Category: เศรษฐกิจ

  • รอบนี้ไม่มีเขมร “ครม.” ไฟเขียวต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ “ลาว-เมียนมา-เวียดนาม” 7.7 แสนคน ลดผลกระทบภาคธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง | TOPNEWS

    รอบนี้ไม่มีเขมร “ครม.” ไฟเขียวต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ “ลาว-เมียนมา-เวียดนาม” 7.7 แสนคน ลดผลกระทบภาคธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 14/07/2026 16:44

    รอบนี้ไม่มีเขมร “ครม.” ไฟเขียวต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ “ลาว-เมียนมา-เวียดนาม” 7.7 แสนคน ลดผลกระทบภาคธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 14 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่ ลาว เมียนมา และเวียดนาม และเห็นชอบร่างประกาศ จำนวน 2 ฉบับ ดังนี้ 1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ และ 2. ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ ตามที่ กระทรวงแรงงาน เสนอ เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการกำลังแรงงานของภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นการสานต่อมาตรการที่ครม.เห็นชอบ เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 ที่กำหนดแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติ 3 สัญชาติ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 11 ธ.ค. 2569 แต่ยังมีแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่ง ที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจส่งผลให้แรงงานมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทบต่อการบริหารจัดการแรงงานของภาครัฐ รวมถึงการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่และทำงาน เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้แรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าว ประมาณ 770,000 คน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานในครั้งนี้จึงช่วยให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว และช่วยรักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ

    ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า นอกจากนั้น ครม.มอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ นายจ้าง แรงงานต่างด้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการอย่างทั่วถึง อำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามกฎหมาย และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของประเทศ

    SOCAIL 16-9_2o-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered

    17

    กำแพงเพชร เดินหน้ายกระดับสินค้าชุมชน เปิดโครงการคัดสรรสุดยอด OTOP ปี 2569 มุ่งสร้างมาตรฐานสู่ระดับสากล

    เปิดหน้าแล้ว “หมวดนัท” โผล่กลางไลฟ์ “กันจอมพลัง” แจงยิบปมใส่ชุดเต็มยศ มั่วบ้านงาน

    บางสะพานเดือด! ชาวสวนมะพร้าวรวมพลังทวงคำตอบ ใครอยู่เบื้องหลังการนำเข้า

    ให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทดแทนและกองทุนเงินทดแทนประกันสังคม

    เพชรบูรณ์ กระแส “ทุเรียนทองคำวังโป่ง” ดังไกล นักท่องเที่ยวแห่ชม ชิม แชะ เตรียมเที่ยวงานเทศกาลทุเรียนทองคำและผลไม้ชาววัง

    คอหงส์เปิดโครงการปศุสัตว์ร่วมใจกำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้า เร่งทำหมัน-ฉีดวัคซีนสุนัขแมวฟรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1630602&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OwhdcEbBAZl_sT5_0mkXS

  • SDGs Report 2026 เผย 15% ของเป้าหมายโลกถดถอย – ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และเงินทุนช่วยเหลือที่ลดลง | SDG Move

    SDGs Report 2026 เผย 15% ของเป้าหมายโลกถดถอย – ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และเงินทุนช่วยเหลือที่ลดลง | SDG Move

    เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาสำนักงานกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Department of Economic and Social Affairs: UN DESA) ร่วมกับระบบสถิติของสหประชาชาติ (United Nations Statistical System: UNStats) เผยแพร่ “รายงานเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี 2569(The Sustainable Development Goals Report 2026) ชี้แม้การดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 จะนำไปสู่ความก้าวหน้าในหลายด้าน แต่ภาพรวมของโลกยังคงก้าวหน้าไม่เร็วพอที่จะบรรลุเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2030 โดยระบุว่าจากเป้าหมายย่อย (targets) ทั้งหมด 139 ข้อที่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการประเมิน มีเพียง 36% เท่านั้นที่มีความก้าวหน้าในระดับปานกลางหรือเป็นไปตามทิศทางที่กำหนด ขณะที่ 49% มีความก้าวหน้าช้ากว่าที่ควร และอีก 15% มีสถานการณ์ถดถอย สะท้อนว่าโลกยังต้องเร่งรัดการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda) 

    รายงานนำเสนอข้อค้นพบเกี่ยวกับความสำเร็จสำคัญบางประการ ได้แก่

    • ประชากรเกือบ 1 พันล้านคน สามารถเข้าถึงบริการน้ำดื่มที่ได้รับการจัดการอย่างปลอดภัย (safely managed drinking water) และอีก 1.2 พันล้านคน สามารถเข้าถึงบริการสุขาภิบาลที่ได้รับการจัดการอย่างปลอดภัย (safely managed sanitation)
    • จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) รายใหม่ลดลง 30% ในช่วงปี ค.ศ. 2015 – 2024 ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับเอดส์ (AIDS-related deaths) ลดลง 35%
    • ประชากรโลก 92% สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้
    • การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็น 74% ใน ค.ศ.2025 จาก 40% ใน ค.ศ. 2015
    • ระบบการคุ้มครองทางสังคม (social protection) ครอบคลุมประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก

    ข้อค้นพบข้างต้นสะท้อนว่าความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากการดำเนินงานในระดับท้องถิ่น นโยบายระดับชาติ และความร่วมมือระดับโลกที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการปฏิวัติด้านข้อมูล (data revolution) ที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ติดตามความก้าวหน้าและระบุช่องว่างของการดำเนินงานได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยในปี ค.ศ. 2015 มีข้อมูลรองรับเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของตัวชี้วัด SDGs แต่ปัจจุบันข้อมูลครอบคลุมเกือบทุกตัวชี้วัดแล้ว

    นอกจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น รายงานยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ยังรุนแรงหลายด้าน ได้แก่ 

    • ในปี ค.ศ.2026  คาดว่าประชากรโลกประมาณ 10% หรือราว 826 ล้านคน ยังคงเผชิญกับความยากจนขั้นรุนแรง (extreme poverty)
    • ประชากร  2.3 พันล้านคนทั่วโลก ยังคงเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหารในระดับปานกลางหรือรุนแรง (moderate or severe food insecurity) 
    • ประชากรราว 2.1 พันล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรโลก ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการน้ำดื่มที่ได้รับการจัดการอย่างปลอดภัย 
    • เด็กมากกว่า 150 ล้านคนทั่วโลกยังคงมีภาวะเตี้ยแคระแกร็น อันเป็นผลจากภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง
    • อัตราการเสียชีวิตของมารดายังสูงกว่าเป้าหมายระดับโลกเกือบ 3 เท่า
    • ประชากร 1 ใน 5 คนทั่วโลกยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์

    ปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมาย SDGs ได้แก่ ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ระดับหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น และความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance: ODA) ที่ลดลงถึง 23% ในปี ค.ศ. 2025 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ขณะที่ช่องว่างด้านเงินทุนเพื่อบรรลุ SDGs ของประเทศกำลังพัฒนายังคงสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สวนทางกับการใช้จ่ายด้านการทหารของโลกที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าวิกฤตเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างบูรณาการ

    รายงานจึงเสนอให้เร่งปิดช่องว่างด้านเงินทุนผ่านการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ การบรรเทาภาระหนี้ และการเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนเหมาะสม ควบคู่กับการเร่งดำเนินการตาม Sevilla Commitment ด้านการระดมเงินทุน และ Medellín Framework ด้านระบบข้อมูล เพื่อให้ทรัพยากรเข้าถึงประชากรและชุมชนที่เปราะบางที่สุด พร้อมย้ำว่าไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การระบาดใหญ่ หรือความเหลื่อมล้ำได้เพียงลำพัง จึงต้องรักษาความร่วมมือพหุภาคี (multilateralism) และไม่ปล่อยให้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์บั่นทอนความร่วมมือระหว่างประเทศ

    ดังนั้นช่วงเวลา 4 ปีสุดท้ายก่อนปี ค.ศ. 2030 จึงเป็นบททดสอบสำคัญของประชาคมโลก โดยการตัดสินใจในวันนี้เกี่ยวกับการจัดหาเงินทุน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการรับมือกับวิกฤตร่วมกัน จะส่งผลต่อคนรุ่นต่อไปในระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อน SDGs เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และยืนยันว่า เป้าหมายที่โลกกำหนดร่วมกัน ยังอยู่ในวิสัยที่จะบรรลุได้ หากทุกประเทศร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจังในช่วงเวลาที่เหลือ

    รายงานเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs Report นี้ เป็นรายงานทางการฉบับเดียวขององค์การสหประชาชาติที่ติดตามความก้าวหน้าตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) นำเสนอข้อมูลล่าสุดทั้ง 17 เป้าหมายที่ได้จากหน่วยงานระดับนานาชาติและระดับภูมิภาคมากกว่า 50 หน่วยงานทั่วโลก โดยอาศัยข้อมูลและการวินิจฉัยของฐานข้อมูลตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั่วโลก (Global SDG Indicators Database) มีกำหนดเผยแพร่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมของทุกปี หรือในช่วงก่อนการประชุม High-Level Political Forum on Sustainable Development (HLPF)

