Category: เศรษฐกิจ

  • วช. ดันงานวิจัยสังคมศาสตร์สู่เศรษฐกิจฐานราก ปิดท้ายหลักสูตร RUSH ระยะ 2 ภาคอีสาน ชู อธิปไตยทางวิชาการ

    วช. ดันงานวิจัยสังคมศาสตร์สู่เศรษฐกิจฐานราก ปิดท้ายหลักสูตร RUSH ระยะ 2 ภาคอีสาน ชู อธิปไตยทางวิชาการ

    วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.11 น.

    วช. ดันงานวิจัยสังคมศาสตร์สู่เศรษฐกิจฐานราก ปิดท้ายหลักสูตร RUSH ระยะ 2 ภาคอีสาน ชู “อธิปไตยทางวิชาการ”

    7 กรกฎาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้มีการจัดการอบรมหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ระยะ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) (The Research Utilizations Program for Social Sciences and Humanities Phase II: RUSH) ขึ้น ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีเพื่อเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับศักยภาพนักวิจัยไทยขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ได้จริง

    นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประธานกล่าวเปิดการอบรม ได้ระบุว่า การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นวาระสำคัญเนื่องจากเป็นการดำเนินงานในพื้นที่สุดท้ายของหลักสูตร RUSH ในระยะนี้ ซึ่งทำให้เครือข่ายนักวิจัยเชื่อมโยงครบถ้วนทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นของภาคอีสานที่เป็นมากกว่าพื้นที่ศึกษา แต่เป็น “พื้นที่แห่งความรู้” โดยได้กล่าวเน้นย้ำว่า:

    “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่รอให้ทฤษฎีจากภายนอกมาอธิบาย แต่เป็นแผ่นดินที่มีทฤษฎีของตนเองรอการค้นพบ และผู้ที่จะค้นพบสิ่งเหล่านั้น ก็คือนักวิจัยที่อยู่ในห้องนี้ทุกท่าน… ด้วยเหตุนี้ วช. จึงมุ่งส่งเสริมให้งานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ก้าวจากการอธิบายปัญหา ไปสู่การชี้ทางออก สร้างโอกาส และเปิดพื้นที่ให้ความรู้จากท้องถิ่นและชุมชนมีพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง”

    ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้ขึ้นกล่าวต้อนรับคณะผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร และผู้เข้าร่วมอบรม ในฐานะเจ้าภาพร่วมจัดงาน โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เข้มแข็ง และได้กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญของโครงการว่า:

    “สำหรับการจัดโครงการอบรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญ ที่เป็นกลไกหนุนเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของประเทศ รวมทั้งขยายโอกาสการเข้าถึงหลักสูตรพัฒนาศักยภาพนักวิจัยสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะการส่งเสริมให้นักวิจัยสามารถพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ เชื่อมโยงกับผู้ใช้ประโยชน์ และต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในมิติเชิงนโยบาย การพัฒนาชุมชน การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และการสร้างผลกระทบเชิงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม”

    ขณะที่ไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายปาฐกถาพิเศษ โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ได้มาร่วมให้มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ต่อการพัฒนางานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของไทย โดยท่านได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ไทยจะต้องมี “อธิปไตยทางวิชาการ” เป็นของตนเอง ไม่หลงลืมรากเหง้าภูมิปัญญา และไม่ควรพึ่งพิงเพียงทฤษฎีจากโลกตะวันตกเพียงอย่างเดียว โดยได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า

    “ปัญหาคือเรามักรับเอาสังคมศาสตร์จากตะวันตกมาอธิบายสังคมไทยทั้งหมด นักการศึกษาของเราส่วนใหญ่แปลตำราต่างชาติมาสอน เราต้องมี ‘อธิปไตยทางวิชาการ’ ด้วย ไม่ใช่นำเข้า (Import) ทฤษฎีฝรั่งอย่างเดียว… หากคุณสามารถใช้ความรู้ตะวันตกมาอธิบายร่วมกับบริบทของสังคมไทยได้อย่างกลมกลืน นั่นต่างหากที่สมควรได้รับการยกย่อง”
    พร้อมทั้งฝากทิ้งท้ายเพื่อปลุกพลังผู้เข้าร่วมอบรมว่า
    “ผมอยากให้ทุกท่านเป็นมากกว่านักวิจัย เป็นมากกว่าอาจารย์ แต่จงเป็น ‘นักยุทธศาสตร์ทางวิชาการ’ คิดว่าจะนำวิชาการมาปลุกคนไทย ปลุกธุรกิจ เศรษฐกิจ และชุมชนไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างไร โดยประสานไปกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

    สำหรับบรรยาการการเปิดงานมีการแสดงต้อนรับในพิธีเปิด  โดย สาขาวิชาศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

    โครงการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มีกำหนดจัดการอบรมทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยการอบรมในครั้งนี้ถือเป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4  เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศได้เข้าร่วม 

    ตลอดระยะเวลาการอบรมรูปแบบผสมผสานทั้ง Online และ On-site รวม 4 วัน ผู้เข้าอบรมจะได้รับการบ่มเพาะความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ ผ่านการฝึกปฏิบัติการ (Workshop) และการให้คำปรึกษา (Coaching) อย่างครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด หลังจากนั้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้พัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีความสมบูรณ์ โดยทางโครงการฯ จะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้มีการนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายต่อผู้เชี่ยวชาญในลำดับต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/977197&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw193e33FJkSMopb_QRxD2qM

