Category: เศรษฐกิจ

  • บอนด์ยีลด์พุ่งสูงทั่วโลก เตือนสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว

    บอนด์ยีลด์พุ่งสูงทั่วโลก เตือนสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว

    บอนด์ยีลด์พุ่งทั่วโลก กดดันรัฐบาลและผู้บริโภคแบกภาระดอกเบี้ยหนัก

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษพร้อมกัน สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคทั่วโลก โดยมีสาเหตุหลักจากการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูง ภาวะเงินเฟ้อที่ยังไม่สงบ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในสหรัฐฯ

    ตัวเลขบอนด์ยีลด์อยู่ที่ระดับใด

    พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซึ่งถือเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นระยะยาวต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ พุ่งแตะ 5.34% ในกลางเดือนสิงหาคม นับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อนวิกฤตการเงินโลกปี 2007 ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 5.17%

    ในยุโรป พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนราว 3.22% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ขณะที่พันธบัตรฝรั่งเศสอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 4.05% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ท่ามกลางความกังวลเรื่องการตัดลดรายจ่ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี แม้แต่ญี่ปุ่นซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีบอนด์ยีลด์ใกล้ศูนย์ ก็เห็นตัวเลขพุ่งขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 2.9% จาก 2.1% ในเดือนกุมภาพันธ์

    ทำไมบอนด์ยีลด์จึงพุ่งสูง

    ฟรีเดอริก ดูครอซต์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของธนาคารพิกเตต์ (Pictet) จากสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า นับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008-2009 หนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งซ้ำเติมด้วยโควิด-19 สงครามในตะวันออกกลาง และสงครามการค้า ที่บังคับให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายมหาศาล

    ชาร์ล็อต เดอ มงต์เปลลีเยร์ นักเศรษฐศาสตร์จาก ING ชี้ว่า แม้แต่ประเทศที่มีวินัยการคลังอย่างเยอรมนีก็ยังเผชิญการขาดดุลที่เพิ่มขึ้น และเมื่อรัฐบาลต้องออกพันธบัตรมากขึ้นเพื่อชดเชยการขาดดุล ก็ยิ่งต้องแข่งกันดึงดูดเงินทุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

    ผลกระทบต่อสหรัฐฯ และผู้บริโภค

    สหรัฐฯ เผชิญสถานการณ์รุนแรงเป็นพิเศษ หลังหนี้สาธารณะทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก หรือเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทศวรรษเดียว ต้นทุนดอกเบี้ยปีที่ผ่านมาพุ่งถึง 9.7 แสนล้านดอลลาร์ จากเพียง 3.5 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2021

    ความไม่แน่นอนยังเพิ่มขึ้นจากท่าทีของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ที่หลีกเลี่ยงการสื่อสารชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ที่ 3.7% เกือบสองเท่าของเป้าหมาย 2%

    สำหรับผู้บริโภค บอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นหมายถึงดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านและสินเชื่อรถยนต์ที่แพงขึ้นโดยตรง ส่วนภาคธุรกิจก็แบกต้นทุนการกู้ยืมเพื่อลงทุนสูงขึ้น ซึ่งเดอ มงต์เปลลีเยร์ สรุปว่า สุดท้ายแล้วจะฉุดให้การซื้อบ้านและโครงการลงทุนลดลง และเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/bond-yields-surge-global-economy-trouble-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LTIvgrCZObUZK2r9eo4WX

  • “กรณ์” ประกาศ ปชป.คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำไม่ใช่คำตอบแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    “กรณ์” ประกาศ ปชป.คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำไม่ใช่คำตอบแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

    นายกรณ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตการกู้เงินครั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศเพียงชะลอตัว และการกู้ผ่านพระราชกำหนด ยังหลีกเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มข้นเหมือนงบประมาณรายจ่ายประจำปี และประเทศไทย กำลังเผชิญ 4 ปัญหาหลัก คือ GDP โตต่ำ ปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด รายได้แท้จริงของประชาชนติดลบเกือบ 3% และปัญหาสินค้าราคาแพงจากค่าน้ำมัน ซึ่งการกู้เงินมาแจก หรือพยุงชั่วคราว ไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างได้จริง

    พร้อมยังเห็นว่า ความเร่งด่วนในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล อาจไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ทัน โดยหยิบยกข้ออ้างจากโครงการติดตั้ง Solar Rooftop 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือนนั้น ไม่สามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะทำเสร็จก่อนพระราชกำหนด จะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายน 2567 เพราะกำลังการติดตั้งจริงของประเทศทำได้เพียงปีละ 100,000 ถึง 200,000 ครัวเรือน ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 5 ปี และกฎหมาย ไม่อนุญาตให้กู้เงินมากองไว้ล่วงหน้า เพราะจะทำให้เกิดภาระดอกเบี้ย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GCVWriHXYBN1YB1VGGQIa

  • ‘เอกนิติ’ ดันลงทุนแตะ 30% ของ GDP ปลุกเศรษฐกิจโตเกิน 3% เสริมแกร่งตลาดทุน

    ‘เอกนิติ’ ดันลงทุนแตะ 30% ของ GDP ปลุกเศรษฐกิจโตเกิน 3% เสริมแกร่งตลาดทุน

    “เอกนิติ” ดันลงทุนแตะ 30% ของ GDP ปลุกเศรษฐกิจโตเกิน 3% เสริมแกร่งตลาดทุน

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายใน 3 ด้าน ได้แก่ การปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ

    เกิดการเปลี่ยนแปลง3 ประการ

    สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก่อให้เกิดนัยสำคัญ 3 ประการ ประการแรก เผยให้เห็นจุดอ่อนที่มีอยู่เดิม ซึ่งไทยต้องยอมรับความจริงนี้ ประการที่สอง สร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ขึ้นมา และประการที่สาม ทำให้ไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่

    ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งดำเนินงานภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 มิติที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่ การสร้างเสถียรภาพในปัจจุบัน (Stabilize Today) ผ่านการเยียวยาค่าครองชีพประชาชนด้วยการช่วยเหลือทางการเงินแบบมุ่งเป้า การเปลี่ยนผ่านในทันที (Transition Now) ผ่านการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะยาวด้วยการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน

    และการลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้ (Invest for Tomorrow) โดยมีเป้าหมายเพิ่มการลงทุนจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ของ GDP โดยจะดำเนินการผ่านการใช้การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการใช้มาตรการ “Thailand Fast Pass”

    เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเห็นผลลัพธ์ผ่านยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่าน BOI ที่โตขึ้นร้อยละ 37 คิดเป็นมูลค่าสะสมกว่า 1.47 ล้านล้านบาทในครึ่งปีแรก

    โดยเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชาติที่ตกลงร่วมกันโดยคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน รวมถึงอนุกรรมการด้านการลงทุน มุ่งเป้าผลักดันศักยภาพการเติบโตของ GDP ให้สูงกว่าร้อยละ 3 และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศสู่ 20 อันดับแรกของโลก

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand

    มุ่งวัดผลสำเร็จของการลงทุนใน 3 มิติ 

    • การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (R&D)
    • การดึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
    • การยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น AI ระบบคลาวด์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) และเทคโนโลยีชีวภาพ

    สำหรับพัฒนาตลาดทุนไทยนั้น จะมุ่งขยายฐานผู้ลงทุนระยะยาว การดึงดูดบริษัท New Economy เข้าสู่ตลาดผ่านโครงการ BOI to IPO ตลอดจนการสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อช่วยให้บริษัทจดทะเบียนปรับปรุงผลิตภาพเชิงนวัตกรรม ตลอดจนพิจารณาสิทธิประโยชน์ดึง SME เข้าซัพพลายเชนบริษัทใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/667431&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31JZgHYQwDAzXkO71nWMZb

  • ‘อภิสิทธิ์’ ยกเหตุผล 4 ข้อ ไม่เห็นด้วย พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฟันธงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ

    ‘อภิสิทธิ์’ ยกเหตุผล 4 ข้อ ไม่เห็นด้วย พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฟันธงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ

    ‘อภิสิทธิ์’ ให้เหตุผล 4 ข้อ ไม่โหวตให้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ฟันธง หากผ่านไปบังคับใช้จะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ-ประชาชนยังต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงาน ชี้ ปชป.เสนออะไรไปก็ไม่ทำ หวังว่าจะไม่มีการกู้เงินแล้วเอามากองไว้เฉยๆยิ่งซ้ำเติมฐานะของประเทศ

    26 สิงหาคม 2569 – จากนั้นเวลา 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ตนและพรรคประชาธิปปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับการที่สภาฯจะอนุมัติ พ.ร.ก.ฯ ด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ 1.เรื่องกฎหมาย และอำนาจของสภาฯ จริงอยู่ว่าวันนี้เรามาพิจารณา พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า พ.ร.ก.นี้ตราขึ้นชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ตนมีข้อสังเกตุเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าใครได้อ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มจะพบข้อเท็จจริง 2 ประการ คือประการที่

    1.นอกเหนือจากการรับฟังบุคคลจากรัฐบาลหรือผู้ร้องคือฝ่ายค้าน ซึ่งพยานที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจเชิญมาให้ถ้อยคำหรือให้ความเห็นเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ซึ่งเป็นนักกฏหมายมหาชนเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการคลัง ภาษีอากร และนักเศรษฐศาสตร์ จากอาจารย์ซึ่งเคยอยู่ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือทีดีอาร์ไอ ข้อเท็จจริงคือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด เห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้านว่าการตรา พ.ร.ก.นี้ไม่ชอบ เพราะ สถานการณ์ที่นำมาสู่การตราพ.ร.ก.ฯ ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แน่นอนว่าศาลมีอำนาจสามารถใช้ดุลอย่าพินิจตามที่ศาลเห็นสมควร แต่อย่างน้อยที่สุดตนคิดว่าความเห็นของพยาน ผู้เชี่ยวชาญทุกคนยืนยันว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านได้ดำเนินการร้องไปนั้น ท่านเห็นด้วยกับพวกเรา และที่สำคัญคือศาลได้เน้นย้ำเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ต่างจากฉบับก่อน คือท่านไม่ได้มีอำนาจในการที่จะวินิจฉัยว่าการตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ได้ให้อำนาจศาลในการพิจารณาเรื่องนี้แต่ศาลเขียนว่านั่นคือหน้าที่ของพวกเราในวันนี้

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จากการอภิปรายทั้งหมดของพวกเราในวันนี้ ก็จะเห็นว่าการอ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องของเงินกู้ 2 แสนล้านบาทหลัง ฟังไม่ขึ้นจริงๆ คณะกรรมาธิการที่จะติดตามเงินก้อนนี้ยังไม่ได้ประชุม ตนได้ฟังการชี้แจงของประธานกรรมาธิการแล้ว ตนไม่มีอะไรโต้แย้งท่าน แต่อยากจะแสดงความเห็นใจท่านว่าตนเชื่อว่าที่ท่านไม่สามารถเรียกประชุมได้ เพราะรัฐบาลยังไม่สามารถที่จะกลั่นกรองได้เลยว่าโครงการที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้คือโครงการอะไร ซึ่งเป็นการฟ้องอย่างชัดเจนว่าถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ความพร้อมในการที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้ต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    “เหตุผลที่ผมไม่อยากจะอนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ในทางกฎหมายก็เพื่อยืนยันว่าการตราพ.ร.ก.ครั้งนี้ เป็นความพยายามในการหลีกเลี่ยงและเป็นการลดทอนอำนาจของพวกเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลประการที่ 2.พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดจากวิกฤตที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้ ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามไปแล้วว่า เงินก้อนนี้จะมาแก้ปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นได้อย่างไร และแสดงเหตุผลชัดเจนว่าเราไม่เชื่อว่าเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาตรงนี้ และสิ่งที่รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพยามชี้แจงมาหลายครั้ง ซึ่งตนสั่งมาทุกครั้งมีช่องโหว่ในเชิงตรรกะอย่างรุนแรง โดยท่านพยายามจะบอกว่าว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งอื่นที่มีการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเศรษฐกิจยังไม่ได้หมดตัวแต่ท่านจะอ้างว่ามีวิกฤตมาเป็นทีละระลอก เริ่มต้นจากราคาพลังงาน ช่องโหว่ในตรรกะของท่านก็คือแล้วทำไมท่านไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะถ้าแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นสำหรับประชาชนคนไทย ท่านก็ไม่มีความจำเป็นแม้แต่จะต้องกู้ 2 แสนล้านบาทแรกมาแจกในโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ เสนอมาโดยตลอดว่าที่จริงแล้ว สถานการณืที่เกิดขึ้นในอดีตราคาน้ำมันตลอดโลกสูงกว่านี้ แต่รัฐบาลในอดีตก็ยังสามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับประมาณ 30 บาทกว่าๆได้ สิ่งที่เราเสนอไปไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีสรรพสามิต ถึงแม้ใช้ตลอดระเวลามาถึงวันนี้ก็ยังใช้เงินน้อยว่า 2 แสนล้านบาทเป็นเท่าตัว หรือการเอาจริงเอาจังกับการที่จะให้ผู้ที่ได้กำไรจากความผันผวนของราคาพลังงานมีส่วนช่วยอย่างจริงจังในการลดภาระของประชาชน เราก็คงไม่จำเป็นจะต้องมาแก้ปัญหาที่ข้าวของแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น จนถึงวันนี้ราคาน้ำมันดีเซล อยู่ที่ 38 บาทโดยประมาณ สิ่งที่รัฐบาลใช้เป็นเครืองมืองจริงก็คงยังกลับไปเป็นเรื่องของกองทุนน้ำมัน ที่แบกอยู่เกือบ 6 บาท และจะเป็นภาระกับพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ำมันในอนาคต

