Category: เศรษฐกิจ

  • SCB EIC มอง กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ยาวจนถึงปีหน้า

    SCB EIC มอง กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ยาวจนถึงปีหน้า

    กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% โดยมองว่าเป็นระดับที่ผ่อนคลาย สนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง ด้านครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ยังเปราะบาง ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่าคาดแต่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีตามปัจจัยด้านอุปทาน ในระยะข้างหน้า กนง. จะติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ และความเสี่ยงเงินเฟ้อ

    เศรษฐกิจไทยเติบโตใกล้เคียงที่ กนง. ประเมินไว้ ขณะที่เงินเฟ้อต่ำกว่าคาด

    •เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัวใกล้เคียงประมาณการเดิม การเติบโตของเศรษฐกิจกระจุกตัว

    ในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และการลงทุนด้านดิจิทัล โดยผลดีต่อเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากพึ่งพาสินค้านำเข้าสูง และอาจเพิ่มการจ้างงานคนไทยได้จำกัด

    •อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่ กนง. ประเมินไว้ จากข้อมูลจริงราคาพลังงานที่ลดลง

    เป็นหลัก และการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ในระยะข้างหน้า กนง. มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจเกินกรอบเล็กน้อยในไตรมาส 4 ปี 2026 และไตรมาส 1 ปี 2027 ตามราคาอาหารสดที่อาจปรับสูงขึ้นจากผลกระทบของ El Nino 

    •ภาวะการเงินของ SMEs และกลุ่มเปราะบางยังตึงตัว ต่างจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัวสูงขึ้น โดย กนง. สื่อสารใน Press statement เพิ่มเติมในครั้งนี้ว่า “สนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลกลุ่มลูกหนี้เปราะบางและ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด”

    •กนง. ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเหมาะสม โดยการลดอัตราดอกเบี้ยในภาวะปัจจุบันอาจมีต้นทุนไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้ โดยสถานการณ์ปัจจุบันยังต้องใช้มาตรการทางการคลัง และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแก้ไขปัญหาภาวะการเงินตึงตัวในกลุ่มรายย่อยและธุรกิจ SMEs

    SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ไปตลอดทั้งปี 2026 – 2027 

    •กนง. จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1% ต่อไป โดยเป็นการชั่งน้ำหนักความเสี่ยงเงินเฟ้อ การเติบโตของเศรษฐกิจ และเสถียรภาพระบบการเงิน

    -การลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดในกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนและ SMEs ที่เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ตามความเสี่ยงเครดิตที่สูงขึ้น การใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจึงเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิผลมากกว่า

    -การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีความจำเป็นน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงเงินเฟ้อปรับลดลง ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อาจมีผลต่อค่าเงินบาทในบางจังหวะบ้าง แต่ ธปท. ยังมีความสามารถในการบริหารค่าเงินไม่ให้ผันผวนจนเกินไปจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ระดับสูง

    -อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยไม่ได้ต่ำที่สุดในภูมิภาค เมื่อคำนวณดอกเบี้ยที่แท้จริงโดยหักลบกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยยังอยู่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะบางประเทศที่เผชิญอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าไทย (รูปที่ 3)

    •กนง. มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ไปจนถึงปี 2027 โดย SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจปีหน้า

    จะยังเติบโตต่ำเพียง 2.1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยลดลงหลังแรงกดดันด้านอุปทานทยอยหมดลง นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอควบคู่กับมาตรการทางการเงิน จึงเหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบางอยู่ในหลายภาคส่วน 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/282350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27YiY_YWnY0N1D9qhAg84-

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 28 สิงหาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 28 สิงหาคม 2569 – สยามรัฐ

    จับตา 28 ส.ค. 69: โค้งสุดท้าย ‘Thailand Focus’ ผสมแรงกระแทกหมูแพงสะเทือนค่าครองชีพ

    ทิศทางเศรษฐกิจไทยในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ขับเคลื่อนด้วยสองมิติที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ด้านหนึ่งคือบรรยากาศความเชื่อมั่นในการลงทุนระดับอินเตอร์ที่กำลังเข้มข้น ส่วนอีกด้านคือความกดดันเรื่องต้นทุนค่าครองชีพในระดับฐานรากที่เริ่มทยอยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาคธุรกิจและผู้บริโภคต้องรับมือ

    วันสุดท้าย Thailand Focus 2026: ดึงความเชื่อมั่นกองทุนโลก

    เวทีระดับชาติอย่าง Thailand Focus 2026 เดินทางมาถึงวันสุดท้ายของการจัดงาน ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับพันธมิตร เพื่อเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนระหว่างบริษัทจดทะเบียนไทยกับนักลงทุนสถาบันจากทั่วโลก วันพรุ่งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติจะประเมินทิศทางเงินทุน (Fund Flow) หลังรับฟังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวจากภาครัฐ รวมถึงสัญญาณการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ของแบงก์ชาติที่เพิ่งประกาศไป ซึ่งคาดว่าจะช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้มีแรงซื้อสลับเข้ามาในกลุ่มหุ้นคุณค่า (Value Stock) และกลุ่มพลังงานสะอาด

    เนื้อหมูพาเหรดขึ้นราคา ดันต้นทุนวัตถุดิบอาหารพุ่ง

    ขณะเดียวกัน ในฝั่งเศรษฐกิจฐานรากและค่าครองชีพ ประชาชนและผู้ประกอบการร้านอาหารจะต้องรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันทีในวันที่ 28 สิงหาคม หลังสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติประกาศ ปรับขึ้นราคาสุกรเนื้อหน้าฟาร์มอีกกิโลกรัมละ 2 บาท ส่งผลให้ราคาหมูหน้าฟาร์มขยับขึ้นไปแตะระดับ 79 บาทต่อกิโลกรัม การปรับขึ้นราคาครั้งนี้นับเป็นแรงกดดันซ้ำเติมเงินเฟ้อในหมวดอาหารสด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาอาหารจานด่วนและค่าครองชีพประจำวันของประชาชนในระยะสั้น

    นับเป็นอีกหนึ่งวันที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยได้อย่างชัดเจน ทั้งโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ จากต่างประเทศ ไปจนถึงความท้าทายเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนของคนในประเทศที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/317786&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MjJLwGFfsZmvBgW0MDdjp

