Category: เศรษฐกิจ

  • กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% จับตาเงินเฟ้อสูงถึงต้นปี 70

    กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% จับตาเงินเฟ้อสูงถึงต้นปี 70

    Loading…

    กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% จับตาเงินเฟ้อสูงถึงต้นปี 70

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_0pC26QmSrU23kdtyhqo1

  • In Focus: สงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะสยบอิหร่านได้จริงหรือ? เมื่อการโจมตีและการเจรจาไร้ผล : อินโฟเควสท์

    In Focus: สงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะสยบอิหร่านได้จริงหรือ? เมื่อการโจมตีและการเจรจาไร้ผล : อินโฟเควสท์

    เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าจะคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว

    แต่หลังเวลาผ่านพ้นไปเกือบ 6 เดือน และกรอบเวลาหยุดยิง 60 วัน ซึ่งมุ่งหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นของการยุติสงคราม ได้ล้มเหลวลง สหรัฐฯ กลับติดหล่มอยู่ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

    การสู้รบครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงต่อเศรษฐกิจโลก สร้างความระส่ำระสายให้พันธมิตรอ่าวเปอร์เซีย และทำให้คลังแสงของสหรัฐฯ ร่อยหรอลงไปอย่างมาก นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังบั่นทอนอำนาจต่อรองของประธานาธิบดีทรัมป์ในการผลักดันเป้าหมายหลักของสงคราม ซึ่งเปลี่ยนจากการยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ไปสู่การโค่นล้มระบอบการปกครอง และล่าสุดคือการพยายามแย่งชิงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซจากมือของอิหร่าน

    ปฏิบัติการ “Operation Economic Outcast”

    ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศและการเจรจาที่ไร้ผล สหรัฐฯ ได้หันมาใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่ภายใต้ชื่อ “Operation Economic Outcast” ซึ่งเป็นการยกระดับแรงกดดันและปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

    เบสเซนต์ได้เปรียบเทียบการยกระดับครั้งนี้กับวันดีเดย์ (D-Day) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะเปิดฉาก “การบุกโจมตีทางเศรษฐกิจ” และ “ตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนระบอบทรราชนี้ จนกว่าเตหะรานจะถูกโดดเดี่ยวโดยสมบูรณ์” พร้อมเน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “การควบคุมภัยคุกคาม” จากอิหร่าน มาเป็น “การยุติภัยคุกคาม” อย่างเด็ดขาด

    มาตรการใหม่นี้มุ่งเป้าไปที่ 5 ภาคส่วนเศรษฐกิจสำคัญของอิหร่าน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล, เทคโนโลยีและอาวุธ, ทองคำ ซึ่งถูกใช้เป็นหลักประกันและค้ำจุนเสถียรภาพสกุลเงินของอิหร่าน, สายการบิน ที่ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งอุปกรณ์ทหาร และการขนส่งทางเรือ ที่บรรทุกชิ้นส่วนอาวุธและน้ำมันดิบ พร้อมทั้งขึ้นบัญชีดำบุคคลและนิติบุคคล รวมเกือบ 60 ราย ทั้งในอิหร่านและต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าช่วยอิหร่านจัดหาเทคโนโลยีหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ลักลอบขายน้ำมัน และดำเนินกิจกรรมทางไซเบอร์

    พันธมิตรเริ่มถอย แต่ศึกหนักอยู่ที่ “จีน”

    ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ นอกจากจะพุ่งเป้าไปที่อิหร่านโดยตรงแล้ว ยังมุ่งเน้นกดดันให้ประเทศคู่ค้าตัดสัมพันธ์กับอิหร่าน ซึ่งเริ่มเห็นผลบ้างแล้วในภูมิภาค โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเคยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านด้วยมูลค่ากว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 ได้ประกาศระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกับอิหร่าน หลังโดนอิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ และหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้หารือทางโทรศัพท์กับผู้นำของยูเออี

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการล่าสุดนี้น่าจะขึ้นอยู่กับจีน ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ-จีน (USCC) ระบุว่า ในปี 2568 จีนซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านคิดเป็นมูลค่าราว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างรายได้ค้ำจุนงบประมาณของรัฐบาลอิหร่านสูงถึงเกือบ 45%

    ทางการจีนยืนกรานคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวมาโดยตลอด โดยหลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ออกมาแถลงย้ำจุดยืนอย่างแข็งกร้าวว่า จีนคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่มีกฎหมายรองรับ และยืนยันว่าการใช้แรงกดดันไม่อาจแก้ไขวิกฤตการณ์ได้ พร้อมประกาศว่าจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง

    ที่น่าสังเกตคือ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังคงละเว้นการลงโทษสถาบันการเงินและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของจีน โดยเบสเซนต์กล่าวเพียงสั้น ๆ ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการลงโทษองค์กรจีน ว่า “ไม่มีใครอยู่พ้นขอบเขตการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ” แต่หลีกเลี่ยงที่จะระบุชื่อประเทศโดยตรง

    ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยหาก:

    • ผ่อนปรนให้จีน: รายได้จากการส่งออกน้ำมันจะยังคงเป็นห่วงยางกู้ชีพให้รัฐบาลเตหะรานพยุงตัวต่อไปได้
    • ใช้มาตรการแข็งกร้าวกับจีน: ความหวังที่สหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีนจะริบหรี่ลงทันที และยังอาจถูกตอบโต้กลับในสงครามเศรษฐกิจ เช่น การจำกัดการส่งออกแร่หายากหรือเซมิคอนดักเตอร์

    อิหร่านค้าขายกับใครอีกบ้าง?

