Category: เศรษฐกิจ

  • “บอนด์ไทยระยะยาว” เนื้อหอม เงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจชะลอ หนุน Yield Curve จ่อแบนลง

    “บอนด์ไทยระยะยาว” เนื้อหอม เงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจชะลอ หนุน Yield Curve จ่อแบนลง

    นักวิเคราะห์คาดส่วนต่าง Yield บอนด์ไทยอายุ 2 และ 10 ปี ลดเหลือ 74 Basis Points สิ้นปี จาก 98 จุด หลังเงินเฟ้อชะลอกว่าคาดและเศรษฐกิจอ่อนแรง หนุนแรงซื้อพันธบัตรระยะยาว

    วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 06.43 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือ Yield Curve มีแนวโน้มแบนลง (Flattening) หลังเงินเฟ้อชะลอตัวกว่าคาดและเศรษฐกิจส่งสัญญาณอ่อนแรง กระตุ้นให้นักลงทุนเพิ่มความต้องการพันธบัตรระยะยาว ขณะที่ตลาดมองว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อไป

    ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg คาดว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปีและ 10 ปี จะลดลงเหลือประมาณ 74 Basis Points ภายในสิ้นปีนี้ จากระดับ 98 Basis Points เมื่อวันพุธ โดยคาดว่าการปรับตัวจะเกิดขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ลดลงเป็นหลัก

    ความคาดหวังว่า Yield Curve ของไทยจะแบนลงเพิ่มสูงขึ้น หลังอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมชะลอตัวเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน สวนทางกับความกังวลก่อนหน้านี้ที่ว่า ราคาพลังงานสูงจากสงครามอิหร่านอาจเร่งแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ

    เงินเฟ้อไทยเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1.95% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดลงจาก 2.42% ในเดือนมิถุนายน และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดประมาณ 0.45 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นการต่ำกว่าคาดมากที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย

    หลังตัวเลขเงินเฟ้อประกาศเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม อัตราดอกเบี้ยสวอประยะ 6 เดือนของไทยปรับลดลงถึง 5 Basis Points ภายในวันเดียว สะท้อนการปรับมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาส 2 ยิ่งเพิ่มความต้องการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว เนื่องจากตลาดประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยของไทยมีโอกาสอยู่ในระดับต่ำต่อไป

    Philip McNicholas นักกลยุทธ์ด้านพันธบัตรรัฐบาลเอเชียของ Robeco ระบุว่า Yield Curve ของไทยมีความชันสูงผิดปกติ ทำให้การลงทุนในพันธบัตรอายุยาวมีความน่าสนใจเมื่อเทียบเชิงมูลค่า และสนับสนุนแนวโน้มที่เส้นอัตราผลตอบแทนจะแบนลง โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ต่อไป

    แนวโน้ม Yield Curve ไทยแบนลงอาจได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติม หากเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน หลัง Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประกาศโครงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ซึ่งอาจช่วยกดอัตราผลตอบแทนระยะยาวของสหรัฐฯ

    นักกลยุทธ์ของ Citigroup ระบุว่า ปัจจุบัน Yield Curve ของไทยมีความชันมากกว่าสหรัฐฯ จึงยังมีพื้นที่ให้แบนลงได้อีก หาก Yield Curve ของสหรัฐแบนลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าการประมูลพันธบัตรไทยระยะยาวเริ่มได้รับแรงสนับสนุนมากขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

    ปัจจุบันส่วนต่าง Yield พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปีและ 10 ปี สูงกว่าส่วนต่างของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่า 2 เท่า และถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย

    ก่อนหน้านี้ Citigroup แนะนำกลยุทธ์ลงทุนที่คาดว่าส่วนต่างระหว่างอัตราสวอปไทยอายุ 2 ปีและ 10 ปีจะลดลงเหลือ 60 Basis Points จากปัจจุบันประมาณ 85 Basis Points สะท้อนมุมมองว่าแรงซื้อพันธบัตรระยะยาวของไทยยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงต่อจากนี้

    อ้างอิง : www.bloomberg.com

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/265839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09XW5RlAWSiDqQpTeL5Mdo

  • ‘ณรงค์ชัย’ ชี้ปี 69 ไทยต้องประคองเศรษฐกิจ ดัน “ลงทุน-เสถียรภาพ” กู้ความเชื่อมั่น

    ‘ณรงค์ชัย’ ชี้ปี 69 ไทยต้องประคองเศรษฐกิจ ดัน “ลงทุน-เสถียรภาพ” กู้ความเชื่อมั่น

    ‘ณรงค์ชัย’ ชี้ปี 69 ไทยต้องประคองเศรษฐกิจ ดัน “ลงทุน-เสถียรภาพ” กู้ความเชื่อมั่น ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและประธานคณะกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด(มหาชน) กล่าวในงานกรุงเทพธุรกิจ เปิดเวที KT Dialogue หัวข้อ New Horizon : Thailand Investment Playbook ดึงรัฐ-เอกชนด้านเศรษฐกิจการลงทุนร่วมถกอนาคตและโอกาสเศรษฐกิจประเทศไทย ว่า ปี 2569 ประเทศไทยเป็นช่วงที่ต้องประคองสถานการณ์ให้ได้ โดยเรื่องที่สำคัญคือการดูแลเรื่องอาหารและพลังงาน เพราะราคาพลังงานมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นอีกมาก

    ขณะเดียวกันไทยต้องเร่งรัดการลงทุนและเปิดเสรีทางการค้าตามข้อตกลง FTA และ OECD โดยเฉพาะภาคบริการและการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

