Category: เศรษฐกิจ

  • ผลกระทบใน 6 มิติจากความขัดแย้งตะวันออกกลางสู่แคริบเบียนตลอดปีนี้

    ผลกระทบใน 6 มิติจากความขัดแย้งตะวันออกกลางสู่แคริบเบียนตลอดปีนี้

                              เนื้อหาสาระข่าว/บทวิเคราะห์: เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจสำหรับลาตินอเมริกาและแคริบเบียนแห่งสหประชาชาติ (Economic Commission for Latin America and the Caribbean: ECLAC) ได้เผยแพร่รายงานพิเศษ (ต้นฉบับภาษาสเปน) ซึ่งมีสาระสำคัญในการวิเคราะห์ผลกระทบในหลากหลายมิติ ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงภูมิภาคตะวันกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่มีท่าทีที่จะสงบลงจากสถานการณ์ล่าสุดในปัจจุบัน 

                               รายงานฉบับดังกล่าวของ ECLAC ออกมาท่ามกลางความคืบหน้าและสถานะที่ยังไม่มีความแน่นอนในการเจรจาทางการทูตระหว่างประเทศคู่กรณี ให้หลังการโจมตีทางการทหารของสองฝ่ายปะทุขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม และการแสดงความกังขาของประธานาธิบดีทรัมป์ระหว่างการประชุมสุดยอด NATO ที่ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม ต่อการสิ้นสุดลงของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน เพื่อยุติการโจมตีทางทหาร ยกเลิกการปิดล้อมทางเรือที่ท่าเรือของอิหร่าน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาสำหรับการขนส่งเชิงพาณิชย์อีกครั้ง รวมถึงกำหนดกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ระหว่างสองฝ่าย ซึ่งพึ่งจะลงนามกันไปเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

                               โดย ECLAC เตือนว่า แม้ความคืบหน้าการเจรจาทางการทูตของสองผ่ายจะยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสภาวะตลาดจะกลับสู่สภาวะปกติในทันที และจะไม่ทำให้ทิศทางหรือรูปแบบของผลกระทบในมิติต่าง ๆ ที่จะกล่าวถึงในรายงานฉบับนี้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด เนื่องจากการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิต (Product Activity) ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย และการกลับสู่สภาวะปกติของการขนส่งค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำเป็นต้องใช้เวลา โดยข้อมูล่าสุดช่วงปลายเดือนมิถุนายน ปริมาณการสัญจรผ่านช่องแคบยังคงต่ำกว่าระดับปกติ เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ยังคงมีอยู่ ควบคู่กับปัญหาการหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์และค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเลที่สูงสำหรับเรือขนส่งสินค้า

                                เช่นเดียวกันกับเรื่องของราคาพลังงาน ซึ่งไม่ว่าราคาพลังงานจะปรับตัวไปอย่างไรในปีนี้ แต่ราคาเฉลี่ยของพลังงานในปี 2026 จะสูงกว่าปี 2025 โดยเมื่อพิจารณาจากราคาที่เกิดขึ้นจริงจนถึงเดือนมิถุนายน และสมมติฐานราคาอ้างอิงน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent benchmark) ที่ระดับ 75-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรลจนถึงสิ้นปีนี้ คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยรายปีในปีนี้จะสูงกว่าราคาเฉลี่ยในปี 2025 อยู่ระหว่าง 2025% นอกจากนี้ แม้ว่าผลกระทบส่วนหนึ่งจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานจะเกิดขึ้นแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ผลกระทบในส่วนอื่นๆ ซึ่งมักจะมีลักษณะของความล่าช้า (lag effect) จะยังคงทยอยปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2026

                                ในรายงานฉบับนี้ ECLAC ได้ระบุผลกระทบหลักใน 6 มิติที่มีต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน โดยแบ่งเป็น 2 มิติแรกที่ส่งผลในเชิงบวกต่อประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ (Net exporter) แต่อาจส่งผลลบต่อประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ และอีก 4 มิติที่ส่งผลในเชิงลบลบต่อทุกประเทศในภูมิภาคภาพรวม

                                มิติแรกที่เด่นชัดที่สุดคือ มิติด้านการค้า ซึ่งสิ่งที่นอกเหนือจากผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากการหยุดชะงักลงของระบบห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนทางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่สูงขึ้นแล้ว ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อดุลการค้าของภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน สะท้อนผ่านความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าอื่นๆ ที่มีการส่งออก-นำเข้า 

                                โดยการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานนี้เองที่เป็นทั้งตัวช่วยให้ดุลการค้าของประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ อาทิ ตรินิแดดและโตเบโก (Trinidad and Tobago) ปรับตัวดีขึ้น และเป็นตัวที่ฉุดให้ดุลการค้าของประเทศผู้นำเข้าสุทธิ (Net Importer) แย่ลง ซึ่งกลับเป็นประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค ในกรณีสมมติที่ราคาเฉลี่ยของน้ำมันของปีนี้สูงกว่าปีก่อนหน้าอยู่ 25% (ซึ่งเป็นสมมติฐานของรายงานฉบับนี้) ผลกระทบต่อดุลการค้าจะเป็นบวกเล็กน้อยสำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียนในภาพรวม (ประมาณ +0.05% ของ GDP ในปี 2026) แต่จะเป็นลบสำหรับกลุ่มประเทศในแคริบเบียนที่ไม่ได้ส่งออกสินค้าพลังงาน รวมถึง เฮติ (Haiti) และสาธารณรัฐโดมินิกัน(Dominican Republic) (-0.5 และ –0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ)

