Category: เศรษฐกิจ

  • “อ.เชน” เปิดนโยบาย ป.ย.ป. ปี 69 ดันเศรษฐกิจอวกาศ พลิกธรรมชาติเป็นเงินสกุลใหม่

    “อ.เชน” เปิดนโยบาย ป.ย.ป. ปี 69 ดันเศรษฐกิจอวกาศ พลิกธรรมชาติเป็นเงินสกุลใหม่

    “ยศชนัน” เปิดนโยบาย ป.ย.ป. ปี 69 ทลายไซโลขับเคลื่อน 3 โจทย์ใหญ่ ดัน ‘เศรษฐกิจอวกาศ-Siam Silica’ พลิกธรรมชาติเป็นเงินสกุลใหม่

    วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) ได้จัดพิธีปฐมนิเทศและมอบนโยบายหลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (หลักสูตร ป.ย.ป.) ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงาน ป.ย.ป. เป็นประธาน

    การรวมพลังครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันของ 17 หน่วยงานภาครัฐระดับปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการ ผ่านกระบวนการ Policy Innovation Lab เพื่อเปลี่ยนกรอบความคิดผู้บริหารระดับสูงจากการบริหารแยกกระทรวง มุ่งสู่การบริหารประเทศร่วมกัน ภายใต้ 3 โจทย์บูรณาการหลัก คือ การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่ออนาคต, การใช้วิทยาศาสตร์และ AI อย่างมีธรรมาภิบาล และการฟื้นฟูทุนธรรมชาติเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

    นายยศชนันได้มอบนโยบายไฮไลต์สำคัญระบุถึงความจำเป็นในการสร้าง “เศรษฐกิจอวกาศ” (Space Economy) เพื่อให้ประเทศไทยมี “ดวงตาเป็นของตัวเองบนฟ้า” ลดการพึ่งพาข้อมูลดาวเทียมจากต่างชาติ พร้อมเคลียร์ข้อวิจารณ์ของสังคมที่ว่า “คนยังจนอยู่จะไปอวกาศทำไม” โดยชี้แจงว่าอวกาศเป็นเรื่องของอำนาจอธิปไตยทางข้อมูลและการเกษตรแม่นยำ ซึ่งสามารถนำห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทยเข้าไปร่วมขับเคลื่อนได้

    นอกจากนี้ ยังประกาศผลักดันบิ๊กโปรเจกต์ระดับชาติ “Siam Silica” ยุทธศาสตร์สร้างรากฐานเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และ AI ของไทย เพื่อป้องกันการผูกขาดเทคโนโลยีจากต่างชาติ ควบคู่ไปกับวิสัยทัศน์การนำเทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมขั้นสูง หรือ Genomics มาพลิกฟื้นความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ทั้งในดิน น้ำ และทะเลไทย โดยตั้งเป้าหมายสุดท้าทายในการ “เปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นเงินสกุลใหม่” เพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจมหาศาล ผู้นำในยุค AI ไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่สามารถเรียกใช้คนที่เก่งกว่ามาร่วมงานได้

    รองนายกรัฐมนตรียังเสนอให้ภาครัฐปรับบทบาทจากผู้สั่งการ (Dictator) มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ทลายกำแพงการทำงานแบบไซโล และรื้อกลไกทางการเงินเพื่อดึงดูดกลุ่มทุนเสี่ยง (VC) เข้ามาขับเคลื่อนนวัตกรรมกลุ่ม Startup และ Scale-up ในอุตสาหกรรมสุขภาพ (Wellness) เทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมฝากข้อคิดให้สนับสนุนงานวิจัย (R&D) อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้นักวิจัยเกิดภาวะขาดทุนทางความคิด ซึ่งจะเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2946711&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Yf2UKvpg6Y_LJHxgdhWu6

  • “สุขสมรวย” ดันตลาดนัดชุมชนชัยภูมิ ต้นแบบเศรษฐกิจฐานราก หมุนเงิน 5 หมู่บ้าน

    “สุขสมรวย” ดันตลาดนัดชุมชนชัยภูมิ ต้นแบบเศรษฐกิจฐานราก หมุนเงิน 5 หมู่บ้าน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/161157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sclQ-A6i9vFmG-LQe4XFA

  • ไทยได้ประโยชน์! ‘สีหศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจเวียดนามโตส่งผลดีต่อไทย

    ไทยได้ประโยชน์! ‘สีหศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจเวียดนามโตส่งผลดีต่อไทย

    ไทยได้ประโยชน์! 'สีหศักดิ์' ชี้เศรษฐกิจเวียดนามโตส่งผลดีต่อไทย

    ไทยได้ประโยชน์! ‘สีหศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจเวียดนามโตส่งผลดีต่อไทย