    ทั้งนี้มองว่าหัวใจสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ“การลงทุน” ขณะที่การลงทุนระยะยาวของภาคเอกชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมั่นเพราะเป็นเงินทุนที่ต้องอยู่กับประเทศเป็นเวลานาน หากประเทศไม่มีเสถียรภาพ เงินทุนเหล่านี้ก็สามารถเคลื่อนย้ายไปยังประเทศอื่นได้

    ซึ่ง“เสถียรภาพ” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเงินทุนระยะยาว หากไม่มีความมั่นใจในความมั่นคงของประเทศ นักลงทุนก็จะเลือกไปลงทุนที่อื่น

    “นักลงทุนไทยจำนวนมากเลือกไปลงทุนในเวียดนาม ไม่ใช่เพราะรักเวียดนามมากกว่าไทย แต่เป็นเพราะต้องการรักษาความปลอดภัยของเงินทุน และมองเห็นเสถียรภาพในประเทศดังกล่าวมากกว่า”

    ในมุมของการบริหารเศรษฐกิจเชื่อว่าประเทศไทยมี“กัปตันเศรษฐกิจ”ในรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ดี ทั้งการมีทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนและพร้อมทำงาน เศรษฐกิจก็สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดี โดยเห็นได้จากประเทศไทยยังไม่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Rating แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ก็ตาม

    โดยมองว่าสิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีคือการกลับมาให้ความสำคัญกับ EEC อีกครั้ง ซึ่งมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูการลงทุนของประเทศ ซึ่ง EEC มีความสอดคล้องกับโมเดล “Corridor Economy” ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับต่างประเทศ จากการลดระดับความสำคัญของโครงการ Landbridge และหันมาเน้น EEC มากขึ้น ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม

    นอกจากนี้มองว่า ภายใต้โลกที่กำลังแบ่งขั้วเศรษฐกิจถือว่า “โอกาสทอง” ของประเทศไทยในการทำ FTA กับสหภาพยุโรป หรือ EU เพราะยุโรปเริ่มมีความคิดเห็นและผลประโยชน์ที่แตกต่างจากสหรัฐฯ ในบางประเด็น

    การทำ FTA กับ EU ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเปิดตลาดสินค้า แต่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยต้องปรับปรุงกฎระเบียบภายใน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการเปิดเสรีภาคบริการให้มีมาตรฐานระดับสากลมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยควรดำเนินการมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง

    โดยประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้มี FTA กับยุโรปไปก่อนแล้ว ดังนั้นไทยจึงควรเร่งเจรจา FTA กับ EU ควบคู่กับการเข้าร่วม OECD เพราะจะเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ใหม่ จากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ

    ทั้งนี้ การตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงเป็นสิ่งที่ไทยพยายามดำเนินการมาตลอด 20 ปี แต่ที่ผ่านมาเป้าหมายดังกล่าวมักสะดุดจากปัญหาทางการเมืองและการขาดกัปตันเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายทั้งนี้ การมองหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” ซึ่งมองว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูง และสามารถช่วยให้ประเทศไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยตัวเอง

    ในมุมของการลงทุนภาครัฐ มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามาลงทุนระยะยาวได้เมื่อมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางประเทศ ดังนั้นการสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการดึง Industrial Capital เข้ามา

    สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนการลงทุน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับโครงการรูปแบบ PPP หรือ Public-Private Partnership เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพย์สินและโครงการของรัฐ โดยยกตัวอย่างโครงการมอเตอร์เวย์ที่เปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ ซึ่งมองว่าเป็นแนวทางที่ดี

    ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งโจทย์ที่ต้องให้ความสำคัญคือการจัดการปัญหาคอร์รัปชันให้มีความชัดเจน แม้จะยอมรับว่าอาจไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดจากปัจจัยทางวัฒนธรรม แต่หากสามารถแก้ไขปัญหาได้บางส่วนก็จะส่งผลดีต่อประเทศอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1249409&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MYex4yCzjHCDHCDqNRg8u

  • สถานการณ์การเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และการระงับธุรกรรมทางการค้าระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    สถานการณ์การเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และการระงับธุรกรรมทางการค้าระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    สำนักข่าวท้องถิ่น IRNA รายงานว่า สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนประเทศและบริษัทต่างชาติที่ยังคงดำเนินธุรกิจหรือให้บริการแก่อิหร่าน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ได้ประกาศระงับธุรกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

    สหรัฐฯ ได้เดินหน้าใช้นโยบายคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ หรือ Secondary Sanctions เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน โดยมาตรการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะบุคคล บริษัท หรือหน่วยงานของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังสามารถครอบคลุมบริษัท สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการในประเทศที่สาม ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า วอชิงตันกำลังดำเนินมาตรการต่อเครือข่ายทางการเงินและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในหลายประเทศ พร้อมเตือนประเทศและบริษัทที่ยังคงดำเนินความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอิหร่านว่าอาจต้องเผชิญกับมาตรการของสหรัฐฯ

    มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางของรัฐบาลทรัมป์ในการเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่าน โดยมุ่งจำกัดช่องทางที่อิหร่านใช้ในการเข้าถึงระบบการเงิน การค้า และเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ ทั้งนี้สำนักข่าวท้องถิ่น IRNA ระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถดำเนินมาตรการต่อสถาบันการเงินหรือบริษัทของประเทศอื่นได้ หากพบว่ามีส่วนสนับสนุนหรือดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