                                 มิติที่สองคือ มิติด้านการคลัง จากการที่รัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคเลือกที่จะบรรเทาผลกระทบของราคาพลังงานโดยการลดภาษีพลังงาน หรือมาตรการอื่น ๆ ที่ค้ำยันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน สำหรับประเทศที่เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ อานิสงค์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออกสินค้าพลังงานที่มากขึ้น จะเป็นตัวช่วยบรรเทาภาระทางการคลังดังกล่าวได้บางส่วน แต่สำหรับประเทศผู้นำเข้าสุทธินั้นจะมีสถานะทางการคลังที่ตรงกันข้าม ส่งผลให้สภาวะทางการคลังทรุดตัวลงยิ่งขึ้น

                                มิติด้านราคาเชื้อเพลิง ข้อมูลจาก ECLAC ระบุว่า ราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือนทั่วทั้งภูมิภาค ทั้งในทางตรงและทางอ้อม (จากต้นทุนการขนส่งและการกระจายสินค้าที่สูงขึ้น) ทั้งยังซ้ำเติมด้วยราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นตามมา ก็ยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารในภูมิภาคเป็นผลกระทบลูกโซ่ตามกันมา ซึ่งนอกเหนือจากราคาสินค้าอุปโภค บริโภคภายในประเทศแล้ว ยังมีมิติปัจจัยที่เชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง กล่าวคือ ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ยิ่งแนวโน้มดังกล่าวถดถอยลงมากเท่าใด อุปสงค์หรือความต้องการสินค้าจากประเทศในภูมิภาคก็จะยิ่งลดต่ำลงเท่านั้นเป็นเงาตามตัว

                                มิติด้านการเงิน ด้วยสภาวะเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมจากต่างประเทศของภูมิภาคย่อมสูงขึ้นตามกัน ประกอบกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศที่ปลอดภัยและมีเสถยีรภาพสูงมีมากขึ้น ปัจจัยลักษณะนี้ช่วยหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น และกดค่าเงินของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคลงในทางกลับกัน

                                 และมิติสุดท้าย ได้แก่ มิตินโยบายการเงิน โดยผลสืบเนื่องจากสภาวะเงินเฟ้อ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าหลายประเทศในภูมิภาคที่กำลังปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรับมือกับเงินเฟ้ออยู่นั้น จะยังคงดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอยู่ แต่จะลดในอัตราที่ช้าลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมได้

                                 โดยสรุป รายงานพิเศษฉบับนี้จาก ECLAC ชี้ให้เห็นว่า แม้ภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียนจะดูเหมือนว่าอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับกลุ่มประเทศในพื้นที่ขัดแย้งค่อนข้างต่ำ และมีบางประเทศในภูมิภาคที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าพลังงานเป็นหลัก แต่จะต้องไม่ลืมความแตกต่างที่สำคัญภายในภูมิภาค จากการที่ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิต่างได้รับผลกระทบเชิงลบในหลากหลายมิติ ดังที่รายงานฉบับนี้ได้อภิปรายในข้างต้น 

                                ข้อคิดเห็นจากสคต.: ภูมิภาคแคริบเบียนก็เป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่ย่อมได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางเฉกเช่นเดียวกับอีกหลายพื้นที่ในโลกซึ่งได้รับผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่หนักก็เบา แตกต่างกันตามปัจจัยและเงื่อนไขของแต่ละประเทศ แต่สำหรับหลายประเทศในภูมิภาคแคริบเบียนเอง อาจจะมีผลกระทบที่ซ้อนทับและซ้ำเติมกับสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่สู้ดีอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ประเทศคิวบา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯอย่างเข้มข้นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันการนำเข้าสินค้าพลังงาน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่หนักข้อขึ้น ประเทศเฮติ ซึ่งยังคงอยู่ในสภาวะทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพต่ำอยู่แล้ว ประเทศจาเมกา ซึ่งเมื่อปีกลายประสบกับพายุเฮอร์ริเคนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ทำให้จนถึงขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาวะฟื้นตัวแล้วบางส่วนแต่ยังคงไม่สมบูรณ์ ประเทศเหล่านี้คือตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พวกเขาบางส่วนก็เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้วไม่มากก็น้อย 