    ‘สีหศักดิ์’ ย้ำชัด เวียดนามโตยิ่งส่งผลดีต่อไทย ชี้ยุคนี้ไม่ใช่การแข่งขันแบบแพ้คัดออก (Zero-sum game) แต่ต้องจับมือกันขยายการลงทุน ดันเศรษฐกิจภูมิภาค

    สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีสัมมนาเศรษฐกิจระดับนานาชาติ Nikkei Asia Forum APAC 2026 เมื่อวันพฤหัสบดี โดยระบุว่า

    การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดของเวียดนามจะส่งผลดีต่อไทย และนำไปสู่ความร่วมมือที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ (Win-win) พร้อมย้ำจุดยืนว่าประเทศในภูมิภาคควรเปิดกว้างทางการค้าและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันให้มากขึ้น

    “ยิ่งเวียดนามเติบโตมากเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลดีต่อไทยเรามากเท่านั้น เราต้องการเข้าไปลงทุนในประเทศของเขา และขณะเดียวกันก็อยากให้เขาเข้ามาลงทุนในบ้านเราด้วย นี่คือความเป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันอย่างแท้จริง” – สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

    ทั้งนี้ เวียดนามถือเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มอาเซียน โดยตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) ขยายตัวสูงถึง 8.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ทำได้ 7.94% โดยได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งในภาคการผลิต การค้าปลีก และภาคพลังงาน

    ที่ผ่านมา หลายฝ่ายมักเปรียบเทียบไทยกับเวียดนามอยู่เสมอ เพราะทั้งสองชาติต่างขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยฐานการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขอบไทยเน้นย้ำว่า “ปัจจุบัน ไม่ใช่การแข่งขันที่ต้องมีฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ (Zero-sum game)”

    มุมมองเชิงบวกในลักษณะนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงอินเดียด้วย โดยนายสีหศักดิ์ประเมินว่า การเติบโตของอินเดียจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาคให้มีพลวัตมากขึ้น 

    “หัวใจสำคัญคือ เราสามารถร่วมมือกันขยายโอกาสและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกันได้” พร้อมยืนยันว่า ไทยจะเดินหน้าจับมือกับทุกพันธมิตร เพื่อเป็นสะพานเชื่อมศักยภาพของประเทศไปสู่ระดับภูมิภาคที่กว้างไกลยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/745549&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DyyJV_GCJpxg1ULHV27JH

  • สหรัฐเชื่อ จีน ‘ผิดข้อตกลง’ แต่ทรัมป์เลือก ‘ไม่ตอบโต้’

    สหรัฐเชื่อ จีน ‘ผิดข้อตกลง’ แต่ทรัมป์เลือก ‘ไม่ตอบโต้’

    เบื้องหลังความสัมพันธ์ที่ดูผ่อนคลายระหว่างสหรัฐกับจีน ทีมเศรษฐกิจทรัมป์กลับเชื่อว่า ปักกิ่ง ‘ยังไม่ทำตามข้อตกลงการค้า’ โดยเฉพาะการเปิดทางส่งออกแร่หายากให้บริษัทอเมริกัน แต่รัฐบาลสหรัฐยังไม่ต้องการเปิดศึกตอบโต้ เพราะกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า แม้รัฐบาลทรัมป์จะบรรลุข้อตกลงพักรบการค้ากับจีนเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ภายในทีมเศรษฐกิจของทำเนียบขาวกลับเกิดความกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า จีนกำลัง “ไม่ปฏิบัติตาม” เจตนารมณ์ของข้อตกลง โดยเฉพาะในประเด็น การส่งออกแร่หายาก และ แร่สำคัญ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สหรัฐจำเป็นต้องใช้ในการผลิตตั้งแต่รถยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงอาวุธ และเครื่องบินรบ

    อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่จำนวนมากจะไม่พอใจพฤติกรรมของจีน แต่รัฐบาลทรัมป์กลับเลือกที่จะ “หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างเปิดเผย” เพราะเกรงว่าการตอบโต้จะทำให้ความสัมพันธ์กลับเข้าสู่สงครามการค้าอีกครั้ง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน รวมถึงแผนการต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการเยือนกรุงวอชิงตันอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน นี้

    แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการหารือภายในรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาว และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ต่างมีข้อสรุปตรงกันว่า จีนไม่ได้ดำเนินการตามความเข้าใจของสหรัฐเกี่ยวกับข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายทำไว้

    หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของข้อตกลงดังกล่าวคือ การที่จีนจะกลับมาเปิดทางให้บริษัทอเมริกันสามารถเข้าถึงแร่หายาก และวัตถุดิบยุทธศาสตร์ได้ตามปกติ หลังจากก่อนหน้านี้จีนใช้มาตรการควบคุมการส่งออก ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐอย่างหนัก

    แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สหรัฐมองว่า จีนยังคงจำกัดการส่งออกผ่านระบบอนุญาตที่ซับซ้อน ใช้เวลานาน และไม่มีความโปร่งใส ส่งผลให้หลายบริษัทไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้อย่างต่อเนื่อง

    แม้ภายในรัฐบาลจะมีเสียงวิจารณ์จีนอย่างกว้างขวาง แต่แหล่งข่าวระบุว่า นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดที่เมืองปูซาน เจ้าหน้าที่จำนวนมากกลับหลีกเลี่ยงการตำหนิจีนต่อสาธารณะ สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลว่า หากรัฐบาลออกมาประณามจีนอย่างรุนแรง อาจทำให้ทั้งสองประเทศกลับเข้าสู่สงครามการค้าอีกครั้ง ซึ่งอาจกระทบตลาดหุ้น เศรษฐกิจสหรัฐ และการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

    เจ้าหน้าที่บางรายยังเชื่อว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งก่อนการเยือนสหรัฐของสี จิ้นผิง ซึ่งถูกวางแผนให้เป็นการเยือนระดับรัฐพิธีอย่างยิ่งใหญ่

    อีกทั้งยังมีความกังวลว่า หากสหรัฐกดดันจีนมากเกินไป จีนอาจ “ตอบโต้” ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายากมากกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตของสหรัฐ

    จีนปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่า ไม่ได้ละเมิดข้อตกลง

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งระบุว่า มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก เป็นไปตามกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวหาว่า ฝ่ายสหรัฐต่างหากที่ละเมิดข้อตกลง ด้วยการออกมาตรการจำกัดบริษัทจีน และเพิ่มข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี

    ด้านเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐยอมรับว่า การปฏิบัติตามข้อตกลงของจีนบางเรื่องดีกว่าบางเรื่อง พร้อมยืนยันว่าประเด็นต่างๆ ยังคงถูกหยิบยกขึ้นหารือกับรัฐบาลจีน และกำลังอยู่ระหว่างการแก้ไข

    เมื่อการเจรจาระดับรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ บริษัทอเมริกันหลายแห่งจึงเริ่มดำเนินการด้วยตนเอง เช่น Applied Materials ผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผู้บริหารเดินทางไปยังกรุงปักกิ่งเพื่อสอบถามโดยตรงว่า เหตุใดวัตถุดิบสำคัญจึงยังไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ

    ขณะที่ Coherent ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารแสงสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ก็ส่งซีอีโอร่วมเดินทางกับคณะของทรัมป์ไปจีน เพื่อผลักดันให้สามารถกลับมาส่งสินค้าได้อีกครั้ง

    ผลสำรวจของสภาธุรกิจ US-China Business Council ยังสะท้อนว่า บริษัทสมาชิกจำนวนมากยังประสบปัญหาในการนำเข้าแร่หายากจากจีน ทั้งจากขั้นตอนการอนุมัติที่ยืดเยื้อ ความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์ และการประสานงานที่ซับซ้อน โดยบางชนิดแทบไม่สามารถจัดหาได้เลย

    ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงภาคกลาโหม แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในการประชุมที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่า ผู้รับเหมาด้านกลาโหมหลายรายไม่สามารถส่งมอบอาวุธ และระบบป้องกันประเทศได้ตามกำหนด เพราะยังขาด “แม่เหล็กถาวร” ซึ่งผลิตจากแร่หายากของจีน

    เจ้าหน้าที่เกรงว่า ความนิ่งเฉยของสหรัฐอาจถูกตีความว่า วอชิงตันไม่มีความพร้อมจะเปิดศึกการค้ารอบใหม่ และอาจทำให้จีนเรียกร้องเงื่อนไขเพิ่มเติมในการเจรจาครั้งต่อไป

    นอกจากนี้ ผู้เจรจาสหรัฐยังไม่สามารถทำให้จีนยอมบันทึกพันธกรณีเกี่ยวกับการส่งออกแร่หายากไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้จีนสามารถตีความข้อตกลงได้ตามที่ตนเองต้องการ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1243292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FvusABBGOOa1YsTOEGG_M

  • ธปท.เตือน ‘หนี้เสีย’ ยังขาขึ้น ‘วิทัย’ รับเอ็นพีแอล ‘เอสเอ็มอี-รายย่อย’ น่าห่วงสุด

    ธปท.เตือน ‘หนี้เสีย’ ยังขาขึ้น ‘วิทัย’ รับเอ็นพีแอล ‘เอสเอ็มอี-รายย่อย’ น่าห่วงสุด

    ธปท. จับตาความเสี่ยงครึ่งปีหลัง รับ “หนี้เสีย” แม้จะอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ แต่ยังเป็นทิศทาง “ขาขึ้น” และทิศทางขยับต่อโดยเฉพาะหนี้เสียจาก “เอสเอ็มอี-รายย่อย” สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