  • บล.เอเซียพลัส ปรับเพิ่มเป้าดัชนี SET ปีนี้สู่ 1,720 จุด รับแรงหนุน Fund Flow ไหลเข้า-นโยบายการคลังบูสท์เศรษฐกิจ มองหุ้นกลุ่ม Defensive ยังเด่น : อินโฟเควสท์

    บล.เอเซียพลัส ปรับเพิ่มเป้าดัชนี SET ปีนี้สู่ 1,720 จุด รับแรงหนุน Fund Flow ไหลเข้า-นโยบายการคลังบูสท์เศรษฐกิจ มองหุ้นกลุ่ม Defensive ยังเด่น : อินโฟเควสท์

    บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุด ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีปี 2569 ขึ้นสู่ 1,720 จุด รับอานิสงส์กำไร บจ. ไตรมาส 1/69 พุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม Defensive และนโยบายการคลังที่ชัดเจน แม้ไตรมาส 3/69 จะเผชิญปัจจัยท้าทายจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยโลก แนะกลยุทธ์ “Barbell Allocation” และจัดพอร์ตแบบ “Core & Satellite” เพื่อสู้ความผันผวน

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แม้ช่วงที่เหลือของปียังมีความท้าทาย แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยแข็งแกร่ง ทั้งนโยบายการเงินต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% ตลอดทั้งปี นโยบายการคลังมีความชัดเจนและรัฐบาลมีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นดึงดูดกระแสเงินทุน ขณะเดียวกันกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ปรับเป้าหมายดัชนีปี 69 ขึ้นมาที่ 1,720 จุด ภายใต้สมมติฐาน EPS ปี 69 ที่ 95 บาทต่อหุ้น, ค่า P/E ระดับ 18.18 เท่า และ Market Earning Yield Gap ที่ระดับ 4.50-5.50% โดยเป็นการปรับเพิ่มเป้าหมายครั้งแรกในรอบ 8-9 เดือน หลังจากคงเป้าหมายดัชนีปี 69 ไว้ที่ 1,580 จุด มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 68  

    ประกอบกับความกังวลในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก ที่ส่งผลให้ราคาปัจจุบันมีความผันผวน เม็ดเงินจึงเข้าหาหุ้นกลุ่ม Defensive ซึ่ง ตลาดหุ้นไทยมีหุ้น Defensive เยอะ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีเงินทุนไหลเข้าเด่นกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยหากยังเป็นภาพนี้อยู่เชื่อว่าตลาดจะมีโมเมนตัมให้ปรับตัวขึ้นไปที่ระดับเป้าหมายดังกล่าว

    ด้านผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High) ในไตรมาส 1/69 โดยกำไร บจ. พุ่งแตะ 3.57 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ได้แรงหนุนหลักจากหุ้นกลุ่มอิงสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มีสัดส่วนกำไรสูงประมาณ 30% ของกำไรทั้งตลาด ซึ่งหากดูสถิติในอดีตที่มีความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน 1H65 กำไรหุ้นกลุ่ม Commodity สูงมากกว่า 50% ของกำไรทั้งตลาด ซึ่งจากสถานการณ์ตะวันออกกลางในปัจจุบันที่กลับมามีความรุนแรงดันราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น กำไรของ บจ. ไทยจึงได้รับอานิสงส์โดยตรง

    ด้านแนวโน้มไตรมาส 2 แม้คาดว่าจะชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 เล็กน้อย แต่จากสงครามในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาขึ้นและยืนสูง จะช่วยพยุงฐานกำไรไม่ให้ปรับตัวลงมากนัก ทำให้เชื่อว่ากำไรปีนี้ไม่มีความเสี่ยงขาลง (No Downside) นอกจากนี้มั่นใจว่าตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและยังถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงในช่วงที่เหลือของปีคือ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางในลักษณะ K-Shape หรือการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง

    ขณะที่ไตรมาส 3/69 มองกรอบอยู่ที่ 1,680 จุด และกรอบแนวรับ 1,580 จุด แม้จะมีความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง และความผันผวนจากหุ้นเทคฯ โลก แต่คาดกระทบหุ้นไทยไม่มาก เนื่องจากสงครามทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น และช่วยจำกัด Downside EPS หุ้นไทยให้แคบลงอีก

    *หลายปัจจัยท้าท้ายในไตรมาส 3/69  

    ด้านนางสาวนลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ และหัวหน้าสายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส ประเมินไตรมาส 3/69 การลงทุนไม่ง่ายเหมือนครึ่งปีแรก โดยมีหลายปัจจัยท้าทาย ได้แก่ 

    1.แรงกดดันเศรษฐกิจ และปัจจัยผลักเงินเฟ้อ ซึ่งมาจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง เป็นการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันโดยตรง ทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่นานกว่าปกติ โดย IMF คาด GDP โลกปี 2569 โต 3.1% (ต่ำสุดในรอบ 5 ปี), ธปท. คาด GDP ไทยชะลอเหลือ 2.3% (2569F) และ 1.8% (2570F) 