    สำนักข่าวท้องถิ่น Asriran รายงานเพิ่มเติมว่า มาตรการรอบใหม่ของสหรัฐฯ ครอบคลุมหลายภาคส่วน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางทะเล โดยสหรัฐฯ ระบุว่าภาคส่วนเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

    ในกรณีของทองคำ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านใช้ทองคำเป็นหนึ่งในช่องทางในการรับมือกับแรงกดดันต่อค่าเงินของประเทศ ขณะที่ภาคการบินและการขนส่งทางทะเลถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายบุคลากร สินค้า เทคโนโลยี ทองคำ และเงิน

    นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญของมาตรการดังกล่าวคือการที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศและบริษัทต่างชาติที่ยังคงดำเนินธุรกิจกับอิหร่าน โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร

    สำนักข่าว Iran International รายงานเพิ่มเติมว่า การประกาศมาตรการครั้งล่าสุดของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ หรือ OFAC มีการเพิ่มบุคคล บริษัทและหน่วยงาน รวมถึงเรือหลายลำเข้าสู่บัญชีคว่ำบาตร โดยมีทั้งผู้ที่อยู่ในอิหร่านและบุคคลหรือบริษัทในประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย ตุรกี สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    ด้านอิหร่านได้แสดงท่าทีต่อมาตรการดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า รัฐบาลมีเครื่องมือในการรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ และพร้อมดำเนินมาตรการตอบสนองต่อสถานการณ์

    ในช่วงเวลาเดียวกัน เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจ กับอิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง

    สำนักข่าวท้องถิ่น  Donya-e-Eqtesad  รายงานว่า UAE ได้ประกาศระงับกิจกรรมและธุรกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมการแลกเปลี่ยนทางการค้าและธุรกรรมทางการเงินระหว่างทั้งสองฝ่าย การประกาศดังกล่าวมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศ เนื่องจาก UAE เป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของอิหร่าน และมีบทบาทด้านการนำเข้าสินค้า การส่งออก และการส่งออกต่อ (Re-export) ของอิหร่าน

    สำนักข่าว EuroNews Persian รายงานว่า UAE เป็นหนึ่งในแหล่งนำเข้าสินค้าสำคัญของอิหร่าน และเป็นช่องทางสำคัญสำหรับสินค้าที่นำเข้าสู่อิหร่านผ่านการส่งออกต่อ ขณะเดียวกัน UAE ยังเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของอิหร่าน โดยสินค้าที่มีการค้าระหว่างกันครอบคลุมหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงสินค้าอาหารและวัตถุดิบต่าง ๆ

    สำหรับสาเหตุของการตัดสินใจดังกล่าว สื่อภาษาเปอร์เซียรายงานความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยสำนักข่าว  EuroNews Persian รายงานความเห็นของนักวิจัยบางรายว่า การตัดสินใจของ UAE เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค รวมถึงแรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่อประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากฝ่าย UAE ให้ความเห็นอีกด้านว่า การตัดสินใจดังกล่าวควรพิจารณาจากบริบทของความสัมพันธ์ระหว่าง UAE กับอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาค และไม่ควรสรุปว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

    สรุป การเพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการประกาศระงับธุรกรรมทางการค้าและการเงินของ UAE เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอิหร่านกับต่างประเทศ โดยสหรัฐฯ เดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ พร้อมเตือนประเทศ บริษัท และสถาบันการเงินในประเทศที่สามที่ดำเนินธุรกิจกับอิหร่าน ขณะที่มาตรการใหม่ครอบคลุมภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ ทองคำ เทคโนโลยี สินทรัพย์ดิจิทัล การบิน และการขนส่งทางทะเล ขณะเดียวกัน UAE ได้ประกาศระงับธุรกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ UAE ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการค้าและการนำเข้าของอิหร่าน ทั้งนี้ แหล่งข่าวภาษาเปอร์เซียมีการนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสาเหตุและบริบทของการตัดสินใจของ UAE จึงควรแยกข้อเท็จจริงจากความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ และยังไม่ควรสรุปว่าการดำเนินการของ UAE มีสาเหตุโดยตรงจากแรงกดดันของสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rbxbf5pak2ob6zc6ywsbkuuc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31ILr8jduclrjyEKObpIVg

  • เศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ ย้ำการลงทุนคือหัวใจ ชี้ทุนสำรองสูงเป็นหลังพิงยามเกิดวิกฤติ | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ ย้ำการลงทุนคือหัวใจ ชี้ทุนสำรองสูงเป็นหลังพิงยามเกิดวิกฤติ | เดลินิวส์

    นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานเสวนา KT Dialogue NEW HORIZON THAILAND INVESTMENT PLAYBOOK จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญของ กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ (Low Growth Trap) ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมานาน โดยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีศักยภาพการเติบโตที่ลดลงอย่างน่ากังวล

    [ เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ]

    จากการประเมินล่าสุดของ ธปท. พบว่า ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP Growth) ของไทยลดลงมาอยู่ที่ 2.7% ซึ่งหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 ที่ ธปท. เคยประเมินศักยภาพของเศรษฐกิจไทยไว้สูงถึง 3.5% 

    การลดลงนี้สะท้อนถึงการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากไม่มีการแก้ไข ศักยภาพการเติบโตของประเทศอาจลดต่ำลงไปกว่านี้อีก

    นายดอน ชี้แจงว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดย ธปท. ประเมินว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 2.3% ใกล้เคียงกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ประเมินไว้ 2.2% 

    ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% ค่อนข้างมาก เป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยเผชิญกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศ (Shocks) ที่รุนแรงและเกิดขึ้นถี่มาก ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 การประกาศใช้นโยบายการค้าที่ตึงเครียดของสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งในวาระแรกและวาระที่สอง ตลอดจนวิกฤติราคาพลังงานในปีนี้

    “โควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ทำให้เราทรุดยาวนานถึง 2-3 ปี และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มจะทยอยฟื้นตัวขึ้นมาได้ ก็ต้องมาเจอกับแรงกระแทกอื่นๆ ซ้ำเติมทันที ส่งผลให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไม่มีเวลาเพียงพอในการปรับตัวและฟื้นฟูเสถียรภาพ” นายดอน ระบุ

    [ การลงทุนคือหัวใจ ]

    นายดอน เน้นย้ำว่า การลงทุน คือหัวใจสำคัญเพียงหนึ่งเดียว ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักนี้ได้ โดยการลงทุนที่เพียงพอจะช่วยตอบโจทย์สองด้านพร้อมกัน คือ ช่วยหนุนให้การเติบโตของ GDP ในระยะสั้นกลับเข้าใกล้ระดับศักยภาพ 

    และในระยะยาวจะช่วยยกแผง หรือดึงระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ (Potential GDP) ให้สูงขึ้นกว่า 2.7% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่น่าพอใจสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ควรเติบโตได้ 3-4%

    [ ดอกเบี้ยต่ำประคองเศรษฐกิจ ]

    นายดอน ระบุว่า ธปท. ดำเนินงานใน 2 ด้านหลัก คือ นโยบายการเงิน และ มาตรการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจ โดยนโยบายดอกเบี้ยต่ำเอื้อการเปลี่ยนผ่าน

    ยกตัวอย่างแนวคิดของอดีตกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อย่าง ดร.สันติธาร เสถียรไทย ที่เคยมุ่งเน้นการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ด้วยต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดรับกับนโยบายปัจจุบันของ ธปท. ที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% เพื่อประคองเศรษฐกิจ และมองว่าการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจเป็นเสมือนผลพลอยได้ที่เป็นโบนัส

    [ ทุนสำรองสูงพึ่งพายามยาก ]

    นายดอน กล่าวถึงกระแสข้อเสนอจากบางภาคส่วนที่ต้องการให้ ธปท. นำเงินสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves) ที่มีอยู่สูงออกไปจัดตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) เพื่อใช้ลงทุนพัฒนาประเทศนั้น 

    สมัยเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารเงินสำรองของ ธปท. และเป็นผู้ดูแลพอร์ตเงินสำรองมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (300 Billion USD) เพิ่มขึ้นจาก 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ แม้ตัวเลขเงินสำรองของไทยจะอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานสากลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เช่น อัตราส่วนต่อมูลค่าการนำเข้า หรือต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้น จนเป็นเหตุให้ถูกตั้งคำถามว่ามีมากเกินไปหรือไม่ แต่หลักการที่แท้จริงของการมีทุนสำรองคือ “การเป็นที่พึ่งพายามยาก และเป็นหลังพิงในยามที่ประเทศเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ”

    ขณะเดียวกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ในระดับที่มั่นคง ไม่ใช่เพียงเพราะคำมั่นสัญญาด้านวินัยการคลังของรัฐบาลเท่านั้น แต่ปัจจัยหลักที่ช่วยเรตติ้งของประเทศไทยไว้คือ เสถียรภาพภายนอกประเทศ (External Stability) ซึ่งมีเงินสำรองระหว่างประเทศเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด

    “ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ตัวเลขการเติบโตค่อนข้างต่ำที่ 2.2-2.3% เงินเฟ้อต่ำ และยังมีจุดเปราะบางในระบบเศรษฐกิจหลายจุด การรักษาเงินสำรองไว้ในระดับสูงถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกป้องและดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในยามวิกฤติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6144224/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n6BPXBFx9sZkrZ9bsV3R9

  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีกระเตื้องรับเดือนก.ย. อานิสงส์ความหวังรายได้-เศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีกระเตื้องรับเดือนก.ย. อานิสงส์ความหวังรายได้-เศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    สถาบันเพื่อการตัดสินใจทางการตลาดแห่งนูเรมเบิร์ก (NIM) และสถาบันวิจัยตลาด GfK เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (27 ส.ค.) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -26.6 จุดสำหรับเดือนก.ย. ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากระดับ -29.4 จุดในเดือนส.ค. (ปรับทบทวนแล้ว) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ -29.6 จุด

    การปรับตัวขึ้นดังกล่าวมีปัจจัยหนุนจากความคาดหวังด้านรายได้ที่พลิกกลับมาเป็นบวก และความคาดหวังต่อภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยความระมัดระวังในการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี ดัชนีโดยรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงยืดเยื้อ

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจระหว่างวันที่ 30 ก.ค. – 10 ส.ค. 2569 พบว่าดัชนีย่อยมีความเคลื่อนไหวดังนี้