    ●อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    SDGs Report 2025 ชี้ 18% ของเป้าหมายโลกถดถอย เหตุจากความขัดแย้ง วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และขาดเงินทุน
    – รายงาน SDGs Report 2024 ของสหประชาชาติระบุว่า SDGs เพียง 17% จะบรรลุทันเวลา ซ้ำพบความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และความหิวโหยเพิ่มขึ้น
    – SDG Updates | บทสรุป SDG Index 2025 – ครบ 1 ทศวรรษ โลกยังไม่บรรลุ SDGs ใด พบไทยมี 6 เป้าหมายตกอยู่ในสถานะท้าทายมาก 
    – SDG Updates | สรุปประเด็นสำคัญ รายงานความก้าวหน้า SDGs ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ปี 2568 
    – SDG Updates | Six Transformations to Achieve the Sustainable Development Goals – แนวคิดการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานเพื่อบรรลุ SDGs ให้ทันเวลา 

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG1 ขจัดความยากจน
    #SDG2 ขจัดความหิวโหย
    #SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
    #SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ
    #SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ
    #SDG6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
    #SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
    #SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    #SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม อุตสาหกรรม
    #SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
    #SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
    #SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    #SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
    #SDG15 ระบบนิเวศบนบก
    #SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง
    #SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    แหล่งที่มา:
    UN Stats SDG Report Presents Success Stories, Urges Scaling Up What Works (IISD)
    The Sustainable Development Goals Report 2026 (UNStats)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/07/14/key-messages-sdgs-report-2026/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OkyeF_WTD47mx_xoyy3nV

  • วิเคราะห์วิกฤตเงินเยนอ่อนค่าเป็นประวัติการณ์และปัญหาสินค้าแพงในญี่ปุ่น ปี 2569

    วิเคราะห์วิกฤตเงินเยนอ่อนค่าเป็นประวัติการณ์และปัญหาสินค้าแพงในญี่ปุ่น ปี 2569

    ภาวะเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomics) ของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนทางโครงสร้างที่สำคัญ จากแรงกดดันสองด้านหลัก คือ การอ่อนค่าอย่างรุนแรงของค่าเงินเยน และอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) ที่พุ่งสูงขึ้นจากต้นทุนนำเข้า โดยระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐได้พุ่งทะยานทะลุระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 37 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ ทังกัน (Tankan Survey) ประจำไตรมาสล่าสุด ซึ่งวัดจากดัชนีการแพร่กระจาย (Diffusion Index) กลับยังคงอยู่ที่ระดับบวก 22 ซึ่งปรับตัวดีขึ้น 5 จุดติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่ดัชนีของกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่อยู่ที่ระดับบวก 32 สะท้อนว่าภาคเอกชนรายใหญ่ของญี่ปุ่นยังคงมีความยืดหยุ่นทางธุรกิจค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ในแง่การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อภาคธุรกิจ บริษัทในญี่ปุ่นต่างประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.6 ในอีก 3 ปี และ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งทะลุกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวที่ร้อยละ 2 ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan) ไปแล้ว สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods) ที่ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ในญี่ปุ่นได้ประกาศปรับขึ้นราคาสินค้ารวมกันถึง 2,566 รายการเฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ โดยคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นำโดยกลุ่มสินค้าจำเป็นอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมปัง นอกจากนี้ ดัชนีราคาที่ดินริมถนนทั่วประเทศเฉลี่ยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงโตเกียวที่พุ่งสูงที่สุดถึงร้อยละ 9.4 อันเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปริมาณเม็ดเงินลงทุนและภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงขยายตัวอย่างหนาแน่น

    ปรากฏการณ์เงินเยนอ่อนค่าและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ เป็นผลลัพธ์มาจากปัจจัยผสมผสานทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยในแง่ของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศ (Interest Rate Differential) ทางคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (Federal Open Market Committee) ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองนโยบายการเงินโดยคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดทุนแห่เข้าซื้อดอลลาร์และเทขายเงินเยนอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 1 ในช่วงเดือนมิถุนายน แต่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) มีแนวโน้มและแสดงความต้องการที่จะรักษามาตรการกระตุ้นทางการเงิน (Monetary Stimulus) และมาตรการทางการคลัง (Fiscal Stimulus) เอาไว้เพื่อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดการเงินมองว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจไม่สามารถผลักดันการขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างรวดเร็วพอที่จะลดช่องว่างส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ได้ในอนาคตอันใกล้ ปัจจัยเสริมที่ซ้ำเติมสถานการณ์คือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในตะวันออกกลางและแรงกดดันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ความขัดแย้งดังกล่าวได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันแนฟทา (Naphtha) ทั่วโลกดีดตัวสูงขึ้น ซึ่งสร้างผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนบรรจุภัณฑ์และวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ประกอบกับการที่ภาคธุรกิจญี่ปุ่นจำนวนมากตัดสินใจเร่งจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า (Advance Procurement) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขาดแคลนในระบบโลจิสติกส์ ยิ่งกลายเป็นแรงเร่งให้เกิดเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน (Cost-push Inflation) และดันดัชนีราคาขายปลีกในประเทศให้สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ/ผู้ประกอบการไทย 

    สถานการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่นนี้เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่มีทั้งวิกฤตและความท้าทายสำหรับผู้ส่งออกไทย ในด้านที่เป็นอุปสรรค การที่เงินเยนอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้  ผู้นำเข้าชาวญี่ปุ่นมีต้นทุนในการซื้อสินค้าจากประเทศไทยแพงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของไทยมักจะทำสัญญาซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐหรือบาท แรงกดดันด้านราคานี้อาจทำให้คู่ค้าชาวญี่ปุ่นหันมาขอลดราคารับซื้อ ชะลอคำสั่งซื้อ หรือจำกัดการนำเข้าเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นรายย่อยยังคงมีความกังวลในการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค เนื่องจากรายได้ที่แท้จริง (Real Income) ของครัวเรือนญี่ปุ่นถูกกดดันจากค่าครองชีพ ก็ยิ่งทำให้การปรับขึ้นราคาขายปลีกของสินค้าไทยในตลาดญี่ปุ่นทำได้ค่อนข้างจำกัด ในทางกลับกัน วิกฤตครั้งนี้ก็นำมาซึ่งโอกาสใหม่สำหรับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าทดแทนราคาประหยัด จากรายงานข้อมูลที่ระบุว่าราคาสินค้าอาหารในประเทศญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันหันมาเน้นความคุ้มค่าและเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดมากกว่าเดิม จึงเป็นโอกาสทองของสินค้าอาหารสำเร็จรูปกลุ่มแบรนด์ห้าง (Private Brand) และวัตถุดิบอาหารแปรรูปจากไทยที่มีต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ดีในตลาดโลก นอกจากนี้ จากการที่ราคาที่ดินในทำเลท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นยังคงเติบโตอย่างคึกคัก ย่อมสะท้อนว่าภาคการท่องเที่ยวและการบริการภายในญี่ปุ่นยังคงหนาแน่น ซึ่งจะช่วยส่งแรงหนุนทางอ้อมให้ความต้องการสินค้าในกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง หรือ โฮเรก้า (HoReCa) ขยายตัวตามไปด้วยเช่นกัน

    ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ)

      โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเงินเฟ้อ (Inflationary Economy) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งใหญ่หลังจากที่ประเทศติดอยู่ในภาวะเงินฝืด (Deflation) มานานหลายทศวรรษ ปัจจุบันบริษัทและผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเริ่มมีความจำเป็นต้องยอมรับการปรับขึ้นราคาสินค้าที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในตลาดโลก ดังนั้น แม้ว่าการส่งออกสินค้าทั่วไปของไทยในเชิงปริมาณ (Volume) อาจจะชะลอตัวลงบ้างจากผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยน แต่ในเชิงมูลค่า (Value) แล้ว สินค้าไทยที่มีคุณลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว หรือสินค้าที่สามารถเข้าไปช่วยลดต้นทุนในกระบวนการผลิตให้แก่คู่ค้าญี่ปุ่นได้ จะยังคงได้รับการตอบรับที่ดี ดัชนีความเชื่อมั่นทังกันของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ที่ยังคงรักษาเสถียรภาพในแดนบวกได้นั้น ยืนยันว่าห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การผลิตของฝั่งอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นไม่ได้หยุดชะงัก และยังคงมีแรงขับเคลื่อนในการนำเข้าสินค้าทุนรวมถึงวัตถุดิบขั้นกลางจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย

    เพื่อรักษาความได้เปรียบและขยายมูลค่าการค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่นภายใต้ความกดดันรอบนี้ ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเสนอราคาและการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Risk Management) โดยอาจเจรจาการค้าโดยใช้สกุลเงินที่หลากหลายขึ้น หรือเสนอทางเลือกการตกลงราคาในสกุลเงินเยนสำหรับลูกค้ารายใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ามาอย่างยาวนาน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนความเสี่ยงของฝั่งญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทางการเงินประเภทสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนและป้องกันความผันผวนของรายรับที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ นอกจากนี้     ผู้ส่งออกไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง และเครื่องปรุงรส ควรมุ่งเน้นไปที่การเจาะตลาดสินค้าแบรนด์ห้างและการเป็นผู้รับจ้างผลิต หรือ OEM เนื่องจากผู้ประกอบการซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีกรายใหญ่ในญี่ปุ่นกำลังเร่งหาพันธมิตรต่างชาติเพื่อผลิตสินค้าแบรนด์ของตัวเองในราคาประหยัดเพื่อดึงดูดลูกค้า           ในขณะเดียวกัน ควรจะชูจุดเด่นด้านการลดขยะอาหาร (Food Waste) และความยั่งยืน (Sustainability) ในกระบวนการผลิต สอดรับกับรายงานของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ชี้ว่าปริมาณขยะอาหารในประเทศลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคสังคมญี่ปุ่นตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถยืดอายุการเก็บรักษาสินค้าให้ยาวนานขึ้น (Longer Shelf-life) หรือการปรับขนาดสินค้าให้พอดีต่อการบริโภคในแต่ละครั้ง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้นำเข้าและผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ


    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

    แปลและเรียบเรียงจาก

    หนังสือพิมพ์ The Japan News วันที่ 1 กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/t2t95ofbigz69m70odkij5k3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04Gi2Hw0tE_KTZ6Z61TDWB

  • นายกฯจีนแนะ ทำความเข้าใจเศรษฐกิจรอบด้าน ปรับตัวรับมือภาวะถดถอย | เดลินิวส์

    นายกฯจีนแนะ ทำความเข้าใจเศรษฐกิจรอบด้าน ปรับตัวรับมือภาวะถดถอย | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ว่า จีนมีกำหนดจะประกาศผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ในวันพุธ (15 ก.ค.) โดยนักวิเคราะห์คาดว่า การเติบโตของจีนจะชะลอตัวลงเหลือ 4.5% ในไตรมาสนี้ จาก 5% ในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดของเป้าหมายอย่างเป็นทางการของรัฐบาลปักกิ่ง ที่ 4.5-5% สำหรับทั้งปี

    ในระหว่างการประชุมกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือต้องมองสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างรอบด้านและเป็นกลาง โดยตระหนักถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ต้องมองเห็นปัญหาอย่างชัดเจน

    หลี่เน้นย้ำว่า การทำงานด้านเศรษฐกิจให้ดีในครึ่งปีหลัง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจของปีนี้ และเรียกร้องให้รักษาความมุ่งมั่นเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาคุณภาพสูงต่อไป

    นอกจากนั้น จีนควรเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ใช้ประโยชน์จากนโยบายที่มีอยู่ให้เต็มที่และมีประสิทธิภาพ รวมถึงศึกษาและเตรียมมาตรการเพิ่มเติมล่วงหน้า เพื่อเสริมสร้างแรงผลักดันทางเศรษฐกิจ

    หลี่กล่าวว่า งานด้านเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการบรรลุเป้าหมายการเติบโตประจำปี และเรียกร้องให้รักษาเสถียรภาพการจ้างงาน รวมถึงปลดปล่อยศักยภาพของอุปสงค์ภายในประเทศ.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6025761/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ms-iTLLOpbwzYzg8nIKPt

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (14 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (14 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (14 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (14 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 10.35 น.  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 2.51 บาทต่อลิตร

    ขณะน้ำมันดีเซลธรรมดา และ B20 ลดราคา 2.56 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 43.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 34.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 34.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 29.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 34.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 34.94 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (14 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sLQnTKDBIWPX2dflkmhdh

  • กลุ่มทิสโก้เผยผลประกอบการครึ่งปีแรก2569 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้เผยผลประกอบการครึ่งปีแรก2569 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้ เผยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 มีกำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อน แรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อ ประกันภัย และธุรกิจตลาดทุน ขณะที่ยังรักษาคุณภาพสินทรัพย์และเงินกองทุนในระดับแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการดูแลลูกค้าและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อรองรับความท้าทายและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จากการฟื้นตัวของธุรกิจหลักในหลายด้าน ทั้งธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และธุรกิจตลาดทุน สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แม้ระหว่างไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจจะเผชิญความท้าทายจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานในตลาดโลก แต่กลุ่มทิสโก้ยังสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างรอบคอบและรักษาระดับผลการดำเนินงานให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    สำหรับปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากตลาดรถยนต์ในประเทศที่เริ่มกลับมาขยายตัวได้ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศโดยรวมขยายตัวถึง 14% และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของบริษัทให้เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น ด้วยยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ของทิสโก้โตกว่า 23% และยังส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตขึ้นตามมา นอกจากนี้ การฟื้นตัวของตลาดทุนและบรรยากาศการลงทุนที่กลับมาคึกคักกว่าปีก่อน ยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการกองทุน และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของกลุ่มทิสโก้ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น

    ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้ว่าลูกค้าบางส่วนจะยังคงได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง แต่ด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ การควบคุมคุณภาพสินเชื่ออย่างมีวินัย ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐผ่านโครงการ SMEs Credit Boost และโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ซึ่งร่วมกันดำเนินมาตรการที่ตอบโจทย์และตรงจุด มีส่วนช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้และเสริมสภาพคล่องให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้บริษัทยังคงสามารถรักษาคุณภาพสินเชื่อและระดับเงินสำรองให้อยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง

    นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง กลุ่มทิสโก้จะยังคงยึดแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่าการเร่งขยายธุรกิจ โดยจะดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงเหมาะสม ควบคู่กับการติดตามดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและการบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ในระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

    “ในฐานะ Your Trusted Financial Advisor ทิสโก้ยังคงมุ่งสร้างโอกาสและความมั่นคงทางการเงินให้กับลูกค้าในทุกกลุ่ม ผ่านการให้คำปรึกษา การปรับโครงสร้างหนี้ และการสนับสนุนสภาพคล่องแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรักษาระดับเงินสำรองกองทุนให้แข็งแรง เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ “3A: Assistant Tools, Automation, Agentic AI”  เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตและสร้างความยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย” นายศักดิ์ชัยกล่าว

    สรุปผลประกอบการสำหรับงวดครึ่งปีแรก และไตรมาส 2 ของปี 2569

    ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับงวดครึ่งปีแรกของปี 2568 จากการฟื้นตัวของรายได้รวมจากการดำเนินงาน ประกอบด้วยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 4.7% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 16.4% จากทุกธุรกิจหลัก ธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) เพิ่มขึ้น 11.3% ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว นอกจากนี้ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเติบโตจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม ด้านภาวะตลาดทุนฟื้นตัวจากปีก่อนหน้า รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กลับมาขยายตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นจากการเติบโตธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและธุรกิจกองทุนรวม ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3.1% โดยยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) อยู่ที่ 1.1% ของสินเชื่อเฉลี่ย ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROAE) อยู่ที่ 16.3%

    สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทงวดไตรมาส 2 ของปี 2569 มีจำนวน 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากไตรมาส 2 ของปีก่อนหน้า จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่เติบโต ทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.9% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 6.3% เป็นผลจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจจัดการกองทุน ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6.9% ส่วนสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่ 0.9% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ดีและระดับสำรองที่เพียงพอ ครอบคลุมความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงขึ้น

    เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีจำนวน 235,803 ล้านบาท ทรงตัวจากสิ้นปี 2568 โดย สินเชื่อเช่าซื้อเติบโต 2.2% จากสินเชื่อรถใหม่เป็นหลัก สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้ขยายตัวมาอยู่ที่ 6.7% อย่างไรก็ดี การขยายตัวดังกล่าวถูกหักล้างด้วยการลดลงของสินเชื่อธุรกิจ จากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ และการชะลอตัวของสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งบริษัทยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ที่ 2.12% ของสินเชื่อรวม อยู่ในระดับใกล้เคียงจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ 190%

     ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.6% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.2% และ 2.5% ตามลำดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20260714-20260416-tisco-announces-q2-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mhm8PLWCDZTT-TIqpkBav

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.18 น.


    กลยุทธ์: ทับมือรอดูเชิง
    แนวต้าน: $4,200 , 65,500 บาท
    แนวรับ: $4,000 , 63,500 บาท
    .

    ตลาดทองคำเปิดสัปดาห์ด้วยแรงกดดัน หลังราคาทองคำโลกหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำในประเทศเคลื่อนไหวบริเวณ 63,500 บาท โดยปัจจัยหลักยังมาจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก นักลงทุนจึงจับตาทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในระยะต่อไป

    .

    อีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดเฝ้ารอคือการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ หากเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด อาจช่วยลดแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ยและเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวได้ แต่หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง ก็อาจทำให้ Fed ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า ยังช่วยพยุงราคาทองคำในประเทศไม่ให้ปรับตัวลงแรงตามตลาดโลก

    .

    ด้านเทคนิค ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงสร้างฐานหลังหลุดแนวรับสำคัญ โดยระดับ 4,000 ดอลลาร์ ยังคงเป็นจุดที่ต้องจับตา หากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสเกิดแรงรีบาวด์ระยะสั้น แต่หากหลุดลงอีกครั้ง อาจเห็นแรงขายต่อเนื่องได้ กลยุทธ์วันนี้แนะนำทับมือรอดูเชิง โดยมีแนวรับที่ 4,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 63,500 บาท และแนวต้านที่ 4,200 ดอลลาร์ หรือประมาณ 65,500 บาท นักลงทุนที่ต้องการเข้าซื้อควรรอความชัดเจนของทิศทางราคาและผลการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-14-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T8Z99Nn3E9IS4wueyWG1O

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 14/07/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 14/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZXkVnW0kqkJyrwHkeXF6F

  • ไฟไหม้โรงเบียร์ บทเรียนประกันภัยธุรกิจไทย

    ไฟไหม้โรงเบียร์ บทเรียนประกันภัยธุรกิจไทย

    ไฟไหม้โรงเบียร์หนึ่งแห่ง…ใครเป็นผู้รับภาระความเสียหาย?

