Category: เศรษฐกิจ

  • โมร็อกโกปรับยุทธศาสตร์  ดึงทุนจีน ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

    โมร็อกโกปรับยุทธศาสตร์ ดึงทุนจีน ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

    ในอดีต สหภาพยุโรปมองโมร็อกโกเป็นเพียงตลาดใกล้เคียงและฐานรับจ้างผลิตสินค้าขั้นพื้นฐาน เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ และสิ่งทอ แต่ปัจจุบัน โมร็อกโกได้ยกระดับตัวเองกลายเป็นเป้าหมายหลักของเงินทุนจากจีนในอุตสาหกรรมขั้นสูง (advanced industries) ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า และวัสดุสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งการเติบโตนี้ไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของโมร็อกโกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นระหว่างจีนกับชาติตะวันตก ดังนั้น ท่าทีของยุโรปต่อโมร็อกโกในตอนนี้จึงไม่ใช่ความโกรธแค้นหรือการเป็นศัตรู แต่เป็นความกังวลต่อการก้าวขึ้นมาเป็นฮับอุตสาหกรรมขั้นสูงของโมร็อกโกในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตอนใต้

    ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของโมร็อกโก เกิดจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยไม่พึ่งพาขั้วอำนาจทางการเมืองเดิม ๆ เพียงกลุ่มเดียว แต่หันมาใช้นโยบายกระจายความร่วมมือระดับโลก แม้ว่าโมร็อกโกจะยังคงรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับคู่ค้ารายใหญ่อย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ไว้ ขณะเดียวกันก็เปิดประตูต้อนรับเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ จากจีน ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับด้วย ซึ่งกลยุทธ์นี้จะช่วยสร้างบรรยากาศการแข่งขันในหมู่นักลงทุน และช่วยลดการพึ่งพาพันธมิตรรายใดรายหนึ่งมากเกินไป ทำให้โมร็อกโกมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

    จุดแข็งของโมร็อกโกที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกมาจากความพร้อมในหลายด้าน ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมือง มาตรการยกเว้นภาษี โครงสร้างพื้นฐานและท่าเรือขนส่งสินค้าที่ทันสมัย รวมถึงการมี FTA กับหลายประเทศ ประกอบกับทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างทวีปแอฟริกากับตลาดยุโรป จึงทำให้เมืองสำคัญอย่าง Tangier และ Kénitra กลายเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก โดยจูงใจให้บริษัทชั้นนำของจีนเข้ามาตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบ  โลจิสติกส์ที่รวดเร็วในการส่งออกไปยุโรป ด้วยเหตุนี้ ทำให้ยุโรปจับตามองโมร็อกโกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกังวลว่าสินค้าที่ผลิตโดยทุนจีนในโมร็อกโกจะสามารถเจาะเข้าสู่ตลาดยุโรปได้ง่ายและถูกลง หากสินค้าเหล่านั้นผ่านเกณฑ์ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ของภูมิภาค

    สิ่งที่ยุโรปกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ อาจมิใช่ความโกรธ แต่เป็นอาการรักพี่เสียดายน้องหรือภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากสหภาพยุโรปและโมร็อกโกมีความผูกพันที่ลึกซึ้งมาก โดยภาคอุตสาหกรรมของโมร็อกโกได้หลอมรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกับห่วงโซ่การผลิตของยุโรปแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ของยุโรปจำนวนมากต้องพึ่งพาโรงงานในโมร็อกโกเพื่อผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ส่งกลับไปป้อนตลาดยุโรป ขณะเดียวกันบรัสเซลส์ต้องการสกัดและลดอิทธิพลทางอุตสาหกรรมของจีน และต้องระวังมิให้มาตรการของตนไปกระทบกระเทือนหรือสร้างความเสียหายต่อโมร็อกโกที่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของตนเอง

    ในมุมมองของจีน โมร็อกโกไม่ได้เป็นแค่ศูนย์การลงทุนและการค้า แต่เป็นประตูยุทธศาสตร์บานสำคัญที่จีนจะใช้ผ่านเข้าไปเจาะตลาดยุโรปและแอฟริกา เนื่องจากจีนทราบดีว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) จะสำเร็จได้ ไม่ใช่แค่การสร้างท่าเรือหรือถนนหนทางทิ้งไว้เท่านั้น แต่ต้องเข้าไปสร้างฐานการผลิตอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่สามารถส่งออกและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร้รอยต่อด้วยเหตุนี้ เงินทุนจากจีนที่ไหลเข้าโมร็อกโกจึงพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น การผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า วัตถุดิบสำหรับแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียนและระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการสร้างนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Zones) เพื่อรองรับโรงงานยุคใหม่ 