    ภายใต้ “เศรษฐกิจโลก” ที่เผชิญความผันผวนรุนแรง และเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นถี่กว่าที่เคย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับบทบาทจากการเป็น “ผู้ดูแลเสถียรภาพด้านการเงิน” ไปสู่การมีส่วนร่วมแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ” มากขึ้น

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ธปท. ยังคงติดตามต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2569

    โดยเฉพาะสิ่งที่ ธปท. ให้ความสำคัญคือ “หนี้ครัวเรือน” แม้ตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ไม่ควรตีความว่าปัญหาหนี้คลี่คลายแล้ว เพราะการลดลงของสัดส่วนดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการที่จีดีพีขยายตัวจากภาวะเงินเฟ้อ มากกว่าการลดลงของยอดหนี้จริง 

    ธปท.เตือน ‘หนี้เสีย’ ยังขาขึ้น ‘วิทัย’ รับเอ็นพีแอล ‘เอสเอ็มอี-รายย่อย’ น่าห่วงสุด

    ดังนั้น ในเชิงมูลค่าหนี้ครัวเรือนยังไม่ได้ลดลงมาก ขณะที่สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้การขยายตัวของหนี้ใหม่ชะลอลง และทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลงบางส่วน

    ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน จึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการ หรือโครงการเพียงครั้งเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ดำเนินการต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ธปท. และสถาบันการเงิน เพื่อช่วยลดภาระประชาชนในระยะยาว

    หากเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือที่ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็มีโอกาสค่อยๆ คลี่คลายในระยะกลาง และยาว

    ดังนั้น แนวโน้มเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง ธปท. ประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมีอยู่ 3 เรื่องคือ เงินเฟ้อ การเติบโตเศรษฐกิจ และคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคาร

    โดย “คุณภาพสินเชื่อ” ที่ ธปท. ยังคงติดตามใกล้ชิดเกี่ยวกับแนวโน้ม “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” (NPL) ใกล้ชิด โดยคาดเอ็นพีแอลยังขยับ “เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะหนี้เอ็นพีแอลในส่วนหนี้เอสเอ็มอี และรายย่อย จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แต่เชื่อจะยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และ ธปท. พร้อมทยอยออกมาตรการรองรับตามความเหมาะสม

    สำหรับ “เงินเฟ้อ” แรงกดดันด้านราคามีแนวโน้มผ่อนคลายลงโดยอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอาจต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับเงินเฟ้อในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่มีแนวโน้มไม่เร่งตัวตามที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบอย่างใกล้ชิด เพราะยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง และสงครามในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผ่านมายังเงินเฟ้อของไทยได้

    ด้าน “การเติบโตเศรษฐกิจ” ธปท. คาดจีดีพีปีนี้จะขยายตัวประมาณ 2.3% แม้จะไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงนัก แต่ถือว่าดีกว่าที่เคยกังวลในช่วงที่สถานการณ์สงครามรุนแรง ซึ่งเคยมีการประเมินว่าเศรษฐกิจอาจขยายตัวเหลือเพียงประมาณ 1.5% โดยความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคับประคองการเติบโต 

    สำหรับมุมมองภาพเศรษฐกิจโดยรวมมองวันนี้เราอยู่ในโลกที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะความไม่แน่นอน และเหตุการณ์ช็อกระดับโลก (Global Shock) ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งคราวเหมือนในอดีต แต่เกิดขึ้นถี่ขึ้นจนกลายเป็นความปกติใหม่ ส่งผลให้ทั้งภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินไม่สามารถดำเนินงานด้วยแนวคิดเดิมได้อีกต่อไป

    เดิมทีเหตุการณ์กระทบเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ อาจเกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในรอบสิบปี แต่ปัจจุบันกลับเกิดขึ้นแทบทุกปี ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน หรือภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ทำให้องค์กรจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

    นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว เทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว ผู้บริหาร ธปท. เห็นว่า AI จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ขององค์กร ภาคธุรกิจจึงควรเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน แนวคิดการดำเนินธุรกิจเองก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งสร้างผลกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างการเติบโตที่สมดุล โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า ผู้ประกอบการ ซัปพลายเออร์ พนักงาน ชุมชน และสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

    สอดคล้องกับแนวทาง ESGและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกธุรกิจ

    ในด้านประเด็น Thai Baht Stablecoin ที่ ธปท.อยู่ระหว่างการผลักดันถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลของไทย โดย ธปท.คาดว่าจะมีความชัดเจนของหลักเกณฑ์ภายในสิ้นปีนี้

    การเกิดขึ้นของ Thai Baht Stablecoin ที่อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์ ไม่ใช่การสร้างสกุลเงินใหม่ขึ้นมาแข่งขันกับเงินบาท แต่เป็นกลไกการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงิน”

    ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การชำระเงิน การต่อยอดบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินไทยในอนาคต

    ด้านการกำกับดูแล ธปท. เตรียมใช้ระบบการออกใบอนุญาต โดยผู้ที่จะออก Stablecoin จะต้องได้รับอนุญาตจาก ธปท. และจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตจะมีอย่างจำกัด เพื่อให้สามารถกำกับดูแลความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

    โดยหลังจากนี้จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาและประกาศใช้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลารวมประมาณ 3 เดือน และมีความชัดเจนภายในสิ้นปี

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1243276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12hit6hI76BWGKO4gnzKPv

  • คัดบัตรคนจน ตกเกือบครึ่ง เหลือ 9.5 ล้านคน เหตุรายได้เกิน-ถือหุ้น

    คัดบัตรคนจน ตกเกือบครึ่ง เหลือ 9.5 ล้านคน เหตุรายได้เกิน-ถือหุ้น

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-273&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y8kUStndWHAVIe2sgmbBZ

  • โยกท่องเที่ยวรวมกระทรวงวัฒนธรรม แยกตั้งกระทรวงกีฬา

    โยกท่องเที่ยวรวมกระทรวงวัฒนธรรม แยกตั้งกระทรวงกีฬา

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-355&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C0hD6taQFmhBifhwDFcl-

  • ‘เศรษฐกิจไทย’ โตต่ำเรื้อรัง ‘จีดีพี’ เกิน 3% ‘ยาก’ ใน 5 ปี

    ‘เศรษฐกิจไทย’ โตต่ำเรื้อรัง ‘จีดีพี’ เกิน 3% ‘ยาก’ ใน 5 ปี

    เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเติบโตต่ำเรื้อรัง คาดการณ์ว่าใน 3-5 ปีข้างหน้า GDP จะขยายตัวได้เพียง 2-2.5% และมีโอกาสน้อยมากที่จะโตเกิน 3% เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข ปัจจัยฉุดรั้งหลักมาจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวจากรายได้โตช้า และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทางออกในระยะยาวคือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในบางภาคส่วน แต่ภาพรวมยังเต็มไปด้วยความเปราะบาง โดยเฉพาะปัจจัยภายในประเทศ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจระยะยาว

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากมองภาพเศรษฐกิจไทยเวลานี้ แม้จะเริ่มเห็น “แสงสว่าง” มากขึ้น

    แต่ยังเป็นเพียงแสงสว่างที่ริบหรี่ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

    โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และปีหน้าจะขยายตัวได้เพียงประมาณ 2% เท่านั้น ถือว่าเป็นระดับที่น่าเป็นห่วง หากประเทศไทยยอมรับตัวเลขดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศยังสามารถขยายตัวได้ในระดับที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง

    • โอกาสน้อยที่ ศก.จะโตมากกว่า 3%

    “ถ้าเรายังพอใจกับการเติบโตเพียง 2% ก็จะเป็นปัญหาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่ที่น่ากังวลมากคือ การประเมินในระยะยาวโดยคาดการณ์ไปช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสสูงที่จะเติบโตเพียงระดับ 2-2.5% และมีโอกาสน้อยมากที่จะกลับไปเติบโตได้มากกว่า 3% เว้นแต่จะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งด้านการลงทุน ทักษะแรงงาน การศึกษา การเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันประเทศ”

    แม้จะเห็นภาคเศรษฐกิจบางส่วนฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวยังไม่กระจายอย่างทั่วถึง มีลักษณะเป็นการฟื้นตัวแบบ K-Shape กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ คือ ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และการส่งออก 

    ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ภาคเกษตร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงประชาชนรายได้น้อย ยังเผชิญข้อจำกัดจำนวนมาก ทำให้ยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้เต็มที่
    เหล่านี้คือ ช่องว่างเศรษฐกิจที่ขยายกว้างขึ้น เพราะผู้ที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจใหม่ได้รับประโยชน์จากการลงทุน และการส่งออก ขณะที่กลุ่มฐานรากยังเผชิญรายได้ที่เติบโตช้า และต้นทุนการดำรงชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง

    • ห่วงการบริโภคภาคเอกชน 

    หนึ่งในประเด็นที่น่าห่วงที่สุดคือ การบริโภคภาคเอกชนที่ระยะต่อจากนี้ อาจเติบโตต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของจีดีพีด้วยซ้ำ เพราะรายได้ประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูง แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ

    แต่การเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน และผู้ประกอบการยังไม่ง่าย เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้

    ผลที่เกิดขึ้นคือ กำลังซื้อของครัวเรือนยังไม่สามารถกลับมาได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าราคาสูง ซึ่งยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวต่อเนื่อง