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ท่านพยามยามไปดึงมาจากโรงกลั่นยังอยู่แค่เพียง 2.40 บาท มันไม่มีความจริงจังไม่ได้มีความเป็นระบบเลยเพราะก่อนวิกฤตเกิดขึ้นค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณลิตรละ 2 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 8 บาท ช่วงเดือนเม.ย. ลิตรละ 11 บาท การพยายามจะอ้างว่าต้องไปปรับรถในเรื่องของวอร์พรีเมี่ยม โปรดักพรีเมี่ยม ทำสูตรออกมาก็ยัง กดว่าแม้ปรับตามสูตรที่รัฐบาลไปคุยกับใครก็ตามมาแล้วค่าการกลั่นที่ปรับแล้วก็ยังสูงกว่า 2 บาทเป็นเท่าตัวคือเมื่อเดือนที่แล้วอยู่ที่ 5 บาทและเดือนนี้ก็น่าจะสูงกว่านั้น แต่รัฐบาลไปดึงมาเพียงแค่ 2.4 บาท

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ประชาธิปัตย์เคยเสนอเรื่องค่าไฟที่ไปดูว่าการผลิตไฟจากก๊าซซึ่งต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นผันผวนจริงๆแล้วก็คล้ายๆกับเรื่องของคาดการณ์กันว่าถ้าเสร็จปรับสูตรจริงๆจะลดกำไรส่วนเกินจากผู้ผลิตไฟฟ้าแล้วมาลดให้กับประชาชนได้ซึ่งจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้ทำ ช่องโหว่ตรงนี้กลายเป็นข้ออ้าง แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุใช้เงินน้อยกว่า กลับกลายเป็นปล่อยให้มันลุกลามมาจนสุดท้ายก็พยายามไปใช้วิธีการเยียวยาซึ่งทำได้เพียงสี่เดือนและใครเดินตามตลาดก็จะรู้ว่าทำได้แค่เดือนละ 10 วัน หลังจาก 10 วันก็กลับไปเป็นปัญหาเหมือนเดิมและถามว่าหลังจากนี้เมื่อของแพงขึ้นและไม่มีเงินจะช่วยแล้วจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร แทนที่ท่านจะไปมุ่งลดต้นทุนด้านพลังงานหรือตึงค่าของชีพแล้วไม่ต้องเอาเงินก้อนนี้มาทำแล้วสูญสิ้นไปภายในระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลประการที่ 3.ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเรียกไม่ได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นคนละเรื่องกับวิกฤตหรือไม่วิกฤต แต่ตนไม่ปฏิเสธการมีวิกฤตในตะวันออกกลาง แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจต้องเป็นกรณีที่เศรษฐกิจใกล้จะล้มละลายรัฐบาลไม่มีเงินที่จะมาใช้จ่ายเพื่อที่จะพยุงเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่รับได้คือเติบโตแม้จะเติบโตน้อยก็ตาม และที่ไม่ควรอนุมัติ พ.ร.ก. เพราะหลังจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว เศรษฐกิจมั่นคงน้อยลงเพราะหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจะไปแต่เพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดเอาไว้ร้อยละ 70 ซึ่งความจริงเพิ่งยกขึ้นมาจากร้อยละ 60 เมื่อไม่นานมานี้ แต่รัฐบาลพูดเองว่าวิกฤตินี้ยังไม่จบยืดเยื้อ ถามว่าถ้ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงิน ในการมาทำตรงนี้จะเอาเงินที่ไหน

    “พูดตามจริงถ้าไปนับนี่ที่ตอนนี้รัฐบาลเป็นหนี้กับ ธ.ก.ส. หรือธนาคารของรัฐที่สะสมมามันถึงเพดานแล้ว การแก้ปัญหาตรงนี้จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจเพราะเป็นการเลือกเส้นทางการแก้ปัญหาที่ผิดพลาด และการที่นายกฯบอกว่าว่ามันไม่เหมือนวัฐจักรเศรษฐกิจโดยปกติ คือภาวะที่เราเผชิญอยู่เงินเฟ้อสูงเศรษฐกิจฝืดเคืองนั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่า สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ภาวะเช่นนี้ไม่เหมือนเวลาเศรษฐกิจซบเซา ที่ต้องรีบหาเงินมากระตุ้น แต่ต้องบริหารจัดการในเรื่องของต้นทุนเมื่อไม่ทำตรงนี้แล้ววันนี้ค่าของชีพสูงขึ้นวิกฤตยืดเยื้อ และเงินท่านหมดแล้วที่จะมาทำตรงนี้ เศรษฐกิจจึงมีความเปราะบางมีความมั่นคงน้อยลง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลประการที่ 4.สำหรับ 2 แสนล้านบาทหลัง อ้างว่าจะมาทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้ผ่านกระบวนการของการคิดการวางยุทธศาสตร์ที่เป็นระบบเป็นเหตุเป็นผลเพราะถ้าพูดถึงการลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิล การนำเข้าน้ำมันหรือก๊าซจากต่างประเทศ การไปสรุปว่าดังนั้นเราจะต้องกระโดดไปใช้แสงอาทิตย์ให้มากที่สุด ซึ่งรองนายกบอกว่าเป็นการผลิตพลังงานในประเทศ คำว่าในประเทศเราคือแสงแดดแต่อุปกรณ์เกือบทั้งหมดจะต้องนำเข้า และเราก็จะพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้เพียงแต่ว่าเรากระโดดจากการพึ่งพิงน้ำมันก๊าซมาเป็นการพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้แทน

