Category: เศรษฐกิจ

  • ‘เอกนิติ’ ชี้หากไม่มี พรก.กู้เงินไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจแน่!

    ‘เอกนิติ’ ชี้หากไม่มี พรก.กู้เงินไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจแน่!

    ‘เอกนิติ’ ยืนกรานพ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านจำเป็น ยกตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส2 ฟ้องดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้าน หากยังหยุดไม่อยู่ได้เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจแน่ ย้ำไม่มีตีเช็คเปล่า โวหากเปลี่ยนผ่านพลังงานสำเร็จ ประเทศไทยดีกว่าเดิม

    26 ส.ค.2569 – นายเอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ครั้งนี้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงๆ เข้าใจดีว่า สส.ไปเอาความเห็นของคนเห็นค้านมาอภิปราย หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้ว คงไม่เป็นธรรม แต่เคารพความเห็นต่าง ขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส2 ชะลอตัว เงินเฟ้อมากขึ้น น้ำมันแพงขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6แสนล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เคยบอกประเทศไทยจะเจอวิกฤติหลายรอบ ระลอก1คือ ราคาน้ำมันแพงขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ ระลอก2คือ วิกฤติค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้นสูงขึ้นเกือบ3% ระลอก3 กำลังซื้อลดลง แต่สินค้าแพงขึ้น วิกฤติเหล่านี้ยังไม่จบ หากปล่อยให้ลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้าของแพงขึ้นหยุดไม่ได้ อาจต้องปลดคนงาน ธุรกิจเจ๊ง หากยังหยุดไม่ได้จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ทั่วโลกบอกประเทศไทยนำเข้าพลังงานสูงมาก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แต่ปัญหาตะวันออกกลาง ไม่รู้จบเมื่อไร หากสงครามไม่จบ ความเปราะบางก็มากขึ้น วันนี้จึงต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เพื่อออกพ.ร.ก.กู้เงิน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วัตถุประสงค์พ.ร.ก.กู้เงิน มี 2อย่างคือ 1.ช่วยประชาชน เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน มีโคงการไทยช่วยไทยพลัส ลดค่าครองชีพประชาชนที่ออกแบบมา ไม่ใช่แค่ประคองเศรษฐกิจ แต่ออกแบบช่วยพ่อค้าแม่ค้าให้ใช้เอไอเป็น เพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น ได้เปิดตลาดกว้างขึ้นผ่านทางออนไลน์ นอกจากขายผ่านตลาดอย่างเดียว 2.ส่งเสริมการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิสไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก หากต้องนำเข้าพลังงานไปเรื่อยๆ อาจเจอวิกฤติเศรษฐกิจรอบ3หรือ4 พ.ร.ก.กู้เงิน มีหลักคิด 3ด้านคือ 1.ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ 2.เปลี่ยนวิกฤติเป็นจังหวะเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ไม่ใช่จะเปลี่ยนทุกอย่างในพริบตา โครงการในพ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นการกระตุกให้เปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น 3.ใช้จังหวะที่โลกเปลี่ยน ดึงดูดการลงทุนเอกชนเรื่องพลังงานสะอาด เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งที่ทั่วโลกอยากมาลงทุน จึงสนับสนุนให้คนไทยเปลี่ยนมาใช้โซลาร์เซลล์ สร้างรายได้ยั่งยืน เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าขายไฟคืนให้การไฟฟ้า

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนแผนการจัดสรรงบประมาณยืนยันว่า วันนี้พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านบาท ไม่ต่างจากพ.ร.ก.กู้เงินในอดีต และมีหลักการเหตุผลชัดเจนกว่า แก้ปัญหาสิ่งที่เคยมีปัญหาในอดีต ทำให้พ.ร.ก.นี้ โปร่งใส ชัดเจนมากขึ้น มีกระบวนการกลั่นกรองโครงการเข้มงวด โปร่งใส ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีผู้ทรงวุฒิภายในและภายนอก จะต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องวัตถุประสงค์และแผนงาน มีความพร้อม โปร่งใส คุ้มค่า เปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ มีการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และรายงานครม. ขอย้ำเงินกู้นี้จะไม่ได้กู้มากอง แต่กู้ตามการใช้จ่ายที่จำเป็น ติดตามหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นตลอด และคำนึงถึงวินัยการคลัง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่กลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน แต่สนใจสิ่งที่จะไปลงทุนจะเป็นอย่างไร ยืนยันการออกพ.ร.ก.กู้เงิน มีความโปร่งใส ไม่ตีเช็กเปล่า มีระเบียบวิธีการ ไม่ต่างจากในอดีตที่ทำเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน มีวัตถุประสงค์ชัดเจนช่วยประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังาน ใช้วิกฤติเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีชขึ้น จำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะยังอยู่ในวิกฤติสงคราม ต้องมีเครื่องมือมาช่วย ประเทศไทยพร้อมเปลี่ยนผ่านพลังงาน เมื่อวิกฤติจบประเทศไทยจะดีกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1057540/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jyts7xbIsB1pt5RwbXntd

  • ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ’ กดดันเศรษฐกิจโลก?

    ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ’ กดดันเศรษฐกิจโลก?

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยชี้ว่าความเสี่ยงสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่สงคราม แต่เป็นการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินทั่วโลก หากปรับตัวสูงเกินระดับ 5%

    พร้อมประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบเปราะบาง เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าคาด และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อเนื่อง

    จับตา ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ’ ความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก

    ดร.ปิยศักดิ์ อธิบายว่า ประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตา คือการที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามออกมาตรการบริหารจัดการพันธบัตร เพื่อกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา

    เขาระบุว่า ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายกังวลว่าสงครามจะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มลดลง ตลาดกลับหันมาให้น้ำหนักกับการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์แทน เพราะสิ่งนี้จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนสูงขึ้น

    ปัจจุบัน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 5.3% ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.6–4.7% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

    หากบอนด์ยีลด์ทะลุ 5% อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบการเงิน

    ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ระดับ 5% เป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากผลตอบแทนพันธบัตรสูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมกับอัตราเงินเฟ้อ จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้จากภาษี

    ยกตัวอย่างว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตประมาณ 2% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ต้นทุนดอกเบี้ยที่ระดับ 5% ยังพอสมดุลได้ แต่หากบอนด์ยีลด์ขยับขึ้นเป็น 5.2–5.3% จะทำให้รัฐบาลต้องก่อหนี้ใหม่เพื่อชำระดอกเบี้ยเดิม ส่งผลให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นเป็นวงจร คล้ายกับวิกฤตหนี้ยุโรปเมื่อปี 2555

    ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จึงเลือกออกพันธบัตรระยะสั้นเพื่อนำเงินไปซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว หวังช่วยกดผลตอบแทนพันธบัตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

    “ดอลลาร์อ่อนค่า” แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตความเชื่อมั่น

    สำหรับกระแสความกังวลว่าเงินดอลลาร์อาจเข้าสู่ภาวะอ่อนค่ารุนแรง (Dollar Debasement) ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น

    อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงตลาดพันธบัตรมากขึ้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนตั้งคำถามต่อวินัยการคลังของสหรัฐฯ เพราะการขาดดุลงบประมาณที่สูงทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรจำนวนมาก

    ปัจจัยอีกด้านคือ ทิศทางของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย ประกอบกับเงินเฟ้อที่ชะลอลง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลง และส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามกลไกของตลาดโลก

    ‘ญี่ปุ่น’ อีกหนึ่งจุดเสี่ยง บอนด์ยีลด์พุ่งเร็วที่สุดในโลก

    นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ญี่ปุ่นยังเป็นอีกประเทศที่ตลาดกำลังจับตา หลังรัฐบาลเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ อุดหนุนพลังงาน และเตรียมลดภาษี ซึ่งส่งผลให้ตลาดกังวลเรื่องฐานะการคลัง

    ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นเร็วที่สุดในโลกปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นราว 0.78% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2.7–2.8%

    แม้ยังไม่แตะระดับ 3% ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นจุดน่ากังวล แต่หากค่าเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง และธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจกดดันค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเงินบาทด้วย

    เขาอธิบายว่า หากทั้งเงินเยนและเงินหยวนอ่อนค่าพร้อมกัน นักลงทุนต่างชาติอาจลดการลงทุนในสินทรัพย์เอเชียทั้งภูมิภาค ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบไปด้วย

    เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว แต่ยังอ่อนแรงหลายด้าน

    เมื่อประเมินภาพเศรษฐกิจไทย ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง แต่เริ่มเห็นสัญญาณอ่อนแรง โดยเฉพาะในไตรมาส 2

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ซึ่งต้องนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์มูลค่าสูง ส่งผลให้การนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก และกดดันการส่งออกสุทธิ (Net Export) ให้ติดลบ

    เขาประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 2.3% ใกล้เคียงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้

    เงินเฟ้ออาจต่ำกว่าคาด กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 1%

    ในด้านนโยบายการเงิน ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า เงินเฟ้อไทยมีโอกาสต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดไว้ที่ 2.8% และอาจอยู่เพียงประมาณ 1.8% เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่แข็งแรง

    เมื่อเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ความจำเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ลดลง ขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็มีข้อจำกัด เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก

    ด้วยเหตุนี้ เขาจึงประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และจะให้น้ำหนักกับการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินมากกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ย

    แบงก์ชาติหันโฟกัส “คนเปราะบาง” และคุมเข้มธุรกรรมการเงิน

    ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ทิศทางการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะต่อไป จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน และการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank)

    นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ รวมถึงธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงและการซื้อขายทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน

    ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เขามองว่าเป็นผลจากทิศทางค่าเงินโลกเป็นหลัก และยังไม่น่ากังวลมากนัก

    ‘Thailand Focus’ ยังเป็นบวก แต่หุ้นไทยอาจขึ้นได้จำกัด

    สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า งาน Thailand Focus ยังคงเป็นปัจจัยบวก เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ และในอดีตมักเห็นตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นหลังจบงาน

    อย่างไรก็ตาม เขามองว่าศักยภาพการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (Earnings Growth) ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ขยายตัวในอัตราสูง จึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นอาจปรับขึ้นได้ไม่มากนัก

    ในระยะสั้น ปัจจัยที่ต้องติดตามคือรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น พระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท, เม็ดเงินระยะถัดไปอีก 200,000 ล้านบาท รวมถึงความคืบหน้าของโครงการ คนละครึ่ง เฟส 2 ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ

    รัฐต้องเร่งลงทุนโครงการใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

    ดร.ปิยศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เศรษฐกิจไทยยังขาดในเวลานี้ คือ ความชัดเจนของแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ เพราะหากรัฐบาลสามารถกำหนดโครงการลงทุนที่มีทิศทางชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน มองเห็นศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และส่งผลดีต่อทั้งผลประกอบการของภาคธุรกิจและตลาดทุนไทย

    ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้มีต้นตอสำคัญจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนด้านการคลังของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าเงิน ต้นทุนทางการเงิน และการลงทุนทั่วโลก

    ส่วนเศรษฐกิจไทยแม้ยังฟื้นตัวได้ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรง การลงทุนที่กระจุกตัว และการเติบโตที่ยังไม่แข็งแกร่ง ทำให้ทิศทางนโยบายการเงินมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1%

    ขณะที่ปัจจัยสำคัญในระยะต่อไป คือความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันการเติบโตในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/analyze-us-bond-yields-pressure-global-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XY2z313UekITL-0xc_vKX

  • เศรษฐกิจไทยยังโต แต่เครื่องยนต์แต่ละตัวกำลังวิ่งไม่พร้อมกัน

    เศรษฐกิจไทยยังโต แต่เครื่องยนต์แต่ละตัวกำลังวิ่งไม่พร้อมกัน

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 โต 1.9% ชะลอจากไตรมาสแรก ขณะที่การลงทุนเอกชนพุ่ง 13.4% สูงสุดรอบ 54 ไตรมาส ส่งออกโต 17.6% แต่การผลิตขยายตัวเพียง 0.1% และกำลังการผลิตลดเหลือ 57.47% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเติบโต แต่แรงส่งระหว่างภาคส่วนยังไม่เท่ากัน โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “โตเท่าไร” แต่คือเงินลงทุนและการส่งออกจะส่งต่อไปยังธุรกิจไทย การจ้างงาน และรายได้ครัวเรือนได้มากแค่ไหน

    เศรษฐกิจไทยยังโต แต่ไม่ทั่วถึง สะท้อนความไม่สมดุล

    Bnomic ธนาคาร กรุงเทพระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้า แต่ภาพการฟื้นตัวในไตรมาส 2/2569 สะท้อนความไม่สมดุลของเครื่องยนต์เศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดย GDP ขยายตัว 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เศรษฐกิจหดตัว 0.2% 

    ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโตช้าลง แต่ยังชี้ให้เห็นว่าแรงส่งของเศรษฐกิจแต่ละภาคส่วนกำลังวิ่งด้วยความเร็วที่แตกต่างกันอย่างมาก

    เครื่องยนต์ที่โดดเด่นที่สุดคือ การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งขยายตัวถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ขณะที่การส่งออกสินค้าเติบโต 17.6% จากแรงหนุนของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ภาคการผลิตโตแค่ 0.1% ส่วนการลงทุนภาครัฐยังหดตัว ภาพรวมจึงสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์บางตัวที่เร่งเครื่องแรง ขณะที่บางเครื่องยนต์ยังทำงานได้ไม่เต็มกำลัง

    ลงทุนเอกชนพุ่ง 13.4% เครื่องยนต์เด่นสุดของไตรมาส

    จุดแข็งของเศรษฐกิจไตรมาส 2 คือการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นถึง 16.6% สอดคล้องกับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยมีธุรกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นกลุ่มสำคัญ

    แรงส่งจากการลงทุนทำให้สภาพัฒน์ปรับเพิ่มประมาณการการลงทุนภาคเอกชนปี 2569 จากเดิม 3.7% เป็น 9.6% 

    นี่ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะการลงทุนในวันนี้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตและยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจในอนาคตได้ แต่โจทย์สำคัญคือเงินลงทุนดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยมากน้อยเพียงใด

    โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ การพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงาน เพราะหากการลงทุนกระจุกตัวอยู่เพียงในเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ผลประโยชน์ที่ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจในประเทศอาจยังไม่เต็มที่ 

    ส่งออกโต 17.6% แต่นำเข้าพุ่ง 42.3%

    อีกเครื่องยนต์ที่ยังเร่งตัวได้ดีคือภาคการส่งออก โดยการส่งออกสินค้าไตรมาส 2 ขยายตัว 17.6% โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคมที่เพิ่มขึ้น 129% และชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้น 65.5%

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เติบโตแรงมาพร้อมกับการนำเข้าที่พุ่งขึ้นถึง 42.3% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 12.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากไตรมาสก่อนที่ขาดดุลเพียง 0.3 พันล้านดอลลาร์

    เศรษฐกิจไทยยังโต แต่เครื่องยนต์แต่ละตัวกำลังวิ่งไม่พร้อมกัน

    แม้ตัวเลขขาดดุลการค้าจะดูเป็นแรงกดดัน แต่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าเป็นข่าวร้ายทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการผลิต 