    มาตรการภาครัฐช่วงไตรมาส 3 จะช่วยประคองกำลังซื้อได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และของใช้จำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การบริโภคกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ

    • หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง

    อีกปัจจัยสำคัญที่ฉุดการบริโภคคือ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง แม้ดอกเบี้ยจะลดลง แต่ครัวเรือนจำนวนมากยังเผชิญภาระหนี้ ทำให้ไม่สามารถก่อหนี้ใหม่หรือใช้จ่ายเพิ่มได้ เมื่อรายได้โตช้า ขณะที่ภาระหนี้ยังสูง ส่งผลให้ประชาชนเลือกใช้จ่ายเฉพาะสิ่งจำเป็น ส่งผลต่อธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศโดยตรง

    ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้นๆ ได้ แต่ไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน จากประสบการณ์ของมาตรการในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งหรือมาตรการลดหย่อนภาษี เมื่อสิ้นสุดมาตรการ การบริโภคมักกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

    หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น ไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน

    • ลงทุนต่างชาติความหวังใหม่

    “ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย จึงอยู่ที่การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และ AI ที่มีความต้องการชิปทั่วโลก แม้ไทยจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูง แต่ก็ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกในโซลูชันที่เกี่ยวข้องนอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวแม้ยังไม่เติบโตแรงเท่าช่วงก่อนหน้า แต่คาดว่าจะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นแบบไตรมาสต่อไตรมาสตามต้นทุนสายการบินที่ลดลงตามราคาน้ำมัน”

    โดยเห็นว่า การใช้งบประมาณควรมุ่งช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง มากกว่าการดำเนินมาตรการในวงกว้าง การช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มจะทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยรักษาวินัยการคลังในระยะยาว
    รวมถึงต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชน

    เช่น ระบบบริหารจัดการน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำ และโครงการที่ช่วยให้ชุมชนสามารถรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น เพราะจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

    สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือ มาตรการที่นำไปสู่การสร้างงานจริง ทั้งการยกระดับทักษะแรงงาน ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างรายได้ระยะยาวให้ประชาชน มากกว่าการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเพียงชั่วคราว

    • รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการคลังควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณควรคำนึงถึงการลดการขาดดุล และรักษาระดับหนี้สาธารณะไม่ให้เข้าใกล้เพดาน 70% ของจีดีพีเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุน และสถาบันจัดอันดับเครดิต
    • เตือนรับมือ ‘ศึกนอก’ สงครามการค้าปะทุรอบใหม่

    ดร.อมรเทพ ยก 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องเกาะติดในไตรมาส 3 และ 4 

    1.ราคาน้ำมัน คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ในไตรมาส 3 และลดลงในไตรมาส 4 ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจ  

    2.อัตราดอกเบี้ย คาดว่าทั้งเฟด และไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากเงินเฟ้อเริ่มควบคุมได้

    3.สงครามการค้าเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักในไตรมาส 3 ที่อาจกระทบภาคการผลิต และการส่งออกของไทย  

    4.ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปีจากการไหลเข้าของเงินทุน

    5.นโยบายรัฐควรเน้นมาตรการสร้างความยั่งยืนระยะยาว และการสร้างงาน มากกว่าอัดฉีดเงินเพื่อการบริโภคระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม มองว่า เศรษฐกิจไทยนอกจากมีปัจจัยท้าทายจากศึกในประเทศ ยังมี “ศึกนอก” ที่ต้องระมัดระวัง” จากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    โดยเฉพาะสงครามการค้ารอบใหม่ อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกแทนความขัดแย้งด้านพลังงาน โดยไตรมาส 2 ตลาดโลกให้ความสำคัญกับสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ ช่วงครึ่งหลังของปีสิ่งที่ต้องจับตาจะเปลี่ยนมาเป็นประเด็นการค้าโลก โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่สหรัฐ จะกลับมาใช้มาตรการทางการค้าภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเคยใช้กับจีนในอดีต

    และอาจขยายผลไปยังประเทศคู่ค้าอื่น ส่งผลให้บรรยากาศการค้าโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

    สำหรับประเทศไทย แม้การส่งออกช่วงที่ผ่านมาเติบโตได้ดี แต่ยังต้องติดตามว่าความขัดแย้งทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อในระยะต่อไปหรือไม่ เพราะการส่งออกเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ

    “ความเสี่ยงจากสงครามการค้า จะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามมากกว่าความขัดแย้งด้านพลังงานในช่วงครึ่งหลังของปี”

    นอกจากนี้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่สามารถวางใจได้ และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก แต่ประเมินว่าราคาน้ำมันไม่น่าจะกลับไปยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหมือนช่วงก่อนหน้า

