Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจไทยหมดหวังโตเกิน 3% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า CIMB ฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง

    เศรษฐกิจไทยหมดหวังโตเกิน 3% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า CIMB ฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง

    วันนี้ (15 กรกฎาคม) ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามการประเมินของธนาคารพบว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจหรือ GDP ไทย มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% จึงเร่งฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง เน้นผลลัพธ์สร้างงาน สร้างรายได้ระยะยาว มากกว่าแจกเงินระยะสั้น

    ดร. อมรเทพยังปรับประมาณการ GDP ไทยปีนี้และปีหน้า (ปี 2026 และปี 2027) เป็นขยายตัว 2.0% ซึ่งนับเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า (ปี 2025) ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 2.4%

    “เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5% แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% ยกเว้นจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข” อมรเทพกล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า “การจะไปให้ถึง 3% ผมไม่เห็นเลย ถ้ายังไม่ได้มีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ”

    ห่วง ‘การบริโภคในประเทศ’ เป็นปัญหาระยะยาว ไม่ใช่ผลกระทบระยะสั้น

    ดร. อมรเทพกล่าวอีกว่า ‘การบริโภคในประเทศ’ เป็นปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากยังไม่เห็นการฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพยังสูง และภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง

    นอกจากนี้ แม้ในช่วงที่ผ่านมาการบริโภคจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ตามหลักการและสถานการณ์ในอดีตที่ผ่านมาพบว่า หลังมาตรการหมดลง การบริโภคมักจะกลับมาหดตัว เนื่องจากมาตรการแจกเงินไม่ใช่มาตรการที่จะสร้างงานหรือสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน

    “มาตรการภาครัฐในไตรมาส 3 น่าจะเป็นตัวประคองสถานการณ์การบริโภค ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ทั่วไป แต่ของใช้ขนาดใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เสี่ยงชะลออยู่ เพราะรายได้ของคนไม่ได้โตมาก ขณะที่ความเชื่อมั่นดูไม่ค่อยดีนัก”

    ดังนั้น หากจะทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจริงๆ แรงขับเคลื่อนจะต้องมาจากการบริโภคภายในประเทศที่เติบโตนำหน้า GDP

    “แต่ถ้าเรื่องของปัจจัยในประเทศวันนี้ เราห่วงเรื่องการบริโภค ที่จะไม่ใช่แค่ปัญหาระยะสั้น เนื่องจากหลังจากนี้ระยะกลาง 5 ปี เราไม่เห็นการบริโภคจะโตมากกว่า GDP เลย ซึ่งคือส่วนหนึ่งที่เราผิดหวังว่า ถ้าจะฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นจริงๆ การบริโภคมันต้องโตได้มากกว่า GDP เป็นการเติบโตจากข้างใน แต่วันนี้เรายังไม่ได้เห็นภาพนั้น”

    ยังห่วงสงครามการค้ารอบใหม่ คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง

    นอกจากการบริโภคในประเทศแล้ว ดร. อมรเทพยังห่วงสงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง โดยแม้ความขัดแย้งด้านพลังงานคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงใหม่กำลังย้ายไปที่สงครามการค้า ต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯ ที่เคยบังคับใช้กับจีน อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไป ต้องติดตามผลดี-ผลเสียอีกครั้ง

    โดยตามประมาณการปัจจุบัน CIMB คาดว่า ต่อไปปัญหาอิหร่านยังระอุ แม้จะไม่ได้ทวีความรุนแรงเป็นสงครามเหมือนช่วงไตรมาส 2 สำนักวิจัยฯ คาดว่าไตรมาส 3 ราคาจะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้

    ส่วนในด้านการลงทุนภาคเอกชนยังไม่นิ่ง แม้ FDI จะเข้าไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center แต่ยังไม่ได้มีการกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงยังไม่เกิดการทวีคูณทางเศรษฐกิจที่เร่งมากนัก ตัวภาคก่อสร้างยังทรุดตัว รายได้คนกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ด้านภาคการส่งออกเป็นบวก และสนับสนุนภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมโดยรวม แต่เนื่องจากในหลายอุตสาหกรรมมีสัดส่วนนำเข้าค่อนข้างสูง จึงยังไม่เห็นการส่งออกสุทธิที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    รัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น