    2.นโยบายการเงินตึงตัวขึ้นจากปีก่อนหน้า กดดันสภาพคล่องและความเชื่อมั่นนักลงทุนหดหาย ในช่วง 2H69 ธนาคารกลางหลายจ่อขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น (BofA/Deutsche Bank คาด Fed ขึ้นรวม 75bps ช่วง ก.ย.-ธ.ค.69) ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อ Fund flow ต่างชาติให้ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยสถิติในอดีตดอกเบี้ยไทยมากกว่า 3% SET Index มักซื้อขายบน P/E เฉลี่ยเพียง 11.7 เท่า (ซึ่งถูกกว่าระดับปัจจุบัน) 

    3.กำไรบริษัทจดทะเบียนยังมี Downside แฝงในช่วงถัดไป โดย Consensus เริ่มปรับลด EPS Nadaq69F ลง 5% (ตั้งแต่ มิ.ย.69) อีกทั้งสถิติชี้ปีที่ IPO สูงผิดปกติ (2543, 2550, 2564) ปีถัดมา S&P500 มักปรับฐาน -13% ถึง -38.5% ซึ่งปีนี้มี Mega IPO อย่าง SPACEX ทำให้ใน ปี 2569 ระดมทุนไปแล้ว 1.38 แสนล้านเหรียญ (สูงสุดใน 5 ปี) ส่วนไทยมีโอกาสเห็นกำไร ไตรมาส 2/69 ลดลง QoQ หลังไตรมาส 1/69 ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    *ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย

    นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยถึง ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย ASPS มองว่าดอกเบี้ยไทยปีนี้ไม่น่าจะขึ้น คาดคงไว้ที่ 1% ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นและต่ำกว่าในอดีตมาก (ในอดีตดอกเบี้ยน้อยกว่า 1.5% SET มักเทรด P/E เฉลี่ยสูงถึง 19.52 เท่า) เสริมด้วยนโยบายการคลังชัดเจน งบปี 2570 วงเงิน 1.23 ล้านล้านบาท (10 พลัส) รวมทั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หนุนธปท. ปรับเพิ่ม GDP ไทยเป็น 2.3% (จากเดิม 1.5%) ขณะที่ Effective Tarif Rate เริ่มชะลอตัวลงจากจุดพีคและมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ (แม้ Trade War ยังไม่จบ ต้องจับตาการเจรจา Secion 301/232) ส่วน Valuation ยังน่าสนใจ P/E69F 16.9 เท่า (ต่ำกว่าตลาดหลักส่วนใหญ่) และหากหัก DELTA ออกจากการคำนวณดัชนี จะเห็น P/E69F ของ SET อยู่ระดับ 13 เท่า, Dividend Yield 3.6% (สูงกว่าตลาดหุ้นโลก) 

    ฝ่ายวิจัย ASPS ประเมิน Target SET ปลายปีช่วง 1,650 – 1,720 จุด ขึ้นกับสมมติฐาน EPS69F และ Market Earning Yield Gap ส่วนกลยุทธ์การลงทุนหลักเน้น Barbell Allocation (สร้างสมดุล 2 ฝั่ง) ได้แก่ 1.หุ้น Dividend(35%) : KTB, TTB, PTTEP, ADVANC, SINGTEL80 

    2.หุ้น Growth(35%) : ASML01,META80, AAPL80, WUXIAT80, HIMS03, FERRARI80 เสริมด้วย Tactical Hedge(10%) : GOLDUS80(ทอง), ZIUIN80 (เหมืองทอง), SIL03 (เงิน), SPBOND80 (บอนด์สหรัฐฯ), MIDEA80 และ Cash(20%) รักษาสภาพคล่อง รอจังหวะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอนาคต

    *แนะกลยุทธ์ Stay Invested

    นายณัฐนันท์ บ่างสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่าย Wealth Solution Center กล่าวว่า Asia Plus Wealth Solution ยังคงแนะนำกลยุทธ์ Stay Invested ด้วยการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Portoio เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตระยะยาวและการคว้าโอกาสจากความผันผวนระยะสั้นโดย Core Portfolio มุ่งสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว ขณะที่ Satellite Portfolio ช่วยเพิ่มโอกาส รับผลตอบแทนจากธีมการลงทุนและสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยความพร้อมของผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายและครอบคลุม Asia Plus จึงน้ำเสนอโซลูขันการลงทุน 2 ส่วนหลัก ดังนี้

    Core Portolio: สร้างรากฐานการลงทุนเพื่อการเติบโตระยะยาว

    เหมาะสำหรับการถือครองระยะยาวผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลาย ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ DR กองทุนรวม ETF และตราสารหนี้ตลาดรอง

    • Infinity Plus Portfolio Advisory พอร์ตลงทุนในกองทุนรวมทั่วโลกตามแนวทาง Asset Allocation แบบ Active สัดส่วน 60/40 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเริ่มต้นสร้างพอร์ตการลงทุนระดับโลกอย่างเป็นระบบ
    • Portfolio Advisory หุ้นไทยปันผล : คัดเลือกหุ้นไทยที่มีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ควบคู่กับ ปัจจัยพื้นฐานและโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างกระแสเงินสดระหว่างทางและโอกาสเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว
    • Professional Portiolio : ชุดกองทุนที่กระจายการลงทุนทั่วโลก ผ่านหลากหลาย Fund Manager และแหล่งที่มาของผลตอบแทน (Source of Return) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ ภายให้ความผันผวนที่เหมาะสม เช่น MGALL-UH, SCBGEARA, TGSMART-A และ ASP-AAA-A