    “ผมแปลกใจว่าทำไมรัฐบาลไม่คิดถึงแนวทางของการที่จะสนับสนุนเรื่องไบโอดีเซลมากขึ้น ซึ่งประชาธิปัตย์กำลังจะเสนอกฎหมายเรื่องปาล์มน้ำมันให้มีการบริหารจัดการให้สามารถนำมาเป็นพลังงานทางเลือกได้ซึ่งตรงนี้นอกเหนือจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรในประเทศของเราจริงๆแล้วถ้ามีการเจรจากับค่ายยานยนต์ต่างๆที่ผลิตอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันให้เขาปรับเครื่องยนต์ยังจะเป็นการช่วยรักษาฐานการผลิตของเรา แต่รัฐบาลก็ละเลยตรงนี้ ไม่มีการพูดถึงความสำคัญของไบโอดีเซลเลย จนกระทั่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ที่เคยอยู่กระทรวงเกษตรฯ ผมถึงได้ยินคำว่าไบโอดีเซลออกจากปากท่านนายกฯ แต่ไม่ได้อยู่ในยุทธศาสตร์ไม่ได้อยู่ในแนวทาง2 แสนล้านบาทที่จะมาทำตรงนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ถ้าอยากเปลี่ยนผ่านไปเป็นพลังงานแสงอาทิตย์จริงๆ ข้อจำกัดตอนนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของเงินที่ต้องไปกู้มา และถึงไปกู้มาแล้ว เราก็เชื่อว่าทำตามที่ท่านประกาศไม่ได้ เพราะหากจะไปสนับสนุนให้ ครัวเรือนต่างๆเปลี่ยนหลังคาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เป้าที่ท่านตั้งไว้มันไม่เป็นจริง เพราะจำนวนอุปกรณ์ จำนวนคนที่จะต้องมาติดตั้ง กำลังที่มีอยู่ทั้งหมดไม่เพียงพอที่จะทำในอายุของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ข้อจำกัดมันจึงไม่ได้อยู่ตรงนั้นที่สำคัญในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับครัวเรือนที่อ้างว่าจะไปลงทุนในเรื่องของสายส่งก็ไม่พูดให้ชัดว่าจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้มีดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาเป็นจำนวนมากมีแต่จะเพิ่มการใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้น และรัฐบาลก็ยังไม่ได้พูดให้ชัดว่าการลุงทุนในสายส่งทั้งหลายจะมารองรับการผลิตไฟฟ้าของประชาชนหรือจะมารองรับ ป้อนไฟฟ้าให้กับดาต้าเซ็นเตอร์

    “ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ผมกังวลว่าพอเดินไปอีกซักระยะหนึ่งรัฐบาลอาจจะบอกว่าในที่สุดกำลังที่จะทำตามที่เคยประกาศไว้ไม่พอคราวนี้ก็สามารถโยกเงินกลับมาหมวดหนึ่งก็ได้กลับไปกลับมาหรือไปทำโครงการที่อ้างว่าเป็นเรื่องของการเรียนรู้การสร้างทักษะเกี่ยวกับพลังงานสะอาด ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวมีโครงการจากกระทรวงมหาดไทย ศึกษาธิการ ความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะมาแก้วิกฤติตรงนี้เลยและสุ่มเสี่ยงต่อการที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ ในเรื่องของการเปิดช่องให้มีการทุจริตคอรัปชั่น และหวังว่าจะไม่มีการกู้เงินแล้วเอามากองไว้เฉยๆ ก็จะยิ่งซ้ำเติมฐานะของประเทศ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการเราจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉบับนี้ และผมอยากจะเทียบเคียงอดีตตอนต้มยำกุ้ง มีการกู้เงินแบบนี้ ประเทศไทยต้องผ่านความเจ็บปวดมากมายในช่วงนั้นแต่สิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกยอมรับและกาลเวลาพิสูจน์คือหลังจากการกู้ยืมและการแก้ปัญหาครั้งนั้นระบบสถาบันการเงินและระบบการเงินของประเทศไทยมีความมั่นคงขึ้น เกิดวิกฤติหลังจากนั้นมาหลายครั้งระบบนี้ผ่านมาได้ ตอนวิกฤตการเงินโลกแฮมเบอร์เกอร์ กู้มาแล้วสุดท้ายสามารถทำให้เศรษฐกิจกลับไปโตสูงถึงร้อยละ 7 และช่วงปลายรัฐบาลที่ผมทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ก็เป็นช่วงที่เราเห็นหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลง

    “ผมฟันธงว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ ถ้าผ่านรัฐสภาไปบังคับใช้ เราจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญเลยเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ และประชาชนก็ยังจะต้องเผชิญกับวิกฤตปัญหาจากพลังงานต่อไป เราจะไม่ได้เห็นฐานที่มั่นคง หรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศไทยอย่างแน่นอน พวกผมจึงไม่สามารถที่จะยกมืออนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้ และยืนยันคัดค้านทั้งในแง่ของกฎหมาย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การสุ่มเสี่ยงของประเทศ และยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1057816/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A3oNJccE8olxsrC4EET2U

  • เอกฉันท์! กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง

    เอกฉันท์! กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง

    เอกฉันท์! กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (26 ส.ค.2569) เป็นครั้งที่ 4 ของปี 2569 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี 

    หลังจากการประชุม กนง. ครั้งที่ 1 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี 

    ขณะที่การประชุม กนง. ครั้งที่ 2 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 คณะกรรมการฯ มติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

    นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

    โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจในปี 2569 และ ปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาดตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ปรับดีขึ้นแต่พึ่งพาการนำเข้าสูง และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ ปี 2570 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม ตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เล็กน้อย ตามการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด 

    อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจนถึงไตรมาส 1/2570 จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ 

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง

    ดอน นาครทรรพ

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัว แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น 

    ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง 

    สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด

    “เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมแม้ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจนถึงต้นปีหน้า ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง”

    คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    เล็งออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมภายใต้บริบทแบบนี้ คณะกรรมการฯ มองว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินต้องควบคู่ไปกับนโยบายการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    โดยในส่วนของนโยบายการเงิน คณะกรรมการฯ มองว่านโยบายอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อ

    ขณะที่นโยบายการคลัง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ในระยะสั้น คือ การลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐบาลทำได้ดีในจุดนี้ แต่ในระยะปานกลางถึงยาว คือ การเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน และการให้ความสาคัญกับการเพิ่ม productivity ในระยะยาว รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่ได้มีโครงการที่ชัดเจนมากนัก 

    สำหรับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ช่วยแก้ปัญหาหนี้กลุ่มเปราะบาง เช่น ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ และเสริมสภาพคล่องและยกศักยภาพให้กับ SMEs เช่น SMEs Credit Boost และ SMEs Secure Plus ซึ่ง ธปท.ได้ดำเนินการไปแล้ว 

    นอกจากนี้ ธปท.เตรียมออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพิ่มเติมในระยะต่อไป ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่เฉพาะแค่การเติมเงิน แต่มีเรื่องของการลด Credit Risk หรือการลด Acquisition Cost ของสินเชื่อด้วย 

    เอกฉันท์! กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง  

    ยังไม่มีความจำเป็นต้องลดหรือขึ้นดอกเบี้ย

    นายดอน ตอบคำถามมีโอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจหรือไม่ว่า ในอดีตเคยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำสุดที่ 0.5% ในช่วงโควิด เพียงแต่ในวันนี้มีการประเมินว่าภายใต้บริบทของเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่มีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ย ถ้าลดดอกเบี้ยในบริบทอย่างนี้ ลดไปได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการส่งผ่านก็มีข้อจำกัด 

    อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าลดดอกเบี้ยไม่ได้ ยังลดดอกเบี้ยได้ ถ้าเกิดภาวะวิกฤต แต่ถ้าภาพเศรษฐกิจเป็นไปตามคาดการณ์ อย่างที่ประเมิน ค่อย ๆ ฟื้น และรอมาตรการการเงินเฉพาะจุด และมาตรการการคลัง ก็จะเป็น Policy Mix ที่เหมาะสมกว่า

    “ในไตรมาส 4/2569 และไตรมาส 1/2570 มีโอกาสเห็นเงินเฟ้อเกินกรอบเป้าหมายอยู่บ้าง แต่เป็นการขึ้นชั่วคราว ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่ต้องเฝ้าติดตาม เราต้องเตรียมพร้อมไว้ ไม่ชะล่าใจ แม้ว่าความเสี่ยงมันจะลดลงมากเทียบกับการประชุมครั้งก่อน”

    ติดตามปัจจัยเสี่ยงใกล้ชิด

    ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. พัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ 2. การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง และ 3. ความสามารถในการชาระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

    บอนด์ยีลด์ไทยแกร่ง ต้นทุนการเงินยังไม่ขยับตามสหรัฐฯ

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อฐานะทางการคลังของกลุ่มประเทศมหาอำนาจเหล่านี้

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น เบื้องต้นพบว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ไม่ได้ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยพุ่งสูงขึ้นตามแต่อย่างใด เนื่องจากบอนด์ยีลด์ของไทยยังคงถูกกำหนดโดยปัจจัยอุปทาน (Supply) ภายในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินในระยะยาวของไทยยังไม่ได้ปรับตัวสูงตามไปในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/747615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lVUl-p37VG8Snk7fWq79u

  • เปิดรายชื่อ ‘60 บริษัท’ คู่ค้าอิหร่าน ถูกสหรัฐคว่ำบาตรใน ‘สงครามเศรษฐกิจ’

    เปิดรายชื่อ ‘60 บริษัท’ คู่ค้าอิหร่าน ถูกสหรัฐคว่ำบาตรใน ‘สงครามเศรษฐกิจ’

    สหรัฐเริ่มเชือดไก่ให้ลิงดู! เปิดรายชื่อ 60 บริษัท/บุคคล ที่ถูกสหรัฐคว่ำบาตรใน “สงครามเศรษฐกิจ” เนื่องจากมีความเชื่อมโยงในการทำธุรกิจและค้าขายกับอิหร่าน ซึ่งมีตั้งแต่บริษัทในตะวันออกกลางไปจนถึงจีน สิงคโปร์ และยุโรป

    สหรัฐประกาศคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ รวมถึงประเทศคู่ค้าอิหร่าน เพื่อสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและโดดเดี่ยวอิหร่านจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความพยายามทางการทูตหยุดชะงัก

    กระทรวงการคลังสหรัฐ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่เมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) ต่อบุคคลและองค์กรเกือบ 60 ราย โดยมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายที่วอชิงตันกล่าวหาว่าช่วยเหลืออิหร่านในการสร้างรายได้จากน้ำมัน จัดหาอาวุธ และดำเนินการทางไซเบอร์

    อิหร่านปฏิเสธการคว่ำบาตรล่าสุดของสหรัฐ โดยอาลี มาดานีซาเดห์ รัฐมนตรีพาณิชย์อิหร่าน กล่าวว่า มาตรการใหม่จะล้มเหลว

    “มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อเราไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามีโครงการตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของอเมริกา และวอชิงตันไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยการตัดเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจเรา” มาดานีซาเดห์ กล่าว

    กระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวว่า มาตรการล่าสุดนี้มุ่งเป้าไปที่บริษัทและเรือที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ การปฏิบัติการทางไซเบอร์ และการสร้างรายได้จากน้ำมันของอิหร่าน

    การคว่ำบาตรในวงกว้างนี้มุ่งเน้นไปที่ 5 ภาคส่วนที่วอชิงตันกล่าวว่าเป็นภาคส่วนที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของอิหร่าน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางเรือ

    ทั้งนี้ หน่วยงานและบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตรล่าสุด มีตั้งแต่บริษัทในตะวันออกกลางไปจนถึงจีน สิงคโปร์ และยุโรป

    ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลัง เป้าหมายสำคัญรายหนึ่งคือเครือข่ายจัดซื้อจัดจ้างที่มีสมาชิกมากกว่า 20 ราย และหน่วยงานทั่วตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกที่ถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลืออิหร่านในการจัดหาเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับการวิจัยนิวเคลียร์และการพัฒนาขีปนาวุธ

    อัลจาซีรารวบรวมรายชื่อหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในอิหร่านและประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรไว้ดังนี้

    อิหร่าน

    กระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลอิหร่านเป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงกระทรวงข่าวกรองและความมั่นคง (MOIS) และกระทรวงกลาโหมและโลจิสติกส์ทหาร (MODAFL)

    องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาก็รวมในรายชื่อคว่ำบาตร ทั้งบริษัทโลจิสติกส์ในอิหร่านอย่าง Noavaran Axis Private Joint Stock Company (BRE Line) ที่สหรัฐกล่าวหาว่าอำนวยความสะดวกการขนส่งให้กับองค์การวิจัยเชิงป้องกันและนวัตกรรมที่ถูกคว่ำบาตรไปแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ MODAFL

    สหรัฐยังได้คว่ำบาตรบุคคลอีกหลายรายที่เกี่ยวข้องกับ MOIS รวมถึงโมฮัมหมัด ฮอสเซน อัสลานี, เรซา คัดโคดาย และอาร์มาน คาห์ซาเดียน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางไซเบอร์

    ฮ่องกง

    บริษัท Sweet Ocean Industrial Ltd ก็เป็นหนึ่งในบริษัทราวสิบกว่าแห่งในฮ่องกงที่ถูกคว่ำบาตร กระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวหาว่าบริษัทดังกล่าวทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขนส่งอุปกรณ์สำคัญไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมาเลก อัชตาร์ ในอิหร่าน ที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ

    บริษัทหลายแห่งที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว รวมถึง RPT Technology Ltd และ Shenzhen Sweet Ocean Technology Ltd ก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน

    นอกจากนี้ บริษัท Feili Co Ltd, Minvur Ltd, Feisu Ltd และ Guska Co Ltd ก็ถูกคว่ำบาตรด้วย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ใช้ปลายทางชาวอิหร่านหลายราย โดย3 บริษัทดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าอำนวยความสะดวกในการชำระเงินให้กับ “เครือข่ายธนาคารเงาที่ผิดกฎหมาย” ของอิหร่าน รวมถึงตลาดหลักทรัพย์อิหร่าน 

    บริษัท Seyyed Mohammad Mosannai Najibi and Partners Co ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอยู่แล้ว ก็ตกเป็นเป้าหมายของมาตรการใหม่นี้ด้วย

    นอกจากนี้ บริษัทเดินเรือ Shipoil Ltd ที่จดทะเบียนในฮ่องกง ยังถูกกล่าวหาว่าประสานงานการจัดหาเชื้อเพลิงและบริการอื่นๆ สำหรับเรือที่ขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของอิหร่านให้กับหน่วยงานที่ถูกคว่ำบาตร เช่น Persian Gulf Petrochemical Industries Corp, Triliance Petrochemical, National Iranian Tanker Company และเครือข่ายของโมฮัมหมัด ฮอสเซน ชามคานี มหาเศรษฐีน้ำมันชาวอิหร่าน 

    บริษัทอื่นๆ ในฮ่องกงที่ถูกคว่ำบาตรอีก ได้แก่ Sky Oil and Gas Asia, Vienna Shipping Co และ Riqueza Group Ltd.

    จีน

    หน่วยงานของจีนที่ถูกคว่ำบาตรที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อของสหรัฐส่วนใหญ่ เป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือด้านการจัดหา การขนส่ง และการสนับสนุนด้านการจัดส่งสำหรับเครือข่ายนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และรายได้จากน้ำมันของอิหร่าน

    เสาหลักของเครือข่ายจัดหาดังกล่าวคือ บริษัท Shenzhen Sweet Ocean Technology Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศจีนที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือทดสอบ อุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ ผลิตภัณฑ์ทางแสงและอิเล็กทรอนิกส์ และทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดหาและจัดซื้อให้กับลูกค้าชาวอิหร่าน นายเทียน เจียนไป๋ ผู้อำนวยการของบริษัทนี้ ก็ถูกคว่ำบาตรเช่นกัน

    บริษัท Shenzhen Huamei Lianyun International Logistics Co Ltd ถูกคว่ำบาตรด้วย เนื่องจากทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าในจีนให้กับบริษัท BRE Line ของอิหร่าน โดยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าไปยังองค์การวิจัยและนวัตกรรมด้านการป้องกันประเทศของอิหร่านที่สหรัฐกล่าวหาว่าเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการวิจัยอาวุธนิวเคลียร์

    นอกจากนี้ บริษัทโลจิสติกส์ Shenzhen Bositong Logistics Co Ltd, Bositong Supply Chain Shenzhen Co Ltd และบริษัทเดินเรือ Lilimoon Navigation Inc ก็ถูกคว่ำบาตรเช่นกัน

    สิงคโปร์

    นิติบุคคลที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐหลายราย เนื่องจากบริษัทเหล่านั้นดำเนินงานในภาคปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอิหร่าน หรือเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรอยู่แล้ว

    บริษัท Azure Shipping Pte Ltd ถูกคว่ำบาตรเพราะทำงานร่วมกับบริษัท National Iranian Tanker Company และอดีตเจ้าของอย่างนายมันซูร์ ทายับไบ คานธี ก็ถูกคว่ำบาตรเช่นกัน พร้อมกับบริษัทเดินเรืออีกสองแห่งที่เขาเป็นเจ้าของ ได้แก่ Trans Arctic Global Marine Services และ Arc Chartering

    บริษัท Wellbred Capital Pte Ltd ในสิงคโปร์ และบริษัทย่อยในสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เชี่ยวชาญด้านปิโตรเคมี ถูกตั้งข้อสงสัยเนื่องจากดำเนินการในนามของนายชามคานี มหาเศรษฐีน้ำมันชาวอิหร่าน

    มาเลเซีย

    บริษัท Vast Mart Sdn Bhd ถูกกล่าวหาว่าโอนเงินไปยังบริษัท Sweet Ocean ที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง “หลายครั้ง”