    อุตสาหกรรมดังกล่าว ไม่ได้ช่วยแค่สร้างงานในโมร็อกโกเท่านั้น แต่ยังช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และทำให้โมร็อกโกก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่การลงทุนของจีนในโมร็อกโก แต่เป็นเหตุผลที่จีนเลือกโมร็อกโกแทนประเทศอื่น ซึ่งคำตอบอาจมาจาก 5 ปัจจัยดังนี้

    1. การเมืองนิ่ง: มีเสถียรภาพทางการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ที่มั่นคงสูง

    2. ปฏิรูปเศรษฐกิจต่อเนื่อง: รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเอื้อต่อการลงทุนตลอดเวลา

    3. โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก: โดยเฉพาะท่าเรือ Tanger Med ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือขนส่งสินค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

    4. เครือข่ายการค้าเสรี (FTA) ที่กว้างขวาง: ซึ่งจะช่วยให้สินค้าของโมร็อกโกสามารถเข้าถึงตลาดที่มีผู้บริโภคนับร้อยล้านคนได้

    5. แรงงานมีฝีมือ: มีแรงงานที่มีทักษะและความสามารถพร้อมทำงาน เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ

    ปัจจัยทั้งหมดนี้ได้เปลี่ยนโมร็อกโกจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมขั้นสูงของภูมิภาค ทว่า ความสำเร็จนี้ก็มาพร้อมกับความท้าทายที่จะต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจสองฝ่าย เนื่องจากเศรษฐกิจของโมร็อกโกยังต้องพึ่งพาตลาดยุโรปอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกัน  ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจำเป็นต้องใช้เงินทุนและเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีนเพื่อเร่งพัฒนาประเทศ ด้วยเหตุนี้ โมร็อกโกจึงเลือกใช้กลยุทธ์ “กระจายความร่วมมือโดยไม่เลือกข้างทางการเมือง” ซึ่งช่วยให้รัฐบาลโมร็อกโกมีอิสระและมีอำนาจต่อรองในเกมเศรษฐกิจโลกมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ

    อย่างไรก็ดี ในอนาคต สหภาพยุโรป มีแนวโน้มจะคุมเข้มเรื่อง Rules of Origin กับโมร็อกโกมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อป้องกันไม่ให้ทุนจีนใช้โมร็อกโกเป็นช่องทางส่งออกเพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษี ในทางกลับกัน คาดว่า จีนก็จะยังคงเดินหน้าขยายฐานอุตสาหกรรมในโมร็อกโกต่อไป เพราะหาข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานแบบนี้จากประเทศอื่นตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตอนใต้ไม่ได้อีกแล้ว

    อนาคตและความสำเร็จที่แท้จริงของโมร็อกโก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของโมร็อกโกในการเปลี่ยนการลงทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นด้านการผลิต นวัตกรรม และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งการพัฒนาในครั้งนี้อาจช่วยให้โมร็อกโกกลายเป็นหุ้นส่วนทางอุตสาหกรรมที่แท้จริง แทนที่จะเป็นเพียงศูนย์กลางการประกอบและส่งออกเท่านั้น 

    ความสำเร็จที่แท้จริงของโมร็อกโกไม่ใช่แค่การดึงดูดเงินทุน แต่คือความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเกมการแข่งขันของมหาอำนาจมาขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตนเอง หากโมร็อกโกรักษาสมดุลนี้ได้สำเร็จ ที่นี่จะไม่ใช่สมรภูมิความขัดแย้งระหว่างจีนกับยุโรป แต่จะผงาดขึ้นเป็นตัวแสดงหลักทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่เปลี่ยนสถานะจากจุดรับจ้างผลิตทั่วไป สู่การเป็นชุมสายยุทธศาสตร์ (Strategic Node) ในห่วงโซ่มูลค่าโลก และเป็นสะพานเชื่อม 3 ทวีป ซึ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักและอำนาจต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในเวทีการค้าโลกได้อย่างมหาศาล

    ความคิดเห็นและข้อสังเกตของ สคต. ณ กรุงไคโร

    • โมร็อกโกมี FTA กับสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ตลอดจนระบบโลจิสติกส์ระดับโลกผ่านท่าเรือ Tanger Med ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ จึงมีโอกาสสร้างพันธมิตรทางการค้าหรือ Joint Venture เพื่อใช้โมร็อกโกเป็นฐานการผลิตและเป็นทางลัดในการส่งออก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่งและลดกำแพงภาษีในการเข้าสู่ตลาดยุโรปและแอฟริกา

    • การขยายฐานการผลิตแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าของจีนในโมร็อกโก ส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก ถือเป็นโอกาสเชิงรุกของผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญในห่วงโซ่อุปทานขั้นกลางและขั้นปลาย เช่น วัตถุดิบเกี่ยวเนื่อง ชิ้นส่วนโลหะแม่พิมพ์ และระบบการจัดการพลังงานในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