    Satelite Portolio: เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากจังหวะการลงทุน

    • สะสมสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ต
    1. หุ้นกู้คุณภาพดี ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง โดยเน้นหุ้นกู้ระดับ Investment Grade อายุคงเหลือไม่ยาวมาก รวมถึง Perpetual Bond ของผู้ออกที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ A- ขึ้นไป
    2. กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง MPINFRAUI-H และ MPINFRAUT-UH ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดสม้ำเสมอและเพิ่มความมั่นคงให้พอร์ตในภาวะตลาดผันผวน
    • เปลี่ยนความผันผวนให้เป็นโอกาสการลงทุน
    1. สะสมสินทรัพย์เลี่ยงที่มีศักยภาพกลับมา Outperform ผ่านกองทุนอย่าง ASP-MAG7-AI และ KT LUXURY-A ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวหลังเผชิญแรงกดดันในช่วงครึ่งปีแรก
    2. ใช้ Structured Notes เพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ต หรือใช้เป็นเครื่องมือในการทยอยสะสมหุ้น คุณภาพในจังหวะที่เหมาะสม

    Asia Plus Wealth Solution แนะนำกลยุทธ์ “Stay Invested” ผ่านการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Portfolio โดย Core Portolio เป็นรากฐานการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวอย่างสม่ำเสมอขณะที่ Satelite Portfolio ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากธีมการลงทุนและจังหวะตลาดที่น่าสนใจ ท่ามกลางความผันผวนที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน

    โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/615291&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b3u2v-PYIPpt_cSelTlcW

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 15 กรกฎาคม 2569

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 15 กรกฎาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1au40TQbqavIczv033NmdQ

  • “เศรษฐกิจกีฬาโลก” 2.3 ล้านล้านดอลลาร์   เปิด 4 เมกะเทรนด์หนุนเครื่องยนต์เคลื่อนจีดีพี

    “เศรษฐกิจกีฬาโลก” 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ เปิด 4 เมกะเทรนด์หนุนเครื่องยนต์เคลื่อนจีดีพี

    เมื่อพูดถึง “กีฬา” อาจไม่ใช่แค่ ฟุตบอลโลก หรือ ฟีฟ่าเวิลด์คัพ แต่เม็ดเงินด้านการกีฬา อาจหมายถึงภาพเด็กๆ วิ่งเตะฟุตบอลกันในสวนสาธารณะแถวบ้าน

    ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์แบบใด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญใน“เศรษฐกิจกีฬา” (Sports Economy) ที่มีมูลค่าสูงถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ตามรายงานฉบับใหม่ Sports for People and Planet จากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) การกีฬานับเป็นเมกะเทรนด์ทางเศรษฐกิจหนึ่งของโลก และอุตสาหกรรมนี้ครอบคลุมตั้งแต่การแข่งขันระดับโลก แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ไปจนถึงวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง (Active Lifestyles) ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างงานและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมสุขภาวะที่ดีขึ้นให้กับประชากรโลกอีกด้วย

    “นี่คือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกตัวจริงเสียงจริง โดยสร้างรายได้สูงถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี คิดเป็นเกือบ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP) ของทั้งโลก”

    ประมาณการล่าสุดระบุว่า มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Connected Industries) อาทิ การถ่ายทอดสดและสตรีมมิ่ง, โภชนาการกีฬา และอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearables)จะเติบโตทะยานสู่ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 (คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี หรือ CAGR ที่ 10%) และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2050

    ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนที่กำหนดทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจกีฬามาจาก 4 เทรนด์หลัก ได้แก่: 1.การก้าวขึ้นมาของกีฬาในฐานะ“สินทรัพย์ทางเลือกเพื่อการลงทุน” (Asset Class)

    2.การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกีฬาหญิง (Women ‘s Sport)โดยพบว่ารายได้สะพัดเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในช่วงปี 2022 ถึง 2025 แตะระดับ 2.35 พันล้านดอลลาร์

    3.การปรับสมดุลการเติบโตของภาคการกีฬา โดยมีกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies)เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ และ 4.การเร่งตัวของการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism)ซึ่งกลายเป็นเซกเมนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    โดยในปี 2025 เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเชิงกีฬาคิดเป็น 10% ของค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั่วโลก ซึ่งรายได้ในส่วนนี้เติบโตด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 28% นับตั้งแต่ปี 2020  สูงกว่าการเติบโตของการท่องเที่ยวในภาพรวมทั้งหมดซึ่งอยู่ที่ 22% และคาดว่าโมเมนตัมที่แข็งแกร่งนี้จะดำเนินต่อไป โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีที่คาดการณ์ไว้ที่ 17.5% ไปจนถึงปี 2030

    “การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการจัดมหกรรมกีฬาและการเพิ่มประเภททัวร์นาเมนต์การแข่งขันทั่วโลก เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความต้องการ (Demand) ที่พุ่งสูงขึ้น”