  • ‘เฟทโก้’ ชูยุทธศาสตร์ ‘การออม’ แก้วิกฤติโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ‘เฟทโก้’ ชูยุทธศาสตร์ ‘การออม’ แก้วิกฤติโครงสร้างเศรษฐกิจ

    “ตลาดทุนไทย” จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคธุรกิจ ดังนั้นหากปฏิรูปตลาดทุนไทยได้สำเร็จจะเพิ่มสภาพคล่อง กระจายการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) ให้ประชาชนอย่างทั่วถึง และ “ลดต้นทุนการระดมทุน” ของประเทศให้แข่งขันระดับโลก

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวในงานเสวนา KT Dialogue New Horizon: Thailand Investment Playbook จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดทุนไทยกำลังเข้าสู่วงจรการลงทุนรอบใหม่ “New Investment Cycle” ในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ยุค Eastern Seaboard หลังจากนั้นแทบไม่ลงทุนใหม่เลย 

    อีกทั้งในอดีตการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการสร้างหนี้ทำให้ไทยมีหนี้สูงมาก โดยหนี้ภาคธุรกิจสูงถึง 100% ของ GDP และออกบอนด์ต่างประเทศอีก 40-50% ของ GDP ถือว่ากู้เกินตัวจนเกิดวิกฤติตามมา

    หลังจากฟื้นตัวจากวิกฤติ เราเน้นการสร้างการเติบโตผ่านการบริโภคแทนการลงทุน ก็เป็นการบริโภคที่มาจากการสร้างหนี้เป็นหลัก ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนพุ่งจาก 30-40% มาอยู่ที่เกือบ 90% ของ GDP ในปัจจุบัน หากรวมหนี้ภาคธุรกิจและหนี้รัฐบาลจะพบว่าประเทศไทยมีภาระหนี้รวมสูงถึง 240% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นและกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญในการเติบโต

    วิกฤติช่องว่างเงินออม อุปสรรคลงทุน 30%

    ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายการลงทุนที่ 30% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูง แต่นายไพบูลย์ ชี้ให้เห็นว่า อัตราการออมไทยปีที่ผ่านมาอยู่ที่เพียง 24% ของ GDP ซึ่งหากจะลงทุนให้ได้ตามเป้าประเทศไทยจะเผชิญการขาดดุลถึง 6% พร้อมเสนอว่ารัฐบาลไม่ตั้งแค่เป้าหมายการลงทุน แต่ต้องตั้งเป้าหมาย 2 เรื่อง คือ เป้าหมาย “การออม” และ “เป้าหมายผลิตภาพ” (Productivity) ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากช่วงปี 2558-2566 ผลิตภาพของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 0% ทำให้เศรษฐกิจโตได้เพียง 1-2%

    ดังนั้น ทางออกสุดท้ายของโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้วงจรการลงทุนรอบใหม่เกิดขึ้น โดย FETCO เสนอใช้ตลาดทุนไทยสนับสนุน ”ยุทธศาสตร์การออม“ ต้องเพิ่มรายได้หรือลดการบริโภค และต้องดึงเงินออมจากต่างประเทศมาช่วยผ่านตลาดทุนที่ประสิทธิภาพ

    แม้ปัจจุบันรัฐบาลมีความพยายาม ผลักดันโครงการทิสาถือเป็นเรื่องที่ดี แต่มองว่าควรจะต้องกำหนดวงเงินในระดับสูงพอช่วยดึงดูดเพิ่มการออม ซึ่งส่วนตัวยังไม่ทราบวงเงินที่แน่ชัด แต่หากตามกระแสข่าวที่บอกว่าระดับวงเงิน 600,000 บาทต่อคน มองว่ายังเท่าของเดิม เพียงแต่มีข้อดี ปรับเป็นโครงการถาวรเท่านั้น ต้องติดตามต่อไป

    ดึงดูดเงินทุนระยะยาว เว้นภาษีชั่วคราวเป็นเวลาประมาณ 2 ปี

    พร้อมกันนี้ ควรผลักดันสร้างการออมในส่วนอื่น ๆ ทาง FETCO ได้เสนอไปแล้วทั้ง กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) หรือ กองทุนออมภาคบังคับสำหรับลูกจ้างภาคเอกชน เพื่อให้มีเงินเก็บเพียงพอใช้จ่ายในยามเกษียณอายุ เพื่อสนับสนุนให้เปลี่ยนจากการออมภาคสมัครใจเป็นแบบบังคับ เพราะปัจจุบันมีคนในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เพียง 3 ล้านคน จากแรงงานทั้งหมด 40 ล้านคน

    ด้านการดึงดูดเงินทุนระยะยาว อาจจะให้มี การเว้นภาษีชั่วคราวเป็นเวลาประมาณ 2 ปี สำหรับผู้ที่นำกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศกลับเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย โดยต้องมี “Investment Theme” หรือแรงจูงใจในการลงทุนที่น่าสนใจควบคู่กันไปด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการกลับมาลงทุนในรูปแบบเดิม ๆ ที่ไม่ดึงดูดใจ

    รวมถึงเสนอให้ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางบริหารเงินคนรวย โดยผ่านกฎหมาย Trust เพื่อให้จัดการเงินครอบครัว Family Office ได้สะดวก ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินลงทุนระยะยาวในประเทศ

    นอกจากนี้ ต้องยกระดับตลาดทุนไทยสู่ตลาดทุนพัฒนาแล้ว พัฒนากฎเกณฑ์ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อมุ่งเน้นการดึงดูด Global Fund และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากต่างประเทศ แทนที่จะพึ่งพาเพียงการซื้อขายระยะสั้น (Program Trading) ที่เน้นเก็งกำไร และเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่ต้องพึ่งพารายได้จากตลาดทุนแทนเงินเดือน

    ดันปฏิรูปตลาดทุนไทย มุ่งสร้าง Wealth Creation

    นายไพบูลย์ เชื่อว่า หากตีโจทย์ตลาดทุนไทยแตกจะใช้ตลาดทุนไทยเป็นทางออกสุดท้ายในการผลักดันวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่นี้ได้ โดยต้องสร้างความมั่งคั่ง หรือ Wealth Creation ให้ครอบคลุมคนไทย 40 ล้านคน ไม่ใช่เพียงแค่ 3-4 ล้านคนเหมือนในปัจจุบัน