                                   จากบทวิเคราะห์จากรายงานพิเศษของ ECLAC แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยปีนี้ที่เหลือทั้งปี สภาพเศรษฐกิจในภาพรวมของทั้งภูมิภาคจะตกอยู่ในสภาวะถดถอย ด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นข้อสำคัญที่สุด เนื่องจากแทบจะทั้งหมดของแคริบเบียนพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากแหล่งนำเข้าต่าง ๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับกำลังซื้อของชาวแคริบเบียนที่คาดว่าจะลงน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าไทย หรือสนใจที่จะขยายการส่งออกมายังตลาดแคริบเบียนความพิจารณาข้อมูลสภาวะทางเศรษฐกิจของภูมิภาคตามความเป็นจริง ซึ่งแต่ละประเทศมีเงื่อนไข ปัจจัย และศักยภาพในการรับมือกับผลกระทบที่ไม่เหมือนกัน เพื่อประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดในการวางแผนการขยายการส่งออก

    แหล่งสืบค้น/อ้างอิงข้อมูล:  
    1) “Conflict in Iran Will Have Effects on Latin America and the Caribbean Throughout 2026, Even if Recent 
        Diplomatic Advances Hold” โดย/จาก Economic Commission for Latin America and the Caribbean (ECLAC)

    สคต. ไมอามี /วันที่ 16 กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/icnqbp2raqihpith2tmfrbcu&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3251FgNUiZA3PgDOVHxXRb

  • คนผ่านเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คนใหม่ ได้เงินกี่บาท? เช็กสิทธิล่าสุด

    คนผ่านเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คนใหม่ ได้เงินกี่บาท? เช็กสิทธิล่าสุด

    ผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 มีคำถามสำคัญว่า “จะได้รับเงินกี่บาท” และได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง โดยผู้ผ่านเกณฑ์จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 ซึ่งประกอบด้วยวงเงินซื้อสินค้า ค่าเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปาตามหลักเกณฑ์ของรัฐบาล

    สรุปรายละเอียดสิทธิที่ได้รับ พร้อมวงเงินล่าสุดในปี 2569 แบบเข้าใจง่าย

    1. วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตรกรรมจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านค้าอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด คนละ 300 บาทต่อเดือน
    2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน
    3. ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน
      • รถ ขสมก.
      • รถไฟฟ้า BTS MRT และ ARL
      • รถ บขส.
      • รถไฟ
      • รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน รถส่วนราชการ กทม.
      • รถเอกชนร่วม บขส. รถเอกขน บขส.
      • รถสองแถวรับจ้าง
      • เรือโดยสารสาธารณะ
    4. ส่วนลดค่าน้ำประปา วงเงิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
      • กรณีใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาทด้วยตนเอง
      • หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิ จะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด
    5. ส่วนลดค่าไฟฟ้าวงเงิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
      • กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือนติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ให้ใช้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน
      • กรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อเดือน ให้ผู้ได้รับสิทธิได้รับวงเงินสำหรับชำระค่าไฟฟ้า วงเงิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีผู้ได้รับสิทธิใช้ค่าไฟฟ้าวงเงินที่กำหนด ผู้ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด

    cardtn

    อ่านเพิ่มเติม

    ที่มา :  กระทรวงการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/954191/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qPaVniJaPkJcI6TWv-flH

  • สภาเอสเอ็มอียื่น 4 ข้อเสนอ ปลดล็อก SME ไทยสู้ตลาดรัฐ-ออนไลน์

    สภาเอสเอ็มอียื่น 4 ข้อเสนอ ปลดล็อก SME ไทยสู้ตลาดรัฐ-ออนไลน์

    สภาเอสเอ็มอี ยื่น 4 ข้อเสนอถึงวุฒิสภา ปลดล็อก SME ไทยสู้ตลาดรัฐ-ออนไลน์ ชี้ปฏิรูปกติกาคือหัวใจฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) เดินหน้าผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย โดยเข้าหารือกับ คณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมเอสเอ็มอีและเขตเศรษฐกิจพิเศษสู่ตลาดภาครัฐและออนไลน์ ในคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา พร้อมเสนอ 4 แนวทางสำคัญ ตั้งแต่การดึงผู้ประกอบการนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี การกำกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ การเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไปจนถึงการผลักดัน Local Content ในพื้นที่ EEC เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

    การยื่นข้อเสนอครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งยังเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการจ้างงานและการกระจายรายได้ แต่กลับเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดภาครัฐ แม้ภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนหลายโครงการ แต่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังมองว่าการเข้าถึงสิทธิประโยชน์และโอกาสทางธุรกิจยังไม่ทั่วถึง

    สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย พร้อมเลขาธิการสภาฯ – รมนต์อร บุญเรือง จึงเข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งมี วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ณ อาคารรัฐสภา เพื่อสะท้อนปัญหาจากมุมมองของผู้ประกอบการทั่วประเทศ และผลักดันให้ข้อเสนอถูกนำไปพัฒนาเป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง

    sme-4-proposals-government-online-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ดึง SME เข้าระบบภาษี ด้วยแรงจูงใจแทนความหวาดกลัว

    หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการปรับแนวคิดการนำผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี โดยสภาเอสเอ็มอีเห็นว่า การใช้มาตรการตรวจสอบหรือกังวลเรื่องการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกอยู่นอกระบบ

    ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME ประมาณ 3.2 ล้านราย แต่มีเพียงกว่า 1 ล้านราย ที่อยู่ในระบบภาษี ขณะที่อีกราว 2 ล้านราย ยังอยู่นอกระบบ

    สภาเอสเอ็มอีจึงเสนอให้ภาครัฐศึกษารูปแบบการจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมออนไลน์ในอัตราคงที่ (Flat Rate) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบโดยสมัครใจ ลดความกังวลเรื่องภาระย้อนหลัง และเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้มากขึ้น

    ชี้แพลตฟอร์มต่างชาติเติบโต แต่ข้อมูลเศรษฐกิจไทยไหลออกนอกประเทศ

    อีกประเด็นที่สภาเอสเอ็มอีให้ความสำคัญ คือการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นหลัก

    สภาฯ มองว่า ประเทศไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มระดับชาติที่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้ทั้งรายได้ ค่าธรรมเนียม และข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคของคนไทยจำนวนมากไหลออกไปยังต่างประเทศ

    จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดมาตรการให้แพลตฟอร์มต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในไทย ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีอย่างถูกต้อง พร้อมผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มสัญชาติไทย เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่เอื้อต่อผู้ประกอบการในประเทศในระยะยาว

    เปิดตลาดจัดซื้อภาครัฐ ลดขั้นตอน เพิ่มโอกาส SME

    แม้ภาครัฐจะเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดดังกล่าวได้ เนื่องจากขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและข้อกำหนดด้านมาตรฐานที่มีความซับซ้อน

    สภาเอสเอ็มอีจึงเสนอให้ปรับปรุงระบบ THAI SME-GP ให้ใช้งานได้จริง ลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียน และจัดตั้งกลไกสนับสนุน เช่น งบประมาณหรือระบบพี่เลี้ยง เพื่อช่วยผู้ประกอบการพัฒนามาตรฐานที่จำเป็น อาทิ อย. มอก. และ ISO ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    ข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนมุมมองว่า การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงตลาดภาครัฐ จะช่วยกระจายเม็ดเงินงบประมาณสู่ธุรกิจท้องถิ่นได้มากขึ้น และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

    sme-4-proposals-government-online-SPACEBAR-Photo04.jpg

    เสนอ Local Content เชื่อมเม็ดเงินลงทุน EEC สู่ธุรกิจไทย

    อีกหนึ่งข้อเสนอที่ได้รับความสนใจ คือการผลักดัน Local Content ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

    สภาเอสเอ็มอีเสนอให้บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ที่ได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC กำหนดสัดส่วนการจัดซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการ SME ไทยในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศหมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการภายในประเทศมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนรายใหญ่กับผู้ผลิตไทย ช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก

    สะท้อนโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

    การเสนอข้อเรียกร้องทั้ง 4 ด้านในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิทัล ทั้งการเพิ่มแรงจูงใจให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบ การสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ การเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดภาครัฐ และการเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย

    สุปรีย์ กล่าวว่า สภาเอสเอ็มอีจะติดตามความคืบหน้าของข้อเสนอทั้งหมดอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SME ไทยในระยะยาว

    ทั้งนี้ สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ทำหน้าที่เป็นองค์กรตัวแทนผู้ประกอบการ SME ของประเทศ โดยมีบทบาทเชื่อมโยงข้อเสนอจากภาคธุรกิจเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

    sme-4-proposals-government-online-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sme-4-proposals-government-online&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AtxMU8pYxLuo1_dgsG1EM

  • นายกฯ หารือ ‘สี จิ้นผิง’ เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีนรอบใหม่

    นายกฯ หารือ ‘สี จิ้นผิง’ เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีนรอบใหม่

    นายกฯ หารือ “สี จิ้นผิง” เปิดประตูความร่วมมือไทย–จีนรอบใหม่ ดึง AI การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย ยกระดับความมั่นคงผ่านกลไก 2+2

    17 กรกฎาคม 2569 – เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ Xijiao State Guest Hotel นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวถวายพระพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฏาคม 2569 นี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลจีนในการถวายการต้อนรับ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน อย่างเป็นทางการ (State Visit) อย่างสมพระเกียรติด้วย ซึ่งประธานาธิบดีจีนย้ำความสัมพันธ์ไทย -จีน คือ ครอบครัวเดียวกัน (Thailand – China as One Family) และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความมั่นคงของภูมิภาค

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือของผู้นำทั้งสองยังมุ่งเป้าสู่อนาคตที่มั่นคงและเป็นประโยชน์ยั่งยืนของสองประเทศ รวมถึงระดับภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีน พร้อมผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว โดยนายกรัฐมนตรีระบุประเทศไทยให้ความสำคัญกับจีนในฐานะมิตรเก่าที่ไว้วางใจได้ และพร้อมสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ไทยและจีนจึงควรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และธรรมาภิบาลด้าน AI เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการรับมือความท้าทายใหม่ ทั้งอาชญากรรมออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ไทยและจีนร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ

    ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค

    สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ไทย–กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยยังขอบคุณจีนที่สนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้งให้กลับเข้ามามีบทบาทในอาเซียน รวมทั้งการใช้เวทีภูมิภาคระหว่าง จีน-อาเซียน เอเปค แม่โขง ล้านช้าง ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยมุ่งเปลี่ยนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีนให้เป็นความร่วมมือที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยี AI การสร้างงานคุณภาพ และการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1034194/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CeMQ6URQFW0dy4NEehtuq

  • ของขวัญปีใหม่จากพลังชุมชน: เมื่อ ‘ทุกคน’ ร่วมใจ ชอปช่วยไทยให้เศรษฐกิจโต

    ของขวัญปีใหม่จากพลังชุมชน: เมื่อ ‘ทุกคน’ ร่วมใจ ชอปช่วยไทยให้เศรษฐกิจโต

    ของขวัญปีใหม่จากพลังชุมชน: เมื่อ ‘ทุกคน’ ร่วมใจ ชอปช่วยไทยให้เศรษฐกิจโต


    17/07/2569 | 48 |

    เมื่อลมหนาวแรกของเดือนธันวาคมโชยมา บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และการเสาะหา “ของขวัญ” แทนใจก็เริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางภาพจำเดิม ๆ ของกระเช้าของขวัญสำเร็จรูปหรือสินค้านำเข้าแบรนด์ดัง ในปีนี้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองในสังคมไทย เมื่อผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจฐานราก” และเปลี่ยนนิยามของการซื้อของขวัญปีใหม่ให้กลายเป็นการสร้างความยั่งยืน

    ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน” เทศกาลสิ้นปีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจับจ่ายใช้สอย แต่คือโอกาสทองที่ “ทุกภาคส่วน” จะได้มาร่วมมือกันเปลี่ยนเม็ดเงินจากการซื้อของขวัญ ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนชุมชนให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง

    1. เปลี่ยน “ของขวัญ” เป็น “โอกาส” : พลังกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
    ในอดีต เม็ดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลปลายปีมักจะกระจุกตัวอยู่กับทุนใหญ่หรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบัน เทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยขยับเข้าสู่ยุค Conscious Consumerism หรือการบริโภคอย่างมีจิตสำนึก การเลือกซื้อของขวัญที่เป็นสินค้าชุมชน สินค้า OTOP Premium หรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น จึงกลายเป็นการส่งต่อเม็ดเงินตรงสู่มือชาวบ้าน เกษตรกร และช่างฝีมือในท้องถิ่นโดยตรง

    ข้อมูลจาก กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ระบุว่า การผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะการดึงเอาอัตลักษณ์พื้นถิ่นและ Soft Power มาประยุกต์ ไม่เพียงแต่ช่วยรักษามรดกทางวัฒนธรรมไว้ แต่ยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการยกยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เมื่อประชาชนร่วมใจกันอุดหนุนสินค้าเหล่านี้ในช่วงปีใหม่ มันจึงกลายเป็นการมอบ “ของขวัญสองต่อ” ต่อแรกคือความสุขของผู้รับ และต่อที่สองคือการสร้างรอยยิ้ม ความมั่นคง และโอกาสทางอาชีพให้แก่คนในชุมชน

    2. เมื่อ “คนรุ่นใหม่” และ “ชุมชน” ดีไซน์ความสุขร่วมกัน
    ความน่าสนใจของการชอปช่วยชุมชนในปัจจุบันคือ เราไม่ได้เห็นเพียงแค่สินค้าพื้นบ้านแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่เรากำลังเห็นการหลอมรวมระหว่าง “ภูมิปัญญาดั้งเดิม” ของผู้สูงอายุในชุมชน กับ “ความคิดสร้างสรรค์” ของคนรุ่นใหม่ (Young Entrepreneurs) ที่กลับไปพัฒนาบ้านเกิด

    คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมสินค้าชุมชน ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) ที่ร่วมสมัย สวยงาม เหมาะแก่การมอบเป็นของขวัญ ไปจนถึงการเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์และการทำ Storytelling เล่าเรื่องราวเสน่ห์ของท้องถิ่น สิ่งนี้ตอบโจทย์ทั้งการสร้างโอกาสสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ในภูมิภาค และทำให้สินค้าชุมชนสามารถแข่งขันในตลาดระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    3. “ทุกภาคส่วนร่วมใจ” : ฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโต
    คำว่า “ทุกคน” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ผู้บริโภครายย่อยเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน คือการบูรณาการจากทุกภาคส่วน:

    ภาคประชาชน: ร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาชอปสินค้าไทย เที่ยวเมืองไทย และอุดหนุนชุมชน

    ภาคเอกชนและองค์กรใหญ่: ปรับเปลี่ยนนโยบายจัดซื้อของขวัญปีใหม่ขององค์กร (Corporate Gifts) โดยสั่งผลิตตรงจากกลุ่มแม่บ้าน ชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชน แทนการใช้สินค้านำเข้า

