
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ก.ค.69) ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เข้าร่วมงาน “The Secret Sauce Business Weekend 2026 อีสาน” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักข่าว THE STANDARD ระหว่างวันที่ 17-18 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดขอนแก่น เพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจภูมิภาคอีสาน พร้อมพบปะหารือและรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการในพื้นที่
ดร.สันติธาร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกกำลังเปิดโอกาสครั้งใหม่ให้ประเทศไทยและภูมิภาคต่าง ๆ สามารถยกระดับศักยภาพของตนเองได้ หากสามารถใช้จุดแข็งของแต่ละพื้นที่ให้สอดรับกับทิศทางของโลก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ที่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) และเป็นประตูเชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ ในเวที “Thailand Comeback เทรนด์เศรษฐกิจไทยและโอกาส” ดร.สันติธาร ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตด้านพลังงาน เงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา แต่การเปลี่ยนแปลงของโลกจากเมกะเทรนด์สำคัญ ทั้งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างประชากร แม้จะเป็นความท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่บทบาท “Trusted Connector Economy” หรือ “เศรษฐกิจผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความเชื่อมั่น” โดยอาศัยจุดแข็งด้านความน่าเชื่อถือ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค เพื่อสร้างบทบาทใหม่ของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลก
สำหรับภาคอีสาน สามารถต่อยอดโอกาสจากเมกะเทรนด์ดังกล่าว ทั้งการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ธุรกิจสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ พลังงานสะอาด รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มผลิตภาพของผู้ประกอบการและขยายโอกาสสินค้าไทยสู่ตลาดโลก
ขณะเดียวกัน จากการหารือกับผู้ประกอบการในภูมิภาคอีสานผ่านกิจกรรม Roundtable: Esan Entrepreneurs พบว่า ผู้ประกอบการในพื้นที่มีศักยภาพในหลายอุตสาหกรรม อาทิ การขนส่ง อาหาร สิ่งทอ การผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยแม้อุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) แต่ยังสามารถแข่งขันในระดับโลกและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ จากจุดแข็งด้านคุณภาพ งานฝีมือ ความประณีต และความคิดสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการได้สะท้อนถึงข้อจำกัดสำคัญ คือ ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในภูมิภาค
ดร.สันติธาร กล่าวว่า การสนับสนุนภาคธุรกิจในระยะต่อไปไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ แต่ควรให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพอยู่แล้ว ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
พร้อมกันนี้ การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจำเป็นต้องดำเนินนโยบาย 3 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ การประคับประคองเศรษฐกิจในปัจจุบันเพื่อดูแลค่าครองชีพและเศรษฐกิจฐานราก การเร่งเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านพลังงานเพื่อลดต้นทุนและเสริมความมั่นคง และการลงทุนเพื่ออนาคตผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทุนมนุษย์ การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อรองรับการลงทุนและการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ ดร.สันติธาร ย้ำว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนในทุกภูมิภาคเข้าถึงงานที่มีคุณภาพและโอกาสทางธุรกิจได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนรุ่นใหม่สามารถเลือกเติบโต ทำงาน และประกอบธุรกิจในภูมิภาคของตนเอง เพื่อให้ทุกพื้นที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/848829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JyDfd1J0zQDCciW06EHiB