    นอกจากข้อเสนอ FETCO จะช่วยสร้างสภาพคล่อง ให้กับตลาดทุนไทยแล้วยังสามารถใช้เงินออมที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปีนี้ เริ่มเทิร์นอะราวนด์แล้ว จากที่ผ่านมาซบเซาหลังเผชิญปัญหาด้านความเชื่อมั่น และสภาพตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยและความไม่แน่นอน ทำให้การระดมทุนใหม่ผ่านตลาดทุนไทยยังชะลอ

    สำหรับปัญหาหลักอย่างหนึ่ง มองว่าเป็นที่ขั้นตอนการเข้าจดทะเบียนในไทยใช้เวลานานกว่าในต่างประเทศ เช่น เมื่อเทียบกรณี SpaceX ของสหรัฐ ซึ่งทำให้ยากต่อการวางแผนธุรกิจ และช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามจากทุกภาคส่วนที่จะลดระยะเวลาลง โดยปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้เป็นสากลและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ถือว่าดำเนินการเสร็จสิ้นไป 95% แล้ว

    ขณะที่ปัจจุบันยังมีการเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ หุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงไม่เท่ากัน (Dual-class shares) มีข้อเสนอให้เปิดทางสำหรับหุ้นที่มีสิทธิ์โหวตไม่เท่ากัน เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมสมัยใหม่ (New S-Curve) เช่น กลุ่ม Semiconductor หรือหุ้นเทคโนโลยี ให้เข้ามาจดทะเบียนในไทยได้ง่ายขึ้น โดยที่ผู้ก่อตั้งยังสามารถรักษาอำนาจในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของบริษัทไว้  ยกตัวอย่าง Elon Musk ที่ถือหุ้น SpaceX ไม่ถึงครึ่งแต่มีสิทธิ์โหวตได้ถึง 80% เพื่อให้สามารถผลักดันนวัตกรรมต่อไปได้ 

    พร้อมกันนี้การนำระบบ Fast Track มาใช้ โดยเฉพาะกับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  โดยภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่า ต้องการพัฒนาตลาดทุนให้มีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ มากขึ้น  ซึ่งจะมีการพิจารณาเรื่องการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การขยายระยะเวลาสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI สำหรับบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในไทย หรือ BOI to IPO เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้คนไทยได้เข้าถึงความเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดี และทำให้ตลาดทุนไทยมีต้นทุนการระดมทุนที่แข่งขันได้ในระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1249418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rPsdinBQd-g–SG8Q5N5j

  • อสังหาฯ ไทยพ้นจุดต่ำสุด REIC ชี้ปี 70 โอน 9 แสนล้าน รับมาตรการรัฐ

    อสังหาฯ ไทยพ้นจุดต่ำสุด REIC ชี้ปี 70 โอน 9 แสนล้าน รับมาตรการรัฐ

    วันนี้ (27 ส.ค.2569) นายมานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งแรกปี 2569 พบว่า ตลาดขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ มีแรงหนุนสำคัญจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง และการผ่อนคลายเกณฑ์กำกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) โดยครึ่งแรกปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% จาก 142,619 หน่วย และมูลค่า 391,601 ล้านบาทในครึ่งแรกปี 2568

    นายมานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

    นายมานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

    ตลาดยังได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว กำลังซื้อที่ปรับดีขึ้น รวมถึงการขยายตัวของตลาดบ้านมือสอง ในกลุ่มราคาที่เข้าถึงได้ หลังครม. ต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองออกไปอีก 1 ปี ถึง30 มิ.ย.2570 ซึ่งช่วยรักษาแรงส่งของตลาดต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ พบว่า 70%ของมูลค่าการโอน ยังเป็นตลาดบ้านแนวราบโดยมีจำนวนการโอน 111,624 หน่วย เพิ่มขึ้น 14.6% และมูลค่า 299,432 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียม เพิ่มขึ้น 24% หรือ 56,041 หน่วย มูลค่า 130,407 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.3%

    อสังหาฯ ไทยพ้นจุดต่ำสุด  REIC ชี้ปี 70 โอน 9 แสนล้าน รับมาตรการรัฐ

    อสังหาฯ ไทยพ้นจุดต่ำสุด REIC ชี้ปี 70 โอน 9 แสนล้าน รับมาตรการรัฐ

    โครงสร้างตลาดยังสะท้อนความต้องการซื้อ เพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งบ้านมือสองมีสัดส่วน 63% ขณะที่บ้านใหม่อยู่ที่ 37% เนื่องจากได้เปรียบด้านราคาต่อตารางเมตรและทำเลใกล้เมือง ขณะที่กลุ่มราคา 2.01–3 ล้านบาทมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 24% ส่วนกำลังซื้อของต่างชาติ ลดลง 8.8% จีนยังเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลัก ส่วนรัสเซียเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตที่โดดเด่น โดยเฉพาะในภูเก็ตและชลบุรี

    ผอ.REIC กล่าวต่อว่า ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ ครึ่งแรกปี 2569 มีมูลค่า 289,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% และเฉพาะไตรมาส 2 ขยายตัวสูงถึง 18.4% สอดคล้องกับการเร่งตัวของยอดโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งปี คาดว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ 323,479 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.3% มูลค่ารวม 880,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ คาดอยู่ที่ 571,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%

    อสังหาฯ ไทยพ้นจุดต่ำสุด  REIC ชี้ปี 70 โอน 9 แสนล้าน รับมาตรการรัฐ

    อสังหาฯ ไทยพ้นจุดต่ำสุด REIC ชี้ปี 70 โอน 9 แสนล้าน รับมาตรการรัฐ

    ขณะที่ปี 2570 คาดมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 908,358 ล้านบาท หรือเติบโต 3.1% แม้จำนวนหน่วยจะลดลง 0.9% เหลือ 320,617 หน่วย โดยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนหน่วยเป็นผลจากต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น และการประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ คาดอยู่ที่ 582,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%