    ภาครัฐ: ขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนและอำนวยความสะดวก เช่น มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการจับจ่ายช่วงปลายปี นโยบายส่งเสริม Gastronomy Soft Power (วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น) รวมถึงการเปิดพื้นที่ แพลตฟอร์ม และงานแฟร์ต่าง ๆ ให้ชุมชนได้มีโอกาสขยายตลาด

    การขับเคลื่อนที่สอดประสานกันเช่นนี้ สอดคล้องกับแนวทางของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการใช้วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผ้าไทย งานคราฟต์ หรือการท่องเที่ยวชุมชน มาเป็นแรงผลักดันหลักในการสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศ

    บทสรุป: เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน
    เดือนธันวาคมนี้ จึงเป็นมากกว่าเดือนแห่งการเคาท์ดาวน์นับถอยหลัง แต่เป็นเดือนแห่งการ “เริ่มต้นใหม่” ของเศรษฐกิจไทยด้วยพลังสามัคคี

    การเลือกซื้อของขวัญปีใหม่จากพลังชุมชนในเทศกาลนี้ คือรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดของประโยคที่ว่า “เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน” เพราะเมื่อเราเลือกอุดหนุนสินค้าท้องถิ่น เงินทุกบาทไม่ได้หายไปไหน แต่จะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจฐานราก ช่วยสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ ช่วยให้คุณตาคุณยายในชุมชนมีรายได้ และช่วยให้สังคมเติบโตไปพร้อม ๆ กันโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง มาร่วมกันเปลี่ยนเทศกาลแห่งความสุขนี้ ให้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและเข้มแข็งร่วมกัน

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/519724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EgHJJ5ZEjtCMUeQDtcdZe

  • แบงก์ชาติอินเดียเตือนสงครามอิหร่าน-ฤดูมรสุมแผ่ว เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจประเทศ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติอินเดียเตือนสงครามอิหร่าน-ฤดูมรสุมแผ่ว เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจประเทศ : อินโฟเควสท์

    ซันเจย์ มัลโฮตรา ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย (RBI) กล่าวว่า เงินเฟ้อของอินเดียยังคงอยู่ในระดับสูง โดยสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและฤดูกาลมรสุมที่อ่อนกำลังลง ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจอินเดีย

    มัลโฮตราให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ดูรดาร์ชานของรัฐบาลในวันนี้ (17 ก.ค.) ว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ มีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัจจัยฝั่งอุปทาน โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการที่เปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่า เงินเฟ้อของอินเดียพุ่งทะลุเป้าหมายที่ระดับ 4% ของ RBI เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง

    ผู้ว่าการ RBI ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอินเดียยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแม้เผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ดี เขากล่าวเสริมว่า ความท้าทายต่าง ๆ ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจนั้นยังคงมีอยู่ และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องจับตาสถานการณ์ต่อไป

    คณะกรรมการ RBI ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ และไม่กี่สัปดาห์หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมในเดือนมิถุนายน มัลโฮตราได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของอินเดียว่า ยัง “เร็วเกินไป” ที่ RBI จะหารือเกี่ยวกับการคุมเข้มนโยบายทางการเงิน

    อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การแสดงความคิดเห็นในครั้งนั้น ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากสู้รบกันอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยอินเดียนำเข้าน้ำมันเกือบ 90% ของความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าวถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ.

    สำหรับการประชุมครั้งต่อไปของ RBI จะมีขึ้นในวันที่ 3-5 ส.ค. โดยที่ประชุมจะทำการทบทวนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/617349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aGiNH0iqj0KlYlyr9XZ1Q

  • อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศพบหารือกับประธานคณะกรรมการอำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศพบหารือกับประธานคณะกรรมการอำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศพบหารือกับประธานคณะกรรมการอำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง

    วันที่นำเข้าข้อมูล 17 ก.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ก.ค. 2569

    | 26 view

    เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายจุลวัจน์ นรินทรางกูร อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ พบหารือกับ ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานคณะกรรมการอำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute Council) โดยมีสมาชิกสภามนตรีสถาบันฯ เข้าร่วมด้วย

    งานมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและกระชับความเป็นหุ้นส่วนที่ยาวนานระหว่างสถาบันฯ กับภาคีเครือข่ายในประเทศไทยและนิวซีแลนด์ โดยผู้แทนอาวุโสที่เข้าร่วมเน้นย้ำเจตนารมณ์ร่วมกันของสถาบันฯ และภาคีเครือข่าย ในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและความร่วมมือในประเด็นท้าทายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อาทิ การจัดการปัญหาหมอกควัน การจัดการน้ำ และอาชญากรรมข้ามแดน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/tcanz-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28Jh-cDZ-FWE-LX1hN6VjP

  • โจทย์ใหญ่ : วิกฤตเศรษฐกิจชนบทไทย “สิทธิ การมีส่วนร่วม และทางออกเชิงนโยบาย”