    • เนื่องจากสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มมาตรการตรวจสอบเกณฑ์ Rules of Origin เพื่อป้องกัน  การหลบเลี่ยงภาษีของทุนจีน ผู้ประกอบการไทยจึงต้องควบคุมสัดส่วนการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มในท้องถิ่น (Local Content) ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงต้องยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน (ESG) และมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของยุโรป

    —————————————-

    ที่มา

    • https://moderndiplomacy.eu/2026/07/12/moroccos-partnership-with-beijing-shifts-economic-power-from-europe-to-china/

    • รูปภาพจาก https://www.newsday.com/business/morocco-automobile-industry-electric-vehicles-o27447

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/iv48zsmbo7qzlhb52nglufhs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OmvAmbLmitPamRlgxZejt

  • กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างถนนสายเชื่อม ทล.131 จังหวัดเชียงราย หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบนและชายแดน เพิ่มขีดความสามารถด้านคมนาคมขนส่ง พร้อมบรรเทาปริมาณการจราจรสายหลัก คาดแล้วเสร็จปี 2571

    กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างถนนสายเชื่อม ทล.131 จังหวัดเชียงราย หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบนและชายแดน เพิ่มขีดความสามารถด้านคมนาคมขนส่ง พร้อมบรรเทาปริมาณการจราจรสายหลัก คาดแล้วเสร็จปี 2571

    กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างถนนสายเชื่อม ทล.131 จังหวัดเชียงราย หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบนและชายแดน เพิ่มขีดความสามารถด้านคมนาคมขนส่ง พร้อมบรรเทาปริมาณการจราจรสายหลัก คาดแล้วเสร็จปี 2571


    15/07/2569 | 49 |

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสายเชื่อม ทล.131 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมของจังหวัดให้เต็มศักยภาพ รองรับการเจริญเติบโตของเมือง ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนอย่างยั่งยืน เป็นไปตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในการยกระดับการคมนาคมขนส่งให้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการลงทุนและการขนส่งสินค้าอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดในกลุ่มของภาคเหนือตอนบน มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง สปป.ลาว และเมียนมา อีกด้วย

              ขณะนี้ ทช. ได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างแล้ว มีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมกับถนนแม่กก ตรงข้ามกับร้านท่าน้ำภูแล และจุดสิ้นสุดโครงการบรรจบกับถนนทางหลวงเลี่ยงเมืองเชียงรายตะวันตก (ทล.131 ช่วง กม. ที่ 15+520) บริเวณทางเข้าวัดพระธาตุจอมสัก ซึ่งจะก่อสร้างเป็นถนนผิวจราจรแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 4 ช่องจราจรไป – กลับ มีผิวจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร เกาะกลางกว้าง 4.20 เมตร ทางเท้ากว้างข้างละ 3.5 เมตร และเขตทางกว้าง 30 เมตร รวมทั้งมีการก่อสร้างปรับปรุง ทางแยกบริเวณจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อม ทล.1207 ทางแยกบริเวณ กม. ที่ 0+303.500 ทางแยกบริเวณ กม. ที่ 1+286 และมีจุดสิ้นสุดโครงการเชื่อมกับ ทล.131 ก่อสร้างระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าแสงสว่างตลอดสายทาง พร้อมติดตั้งเครื่องหมายจราจรและอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้เส้นทาง ใช้งบประมาณ 150 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2571 นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานของโครงการฯ สอดคล้องกับความต้องการ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด ก่อนการก่อสร้าง ทช. ได้จัดประชุมการมีส่วนร่วมภาคประชาชน และลงนามบันทึกความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่าง ทช. ผู้รับจ้าง และผู้แทนประชาชนไปแล้ว เมื่อเดือนมิถุนายน 2569

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/166434


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/522236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DGbOWSksUEW8NHsUst5Sr

  • ‘เศรษฐกิจจีน’ ชะลอตัว จีดีพีไตรมาส 2 โตเหลือ 4.3% ต่ำสุดรอบ 3 ปีครึ่ง

    ‘เศรษฐกิจจีน’ ชะลอตัว จีดีพีไตรมาส 2 โตเหลือ 4.3% ต่ำสุดรอบ 3 ปีครึ่ง

    'เศรษฐกิจจีน' ชะลอตัว จีดีพีไตรมาส 2 โตเหลือ 4.3% ต่ำสุดรอบ 3 ปีครึ่ง

    สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานข่าววันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) ว่า  เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยข้อมูลทางการที่เปิดเผยเมื่อวันพุธแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและแรงกระแทกด้านราคาน้ำมันจากสงครามในอิหร่าน ได้ฉุดรั้งภาพรวมเศรษฐกิจ แม้ภาคการผลิตและการส่งออกยังคงแข็งแกร่งก็ตาม