    • ดัชนีความคาดหวังด้านเศรษฐกิจ (Economic expectations) อยู่ที่ -3.9 จุดในเดือนส.ค. ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ -6.3 จุดในเดือนก.ค. แต่ลดลงเมื่อเทียบกับ 2.7 จุดในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยดัชนีดังกล่าวสะท้อนถึงการประเมินสภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไปในอีก 12 เดือนข้างหน้า
    • ดัชนีความคาดหวังด้านรายได้ (Income expectations) พลิกกลับมาอยู่ที่ 1.7 จุดในเดือนส.ค. พุ่งขึ้นจากระดับ -14.5 จุดในเดือนก.ค. แต่ยังคงต่ำกว่าระดับ 4.1 จุดในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยดัชนีดังกล่าวสะท้อนถึงความคาดหวังเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสถานะทางการเงินของครัวเรือนในอีก 12 เดือนข้างหน้า
    • ตัวชี้วัดความเต็มใจในการซื้อ (Willingness to buy) อยู่ที่ -9.8 จุดในเดือนส.ค. ขยับขึ้นเล็กน้อยจากระดับ -9.9 จุดในเดือนก.ค. และดีขึ้นจากระดับ -10.1 จุดในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยดัชนีดังกล่าวแสดงถึงความแตกต่างระหว่างคำตอบเชิงบวกกับเชิงลบต่อคำถามที่ว่า “คุณคิดว่าตอนนี้เป็นเวลาที่ดีในการซื้อของชิ้นใหญ่หรือไม่”
    • ตัวชี้วัดความเต็มใจในการออม (Willingness to save) ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 15.5 จุดในเดือนส.ค. จากระดับ 17.0 จุดในเดือนก.ค. และลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับ 15.8 จุดในเดือนส.ค. ปีที่แล้ว

    ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะคาดการณ์แนวโน้มการบริโภคที่แท้จริงของภาคเอกชนในเดือนถัดไป โดยค่าที่สูงกว่า 0 บ่งชี้ถึงการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ค่าต่ำกว่า 0 สะท้อนถึงการบริโภคที่หดตัวลง

    สถาบัน NIM ระบุเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงของดัชนีทุก ๆ 1 จุด สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคภาคเอกชน 0.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/638858&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cvWbd2AbctWxqn0HoBaMh

  • แม่ฟ้าหลวงฯ ชู ‘เศรษฐกิจอิงธรรมชาติ’ เข็มทิศธุรกิจยุคใหม่ | เดลินิวส์

    แม่ฟ้าหลวงฯ ชู ‘เศรษฐกิจอิงธรรมชาติ’ เข็มทิศธุรกิจยุคใหม่ | เดลินิวส์

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล ขณะที่ต้นทุนของดิน น้ำ และอากาศแทบไม่ได้ถูกนำมาคิดรวมในระบบธุรกิจ ธรรมชาติจึงถูกใช้ราวกับเป็นทรัพยากรที่มีให้ไม่จำกัด จนความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศเริ่มส่งผลกลับมาถึงเศรษฐกิจ การลงทุน และการดำเนินธุรกิจ

    ประเด็นดังกล่าวคือโจทย์หลักในงาน ‘MFLF Sustainability Forum 2026’ ภายใต้หัวข้อ ‘Nature Positive’ จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเวทีให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน นักวิชาการ และชุมชน ร่วมพูดถึงวิกฤตธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งกำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

     นับต้นทุนธรรมชาติ

    ‘หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล’ เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวทีด้านความยั่งยืนมักพูดถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอน รวมถึงการยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน ขณะที่ธรรมชาติและระบบนิเวศยังถูกพูดถึงในวงจำกัด ทั้งที่เป็นฐานของทุกอย่างที่เกิดขึ้น

    การฟื้นฟูธรรมชาติให้เกิดขึ้นจริงจึงต้องเริ่มจากภาคธุรกิจ เพราะเป็นผู้ใช้ทรัพยากรจำนวนมากและมีบทบาทโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ แนวคิด ‘Nature Positive’ จึงต้องการให้ธุรกิจนำเรื่องธรรมชาติเข้ามาอยู่ในโมเดลการทำธุรกิจ การประเมินผลตอบแทน และการตัดสินใจ

    โดยจุดเริ่มต้นคือการ ‘ให้มูลค่ากับธรรมชาติ’ หรือการประเมินมูลค่าธรรมชาติ (Valuation of Nature) เพื่อให้เห็นว่าทรัพยากรที่ธุรกิจนำมาใช้มีต้นทุนเท่าใด ตัวอย่างเช่น ธุรกิจการเกษตรต้องคำนึงถึงต้นทุนของน้ำและดินที่จำเป็นต่อการผลิต และเมื่อใช้ทรัพยากรเหล่านี้ไปแล้ว ธุรกิจก็ควรลงทุนฟื้นฟูและเติมทรัพยากรกลับคืนสู่ระบบนิเวศ เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการผลิตในอนาคต

    ม.ล.ดิศปนัดดา ยังเสนอว่า การประเมินต้นทุนธรรมชาติควรถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจขององค์กรด้วย ไม่ควรเป็นเพียงข้อมูลที่จัดทำไว้ในรายงานความยั่งยืน เพราะการมองเห็นต้นทุนของธรรมชาติจะช่วยให้ธุรกิจประเมินได้ว่าการใช้ทรัพยากรแต่ละประเภทมีต้นทุนเท่าใด และต้องจัดสรรเงินเพื่อดูแลหรือฟื้นฟูทรัพยากรเหล่านั้นอย่างไร พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ผู้บริโภคและสาธารณชนรับรู้ว่า ธุรกิจใช้ทรัพยากรส่วนรวมอย่างไรบ้าง

    “เราต้องการให้ทุกฝ่ายเห็นว่า ธรรมชาติไม่สามารถเป็นของฟรีที่เราตักตวงได้ไม่มีที่สิ้นสุดอีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจจะต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นหนึ่งในเครื่องมือตัดสินใจหลัก การวัดผลตอบแทนหลังจากนี้จะต้องไม่มองเพียงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องรวมผลตอบแทนของชุมชนและธรรมชาติเข้ามาสะท้อนอยู่ในงบดุลและทุกๆ การก้าวเดินด้วย”

