัว
    แนวต้าน: $4,400 = 67,800 บาท
    แนวรับ: $4,250 = 66,600 บาท
    .
    ราคาทองคำสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเป็นอย่างไร หลังตลาดจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยโลก? ราคาทองคำในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มผันผวนสูง โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ของสหรัฐฯ หากเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าคาด อาจเพิ่มโอกาสที่ FED จะใช้นโยบายดอกเบี้ยเข้มงวดต่อ ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อทองคำในระยะสั้น ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
    .
    ราคาทองคำสัปดาห์นี้มีแนวโน้มผันผวนสูง โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ของสหรัฐฯ หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คงดอกเบี้ยสูงนานขึ้นหรือใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อ ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลงและกดดันราคาทองคำในระยะสั้น
    .
    นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ตลาดยังจับตาท่าทีของธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่น หากหลายประเทศเริ่มขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน จะยิ่งทำให้สภาพคล่องทั่วโลกตึงตัวมากขึ้น ขณะที่แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยหนุนทองคำ แต่ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับเรื่องดอกเบี้ยและสภาพคล่องมากกว่าความกังวลด้านสงคราม
    .
    ในด้านกลยุทธ์ นักลงทุนจำนวนมากยังมองว่าการย่อตัวของทองคำเป็นโอกาสทยอยสะสมมากกว่าการเข้าสู่ขาลงเต็มตัว โดยควรแบ่งไม้ลงทุนเป็นระยะและไม่ไล่ราคา เพราะในระยะยาวทองคำยังมีแรงหนุนจากเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่
    .
    สรุปแล้ว ราคาทองคำในสัปดาห์นี้ยังมีแนวโน้มผันผวนจากการรอผลตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ของสหรัฐฯ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจหลักทั่วโลก หากเงินเฟ้อยังสูงและดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อ อาจกดดันราคาทองคำในระยะสั้นได้ แต่ในระยะยาวทองคำยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การย่อตัวของราคายังคงถูกมองเป็นโอกาสสำหรับการทยอยสะสมของนักลงทุนหลายราย

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-09-jun-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2idBdDqS-Ry9LoVPtEB1Yb

  • “ณรงค” อ่านจังหวะ “เศรษฐกิจไทย” ยังไม่เข้าสู่ยุคต้มยำกุ้ง แม้จะขาดดุลฯเรื้อรัง | TOPNEWS

    “ณรงค” อ่านจังหวะ “เศรษฐกิจไทย” ยังไม่เข้าสู่ยุคต้มยำกุ้ง แม้จะขาดดุลฯเรื้อรัง | TOPNEWS

    “ณรงค” อ่านจังหวะ “เศรษฐกิจไทย” ยังไม่เข้าสู่ยุคต้มยำกุ้ง แม้จะขาดดุลฯเรื้อรัง

    • เผยแพร่ : 09/06/2026 16:07

    “ณรงค” อ่านจังหวะ “เศรษฐกิจไทย” ยังไม่เข้าสู่ยุคต้มยำกุ้ง แม้จะขาดดุลฯเรื้อรัง-สะสมต่อเนื่อง แนะถอดบทเรียนอินโดฯมาปรับตัว

    #topnewstv #เศรษฐกิจ #เงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1597303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jJ94jed7MEaNZEiYyMA7A

  • Zoom In: โจทย์หิน กนง.แก้เศรษฐกิจเปราะบาง ชั่งน้ำหนัก”เงินเฟ้อ-หนี้ SMEs” ตรึงดอกเบี้ยบล็อกเสี่ยง : อินโฟเควสท์

    Zoom In: โจทย์หิน กนง.แก้เศรษฐกิจเปราะบาง ชั่งน้ำหนัก”เงินเฟ้อ-หนี้ SMEs” ตรึงดอกเบี้ยบล็อกเสี่ยง : อินโฟเควสท์

    SCB – KTB ประสานเสียงเก็ง กนง. “คงดอกเบี้ยนโยบาย” พยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง มองแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งอุปทานจากผลกระทบสงครามเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว พร้อมชี้กำลังซื้อครัวเรือน และ SMEs ยังอ่อนแอเกินกว่าจะรับมือภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น เชื่อ กนง.เก็บ Policy Space ยาวตลอดทั้งปีเพื่อรับมือความไม่แน่นอน มากกว่ารีบขยับดอกเบี้ยซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศหากหมดโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ

    นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดในปีนี้ ยังไม่ตอบสนองต่อแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานที่มองว่าอาจเป็นเพียงแต่สถานการณ์ระยะสั้น และคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในปี 70 อีกทั้งความสามารถในการชำระหนี้ของ SMEs ยังแย่ลงจากผลของสงคราม ดังนั้น กนง.จึงน่าจะคงดอกเบี้ยเพื่อให้ภาวะการเงินไทยไม่ตึงตัวขึ้น จนส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    *ตลาดไม่ปิดประตู กนง.ขึ้นดอกเบี้ย จากแรงกดดันเงินเฟ้อ

    อย่างไรก็ดี หากดูที่ตลาด overnight interest rate swap จะสะท้อนได้ว่า ตลาดมอง กนง.อาจขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ได้ โดยให้โอกาสราว 70-80% และอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีหน้า

    นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดการเงินมองว่า กนง.อาจขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ได้ คือ แรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นมาเร็วตั้งแต่เกิดสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับสูงขึ้นมาก โดยไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานค่อนข้างสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    แต่ทั้งนี้ มองว่า กนง.น่าจะไม่ให้น้ำหนักกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากฝั่งอุปทานมากนัก เพราะหากมองที่คาดการณ์เงินเฟ้อในระยะต่อไปจนถึงปีหน้า หากสงครามสามารถจบลงได้ในช่วงกลางปีนี้ ก็น่าจะเห็นเงินเฟ้อปรับลดลงได้ตั้งแต่ปี 70 เป็นต้นไป ซึ่งน่าจะทำให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อในปีหน้ากลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 1-3% นอกจากนี้ เงินเฟ้อเดือนล่าสุด (พ.ค.69) ที่เพิ่งออกมายังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์อีกด้วย จึงลดแรงกดดันในประเด็นนี้ลงไปได้

    “ถึงแม้แรงกดดันฝั่งอุปทาน จะยังทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวอยู่ แต่เริ่มเห็นสัญญาณของฝั่งอุปสงค์ที่อาจอ่อนแอลง สะท้อนจากสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่โตค่อนข้างต่ำ และหดตัวในบางกลุ่มสินค้า ดังนั้น จึงพอเป็นสัญญาณที่สะท้อนได้ว่า เศรษฐกิจ และการบริโภคครัวเรือนอาจยังอ่อนแอ” นายวชิรวัฒน์ กล่าว

    • ครัวเรือนไทยเปราะบางสูงขึ้น

    นายวชิรวัฒน์ ชี้ว่า หากดูที่อุปสงค์ในประเทศ ยังพบว่ารายได้ครัวเรือนไทยลดลง และพึ่งพารายได้จากเงินช่วยเหลือมากขึ้น โดยถึงแม้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะโตได้ราว 2% แต่ก็เป็นเพราะมีมาตรการภาครัฐเข้ามาอุดหนุนการใช้จ่ายของครัวเรือน โดยภาครัฐกู้เงินถึง 4 แสนล้านบาทเพื่ออัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี หากผลจากมาตรการนี้หมดไป เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบางอาจจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้

    “ในระยะต่อไป รายได้แรงงานอาจถูกกดดันจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงอีก (สะท้อนจากข้อมูลตลาดแรงงาน Q1/26 ที่เริ่มเปราะบางขึ้น) ตลอดจนความเสี่ยงที่แรงงานอาจถูก AI ทดแทน ก็ยังเป็นความท้าทายที่ต้องจับตา นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยที่ยังตึงตัว และสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ยังทรงตัวสูง ดังนั้น จึงมองว่า กนง. อาจต้องคงดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ภาวะการเงินตึงตัวเกินไปและเพิ่มภาระทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน” นายวชิรวัฒน์ กล่าว

    อย่างไรก็ดี การที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจในภาวะที่เงินเฟ้อยังมีแนวโน้มเร่งตัวอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ก็ดูจะเป็นนโยบายที่อาจยังไม่เหมาะสม การคงดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรอประเมินผลของปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และเก็บ Policy space เอาไว้ จึงดูเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากกว่า

    • ปัจจัยต่างประเทศที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ กนง.

    สำหรับปัจจัยจากต่างประเทศที่อาจเข้ามากระทบการตัดสินใจของ กนง. เช่น นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาท นายวชิรวัฒน์ มองว่าปัจจัยเหล่านี้จะยังไม่เป็นแรงกดดันมากนัก เนื่องจากคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยในปีนี้เช่นกัน (แม้ว่าตลาดจะมองว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม) ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยจะยังคงที่ จึงไม่เพิ่มแรงกดดันต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาท

    ในช่วงที่ผ่านมา มุมมองของนักลงทุนโลกต่อสินทรัพย์ของไทยยังค่อนข้างดี เพราะการเมืองกลับมามีเสถียรภาพ และรัฐบาลยังสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีวินัย จึงทำให้ตลาดลดความกังวลในจุดนี้ลง เงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่ผ่านมาจึงไม่ผันผวนมากนัก (แม้ว่าจะไหลออกไปมากในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเกิดสงครามในตะวันออกกลาง)

    ดังนั้น ไม่มีแรงกดดันที่ กนง.จะต้องใช้เครื่องมือนโยบายการเงินเพื่อเข้ามาดูแลเสถียรภาพของตลาด แตกต่างจากประเทศอินโดนีเซียในขณะนี้ที่ตลาดหุ้นถูกเทขายรุนแรง เงินทุนไหลออก ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ธนาคารกลางของอินโดนีเซียมีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อประคองภาวะตลาดการเงิน

    *KTB ประเมิน กนง.คงดอกเบี้ยยาว-หามาตรการเสริมช่วย

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย มองในทิศทางเดียวกันว่า กนง.มีแนวโน้มที่จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 69 และอาจยาวไปถึงปี 70 แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ก็มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ

    ขณะเดียวกัน ด้วยสภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังซื้อและอุปสงค์อ่อนแอ ประกอบกับโครงสร้างตลาดแรงงานที่ไม่ได้เอื้อต่อการปรับค่าจ้างให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ (ไม่มีภาพของ Wage-Price spiral) จะทำให้ไม่เกิดผลของ 2nd round effect ที่รุนแรงและสร้างแรงส่งเพิ่มเติมต่อเงินเฟ้อ จนทำให้ กนง.กังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อเหมือนในฝั่งธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ จนนำไปสู่การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้

    และหากพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการ กนง.ที่ล่าสุดเพิ่งมีสมาชิกใหม่เข้ามา 1 คน อาจพอประเมินได้ว่า เสียงส่วนใหญ่ (หรืออาจเกือบทั้งหมด) จะยังคงเห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเหมาะสมต่อสภาพเศรษฐกิจไทย และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง

    นายพูน มองว่า ควรจับตาท่าทีของ กนง.ในกรณีที่หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น (ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงแตะระดับ 150 ดอลลาร์/บาร์เรล) ซึ่งแน่นอนว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นตาม แต่เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    “จึงเป็นที่น่าคิดว่า ทางแบงก์ชาติจะรับมืออย่างไร ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงหนัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง หรืออาจจะเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation” นายพูน กล่าว

    พร้อมระบุว่า หากอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางและระยะยาวไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กนง.อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมใช้มาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น มาตรการดูแลลูกหนี้ที่เฉพาะเจาะจง เน้น SMEs และครัวเรือน กลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้ ภายใต้สภาวะดังกล่าว อาจต้องมีการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน เนื่องจากเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรไทยเสี่ยงปั่นป่วนจากแรงขายพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวที่อาจเห็นบอนด์ยีลด์เร่งตัวสูงขึ้น

    “แต่หากอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง และระยะยาว เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กนง.มีโอกาสที่จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยบ้าง 25-50bps เพื่อคุมให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ยังคงยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 1-3% ของแบงก์ชาติ แต่สิ่งที่จะตามมา และหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงหนัก ซึ่งจะทำให้แบงก์ชาติต้องพิจารณาและประเมินผลดี ผลเสียระหว่างการคุมเงินเฟ้อ กับการประคับประคองเศรษฐกิจ” นายพูน กล่าว

    อย่างไรก็ดี หากทางรัฐบาลพร้อมใช้มาตรการช่วยเหลือหรือพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม กนง. อาจจะพิจารณาเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย (เพื่อคุมเงินเฟ้อ) ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากอาจประเมินว่า “การขึ้นดอกเบี้ยบ้าง” อาจไม่ได้ส่งผลกระทบกดดันต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรง หากได้แรงหนุนจากนโยบายของภาครัฐ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/599471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mJUjBuZX8XJ3rd7GTcDpI

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (9 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 50 สตางค์

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (9 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 50 สตางค์

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (9 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 50 สตางค์

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (9 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท.ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 50 สตางค์ อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซลทุกชนิด 70 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยม ลดราคา 1 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 6 มิ.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 52.69 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 53.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 43.10 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 42.73 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 38.10 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 34.04 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 59.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 41.30 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.80 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 59.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 41.30 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.80 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (9 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 50 สตางค์

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/660842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-wv5oQApIAYCNVmHcQBtw

  • “คราฟต์ไทย” ภูมิปัญญาท้องถิ่น พลังสร้างสรรค์ ดันเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลก

    “คราฟต์ไทย” ภูมิปัญญาท้องถิ่น พลังสร้างสรรค์ ดันเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลก

    สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจฐานรากโต เผย Crafts Bangkok 2026 ตอกย้ำพลังสร้างสรรค์คราฟต์ไทย สร้างยอดขายทะลุเป้ากว่า 193 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพศิลปหัตถกรรมไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่ตลาดร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน

    นายอนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT กล่าวว่า Crafts Bangkok 2026 ปีนี้ เปิดโอกาสให้ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ของผลงานที่ผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับการออกแบบร่วมสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ยังคงให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีเอกลักษณ์ มีคุณค่าเชิงวัฒนธรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    นายอนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT

    นายอนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT

    โยสถาบันฯ ยังคงมุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาศิลปหัตถกรรมไทยในทุกมิติ ทั้งการสร้างโอกาสทางการตลาด การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

    งานนี้ได้รับการตอบรับทั้งจากประชาชน นักสะสม นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างคึกคัก ส่งผลให้เกิดยอดจำหน่ายรวมกว่า 193,484,394 บาท เพิ่มขึ้น 77% และมีผู้เข้าชมงานกว่า 92,215 ราย เพิ่มขึ้น 65% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

    “คราฟต์ไทย”ภูมิปัญญาไทย  พลังสร้างสรรค์ ดันเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลก

    “คราฟต์ไทย”ภูมิปัญญาไทย พลังสร้างสรรค์ ดันเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลก

    ผอ. SACIT กล่าวอีกว่า งาน Crafts Bangkok 2026 ไม่เพียงสะท้อนผ่านตัวเลขยอดขายและจำนวนผู้เข้าชมยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของงานศิลปหัตถกรรมไทยในฐานะกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนทั่วประเทศ โดยผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยที่เข้าร่วมงานสามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ขยายฐานลูกค้า และต่อยอดสู่โอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของช่างฝีมือและชุมชนผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรม ในทุกภูมิภาค

    นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่า งานศิลปหัตถกรรมไทยไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรม ยังเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ กระจายรายได้สู่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโต ควบคู่กับการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน

    “คราฟต์ไทย”ภูมิปัญญาไทย  พลังสร้างสรรค์ ดันเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลก

    “คราฟต์ไทย”ภูมิปัญญาไทย พลังสร้างสรรค์ ดันเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลก

    ทั้งนี้เชื่อว่างาน Crafts Bangkok จะเป็นเวทีและกลไกสำคัญในการยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล สร้างโอกาสทางการค้า พัฒนาศักยภาพผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์ และผลักดันให้ศิลปหัตถกรรมไทยเป็น กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    Micro SME ต่อยอดวิถีชุมชน สู่“หมอนปล่อง”

    นายกฤช วงศ์วรพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง อยู่ลำพูน ซึ่งผลิตหมอนปล่อง จ.ลำพูน กล่าวว่า เริ่มต้นจากเห็นบ้านคุณยายมีหมอนเก่าแบบ หมอนปล่อง ใช้ในพิธีกรรมโบราณของล้านนา จึงทดลองแกะแบบแล้วนำมาปรับให้ใช้งานสะดวก พัฒนาลวดลายให้ร่วมสมัย ก่อนนำไปวางขายจนได้รับกระแสตอบรับดี โดยเริ่มทำตลาดอย่างจริงจังได้ 2 ปี โดยนำสินค้าไปออกงาน เชียงใหม่ ดีไซน์ วีค ได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างชาติเป็นอย่างมาก โดย 90% เป็นชาวต่างชาติ ทำให้เห็นโอกาสในการพัฒนาสินค้าต่อ ก่อนจะได้พบกับ SACIT และได้รับคำแนะนำ รวมถึงโอกาสในการออกงานแสดงสินค้า

    นายกฤช วงศ์วรพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง อยู่ลำพูน  ซึ่งผลิตหมอนปล่อง จ.ลำพูน

    นายกฤช วงศ์วรพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง อยู่ลำพูน ซึ่งผลิตหมอนปล่อง จ.ลำพูน

    งานคราฟต์ที่สะท้อนการต่อยอดภูมิปัญญาพื้นบ้าน และหมอนปล่อง ซึ่งที่เคยเห็นจะนิยมในในงานพิธีกรรมแบบล้านนา ทำให้มีความสนใจและมองว่าสามารถนำมาต่อยอดและสร้างได้ ให้กับตัวเองและชุมชน รวมถึงคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนให้มีรายได้เล็กๆน้อยๆไม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน โดยกำลังการผลิตเฉลี่ย 100-200 ชิ้น เพราะเป็นงานเย็บมือ ทำให้ต้องใช้ความละเอียดเป็นอย่างมาก

    ปัจจุบันวางขายที่งานแสดงสินค้าในกรุงเทพฯ ตลาดออนไลน์ และฝากขายในพื้นที่ เช่น เกษรอัมรินทร์ ไอคอนคราฟต์ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ นักท่องเที่ยว และผู้ชื่นชอบงานลักษณะนี้

    “คราฟต์ไทย”ภูมิปัญญาไทย  พลังสร้างสรรค์ ดันเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลก

    “คราฟต์ไทย”ภูมิปัญญาไทย พลังสร้างสรรค์ ดันเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลก

    สิ่งที่คาดหวังไม่ใช่เพียงยอดขาย แต่อยากให้หมอนปล่องยังคงอยู่ต่อไป แม้อาจไม่ใช่รูปแบบดั้งเดิมทั้งหมด เพราะข้อจำกัดของวัสดุและการใช้งานเดิมทำให้เสียหายง่าย แต่เมื่อปรับให้ใช้งานได้จริงและเข้าถึงชีวิตประจำวันมากขึ้น ก็ทำให้คนรู้จักหมอนปล่องมากขึ้น

    วิเศษศิลป์  ผู้ผลิตงานทองเหลือง

    วิเศษศิลป์ ผู้ผลิตงานทองเหลือง

    ด้านนางมณท์สุชาติ หอมระรื่น ผู้ประกอบการวิเศษศิลป์ ผู้ผลิตงานทองเหลือง กล่าวว่า การร่วมงานกับ SACIT ช่วยให้สินค้าได้รับการพัฒนาและผลักดันต่อเนื่อง โดยครั้งนี้เป็นการออกงานประมาณครั้งที่ 4 จากเดิมที่ผลงานมีรูปแบบค่อนข้างเรียบ ก่อนเข้าร่วมโครงการพัฒนาแนวคิดด้านดีไซน์ต่อเนื่อง 3 ปี ทำให้ได้ทำงานร่วมกับนักออกแบบ และมองเห็นแนวทางใหม่ ๆ ที่ผู้ผลิตอาจไม่เคยนึกถึง ทำให้งานหัตถกรรมไทยถูกปรับให้เข้ากับตลาดร่วมสมัย ทั้งด้านดีไซน์ การใช้งาน วัตถุดิบ ความยั่งยืน และช่องทางเข้าถึงผู้บริโภค

    อ่านข่าว:

    “พาณิชย์” ดันคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก ชูช่างฝีมือไทยสู่การเป็น “ของขวัญแห่งชาติ”

    Crafts Bangkok “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ต่อยอดหัตถกรรมไทยสู่ตลาดโลก