    โตต่ำกว่าคาด ชะลอตัวเร็วสุดในรอบเกือบ 4 ปี

    นักวิเคราะห์ที่รอยเตอร์สสำรวจความเห็นก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่า GDP ไตรมาสเมษายน-มิถุนายนจะขยายตัว 4.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งชะลอลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 5.0% อยู่แล้ว

    ตัวเลขการเติบโตแบบปีต่อปีในไตรมาส 2 นี้ถือเป็นอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่จีนยังคงเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

    หากเทียบเป็นรายไตรมาส เศรษฐกิจจีนขยายตัว 0.9% ในไตรมาส 2 ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และเทียบกับการขยายตัว 1.3% ในไตรมาสก่อนหน้า

    เศรษฐกิจเสียสมดุล ภาคผลิตแกร่งแต่บริโภค-ลงทุนซบเซา

    เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกกำลังเผชิญภาวะไม่สมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผลผลิตภาคโรงงานยังคงแข็งแกร่ง ได้แรงหนุนจากการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่การบริโภคและการลงทุนต้องแบกรับภาระจากภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ รวมถึงผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันโลก

    ยอดค้าปลีกฟื้น แต่การลงทุนยังหดตัวหนัก

    ข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเดือนมิถุนายนแยกต่างหากชี้ให้เห็นว่าการบริโภคภาคครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น แต่การลงทุนที่อ่อนแอยังคงเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจโดยรวม
    ยอดค้าปลีก เดือนมิถุนายนขยายตัว 1.0% พลิกกลับจากที่หดตัว 0.6% ในเดือนพฤษภาคม นับเป็นการเติบโตเร็วที่สุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัว 0.1%

    ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือนที่แล้วเพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน เร่งตัวขึ้นจากที่ขยายตัว 4.5% ในเดือนพฤษภาคม และสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.7%

    การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร กลับหดตัวถึง 5.7% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เทียบกับที่คาดว่าจะลดลงเพียง 4.9% หลังจากที่หดตัว 4.1% ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม
    อสังหาฯ ยังจมดิ่ง ราคาบ้านใหม่ลดลงต่อเนื่อง

    ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงอยู่ในภาวะซบเซา โดยการลงทุนในภาคนี้ลดลง 18% ในช่วงครึ่งปีแรก เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวของการหดตัวจากระดับ 16.2% ในช่วงมกราคม-พฤษภาคม

    ราคาบ้านใหม่ในเดือนมิถุนายนหดตัวลงอีกครั้ง แม้จะในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย เนื่องจากความอ่อนแอของอุปสงค์ทั่วประเทศได้กลบข่าวดีเล็กๆ น้อยๆ จากการปรับตัวดีขึ้นในเมืองหลักบางแห่ง

    จับตาประชุมการเมืองปลายเดือนนี้ ลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นักลงทุนกำลังจับตาการประชุมกรมการเมือง (Politburo) ที่คาดว่าจะมีขึ้นในปลายเดือนกรกฎาคมอย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งอาจกำหนดทิศทางนโยบายสำหรับช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ไม่คาดว่าจะเห็นมาตรการที่แข็งกร้าว เว้นแต่การเติบโตจะชะลอตัวลงรุนแรงกว่านี้

    หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เรียกร้องเมื่อวันจันทร์ให้มี “ความเข้าใจที่ครอบคลุมและเป็นภววิสัย” ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน พร้อมเสนอให้มีการปรับมาตรการต้านวัฏจักรเศรษฐกิจ (counter-cyclical) ที่เข้มข้นขึ้น ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ท่ามกลางสัญญาณโมเมนตัมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลง

    นักวิเคราะห์คาดว่ารัฐบาลปักกิ่งจะหันไปพึ่งพามาตรการกระตุ้นทางการคลังมากขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม เนื่องจากธนาคารกลางมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างจริงจัง แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงแล้วก็ตาม

    ที่มา – รอยเตอร์ส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/664005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TCCvSFmLWCYSVisW2K58t

  • เศรษฐกิจจีนโตช้าสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ส่งออกพุ่ง-ค้าปลีกเริ่มฟื้น

    เศรษฐกิจจีนโตช้าสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ส่งออกพุ่ง-ค้าปลีกเริ่มฟื้น

    จีดีพี จีนไตรมาส 2 ขยายตัว 4.3% ต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ยอดส่งออกครึ่งปีแรกทำสถิติสูงสุด และค้าปลีกเดือนมิถุนายนพลิกบวกครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี จากแรงหนุน AI และรถยนต์ไฟฟ้า

    วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 ปี 2569 (เมษายน-มิถุนายน) ขยายตัว 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 4.5% และเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายการเติบโตทั้งปีของรัฐบาลจีนที่ 4.5-5.0% สะท้อนแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาต่อเนื่องและการใช้จ่ายภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ 