    เปิดบทบาทประกันภัยไทย หลังเหตุสลดลาดพร้าว คปภ.เร่งค้นหาสิทธิ-ธุรกิจต้องทบทวนแผนบริหารความเสี่ยง

    เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างเพียงความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังสะท้อนคำถามสำคัญทางเศรษฐกิจว่า

    เมื่อธุรกิจหนึ่งแห่งต้องหยุดชะงักจากเหตุไม่คาดฝัน ใครคือผู้รับภาระความเสียหายที่เกิดขึ้น?

    เพราะความเสียหายจากอัคคีภัยไม่ได้จบลงเพียงอาคารที่ถูกไฟไหม้ หรือทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงรายได้ของกิจการที่หายไป ลูกจ้างที่อาจขาดรายได้ เจ้าของกิจการที่ต้องแบกรับต้นทุนต่อเนื่อง รวมถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บที่ต้องเข้าสู่กระบวนการเรียกร้องสิทธิ

    เหตุการณ์ครั้งนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบของ “ระบบประกันภัยไทย” ว่าจะสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบกลับมาฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด

    คปภ.เปิดศูนย์กลางค้นหาสิทธิ เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

    สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้สั่งตั้งศูนย์ประสานงานรับข้อมูลผู้เสียชีวิต ณ สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับข้อมูล ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัย และอำนวยความสะดวกแก่ทายาทผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ

    พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบสิทธิผ่านระบบศูนย์กลางข้อมูลด้านการประกันภัย (Insurance Bureau System : IBS) เพื่อค้นหากรมธรรม์ที่เกี่ยวข้องของผู้ประสบภัยแต่ละราย

    ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือด้านประกันภัยแก่ผู้ประสบภัยและทายาทผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ พร้อมประสานบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องตรวจสอบความคุ้มครองและดำเนินการตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับสิทธิอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

    fire-beer-business-insurance-SPACEBAR-Photo01.jpg

    โรงเบียร์ทุนประกัน 40 ล้าน ครอบคลุมแค่ไหน?

    จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สถานประกอบการดังกล่าวมีการทำประกันอัคคีภัยกับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมีทุนประกันภัยรวม 40 ล้านบาท

    ความคุ้มครองครอบคลุม
    • สิ่งปลูกสร้าง
    • ส่วนปรับปรุงต่อเติมอาคาร
    • เฟอร์นิเจอร์
    • สิ่งตกแต่งติดตั้งถาวร
    • เครื่องใช้ไฟฟ้า
    • สต็อกสินค้า

    โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจและประเมินความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญด้วยว่า ในทุนประกัน 40 ล้านบาท จะเพียงพอต่อความเสียหายทั้งหมดหรือไม่? เพราะในโลกธุรกิจ ความเสียหายจากไฟไหม้ไม่ได้วัดเฉพาะมูลค่าทรัพย์สินที่เสียหาย แต่ยังรวมถึง “ต้นทุนของการหยุดดำเนินกิจการ”

    เมื่อร้านปิด รายได้หาย แต่ต้นทุนยังเดินต่อ

    สำหรับธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง หรือโรงเบียร์ หากเกิดเหตุทำให้ต้องปิดกิจการเป็นเวลาหลายเดือน ความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นทุกวัน แม้ว่าจะไม่มีการขายสินค้า โดยต้นทุนที่ยังคงเกิดขึ้น ได้แก่
    • ค่าเช่าสถานที่
    • เงินเดือนพนักงาน
    • ค่าใช้จ่ายประจำ
    • ภาระหนี้สิน
    • รายได้จากลูกค้าที่สูญเสียไป

    นี่คือเหตุผลที่ “ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก” (Business Interruption Insurance) กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจ

    เพราะประกันอัคคีภัยอาจช่วยชดเชยความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะชดเชยรายได้ที่หายไปจากการหยุดกิจการ

    เหตุเดียว กระทบหลายชีวิต หลายกรมธรรม์

    นอกจากความเสียหายของสถานประกอบการแล้ว อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ คปภ. คือการตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บมีสิทธิจากกรมธรรม์ประเภทอื่นหรือไม่ เช่น
    • ประกันชีวิต
    • ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA)
    • ประกันสุขภาพ
    • ประกันภัยประเภทอื่นที่เกี่ยวข้อง

    fire-beer-business-insurance-SPACEBAR-Photo02.jpg

    เพราะในหลายกรณี ครอบครัวของผู้เสียชีวิตอาจไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตเคยทำประกันไว้กับบริษัทใด หรือมีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากกรมธรรม์ประเภทใดบ้าง