    ดันหัตถศิลป์ไทยสู่เวทีโลก SACIT เดินหน้าปั้น New Young Craft

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RRpwd5o1XgwJJCXqhrKV-

  • ซีพี แอ็กซ์ตร้า ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะอาหารสู่มูลค่าเพิ่ม

    ซีพี แอ็กซ์ตร้า ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะอาหารสู่มูลค่าเพิ่ม

    ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ภาคธุรกิจเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการผลักดันแนวทางการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดปริมาณของเสียและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว

    เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ‘แม็คโคร-โลตัส’ เดินหน้าขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน ผ่านการเข้าร่วมโครงการ “ฮักโลก (Hug The Earth)” เพื่อส่งเสริมการบริโภคและการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้บริโภคและสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาสินค้าที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกัน บริษัทยังสานต่อโครงการ “เปลี่ยนขยะ เป็นประโยชน์” ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำอาหารส่วนเกินที่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้เข้าสู่กระบวนการสร้างมูลค่าใหม่ แทนการกำจัดเป็นขยะ เพื่อลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปฝังกลบ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่คุณค่า

    โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกษตรกรนำอาหารส่วนเกินไปใช้เลี้ยงหนอนแมลงโปรตีนสายพันธุ์ Black Soldier Fly (BSF) ซึ่งสามารถนำไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารสัตว์ อาทิ อาหารปลาดุกและอาหารสุนัข ช่วยสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ชุมชน และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น ควบคู่กับการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    cpaxtra-hug-the-earth-circular-economy-food-waste-SPACEBAR-Photo01.jpg

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคค้าส่งและค้าปลีก ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะอาหาร แต่ยังส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เชื่อมโยงประโยชน์สู่ภาคเกษตรกรรม ชุมชน และภาคการผลิตอาหารสัตว์ เกิดเป็นระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วน

    ความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของซีพี แอ็กซ์ตร้า ยังสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2030 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 เพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกไทยสู่ระดับสากล พร้อมสร้างการเติบโตที่สมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    cpaxtra-hug-the-earth-circular-economy-food-waste-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cpaxtra-hug-the-earth-circular-economy-food-waste&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tB5MdnLF1Xq87hyqQEdev

  • ครบ 100 วันสงครามอิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่างไร?

    ครบ 100 วันสงครามอิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่างไร?

    วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนนี้ นับเป็น 100 วันเต็มของสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด แม้ทั้งสองฝ่ายจะส่งสัญญาณแตกต่างกันเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพ และข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวยังคงดำรงอยู่เพื่อเปิดทางให้การทูตเดินหน้าต่อ แต่ยังคงมีการโจมตีทางทหารเกิดขึ้นเป็นระยะ

    ปัจจุบันสงครามยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สี่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินเริ่มปรากฏชัดขึ้นในหลายด้าน ตั้งแต่หุ้น พันธบัตร น้ำมัน ไปจนถึงอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศมหาอำนาจ 

    1) วอลล์สตรีทสวนกระแส หุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่

    ในช่วงแรกหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แต่หลังจากนั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับเดินหน้าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย S&P 500 ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ จากการร่วงลงในช่วงแรก และพุ่งขึ้นทำ All-Time High ได้สำเร็จ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น +18.5% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

    นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดทุนถูกครอบงำด้วยสมมติฐานว่าสงครามจะดันเศรษฐกิจผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่เข้าสู่ภาวะ “Stagflation” แต่ความหวังในศักยภาพ AI และผลกำไรของบริษัทอเมริกันที่แข็งแกร่งได้ช่วยพยุงตลาดเอาไว้
    ความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังสร้างคอขวดใหม่ โดยเฉพาะความต้องการกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศอย่างเกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจจากบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI

    โดยตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้ดีที่สุด 5 อันดับแรกล้วนเป็นตลาดในแถบเอเชีย-แปซิฟิกและสหรัฐฯ นำโดย Kospi ของเกาหลีใต้ ครองอันดับหนึ่งด้วยการพุ่งขึ้นถึง +38.4% ตามด้วย TAIEX ของไต้หวัน ที่ +30.2% สาเหตุหลักมาจากกระแสการลงทุนใน AI และความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ร้อนแรงทั่วโลก

    ด้านตลาดสหรัฐฯ Nasdaq Composite ขึ้นมา +18.5% เป็นอันดับสาม ขณะที่ Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ตามมาที่ +16.2% และปิดท้าย 5 อันดับด้วย S&P 500 ที่ +9.8% ซึ่งสามารถลบล้างการขาดทุนช่วงต้นสงครามได้อย่างสมบูรณ์และทำจุดสูงสุดใหม่ได้สำเร็จ

    ในทางตรงข้าม ตลาดยุโรป ลาตินอเมริกา และแอฟริกาใต้ กลับเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบหนัก โดย FTSE/JSE Top 40 ของแอฟริกาใต้ร่วงลงมากที่สุดถึง -13% ตามด้วย Sao Paulo Bovespa ของบราซิลที่ -9.8% โดยเตือนอีกว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดต่อไป เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นอีก และในที่สุดผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจรุนแรงจนตลาดไม่สามารถมองข้ามได้

    The S&P 500 has wiped off all its Iran war losses
    The S&P 500 has wiped off all its Iran war losses