    นอกจากจีนแล้ว อิหร่านยังมีคู่ค้าสำคัญอีกหลายประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศมีเหตุผลที่จะทำการค้ากับอิหร่านต่อไป แม้เสี่ยงเผชิญมาตรการคว่ำบาตร

    • ตุรกี เป็นสมาชิกนาโตเพียงประเทศเดียวที่มีพรมแดนติดกับอิหร่าน และแม้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ มากกว่าจีน แต่เศรษฐกิจตุรกีที่กำลังเผชิญเงินเฟ้อสูงถึง 31.8% ทำให้ยากที่จะตัดขาดการค้ากับอิหร่านโดยไม่กระทบตนเอง
    • ปากีสถาน มีพรมแดนติดอิหร่านเช่นกัน และเป็นหนึ่งในคู่ค้าส่งออกรายใหญ่ของอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีรายงานการลักลอบขนน้ำมันข้ามพรมแดนจากอิหร่านไปปากีสถานโดยรถจักรยานยนต์ ซึ่งเล็ดลอดการควบคุมของรัฐบาล
    • อาร์เมเนีย เป็นคู่ค้าสำคัญอีกประเทศ แต่คู่ค้าส่งออกอันดับหนึ่งของอาร์เมเนียคือรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และพันธมิตรอยู่แล้ว บ่งชี้ว่าอาร์เมเนียอาจไม่หวั่นเกรงแรงกดดันจากสหรัฐฯ มากนัก
    • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เคยเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ล่าสุดประกาศระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่านทั้งหมด หลังถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่

    ความเดือดร้อนของประชาชน vs ท่าทีแข็งกร้าวของเตหะราน

    ขณะที่สหรัฐฯ เดินเกมทางเศรษฐกิจ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือประชาชนชาวอิหร่าน เนื่องจากการปิดล้อมทางทะเลและการคว่ำบาตรที่ยาวนานได้ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์ และยา อีกทั้งของกินของใช้พื้นฐาน เช่น ข้าวสาร นม ผ้าอนามัย และผงซักฟอก มีราคาสูงถึง 30 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยต่อเดือนที่ 100 ดอลลาร์ 

    ในฝั่งของภาคธุรกิจ หอการค้าอิหร่าน-จีนเปิดเผยว่า ค่าขนส่งสินค้าทางเรือพุ่งขึ้นจาก 3,000 ดอลลาร์ เป็น 12,000 ดอลลาร์ต่อตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งประธานหอการค้าฯ ถึงกับกล่าวว่า “การปิดล้อมทางทะเลส่งผลเลวร้ายยิ่งกว่าสงครามเสียอีก” 

    อย่างไรก็ตาม แกนนำฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาลอิหร่านยังคงมีท่าทีท้าทาย โดยอาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอิหร่าน เชื่อมั่นว่ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ จะล้มเหลว เพราะอิหร่านมีแผนรับมืออยู่แล้ว ซึ่งนักวิจัยจากศูนย์ยุทธศาสตร์ศึกษาแห่งเตหะรานแสดงทัศนะสนับสนุนคำกล่าวนี้ว่า อิหร่าน “เปรียบเสมือนผู้ได้รับปริญญาเอกด้านการหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร”

    ขณะที่ โมห์เซน เรซาอี หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงคนใหม่ ประกาศกร้าวว่า อิหร่านพร้อมตอบโต้อย่างรุนแรงต่อประเทศที่เข้าร่วมสงครามทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ โดยจะเล็งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่ใช้เส้นทางเลี่ยงนอกช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อไม่ให้น้ำมันถูกส่งออกจากภูมิภาคนี้แม้แต่หยดเดียว

    เพียงแค่ “คำขู่” ที่ไร้พลัง?

    บรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ เช่น Oxford Economics และ International Crisis Group ตั้งข้อสงสัยว่ายุทธศาสตร์นี้จะได้ผลจริงหรือไม่ เนื่องจากอิหร่านคุ้นชินกับการถูกคว่ำบาตรมานานกว่า 4 ทศวรรษนับตั้งแต่การปฏิวัติปี 2522 และได้สร้างเครือข่ายการค้ากับประเทศที่ดูเหมือนจะไม่แยแสแรงกดดันจากสหรัฐฯ เช่น ปากีสถาน และอาร์เมเนีย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การออกมาตรการใหม่ แต่อยู่ที่ว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพและกล้าพอที่จะลงโทษประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่อย่างจีนหรือไม่

    นอกจากนี้ การที่รัฐบาลทรัมป์ไม่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรให้มีผลทันที แต่กลับเปิดช่องให้เวลาปรับตัวโดยไม่กำหนดเส้นตาย สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อาจเกิดความวิตกกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบการเงินโลกหากลงมือจริง จึงเลือกใช้มาตรการนี้เป็นเพียง “คำเตือน” ทางการเมือง หรือการลองเชิงเท่านั้น

    สงครามในขณะนี้จึงเป็นการวัดใจว่าฝ่ายใดจะยอมถอยก่อน ในเกมที่แปรเปลี่ยนจากการห้ำหั่นด้วยอาวุธ เป็นการทำลายล้างทางเศรษฐกิจ และโลกยังคงต้องติดตามต่อไปว่า สหรัฐฯ จะสามารถบังคับใช้มาตรการกดดันนี้ได้จริง หรืออิหร่านจะยังคงหลบเลี่ยงกระแสคลื่นการปิดล้อมนี้ไปได้อีกครั้ง

    โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/637804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x-b2gmZbVSBfWnjjkfwoW

  • อบจ.กำแพงเพชร เปิดโครงการ “ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ชูอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และชุมชน หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นยั่งยืน | TOPNEWS

    อบจ.กำแพงเพชร เปิดโครงการ “ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ชูอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และชุมชน หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นยั่งยืน | TOPNEWS

    กำแพงเพชร — องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จัดพิธีเปิดโครงการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ณ แหล่งท่องเที่ยวเกาะเสือ ตำบลโกสัมพี อำเภอโกสัมพีนคร โดยมี นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี เพื่อชูทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่

    นายอำนวย ตาวงค์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ในนามผู้ดำเนินโครงการ เปิดเผยว่า จังหวัดกำแพงเพชรมีความโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น การนำทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้มาต่อยอดจะช่วยสร้างคุณค่า มูลค่าเพิ่ม ตลอดจนกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก

    ด้าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์อัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์และชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อและวิถีชีวิต จึงจัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมทำกิจกรรมท่องเที่ยวร่วมกัน พร้อมสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดอย่างเหมาะสม

    สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเปิดพื้นที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนการท่องเที่ยวได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ซึ่งกันและกัน นำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มได้แสดงออกถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง

    ภายในงานมีการจำลองวิถีชีวิตและการนำเสนอภูมิปัญญาจากหลากหลายพื้นที่ ได้แก่ ชุมชนการท่องเที่ยวอำเภอโกสัมพีนคร, ชุมชนอัตลักษณ์ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล อำเภอเมืองฯ, กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ ตำบลวังยาง อำเภอคลองขลุง และกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ อิ้วเนี่ยน ลีซู และลาหู่ จากอำเภอคลองลาน เพื่อเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

    ขณะที่ นายสุนทร รัตนากร นายก อบจ.กำแพงเพชร กล่าวปิดท้ายว่า กิจกรรมในวันนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนได้นำเสนออัตลักษณ์ผ่านการเสวนา นิทรรศการ และการสาธิตภูมิปัญญา พร้อมกล่าวขอบคุณภาคีเครือข่าย ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดกำแพงเพชร ส่วนราชการ และสื่อมวลชน ที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1674034&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Fp_oOk1nV7_5qhoIW19j9

  • การโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย

    การโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย

    นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าคณะกรรมการฯ เห็นชอบการโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมรองรับความท้าทายในระยะข้างหน้า โดยให้มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ดังนี้
    rn 

    rn

    1. ย้าย นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร เป็น รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เพื่อแทนนางรุ่ง มัลลิกะมาส ที่ลาออกก่อนเกษียณอายุและจะเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าการ

    rn

    2. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ เป็น รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน

    rn

    3. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน เป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินและกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    26 สิงหาคม 2569

    rn”}}” id=”anchor1″>

    นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าคณะกรรมการฯ เห็นชอบการโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมรองรับความท้าทายในระยะข้างหน้า โดยให้มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ดังนี้
     

    1. ย้าย นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร เป็น รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เพื่อแทนนางรุ่ง มัลลิกะมาส ที่ลาออกก่อนเกษียณอายุและจะเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าการ

    2. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ เป็น รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน

    3. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน เป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินและกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    26 สิงหาคม 2569

    สอบถามเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260826.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nMq5AEAFrEFdGlATZPTY4

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    set

    set

    • ข้อมูลการซื้อขาย

      ผลิตภัณฑ์

      ดัชนี

      ข้อมูลและสถิติ

      ข่าวและการแจ้งเตือน

      รายชื่อบริษัทจดทะเบียน/หลักทรัพย์

      ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

    • ผู้ออกหลักทรัพย์

      การออกตราสารทุน

      ข้อมูล IPO

      การเป็นบริษัทจดทะเบียน

      รายชื่อบริษัทจดทะเบียน/หลักทรัพย์

    • กฎเกณฑ์และการกำกับ

      เกณฑ์และการกำกับ

    • บริการ

      บริการเชื่อมต่อและข้อมูล

      บริการซื้อขาย

      บริการหลังการซื้อขาย

      บริการเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน

      บริการสำหรับสมาชิก

      บริการสำหรับนักลงทุนสถาบัน

      บริการอื่นๆ

    • ความรู้และวิจัย

      ความรู้

    • เกี่ยวกับ ตลท.