    โจทย์ใหญ่ : วิกฤตเศรษฐกิจชนบทไทย “สิทธิ การมีส่วนร่วม และทางออกเชิงนโยบาย”

    Locals

    สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วม
    สาธารณะไทยพีบีเอส (Thai PBS)

    ©2026 All rights reserved | Locals Thai PBS.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/kg5n4pc97wrt1n95ks3hgajx-&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Mw8bI6PWSkAtdmYl4V_kH

  • ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมระดับสูงภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ค.ศ. 2026 – กระทรวงการต่างประเทศ

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมระดับสูงภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ค.ศ. 2026 – กระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 17 ก.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ก.ค. 2569

    | 40 view

    เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมระดับสูงภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ซึ่งจัดต่อเนื่องกับการประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี ค.ศ. 2026 (HLPF 2026)

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ “Way forward to 2030” โดยย้ำว่า ECOSOC ควรยกระดับบทบาทจากเวทีหารือไปสู่เวทีที่ช่วยส่งมอบผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ด้วยการจัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน การทำงานที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น และการระดมเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดผลได้จริง นอกจากนี้ ECOSOC ควรใช้ประโยชน์จากคณะกรรมาธิการระดับภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ให้มากขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายระดับโลกกับความต้องการของภูมิภาคและประเทศต่าง ๆ

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ยังได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ “Transformation from the ground up: Acting at local level” โดยย้ำว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต้องเริ่มจากระดับพื้นที่และเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง ไทยจึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน SDGs ในระดับท้องถิ่น โดยเชื่อมโยงแผนระดับชาติกับความต้องการของพื้นที่ ใช้ข้อมูล เงินทุน และความร่วมมือเป็นเครื่องมือสนับสนุน และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง ดำเนินการ และติดตามแนวทางการพัฒนาที่ตอบโจทย์บริบทของตน โดยไทยพร้อมมีส่วนร่วมในการเสริมสร้าง ECOSOC ให้เป็นเวทีที่สามารถผลักดันผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชน ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของไทยในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก ECOSOC วาระปี ค.ศ. 2029 – 2031

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/advisor-fm-high-level-ecosoc-16-jul-2026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vd6kWyEbea8srnsnJejnk

  • ‘ศุภวุฒิ’ เตือนเศรษฐกิจไทยเข้าจุดอันตราย กระสุนการคลังหมด ติดกับดักหนี้ 3 ชั้น

    ‘ศุภวุฒิ’ เตือนเศรษฐกิจไทยเข้าจุดอันตราย กระสุนการคลังหมด ติดกับดักหนี้ 3 ชั้น

    กรุงเทพธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

    โดย “ดร.ศุภวุฒิ” ฉายให้เห็นภาพเศรษฐกิจไทยช่วงปัจจุบันว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่ากังวลที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานานกำลังปรากฏผลอย่างชัดเจน 

    ขณะที่เครื่องมือสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง กลับเหลือพื้นที่ให้ใช้น้อยลงอย่างมาก โดยมองว่า

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดไม่ใช่เพียงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ แต่คือการที่ประเทศไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดในการใช้นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แตกต่างจากอดีตที่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว รัฐบาลและธนาคารกลางยังมีเครื่องมือเพียงพอที่จะประคองสถานการณ์

    วันนี้เวลาเหลือน้อยแล้ว เรารอไม่ได้ ประเทศไม่สามารถหวังพึ่งปัจจัยภายนอกหรือโชคเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป เพราะบริบทของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง”
     

    • เตือนประเทศเข้าสู่ภาวะ“กระสุนหมด”

    ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะที่เครื่องมือทั้งด้านการเงินและการคลังเหลือพื้นที่ใช้น้อยมากที่ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมือน “กระสุนหมด”

    ด้านนโยบายการเงิน การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้จำกัด เนื่องจากระดับดอกเบี้ยและเงินเฟ้อปัจจุบันไม่ได้เปิดช่องให้ใช้นโยบายผ่อนคลายได้มากนัก อีกทั้งผลการลดดอกเบี้ยอาจไม่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญเหมือนที่ผ่านมา

    ส่วนการคลัง รัฐบาลเผชิญแรงกดดันจากรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านบำนาญและสวัสดิการสาธารณสุขจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย

    เมื่อรายจ่ายประจำเพิ่มเร็วกว่ารายได้รัฐบาล งบประมาณสำหรับการลงทุน จึงถูกเบียดลงต่อเนื่อง จนเหลือสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ของงบประมาณทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศมีข้อจำกัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือโครงการใหม่ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันระยะยาว หากปล่อยให้แนวโน้มเช่นนี้ดำเนินต่อไป ความสามารถรัฐบาลในการใช้นโยบายการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะยิ่งลดลง