    ดร อมรเทพยังแนะว่า รัฐบาลควรจะหาทางสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ ลดการขาดดุลงบประมาณ มีวินัยการคลัง และไม่น่าชนเพดานหนี้ที่ 70% ต่อ GDP ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาเครดิตของประเทศ

    อีกทั้ง “หวังว่า รัฐบาลจะเน้นการลงทุน ภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือการลงทุนใหม่ จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการลงทุนระยะยาวกับประเทศ มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตรการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน”

    ด้านนโยบายการเงิน สำนักวิจัยฯ มองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และเงินเฟ้อฝั่งสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์มากนัก ค่าเช่าหรือค่าจ้างแรงงานไม่ได้ทวีความทะยานขึ้นสูง จึงน่าจะอยู่ระดับควบคุมได้ เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และจะปรับตัวสมดุลในปีหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์

    สำนักวิจัยฯ ยังมองว่า ไตรมาส 3 โอกาสที่ค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าที่ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปีมีโอกาสเป็นไปได้ มีเงินไหลเข้า และการคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ จะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cimb-thai-economy-low-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZQ6q_CEbpM1392vr1ybe7

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำเดือน มิถุนายน 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำเดือน มิถุนายน 2569

    โดย

    Boualaphat

    ลงเมื่อ

    15 กรกฎาคม 2569 14:00

    สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ (สปป.ลาว) (TTC, Vientiane (Lao PDR))

    4

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประ(2).pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kdmpufylwqlwzoh48yiv4323&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tYl1_uRL9S7v3Qwf0xjDy

  • ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบเล็กน้อย ก่อนจีนเผยข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบเล็กน้อย ก่อนจีนเผยข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดขยับลงเล็กน้อยในวันนี้ (15 ก.ค.) ก่อนที่ทางการจีนจะเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงเช้านี้

    ทั้งนี้ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] เปิดที่ 3,963.73 จุด ลดลง 3.40 จุด หรือ -0.09%

    นักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจอีกหลายรายการของจีนในวันนี้ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2569, ราคาบ้านเดือนมิ.ย., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย., ยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย., การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนมิ.ย. และอัตราว่างงานเดือนมิ.ย.

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/615547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ar0hrq5NazBvcueuuFMdZ

  • การประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประจำปี 2569 เปิดฟอรัมพิเศษ มุ่งพัฒนา “เขตใหม่สยงอัน” สู่เมืองดิจิทัลอัจฉริยะแห่งอนาคต

    การประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประจำปี 2569 เปิดฟอรัมพิเศษ มุ่งพัฒนา “เขตใหม่สยงอัน” สู่เมืองดิจิทัลอัจฉริยะแห่งอนาคต

    การประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประจำปี 2569 ฟอรัมดิจิทัลอัจฉริยะแห่งอนาคตสยงอัน

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ การประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประจำปี 2569 (2026 Global Digital Economy Conference) ฟอรัมดิจิทัลอัจฉริยะแห่งอนาคตสยงอัน (Xiongan Future Digital Intelligence Forum) ได้จัดขึ้น ณ เขตใหม่สยงอัน (Xiong’an New Area) โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดฟอรัมพิเศษของการประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลโลกในสยงอัน

    ฟอรัมดังกล่าวจัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน ประกอบด้วยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย บริษัทชั้นนำ และองค์กรทางสังคม

    ภายในฟอรัมดังกล่าว เขตใหม่สยงอันได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มพันธมิตรเมืองเศรษฐกิจดิจิทัลโลก (Global Digital Economy Cities Alliance) อย่างเป็นทางการ พร้อมก้าวเข้าสู่เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก การเข้าร่วมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้เขตใหม่สยงอันมีเวทีแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติสำหรับการมีส่วนร่วมด้านธรรมาภิบาลดิจิทัลระดับโลก การขยายช่องทางความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างประเทศ และการยกระดับอิทธิพลในเวทีโลกของ “เมืองแห่งอนาคต” แห่งนี้