      กลุ่ม ตลท.

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D106532501%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Gq0L1Q2xoBBJZbSykoxLC

  • “รมว.สุรศักดิ์” เผย ถอนวีซ่านักท่องเที่ยวกร่าง หารือ “รองนายกฯ เอกนิติ” พร้อมเปิด “ไทยเที่ยวไทยพลัส” 1 ต.ค. นี้ ขยาย 1 ล้านสิทธิ์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “รมว.สุรศักดิ์” เผย ถอนวีซ่านักท่องเที่ยวกร่าง หารือ “รองนายกฯ เอกนิติ” พร้อมเปิด “ไทยเที่ยวไทยพลัส” 1 ต.ค. นี้ ขยาย 1 ล้านสิทธิ์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “รมว.สุรศักดิ์” เผย ถอนวีซ่านักท่องเที่ยวกร่าง หารือ “รองนายกฯ เอกนิติ” พร้อมเปิด “ไทยเที่ยวไทยพลัส” 1 ต.ค. นี้ ขยาย 1 ล้านสิทธิ์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ


    26/08/2569 | 106 |

    วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาลนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ก่อความวุ่นวายและทำตัวเกเรในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เกาะสมุย และจังหวัดภูเก็ต โดยยืนยันว่านักท่องเที่ยวที่ก่อปัญหาได้รับการดำเนินการเพิกถอนวีซ่าเรียบร้อยแล้ว

    นายสุรศักดิ์ เน้นย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกชนชาติ แต่ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายและเคารพวัฒนธรรมไทยอย่างเคร่งครัด พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ใครใช้พื้นที่เป็นสัญลักษณ์หรือสร้างความขัดแย้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม มาตรการเพิกถอนวีซ่าจะพิจารณาเป็นรายบุคคลโดยไม่ใช้วิธีเหมาเข่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่

    เพื่อป้องกันปัญหาบานปลาย นายกรัฐมนตรีได้กำชับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานในพื้นที่ ให้เร่งจัดการและเพิกถอนวีซ่าผู้กระทำผิดทันที ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ประสานงานกับ ททท. สถานทูต และสายการบิน เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมาย วัฒนธรรมไทย และช่องทางขอความช่วยเหลือแก่ต่างชาติก่อนเดินทางลงสู่ประเทศไทย โดยชี้ว่าตำรวจท่องเที่ยวพร้อมเป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง” ที่ให้คำแนะนำและดูแลความปลอดภัยตลอดเวลา

    นอกจากนี้ รมว.ท่องเที่ยวฯ ได้กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ จังหวัดน่าน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในช่วงปลายฝนต้นหนาวตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ส่วนโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ “ไทยเที่ยวไทย” มีความพร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยคาดว่าจะเสนอเสนอต่อที่ประชุม ครม. ในเดือนกันยายนนี้

    สำหรับการดำเนินโครงการจะใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วงเงินประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยอาจมีการพิจารณาขยายสิทธิ์เพิ่มเป็น 1 ล้านสิทธิ์ (จากเดิม 500,000 สิทธิ์) เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างเต็มที่และไม่ให้เกิดรอยต่อในการใช้งานของประชาชน

    ในช่วงท้าย รมว.ท่องเที่ยวฯ ได้ปฏิเสธกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนตำแหน่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยยืนยันว่ายังไม่มีเรื่องดังกล่าว ขณะนี้มีเพียงการเตรียมกระบวนการสรรหาเพื่อทดแทนตำแหน่งระดับ 10 (รองปลัดกระทรวงฯ 2 ตำแหน่ง และผู้ตรวจราชการ 2 ตำแหน่ง) ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการเท่านั้น และได้กล่าวชื่นชมว่า น.ส.นัทรียา เป็นคนเก่ง และหาก น.ส.นัทรียา กลับมาที่สำนักนายกฯ ก็รู้จักกับทุกคนอยู่แล้ว เพราะโตมาที่สำนักนายกฯ แต่ย้ำว่าไม่ได้มีการร้องขอมา

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/168103


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/535533&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PBZ7bbYQ7_YwbkX0BKH3g

  • เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่ำ-ไม่ทั่วถึง หวังผสมนโยบายการเงินคู่การคลัง เติมมาตรการเฉพาะจุด | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่ำ-ไม่ทั่วถึง หวังผสมนโยบายการเงินคู่การคลัง เติมมาตรการเฉพาะจุด | เดลินิวส์

    คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากเทคโนโลยีและเอไอ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง

    นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา จากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลข 1.9% เท่ากับ กนง.ประเมินไว้ แต่องค์ประกอบแตกต่าง โดยจะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ในเดือน ต.ค.นี้ 

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อไทยต่ำกว่าที่ประเมินไว้ แต่ติดตามสถานการณ์สงครามที่ยังคาดเดายาก โดยไตรมาส 3 ปีนี้ เดิมคาดจะเห็นเงินเฟ้อเกินกรอบ 3% แต่ตอนนี้มองว่าไม่ถึง 3% ซึ่งอาจยังเห็นเกินกรอบบ้างในไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ปี 70 จากราคาพลังงานลดลงมากกว่าคาด และการส่งผ่านราคาน้อยกว่าคาด 

    อย่างไรก็ตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางไม่อาจวางใจได้ โดย กนง.ติดตามใกล้ชิด เพราะมีนัยยะต่อคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะต่อไป

    “เงินเฟ้อที่เกินกรอบไตรมาส 4 กับไตรมาส 1 ปี 70 มองเป็นการขึ้นชั่วคราว ยังไม่มีความจำเป็นขึ้นดอกเบี้ย โดยต้องเฝ้าติดตามต่อไป ซึ่งในสองไตรมาสสุดท้ายปีนี้ต้องดูที่เอลนีโญ โดยการคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ได้มีประเด็น แต่ไม่ชะล่าใจ แม้ความเสี่ยงจะลดลงบ้างกว่าคาดการณ์ครั้งก่อน”

    นายดอน กล่าวว่า กนง.มองว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ต้องควบคู่ไปกับนโยบายการคลังและมาตรการการเงินเฉพาะจุด เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยนโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ 

    ส่วนนโยบายการคลัง แบ่งเป็นในระยะสั้น ลดผลกระทบเศรษฐกิจ เช่น มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลทำได้ดีในจุดนี้ ส่วนระยะปานกลางถึงยาว ในพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง เปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน และการเพิ่มผลิตภาพ รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่มีโครงการชัดเจนโดยยังต้องติดตามต่อไป

    ขณะที่มาตรการทางการเงิน จะเน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง เสริมสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี โดย กนง.ได้หารือมาตรการเพิ่มเติมในระยะต่อไปให้ ธปท.ดำเนินการ ซึ่งทางด้าน กนง.มองควรสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางผ่านลูกหนี้ที่มีศักยภาพ ผ่านมาตรการการเงินเฉพาะจุด ทั้งมาตรการที่ออกไปแล้วและมาตรการในอนาคต โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ

    นายดอน กล่าวว่า กนง.ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1% อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่เห็นอยู่ ซึ่งมีการหารือว่าในอดีตเคยลดถึง 0.5% แต่วันนี้ประเมินบริบทไม่มีความจำเป็น และการลดดอกเบี้ยบริบทตอนนี้ ลดได้ไปไม่คุ้มเสีย ไม่ใช่ลดไม่ได้ แต่ลดในภาวะวิกฤติ ซึ่งสภาพเศรษฐกิจฟื้นอย่างช้าๆ ต้องอาศัยจากมาตรการการเงินและมาตรการการคลังที่กำลังจะออกมา จะเป็นนโยบายผสม จะเหมาะสมกว่า

    “ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ใช่อะไรที่ถูกต้อง ส่วนดอกเบี้ยต่างประเทศขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ แต่ภาพกลับกัน ตอนนี้ในต่างประเทศไม่อยากขึ้น เพราะตอนนี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อลดลง”

    ส่วนกรณีผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สหรัฐนั้น กนง.มอบหมายสายงานและตลาดการเงินให้ติดตาม โดยบอนด์ยีลด์ขึ้นไม่ใช่แค่สหรัฐ แต่พุ่งขึ้นทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป(อียู) สะท้อนความไม่มั่นใจ ทำให้ฐานะการคลังประเทศเหล่านี้ ต้องติดตาม และเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

    “เบื้องต้นยีลด์สหรัฐเพิ่มขึ้นไม่ได้ฉุดยีลด์ไทยตาม ต้นทุนการเงินในประเทศไม่ได้สูง วางใจได้ แต่อีกด้าน เกิดความไม่มั่นในดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เงินบาทแข็งค่า รวมทั้งคนไม่มั่นใจดอลลาร์สหรัฐ ไปซื้อทองคำ ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย ยืนยันปัจจุบันการเคลื่อนไหวเงินบาท ยังสอดคล้องกับภูมิภาค ไม่มีสัญญาณขาดเสถียรภาพอย่างไร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6141150/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BH3b5wVzpua0k3PTv1_QO

  • 5% ของสหรัฐ และ 3% ของญี่ปุ่น เส้นตายของเศรษฐกิจโลก

    5% ของสหรัฐ และ 3% ของญี่ปุ่น เส้นตายของเศรษฐกิจโลก

    เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอ “5 ธีมเศรษฐกิจโลกปี 2569” ผ่านคอลัมน์นี้ โดยจัดให้ปีแห่งความเสี่ยงทางการคลัง (Year of Fiscal Risk) เป็นธีมสำคัญ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐบาลทั่วโลกคุมการใช้จ่ายไม่ได้

    จะผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับสูงขึ้นพร้อมกัน ผ่านมาไม่ถึงหนึ่งปี ภาพดังกล่าวปรากฏชัดแล้ว

    นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐเพิ่มขึ้น 56 basis points (หรือ 0.56%) สู่ระดับ 4.74% ของเยอรมนีเพิ่มขึ้น 37 basis points สู่ 3.24% และของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นแรงที่สุดถึง 75 basis points สู่ 2.85% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปีของสหรัฐขึ้นไปแตะ 5.34% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 

    จุดที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษคือ การปรับขึ้นรอบนี้เร่งตัวในสองเดือนหลัง สวนทางกับข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ตามปกติเศรษฐกิจที่ชะลอตัวควรกดให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง เพราะตลาดจะคาดว่าธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ย เมื่อความสัมพันธ์นี้กลับทิศ

    จึงบ่งชี้ว่าแรงขับเคลื่อนมาจากปริมาณพันธบัตรที่รัฐบาลต้องออกใหม่และความเสี่ยงด้านการคลัง มิใช่วัฏจักรเศรษฐกิจตามปกติ พูดง่าย ๆ คือ นักลงทุนกำลังเรียกร้องค่าตอบแทนเพิ่มเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือพันธบัตรระยะยาว (term premium)

    แรงกดดันรุนแรงพอที่ทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐต้องแทรกแซง เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ด้วยการเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10-30 ปี จากสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง มีผลระหว่าง 9 ก.ย.-4 พ.ย.2569 ทว่าผลอยู่ได้เพียงสองวัน ก่อนที่ผลตอบแทนอายุ 10 ปีจะกลับขึ้นมาปิดสูงกว่าระดับก่อนประกาศ บ่งชี้ว่ามาตรการนี้ไม่เป็นผล

    ผู้เขียนประเมินว่าแรงกดดันรอบนี้เป็นเชิงโครงสร้างมากกว่าชั่วคราว ด้วยสามเหตุผล

    1.ฐานะการคลังสหรัฐ หนี้สาธารณะทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก หรือราว 130% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่าย 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน จนแซงงบกลาโหมและกลายเป็นรายจ่ายอันดับสามของงบประมาณ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าการขาดดุลจะอยู่ในช่วง 7-7.5% ของ GDP และหนี้รวมจะเกิน 140% ภายในปี 2574 ยิ่งไปกว่านั้น คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ที่ระบุว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจเก็บภาษีศุลกากรตามกฎหมายฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ทำให้รายได้ศุลกากรหายไปกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์

    2.ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน เนื่องจากแนวทางของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ท่านใหม่ Kevin Warsh ลดการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายล่วงหน้าลง ตลาดจึงต้องเดาเส้นทางดอกเบี้ยเอง และเรียกค่าชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    3.การลงทุนด้าน AI ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 10 ราย อาจใช้เงินลงทุนรวมราว 3 ล้านล้านดอลลาร์ถึงปี 2572 ความต้องการเงินทุนมหาศาลนี้แย่งเม็ดเงินไปจากพันธบัตรรัฐบาลโดยตรง

    ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือวงจรย้อนกลับ ผลตอบแทนที่สูงขึ้นทำให้ดอกเบี้ยจ่ายของรัฐเพิ่ม ฐานะการคลังอ่อนแอลง รัฐต้องออกหนี้เพิ่ม แล้วย้อนกลับมากดดันผลตอบแทนให้สูงขึ้นอีก ขณะเดียวกันต้นทุนของภาคเอกชนก็ปรับขึ้นตาม

    โดยล่าสุดดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัย 30 ปีของสหรัฐอยู่ที่ 6.65% เพิ่มขึ้นกว่า 60 basis points ตั้งแต่ต้นปี สอดคล้องกับพันธบัตร 10 ปีที่เพิ่มขึ้น 53 basis points นี่คือหลักฐานว่าความเสี่ยงเดินทางจากตลาดพันธบัตรถึงครัวเรือนเรียบร้อยแล้ว

    ผู้เขียนมองว่า คำว่าวิกฤติในบริบทสหรัฐมิใช่การผิดนัดชำระหนี้ แต่คือผลตอบแทนที่พุ่งขึ้นจนกระทบการระดมทุนของทั้งระบบ โดยระดับ 5% ของพันธบัตรอายุ 10 ปีเป็นจุดต้านสำคัญ

    หากแตะหรือเกินเพียงชั่วคราว สถานการณ์ยังควบคุมได้ แต่หากยืนเหนือ 5% ต่อเนื่องจนบีบให้ธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพ นั่นเท่ากับนโยบายการเงินตกอยู่ใต้ข้อจำกัดทางการคลังโดยพฤตินัย ทั้งนี้ ผลสำรวจของ Bloomberg พบว่าสองในสามของนักลงทุนคาดว่าผลตอบแทนอายุ 10 ปีของสหรัฐจะทะลุ 5% ก่อนสิ้นปีนี้