    โดยคาดราคาน้ำมันเฉลี่ยในไตรมาส 3 จะอยู่ราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับที่เอื้อต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย และหากสถานการณ์ไม่รุนแรงเพิ่มเติม มีโอกาสที่ราคาจะทยอยลดลงช่วงไตรมาส 4

    สำหรับการดำเนินนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดปีนี้ แม้ตลาดบางส่วนยังคาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย

    แต่สำนักวิจัยมองว่าเงินเฟ้อสหรัฐกำลังทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ได้มาจากอุปสงค์ที่ร้อนแรง ทั้งค่าแรง และค่าเช่ายังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นในลักษณะที่น่ากังวล จึงไม่มีความจำเป็นที่เฟดจะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าเดิม

    ส่วนดอกเบี้ยของไทยมองว่า มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุน ไม่ใช่อุปสงค์ในประเทศ การปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีต้นเหตุมาจากราคาพลังงาน

    ด้านค่าเงินบาทที่อ่อนค่าช่วงก่อนหน้าเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่หากราคาน้ำมันลดลง และเฟดคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ประเมินไว้ จะทำให้เงินทุนต่างชาติทยอยไหลกลับเข้ามาในภูมิภาค คาดค่าเงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าบริเวณประมาณ 33.10 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงไตรมาส 3

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1243277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X6XrxCN9ou6fAs2FjXoXs

  • มัลลิกา ชงสูตร 3 ระยะ กู้เศรษฐกิจปากท้อง ประคอง-กระตุ้น-ยั่งยืน

    มัลลิกา ชงสูตร 3 ระยะ กู้เศรษฐกิจปากท้อง ประคอง-กระตุ้น-ยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

    16 กรกฎาคม 2569 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อเสนอจาก ดร.มัลลิกา ต่อรัฐบาลด้านการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ หากจัดลำดับการแก้ไข วิกฤติเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ควรดำเนินการเป็นขั้นตอน ดังนี้

    ระยะเร่งด่วน (0 – 3 เดือน) : ประคองชีวิตประชาชน

    1. ลดค่าครองชีพ
        * ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น
        * ลดค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเดินทาง (ตามความเหมาะสมของพื้นที่)
        * จัดตลาดราคาประหยัด

    2. รักษาการจ้างงาน
        * โครงการจ้างงานระยะสั้น
        * สนับสนุนผู้ประกอบการไม่ให้เลิกจ้าง
        * เพิ่มงานภาครัฐและงานชุมชน

    3. เพิ่มสภาพคล่อง
        * พักชำระหนี้สำหรับผู้ได้รับผลกระทบ
        * สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ SMEs และผู้ค้ารายย่อย
        * เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ

    ระยะฟื้นฟู (3 – 12 เดือน) : กระตุ้นเศรษฐกิจ

    4. กระตุ้นการท่องเที่ยวและการค้าขาย
        * จัดกิจกรรมและเทศกาล
        * ส่งเสริมตลาดชุมชน ตลาดกลางคืน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
        * ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

    5. สนับสนุนธุรกิจรายย่อย
        * ลดขั้นตอนการขออนุญาต
        * ส่งเสริมการขายออนไลน์
        * พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ

    6. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
        * ซ่อมถนน ทางเท้า ระบบระบายน้ำ
        * ขยายระบบขนส่ง
        * พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    ระยะยาว (1 – 5 ปี) : สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    7. พัฒนาทักษะแรงงาน
        * Reskill และ Upskill
        * รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด

    8. ดึงดูดการลงทุน
        * ปรับปรุงกฎระเบียบ
        * สร้างความเชื่อมั่นด้านกฎหมาย
        * ส่งเสริมการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ

    9. ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ
        * ลดความเหลื่อมล้ำ
        * ปราบปรามการทุจริต
        * ปรับระบบภาษีและงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

    หากเป็นระดับกรุงเทพมหานคร ลำดับความสำคัญอาจเป็น

    1. ฟื้นกำลังซื้อประชาชน

    2. เปิดพื้นที่ค้าขายอย่างเป็นระเบียบ

    3. กระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจกลางคืน

    4. ส่งเสริม SMEs และสตาร์ทอัพ

    5. ยกระดับตลาดและย่านการค้า 50 เขต

    6. ใช้เทคโนโลยี AI เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเมือง ลดต้นทุนของภาครัฐ

    7. ดึงการลงทุนและงานคุณภาพเข้าสู่กรุงเทพฯ

    หลักการสำคัญคือ “ประคองประชาชนก่อน – กระตุ้นเศรษฐกิจ – สร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว” เพราะหากประชาชนยังขาดรายได้หรือกำลังซื้อ การลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวได้ยาก

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/977690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xiQODIz0H_IL_WremlVWo

  • Countdown to the Future: เปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่ ปักหมุดอาชีพแห่งอนาคต