    ให้ธรรมชาติมีสิทธิ

    อีกประเด็นที่ ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวคือแนวคิด ‘สิทธิของธรรมชาติ’ (Rights of Nature) โดยตั้งคำถามว่า มนุษย์สามารถพูดและเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ ขณะที่ธรรมชาติซึ่งเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตกลับไม่สามารถส่งเสียงเพื่อปกป้องตนเองได้ โดยแนวคิดดังกล่าวต้องการให้ธรรมชาติได้รับการยอมรับว่ามีสิทธิที่จะดำรงอยู่ ได้รับการปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟู เพื่อให้ระบบนิเวศยังคงอยู่และทำหน้าที่หล่อเลี้ยงผู้คนต่อไป

    “มนุษย์พูดได้และเรียกสิทธิมนุษยชนได้ แต่ธรรมชาติพูดไม่ได้ ทั้งที่เขาสำคัญมากต่อชีวิตเรา แนวคิด Rights of Nature คือการให้สิทธิ์แก่เขาที่จะอยู่คู่กับเราในคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการดูแลฟื้นฟู ซึ่งท้ายที่สุดผลประโยชน์ระยะยาวจะย้อนกลับมาหาพวกเราทุกคนอย่างไม่มีข้อสงสัย”

    เมื่อมองธรรมชาติในฐานะส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ แนวคิด ‘เศรษฐกิจอิงธรรมชาติ’ (Nature-Based Economy) จึงเข้ามามีบทบาท โดยธุรกิจต้องคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นกับดิน น้ำ ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่กับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ รวมถึงมองผลที่เกิดขึ้นกับชุมชนไปพร้อมกัน

    ติดกระดุมเม็ดแรก

    งาน ‘MFLF Sustainability Forum 2026’ แบ่งการพูดคุยออกเป็น 4 มิติ ได้แก่ ธุรกิจ สังคม การเงิน และชุมชน เพื่อมองการฟื้นฟูธรรมชาติจากหลายด้าน ภาคธุรกิจต้องปรับวิธีดำเนินงาน ภาคการเงินต้องมีเครื่องมือเข้ามาสนับสนุน ขณะที่สังคมและชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการใช้และดูแลทรัพยากร

    ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวต่อไปว่า ธรรมชาติเป็นเรื่องใกล้ตัวและทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ปัจจุบันมีแนวทางสำหรับฟื้นฟูธรรมชาติและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือเพิ่มการเข้าถึงข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้ และนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้จริง ‘การติดกระดุมเม็ดแรก’ จึงหมายถึงการเริ่มต้นให้ถูกทาง ทั้งในระดับธุรกิจและระดับชีวิตประจำวัน เพื่อให้การดูแลธรรมชาติค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจของผู้คนและองค์กร

    ดั้งนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่ New Normal จึงต้องเริ่มจากการที่ทุกภาคส่วนขยับไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งธุรกิจ ภาครัฐ ภาคการเงิน ชุมชน และประชาชน เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6144188/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MgY_foR4U8GXRJmvZWHdN

  • “ทองคำ” เช้านี้ +350 บาท  “รูปพรรณ” ขายออก 72,750 บาท   

    “ทองคำ” เช้านี้ +350 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 72,750 บาท  

    วันนี้ (27 ส.ค.2569) เว็บไซต์ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ทองโลกปรับตัวลง จากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 และ 30 ปี ฟื้นตัวขึ้นระยะสั้น ประกอบกับดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นยืนเหนือ 99.0 หน่วย อีกครั้ง เนื่องจากสหรัฐอเมริกา เผยดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือนออกมาสูงกว่าครั้งก่อน และตัวเลขดัชนี GDP สหรัฐฯ ประกาศออกมาทรงตัว ซึ่งปัจจัยข้างต้นอาจหนุนให้เฟดต้องคงดอกเบี้ย หรือมีความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เป็นลบกับทองคำ

    อย่างไรก็ตาม ปากีสถานรายงานว่า มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการเจรจาที่มีเป้าหมาย เพื่อลดความตึงเครียดและฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านและโอมานกำลังหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งเส้นทางเดินเรือร่วมชั่วคราว ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น หนุนให้เงินเฟ้อภาพพลังงานปรับตัวลง เป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในภายหลังได้ หากการเจรจามีการคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทางด้านกองทุน SPDR ขายทองคำ 2.85 ตัน

    ประเด็นที่ต้องติดตามคืนนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐฯ เผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ วิเคราะห์ราคาทองโลกยังสามารถยืนเหนือแนวรับที่ 4,580 ดอลลาร์ ภาพรวมยังคงอยู่ในระยะ Sideways ประเมินว่าทองโลกมีโอกาสปรับตัวลง หลังทดสอบแนวต้านที่ 4,635 ดอลลาร์ และอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบแนวรับ / ต้านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,565 ดอลลาร์ ทองโลกอาจเริ่มเข้าสู่ระยะพักฐานขาขึ้น

    ราคาทองคำวันนี้ เปิดตลาด บวก 350 บาท (ครั้งที่ 7 บวก 50 บาท) ส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 71,950 บาท และราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 71,750 บาท ราคาทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 72,750 บาท และราคาทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 70,312.08 บาท ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,633 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 32.83 บาทต่อดอลลาร์