    หากสินค้านำเข้าเหล่านี้ถูกนำไปใช้สร้างกำลังการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และต่อยอดเป็นสินค้าเพื่อการส่งออกในอนาคต ก็สามารถเปลี่ยนจากต้นทุนในวันนี้ให้กลายเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวันข้างหน้าได้ 

    ส่งออกโตแรง แต่โรงงานยังใช้กำลังการผลิตต่ำ

    จุดที่น่าจับตาคือ แม้การส่งออกจะขยายตัวถึง 17.6% แต่ภาคการผลิตกลับขยายตัวเพียง 0.1% สวนทางกันอย่างชัดเจน

    ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเหลือ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส สะท้อนว่าโรงงานจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้ใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ แม้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศบางกลุ่มจะขยายตัว

    ภาพดังกล่าวสะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้นยังไม่ได้กระจายไปยังภาคการผลิตในประเทศอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่สินค้าเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

    ครัวเรือนยังระวัง การบริโภคโตเพียง 1.9%

    ในฝั่งเศรษฐกิจภายในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวจาก 3.3% ในไตรมาสแรก เหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ 50.3 ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าครัวเรือนยังมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัว โดยปัจจัยด้านรายได้ ภาระหนี้ และความเชื่อมั่นยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

    จึงเกิดภาพที่แตกต่างกันระหว่าง “เศรษฐกิจด้านบน” ซึ่งมีแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออก กับ “เศรษฐกิจฐานราก” ที่การใช้จ่ายยังฟื้นตัวอย่างจำกัด

    ท่องเที่ยวฟื้น แต่ต้องดู “รายได้” ไม่ใช่แค่จำนวนคน

    ภาคการท่องเที่ยวก็สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ไม่ได้วัดได้จากตัวเลขเดียว โดยไตรมาส 2 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.56 ล้านคน ลดลง 4.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับปรับตัวดีขึ้น

    นั่นหมายความว่า จำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะการใช้จ่ายต่อหัว ระยะเวลาพำนัก และรูปแบบการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ล้วนมีผลต่อรายได้ที่กระจายเข้าสู่ธุรกิจไทย

    โจทย์ใหญ่ปี 2569 คือเปลี่ยน “เงินลงทุน” ให้เป็น “รายได้ในประเทศ”

    สภาพัฒน์คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.5% โดยการลงทุนภาคเอกชนคาดเติบโต 9.6% และการส่งออกสินค้า 15.1%

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนจากภาคการลงทุนและการส่งออก แต่โจทย์สำคัญจากนี้คือการทำให้แรงส่งดังกล่าวเชื่อมโยงกลับมายังเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น

    จากเงินลงทุนของต่างชาติ ต้องต่อยอดไปสู่ซัพพลายเออร์ไทย จากเครื่องจักรใหม่ต้องนำไปสู่ผลิตภาพที่สูงขึ้น จากการส่งออกต้องสร้างการจ้างงานและค่าจ้าง และท้ายที่สุดต้องเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นรายได้ของครัวเรือน

    เพราะหากการลงทุนและการส่งออกสามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย แรงงาน และครัวเรือนได้มากขึ้น การเติบโตของ GDP ก็จะไม่ใช่เพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่จะกลายเป็นการฟื้นตัวที่ประชาชนและธุรกิจในประเทศสัมผัสได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/667406&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D02pHN6Ik3BXwpuqabsDT

  • มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งช่วยชาวบ้านผาเวียง สั่งฟื้นไฟฟ้า–ประปา คืนสาธารณูปโภคโดยเร็ว พร้อมเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวเมืองปัว

    นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่บ้านผาเวียง ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมร่วมกำหนดแนวทางเร่งรัดการช่วยเหลือ ทั้งด้านสาธารณูปโภค สิ่งของจำเป็น และการคมนาคม เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด รวมถึงยังมีตัวแทนประชาชนในพื้นที่ ได้แจ้งถึงสิ่งของจำเป็นที่ยังขาดแคลน ได้แก่ อาหาร เครื่องใช้จำเป็น ผ้าห่ม และเสื้อผ้า เนื่องจากเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ทำให้การลำเลียงสิ่งของเข้าพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    นายเจเศรษฐ์ ยังเปิดเผยถึงการช่วยเหลือเยียวยาว่า ขณะนี้ ประชาชนในพื้นที่ได้รับเงินช่วยเหลือ ค่าเครื่องใช้ และเครื่องครัวครัวเรือน จำนวน 6,700 บาทแล้ว ส่วนการช่วยเหลือด้านการซ่อมแซมบ้านเรือนอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ โดยคาดว่า จะสามารถดำเนินการได้ไม่เกินวันศุกร์นี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการในส่วนดังกล่าว และในวันนี้ (26 ส.ค.) การไฟฟ้าจะเข้าพื้นที่ เพื่อดำเนินการซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบไฟฟ้าให้ประชาชนกลับมามีไฟฟ้าใช้งาน โดยคาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 2–3 วันแล้วเสร็จ แต่ระยะเวลาการดำเนินงาน อาจขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสภาพพื้นที่ด้วย แต่เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถจ่ายไฟกลับมาได้โดยเร็ว

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    นายเจเศรษฐ์ ยังได้สั่งการให้การประปาส่วนภูมิภาค หรือ กปภ. ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และอุปกรณ์เข้าฟื้นฟูระบบผลิตและจ่ายน้ำประปาที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง เพื่อคืนบริการน้ำประปาให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ปัว และ อ.ท่าวังผา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก และปัจจุบันระบบประปาของ กปภ.สาขาท่าวังผา สามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติแล้ว พร้อมกำชับให้ กปภ. ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ ตรวจสอบระบบผลิต ระบบจ่ายน้ำ และคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องจักร และอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการได้ทันทีหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน กปภ. ยังคงพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในการฟื้นฟูพื้นที่จังหวัดน่านอย่างเต็มกำลัง พร้อมดูแลระบบประปาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจ

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า หลังจากแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งการช่วยเหลือประชาชน การเยียวยา และฟื้นฟูสาธารณูปโภคให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว กระทรวงมหาดไทยจะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระยะยาว โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของเมืองปัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้พื้นที่กลับมาพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในระยะต่อไปนั้น นายชัยยินดิ์ สุมทุม ประธานชมรมท่องเที่ยวดอยสกาด สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอปัว สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวน่าน กล่าวว่า อยากเชิญชวนนักท่องเที่ยว ให้กลับมาเที่ยวเมืองปัว และจังหวัดน่าน พร้อมขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในศักยภาพ และความพร้อมของพื้นที่ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์ระยะสั้น และไม่ควรทำให้เกิดความเข้าใจว่าพื้นที่ไม่สามารถรองรับการท่องเที่ยวได้ โดยผู้ประกอบการ และคนในพื้นที่พร้อมเดินหน้าต่อ และอยากให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวเมืองปัวอีกครั้ง เพราะการท่องเที่ยว ยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378982287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZYLFG7Fx6YpWVzPNdjcIL

  • IMF ชี้เศรษฐกิจโลกยังรับมือวิกฤตพลังงานได้ เตือนความเสี่ยงหนี้สาธารณะ

    IMF ชี้เศรษฐกิจโลกยังรับมือวิกฤตพลังงานได้ เตือนความเสี่ยงหนี้สาธารณะ

    IMF ชี้เศรษฐกิจโลกยังรับมือวิกฤตพลังงานได้ เตือนความเสี่ยงหนี้สาธารณะ

    IMF ระบุเศรษฐกิจโลกทนแรงกระแทกจากสงครามอิหร่านได้ดีกว่าคาด แต่เตือนหนี้สาธารณะ เงินเฟ้อ และผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นยังเป็นความเสี่ยง

     Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกสามารถรับมือกับแรงกระแทกด้านพลังงานจากสงครามอิหร่านได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่เตือนว่าฐานะการคลังของหลายประเทศกำลังอ่อนแอลง สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นและกระบวนการชะลอตัวของเงินเฟ้อที่หยุดชะงัก

    Georgieva กล่าวในการแถลงข่าวก่อนการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 ซึ่งจะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้าที่เมือง Asheville รัฐนอร์ทแคโรไลนา ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับแรงดึงรั้งระหว่างผลกระทบด้านลบจากอุปทานพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย กับแรงส่งด้านการเติบโตจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เริ่มขยายตัวออกนอกสหรัฐฯ

    เธอระบุว่า ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีความสมดุลมากขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน แต่ยังคงเอนเอียงไปทางด้านลบ เนื่องจากแรงกดดันด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางทั่วโลกอาจต้องรักษานโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    “เศรษฐกิจโลกยังต้านทานแรงกดดันจากหนี้ในระดับสูง เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ และความตึงเครียดทางการค้าได้” Georgieva กล่าว พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจโลกสามารถรับมือกับแรงกระแทกด้านพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ดีกว่าที่ IMF กังวล

    ปัจจัยที่ช่วยลดผลกระทบ ได้แก่ การนำสต็อกน้ำมันและก๊าซสำรองออกมาใช้ การเพิ่มขึ้นของอุปทานพลังงานจากนอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ความต้องการใช้พลังงานที่ลดลง การเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการกลับมาใช้ถ่านหินในบางประเทศ

    IMF ชี้เศรษฐกิจโลกยังรับมือวิกฤตพลังงานได้ เตือนความเสี่ยงหนี้สาธารณะ

    AI ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก

    Georgieva ระบุว่า การลงทุนด้าน AI ในสหรัฐฯ ยังคงช่วยสนับสนุนผลประกอบการของภาคธุรกิจและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เร่งลงทุนก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และเพิ่มกำลังการผลิตฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI

    IMF ไม่ได้ประกาศประมาณการเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ในครั้งนี้ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เหลือ 3.0% พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงขาลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ความแตกแยกทางการค้า และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI

    IMF มีกำหนดปรับปรุงประมาณการเศรษฐกิจโลกครั้งต่อไปในช่วงกลางเดือนตุลาคม ระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ

    เตือนวิกฤตพลังงานยังไม่จบ

    Georgieva เตือนรัฐบาลทั่วโลกไม่ควรประมาท แม้ราคาน้ำมันดิบ Brent จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 2,600–2,900 บาท ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เคยพุ่งเกิน 118 ดอลลาร์ หรือราว 3,800 บาทต่อบาร์เรล

    “แรงกระแทกด้านพลังงานยังไม่จบ” Georgieva กล่าว พร้อมเตือนว่าหากราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง อาจกระตุ้นเงินเฟ้อและบีบให้ธนาคารกลางต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งต้นทุนการชำระหนี้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    เธอเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งแก้ไขปัญหาการคลัง และจัดทำแผนที่น่าเชื่อถือเพื่อทำให้หนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณอยู่บนเส้นทางที่ยั่งยืน

    แม้ไม่ได้ระบุชื่อประเทศที่จำเป็นต้องเร่งรัดการปรับฐานะการคลัง แต่คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จน Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขนาดโครงการรับซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็น 2 เท่า เพื่อช่วยควบคุมต้นทุนการกู้ยืม

    IMF เรียกร้องสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่องให้ลดการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความไม่สมดุลทั้งด้านการค้าและบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ

    IMF ชี้เศรษฐกิจโลกยังรับมือวิกฤตพลังงานได้ เตือนความเสี่ยงหนี้สาธารณะ

    IMF เตือนธนาคารกลางต้องคุมเงินเฟ้อ

    Georgieva ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับภารกิจรักษาเสถียรภาพราคา แม้ยอมรับว่านโยบายการเงินที่เข้มงวดอาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง

    นอกจากนี้ เธอยังเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ แก้ไข “ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกที่มากเกินไป” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความตึงเครียดทางการค้าเพิ่มขึ้น

    แม้ไม่ได้ระบุชื่อประเทศ แต่ Georgieva เคยเรียกร้องให้จีนปรับสมดุลโครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการพึ่งพาการส่งออกสินค้าในราคาต่ำ ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

    “เศรษฐกิจที่สมดุลมากขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย” เธอกล่าว พร้อมยอมรับว่าการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวทำได้ยากขึ้นในโลกที่มีการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการค้ามากขึ้น

    IMF กำลังปรับปรุงแบบจำลองสำหรับประเมินความสมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเตรียมเพิ่มการวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลดังกล่าว ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการค้า และนโยบายอุตสาหกรรม ผ่านรายงานที่จะเผยแพร่ในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/747574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZJUyo_rddEny-afi7xv08

  • จับตา 2 บิ๊กอีเวนต์เศรษฐกิจ โบรกเผยชี้ชะตา ‘หุ้นไทย-ดอกเบี้ย-เงินทุน’

    จับตา 2 บิ๊กอีเวนต์เศรษฐกิจ โบรกเผยชี้ชะตา ‘หุ้นไทย-ดอกเบี้ย-เงินทุน’

    สัปดาห์นี้มีอีเวนต์เศรษฐกิจสำคัญหลายรายการที่ต้องจับตา เนื่องจากอาจเป็นตัวชี้ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะต่อไป โดยเฉพาะการประชุม Jackson Hole ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อ Bond Yield และบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น

    จับตา 2 บิ๊กอีเวนต์เศรษฐกิจ โบรกเผยชี้ชะตา ‘หุ้นไทย-ดอกเบี้ย-เงินทุน’

    “สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า คาดการประชุม กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เนื่องจากเงินเฟ้อไม่ได้เป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย ขณะที่ เศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2569 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2569 จากแรงหนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เต็มไตรมาสและการลงทุนที่ยังเติบโตได้ดี โดยประเมิน GDP ทั้งปีขยายตัวราว 2% ส่วนการประชุม กนง. คาดไม่มีผลต่อตลาดหุ้น

    ด้านปัจจัยต่างประเทศ มองการประชุม Jackson Hole ไม่น่ามีความประหลาดใจ โดยตลาดรับรู้แนวทางนโยบายการเงินของเฟดไปพอสมควรแล้ว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องใช้มาตรการเพื่อควบคุม Bond Yield ระยะยาว ส่วนผลประกอบการของ Nvidia ยังประเมินผลต่อตลาดได้ยาก เนื่องจากตลาดมีความคาดหวังสูง

    สำหรับดัชนีหุ้นไทยยังคงเป้าหมายที่ 1,620 จุด แต่ระยะสั้นตลาดรับรู้ปัจจัยบวกจากการปรับประมาณการ EPS และธีม Data Center ไปมากแล้ว จึงมีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไร ขณะที่แนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,575-1,585 จุด แนะนักลงทุนไม่ต้องรีบร้อนเข้าซื้อ รอจังหวะดัชนีย่อตัวลงมาใกล้แนวรับแล้วทยอยสะสม

    จับตา 2 บิ๊กอีเวนต์เศรษฐกิจ โบรกเผยชี้ชะตา ‘หุ้นไทย-ดอกเบี้ย-เงินทุน’

    “ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์” หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าตามกรอบ กนง. คาด GDP ปีนี้โต 2-2.5% สอดคล้องแบงก์ชาติที่ 2.3% แม้แรงส่งจากภาครัฐเริ่มชะลอ ขณะที่เงินเฟ้อเดือน ก.ค. อยู่ที่ 1.9% ต่ำกว่าคาดเดิม 2.8% และมีแนวโน้มถูกปรับลดประมาณการ โดยแรงกดดันหลักมาจากต้นทุน ส่วนกำลังซื้อยังไม่เป็นปัจจัยกดดัน