    อสังหาฯ ไทยพ้นจุดต่ำสุด  REIC ชี้ปี 70 โอน 9 แสนล้าน รับมาตรการรัฐ

    อสังหาฯ ไทยพ้นจุดต่ำสุด REIC ชี้ปี 70 โอน 9 แสนล้าน รับมาตรการรัฐ

    อย่างไรก็ตาม REIC ระบุว่า ตลาดยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ทั้งหนี้ครัวเรือนระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ต้นทุนก่อสร้างและค่าขนส่ง รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สำหรับโอกาสการเติบโต ยังอยู่ในกลุ่ม Real Demand บ้านมือสองที่เน้นความคุ้มค่า คอนโดมิเนียมในเมืองท่องเที่ยวอย่างชลบุรีและภูเก็ต รวมถึงบ้านประหยัดพลังงานหรือ Green Living ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

    อ่านข่าว:

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    อสังหาฯ กรุงเทพฯ-ปริมณฑลเปลี่ยนเกม KKP ชี้ผู้ซื้อหันหา บ้านราคาจับต้องได้

    ครม. เคาะต่อมาตรการ ลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% บ้าน-คอนโดไม่เกิน 7 ล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32JR6W-1UqQC3CtuQdMUpt

  • รมว.ดีอี ร่วมประชุม คกก.บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569

    รมว.ดีอี ร่วมประชุม คกก.บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569

    รมว.ดีอี ร่วมประชุม คกก.บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569


    27/08/2569 | 77 |

    วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ณ ห้องประชุมชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

    สำหรับการประชุมดังกล่าวมีวาระสำคัญเพื่อรับทราบผลการดำเนินงานของกองทุนฯ รวมถึงการพิจารณาข้อเสนอโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยยึดกรอบยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก คือ ด้านเศรษฐกิจสังคมและความเชื่อมั่น, ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), และการบริหารภาครัฐดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/168187


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/536157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16pZCzrtjrtWpUAFdz0nC2

  • สารทจีนปีนี้เงียบ ศาลเจ้าดังเมืองพิษณุโลก คนบางตา เศรษฐกิจซบเซา-ของไหว้แพง

    สารทจีนปีนี้เงียบ ศาลเจ้าดังเมืองพิษณุโลก คนบางตา เศรษฐกิจซบเซา-ของไหว้แพง

    บรรยากาศวันไหว้เทศกาลสารทจีนปี 2569 ที่ศาลเจ้าปุนเถ่ากง-ม่า และศาลเจ้าพ่อเสือ ตลาดใต้เมืองพิษณุโลก ค่อนข้างเงียบเหงากว่าทุกปี ชาวไทยเชื้อสายจีนทยอยนำเครื่องเซ่นไหว้มากราบไหว้ตั้งแต่ช่วงเช้า แต่จำนวนผู้คนและปริมาณของไหว้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซาและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

    27 สิงหาคม 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันสารทจีนในปีนี้ ประชาชนส่วนใหญ่เลือกซื้อเครื่องเซ่นไหว้เท่าที่จำเป็น โดยเน้นไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษภายในครอบครัว เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ต่างจากหลายปีที่ผ่านมาที่นิยมซื้อของไหว้นำไปสักการะตามศาลเจ้าต่าง ๆด้วย ขณะที่คนรุ่นใหม่บางส่วนเลือกใช้เวลาไปทำงานหารายได้มากกว่าการเดินทางมาไหว้เจ้าและเผากระดาษเงินกระดาษทอง ส่งผลให้จำนวนผู้กราบไหว้ตามศาลเจ้าลดน้อยลง

    นางเฟื่องฟ้า วงศ์เจริญ กล่าวว่า เดินทางมาไหว้เจ้าช่วงเทศกาลสารทจีนเป็นประจำทุกปี เพื่อขอพรให้ค้าขายร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมา โดยปกติสารทจีนจะมีคนมาร่วมไหว้น้อยกว่าช่วงตรุษจีนอยู่แล้ว แต่ปีนี้สังเกตว่าจำนวนคนลดลงมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะความสะดวกและภาระของแต่ละคน

    ด้านนางกิมเหลียง แซ่เตีย อายุ 90 ปี กล่าวว่า ตนเองไหว้เจ้าทุกปี เพราะพ่อแม่เคยพามาไหว้ตั้งแต่เด็ก จึงถือปฏิบัติตามธรรมเนียมมาโดยตลอด โดยไหว้เจ้าที่เจ้าทางและเทวดาฟ้าดิน ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ลูกหลานมีความสุขและเป็นที่รักของผู้คน แต่ปีนี้ลูกหลานไม่ได้เดินทางมาร่วมไหว้ด้วย เนื่องจากต้องออกไปทำงานกันหมด

    นางนัดดา สันติอาคม กรรมการศาลเจ้าปุนเถ่ากง-ม่า และศาลเจ้าพ่อเสือ จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ตามประเพณีการไหว้สารทจีน จะเริ่มจากการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้าน จากนั้นจึงเดินทางมาไหว้ตามศาลเจ้า และกลับไปไหว้บรรพชนที่บ้านอีกครั้ง ถือเป็นการแสดงความกตัญญูและรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

    “ปีนี้บรรยากาศเงียบเหงากว่าทุกปี คาดว่าสาเหตุหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่โดยปกติเทศกาลสารทจีนก็มีผู้มาร่วมไหว้น้อยกว่าช่วงตรุษจีนอยู่แล้ว” นางนัดดากล่าว

    สำหรับเทศกาลสารทจีน หรือเทศกาลไหว้บรรพบุรุษ เป็นประเพณีสำคัญของชาวจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ลูกหลานจะจัดเตรียมอาหารคาวหวาน กระดาษเงินกระดาษทอง ตลอดจนเสื้อผ้าและเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อเซ่นไหว้และแสดงความระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งที่บ้านและสุสาน ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติตามสภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/1058161/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GpUhjiEQ7-4ArMKB2_qEm

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 8 ประจำปี 2569 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 8 ประจำปี 2569 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    ภาพรวมเศรษฐกิจ 