     โดยเฉพาะในกีฬาประเภทปั่นจักรยานและกอล์ฟ เทรนด์นี้ยังสะท้อนให้เห็นจากการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น การวางแผนจัดกิจกรรมชิงเหรียญรางวัลในกีฬาโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิสปี 2028 (Los Angeles 2028 Olympic Games) สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 351 อีเวนต์ การเปิดตัวรูปแบบการแข่งขันใหม่ๆ อย่าง ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ (FIFA Club World Cup) ควบคู่ไปกับการยกระดับประสบการณ์ของแฟนบอลให้เต็มอิ่มยิ่งขึ้น เช่น การแสดงช่วงพักครึ่ง (Half-time shows), แฟนโซน (Fan zones) และแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบบูรณาการประเภท “เที่ยวไปแข่งไป” (Play-and-watch travel packages)

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลาง ความมั่งคั่งของเศรษฐกิจการกีฬา ก็ม่ีความท้าทายที่รอเตะตัดขา การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้อยู่

    2 ประการหลัก ได้แก่  1. อัตราการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดลง (Physical Inactivity) กำลังกัดเซาะดีมานด์ในอนาคต 

    ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในปี 2024 มีผู้ใหญ่ราว 1 ใน 3 คนที่ออกกำลังกายไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ (150 นาทีต่อสัปดาห์ในระดับความเข้มข้นปานกลาง) ขณะที่ผลสำรวจของบริษัทวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นระดับโลก (Global Market Research and Public Opinion Specialist :IPSOS)ที่ทำร่วมกับ WEF ในปี 2021 พบว่า ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่ง (58%) อยากเล่นกีฬามากขึ้น แต่ติดข้อจำกัดด้านเวลา, ค่าใช้จ่าย, สภาพอากาศ และการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก

    รายงานฉบับดังกล่าวเตือนว่า“เมื่อลำดับความสำคัญด้านงบประมาณของภาครัฐพลิกโฉมไปเน้นหนักที่ระบบสาธารณสุขขั้นวิกฤต, การป้องกันประเทศ และการตอบสนองต่อเหตุภัยพิบัติ ส่งผลให้เงินทุนสนับสนุนสำหรับการป้องกันโรคและโครงการกีฬาในชุมชนเสี่ยงต่อการถูกตัดลดลง”

    2. วิกฤตภูมิอากาศดิสรัปต์กิจกรรมกีฬา ความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ, มลพิษทางอากาศและทางน้ำ กำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง ตั้งแต่การจัดตารางแข่งขัน, สุขภาพของนักกีฬา ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและทัศนียภาพทางธรรมชาติ นอกจากนี้ ทรัพยากรต้นน้ำอย่างน้ำจืด ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการผลิตสินค้ากีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ก็กำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนัก

    ขณะที่รายได้มากกว่า 90% จากลิขสิทธิ์สื่อ และ 76% จากสปอนเซอร์ในกีฬาอาชีพ ล้วนผูกติดอยู่กับกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor Activities) เม็ดเงินหลักของอุตสาหกรรมจึงตกอยู่ในความเสี่ยงโดยตรงจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม

    ท่ามกลางกระแสความคลั่งไคล้ฟุตบอลทั่วโลกขณะนี้ เป็นตัวแทนที่จะช่วยอธิบายถึงมูลค่าอีกด้านของกิจกรรมการกีฬา นั่นคือ คุณค่าทางเศรษฐกิจซึ่งหมายถึง อาชีพ และรายได้ของหลายครอบครัวทั่วโลก 

    “เศรษฐกิจกีฬาโลก” 2.3 ล้านล้านดอลลาร์   เปิด 4 เมกะเทรนด์หนุนเครื่องยนต์เคลื่อนจีดีพี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1243000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xahZZaI8R_11iegBEM_XU

  • รัฐบาลเคาะ MOU ไทย-จีน เชื่อมห่วงโซ่อุปทานโลก หนุน MSMEs เกาะกระแสอุตสาหกรรมอนาคต : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลเคาะ MOU ไทย-จีน เชื่อมห่วงโซ่อุปทานโลก หนุน MSMEs เกาะกระแสอุตสาหกรรมอนาคต : อินโฟเควสท์

    ครม. ไฟเขียวร่าง MOU ความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทานไทย-จีน มุ่งอำนวยความสะดวกและผลักดันกลุ่มธุรกิจ MSMEs ของไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมจัดตั้งเวทีหารือด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการสร้างงาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมสำคัญ

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมอนุมัติให้รมว.พาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในระยะยาว

    ทั้งนี้ ความร่วมมือจะครอบคลุมการจัดตั้งเวทีหารือด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการสร้างงาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศ แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสาขาอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยจะเชื่อมโยงกับการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

    โดยจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปี และเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จึงเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในสาขาที่มีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ MSMEs ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค และระดับโลกได้มากยิ่งขึ้น

    น.ส.ลลิดา กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เป็นสนธิสัญญา และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีนให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

    โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/615212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19nKARluCw62xvMEtJVGf1

  • ครม. สานต่อมาตรการแรงงาน 3 สัญชาติ ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน หนุนกำลังแรงงานกว่า 7.7 แสนคน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    ครม. สานต่อมาตรการแรงงาน 3 สัญชาติ ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน หนุนกำลังแรงงานกว่า 7.7 แสนคน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    ครม. สานต่อมาตรการแรงงาน 3 สัญชาติ ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน หนุนกำลังแรงงานกว่า 7.7 แสนคน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง


    14/07/2569 | 14 |

    วันนี้ (14 ก.ค. 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมเห็นชอบร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการกำลังแรงงานของภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นการสานต่อมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งมาตรการเดิมจะครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจส่งผลให้แรงงานมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทบต่อการบริหารจัดการแรงงานของภาครัฐ รวมถึงการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่และทำงาน เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีแรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวรวมประมาณ 770,000 คน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานในครั้งนี้จึงช่วยให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว และช่วยรักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบ 1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ และ 2. ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ นายจ้าง แรงงานต่างด้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการอย่างทั่วถึง อำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามกฎหมาย และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของประเทศ


    Line



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/521971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e7YB48TGYFi3c0sHds3tT

  • ครม.ไฟเขียว ไม่นำสิทธิลดหย่อนพ่อแม่และหนี้เกษตรกรมาใช้ตัดสิทธิบัตรคนจนปี69

    ครม.ไฟเขียว ไม่นำสิทธิลดหย่อนพ่อแม่และหนี้เกษตรกรมาใช้ตัดสิทธิบัตรคนจนปี69

    14 กรกฎาคม 2569, 15:01น.

              นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 ของคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) มีรายละเอียด ดังนี้

             1.ไม่นำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของ ผู้มีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ รวมทั้ง ในการพิจารณาเกณฑ์คุณสมบัติกรณีมีวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท จะไม่นับรวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม

              2. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพบในช่วงการลงพื้นที่ลงทะเบียน (ระหว่างวันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569) จำนวน 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนต่อไป

               3. กำหนดให้ผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 เริ่มใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนี้ (1) ผู้มีบัตรฯ รายเดิม เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และ (2) ผู้ได้รับบัตรฯ รายใหม่ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดรับกับการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในโครงการอื่น ๆ

               จากมติ ครม. ดังกล่าวนี้ คณะกรรมการฯ จะนำกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ ที่ทบทวนข้างต้น และจะประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 6.00 น. ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

    #เงื่อนไขบัตรสวัดิการแห่งรัฐปี69

    Cr:สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3msKN76ifGNgjelLwpUdLh

  • อัพเดทชายแดนใต้ 2569 พลิกโฉมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสู่พื้นที่แห่งโอกาส การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนใต้ ถือเป็น

    อัพเดทชายแดนใต้ 2569 พลิกโฉมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสู่พื้นที่แห่งโอกาส การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนใต้ ถือเป็น

    อัพเดทชายแดนใต้ 2569 พลิกโฉมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสู่พื้นที่แห่งโอกาส การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนใต้ ถือเป็น “แสงสว่าง” และความหวังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพื้นที่จากภาพจำของความขัดแย้ง ไปสู่ “พื้นที่แห่งโอกาส” โดยมีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อกับคาบสมุทรมลายู


    14/07/2569 | 3 |

    อัพเดทชายแดนใต้ 2569 พลิกโฉมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสู่พื้นที่แห่งโอกาส
    การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนใต้ ถือเป็น “แสงสว่าง” และความหวังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพื้นที่จากภาพจำของความขัดแย้ง ไปสู่ “พื้นที่แห่งโอกาส” โดยมีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อกับคาบสมุทรมลายู
    นี่คือภาพรวมของทิศทางและจุดเด่นด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่กำลังขับเคลื่อนชายแดนใต้
    1. การท่องเที่ยว: เปิดมุมมองใหม่สู่มนต์เสน่ห์พหุวัฒนธรรม
    การท่องเที่ยวชายแดนใต้เติบโตขึ้นมากจากการทำตลาด “เมืองรอง” และกระแสความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซียที่เดินทางข้ามแดนมาอย่างคึกคัก โดยแต่ละจังหวัดมีจุดขายที่ชัดเจนและแตกต่างกัน จุดเด่นด้านการท่องเที่ยว แลนด์มาร์กสำคัญ
    ยะลา ธรรมชาติ, ทะเลหมอก, อาหาร สกายวอล์คทะเลหมอกอัยเยอร์เวง, ตัวเมืองเบตง (สตรีทอาร์ต/ไก่เบตง), ป่าฮาลา-บาลา
    ปัตตานี ประวัติศาสตร์, สถาปัตยกรรม, ศรัทธา ย่านเมืองเก่ากือดาจีนอ, มัสยิดกลางปัตตานี, ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว, สกายวอล์คปัตตานี
    นราธิวาส เชิงนิเวศ (Eco-tourism), การค้าชายแดน ป่าพรุโต๊ะแดง, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา (แอมะซอนแห่งอาเซียน), ด่านสุไหงโก-ลก
    ปรากฏการณ์ “เบตง” (Betong Effect): อำเภอเบตง จังหวัดยะลา กลายเป็นโมเดลความสำเร็จของการท่องเที่ยวชายแดนใต้ ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปี ธรรมชาติที่สมบูรณ์ และความพร้อมด้านการเดินทาง ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มหาศาล ทั้งยังส่งผลบวกให้เมืองทางผ่านอย่างปัตตานีได้รับอานิสงส์ไปด้วย
    การท่องเที่ยวชุมชนและซอฟต์พาวเวอร์: มีการชูจุดเด่นเรื่อง “อาหาร” (Gastronomy Tourism) เช่น ชาชัก โรตี ข้าวยำ นาซิดาแง และงานคราฟต์ท้องถิ่นอย่าง “ผ้าบาติก” ที่ถูกยกระดับดีไซน์ให้ร่วมสมัยสู่แฟชั่นระดับประเทศ
    2. เศรษฐกิจ: ระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลและการค้าชายแดน
    ในมิติของเศรษฐกิจ รัฐบาลและภาคเอกชนพยายามผลักดันให้ชายแดนใต้เป็นประตูการค้า (Gateway) สำคัญที่เชื่อมไทยเข้ากับตลาดอาเซียนตอนล่างและโลกมุสลิม
    ระเบียงเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economic Corridor):
    นี่คือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด พื้นที่นี้มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารฮาลาล เครื่องสำอาง และสินค้าแฟชั่นมุสลิม (Modest Fashion) เพื่อส่งออกไปยังตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง โดยอาศัยความน่าเชื่อถือของมาตรฐานฮาลาลไทยและความได้เปรียบทางวัฒนธรรมของคนในพื้นที่
    การค้าชายแดนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน:
    ด่านศุลกากรสำคัญอย่าง ด่านสะเดา (สงขลา), ด่านสุไหงโก-ลก (นราธิวาส) และด่านเบตง (ยะลา) มีการยกระดับเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าและการข้ามแดนที่สะดวกขึ้น นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งใหม่ เพื่อเชื่อมการค้าระหว่างนราธิวาสกับรัฐกลันตันของมาเลเซียให้ไร้รอยต่อ
    สินค้าเกษตรมูลค่าสูง:
    ทุเรียนชายแดนใต้” (เช่น ทุเรียนจากบันนังสตา จังหวัดยะลา) กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้เกษตรกรในพื้นที่ โดยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการคุณภาพและส่งออกไปยังประเทศจีนโดยตรง รวมถึงการแปรรูปไม้ยางพาราและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
    กุญแจสำคัญ: การเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเหล่านี้ จะพุ่งทะยานได้อย่างเต็มศักยภาพที่สุด ก็ต่อเมื่อ “สถานการณ์ความมั่นคง” ในพื้นที่เอื้ออำนวยและนโยบายจากภาครัฐมีความต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/521854&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QJgiNkGg-6ii8rMHrApBU