    แม้เศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปิดช่องให้ลดดอกเบี้ย แต่เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ จึงคาด กนง. ยังไม่รีบปรับลด ขณะที่เงินบาทล่าสุดแข็งค่าตามดอลลาร์ที่อ่อนลง โดยระยะยาว ธปท.ต้องการรักษาเสถียรภาพไว้บริเวณ 33 บาทต่อดอลลาร์ เน้นมาตรการช่วยเหลือกลุ่มรายได้น้อยและ SMEs ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และดูแลอัตราดอกเบี้ยรายย่อย

    ด้านต่างประเทศยังจับตาการประชุม Jackson Hole และท่าทีของ Kevin Warsh ประเมินโอกาส 70-80% ที่จะยังไม่มีการส่งสัญญาณแนวทางนโยบายการเงินที่ชัดเจน เนื่องจากแนวคิดของ Warsh ไม่ต้องการให้ตลาดคาดการณ์ทิศทางล่วงหน้า ซึ่งอาจทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินและ Risk Premium ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ Bond Yield ระยะยาวของสหรัฐฯ ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ

    ส่วนตลาดหุ้นไทย ปัจจัยบวกที่ผ่านมา ได้แก่ ความชัดเจนทางการเมือง กระแสเงินลงทุนในกลุ่ม AI และการปรับเพิ่มประมาณการ GDP ที่ช่วยหนุน EPS อย่างไรก็ตาม ระยะต่อไปต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมูลค่า 2 แสนล้านบาท และ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 เพื่อชดเชยแรงส่งจากภาครัฐที่เริ่มลดลง

    ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญต้องติดตามทิศทาง Bond Yield สหรัฐและสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งคลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และเปิดทางให้ธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้น

    จับตา 2 บิ๊กอีเวนต์เศรษฐกิจ โบรกเผยชี้ชะตา ‘หุ้นไทย-ดอกเบี้ย-เงินทุน’

    “พิริยพล คงวาณิช” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง กล่าวว่า การประชุม Jackson Hole คาดประธาน Fed จะส่งสัญญาณในโทน Hawkish โดยหากเงินเฟ้อยังไม่ปรับตัวลง เฟดมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐทรงตัวในระดับสูง

    สำหรับไทยคาด กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะขึ้นดอกเบี้ย แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนเพียงพอให้ลดดอกเบี้ย

    ส่วนตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวนและแกว่งตัวในกรอบแคบ โดย Upside จำกัด จากแรงกดดันด้าน Sentiment ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยช่วยพยุง Downside ทั้งการเติบโตของกลุ่มพลังงาน ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ออกมาดีกว่าคาดราว 11% และ Fund Flow ที่ยังเป็นซื้อสุทธิ หากไม่นับรายการ Big Lot หุ้น TTB

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1249049&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X_CYRTF3uQsdSj-htWRMH

  • ขู่คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่าน กลายเป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมัน-ทองคำโลก ปรับตัวลดลง

    ขู่คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่าน กลายเป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมัน-ทองคำโลก ปรับตัวลดลง

    ขู่คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่าน กลายเป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมัน-ทองคำโลก ปรับตัวลดลง

    วันนี้, 07:10น.

              ราคาน้ำมันขยับลงมากกว่า 3% ในวันอังคาร(25ส.ค.) แตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 2.65 ดอลลาร์ ปิดที่ 82.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 3.59 ดอลลาร์ เซนต์ ปิดที่ 88.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

              นักลงทุน มองว่า มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ นับเป็น การเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งทางทหารสู่การกดดันทางเศรษฐกิจในสงครามที่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดศึกกับอิหร่าน ช่วยลดความกังวลในตลาดพลังงานลงได้บ้าง ขณะเดียวกันมาตรการคว่ำบาตรที่อเมริกาแถลงออกมานั้น ก็ไม่ได้หนักหน่วงรุนแรงเท่ากับที่พวกเทรดเดอร์บางส่วนคาดการณ์ก่อนหน้านี้

              ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดบวกในวันอังคาร(25ส.ค.) หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัวจากแรงเทขายก่อนหน้า นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการของเอ็นวิเดีย ยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ ขณะเดียวกันก็คลายความกังวลอันเนื่องจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอเมริกา

              ดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 160.24 จุด ปิดที่ 53,577.40 เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 24.42 จุด  ปิดที่ 7,677.28 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 171.11 จุด  ปิดที่ 26,151.30 จุด

              เอ็นวิเดีย ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่รายงานผลประกอบการในวันนี้ พุธ(26ส.ค.) จะเป็นบททดสอบถัดไปสำหรับการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯที่มีแรงขับเคลื่อนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทต่างๆ อย่างไรก็ตามสัญญาณการเติบโตที่ชะลอตัวลงใดๆอาจโหมกระพือความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าที่เกินจริงและก่อคำถามว่าธุรกิจเอไอจะยืนหยัดเฟื่องฟูต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

              ส่วนราคาทองคำทรงตัวในวันอังคาร(25ส.ค.) หลังย่อตัวลงจากระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนในช่วงต้นของการซื้อขาย นักลงทุนเฝ้ารอข้อมูลตัววัดเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ที่จะเผยแพร่ออกมาในสัปดาห์นี้ โดยราคาทองคำยูเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ส งวดส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 3.30 ดอลลาร์ หรือ 0.1% ปิดที่ 4,694.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KySl8PPXgxXWd2FhPibkn

  • ‘สหรัฐ’ เปิดศึก 3 ด้านป่วนโลก ‘ดีเดย์’ มาตรการเศรษฐกิจ-เตือนสงครามบีบไทยเลือกข้าง

    ‘สหรัฐ’ เปิดศึก 3 ด้านป่วนโลก ‘ดีเดย์’ มาตรการเศรษฐกิจ-เตือนสงครามบีบไทยเลือกข้าง

    ‘สหรัฐ’ เปิดศึก 3 ด้านป่วนโลก ‘ดีเดย์’ มาตรการเศรษฐกิจ-เตือนสงครามบีบไทยเลือกข้าง ‘สหรัฐ’ เปิดศึก 3 ด้านป่วนโลก ‘ดีเดย์’ มาตรการเศรษฐกิจ-เตือนสงครามบีบไทยเลือกข้าง ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ทั้งการค้าและการเมืองโลก ด้วยการใช้ “อำนาจทางเศรษฐกิจ” ขนาดของตลาดในประเทศสหรัฐมาเป็นเครื่องมือกดดัน 3 แนวรบ ได้แก่ อิหร่าน, พันธมิตรบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างแคนาดา และมหาอำนาจคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์อย่างจีน

    การเปิดศึกหลายด้านพร้อมกันนี้สะท้อนการนำ “อำนาจทางเศรษฐกิจ” โดยมีเป้าหมายบังคับพันธมิตรและคู่แข่งต้องยอมจำนน ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากการใช้กำลังทหารไปสู่การใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธ

    สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาระดับสูงคนสนิทของทรัมป์เคยอธิบายทฤษฎีนี้ไว้ว่า โลกแห่งความเป็นจริงนั้น “ถูกปกครองด้วยกฎเหล็กแห่งความแข็งแกร่ง กำลัง และอำนาจ”

    ในสมรภูมิตะวันออกกลาง การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐและอิหร่านยืดเยื้อกว่า 6 เดือน โดยทรัมป์ปิดฉากความขัดแย้งไม่ได้ นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สงครามทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ

    “สก็อตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เปิดตัวปฏิบัติการกดดันเศรษฐกิจระลอกใหม่ “Operation Economic Outcast” หรือ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” (Economic D-Day) เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงและทำลายแหล่งรายได้ของอิหร่าน ครอบคลุมการขู่ลงโทษคู่ค้าและสถาบันการเงินทั่วโลกที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน

    พร้อมส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า อิหร่านกำลังเผชิญทางเลือกเพียง 2 ทาง คือการถูกตัดขาดจากโลกอย่างสมบูรณ์ หรือการยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก

    คลังสหรัฐได้กำหนดเป้าหมายคว่ำบาตรใน 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล, เทคโนโลยี, ทองคำ, การบิน และการขนส่งทางเรือ รวมถึงขึ้นบัญชีดำต่อบุคคล นิติบุคคล และเรือขนส่งสินค้าเกือบ 60 รายการ‘สหรัฐ’ เปิดศึก 3 ด้านป่วนโลก ‘ดีเดย์’ มาตรการเศรษฐกิจ-เตือนสงครามบีบไทยเลือกข้าง

    • “อิหร่าน”ประกาศแผนตอบโต้สหรัฐ

    ทั้งนี้อิหร่านปฏิเสธยอมจำนนต่อแรงกดดันดังกล่าว อาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า “รัฐบาลเตรียมพร้อมและมีแผนระยะเวลา 2 ปีในการบริหารจัดการสถานการณ์เหล่านี้ ศัตรูพยายามเปิดฉากการโจมตีแบบก่อการร้ายทางเศรษฐกิจใส่เรา แต่เราก็มีเครื่องมือของเราเองและรู้ว่าจะเล่นเกมนี้อย่างไร”

    เครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่อิหร่านใช้ในการตอบโต้คือการปิดล้อม “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถึง 1 ใน 5 ของโลก

    ซึ่งการปิดกั้นช่องแคบนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดีดตัวสูงขึ้นถึง 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายค่าครองชีพของสหรัฐที่อาจกระทบแนนเสียงการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.2569

    เดวิด อ็อกซ์ลีย์ นักเศรษฐศาสตร์จากแคปิอลอีโคโนมิกส์ มองการประกาศวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจนี้อาจส่งผลระยะสั้นจำกัด เนื่องจากน้ำมันอิหร่านเกือบทั้งหมดมุ่งสู่จีนที่ไม่เคยยอมสยบต่อคำขู่สหรัฐ

    • ‘ทรัมป์’ เปิดศึกแคนาดาบี้ ‘รัฐที่ 51’

    ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสหรัฐและแคนาดาเผชิญจุดแตกหัก เมื่อการเจรจาการค้าล้มเหลวทำให้รัฐบาลวอชิงตันบังคับใช้ภาษีนำเข้า 50% ต่อสินค้าแคนาดามูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ โดยครอบคลุมตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ ปูนซีเมนต์ ไปถึงสินค้าเกษตร

    ตามการรายงานของเอพีนิวส์ระบุว่า ครั้งนี้ทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 338 ซึ่งไม่เคยนำมาใช้ตั้งกำแพงภาษี พร้อมโพสต์ข้อความโจมตีบนโซเชียลมีเดียว่า แคนาดาเอาเปรียบและต้องการสิทธิประโยชน์เหมือนเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐ และขู่ขึ้นภาษีรถยนต์และเหล็กเป็น 50% ปี 2570 และสหรัฐพยายามจำกัดสิทธิ์แคนาดาทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่ 3

    ท่าทีนี้ทำให้เกิดแรงต้านรุนแรงในแคนาดา โดยนายกรัฐมนตรี “มาร์ก คาร์นีย์” ประกาศมาตรการตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ในวันที่ 8 ก.ย.พุ่งเป้าสินค้าเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องใช้ไฟฟ้าของสหรัฐ

    • จับตาสหรัฐถ่วงสมดุล ‘จีน’

    ขณะที่สหรัฐแสดงท่าทีก้าวร้าวและพร้อมแตกหักแคนาดา ท่าทีของฝ่ายบริหารทรัมป์ต่อ “จีน” เป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่สุดกลับระมัดระวังมากกว่า

    บลูมเบิร์กรายงานว่า สหรัฐพิจารณาตั้งกำแพงภาษี 7.5% ต่อสินค้าจีน จากข้อกล่าวหากำลังการผลิตล้นตลาด ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งทำให้อัตราภาษีรวมยุคทรัมป์อยู่ที่ 20% สอดคล้องข้อตกลงพักรบชั่วคราว ก่อนประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง”

    เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐชี้แจงว่า การสอบสวนกำลังการผลิตล้นตลาดซับซ้อนเชิงกฎหมาย ท่ามกลางความพยายามของวอชิงตันที่จะไม่ทำลายบรรยากาศก่อนการพบกันของสองผู้นำ

    • แคนาดา-อิหร่านสู้กลับ“ทางตันสหรัฐ”

    ทรัมป์และกลุ่มที่ปรึกษาเชื่อว่า ความมั่งคั่งและขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าของสหรัฐจะบีบให้ประเทศอื่นปฏิบัติกระทำตามเงื่อนไข และการกดดันทางเศรษฐกิจสุดโต่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ 2 ประการ คือ การบีบให้แคนาดายอมลงนามข้อตกลงการค้าที่สหรัฐได้เปรียบฝ่ายเดียว และการสร้างความระส่ำระสายจนนำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครองในอิหร่าน

    ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่ายุทธศาสตร์ของทรัมป์กำลังเผชิญการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดเนื่องจากมองข้ามปัจจัยสำคัญ 3 ข้อ คือ

    1.พฤติกรรมยอมถอย ทรัมป์มักยอมถอยเมื่อผลกระทบกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งราคาน้ำมัน อาหารแพง และความผันผวนตลาดพันธบัตรที่กระทบฐานเสียง

    2.ขาดความร่วมมือในโลกหลายขั้ว มาตรการคว่ำบาตรจะสำเร็จได้ต้องอาศัยแนวร่วมสากล แต่การเปิดศึกกับมิตรแท้อย่างแคนาดาทำให้สหรัฐสูญเสียแรงหนุนในการกดดันอิหร่าน

    3.แรงต้านเพื่อปกป้องอธิปไตย การข่มขู่บีบบังคับไม่ได้ทำให้คู่กรณีศิโรราบ แต่กลับปลุกกระแสรักชาติทั้งแคนาดาและอิหร่านยอมแลกทุกราคาเพื่อสู้กลับจนเป็นทางตันของสหรัฐ

    • ‘สงครามเศรษฐกิจ’ เสี่ยงสะท้อนกลับ ‘สหรัฐ’

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าแหล่งรายได้หลักอิหร่าน รวมถึงอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ และเรียกร้องให้ทั่วโลกตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน แต่อาจกระทบถึงสหรัฐในที่สุด

    ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ที่ติดตามราคาน้ำมันรายวัน พบว่า ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดสำหรับผู้บริโภคอเมริกัน คือ “ราคาน้ำมันเบนซิน” ซึ่งมีราคาเฉลี่ยต่อแกลลอน (3.78 ลิตร) อยู่ที่ 4.09 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์ ณ วันที่ 28 ก.พ.ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน

    ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากอิหร่านตอบโต้สหรัฐเร็วขึ้น อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวอเมริกันเองด้วย
    พันธมิตรอิหร่านเสี่ยงกระทบ

    จีนเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการค้าของอิหร่านที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐมากที่สุด เนื่องจากปักกิ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด ตามข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ น้ำมันราว 90% ที่อิหร่านส่งออก ถูกส่งไปยังจีน
    ปักกิ่งมีมูลค่าการค้าทวิภาคีกับเตหะราน 9.96 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ยังไม่รวมมูลค่าส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านไปยังจีนที่ไม่ถูกรายงานในปีเดียวกันอีก 3.12 หมื่นล้านดอลลาร์