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนมิถุนายน 2569 GDP ปรับเพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เพิ่มขึ้นถึง 8.2% มากที่สุดในรอบ 13 เดือน ซึ่งได้ปัจจัยสนับสนุนจากราคาทองแดงในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านอัตราเงินเฟ้อของชิลีปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.3% การบริโภคภาคเอกชนลดลง -3.3% ในขณะที่อัตราว่างงานยังคงอยู่ที่ระดับ 9.4% สองเดือนติดต่อกัน การนำเข้าโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้น 5.5% ในขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 20.2% โดยสินค้ากลุ่มสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึง 30.5% รวมมูลค่า 3.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 521.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง -6.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รวมมูลค่า 328.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 135.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนมิถุนายน 2569 สคต. ณ กรุงซันติอาโกขอสรุปรายละเอียด ดังนี้ 

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนมิถุนายน 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลง -3.3% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    การบริโภคภาคเอกชนของชาวชิลีในภาพรวมปรับตัวลดลง โดยชาวชิลีใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เนื่องจากความกังวลด้านค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้หมวดน้ำมันเชื้อเพลิงมีการบริโภคลดลงต่ำที่สุดในรอบปีนี้ที่ -10.9% ตามมาด้วยและหมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบลดลง -5.5% อย่างไรก็ดี การบริโภคในหมวดสินค้าอาหาร และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 0.6 และ 7.0% ตามลำดับ 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 42.7  มาอยู่ที่ 41.2 ลดลง -3.5%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในชิลีประจำเดือนมิถุนายน 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลง -9.1% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) ลดลงจาก 6.8 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 6.2 แสนตารางเมตร สอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ลดลง -21.1%

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า          จากระดับ 44.0 มาอยู่ที่ 45.9 ทั้งนี้ หากพิจารณาภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 52.5, 51.3 และ 44.7 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนมิถุนายน 2569 ยังคงอยู่ที่ระดับ 9.4% สูงที่สุดในรอบ 6 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้นถึง 1.5 % ในขณะที่ตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 0.9% โดยแคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ แคว้น Ñuble ที่ 10.5% 

    image.png

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 4.3% หมวดที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 12 เดือนได้แก่ (1) หมวดค่าเดินทาง/ค่าขนส่ง (2) หมวดร้านอาหารและโรงแรม และ (3) หมวดการศึกษา โดยเพิ่มขึ้นที่ 8.6%, 6.5% และ 5.9% ตามลำดับ 

    image.png

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

    การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 มีมูลค่ารวมที่ 63,505 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-มิ.ย. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินแร่

    30,627

    39,964

    30.5%

    ผลไม้

    4,706

    4,276

    –9.1%

    เคมีภัณฑ์

    3,755

    5,199

    38.5%

    ปลาแซลมอน

    3,074

    3,297

    7.3%

    เยื่อกระดาษ

    2,022

    1,787

    -11.6%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    1,106

    958

    -13.4%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    1,266

    1,414

    11.7%

    การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569  มีมูลค่ารวมที่ 43,510 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-มิ.ย. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    12,221

    12,519

    2.4%

    สินค้าหมวดพลังงาน

    6,537

    8,025

    22.8%

    สินค้าทุน

    9,371

     9,813

    4.7%

     –รถยนต์เชิงพาณิชย์

    1,364

    1,467

    7.6%

     –เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    1,030

    813

    –21.1%

        จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า        ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 19,995 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – มิถุนายน 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 328.56 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -6.23% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)   ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (147.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -6.29%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (54.15 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -23.46%) 

    • ปลากระป๋อง (29.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -15.56%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (25.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 89.48%)

    • อัญมณีและไข่มุก (11.97 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.08%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 711.12 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -6.13%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 328.56 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -6.23%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 243.14 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 2.84%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 116.39 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -21.59%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 43.29 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง –23.75%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – มิถุนายน 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 192.85 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -34.81% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • แซลมอนและอาหารทะเล (46.06 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -26.98%)

    • ทองแดง (42.69 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -60.97%) 

    • เยื่อกระดาษ (36.78 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -35.14%)

    • สินแร่อื่น ๆ (27.26 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.43%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (11.19 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง –13.39%

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 192.85 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง –34.81%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 190.12 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 14.32%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 136.76 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -13.04%)

    • ชิลีส่งออกไปยังอินโดนีเซีย 63.86 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 99.47%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 51.79 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 17.97%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 521.41 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -19.32%) โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทย มากกว่าส่งออกสินค้ามายังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 135.71 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/g0taoc2sskrukwikmd0wtni6&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2afkaCHQGNMu57_vfVwiBY

  • “ธปท.” ชี้ ‘ลงทุน‘ หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ ดันศักยภาพไทยพ้น 2.7%

    “ธปท.” ชี้ ‘ลงทุน‘ หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ ดันศักยภาพไทยพ้น 2.7%

    “ธปท.” ชี้ ‘ลงทุน‘ หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ ดันศักยภาพไทยพ้น 2.7% ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน กรุงเทพธุรกิจ ผ่านเวที KT Dialogue หัวข้อ New Horizon :Thailand Investment Playbook ดึงรัฐ-เอกชนด้านเศรษฐกิจการลงทุนร่วมถกอนาคตและโอกาสเศรษฐกิจประเทศไทยว่า การลงทุนเป็นหัวใจสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยการหลุดพ้นจาก“กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ” เพราะประเทศไทยอยู่ในกับดักหนี้มานาน ดังนั้นการลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์ที่ช่วยสร้างทั้งการเติบโตในระยะสั้นและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
       
    โดยที่ผ่านมาไทยมักพูดถึง “ปีแห่งการลงทุน” อยู่เป็นระยะๆหรือแทบจะทุก 5 ปี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การสร้างรอบการลงทุนใหม่ หรือ Investment Cycle ไม่ควรเป็นเพียงคำพูดหรือเป้าหมายระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเติบโตที่กำลังเผชิญอยู่ และต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันขึ้นมาใหม่

    ทั้งนี้ การทำความเข้าใจกับคำว่า “กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ”จำเป็นต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน

    ส่วนแรกคือศักยภาพของเศรษฐกิจ หรือ Potential Growth ซึ่งหมายถึงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาวะที่ระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแรงและสามารถทำงานได้ตามปกติ ส่วนที่สองคืออัตราการเติบโตจริงของเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพดังกล่าว

    โดยปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันคือกำลังเผชิญกับปัญหาทั้ง 2 ด้านพร้อมกัน กล่าวคือ ไม่เพียงแต่อัตราการเติบโตจริงจะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเท่านั้น