    2) ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่ง ตลาดตราสารหนี้ผันผวนหนัก

    ต่างจากตลาดหุ้นที่ยังคงแข็งแกร่ง ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเผชิญแรงขายอย่างหนักนับตั้งแต่สงครามปะทุ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อนวิกฤตการเงินโลกปี 2008 โดยล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ขึ้นไปแตะ 5.18% ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ราว 4.97% ขณะที่ ในกลุ่ม G7 ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทุกประเทศโดยไม่มีข้อยกเว้น นำโดย สหราชอาณาจักร (+60.4 bps), ญี่ปุ่น (+55.9 bps) และ สหรัฐฯ (+50.3 bps) ขณะที่ แคนาดา (+28.7 bps) ปรับขึ้นน้อยที่สุดในกลุ่ม

    ด้านนักวิเคราะห์เตือนว่า ตลาดพันธบัตรกำลังส่งสัญญาณว่า “มีสิ่งที่ต้องกังวลจริงๆ” โดยระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่เพียงระดับสูงสุดของเงินเฟ้อหรือดอกเบี้ย แต่คือระยะเวลาที่ทั้งสองปัจจัยจะอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์ปัจจุบันยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลงมากขึ้น และผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูงอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการปรับขึ้นของตลาดหุ้นในระยะต่อไป

    U.S. 30-year Treasury yields have surged (Yield %)
    U.S. 30-year Treasury yields have surged (Yield %)

    3) ราคาน้ำมัน ลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังสูงกว่าก่อนสงครามมาก

    หนึ่งในผลกระทบสำคัญที่สุดของสงครามครั้งนี้ คือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นของสงคราม โดย Brent Crude ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 118.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ราว 95-100 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน

    ด้านปัจจัยที่ช่วยจำกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านและรัสเซีย ความต้องการใช้น้ำมันของจีนที่ลดลง การใช้เส้นทางขนส่งทางเลือก การส่งออกน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นและภาวะ Demand Destruction หรือความต้องการที่ลดลงเพราะราคาสูง อย่างไรก็ตามหากสต็อกน้ำมันโลกยังคงลดลงต่อเนื่อง ราคาน้ำมันอาจกลับขึ้นไปเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดปัญหาด้านอุปทานอย่างรุนแรง ปัจจุบันแม้ราคาจะร่วงลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงสูงกว่าระดับก่อนสงครามอย่างมีนัยสำคัญ โดย Brent ยังสูงกว่าก่อนสงครามราว 36% และ WTI สูงกว่าเกือบ 50% ในด้านการค้าน้ำมัน สหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากบทบาทผู้ส่งออกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่วนประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวอีกครั้งจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    Oil prices have cooled, but remain elevated (USD)
    Oil prices have cooled, but remain elevated (USD)

    4) เงินเฟ้อขึ้นทั่วโลก กดดันนโยบายการเงิน

    ด้านผลกระทบของสงครามที่ชัดเจนที่สุดในแง่เศรษฐกิจจริง คือ อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในหลายประเทศ โดยมีพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก หลังสงครามเริ่มต้นในเดือนมีนาคม อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • สหรัฐฯ CPI เดือนเมษายนพุ่งแตะ 3.8% สูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี
    • อินเดียเป็นอีกประเทศที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน เร่งตัวขึ้นมาใกล้ระดับสหรัฐฯ ที่ราว 3.5%
    • กลุ่มยูโรโซนขยับขึ้นสู่ระดับ 3.2%
    • เยอรมนีและฝรั่งเศส ปรับขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 2.5%
    • ญี่ปุ่นและจีน ซึ่งเริ่มต้นจากฐานเงินเฟ้อต่ำเพียง 0-1.5% ต่างมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
    • ในภาพรวมอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ยังคงอยู่เหนือระดับ 4% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม G7 อยู่ที่ประมาณ 2.7-2.8%
    Inflation has risen in many major economies since the war started
    Inflation has risen in many major economies since the war started

    ตลาดการเงินโลกกำลังชินชาต่อสงคราม?

    นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังสร้างความกังวล แต่ตลาดเริ่มตอบสนองต่อข่าวความขัดแย้งน้อยลง คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามการค้าหรือการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตามสัญญาณเชิงบวกยังมีให้เห็น เนื่องจากการสนับสนุนสงครามในสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และนักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังมองหาทางออกที่พอรับได้ ซึ่งหากเกิดขึ้น ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ และการเจรจาสันติภาพยังคงชะงัก ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกก็ยังคงอยู่ในระดับสูง

    ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า 100 วันของสงครามอิหร่านไม่ได้สร้างภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทันที แต่ได้เปลี่ยนสมดุลของตลาดโลกอย่างชัดเจน ทั้งด้านพลังงาน เงินเฟ้อ พันธบัตร และการไหลของเงินลงทุน โดยสหรัฐฯ และประเทศที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI กลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

    อ่านเพิ่มเติม 

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/global_economics/2938291&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oFlmIaitFe9AZZ-BfsriO

  • รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย

    รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย

    รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย


    9/06/2569 | 11 |

    รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย
    บทสรุป
    หน่วยงานภาครัฐ 4 หน่วยงาน 5 รัฐมนตรี ผนึกกำลังลงพื้นที่จังหวัดพัทลุงและสงขลา เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย คุณภาพชีวิตของประชาชน และการศึกษา ประกอบด้วย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานปิดโครงการ Soft Power สาขาแฟชั่น ที่กรมประชาสัมพันธ์จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อยกระดับผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดสากล พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชน
    สวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นสักขีพยานในพิธีประกาศปฏิญญาการขับเคลื่อน “สงขลาไมซ์ซิตี้” สู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ระหว่างองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 40 แห่ง เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการสร้างอนาคตของจังหวัดสงขลาให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการอย่างสมดุล ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา แนะแนวทางและแรงบันดาลใจในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมการใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ ภายใต้โครงการ South Innovation Bridge โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกัน ยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ ส่งเสริม “เศรษฐกิจเวลเนส” (Wellness Economy) ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง ยกระดับ “เศรษฐกิจฮาลาล” และการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเตรียม พร้อมรับมือภัยพิบัติ ด้านนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 
    ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง เพื่อเปิดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อเปิดโครงการ “พม.เคลื่อนที่ สร้างสุข สวัสดิการทุกช่วงวัย จังหวัดสงขลา” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการร่วมมือของทุกภาคส่วนในการดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างรอบด้าน ทั้งเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส ครัวเรือนเปราะบาง ผ่านการให้บริการแบบเชิงรุก เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง แก้ปัญหาทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้และชุมชนมีความเข้มแข็ง 