    Countdown to the Future: เปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่ ปักหมุดอาชีพแห่งอนาคต

    Countdown to the Future: เปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่ ปักหมุดอาชีพแห่งอนาคต


    16/07/2569 | 50 |

    เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางเข้าสู่เดือนธันวาคม บรรยากาศรอบตัวเรามักเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลองและการนับถอยหลัง (Countdown) เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่ในมิติของเศรษฐกิจระดับมหภาค เดือนสุดท้ายของปีไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ทว่าคือ “ช่วงเวลาสำคัญในการปักหมุดและวางยุทธศาสตร์สำหรับอนาคต”

    ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุมเร้า โจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญคือ การทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง คำตอบของสมการนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าขึ้นอยู่กับ “คนรุ่นใหม่” และการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้คำว่า “เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน” เกิดขึ้นได้จริงผ่านการสร้างงานและเปิดพื้นที่แห่งโอกาส

    1. บริบทความท้าทาย: เมื่อตลาดแรงงานเก่ากำลังจะหมดอายุ
    โลกการทำงานในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ Double Disruption หรือการหยุดชะงักสองเด้ง ทั้งจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) รายงานจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า ภายในปี 2027 ตลาดแรงงานทั่วโลกจะมีความผันผวนของตำแหน่งงานถึง 23% โดยจะมีทั้งอาชีพที่หายไปและอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น

    สำหรับประเทศไทย ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนรุ่นใหม่ (First Jobbers และกลุ่ม Gen Z) ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของปัญหาการว่างงานในกลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่ หรือปัญหา “ทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด” (Skills Mismatch)

    ดังนั้น การ Countdown สู่ปีใหม่ จึงต้องเป็นการ Countdown ไปสู่อนาคตของการทำงานใหม่ ที่ซึ่งแรงงานรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    2. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์: ปลดล็อกศักยภาพ “คนรุ่นใหม่”
    การจะสร้าง “เศรษฐกิจเข้มแข็ง” ได้นั้น ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม (Regulator) มาเป็น ผู้สนับสนุนและเปิดพื้นที่ (Facilitator) ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ พื้นที่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่พื้นที่ทางกายภาพ (Physical Space) เช่น Co-working Space หรือ Creative Hub เท่านั้น แต่ยังรวมถึง:

    พื้นที่ทางนวัตกรรมและดิจิทัล (Digital Sandbox): การเปิดโอกาสให้กลุ่ม Tech-Startup หรือผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ (Content Creators) ได้ทดลองไอเดียใหม่ๆ โดยมีกฎระเบียบที่ยืดหยุ่น

    พื้นที่ทางการเงิน (Financial Accessibility): การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Young Entrepreneurs) เพื่อให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินได้จริง

    เมื่อคนรุ่นใหม่มีพื้นที่ในการสร้าง “อาชีพแห่งอนาคต” (เช่น AI Prompt Engineer, Green Business Consultant, Data Analyst หรือ Soft Power Creator) พวกเขาจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    3. เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน: การมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน
    หัวใจสำคัญของแนวคิด “เศรษฐกิจของทุกคน” คือการกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในเมืองหลวงหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เดือนธันวาคมซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย ถือเป็นโอกาสทองในการเชื่อมโยงศักยภาพของคนรุ่นใหม่เข้ากับเศรษฐกิจฐานราก

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่คนรุ่นใหม่นำทักษะด้านดิจิทัลและการตลาดออนไลน์ กลับไปพัฒนาบ้านเกิด (Local Tourism / Local Products) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในลักษณะนี้สร้างประโยชน์ 3 ต่อ:

    คนรุ่นใหม่ มีงานทำและได้เป็นเจ้าของธุรกิจในท้องถิ่น

    ชุมชน มีรายได้เพิ่มขึ้นจากมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ที่คนรุ่นใหม่ใส่ลงไปในผลิตภัณฑ์

    ประเทศ มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งจากฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ

    สรุป: การนับถอยหลังสู่ความสำเร็จที่แท้จริง
    การนับถอยหลังสู่ปีใหม่ภายใต้หัวข้อ “Countdown to the Future” ในเดือนธันวาคมนี้ จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรมตามเทศกาล แต่เป็นสัญญาประชาคมที่ทุกภาคส่วน—ทั้งรัฐ เอกชน และภาคประชาชน—จะมาร่วมกัน “ปักหมุดอาชีพแห่งอนาคต” ให้กับคนรุ่นใหม่

    เพราะเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืน ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข GDP ที่เติบโตในกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่วัดจากการที่คนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ มีพื้นที่ มีความมั่นคงในอาชีพ และสามารถพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า “เศรษฐกิจไทย คือเศรษฐกิจของเราทุกคน”

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/519719&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aCbLnV6ovjuWTywBKG4QD