    แดน หวัง ผู้อำนวยการประจำประเทศจีนของยูเรเซียกรุ๊ป กล่าวว่า แม้ปักกิ่งอาจไม่ตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของวอชิงตันโดยตรง แต่กลุ่มธนาคารของรัฐและบริษัทน้ำมันจีน อาจให้ความร่วมมืออย่างเงียบๆ มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคว่ำบาตร

    • เตือนสงครามสหรัฐ-อิหร่าน บีบไทยต้องเลือกข้าง

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารจากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า กรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายประกาศคว่ำบาตรและขู่จะขึ้นภาษีต่อประเทศที่ยังคงทำการค้าขายกับอิหร่านนั้น ถือเป็นการทำสงครามเศรษฐกิจ Economic Warfare ที่มีความรุนแรงและซับซ้อนกว่าสงครามทางทหาร

    สำหรับเป้าหมายหลักของสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ครั้งนี้ไม่ใช่การใช้กำลังทหาร แต่เป็นการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเข้าบีบคั้นจนคู่กรณีพังพินาศ โดยเป้าหมายคือ การทำให้อิหร่านประสบปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดจนเศรษฐกิจภายในประเทศล่มสลาย

    ซึ่งต้องติดตามว่าในเชิงปฏิบัติและข้อกฎหมายว่าสหรัฐฯ จะสามารถดำเนินการคว่ำบาตรได้จริงหรือไม่ เนื่องจากประเทศที่ทำธุรกรรมค้าขายกับอิหร่านนั้นรวมถึงมหาอำนาจอย่าง จีน รัสเซีย และอินเดีย 

    รวมทั้งหากเกิดขึ้นจริง มาตรการดังกล่าวจะกลายเป็นดาบสองคมที่วกกลับมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ระบบการค้าโลกยังมีช่องโหว่อีกมากที่อาจทำให้การคว่ำบาตรไม่ได้ผลเต็มประสิทธิภาพตามที่คาดการณ์ไว้
    สร้างแรงกดดันนโยบายต่างประเทศไทย

    ในส่วนของประเทศไทย มองว่า แม้ไทยจะไม่ได้มีการค้าขายโดยตรงกับอิหร่านมากนัก แต่ความเสี่ยงที่น่ากังวลคือ การถูกกดดันให้ “เลือกข้าง” ในเชิงนโยบายต่างประเทศ หากสหรัฐฯขยายขอบเขตสงครามเศรษฐกิจไปยังพันธมิตรของอิหร่าน

    โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย จะทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะที่ลำบากในการตัดสินใจว่าจะยังคงค้าขายกับจีนต่อไปท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐหรือไม่

    นอกจากนี้ สงครามเศรษฐกิจดังกล่าวยังจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างผ่านปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค 2 ประการหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมัน โดยมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก ซึ่งอาจฉุดให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในประเทศไทยโดยตรง

    • ห่วงยืดเยื้อกระทบเงินทุนเคลื่อนย้าย

    อีกทั้ง กระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและรุนแรงจะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำลายความเชื่อมั่นในตลาดการค้าและการลงทุน ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) และทำให้บรรยากาศการค้าโลกเกิดความปั่นป่วนได้

    “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามของสหรัฐในการขยายวงของสงครามเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน แม้จะมีความคล้ายคลึงกับกรณีการคว่ำบาตรรัสเซียในอดีต ทั้งในเรื่องการทำแซงก์ชันทางการเงินและการจำกัดวีซ่า” 

    แต่ความซับซ้อนของการค้าโลกในปัจจุบันทำให้การดำเนินการนี้เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงคำขู่ในเชิงนโยบาย ซึ่งไทยเองจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันและบรรยากาศการลงทุนที่อาจถูกกระทบจากความขัดแย้งระดับโลกนี้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1249055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O1Ze9VUThed1wd_WyiWYL

  • เศรษฐกิจรากหญ้า คนขายเพิ่ม คนซื้อรัดเข็มขัด ตลาดนัดซบเซา

    เศรษฐกิจรากหญ้า คนขายเพิ่ม คนซื้อรัดเข็มขัด ตลาดนัดซบเซา

    เศรษฐกิจรากหญ้า คนขายเพิ่ม คนซื้อรัดเข็มขัด ตลาดซบเซา สะท้อนภาพ “กำลังซื้อฝ่อ” แบกต้นทุน หาเงินจ่ายค่าเช่า ส่องกลยุทธ์หนีตาย

    ภาพบรรยากาศตามตลาดนัดทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดในปัจจุบัน กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ชวนอึดอัดที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อจำนวนพ่อค้าแม่ค้าที่มาจับจองพื้นที่ตั้งแผงกลับสวนทางกับจำนวนคนเดินซื้อที่บางตาลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพของพ่อค้าแม่ค้านั่งมองหน้ากันเอง หรือหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถฆ่าเวลา กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับฐานรากที่สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัญหากำลังซื้อฝ่ออย่างรุนแรง และกำลังติดอยู่ในกับดักเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน

    สะท้อนภาพจริง ผลกระทบสองด้านเมื่อ คนซื้อรัดเข็มขัด และ คนขายแบกต้นทุน

    ความเงียบเหงาของตลาดนัดไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่กำลังส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ค้าขายในระดับฐานราก

    เสียงสะท้อนจากฝั่ง คนซื้อ ผู้บริโภค ฝั่งผู้บริโภคต้องเผชิญกับสภาวะ “รายได้คงที่ แต่รายจ่ายเติบโต” ภาระค่าใช้จ่ายประจำทั้งค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า และการชำระหนี้สิน ทำให้พฤติกรรมเดินตลาดนัดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยเดินเที่ยวเพื่อความบันเทิง ซื้อของกินเล่น ของใช้กระจุกกระจิกตามใจชอบ ปัจจุบันต้องเปลี่ยนมาเป็น การวางแผนซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็น คำนวณเงินในกระเป๋าอย่างละเอียดก่อนออกจากบ้าน ตัดสินใจช้าลง และเลือกซื้อเฉพาะของกินมื้อหลักในปริมาณที่พอดีกินเพื่อไม่ให้เหลือทิ้ง


    เสียงสะท้อนจากฝั่ง คนขาย พ่อค้าแม่ค้า ฝั่งผู้ขายต้องแบกรับศึกสองด้าน ด้านหนึ่งคือ “ค่าเช่าแผงและต้นทุนวัตถุดิบ” ที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ

    ขณะที่อีกด้านคือ ยอดขายที่ลดลงเกินครึ่ง หลายรายระบุว่าสินค้าประเภทของสดและของกินเตรียมไว้เท่าเดิมแต่ขายไม่หมด จนกลายเป็นขาดทุนสะสม บางรายจำใจต้องตัดใจทิ้งแผงเนื่องจากรายได้ต่อวันไม่คุ้มค่าเดินทางและค่าเช่าแผง สะท้อนภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนักในระดับรากหญ้า


    ทำไม คนขาย เพิ่มขึ้น แต่ คนซื้อกลับหายไป? วิเคราะห์พฤติกรรมและสภาวะตลาด พบ 3 ปัจจัยหลักที่กดดันเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างหนัก

    ภาระหนี้รัดตัว สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยยังคงพุ่งสูงทรงตัว ส่งผลให้รายได้ในแต่ละเดือนของประชาชนส่วนใหญ่หมดไปกับการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ชำระบัตรเครดิต หรือดอกเบี้ยหนี้นอกระบบ “เงินสดหมุนเวียน” ในชีวิตประจำวันจึงลดลงอย่างหนัก