    ในขณะที่เศรษฐกิจจีนยังได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออก โดยสำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า การส่งออกช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนมีมูลค่าทะลุ 10 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.58 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 51.5 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยในเดือนมิถุนายน การส่งออกของจีนเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ขณะที่อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้น 53.1%

    ด้านการบริโภคภายในประเทศเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดย ยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน พลิกกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 หลังเดือนพฤษภาคมหดตัว 0.6% ขณะที่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.3% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 4.6% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ในช่วงครึ่งปีแรกยังลดลง 5.7% สะท้อนว่าการลงทุนภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวได้ แต่ยังเผชิญปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า และความไม่สมดุลระหว่างกำลังการผลิตที่แข็งแกร่งกับอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ ทำให้รัฐบาลอาจต้องออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง แม้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าจีนยังมีโอกาสบรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปีได้ หากภาคการส่งออกยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง.

    ที่มา AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2946367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ya1-5cZrpUnZNaUkLKdL-

  • เศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ปีนี้ โตแค่ 4.3% พิษอุปสงค์อ่อน-สงครามอิหร่านกดดัน | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ปีนี้ โตแค่ 4.3% พิษอุปสงค์อ่อน-สงครามอิหร่านกดดัน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยแพร่รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีน ขยายตัว 4.3% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ว่าจะอยู่ที่ 4.5% เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ และผลกระทบจากวิกฤติราคาน้ำมันที่เชื่อมโยงกับสงครามอิหร่าน มีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยบวกจากภาคการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง

    ทั้งนี้ อัตราการเติบโตเพียง 4.3% ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่จีนยังเผชิญการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19

    ข้อมูลยังสะท้อนว่า เศรษฐกิจของจีนซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังเผชิญความไม่สมดุลมากขึ้น แม้ภาคการผลิตยังคงแข็งแกร่งจากแรงหนุนของการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) แต่การบริโภคและการลงทุนยังซบเซา จากวิกฤติในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ และผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันผันผวน

    เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก เศรษฐกิจจีนขยายตัว 0.9% ในไตรมาสที่ 2 สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่ชะลอลงจากการเติบโต 1.3% ในไตรมาสแรก

    นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจของจีนประจำเดือน มิ.ย. บ่งชี้ว่า การบริโภคภาคครัวเรือนเริ่มฟื้นตัว โดยยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 1.0% จากปีก่อน พลิกกลับจากการหดตัว 0.6% ในเดือน พ.ค. และเป็นการเติบโตเร็วที่สุดในรอบ 3 เดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 0.1%

    ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.3% ในเดือน มิ.ย. เร่งตัวจาก 4.5% เมื่อเดือน พ.ค. และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 4.7%.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6028071/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_-uNHnrBcar2gWbkkJ2YT

  • มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอด สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศ

    มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอด สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศ

    วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.36 น.

    มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอดสร้างรายได้เข้าประเทศ

    เมื่อวันที่ 15 ก.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ามวยไทย อาหารไทย และศิลปวัฒนธรรมไทย เป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก รัฐบาลจึงเดินหน้าผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นรายได้ การค้า การท่องเที่ยว และการจ้างงาน พร้อมรุกขยายโอกาสในตลาดยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีความสนใจในวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    รัชดา ธนาดิเรก

    รัฐบาลบูรณาการการทำงานของหลายหน่วยงาน เพื่อผลักดันมวยไทย อาหารไทย และศิลปวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

    หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นผลเป็นรูปธรรม คือการส่งเสริม มวยไทย ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์สำคัญของไทย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมมวยไทยในประเทศเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ มีผู้ร่วมกิจกรรมฝึกมวยไทยกว่า 530 คน และมีผู้เข้าชมงานกว่า 20,000 คน โดยมี “บัวขาว บัญชาเมฆ” ร่วมเผยแพร่ศิลปะแม่ไม้มวยไทยและสร้างการรับรู้ถึงเอกลักษณ์ของไทย

    บัวขาว บัญชาเมฆ

    มากไปกว่านั้น รัฐบาลยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานค่ายมวยไทยในต่างประเทศผ่านระบบ Standard Muaythai Gym (SMG) ปัจจุบันมีค่ายมวยไทยได้รับการรับรองแล้ว 138 แห่งทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) ขณะที่ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทยระบุว่า ปัจจุบันมียิมที่เปิดสอนมวยไทยในทวีปยุโรปประมาณ 4,000 แห่ง สะท้อนความนิยมของมวยไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดความต้องการครูมวยไทย อุปกรณ์กีฬา และสินค้าไทยที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งช่วยต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและการเดินทางมาเรียนมวยไทยในประเทศไทย

    อาหารไทย เป็นอีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลส่งเสริมร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพและความเป็นอาหารไทยแท้ ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยได้รับตราสัญลักษณ์กว่า 1,500 ร้าน ใน 72 ประเทศทั่วโลก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและขยายตลาดให้สินค้า วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์อาหารไทย

    อาหารไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ทั้งนี้ สถาบันอาหารคาดการณ์ว่า ปี 2569 มูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยตลาดสหภาพยุโรปมีแนวโน้มขยายตัว 15.9% สูงเป็นอันดับสองรองจากเอเชียใต้ สะท้อนศักยภาพของตลาดยุโรปที่มีความต้องการสินค้าอาหารไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การประชาสัมพันธ์อาหารไทยและร้าน Thai SELECT จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย

    ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ นำเสนอการแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้งรูปแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย อาทิ “โนรา” มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก ในงาน Thailand Grand Festival 2026 ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ พร้อมจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนาฏศิลป์ไทยแก่ชุมชนไทยในต่างแดน เพื่อสร้างความเข้าใจและความผูกพันกับวัฒนธรรมไทยในระดับนานาชาติ

    “นายกฯอนุทินได้เน้นย้ำว่า การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่แค่การเผยแพร่วัฒนธรรมไทย แต่ต้องมองไปให้ถึงการเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้า การสร้างอาชีพ และความประทับใจในความเป็นไทย ต่อยอดขยายโอกาสผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก” นางสาวรัชดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/977301&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LOQufBXoVcfabrDNhiMAf

  • “หุ้นจีน” เปิดลบเล็กน้อย นักลงทุนจับตา GDP ไตรมาส 2 และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญวันนี้

    “หุ้นจีน” เปิดลบเล็กน้อย นักลงทุนจับตา GDP ไตรมาส 2 และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญวันนี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/160742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OO2nzPPBa1XljoNTSAS9S

  • ‘ไทย’ จะกลับมาอยู่ใน ‘โฟกัสโลก’ ได้หรือไม่? นับถอยหลัง 90 วัน สู่เวที IMF-WBG

    ‘ไทย’ จะกลับมาอยู่ใน ‘โฟกัสโลก’ ได้หรือไม่? นับถอยหลัง 90 วัน สู่เวที IMF-WBG

    เหลือเวลาอีกเพียงประมาณ 90 วัน สำหรับการก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่เปรียบเสมือน “โอลิมปิกด้านเศรษฐกิจและการเงินโลก” โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความพร้อมในการเตรียมการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่จะมีขึ้นในเดือนต.ค.นี้ วันนี้ (14 ก.ค. 2569)

    นายเอกนิติ ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการดึงประเทศไทยให้กลับมาอยู่ภายใต้สปอตไลต์หรือ “ในโฟกัสโลก” อีกครั้ง ในฐานะ 1 ใน 3 ประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกนี้เป็นครั้งที่สอง ซึ่งจะมีผู้นำทางเศรษฐกิจ การเงิน และซีอีโอบริษัทระดับโลกจาก 191 ประเทศ รวมกว่า 15,000 คน ตบเท้าเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    'ไทย' จะกลับมาอยู่ใน 'โฟกัสโลก' ได้หรือไม่? นับถอยหลัง 90 วัน สู่เวที IMF-WBG

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ไทยมุ่งมั่นที่จะเซตวาระสำคัญของโลกผ่าน 4 ประเด็นหลัก เพื่อเป็นต้นแบบในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ ประกอบด้วย

    1. ดิจิทัลและเอไอ (Digital & AI) โดยจะชูโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้มแข็งอย่างระบบ Promptpay และระบบการจ่ายเงินตรงถึงประชาชน รวมถึงโครงการ “นกกระซิบ” ที่สอนพ่อค้าแม่ค้าใช้เอไอเพื่อยกระดับศักยภาพ

    2. เศรษฐกิจที่เชื่อมโยง (Connected Economy) วางตำแหน่งไทยเป็นจุดเชื่อมต่อในโลกที่กำลังแตกขั้วและโซ่อุปทานที่ผันผวน

    3. สังคมสูงวัยและสุขภาวะ (Aging Society & Wellness) เปลี่ยนภาระทางการคลังให้เป็นโอกาสทางธุรกิจผ่าน Wellness สมุนไพร และมวยไทย

    4. การเปลี่ยนผ่านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Energy Transition) โดยมุ่งเน้นเรื่องการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานราคาสูง

    ทั้งนี้ นายเอกนิติกล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยจะนำเสนอต่อสายตาโลกไม่ใช่เพียงแค่แผนงานธุรกิจ แต่คือการใช้ “ศาสตร์แห่งพระราชา” และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หรือ Sufficiency Economy ที่ดำเนินมาต่อเนื่องกว่า 70 ปี มาเป็น “ต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยจะมีการจัดสรรพื้นที่ “Thailand Pavilion” เพื่อโชว์ผลงานการพัฒนาที่มุ่งเน้นการให้พลังแก่ประชาชน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่โลกกำลังมองหาในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