    ในฟอรัมนี้ มีการเปิดตัวโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาคสองโครงการสำคัญอย่างเป็นทางการ โดยโครงการแรกคือ โครงการจัดตั้งเขตสาธิตความร่วมมือด้าน “AI + การผลิต” ระหว่างปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย ซึ่งเสนอร่วมกันโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั้งสามภูมิภาค โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ากับอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงในทั้งสามภูมิภาค และสร้างต้นแบบความร่วมมือด้านนวัตกรรมอุตสาหกรรมข้ามภูมิภาค สำหรับโครงการที่สองคือ โครงการบูรณาการด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และบุคลากรที่มีความสามารถในสาขาดิจิทัลอัจฉริยะ ระหว่างเขตใหม่สยงอันกับมหาวิทยาลัยที่มาจากกรุงปักกิ่ง ซึ่งริเริ่มร่วมกันโดยเขตใหม่สยงอัน มหาวิทยาลัยปักกิ่งเจียวทง มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปักกิ่ง มหาวิทยาลัยป่าไม้ปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยธรณีวิทยาแห่งประเทศจีน (ปักกิ่ง) โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างช่องทางเชื่อมโยงสองทางในการนำผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ และดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถมายังสยงอัน อันจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงภาคการผลิต การศึกษา การวิจัย และการประยุกต์ใช้เข้าด้วยกัน

    นอกจากนี้ ยังมีการมอบใบอนุญาตให้แก่ฐานรองรับการพัฒนา 9 แห่งในเขตนำร่องด้านนวัตกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของเขตใหม่สยงอัน ซึ่งครอบคลุมฐานอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น นิคมอุตสาหกรรมดาวเทียม ฐานฝึกอบรม และอุทยานวิทยาศาสตร์จงกวนชุน ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอัจฉริยะ ขณะเดียวกัน เขตใหม่สยงอันยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะหลัก 6 แพลตฟอร์ม และผลิตภัณฑ์ดิจิทัลอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นเอง 7 ประเภท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและผลสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอัจฉริยะของเขตใหม่สยงอันอย่างรอบด้าน

    ภายในฟอรัมดังกล่าวยังประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ การประชุมย่อยในหัวข้อ “Digital Intelligence Frontier” การกล่าวสุนทรพจน์สำคัญ และการเสวนาระดับสูง โดยในการประชุมย่อยดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองและนำเสนอประเด็นด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอัจฉริยะ ส่วนในการกล่าวสุนทรพจน์สำคัญ เทศบาลกรุงปักกิ่งและเขตใหม่สยงอันได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอัจฉริยะของสยงอัน พร้อมนำเสนอนโยบายสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง สำหรับในการเสวนาระดับสูง ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายใต้หัวข้อ “Digital Intelligence as the Guide – A Model New City ” โดยร่วมอภิปรายเกี่ยวกับบทบาทของสยงอันและการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตในระดับโลก รวมถึงแนวโน้มการพัฒนาสยงอันสู่เมืองดิจิทัลอัจฉริยะ และแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางอุตสาหกรรม

    ในอนาคต เขตใหม่สยงอันจะใช้ประโยชน์จากฟอรัมนี้เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับพันธมิตร สร้างแรงผลักดันในการพัฒนานวัตกรรม และยกระดับเขตนำร่องให้เป็นต้นแบบการพัฒนา โดยจะรวบรวมทรัพยากรด้านนวัตกรรมจากทั่วโลก เชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมดิจิทัลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมเผยแพร่ “ประสบการณ์สยงอัน” ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอัจฉริยะ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลได้ เพื่อร่วมส่งเสริมความร่วมมือแบบเปิดกว้างและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจดิจิทัลอัจฉริยะระดับโลก

    ที่มา: การประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประจำปี 2569 ฟอรัมดิจิทัลอัจฉริยะแห่งอนาคตสยงอัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/pr-th/irie0prbf335b7n6b08qpy8j6ywiowpe&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30YEv92RxDeGCR0aiySFjz

  • วิกฤตฮอร์มุซเขย่าต้นทุน แนะธุรกิจรับมือต้นทุน เชื่อรัฐดูแลเศรษฐกิจได้

    วิกฤตฮอร์มุซเขย่าต้นทุน แนะธุรกิจรับมือต้นทุน เชื่อรัฐดูแลเศรษฐกิจได้

    วันนี้ (15 ก.ค.2569 ) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่อาจมีแนวโน้มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนมิ.ย.ถึงต้นก.ค.69

    นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายลงนามข้อตกลงหยุดยิง (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อระบบขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือผ่านเส้นทางตะวันออกกลาง ความผันผวนของอัตราค่าระวางเรือและค่าประกันภัย รวมทั้งราคาพลังงานที่อาจกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนความเพียงพอของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมภาคการผลิต

    ด้านผู้ประกอบการตัวแทนสายการเดินเรือ ให้ข้อมูลว่าสายการเดินเรือมีการเตรียมความพร้อม จากสถานการณ์ความขัดแย้งในรอบที่ผ่านมา โดยปัจจุบันสายการเดินเรือมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ โดยไปเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือ Khor Fakkan ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE และ ท่าเรือ Salalah/ Sohar ของประเทศโอมาน แทนการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ส่วนเส้นทางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น สายเดินเรือมีการประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง จึงทำให้ยังมีเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำนวนน้อยมาก จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรตระหนกจนเกินไป แต่ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    วิกฤตฮอร์มุซเขย่าต้นทุน แนะธุรกิจรับมือต้นทุน เชื่อรัฐดูแลเศรษฐกิจได้

    วิกฤตฮอร์มุซเขย่าต้นทุน แนะธุรกิจรับมือต้นทุน เชื่อรัฐดูแลเศรษฐกิจได้

    ทั้งนี้หอการค้าแนะผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยง โดยติดตามสถานการณ์ โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ประเมิน Stock วัตถุดิบและสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งเตรียมแผนสำรองเพื่อจัดหาวัตถุดิบ และสินค้ากรณีเกิดการขาดแคลนในอนาคต ประสานสายการเดินเรือและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เพื่อหาแนวทางและเส้นทางในการขนส่งสินค้าผ่านตะวันออกกลาง โดยมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่เหมาะสมที่สุด

    วิกฤตฮอร์มุซเขย่าต้นทุน แนะธุรกิจรับมือต้นทุน เชื่อรัฐดูแลเศรษฐกิจได้

    วิกฤตฮอร์มุซเขย่าต้นทุน แนะธุรกิจรับมือต้นทุน เชื่อรัฐดูแลเศรษฐกิจได้

    ประธานหอการค้า กล่าวอีกว่า หอการค้าไทยพร้อมเป็นสื่อกลางรับฟังข้อเสนอแนะจากเครือข่ายสมาชิกหอการค้าฯที่ได้รับผลกระทบ โดยจะประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการช่วยแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในระลอกนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้า การขนส่ง และความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่นที่เคยร่วมกับรัฐบาลในการขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาตะวันออกกลาง ผ่านกลไกของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.ที่ผ่านมา

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    ด้าน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลก เผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนก.ค. มาแตะระดับ 83.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 19% สะท้อนให้เห็นว่าราคาพลังงานยังคงมีความผันผวนสูง ตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในระยะช่วงนี้

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่ารัฐบาลมีทั้งเครื่องมือ กลไก และประสบการณ์ในการบริหารจัดการความผันผวนของราคาพลังงาน โดยที่ผ่านมาภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพของระดับราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อ

    ตลอดจนการลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ที่อาจส่งผ่านไปยังภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงานต่อไปได้ ขณะเดียวกันการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ยังมีส่วนสำคัญในการพยุงกำลังซื้อ ช่วยรักษาการบริโภคภายในประเทศ และเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    อ่านข่าว:

    “ทรัมป์” พับแผนเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% อ้างผู้นำชาติอาหรับขอไว้

    “ทรัมป์” ขู่ทำลาย “ภูเขาพิกแคกซ์” ที่ตั้งโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน

    “ทรัมป์” สั่งปิดล้อมท่าเรืออิหร่านรอบใหม่ จ่อเก็บค่าคุ้มครองผ่านฮอร์มุซ 20%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RAgiIM7lO900a1cX2xXvO

  • เกาหลีใต้ออกรายงานชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง อานิสงส์ส่งออก-การบริโภคโตแกร่ง : อินโฟเควสท์

    เกาหลีใต้ออกรายงานชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง อานิสงส์ส่งออก-การบริโภคโตแกร่ง : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังเกาหลีใต้ เปิดเผยรายงานเศรษฐกิจรายเดือน หรือ “กรีนบุ๊ก” (Green Book) ในวันนี้ (15 ก.ค.) โดยระบุว่า เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่งและการบริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น