  • ดาวโจนส์บวก ขานรับ CPI ต่ำคาด, “เควิน วอร์ช” ชูเศรษฐกิจสหรัฐแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ดาวโจนส์บวก ขานรับ CPI ต่ำคาด, “เควิน วอร์ช” ชูเศรษฐกิจสหรัฐแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นในวันนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ

    นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการกล่าวถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    ณ เวลา 21.48 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] บวก 45.14 จุด หรือ 0.09% สู่ระดับ 52,543.78 จุด

    อย่างไรก็ดี ช่วงบวกของดัชนีดาวโจนส์ถูกจำกัดจากการทรุดตัวลงของหุ้นบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส แมชชีนส์ (IBM) รวมทั้งการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน

    ราคาหุ้น IBM ดิ่งลง 25% ในวันนี้ หลังจากนายอาร์วินด์ กฤษณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เตือนนักลงทุนว่า ผลประกอบการประจำไตรมาส 2 ของบริษัทจะออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) [WTI.X] พุ่งขึ้นทะลุ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันนี้ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ระบุว่า สหรัฐจะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนมิ.ย.ในวันนี้

    ทั้งนี้ ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้นเพียง 3.5% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.8% จากระดับ 4.2% ในเดือนพ.ค.

    การชะลอตัวของดัชนี CPI มีสาเหตุจากการปรับตัวลงของราคาพลังงาน ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวลง 0.4% ในเดือนมิ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าปรับตัวลง 0.1% หลังจากปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือนพ.ค.

    ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.8% จากระดับ 2.9% ในเดือนพ.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัว 0.0% หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเดือนมิ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าปรับตัวขึ้น 0.2% หลังจากปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ค.

    สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้คำมั่นว่า เงินเฟ้อจะกลายเป็นเรื่องในอดีต ขณะที่การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เฟื่องฟูจะช่วยหนุนเศรษฐกิจสหรัฐ

    ทั้งนี้ นายวอร์ชมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ โดยเขาจะกล่าวถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ และต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้ โดยการกล่าวแถลงการณ์ทั้งสองวันมีกำหนดเริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 21.00 น.ตามเวลาไทย

    นายวอร์ชกล่าวย้ำจุดยืนเกี่ยวกับการควบคุมเงินเฟ้อ พร้อมทั้งกล่าวถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ และประโยชน์ที่เกิดจากการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI

    นายวอร์ชกล่าวในวันนี้ว่า เขามุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายการเงินให้ถูกต้อง และเอาชนะเงินเฟ้อที่ได้สร้างความท้าทายให้กับเฟดมาโดยตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

    “วันนี้ เรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ และขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนว่าจะสามารถรับมือกับช่วงเวลานี้ได้หรือไม่” นายวอร์ชกล่าว

    “เป้าหมายอันดับหนึ่งของเฟดคือการดำเนินนโยบายการเงินให้ถูกต้อง หรืออย่างน้อยก็ให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือเป้าหมายที่ชัดเจนและมั่นคงของเรา เป็นดั่งดาวนำทางในการกำหนดทิศทาง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “หากเราดำเนินนโยบายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเราจะทำได้ การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะกลายเป็นเพียงเรื่องในอดีต”