    สภาวะจำใจมาเป็นผู้ขาย เมื่อถูกลดชั่วโมงทำงาน ถูกเลิกจ้าง หรือรายได้จากงานประจำไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น คนจำนวนมากจึงจำใจหันมาจับธุรกิจรากหญ้า ทำอาหารขาย หรือนำของมาตั้งแผงตลาดนัดเป็นอาชีพเสริม ส่งผลให้ฝั่งผู้ขายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดการแข่งขันกันเองในพื้นที่เดิม สวนทางกับฝั่งผู้ซื้อ ที่หดตัวลง


    ศึกสองด้านจากออนไลน์และสินค้านำเข้า พฤติกรรมผู้บริโภคย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซ ของใช้ เสื้อผ้า และของกระจุกกระจิกถูกแย่งกำลังซื้อด้วยสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจีนราคาถูกที่ส่งตรงถึงหน้าบ้านด้วยระบบขนส่งที่รวดเร็ว ทำให้ตลาดนัดแบบเดิมเสียเปรียบทั้งเรื่องราคาและความสะดวกสบาย


    ข้อมูลจากรายงานสถิติหนี้ครัวเรือนและดรรชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ระบุว่า สภาพคล่องของลูกค้าระดับฐานรากชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีการสะพัดของเงินสดในระบบตลาดสดและตลาดนัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ต้นตอที่แท้จริง ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 4 มิติ

    ภาวะตลาดนัดเงียบเหงาไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วคราวตามฤดูกาล แต่เป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศใน 4 มิติสำคัญ

    1. การเติบโตของ GDP ต่ำเรื้อรัง เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยต่ำต่อปีต่อเนื่องหลายปี ซึ่งเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกระจายลงมาไม่ถึงระดับรากหญ้า


    2. ความเหลื่อมล้ำสูง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยเป็นลักษณะ K-Shaped โดยกลุ่มทุนใหญ่ ผู้ประกอบการส่งออก และผู้มีรายได้สูงยังคงมีกำลังจ่าย แต่กลุ่มชนชั้นกลางและล่าง ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของตลาดนัด กลับมีรายได้โตไม่ทันค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น


    3. สินค้าต่างประเทศทุ่มตลาด สินค้าพรีเมียมราคาต่ำและสินค้าราคาถูกทะลักเข้าไทยผ่านช่องทางออนไลน์และคลังสินค้าในประเทศ ตัดราคาผู้ผลิตและแม่ค้ารายย่อยที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตจำนวนมาก

    4. สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ สัดส่วนประชากรวัยทำงานที่เป็นกำลังซื้อหลักลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุมักมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายสูง ชะลอการบริโภค และมุ่งเน้นการออมมากกว่าคนรุ่นใหม่


    ทางรอดพ่อค้าแม่ค้า กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อหดตัว

    ท่ามกลางวิกฤตนี้ การนั่งรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาหน้าแผงแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อความอยู่รอด

    ปรับขนาดและราคาให้ซื้อง่าย ซอยสินค้าราคาต่อชิ้นให้ต่ำลง เช่น ปรับบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลงในราคา 20–35 บาท เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจจ่ายได้ง่ายโดยไม่ต้องคิดนาน และตรงกับงบประมาณในกระเป๋าของลูกค้ารายวัน


    เน้นขายความคุ้มค่าและจำเป็น ปรับเปลี่ยนสินค้าในร้าน เน้นกลุ่มของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน (Essentials) ที่คนจำเป็นต้องซื้อซ้ำ เช่น อาหารจานเดียว วัตถุดิบทำอาหาร พร้อมชูจุดเด่นเรื่องความสดใหม่ ความสะอาด และความคุ้มค่ามากกว่าสินค้าตามกระแส


    ขายแบบผสมผสาน อย่าพึ่งพาแค่หน้าร้านตลาดนัด สร้างกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ผ่าน Facebook Group ชุมชน/หมู่บ้าน/คอนโด และเพิ่มบริการจัดส่งฟรีในระยะสั้น หรือเปิดรับออเดอร์ล่วงหน้า (Pre-order) เพื่อให้ทราบจำนวนความต้องการที่แท้จริง ลดความเสี่ยงสินค้าค้างสต็อก


    บริหารเงินสดและคุมสต็อกเข้มงวด ใช้ระบบสั่งของแบบไม่กักตุนสต็อกจำนวนมาก บริหารเงินสดหมุนเวียนวันต่อวันให้คล่องตัวที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงการขาดสภาพคล่อง


    ปรากฏการณ์ตลาดนัดซบเซาในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของพ่อค้าแม่ค้าเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นสัญญาณเตือนและกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนถึงเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไทยที่กำลังต้องการการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ก่อนที่กำลังซื้อระดับฐานรากจะทรุดหนักไปกว่านี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2955241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BUpfw9h2_2x2zQF_4C2vg

  • ครม.เคาะโยกย้ายมหาดไทย 20 เก้าอี้ เด้ง อธิบดี สถ. ผู้ว่าบุรีรัมย์เสียบแทน

    ครม.เคาะโยกย้ายมหาดไทย 20 เก้าอี้ เด้ง อธิบดี สถ. ผู้ว่าบุรีรัมย์เสียบแทน

    ครม.เคาะโยกย้ายมหาดไทย 20 เก้าอี้ เด้ง อธิบดี สถ. ผู้ว่าบุรีรัมย์เสียบแทน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติครม.วันที่ 25 ส.ค.69 เห็นชอบตามที่ “กระทรวงมหาดไทย” เสนอบัญชีรายชื่อผู้บริหารระดับสูงในสังกัดให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง รวมทั้งสิ้น 20 ราย ครอบคลุมทั้งตำแหน่งรองปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

    ขยับขึ้นนั่งรองปลัดกระทรวง 4 ผู้ว่าฯ

    ในบัญชีรายชื่อดังกล่าว มีผู้ว่าราชการจังหวัด 4 ราย ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ประกอบด้วย

    1. นายจำเริญ แหวนเพ็ชร พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์

    2. นายรัฐพล นราดิศร พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

    3. นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

    4. นางสาวอโรชา นันทมนตรี พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม

    สลับเก้าอี้ระดับอธิบดี-ผู้ตรวจราชการกระทรวง

    ตำแหน่งระดับอธิบดีและผู้ตรวจราชการกระทรวงมีการสลับสับเปลี่ยนกัน 4 ราย ได้แก่

    1. นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล พ้นจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง

    2. นายสมชาย ลีหล้าน้อย พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน

    3. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากรองปลัดกระทรวง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

    4. นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ พ้นจากอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

    5. นายปิยะ ปิจนำ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

    6. นายทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากผู้ตรวจราชการกระทรวง ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

    7. นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากรองปลัดกระทรวง ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตาก

    8. นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม พ้นจากรองปลัดกระทรวง ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี

    โผผู้ว่าฯ สลับ-ขยับจังหวัดยกแผง

    นอกจากนี้บัญชี คือการสลับเปลี่ยนเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวนมาก โดยมีทั้งการสลับตำแหน่งกันเองระหว่างจังหวัด และการขยับไปประจำจังหวัดใหม่ ดังนี้

    1. นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ จากจังหวัดจันทบุรี ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

    2. นางสาวฉัตรประอร นิยม จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราด

    3. นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร จากจังหวัดสุพรรณบุรี ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

    4. นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ จากจังหวัดมหาสารคาม ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์

    5. นายเอกวิทย์ มีเพียร จากจังหวัดปทุมธานี ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

    6. นางสาวธนียา นัยพินิจ จากจังหวัดพิจิตร ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

    7. นายชาธิป รุจนเสรี จากจังหวัดกำแพงเพชร ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว

    8. นายพิริยะ ฉันทดิลก จากจังหวัดตราด ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/667318&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ulXF4cFSB0WPxlBTciGq-