    รายงานดังกล่าวระบุว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา โดยขยายตัวได้ดีอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสแรก ขณะที่การส่งออกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการใช้จ่ายของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เคยชะลอตัวลงเนื่องจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ เตือนว่าประชาชนยังคงต้องแบกภาระค่าครองชีพ เนื่องจากผลพวงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อสูงขึ้น และการเติบโตของการจ้างงานชะลอตัวลง

    กระทรวงฯ ยังระบุด้วยว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังคงรักษาการเติบโตในระดับปานกลางไว้ได้ แต่ความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกและราคาพลังงานยังคงมีอยู่ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและการเติบโตที่ชะลอตัวลงในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงฉบับปรับปรุงของเกาหลีใต้ ซึ่งปรับค่าเงินเฟ้อแล้ว ขยายตัว 1.8% ในไตรมาส 1/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 5 ปีครึ่ง หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 3/2563

    ขณะที่ยอดส่งออกในเดือนมิ.ย. ทะยานขึ้น 70.9% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 1.0225 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทะลุระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งแรกเป็นประวัติการณ์

    ส่วนตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น 63,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งฟื้นตัวหลังจากที่ลดลง 40,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค.

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/615842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JXmJjB–vuB3w3pZQtc5d

  • “อนุทิน” ประชุม กพช. ย้ำรัฐบาลเดินหน้าวางรากฐานพลังงาน รองรับการลงทุนโลก พร้อมดูแลค่าไฟประชาชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “อนุทิน” ประชุม กพช. ย้ำรัฐบาลเดินหน้าวางรากฐานพลังงาน รองรับการลงทุนโลก พร้อมดูแลค่าไฟประชาชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/116651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vGv5NVfqE-4bLAtktyN6o

  • เมื่อสงครามเขย่าเศรษฐกิจโลก ‘ไทย’ จะคว้าโอกาสได้หรือไม่?

    เมื่อสงครามเขย่าเศรษฐกิจโลก ‘ไทย’ จะคว้าโอกาสได้หรือไม่?

    รายการ “สนามข่าว 96” ชวนวิเคราะห์ผลกระทบจากสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ผ่านมุมมองหัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ที่ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเติบโตท่ามกลางความผันผวนของโลก แต่การขาดแคลนบุคลากรด้านเทคโนโลยีอาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะยาว

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงหลังมีสัญญาณหยุดยิงในช่วงก่อนหน้า แต่ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตกยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ และอาจส่งผลให้ตลาดพลังงานกลับมาผันผวนได้อีกครั้ง

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์ในปัจจุบันอาจถือเป็น “เฟส 2” ของความขัดแย้ง เนื่องจากหลังการทำข้อตกลงหยุดยิง ราคาน้ำมันได้ปรับลดลงเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกลดลงตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของราคาน้ำมันกลับทำให้แรงจูงใจในการรักษาข้อตกลงของบางฝ่ายลดลง โดยเฉพาะอิหร่าน ซึ่งสูญเสียอำนาจต่อรองที่เคยได้รับจากภาวะราคาพลังงานสูง

    ตะวันออกกลางยังเปราะบาง แต่โอกาสน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ยังจำกัด

    ดร.ปิยศักดิ์มองว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล่าสุดสะท้อนว่าทุกฝ่ายยังอยู่ระหว่างการทดสอบจุดยืนซึ่งกันและกัน และมีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะสั้น

    หากความขัดแย้งขยายวงกว้าง ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้นกลับไปใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ แต่ยังมองว่าความเป็นไปได้ที่ราคาจะยืนอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานค่อนข้างจำกัด

    ปัจจัยสำคัญมาจากอุปสงค์น้ำมันโลกที่ไม่ได้ขยายตัวร้อนแรงเหมือนในอดีต โดยเฉพาะจีนที่มีการนำเข้าน้ำมันลดลง ขณะเดียวกันกำลังการผลิตจากประเทศนอกกลุ่มโอเปก ทั้งสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในแอฟริกา เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ตลาดพลังงานโลกมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม

    โอกาสที่จะวิ่งขึ้นไปถึงเกือบ 100 หรือเกิน 100 นานๆ เนี่ย เรามองว่าค่อนข้างยาก

    — ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

    เงินเฟ้อสหรัฐชะลอ แต่ Fed ยังต้องจับตาความเสี่ยงใหม่

    นักวิจัยเศรษฐกิจจากอินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า การชะลอตัวของราคาน้ำมันเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดการเงินคลายความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed: Federal Reserve System) ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากหากสงครามยืดเยื้อจนส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้นแรงอีกครั้ง ก็อาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ และทำให้ Fed จำเป็นต้องส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

    เขามองว่าความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงสถานการณ์การสู้รบ แต่รวมถึงผลกระทบที่อาจลุกลามเข้าสู่ตลาดการเงินโลก หากนักลงทุนเริ่มกังวลว่าดอกเบี้ยสหรัฐจะอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด

    เศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุน เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดแล้ว

    สำหรับประเทศไทย ดร.ปิยศักดิ์ประเมินว่า เงินเฟ้อมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับประมาณ 2-3% ในช่วงต่อจากนี้

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไป ขณะที่ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านมาตรการกระตุ้นและงบประมาณเพิ่มเติม

    แม้มาตรการหลายโครงการอาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์เชิงโครงสร้างในระยะยาวมากนัก แต่ข้อดีคือสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว ทั้งโครงการพลังงานสะอาด การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโครงการพัฒนาระดับท้องถิ่น

    จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในกรอบ 2.2-2.5% ตามเป้าหมายที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

    FDI ยังไหลเข้าไทย ท่ามกลางการชะลอตัวของโลก

    อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือแนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งยังคงไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ภาพรวมการลงทุนของโลกจะชะลอตัวลง

    ดร.ปิยศักดิ์เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมเวทีสัมมนาร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงาน EEC และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่าหลายฝ่ายมีมุมมองตรงกันว่าไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ

    ข้อมูลในช่วง 3 เดือนแรกของปีสะท้อนว่า FDI ที่ไหลเข้าสู่ไทยขยายตัวมากกว่า 140% สวนทางกับแนวโน้มการลงทุนโลกที่ชะลอลง

    ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนยังเลือกไทย ได้แก่ ความพร้อมด้านพลังงาน วัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงจุดแข็งด้าน Soft Power และวัฒนธรรมการบริการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    โจทย์ใหญ่ของประเทศ คือ “คน” ไม่ใช่ “ทุน”

    แม้เม็ดเงินลงทุนจะยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติสะท้อนตรงกันคือ ความกังวลเรื่องการขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง

    โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ Advanced Packaging และเทคโนโลยี Photonics ซึ่งกำลังเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุค AI

    ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีรวมมากกว่า 200,000 คน แต่สามารถผลิตกำลังคนได้เพียงประมาณ 86,000 คน ส่งผลให้เกิดช่องว่างด้านแรงงานทักษะสูงที่อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเติบโตในอนาคต

    แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในมุมมองของ ดร.ปิยศักดิ์ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอาจไม่รุนแรงเท่าที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากตลาดพลังงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อโลกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว

    สำหรับประเทศไทย ภาพรวมเศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI ให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม จะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยน “โอกาส” จากกระแสการลงทุนโลก ให้กลายเป็น “การเติบโตระยะยาว” ได้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/middle-east-conflict-drives-oil-risk-but-thailand-economy-remains-resilient&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x7-bwPrfZw2JnRe9QqVyV

  • LPN ชี้มาตรการรัฐลดค่าโอน – จดจำนองประคองตลาดอสังหาฯ

    LPN ชี้มาตรการรัฐลดค่าโอน – จดจำนองประคองตลาดอสังหาฯ

    LPN มองว่า การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอีก 1 ปี ต่อเนื่องจากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV สะท้อนความตั้งใจของภาครัฐในการลดภาระประชาชน และประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

       LPN ชี้ รัฐขยายเวลาลดค่าโอน-จดจำนอง ช่วยลดภาระผู้ซื้อและพยุงตลาดอสังหาฯ หนุนการตัดสินใจและกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ชูเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยรักษาความต่อเนื่องของการซื้อขาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโดยรวม

       นางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า การที่ภาครัฐต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยออกไปอีก 1 ปี ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายต่อเนื่องจากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ที่ประกาศก่อนหน้านี้ สะท้อนถึงความตั้งใจในการลดภาระของประชาชน และประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