    แต่ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเองก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้โจทย์การฟื้นเศรษฐกิจมีความยากมากขึ้น เพราะการผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาโตเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจควบคู่กันไป

    ในด้านศักยภาพการเติบโต เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนช่วงที่จะเกิดโควิด-19 ธปท.เคยประเมินศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ประมาณ 3.5% แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    “ตัวเลขศักยภาพที่ระดับ 2.7% ไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับประเทศไทย เพราะระดับดังกล่าวเป็นอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือประเทศในยุโรป ขณะที่ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น หากต้องการให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างแท้จริง ไทยควรมีศักยภาพการเติบโตในระดับประมาณ 3-4%”

    นอกจากปัญหาศักยภาพการเติบโตที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยธปท.ประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 2.3% ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินไว้ที่ประมาณ 2.2% เมื่อเทียบกับศักยภาพที่ระดับ 2.7% จึงถือว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าความสามารถที่ควรจะเป็น

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ถึงศักยภาพในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือการเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก หรือ Shocks อย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไม่มีเวลามากพอที่จะปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

    แรงกระแทกสำคัญที่เกิดขึ้นมีทั้งวิกฤตโควิด-19 นโยบายกีดกันทางการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ และวิกฤตพลังงานโลก โดยเฉพาะโควิด-19 ที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักไปนานถึง 2-3 ปี

    สิ่งที่น่ากังวลคือภาคธุรกิจและครัวเรือนไม่ได้มีเวลามากพอที่จะปรับตัว เพราะในจังหวะที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากแรงกระแทกหนึ่ง ก็มีแรงกระแทกใหม่เข้ามาอีกครั้ง ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับโจทย์ 2 ชั้นพร้อมกัน คือการทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตใกล้เคียงกับศักยภาพ และการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจให้สูงขึ้นกว่าเดิม โดยมองว่าอย่างหลังมีความสำคัญมากกว่าในระยะยาว

    ซึ่ง“การลงทุน” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถช่วยเศรษฐกิจได้ทั้งสองมิติ มิติแรกคือช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทำให้การเติบโตกลับขึ้นมาใกล้เคียงกับศักยภาพเดิม ขณะที่มิติที่สองคือการเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำในระยะยาว

    หากประเทศไทยต้องการเพิ่มศักยภาพการเติบโต จำเป็นต้องเพิ่ม “ผลิตภาพการผลิต” หรือ Productivity โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กำลังแรงงานของไทยกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อจำนวนแรงงานลดลง การที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้มากขึ้นจึงต้องอาศัยการทำให้แรงงานและทรัพยากรที่มีอยู่สามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น

    เช่นการลงทุนในอุปกรณ์ เทคโนโลยี และเครื่องมือใหม่ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังแรงงาน

    สำหรับบทบาทของธปท.สามารถมีส่วนสนับสนุนการแก้ปัญหาผ่าน 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือ “นโยบายการเงิน” ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการรักษาเสถียรภาพ หรือ Stability เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนก่อนที่จะตัดสินใจนำเงินมาลงทุนในระยะยาว

    แม้นโยบายการเงินตามทฤษฎีจะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเศรษฐกิจในระยะยาว แต่การสร้างและรักษาเสถียรภาพถือเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะนักลงทุนที่ต้องนำเงินไปลงทุนในระยะยาวจำเป็นต้องมีความมั่นใจว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมีความมั่นคง

    ดร.ดอนมองว่า ในปัจจุบันการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ แม้เป้าหมายหลักจะเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถมองได้ว่าเป็น “โบนัส” ที่ช่วยเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition ไปสู่เศรษฐกิจใหม่ได้ง่ายขึ้น เพราะต้นทุนทางการเงินที่ลดลงสามารถช่วยให้ภาคธุรกิจมีโอกาสลงทุนในสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น

    อีกบทบาทสำคัญของ ธปท. คือการช่วยให้เงินทุนถูกจัดสรรไปยังภาคส่วนที่สามารถสร้างประโยชน์และศักยภาพให้กับเศรษฐกิจได้มากที่สุด โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่มีศักยภาพ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    โดยธปท.ให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างและอุปสรรคในการเข้าถึงเงินทุนของ SME เพื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และสามารถนำเงินทุนไปใช้ในการลงทุนและพัฒนาธุรกิจ
        

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1249411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b0ETg_sMOBBEEK5bypQ8M

  • ผบ.ฉก.ปัตตานี ลงพื้นที่เมืองเศรษฐกิจ เข้มความปลอดภัยประชาชน | TOPNEWS

    ผบ.ฉก.ปัตตานี ลงพื้นที่เมืองเศรษฐกิจ เข้มความปลอดภัยประชาชน | TOPNEWS

    ผบ.ฉก.ปัตตานี ลงพื้นที่เมืองเศรษฐกิจ เข้มความปลอดภัยประชาชน

    • เผยแพร่ : 27/08/2026 22:29

    วันที่ 27 ส.ค. 2569 พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พร้อมด้วย รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี และรองเสนาธิการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเครือข่ายภาคประชาชน (ทสปช.เมืองปัตตานี) ในเขตพื้นที่เมืองเศรษฐกิจ เพื่อดูแลความปลอดภัย พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยบริเวณตลาดโต้รุ่ง โดยมีผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจตำรวจปัตตานี 92 ร่วมให้การต้อนรับ ณ บริเวณตลาดโต้รุ่ง อ.เมือง จ.ปัตตานี

    ต่อมาเวลา 19.30 น. พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร เดินทางไปยังสนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี เพื่อตรวจความพร้อมของพื้นที่ในการจัดงานนาวากาชาดจังหวัดปัตตานี และงานแสดงสินค้า วัฒนธรรม และของดีเมืองตานี ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-9 ก.ย. 69 ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจตำรวจปัตตานี 92 โดยเน้นย้ำและกำชับการปฏิบัติงานให้สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรม ให้สามารถร่วมงานได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

    02

    13

    แม่ทัพภาค 4 กำชับทุกหน่วย ผนึกกำลังสกัดเหตุรุนแรง-แก้จุดบกพร่อง

    สว.ลุยชายแดนสระแก้ว! ลง “บ้านหนองจาน” รับฟังปัญหาน้ำ-ที่ดิน เติมกำลังใจทหารแนวหน้า