    สำหรับผลประโยชน์ที่ประเทศและคนไทยจะได้รับนั้น งานนี้จะเป็นการเปิดประตูโอกาสครั้งสำคัญ ทั้งการสร้างเครือข่ายธุรกิจกับซีอีโอระดับโลก และการนำสินค้าพื้นถิ่น เช่น ผ้าไทยจากทุกภูมิภาค และอาหารไทย ขึ้นสู่เวทีระดับโลกเพื่อให้เป็นที่รู้จักและต่อยอดในอนาคต

    นายเอกนิติระบุทิ้งท้ายว่า เหนือสิ่งอื่นใด การจัดงานในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจครั้งสำคัญให้แก่เด็กและเยาวชนไทย เช่นเดียวกับการจัดงานครั้งแรกในอดีตที่เคยสร้างพลังให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจงานด้านการเงินระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตสืบต่อไป

    ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ด้วยความโดดเด่นด้านระบบการเงินดิจิทัลระดับโลกที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้น ทั้งระบบ Promptpay และการชำระเงินข้ามประเทศในการประชุมครั้งนี้ ธปท. จึงมุ่งนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึงเพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นอกจากความรวดเร็วแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัยและสร้างการเข้าถึงที่เท่าเทียมสำหรับคนทุกกลุ่ม

    การที่ระบบการเงินจะปลอดภัยและทั่วถึงได้ ต้องมีกลไก 3 ด้านด้วยกัน คือ

    1.จัดการกับภัยทุจริตทางดิจิทัลที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง

    2. ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง

    3. สร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาด
    การออกแบบนโยบายที่รอบคอบ

    นายวิทัย กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญ คือการวางนโยบายการเงินที่มองเห็นคนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เพียงสร้างภูมิคุ้มกัน
    ภัยไซเบอร์ทางการเงินให้แก่ประชาชน แต่ในขณะเดียวกันจะช่วยปลดล็อกให้คนตัวเล็ก อาทิ กลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้มีความปลอดภัย และเท่าเทียมกัน

    ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ธปท. พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย Bangkok Blueprint ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเข็มทิศนโยบายที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตัวเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล

    แนวทางนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1243046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28MeYpxo8jWpf-9MJMOxTo

  • นายสรรเพชญ เดินหน้าปั้น “ท่าเรือเชียงแสน” สู่ฮับโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง ดันตู้สินค้าพุ่งเกือบเท่าตัว เชื่อมเศรษฐกิจชายแดนไทย – จีน (ตอนใต้) ตามนโยบายรัฐบาล

    นายสรรเพชญ เดินหน้าปั้น “ท่าเรือเชียงแสน” สู่ฮับโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง ดันตู้สินค้าพุ่งเกือบเท่าตัว เชื่อมเศรษฐกิจชายแดนไทย – จีน (ตอนใต้) ตามนโยบายรัฐบาล

    นายสรรเพชญ เดินหน้าปั้น “ท่าเรือเชียงแสน” สู่ฮับโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง ดันตู้สินค้าพุ่งเกือบเท่าตัว เชื่อมเศรษฐกิจชายแดนไทย – จีน (ตอนใต้) ตามนโยบายรัฐบาล

    (13 กรกฎาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานและติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อผลักดันท่าเรือเชียงแสนสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และประตูการค้าสำคัญของภาคเหนือ เชื่อมโยงการค้าระหว่างไทย จีน และประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมี นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย นายแวรูสลัน มะสาลี ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายผดุงศักดิ์ สรุจิกำจรวัฒนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับ นำโดย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ณ ท่าเรือเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

    นายสรรเพชญ ได้ตรวจเยี่ยมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรค โดยในปีงบประมาณ 2569 ท่าเรือเชียงแสนมีเรือเข้าใช้บริการรวม 2,737 เที่ยว มีปริมาณสินค้าผ่านท่า 195,574 ตัน ขณะที่ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 73.95 เพิ่มขึ้นจาก 4,030 TEU ในปี 2568 เป็น 7,010 TEU ในปี 2569

    ปัจจัยสำคัญมาจากการรุกตลาดร่วมกับท่าเรือกวนเหล่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบกับการที่ศุลกากรจีนอนุมัติให้นำเข้าผักและผลไม้ผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน มีการขนส่งผ่านตู้สินค้าทางแม่น้ำโขงโดยตรงมากขึ้น สะท้อนถึงศักยภาพของเส้นทางขนส่งทางน้ำที่ช่วยเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือเชียงแสนเป็นประตูการค้าสำคัญของประเทศไทยในการเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ สปป.ลาว เมียนมา และประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระบบโลจิสติกส์ในปัจจุบัน รัฐบาลจึงมีนโยบายผลักดันให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ และการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    “ตัวเลขตู้สินค้าที่เติบโตกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าท่าเรือเชียงแสนยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเปิดเส้นทางการค้าใหม่ ๆ และเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก” นายสรรเพชญ กล่าว

    ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามแนวโน้มการเติบโตของปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมด้านท่าเทียบเรือ เครื่องมือ และระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนและการขนส่งสินค้าทางน้ำในระยะยาว

    จากนั้น นายสรรเพชญ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมท่าเรือเชียงของ ซึ่งเดิมเป็นท่าเรือสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งทางน้ำกับ สปป.ลาว โดยพบว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 รูปแบบการขนส่งสินค้าได้เปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางถนนมากขึ้น ประกอบกับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าเกิน 5,000 บาท ส่งผลให้จำนวนเรือและปริมาณสินค้าผ่านท่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กทท. อยู่ระหว่างเตรียมส่งคืนพื้นที่ให้กรมธนารักษ์ เพื่อพิจารณานำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐและประชาชน

    “กระทรวงคมนาคม มุ่งมั่นพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ภายใต้ความร่วมมือ BIMSTEC เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ทางน้ำที่มีต้นทุนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ โดยเชื่อมเส้นทางการค้าจากจีนตอนใต้และกลุ่มน้ำโขงผ่านท่าเรือเชียงแสน ล่องตรงสู่ภาคใต้เพื่อเชื่อมต่อกับท่าเรือระนอง ในการเปิดประตูระบายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการยกระดับบทบาทของประเทศไทย จากเดิมที่เป็นเพียงทางผ่าน ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้า การขนส่ง และการกระจายสินค้าของภูมิภาคอย่างแท้จริง” นายสรรเพชญ กล่าวในช่วงท้าย

    ภายหลังการตรวจเยี่ยมท่าเรือทั้งสองแห่ง นายสรรเพชญ และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ ด่านศุลกากรเชียงของ พร้อมรับฟังปัญหาและอุปสรรค จากหน่วยงานภาครัฐและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลไปประสานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า เพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศและเสริมศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/75577&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HURVvYWbKWNvj0PH6Lj1S

  • ‘ครม.’ ไฟเขียว ยุบ 2 กระทรวง ผุด ‘ก.วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว-ก.กีฬา’ แทน

    ‘ครม.’ ไฟเขียว ยุบ 2 กระทรวง ผุด ‘ก.วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว-ก.กีฬา’ แทน

    “โฆษกรัฐบาล” เผย ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ยุบ 2 กระทรวง ผุด “ก.วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว-ก.กีฬา” แทนลดความซ้ำซ้อน แจง ไม่เพิ่มตำแหน่ง อัตรางบประมาณ

    ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่ ครม. ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจในเรื่องการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงโดยตรงกับวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของพื้นที่ ดังนั้น การรวมภารกิจด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ไว้ในกระทรวงเดียวกัน จะทำให้การกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการมีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยใช้ Soft Power ด้านวัฒนธรรมเป็นฐานในการส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้สู่ชุมชน และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก 

    ส่วนการกีฬา เป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมกีฬา จึงควรมีหน่วยงานระดับกระทรวงที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อกำหนดทิศทาง และขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นระบบ 

    ดังนั้น ครม.จึงมีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (การปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ และส่งให้สำนักงานกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วนแล้วส่งให้วิปรัฐบาลพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

    สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม คือ

    1.กำหนดให้มี “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” และยกเลิกกระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นการรวมภารกิจด้านการท่องเที่ยวและวัฒธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งกำหนดบทบาทหน้าที่ เช่น มีหน้าที่ และอำนาจเกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และวัฒนธรรมสร้างสรรค์ สำหรับส่วนราชการในสังกัด ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมการท่องเที่ยว กรมการศาสนา กรมศิลปากร กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

    2.กำหนดให้มี “กระทรวงกีฬา” และยกเลิกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมทั้งกำหนดบทบาทหน้าที่ เช่น มีหน้าที่ และอำนาจเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการพลศึกษา การกีฬา ทั้งกีฬาขั้นพื้นฐาน กีฬามวลชน กีฬาเป็นเลิศ กีฬาอาชีพ และกิจกรรมนันทนาการ การศึกษา วิจัย วิทยาศาสตร์การกีฬา นวัตกรรมและเทคโนโลยีการกีฬา การบริหารจัดการกีฬา และการพัฒนาอุตสาหกรรมการกีฬาของประเทศ สำหรับส่วนราชการในสังกัด ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง และกรมพลศึกษา

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า “การปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่มีการเพิ่มจำนวนตำแหน่ง อัตรากำลัง และงบประมาณในภาพรวม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความซ้ำซ้อน และเกิดความคุ้มค่าในการดำเนินภารกิจของรัฐ” 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1243029&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gjJq0DDeKlR722VwuVt_W