    รายละเอียด
    (8 มิ.ย. 69) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานปิดโครงการ Soft Power สาขาแฟชั่น ที่กรมประชาสัมพันธ์จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อยกระดับผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดสากล ตามนโยบายผลักดัน Soft Power ไทยของรัฐบาล มีการจัดแสดงผลงานจาก 10 ชุมชน กว่า 100 ผลิตภัณฑ์ พร้อมแฟชั่นโชว์ “THE WALK OF WOVEN IDENTITIES” ที่นำลายผ้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาออกแบบใหม่ให้ร่วมสมัย สะท้อนว่าผ้าไทยสวมใส่ได้จริงทุกวัน และต่อยอดเป็นรายได้ให้ชุมชน
    การจัดงานครั้งนี้เป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟูผ้าไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสร้างอาชีพแก่ประชาชนทั่วประเทศ และสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ และร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงนำผ้าไทยสู่เวทีโลกผ่านโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” จนได้รับการถวายตำแหน่งทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เป็นพระองค์แรกของโลก
    นางสาวศุภมาส เน้นย้ำว่า ผ้าไทย คือ เรื่องราวของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของคนไทย งานครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักออกแบบและผู้ประกอบการต่อยอดผ้าไทยให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ควบคู่กับการรักษารากเหง้าของชาติเชิญชวนประชาชนสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน โดยทุกครั้งที่เราเลือกผ้าไทย คือการสร้างรายได้ให้ช่างทอไทย และส่งให้ Soft Power ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีประกาศปฏิญญาการขับเคลื่อน “สงขลาไมซ์ซิตี้” สู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ระหว่างองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 40 แห่ง และเปิดกิจกรรม MICE Bazaar 2026 : Songkhla MICE Mart Plus Series ภายใต้แนวคิด “SONGKHLA SYNERGY: The Pillar of the Future” ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ (TCEB) เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดสงขลาในการรองรับการจัดงานไมซ์ระดับประเทศและนานาชาติ ต่อยอดการพัฒนาเมืองสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจไมซ์แห่งอนาคต โดยเน้นย้ำถึงศักยภาพของจังหวัดสงขลาในฐานะเมืองไมซ์ที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งด้านสถานที่จัดงานและ
    ห้องประชุมมาตรฐานสากลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน TMVS (Thailand MICE Venue Standard) มากกว่า 10 แห่ง ประกอบกับความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ ชุมชน ร้านอาหาร ระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงครบทุกมิติ และจิตวิญญาณแห่งการเป็นเจ้าบ้านที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก โดยภาครัฐพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณาการความร่วมมือ สนับสนุนภาคเอกชนและภาควิชาการ เพื่อสร้างการจ้างงาน กระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียน และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ภายในงานมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านเวที Fireside Chat และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจผ่านระบบ Live Connectivity เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดสู่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ภาคใต้ได้มากกว่า 50 ล้านบาท และก่อให้เกิดคู่เจรจาทางธุรกิจกว่า 1,500 คู่
    จังหวัดสงขลาได้รับการยกระดับเป็นเมืองไมซ์ซิตี้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2562 และได้รับการต่ออายุสถานะในปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการบริหารจัดการและศักยภาพของเมืองที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมทั้งเป็นหนึ่งในเมืองไมซ์ชั้นนำของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างสมดุลควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภาคใต้ ที่มีความพร้อมทั้งทางอากาศ ทางราง ทางถนน และท่าเรือน้ำลึก มีทรัพยากรธรรมชาติที่งดงามและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น สามารถดึงดูดนักเดินทางไมซ์จากทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่ การประกาศปฏิญญาขับเคลื่อนสงขลาไมซ์ซิตี้ในครั้งนี้ จึงเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการสร้างอนาคตของจังหวัดสงขลาให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ขับเคลื่อน การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการอย่างสมดุลและยั่งยืน
    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ จังหวัดสงขลา ณ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย แจ้งข่าวดีแก่นักเรียนและโรงเรียนถึงความคืบหน้าเรื่องงบประมาณ
    ในการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ ซึ่งได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกระทรวงศึกษาจะยกเลิกโครงการและการประเมินต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น เช่น โครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งจะช่วยคืนเวลาให้ครูได้ดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่มากขึ้น พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “แนวทางและแรงบันดาลใจในการเข้ามหาวิทยาลัย” ให้คำแนะนำแก่นักเรียนในการเลือกเข้าศึกษาต่อว่า อย่าตัดสินใจเลือกเพียงเพราะค่านิยมหรือชื่อของหลักสูตร แต่ให้เข้าไปดูรายละเอียดอย่างเจาะลึกว่าตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 ต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง และวิชาเหล่านั้นคือสิ่งที่ตนเองมีความสุขที่จะเรียนหรือไม่ พร้อมฝากข้อคิดที่สำคัญว่า “อย่าไปแคร์ว่าหลักสูตรชื่ออะไร เพราะอีกหน่อยอาชีพจะเปลี่ยน พออาชีพเปลี่ยน สิ่งที่อยู่กับเราคือองค์ความรู้พื้นฐาน ซึ่งองค์ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น แคลคูลัส เซต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ หรือแม้แต่ความรู้ด้านสังคม ประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณความเป็นพลเมือง และความมี Empathy จะอยู่ติดตัวเราตลอดไป และเราสามารถที่จะใช้องค์ความรู้พื้นฐานตรงนี้ ทำอะไรก็ได้ให้เกิดอาชีพใหม่ของเรา”
    นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ลงพื้นที่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ (จ.สงขลา) เพื่อเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมการใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ ภายใต้โครงการ South Innovation Bridge การเชื่อมโยงเครือข่ายนวัตกรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมีนวัตกรรมเด่นที่ขยายผลเพื่อพัฒนาภูมิภาค ได้แก่ นวัตกรรมไบโอดีเซลสำหรับภาคการเกษตรและประมง ที่เปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานทดแทน ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับภาคการเกษตรและประมง นวัตกรรมเครื่องแปลงขยะอินทรีย์และเศษวัชพืช เป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ในระดับชุมชนและภูมิภาค ด้านภาคการเกษตรเชิงพาณิชย์ ได้แก่ นวัตกรรมการเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืนด้วย RSPO ช่วยยกระดับการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรภาคใต้ และนวัตกรรมยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกสำหรับงานหัตถกรรมจักสาน เป็นการยกระดับภูมิปัญญา
    จักสานด้วยวัสดุทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยและแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน การยกระดับเศรษฐกิจของภาคใต้จะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับความยั่งยืนเสมอ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการกับจุดเด่นทางทรัพยากรของพื้นที่ด้วยการส่งเสริม “เศรษฐกิจเวลเนส” (Wellness Economy) ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง การยกระดับ “เศรษฐกิจฮาลาล” ให้เป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค และการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักศึกษาในพื้นที่ได้เข้ามาต่อยอดองค์ความรู้เชิงลึก โดยมีโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์เป็นพื้นที่แห่งการทดลองและลงมือทำจริง ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยน งานวิจัยให้กลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
    นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง ณ นิคมสร้างตนเองควนขนุน เปิดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย “สร้างสังคมดี มีโอกาส เพื่อคนไทย
    ทุกคน” สู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่จังหวัดพัทลุง พร้อมพบปะพูดคุยกับสมาชิกนิคมฯ รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนามาตรการ และนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
    และแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด จังหวัดพัทลุง เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชุมชน ทุนมนุษย์ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย ด้วยศักยภาพและพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะต่อยอดทุนทางสังคมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมอย่างเข้มแข็ง และสร้างสังคมที่ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง และมีโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเท่าเทียม 
    นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคใต้ เพื่อเปิดโครงการ “พม.เคลื่อนที่ สร้างสุข สวัสดิการทุกช่วงวัย จังหวัดสงขลา” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของเครือข่ายท้องถิ่นทุกภาคส่วนในการดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างรอบด้าน ทั้งเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงครัวเรือนเปราะบาง ผ่านการให้บริการแบบเชิงรุก เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง 
    แก้ปัญหาทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้และชุมชนมีความเข้มแข็ง 

    แนวทางการสื่อสาร 
    1. นำเสนอหน่วยงานภาครัฐมุ่งมั่นยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ไทย และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
    ทุกช่วงวัย ผ่านการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง
    2. นำเสนอประโยชน์ที่ประชาชนและจังหวัดจะได้รับจากการผลักดันนโยบายสำคัญลงสู่พื้นที่ เพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาส ให้กับประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งผลให้เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น   

    แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร
    #5รัฐมนตรีลงพื้นที่พัทลุงสงขลา #ยกระดับเศรษฐกิจ #SoftPowerผ้าไทย #พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย      #สำนักนายกรัฐมนตรี #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงศึกษาธิการ #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง 
    ——————————————
    รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
    จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306
       นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710 
           นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693 
           นายปฏิพล หวิงปัด นักสื่อสารมวลชนปฏิบัติการ
     


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/510605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12nOmjsGeh2vvFMMgqRNN4