    วัดแสงแรงจัดพิธีเทวาภิเษก–พุทธาภิเษก “หัวนะโม รุ่น ๒” สืบสานตำนานวัตถุมงคลคู่เมืองคอน

    เปิดสมัยประชุมสภา “ส.ส.หนึ่ง” เดินหน้าทำหน้าที่ ลุยงานสภาฯ ผลักดันประเด็นเพื่อพี่น้องประชาชน

    ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองบุกจับ “บอล หัวโต” เอเย่นต์ยาคารีสอร์ท ขยายผลรวบเพิ่มอีก 2 ราย

    นอนคุกต่อไป!! “ศาล” ยกคำร้องขอประกันตัว “ครูใหญ่ อรรพล – แอมป์ ณวรรษ” ยังไม่วินิจฉัยเข้าข่ายพ.ร.บ.สันติสุขฯ-ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1675417&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O-M-K78Z2_sKGPZEZ8Oh6

  • เรื่องเล่า วิกฤตสาขาธนาคาร จุดจบโมเดลเศรษฐกิจไทยที่สร้างเมืองมา 50 ปี สะเทือน “ตึกแถว” ทั่วประเทศ

    เรื่องเล่า วิกฤตสาขาธนาคาร จุดจบโมเดลเศรษฐกิจไทยที่สร้างเมืองมา 50 ปี สะเทือน “ตึกแถว” ทั่วประเทศ

    ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน ลองนึกภาพถนนสายหลักของอำเภอหรือย่านการค้าในต่างจังหวัด ภาพที่คุ้นตาคือ ตึกแถวเรียงราย และสาขาธนาคารที่ตั้งอยู่แทบทุกหัวมุม

    ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ไทยพาณิชย์ และธนาคารอีกหลายแห่ง แข่งขันกันปักหมุดสาขาในทำเลดีที่สุด บางแห่งกินพื้นที่ 2-4 คูหา บางแห่งสร้างอาคารของตัวเองขึ้นมาโดยเฉพาะ

    จากเหตุผลที่ไม่ได้ซับซ้อน เพราะในยุคนั้น “คนต้องไปหาธนาคาร” ไม่ว่าจะฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน ขอสินเชื่อ เปิดบัญชี จ่ายค่าสาธารณูปโภค ทุกอย่างต้องเดินเข้าไปที่สาขาเท่านั้น 

    ทำให้ “ธนาคาร” มีบทบาทไม่ต่างจากแม่เหล็กของชุมชน บางย่านธนาคารมาก่อน ห้างร้าน- ตลาด เมื่อมีธนาคาร คนก็เดินทางเข้ามา เมื่อคนเข้ามา ร้านอาหาร ร้านค้า ตลาด และธุรกิจบริการก็ทยอยตามมา เศรษฐกิจของถนนจึงเติบโตขึ้นรอบสาขาธนาคารไปด้วย แต่โมเดลนั้นกำลังเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด

    จาก 6,735 สาขา เหลือ 4,532 แห่ง

    ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านนี้ชัดเจน ปี 2561 ประเทศไทยมีสาขาธนาคารพาณิชย์ 6,735 แห่งผ่านไป 8 ปี เหลือเพียง 4,532 แห่ง ณ เดือนมิถุนายน 2569 หายไปกว่า 2,200 แห่ง หรือประมาณ 33% และแนวโน้มไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะธนาคารบางแห่ง

    ธนาคารขนาดใหญ่ที่เคยมีสาขามากกว่า 1,000 แห่ง ต่างลดจำนวนลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย ไทยพาณิชย์ลดลงประมาณ 49% ธนาคารกรุงเทพลดลง 41% และกรุงไทยลดลง 17% ในช่วงเวลาเดียวกัน

    ตัวเลขนี้กำลังบอกว่า สิ่งที่กำลังหายไปไม่ใช่เพียง “เคาน์เตอร์บริการ” แต่คือ พื้นที่ทางกายภาพของระบบธนาคารที่เคยฝังตัวอยู่ในเมืองไทยด้วย

    เมื่อธนาคารไม่ต้องอยู่ริมถนนอีกต่อไป

    “สุรเชษฐ กองชีพ” กูรูด้านอสังหาริมทรัพย์ ฐานะหัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา รูปแบบการให้บริการของธนาคารเปลี่ยนไปอย่างมาก สาขาริมถนนที่เคยเป็นหัวใจของการทำธุรกรรมค่อยๆ หมดความจำเป็น ขณะที่ธนาคารหันไปใช้พื้นที่ในศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์มากขึ้น

    ในอดีต พื้นที่ธนาคารในศูนย์การค้ามักถูกวางไว้ในจุดที่คนต้องเดินผ่าน หรืออยู่ชั้นบนเพื่อดึงทราฟฟิกเข้าสู่พื้นที่ส่วนอื่นของโครงการแต่เมื่อแม้แต่ธุรกรรมเหล่านี้ก็ย้ายขึ้นมือถือ ความต้องการพื้นที่ก็ลดลงอีกขั้น

    เมื่อคนไม่ต้องเดินเข้าธนาคาร ธนาคารก็ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือเช่าพื้นที่ให้คนเดินเข้าอีกต่อไป ต้นทุนการดำเนินงานและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยิ่งทำให้การถือครองสาขาจำนวนมากมีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสาขาที่ตั้งอยู่ใกล้กันหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีจำนวนสาขามากเกินความจำเป็น

    การปิดสาขาจึงกลายเป็นทั้งเรื่องของ Digital Transformation + Cost Cutting + Asset Optimization

    และนี่เองที่กำลังส่งแรงกระเพื่อมออกไปถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ 

    เพราะสิ่งที่ธนาคารกำลังทิ้ง คือ “ทำเลทอง”

    สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้อยู่ตรงนี้ ธนาคารกำลังลดความต้องการพื้นที่ แต่พื้นที่ที่ธนาคารเคยเลือกกลับไม่ได้หมดความสำคัญตามไปด้วย สาขาธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้ไปอยู่บนที่ดินเหล่านั้นโดยบังเอิญ หลายแห่งเป็นทำเลที่ดีที่สุดของชุมชน ตั้งอยู่ริมถนนสายหลัก ใกล้ตลาด ใกล้สถานีขนส่ง อยู่ใจกลางย่านการค้า หรืออยู่ในพื้นที่ที่พัฒนาเมืองมานานหลายสิบปี