    ในส่วนของญี่ปุ่น ผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นแรงที่สุดในปีนี้จากแรงกดดันสามด้านที่มาบรรจบกัน ด้านแรกคือธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด ทยอยลดวงเงินซื้อพันธบัตรลงจนจะเหลือราว 2 ล้านล้านเยนต่อเดือนตั้งแต่ เม.ย. 2570 ตลาดจึงต้องหาผู้ซื้อทดแทนในราคาตลาดจริงเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ 

    ด้านที่สองคือแผนลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับอาหารจาก 8% เหลือ 1% ซึ่งจะทำให้รายได้รัฐหายไปราว 5 ล้านล้านเยนต่อปี หรือ 0.8% ของ GDP โดยยังไม่มีแหล่งเงินทดแทนที่ชัดเจน และด้านที่สามคือผู้กำหนดราคาเปลี่ยนมือ นักลงทุนต่างชาติที่ตื่นตัวกับกระแสข่าวต่างๆ มีสัดส่วนการซื้อขายถึง 65% ตลาดจึงอ่อนไหวต่อกระแสข่าวที่เกี่ยวข้องกับการคลังและโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้มากกว่าช่วงก่อน

    สำหรับพันธบัตร 10 ปีของญี่ปุ่น ระดับที่ต้องจับตาคือ 3% ซึ่งเป็นสมมติฐานที่กระทรวงการคลังญี่ปุ่นใช้ในแผนงบประมาณปี 2569 พอดี ปัจจุบัน ส.ค.2569 ผลตอบแทนขึ้นมาแตะ 2.9% จากราว 2.0% ในเดือน ธ.ค.2568 จึงเหลือระยะห่างเพียงเล็กน้อย

    โดยหากต้นทุนการกู้ยืม (ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาว) สูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจรวมเงินเฟ้อ รัฐบาลญี่ปุ่นจะหารายได้เข้าประเทศเพื่อมาจ่ายภาระดอกเบี้ยไม่ทัน ทำให้ต้องออกหนี้ใหม่มาโปะหนี้เก่ามากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาวะไม่ยั่งยืน (Unsustainable)

    แม้ผู้เขียนเชื่อว่าผลตอบแทนพันธบัตรจะอยู่ในระดับสูง แต่ก็ไม่น่าจะนำไปสู่วิกฤติการคลังได้ในปีนี้ โดยคาดว่าพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ ณ สิ้นปีจะอยู่ที่ 4.8% จาก 4.70% ในปัจจุบัน ส่วนของไทย ผู้เขียนมองว่า ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีจะอยู่ที่ 2.20% ณ สิ้นปี

    แต่อาจต้องระมัดระวังความเสี่ยงจาก (1) ราคาน้ำมันพุ่งพร้อมเงินเฟ้อเร่งตัว หรือ (2) การประมูลพันธบัตรล้มเหลวพร้อมความขัดแย้งเรื่องเพดานหนี้ 

    โดยมองว่า ความเสี่ยงในรอบนี้เกิดขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง หากสงครามยุติและช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิด แรงกดดันจะคลายพร้อมกันทุกด้าน แต่หากลากยาว ความเสี่ยงนี้อาจนำไปสู่วิกฤติการเงินได้ เนื่องจากแม้ว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังแข็งแรง

    แต่หากอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ประเมินมูลค่า (Discount rate) ถูกปรับขึ้นเร็ว มูลค่าหุ้นจะถูกกดดันโดยที่กำไรไม่ได้ผิดคาดเลย ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติได้

    คำเตือนกำลังเป็นจริงแล้ว นักลงทุน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย เตรียมรับมือกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอย่างถาวรไว้แล้วหรือยัง

    บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่สังกัดอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1249005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MKNC96XUlHzbKHfBs1qO7

  • ‘เอกนิติ’ ชูลงทุนช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทย ดันกลับมาเป็นคนแข็งแกร่งของเอเชีย

    ‘เอกนิติ’ ชูลงทุนช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทย ดันกลับมาเป็นคนแข็งแกร่งของเอเชีย

    ‘เอกนิติ’ ชูการลงทุนพระเอกช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น ปูพรมร่วมรัฐ-เอกชนช่วยฟื้นไทยกลับมาเป็นคนแข็งแกร่งของเอเชีย

    26 ส.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังปาฐกถาพิเศษ ในงาน ‘Thailand FOCUS 2026 : Reignite Thailand’ ว่า วันนี้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่สามารถเปลี่ยนผ่านและยกระดับประเทศไทยให้กลับมาเป็นคนที่แข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียได้ สะท้อนจากตัวเลขการลงทุนจริงที่กลับมาเติบโตได้ติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 สามารถเติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก ที่กว่า 14% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี

    ทั้งนี้ มองว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านการขับเคลื่อนการลงทุน ถือเป็นหัวใจสำคัญในขณะนี้ ผ่านนโยบาย IGNITE THAILAND ที่เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยกระตุกทำให้โลกเห็นว่าประเทศไทยสามารถกลับมาอยู่ในจุดที่เรด้ากลับมาให้ความสำคัญ จากการเน้นเรื่องการลงทุนเป็นหลัก

    “วันนี้การลงทุนเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะประเทศไทยไม่ได้มีการลงทุนมานาน ปัจจัยนี้จึงกลายเป็นอุปสรรคที่ดึงให้ประเทศไทยต้องหันไปพึ่งพาการส่งออก และการบริโภคในประเทศ แต่สิ่งสำคัญคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยปัจจัยสนับสนุนจากการที่ประเทศมีเสถียรภาพในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคการเมือง โดยตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 ต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ ผมได้ชี้แจงกับนักลงทุนมาโดยตลอดว่า อยากให้ดูตัวเลขการลงทุนจริง ๆ ว่ายังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง และเศรษฐกิจยังมีเสถียรภาพที่ดี ทั้งในและนอกประเทศ ทั้งภาคการคลัง และภาคการเงิน เหล่านี้เป็นปัจจัยที่ผมยังยึดไว้อยู่ เพื่อเป็นการวางรากฐานให้เศรษฐกิจในระยะยาว สะท้อนว่าอย่างน้อยไทยมีกองหลังที่เหนียวแน่นคอยรองรับเวลาโลกมีช็อกต่าง ๆ ประเทศไทยก็ยังสามารถทำนโยบายได้อย่างมีเสถียรภาพ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

    อย่างไรก็ดี หัวใจสำคัญจากนี้ คือ การที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันช่วยขับเคลื่อนการลงทุนให้ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนร่วมกัน เพราะวันนี้ประเทศไทยยังกินบุญเก่าจากการลงทุนตั้งแต่ปี 2528-2529 ที่มีการลงทุนไปค่อนข้างเยอะ อุตสาหกรรมเติบโตมากมาย และวันนี้เหตุการณ์นั้นกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งจากโลกที่กำลังทะเลาะกัน ส่งผลให้นักลงทุนส่วนใหญ่อยากย้ายฐานการผลิตมาอยู่ในประเทศไทย จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะต้องรีบคว้าไว้ให้ได้ พร้อมกับการเร่งสร้างความเข้มแข็ง สร้างระบบ

    โดยตลาดทุนถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการส่งผ่านและช่วยทำให้ระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นี่คือหัวใจที่รัฐบาลพยายามสื่อสารมาโดยตลอด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1057666/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R8SX7lQLF_d36Uz2Rbdsg

  • กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1.00% หนุนเศรษฐกิจฟื้น จับตาพิษสงคราม-หนี้เปราะบาง

    กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1.00% หนุนเศรษฐกิจฟื้น จับตาพิษสงคราม-หนี้เปราะบาง

    กนง. มีมติคงดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี ชี้ระดับผ่อนคลายช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย แม้ได้อานิสงส์เทคโนโลยี-AI แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง

    คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อดูแลเสถียรภาพระบบการเงินและรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า

    สรุป 4 ประเด็นสำคัญจากมติ กนง.

    1. เศรษฐกิจโตจากกระแส AI แต่ภาพรวมยังไม่ทั่วถึง:

    • การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนปี 2569–2570 ได้แรงหนุนชัดเจนจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
    • อย่างไรก็ดี สินค้ากลุ่มดังกล่าวยังพึ่งพาการนำเข้าสูง ประโยชน์ที่ตกสู่เศรษฐกิจในประเทศจึงยังมีจำกัด
    • การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายจากภาระค่าครองชีพ ขณะที่กลุ่ม SMEs ยังเผชิญการแข่งขันรุนแรงและปรับตัวได้ยาก

    2. เงินเฟ้อต่ำกว่าคาด แต่มีแนวโน้มขยับขึ้นชั่วคราว:

    • เงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงตามราคาพลังงานโลก แต่มีแนวโน้มปรับขึ้นจนถึงไตรมาส 1/2570 จากผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญและการส่งผ่านต้นทุน ก่อนจะชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศ
    • คาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่ยังต้องจับตาราคาพลังงานจากความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลาง

    3. สินเชื่อโตเฉพาะรายใหญ่ SMEs ยังน่าห่วง:

    • สินเชื่อรวมขยายตัวจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (ส่วนใหญ่กู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและลงทุนรอบใหม่)
    • สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว เนื่องจากสถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยกู้ กนง. จึงเน้นย้ำให้ติดตามคุณภาพหนี้ของกลุ่ม SMEs และครัวเรือนเปราะบางอย่างใกล้ชิด ผ่านการผลักดันมาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด

    4. ค่าเงินบาทและปัจจัยเสี่ยงโลก:

    • ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการคาดการณ์ดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/956011/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfVtxVNskAA7Qs9S3hSEH