    ราคาทองรูปพรรณ รวมค่ากำเหน็จ 800 บาท มีราคาดังนี้ ทองครึ่งสลึง ราคาขาย 9,788 บาท ทอง 1 สลึง ราคาขาย 18,775 บาท ทอง 2 สลึง/50 สตางค์ ราคาขาย 36,750 บาท และทอง 1 บาท ราคาขาย 72,700 บาท ทองคำหนัก 2 บาท ขายออก 145,400 บาท ทองคำหนัก 5 บาท ขาย 363,500 บาท

    ภาพรวมราคาทองปี 2569 บวก 7,000 บาท เดือน ม.ค. ทองคำบวก 12,700 บาท เดือน ก.พ. บวก 3,400 บาท เดือน มี.ค. ลบ 6,400 บาท เดือน เม.ย. บวก 250 บาท เดือน เม.ย. ลบ 250 บาทเดือน พ.ค. ลบ 1,450 บาท เดือน มิ.ย. ลบ 6,700 บาท เดือน ก.ค.บวก 850 บาท เดือน ส.ค. บวก 7,750 บาท

    อ่านข่าว:

    สรุปราคาทองคำ 26 ส.ค.2569 ปิดตลาด -150 ผันผวน 20 ครั้ง

    “ทองคำ” เช้านี้ +200 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 72,850 บาท

    สรุปราคาทองคำ 25 ส.ค.2569 ปิดตลาด ไม่เปลี่ยนแปลง ผันผวน 35 ครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509964&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13rKUo61RArN20OZ63Yf6t

  • Bitcoin พุ่งทะลุ 80,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรง เมินตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    Bitcoin พุ่งทะลุ 80,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรง เมินตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    Bitcoin พุ่งทะลุ 80,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรง เมินตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    สรุปข่าว
    • แม้ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะออกมาสูงกว่าคาดจนกดราคาลงไปแตะ $77,670 แต่วอลุ่มซื้อจากฝั่งเอเชียและยุโรปก็ช่วยผลักดันราคารีบาวด์กลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
    • ราคาถูกปฏิเสธทันทีหลังชนแนวต้าน $80,000 สะท้อนถึงกำแพงขายของเจ้ามือ อย่างไรก็ดี หากสามารถยืนเหนือ $83,000 ได้ จะเป็นจุดยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้น
    • ราคาถูกปฏิเสธทันทีหลังชนแนวต้าน $80,000 สะท้อนถึงกำแพงขาย อย่างไรก็ดี หากราคาสามารถทะลุและยืนเหนือ $83,000 ได้ จะเป็นจุดยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้น

    แนวโน้มผลกระทบ : Bullish

    ราคา Bitcoin เกิดการฟื้นตัวอย่างฉับพลันในช่วงบ่ายด้วยการพุ่งกลับขึ้นไปแตะระดับ $80,000 หลังจากย่อตัวลงไปที่ $77,670 จากแรงกดดันของตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด ซึ่งการรีบาวด์รอบนี้เกิดขึ้นในฝั่งตลาดเอเชียและยุโรป โดยไม่ได้มีแรงหลักมาจากฝั่งของฟิวเจอร์สทำให้ต้องมาลุ้นกันต่อในช่วงกลางคืนว่าจะเป็นอย่างไรต่อ หรือจะขยับเลยตั้งแต่ช่วงเย็นในตอนนี้

    บ่ายวันนี้ราคา Bitcoin ได้เกิดการฟื้นตัวอย่างปาฏิหาริย์อันน่าตกใจ โดยราคาได้พุ่งทะยานกลับไปยืนเหนือ $80,000 สำเร็จอีกครั้ง แม้ว่าเมื่อคืนนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการประกาศออกมาจะไม่ได้เอื้ออำนวยก็ตาม

    อ้างอิงข้อมูลจากกราฟ BTC/USD ราคา Bitcoin ได้ย่อตัวลงไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ $77,670 โดยประมาณ ก่อนที่จะค่อยๆ ฟื้นตัวมาตั้งแต่ช่วงกลางดึกจนมาถึงช่วงบ่ายวันนี้ก่อนที่ราคาจะพุ่งอย่างรุนแรงอย่างเห็นได้ชัดในกราฟรายชั่วโมง

    การปรับตัวขึ้นในวันนี้เป็นที่น่าแปลกใจมากว่าทำไมจู่ๆ ราคาถึงกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะช่วงเวลาดังกล่าวมีเพียงแค่ตลาดเอเชีย และตลาดยุโรปเท่านั้นทีมีการเคลื่อนไหว ไม่ได้เป็นผลมาจากฝั่งตลาดสหรัฐฯ

    ด้านข้อมูลจาก Coinglass เองบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวเมื่อสักครู่ไม่น่าจะมาจากการบังคับซื้อ-ขาย ผ่านเลเวอเรจเห็นได้จากมูลค่าความเสียหายที่ไม่สูงแม้จะมีบ้างเล็กน้อย ทำให้สามารถคาดเดาได้ว่าแรงซื้อบางส่วนน่าจะมาจากตลาดสปอตจริง หรือวิธีการอื่นๆ เช่นซื้อผ่าน ETFs

    ขณะเดียวกัน ในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวยังออกมานอกเหนือจากที่คาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขด้านเงินเฟ้อ เช่น PCE และ core PCE ทั้งแบบรายเดือนและเทียบรายปี