    สหราชอาณาจักร

    บริษัทเดินเรือ Estanica Trading Ltd ถูกรวมอยู่ในรายชื่อมาตรการคว่ำบาตรเนื่องจากกำกับดูแลเรือที่ติดธงแกมเบีย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าขนส่งน้ำมันอิหร่านหลายแสนบาร์เรล

    ฝรั่งเศส

    บริษัท La Nivernaise de Raffinage SAS ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันปรุงอาหาร ถูกคว่ำบาตรเนื่องจากเป็นบริษัทในเครือของ Wellbred Trading สาขาสวิตเซอร์แลนด์

    ซีเรีย

    โมฮัมหมัด อาห์เหม็ด ซูฮิล ฟัตตูห์ นักธุรกิจชาวซีเรียที่พำนักอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นนายหน้าให้กับกองเรือลับของอิหร่าน รวมถึงบริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้ และหน่วยงานขายน้ำมันของกองบัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่าน

    ยูเครน

    อีวาน โอบูคอฟ นักธุรกิจที่พำนักอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นนายหน้าให้กับกองเรือลับของอิหร่าน รวมถึงกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC)

    หมู่เกาะมาร์แชลล์

    บริษัท Sifra Shipping Co ถูกคว่ำบาตรเนื่องจากดำเนินการเรือ SIFRA ซึ่งจดทะเบียนในบอตสวานา และถูกกล่าวหาว่าขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและเอทิลีนจากอิหร่านหลายแสนบาร์เรล

    กรีซ

    อัลม์เพอร์ทอส โซริส พลเมืองชาวกรีก และ Georgios Tsoris ถูกเชื่อมโยงกับเครือข่าย Shipoil และถูกกล่าวหาว่าประสานงานกับหน่วยงานของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร และให้บริการเติมเชื้อเพลิงเรือ

    สหรัฐให้เวลาจัดการ

    ส่วนสถาบันการเงินของจีนที่ต้องสงสัยว่าอำนวยความสะดวกในการค้าขายน้ำมันของอิหร่าน เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ถูกตัดออกจากรายชื่อมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐประกาศเมื่อวันจันทร์ ด้านวิเคราะห์คาดทางเลือกนี้อาจกระทบความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนหนักขึ้น

    เบสเซนต์ปฏิเสธที่จะระบุชื่อประเทศที่อาจเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมในอนาคต และยังไม่ได้บอกว่ามาตรการเหล่านั้นจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด แต่เขากล่าวว่าวอชิงตันจะให้เวลาแก่ประเทศและบริษัทต่างๆ ในการตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1249161&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QawH3pW0JUGh0XAjBGVC-

  • ธนาคารโลก ชี้ไทยฐานเศรษฐกิจแกร่งอาเซียน GNI ปี 2568 พุ่งเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งเครื่อง กรอ. ดันเศรษฐกิจโต – สยามรัฐ

    ธนาคารโลก ชี้ไทยฐานเศรษฐกิจแกร่งอาเซียน GNI ปี 2568 พุ่งเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งเครื่อง กรอ. ดันเศรษฐกิจโต – สยามรัฐ

    เศรษฐกิจ•8 ก.ค. 2569 • 08:40 น.

    ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทย ยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งกลไก กรอ. เติมแรงส่งใหม่

    วันที่ 8 ก.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดธนาคารโลกได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

    สำหรับ GNI คือมูลค่ารายได้ทั้งหมดที่ประชาชนและธุรกิจของประเทศได้รับ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงาน การผลิต การประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่นิยมใช้ประกอบการประเมินระดับการพัฒนาประเทศ และสะท้อนขนาดรายได้ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่าปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมี GNI อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในขนาดรายได้ประชาชาติที่อยู่ในกลุ่มสูงของอาเซียน โดยข้อมูล 11 ประเทศอาเซียนเรียงตามมูลค่า GNI ปี 2568 ได้แก่ อินโดนีเซีย 1,407,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ไทย 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ เวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ มาเลเซีย 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  เมียนมา 79,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  กัมพูชา 50,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  ลาว 17,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  บรูไน 15,518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  และติมอร์-เลสเต 2,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในภูมิภาค ทั้งด้านการผลิต บริการ การท่องเที่ยว เกษตรอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับโจทย์การเติบโตที่ต้องเร่งให้สูงขึ้น นโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งจะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยผ่านทุนทางเศรษฐกิจมีอยู่เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้า บริการ Wellness และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 และมีกำหนดประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 8 ก.ค. นี้ ซึ่งมีวาระสำคัญที่จะติดตามความคืบหน้าข้อเสนอภาคเอกชน แก้คอขวดทางเศรษฐกิจ และเร่งเปลี่ยนศักยภาพของไทยให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
    สำหรับการประชุม กรอ. ครั้งแรกนั้น เห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแต่ละด้านเป็นประธานคณะอนุกรรมการ พร้อมมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการขับเคลื่อน เพื่อเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นระบบ   ซึ่งคาดว่า คณะอนุกรรมการในแต่ละคณะจะได้มีการรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมในวันพรุ่งนี้ ทราบด้วย

    “เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเร็วขึ้น ทั่วถึงขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งของประเทศเป็นฐานต่อยอดไปสู่การลงทุน งาน รายได้ และโอกาสใหม่สำหรับประชาชน” น.ส.รัชดา กล่าว

    #ธนาคารโลก #เศรษฐกิจไทย #GNI #เศรษฐกิจอาเซียน #รัฐบาล #กรอ #ลงทุนไทย #เศรษฐกิจ2568 #ข่าวเศรษฐกิจ #ThailandEconomy #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/159119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23xcuJaN1sptF7VcAfNe4m

  • ‘เอกนิติ’ ยืนกราน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีความจำเป็น หวังแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ย้ำไม่ได้กู้มากอง

    ‘เอกนิติ’ ยืนกราน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีความจำเป็น หวังแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ย้ำไม่ได้กู้มากอง

    ‘เอกนิติ’ ยืนกราน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีความจำเป็น หวังแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ยกตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ฟ้อง ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้าน ย้ำแนวทางใช้เงินไม่กู้มากอง-ไม่มีตีเช็คเปล่า โวหากเปลี่ยนผ่านพลังงานสำเร็จ ประเทศไทยดีกว่าเดิม

    เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวชี้แจงว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ครั้งนี้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงๆ เข้าใจดีว่า ส.ส.ไปเอาความเห็นของคนเห็นค้านมาอภิปราย หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้ว คงไม่เป็นธรรม แต่เคารพความเห็นต่าง ขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ชะลอตัว เงินเฟ้อมากขึ้น น้ำมันแพงขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เคยบอกประเทศไทยจะเจอวิกฤตหลายรอบ ระลอกหนึ่ง คือ ราคาน้ำมันแพงขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ

    ระลอกสองคือ วิกฤตค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้นสูงขึ้นเกือบ 3% ระลอกสามคือกำลังซื้อลดลง แต่สินค้าแพงขึ้น วิกฤตเหล่านี้ยังไม่จบ หากปล่อยให้ลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้าของแพงขึ้นหยุดไม่ได้ อาจต้องปลดคนงาน ธุรกิจเจ๊ง หากยังหยุดไม่ได้จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ทั่วโลกบอกประเทศไทยนำเข้าพลังงานสูงมาก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แต่ปัญหาตะวันออกกลาง ไม่รู้จบเมื่อไร หากสงครามไม่จบ ความเปราะบางก็มากขึ้น วันนี้จึงต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    นายเอกนิติกล่าวว่า วัตถุประสงค์ พ.ร.ก.กู้เงิน มี 2 อย่างคือ 1.ช่วยประชาชน เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส ลดค่าครองชีพประชาชนที่ออกแบบมา ไม่ใช่แค่ประคองเศรษฐกิจ แต่ออกแบบช่วยพ่อค้าแม่ค้าให้ใช้เอไอเป็น เพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น ได้เปิดตลาดกว้างขึ้นผ่านทางออนไลน์ นอกจากขายผ่านตลาดอย่างเดียว 2.ส่งเสริมการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก หากต้องนำเข้าพลังงานไปเรื่อยๆ อาจเจอวิกฤตเศรษฐกิจรอบ 3 หรือ 4

    พ.ร.ก.กู้เงิน มีหลักคิด 3 ด้านคือ 1.ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ 2.เปลี่ยนวิกฤตเป็นจังหวะเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ไม่ใช่จะเปลี่ยนทุกอย่างในพริบตา โครงการใน พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นการกระตุกให้เปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น 3.ใช้จังหวะที่โลกเปลี่ยน ดึงดูดการลงทุนเอกชนเรื่องพลังงานสะอาด เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งที่ทั่วโลกอยากมาลงทุน จึงสนับสนุนให้คนไทยเปลี่ยนมาใช้โซลาร์เซลล์ สร้างรายได้ยั่งยืน เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าขายไฟคืนให้การไฟฟ้า

    นายเอกนิติกล่าวอีกว่า ส่วนแผนการจัดสรรงบประมาณยืนยันว่า วันนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ต่างจาก พ.ร.ก.กู้เงินในอดีต และมีหลักการเหตุผลชัดเจนกว่า แก้ปัญหาสิ่งที่เคยมีปัญหาในอดีต ทำให้ พ.ร.ก.นี้ โปร่งใส ชัดเจนมากขึ้น มีกระบวนการกลั่นกรองโครงการเข้มงวด โปร่งใส ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีผู้ทรงวุฒิภายในและภายนอก จะต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องวัตถุประสงค์และแผนงาน มีความพร้อม โปร่งใส คุ้มค่า เปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ มีการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และรายงาน ครม. ขอย้ำเงินกู้นี้จะไม่ได้กู้มากอง แต่กู้ตามการใช้จ่ายที่จำเป็น ติดตามหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นตลอด และคำนึงถึงวินัยการคลัง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่กลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน แต่สนใจสิ่งที่จะไปลงทุนจะเป็นอย่างไร ยืนยันการออก พ.ร.ก.กู้เงิน มีความโปร่งใส ไม่ตีเช็คเปล่า มีระเบียบวิธีการ ไม่ต่างจากในอดีตที่ทำเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน มีวัตถุประสงค์ชัดเจนช่วยประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังาน ใช้วิกฤตเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะยังอยู่ในวิกฤตสงคราม ต้องมีเครื่องมือมาช่วย ประเทศไทยพร้อมเปลี่ยนผ่านพลังงาน เมื่อวิกฤตจบประเทศไทยจะดีกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5862729&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29uBvYZamWgeoXTF9JErG6

  • กนง.มีมติเอกฉันท์ ‘คงดอกเบี้ยนโยบาย’ ที่ 1% หลัง ศก.โตต่ำ-ไม่ทั่วถึง

    กนง.มีมติเอกฉันท์ ‘คงดอกเบี้ยนโยบาย’ ที่ 1% หลัง ศก.โตต่ำ-ไม่ทั่วถึง

    กนง.มีมติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% หลังการเติบโตเศรษฐกิจยังอยู่ระดับต่ำ และไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี

    เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำ และไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมแม้ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจนถึงต้นปีหน้า

    ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลาง และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาดตามวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำ และไม่ทั่วถึง โดยการส่งออก และการลงทุนที่เกี่ยวกับวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ปรับดีขึ้นแต่พึ่งพาการนำเข้าสูง และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัว และปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในปี 2569 และ 2570 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เล็กน้อยตามการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด

    อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2570 จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ และการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐาน และอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัว แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น

    ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง

    สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง และ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้ม และความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1249141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sBTn9eUzvUY6YPPkh9Omw

  • กนง.มติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย 1% เศรษฐกิจไทยรับแรงส่งเอไอ แต่โตต่ำ-ไม่ทั่วถึง | เดลินิวส์

    กนง.มติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย 1% เศรษฐกิจไทยรับแรงส่งเอไอ แต่โตต่ำ-ไม่ทั่วถึง | เดลินิวส์

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยคณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

    เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมแม้ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจนถึงต้นปีหน้า ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

    คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาดตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ปรับดีขึ้นแต่พึ่งพาการนำเข้าสูง และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เล็กน้อยตามการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2570 จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ เคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัว แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6140486/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OwGkNjJJOO7o8jMM9MLk5