    • กับดักหนี้กดทับเศรษฐกิจไทย

    “ศุภวุฒิ” ยังห่วงปัญหาเกี่ยวกับ “กับดักหนี้”ของไทยที่เกิดขึ้นในหลายระดับ เปรียบเสมือน“กับดักหนี้ 3 ชั้น”

    ชั้นแรก คือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของจีดีพีส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลง เพราะรายได้จำนวนมากต้องนำไปชำระหนี้ ทำให้เหลือเงินสำหรับการบริโภคและการลงทุนลดลง

    ชั้นที่สอง คือ หนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ หากเอสเอ็มอีอ่อนแอลง จะกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น

    ส่วนชั้นสุดท้าย คือ หนี้สาธารณะ แม้ยังมีสัดส่วนต่ำกว่าหนี้ครัวเรือน แต่กลับเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการดำเนินนโยบายรัฐบาล เพราะทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือน้อยลง

    ในมุมเศรษฐกิจไทย หากเศรษฐกิจยังขยายตัวเพียง 2-3% ต่อปี ขณะที่รัฐบาลยังต้องขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นแตะระดับ 70% ของGDPภายในเวลาเพียงประมาณ 5 ปี

    โดยมองว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ระดับประมาณ 2% ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ต่ำ แต่เป็นระดับที่ไม่สามารถรองรับภาระการคลังและโครงสร้างประชากรของประเทศได้

    หากรัฐบาลยังต้องใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณประมาณ 4% ของจีดีพีเพื่อประคองเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 2% สถานการณ์เช่นนี้จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว นอกจากนี้หากเศรษฐกิจโตต่ำ แต่ค่าครองชีพหรือเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จะยิ่งกระทบต่อประชาชนที่มีรายได้คงที่ และอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น

    หากมองย้อนเศรษฐกิจไทยในอดีต ยังสะท้อนถึงพัฒนาการเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2548 ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังย้ำอยู่กับที่ และเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาโครงสร้าง คือ เนื่องจากประเทศไทยใช้เวลากว่า 20 ปีไปกับความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างหลายด้านหยุดชะงัก

    “ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศยังเดินหน้าต่อได้ เพราะมีปัจจัยภายนอกเข้ามาช่วยประคอง ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วภาคท่องเที่ยว หรือสภาวะดอกเบี้ยต่ำทั่วโลกจากมาตรการผ่อนคลาย QE จากทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจโตระดับหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องเร่งปฏิรูป แต่หลังโควิดเป็นต้นมา ดอกเบี้ยทั่วโลกกลับมาอยู่ในระดับสูง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หลายประเทศมีภาระหนี้สาธารณะสูงขึ้น ทำให้ปัจจัยบวกที่เคยช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่สามารถทำหน้าที่เช่นเดิมได้อีก”

    • ห่วงโครงสร้างรัฐ ทำให้ประเทศเสียโอกาส

    ทั้งนี้มองว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดโอกาส แต่เป็นการที่ระบบกฎระเบียบและโครงสร้างภาครัฐยังไม่สามารถรองรับโอกาสใหม่ได้

    โดยเฉพาะการส่งเสริมพลังงานสะอาด แม้จะมีนโยบายสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่กระบวนการอนุมัติกลับใช้เวลานานมาก มองว่าการเปิดเสรีระบบซื้อขายไฟฟ้าและการทำ Third Party Access จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภาคพลังงาน
    นอกจากนี้ มองว่าไทยควรปฏิรูประบบสาธารณสุขรับสังคมสูงวัย ขณะที่ ระบบสวัสดิการด้านสุขภาพที่แยกเป็นหลายระบบ ทั้งสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง ควรทบทวนและบูรณาการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    • OECD คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป

    สุดท้ายแล้ว “ศุภวุฒิ”มองว่า การที่ประเทศไทยประกาศเป้าหมายเข้าร่วม OECD ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะมาตรฐานของ OECD จะผลักดันให้เกิดการยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การแข่งขันที่เป็นธรรม และการลดการผูกขาด

    การปฏิรูปภาครัฐเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จำเป็นก่อนการปฏิรูปด้านอื่นทั้งหมด เพราะหากโครงสร้างการบริหารยังไม่มีประสิทธิภาพ การลงทุนหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ ก็จะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้เต็มที่

    “สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือความเชื่อที่ว่ายังสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร”

    ด้านการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่มองว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในหลายอุตสาหกรรม เช่นการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นโอกาสที่ไทยกำลังดำเนินอยู่

    นอกจากนี้สิ่งที่ควรยกระดับคืออุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ไทยควรเปลี่ยนจากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้น ไปสู่การผลิตอาหารมูลค่าเพิ่ม โปรตีน และ Functional Food อุตสาหกรรมนี้จะสร้างการจ้างงานภายในประเทศได้มากกว่าการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์  

    ยังแนะเร่งเปิดเสรีการใช้ระบบราง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ หากไทยเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่จีนตอนใต้ผ่านลาว ลงมายังมาเลเซีย สิงคโปร์ แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบภาครัฐมหาศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1243459&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AeD2Lv30tCIsKaxHITepB