    หลังจากที่กลับขึ้นมาเหนือ $80,000 ได้ชั่วคราว Bitcoin ก็ถูกแรงต้านกดลงมาให้ต่ำลงและยังไม่สามารถฝ่าทะลุขึ้นไปได้แสดงให้เห็นว่าที่ระดับดังกล่าวมีการตั้งกำแพงขายไว้โดยเหล่าเจ้ามือและนักลงทุน แต่ถ้าฟื้นตัวกลับขึ้นไปได้ ราคามีโอกาสที่จะทดสอบแนวต้านที่ $83,000 อีกครั้ง ซึ่งกูรูหลายสำนักต่างมองว่า หากราคาผ่านแนวต้านนี้ไปได้นี่จะเป็นจุดสัญญาณที่ใช้ยืนยันการกลับมาของขาขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ Bitcoin อาจจะต้องเผชิญกับความผันผวนอีกระลอกเพราะนอกจากจะเป็นวันที่สัญญาออปชันสิ้นเดือนขนาดใหญ่หมดอายุแล้ว ยังตรงกับงานประชุม Jackson Hole ที่คาดว่าตัวของประธานเฟดอย่าง Kevin Warsh จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เป็นครั้งแรกในฐานะประธานใหม่ของเฟด

    หาก Warsh มีแนวโน้มต่อนโยบายในเชิงเข้มงวด เราก็อาจเห็นราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงตามความเสี่ยงของแนวโน้มการขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ถ้าเหตุการณ์พลิกเป็นอีกทางเราก็อาจได้เห็นการพุ่งทะยานครั้งใหญ่ที่อาจยืนยันแล้วว่า จุดต่ำสุดของ Bitcoin ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

    ปัจจุบัน Bitcoin ยังคงพยายามที่จะทดสอบแนวต้านที่ $80,000 ทำให้ต้องมาติดตามกันต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงเย็นที่ตลาดสหรัฐฯ เปิดทำการ 


    Bitcoin พุ่งทะลุ 80,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรง เมินตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    Patiphan Santivarotai

    นักข่าวคริปโตมากประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศ เริ่มรู้จัก Bitcoin มาตั้งแต่สมัยของ bitcoin faucet ในช่วงปี 2011 แต่ไม่ได้สนใจมากจนเริ่มมาให้ความสนใจกับวงการคริปโตอย่างจริงจังในยุค NFT ปี 2021 จนถึงปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/08/27/bitcoin-sudden-surge-back-above-80k/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b2p6AI9ksyRBUjAWbssHF

  • “เอกนิติ” ปิดอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ชูแผน “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ปิดอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ชูแผน “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ปิดอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ชูแผน “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ปิดอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ชูแผน “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปิดการอภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ยืนยันรัฐบาลจะทยอยกู้เงินตามความจำเป็น ไม่กู้เงินมารอไว้ พร้อมเปรียบแนวทางดังกล่าวว่าเป็นการ “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจไทย เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและลดความเสี่ยงในระยะยาว

    นายเอกนิติระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากวิกฤตพลังงานต่อเนื่องเป็น 3 ระลอก เริ่มจากราคาพลังงานโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งต่อไปยังต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ ก่อนกระทบกำลังซื้อของประชาชน หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการจ้างงาน

    รัฐบาลจึงกำหนดเป้าหมายของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไว้ 2 ด้าน ได้แก่ การเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ประกอบอาชีพขนส่ง ไรเดอร์ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง รวมถึงการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว

    นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลใช้ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อพยุงราคาพลังงาน แต่เปรียบเสมือนการ “นำถังมารองน้ำ” ในบ้านที่หลังคารั่ว เพราะช่วยลดผลกระทบได้เพียงชั่วคราว และอาจนำไปสู่ภาระทางการคลังซ้ำอีก

    รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การ “ซ่อมหลังคา” ด้วยการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน โดยยืนยันว่าจะทยอยกู้เงินตามความจำเป็นและการใช้จ่ายจริง เพื่อควบคุมภาระดอกเบี้ย รักษาวินัยการคลัง และเปิดให้ตรวจสอบการใช้เงินได้

    สำหรับแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ หลังราคาน้ำมันและก๊าซที่เพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย โดยนายเอกนิติระบุว่า ในไตรมาส 2 ไทยขาดดุลเกือบ 600,000 ล้านบาท จากผลของการนำเข้าพลังงานราคาแพง

    อีกแนวทางสำคัญคือการส่งเสริมพลังงานที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ หรือที่นายเอกนิติเรียกว่า “น้ำมันบนดิน” เช่น ไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน และเอทานอลจากอ้อยหรือมันสำปะหลัง เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่เกษตรกรและระบบเศรษฐกิจไทย แทนการไหลออกไปกับการนำเข้าพลังงาน

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางเป้าหมายให้การลงทุนด้านพลังงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะใหม่ของแรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี พลังงาน และเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    นายเอกนิติย้ำในช่วงท้ายว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการประคองประชาชนให้ผ่านวิกฤตพลังงานในระยะสั้น แต่ต้องสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น ลดความเปราะบางจากการนำเข้าพลังงาน และทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนหลังผ่านพ้นวิกฤต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/747648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UuhyF5blirgJZ706kXQ4Q

  • รมว.ดีอี ร่วมประชุม คกก.บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569

    รมว.ดีอี ร่วมประชุม คกก.บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569

    รมว.ดีอี ร่วมประชุม คกก.บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569


    27/08/2569 | 44 |

    วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ณ ห้องประชุมชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

    สำหรับการประชุมดังกล่าวมีวาระสำคัญเพื่อรับทราบผลการดำเนินงานของกองทุนฯ รวมถึงการพิจารณาข้อเสนอโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยยึดกรอบยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก คือ ด้านเศรษฐกิจสังคมและความเชื่อมั่น, ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), และการบริหารภาครัฐดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/168187


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/536157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WmVB-MppvF5wZHpjfnNR7