    เช่นเดียวกับนายเจอโรม พาวเวล อดีตประธานเฟด นายวอร์ชกล่าวว่า เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างภาระอย่างไม่เป็นธรรมต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจของสหรัฐ ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในแทบทุกด้าน โดยการเร่งตัวล่าสุดของเงินเฟ้อมีสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง

    “แม้ว่าความผันผวนของราคาในแต่ละเดือนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานในระยะยาวนั้น ส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยนโยบายการเงิน คณะกรรมการของเราไม่ยอมรับเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และเรามีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะฟื้นฟูเสถียรภาพด้านราคา”

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐ นายวอร์ชกล่าวว่า “เศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง และแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นแม้เผชิญกับพัฒนาการต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา”

    เขาชี้ว่า การลงทุนของภาคธุรกิจเป็นลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    “การขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งดูเหมือนว่าจะเร่งตัวขึ้นอีก ส่วนใหญ่สะท้อนถึงการสร้างศูนย์ข้อมูล และความต้องการมหาศาลสำหรับอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งใช้ภายในศูนย์ข้อมูลเหล่านั้น” เขากล่าว

    ก่อนหน้านี้ นายวอร์ชเคยแสดงความเห็นว่า การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพจาก AI จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แม้แนวคิดดังกล่าวจะถูกตั้งข้อสงสัยจากนักเศรษฐศาสตร์บางส่วน รวมถึงผู้กำหนดนโยบายของเฟดบางคนก็ตาม

    นอกจากนี้ นายวอร์ชยังเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะทำงาน 5 ชุดที่เขาจัดตั้งขึ้น เพื่อทบทวนการดำเนินงานของเฟดอย่างรอบด้าน โดยคณะทำงานเหล่านี้จะศึกษาด้านการสื่อสาร เทคโนโลยี งบดุล ข้อมูลเศรษฐกิจที่เฟดใช้ รวมถึงแนวทางการประเมินเงินเฟ้อ

    เขากล่าวว่า คณะทำงานทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งต่อยอดจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการทำงานที่เขาเคยให้คำมั่นไว้ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC เมื่อปีที่แล้ว

    อย่างไรก็ดี แม้ก่อนหน้านี้ นายวอร์ชเคยวิจารณ์ผู้บริหารชุดเดิมของเฟดเกี่ยวกับปัญหาภายในองค์กร แต่หลังเข้ารับตำแหน่ง เขาได้ปรับท่าทีให้มีความประนีประนอมมากขึ้น

    “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมาทำงานที่เฟดอีกครั้ง และได้ร่วมงานกับบุคลากรที่มีความสามารถและทุ่มเทจำนวนมาก ซึ่งผมโชคดีที่ได้เรียกพวกเขาว่าเพื่อนร่วมงาน” เขากล่าว

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/615455&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3inv49LahYipZAzAWSflaa

  • ‘แบงก์ชาติ’ จับตาสงครามปะทุ ห่วงยืดเยื้อทุบเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจ

    ‘แบงก์ชาติ’ จับตาสงครามปะทุ ห่วงยืดเยื้อทุบเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจ

    ‘แบงก์ชาติ’ จับตาใกล้ชิดหลังสงครามตะวันออกกลางกลับมาปะทุอีกรอบ รับห่วงหากสถานการณ์ยืดเยื้อหวั่นกระทบอัตราเงินเฟ้อ-การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ชี้บาทไทยอ่อนค่า 5-6% ยังไม่น่ากังวล มองเป็นผลดีภาคส่งออก-ท่องเที่ยว

    14 ก.ค. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง ว่า ธปท. อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยระยะสั้นที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นหากสถานการณ์สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในระยะเวลาไม่นาน ก็เชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะยังไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อออกไป ยอมรับว่าอาจส่งผลกระทบต่อทั้งอัตราเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยได้ แต่ในขณะนี้ ธปท. ยังคงติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับกรณีความกังวลเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น 20% อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและภาพรวมเศรษฐกิจไทยหรือไม่นั้น ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งเพิ่งเกิดขึ้นเพียง 2-3 วัน จึงต้องรอให้สถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้นก่อน

    “อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจไทย เพราะทั้ง 2 ฝ่ายเพิ่งกลับมาปะทะ 2-3 วัน รวมถึงเรื่องการจะเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจจะต้องรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อนว่าจะสรุปอย่างไร โดย ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังไม่ได้มีความกังวลอะไรมากนัก โดยธปท.จะติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการยืดเยื้อของสถานการณ์ ซึ่งอาจส่งผ่านมายังราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป” นายวิทัย กล่าว

    สำหรับสถานการณ์เงินบาทของไทยนั้น ได้อ่อนค่าลงประมาณ 5-6% โดยเป็นการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ซึ่งบางประเทศมีค่าเงินอ่อนค่ามากกว่าไทย ขณะที่บางประเทศอ่อนค่าน้อยกว่า ทำให้เงินบาทยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับภูมิภาค จึงยังไม่มีประเด็นที่น่ากังวล อย่างไรก็ดี มองว่าปัจจัยเรื่องการอ่อนค่าของเงินบาทในขณะนี้นั้น จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก รวมถึงเป็นผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยด้วย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1032191/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kCXsxHe48SFRRvMRN14BK