    ระบบ IBS จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยค้นหาและเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้กระบวนการช่วยเหลือเกิดขึ้นรวดเร็วขึ้น

    บทเรียนธุรกิจไทย ‘ประกันภัย’ ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย

    เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME และธุรกิจบริการว่า

    การมีเพียงประกันทรัพย์สิน อาจไม่เพียงพอสำหรับความเสี่ยงในยุคปัจจุบัน 

    เพราะความเสียหายที่รุนแรงที่สุดในบางครั้ง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่สูญเสียไป แต่คือ “ความสามารถในการกลับมาเปิดธุรกิจอีกครั้ง” 

    ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงในปัจจุบันจึงต้องมองครบทั้ง
    • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน
    • ความรับผิดต่อลูกค้าและบุคคลภายนอก
    • รายได้ที่หายไป
    • ความต่อเนื่องของธุรกิจ

    คปภ. จากผู้กำกับ…สู่กลไกคุ้มครองผู้บริโภค

    เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนบทบาทของ คปภ. ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกำกับดูแลบริษัทประกันภัย แต่เข้ามาเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ ตั้งแต่…
    • การรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิต
    • ตรวจสอบสิทธิกรมธรรม์
    • ประสานบริษัทประกันภัย
    • ติดตามการจ่ายค่าสินไหม

    เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบไม่ต้องเผชิญกระบวนการเรียกร้องสิทธิเพียงลำพัง

    fire-beer-business-insurance-SPACEBAR-Photo03.jpg

    จากไฟไหม้หนึ่งครั้ง…ถึงคำถามใหญ่ของเศรษฐกิจ

    เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นภาพสะท้อนของ “ต้นทุนความเสี่ยง” ในภาคธุรกิจไทย

    เพราะในวันที่ธุรกิจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน คำถามไม่ได้มีเพียงว่า “ทรัพย์สินเสียหายเท่าไร?” แต่คือ “ใครจะช่วยรับภาระความเสียหาย และธุรกิจจะกลับมายืนได้เร็วแค่ไหน?” ซึ่งคำตอบหนึ่งที่ชัดเจน คือ ระบบประกันภัยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจ่ายเงินหลังเกิดเหตุ แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการรักษาความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fire-beer-business-insurance&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wUZWepZNrzFemtqrjRysu

  • ‘BOI’วางทิศทางลงทุนยุคใหม่ มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    ‘BOI’วางทิศทางลงทุนยุคใหม่ มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.15 น.

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อทบทวนนโยบายส่งเสริมการลงทุน เมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 2569 ณ จังหวัดชลบุรี โดยมีคณะกรรมการฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหารบีโอไอร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนโลก โอกาสของไทย และแนวทางปรับเปลี่ยนทิศทางและบทบาทของการส่งเสริมการลงทุน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงตอบโจทย์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต

    โดยนายเอกนิติได้มอบนโยบายว่า ในระยะต่อไปบีโอไอจะเป็นกลไกหลักในการดึงดูดการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยต้องปรับบทบาทและตัวชี้วัดไปสู่การเร่งให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และกระจายประโยชน์สู่คนไทยและเศรษฐกิจไทย  

    ทั้งนี้ที่ประชุมได้หารือ 3 โจทย์หลักสำหรับการลงทุนในโลกยุคใหม่ ได้แก่ “สร้างคุณค่าอะไร” เพื่อมองเป้าหมายและประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนในมิติที่กว้างกว่าเม็ดเงินลงทุน “ลงทุนอะไร” เพื่อพิจารณาโอกาสของสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรให้ความสำคัญ และ “ขับเคลื่อนอย่างไร” เพื่อหารือแนวทางในการใช้เครื่องมือส่งเสริมการลงทุน การอำนวยความสะดวก และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้ตอบโจทย์นักลงทุนและการพัฒนาประเทศได้ดียิ่งขึ้น

    โดยที่ประชุมเห็นว่าตัวเลขเงินลงทุนและการจ้างงานยังคงเป็นข้อมูลสำคัญ ในการสะท้อนความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันอาจพิจารณามิติประกอบอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ส่วนด้านทิศทางอุตสาหกรรม ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนมุมมองถึงการปรับโฟกัสใหม่ เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนมีจุดเน้นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และกำหนดกลุ่มเทคโนโลยีและกิจการที่มีศักยภาพสูง ด้านการขับเคลื่อนและดึงดูดการลงทุน บูรณาการเครื่องมือและมาตรการสนับสนุนระหว่างหน่วยงาน ทั้งด้านภาษี ด้านการเงิน ด้านการบริการและอำนวยความสะดวก เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่และดูแลนักลงทุนเดิมให้ขยายกิจการ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/976925&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13eKA_D-CF20JaUc87C_vb