    พูดง่ายๆ คือ เทคโนโลยีทำให้ “สาขา” หมดความจำเป็น แต่ไม่ได้ทำให้ “ทำเล” หมดคุณค่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่การปิดสาขาธนาคารอาจสร้างโอกาสใหม่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์

    สุรเชษฐ์ระบุว่า อาคารสาขาที่ปิดตัวลงจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปปล่อยเช่าต่อ เพราะธนาคารต้องการเงินก้อนจากการขายสินทรัพย์มากกว่ารายได้จากค่าเช่า หากเป็นแปลงที่มีขนาดเหมาะสม อยู่ในทำเลดี และมีศักยภาพในการพัฒนา ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์อาจเข้ามารับช่วงต่อ โดยเฉพาะการนำไปรวมกับที่ดินข้างเคียงเพื่อเพิ่มขนาดแปลง จาก “สาขาธนาคาร” จึงอาจกลายเป็น “Land Bank” สำหรับการพัฒนาโครงการในอนาคต

    “ทรงวาด-ตลาดน้อย-เยาวราช”  ธนาคารหาย แต่ทำเลกลับมีชีวิตใหม่

    ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดในย่านเมืองเก่า อย่าง ทรงวาด ตลาดน้อย เยาวราช ตลาดพลู เคยเป็นพื้นที่การค้าและการเงินของชุมชน อาคารเก่าและตึกแถวจำนวนมากผูกพันกับเศรษฐกิจการค้าแบบดั้งเดิม เมื่อสาขาธนาคารลดลง บทบาทของอาคารเหล่านี้ในฐานะ “ศูนย์กลางการเงิน” ก็ลดลงตาม

    แต่ไม่ได้หมายความว่าอาคารเหล่านั้นหมดคุณค่า ตรงกันข้าม ความเก่า เรื่องราว สถาปัตยกรรม และทำเลกลับกลายเป็นสินค้าใหม่ อาคารที่เคยเป็นสำนักงานหรือสาขาธนาคารถูกปรับปรุงเป็น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี บูติกโฮเทล และพื้นที่สร้างสรรค์ รองรับนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่

    นี่คือการเปลี่ยนมือของเศรษฐกิจเมืองอย่างหนึ่ง จากยุคที่ “คนในชุมชนเป็นลูกค้าธนาคาร” สู่ยุคที่ “นักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่เป็นลูกค้าของทำเล”

    สุขุมวิท สีลม สาทร จากสาขาสู่การรวมแปลง

    หรือ ถ้าเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจ ภาพจะต่างออกไป สุขุมวิท สีลม และสาทร เป็นพื้นที่ที่ราคาที่ดินสูงและการแข่งขันด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินเข้มข้นกว่าเดิม เมื่อสาขาธนาคารไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่เหมือนอดีต อาคารหรือที่ดินเดิมจึงมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการ ขายและรวมแปลง พื้นที่ที่เคยรองรับสาขา 1 แห่ง อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี อาคารสำนักงาน หรือมิกซ์ยูสนี่คือการเปลี่ยนจาก “พื้นที่ทำธุรกรรม” เป็น “พื้นที่สร้างมูลค่าอสังหาริมทรัพย์”

    อย่างไรก็ดี ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะกับที่ดินของธนาคาร แต่ลามไปถึง ตึกแถวทั่วประเทศ ตึกแถวจำนวนมากถูกออกแบบบนโมเดลเศรษฐกิจเมื่อ 40-50 ปีก่อน ชั้นล่างเป็นร้านค้า หรือปล่อยเช่าให้ธุรกิจที่ต้องการทำเลริมถนน

    ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย เจ้าของสามารถทำมาหากินและสะสมทรัพย์สินไปพร้อมกัน ก่อนส่งต่อให้ลูกหลาน ธนาคารเคยเป็นหนึ่งในผู้เช่าที่ดีที่สุดของโมเดลนี้ เพราะมีความมั่นคงและต้องการพื้นที่ในทำเลดี

    แต่เมื่อธนาคารถอนตัวออกไป โครงสร้างเดิมก็เริ่มสั่นคลอน ปัญหาเดิมของตึกแถวถูกขับให้ชัดขึ้น ทั้งไม่มีที่จอดรถ ทางเข้าออกแคบ อาคารเก่า การปรับปรุงทำได้จำกัด และความต้องการของผู้เช่ารุ่นใหม่เปลี่ยนไป เมื่อผู้เช่ารายใหญ่หายไป ตึกแถวบางแห่งจึงเหลือเพียงทางเลือก ปรับปรุงครั้งใหญ่ หรือขาย

    จาก “ตึกแถว” ถึง “เมือง” กำลังเปลี่ยนโมเดล

    นี่จึงอาจเป็นภาพที่ใหญ่กว่าการลดสาขาธนาคาร เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ธนาคารเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสร้าง “เมืองแบบเดิม” ธนาคารตั้งอยู่ริมถนน คนเดินทางเข้าไปใช้บริการ ร้านค้าเกิดตามมา ตึกแถวถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการค้า ที่อยู่อาศัย และสำนักงาน

    แต่วันนี้ระบบการเงินกำลังย้ายจาก Physical Location ไปสู่ Digital Infrastructure คนทำธุรกรรมผ่านแอป ธนาคารลดสาขา ลดพื้นที่ ลดพนักงานหน้าสาขา และลดต้นทุนสินทรัพย์ เมื่อ “คนไม่ต้องเดินทางไปทำธุรกรรม” เมืองก็ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ธนาคารมากเท่าเดิม

    ผลที่ตามมาคือที่ดินและอาคารจำนวนมหาศาลกำลังถูกส่งกลับเข้าสู่ตลาด เพื่อหาหน้าที่ใหม่ นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุดของวิกฤตสาขาธนาคารไทย เพราะสิ่งที่กำลังหายไปอาจไม่ใช่แค่ป้ายชื่อธนาคารบนอาคาร แต่มันคือ โมเดลการใช้ชีวิต การค้าขาย และการถือครองอสังหาริมทรัพย์แบบตึกแถวที่อยู่คู่ประเทศไทยมานานหลายสิบปีด้วย.

    อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ 

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2955553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GOsGpeYx8URgHvQT4Scu6