       ขณะที่ในมุมของผู้ประกอบการ มองว่ามาตรการดังกล่าว แม้จะไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความต้องการซื้อใหม่ แต่มีเป้าหมายช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้ผู้ที่มีความต้องการซื้ออยู่แล้วสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้การซื้อขายและการโอนกรรมสิทธิ์เดินหน้าได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งผู้ซื้อ ผู้ประกอบการ และบรรยากาศโดยรวมของตลาด

       อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามาตรการดังกล่าว สามารถช่วยพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะเมื่อการซื้อขายเกิดขึ้น ก็จะเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องในหลายภาคส่วน ทั้งธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมา เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการจ้างงาน จึงช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในวงกว้าง

       นางสาวดารณี กล่าวอีกว่า แม้มาตรการของภาครัฐจะช่วยลดภาระของผู้ซื้อและสร้างแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อได้ แต่ข้อจำกัดสำคัญของตลาดในปัจจุบันยังคงเป็นการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทำให้สถาบันการเงินยังคงพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบ

       ดังนั้น จึงมองว่าการต่ออายุมาตรการครั้งนี้ จะช่วยรักษาความต่อเนื่องของการซื้อขาย และประคองตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี ขณะที่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนยังต้องอาศัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระดับมหภาคที่ส่งผลต่อการเติบโตของรายได้และกำลังซื้อของประชาชน รวมถึงการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาเติบโตอย่างมั่นคง และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G5k64v-knROLln6us3qNk

  • หิ้ว ‘ดร.วิน-ผอ.พิชิต’ ฝากขังศาลอาญา! เผยเครียดหนักชวดประกันตัว เจอ 5 ข้อหาหนัก | เดลินิวส์

    หิ้ว ‘ดร.วิน-ผอ.พิชิต’ ฝากขังศาลอาญา! เผยเครียดหนักชวดประกันตัว เจอ 5 ข้อหาหนัก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีการทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) หลังวานนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัว นายอัศวิน โชติพนัง หรือดร.วิน ที่ปรึกษาผอ.สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พาไปค้นหาหลักฐานออฟฟิศ ย่านปากเกร็ด จ. นนทบุรี เบื้องต้นยังไม่พบข้อมูลเชื่อมโยงไปยังขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นตามที่ต้องการ เนื่องจากข้อมูลบางส่วนถูกลบออกไปจากไฟล์ที่ค่อนข้างเก่า จึงต้องสอบสวนขยายผลกับนายพิชิต ทั้งพรม ผอ.กองยุทธศาสตร์และงบประมาณเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ แต่นายพิชิตก็ยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามแกะรอยเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถระบุได้ว่านายพิชิตทำผิดจริง เจ้าตัวจึงจะยอมรับในความผิดนั้น 

          ทั้งนี้ นายพิชิต หลังจากที่เดินทางเข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและถูกคุมตัว สังเกตุได้ชัดว่ามีปฏิบัติกริยาอาการวิตกกังวลสูงมาก เพราะก่อนหน้านี้เชื่อว่าการเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่บก.ป.แล้วนั้นจะได้รับการประกันตัวจึงเตรียมหลักทรัพย์เป็นเงินสดติดตัวมาด้วยเพื่อจะได้ยื่นขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน

     ทั้งนี้ตำรวจเชื่อว่านายพิชิตได้มีการเตรียมความพร้อมมาอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ได้ทำตามขั้นตอนและกระบวนการการจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเหมือนกันทั้งหมด 5 ข้อหา ได้แก่ ร่วมกันเป็นอั้งยี่,ร่วมกันเป็นซ่องโจร,ร่วมกันเอาไปเสีย ซ่อนเร้น หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสาร,ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารราชการ,ร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

    สำหรับในช่วงเช้าของวันนี้ตำรวจได้มีการเบิกตัว นายวินและนายพิชิตไปสอบปากคำเพิ่มเติมก่อนที่จะมีการฝากขังที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ก่อนเที่ยง และขณะเดียวกันในวันนี้จะมีการแถลงคดีดังกล่าวโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในเวลา 13.00 น. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6028087/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZUyvbJm3UNxTD2-JPxACk