Category: เศรษฐกิจ

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจสัปดาห์หน้า (20-24 กรกฎาคม 2569)

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจสัปดาห์หน้า (20-24 กรกฎาคม 2569)

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/161497&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EEiAKByCWjqvINeZ-Yjnz

  • รองโฆษกรัฐบาล เผย สื่อจีนมองไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียน | เดลินิวส์

    รองโฆษกรัฐบาล เผย สื่อจีนมองไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการติดตามการนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า สื่อจีนให้ความสำคัญกับศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประตูเชื่อมโยงจีนกับภูมิภาคอาเซียน โดยมองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และศักยภาพของตลาด ซึ่งเอื้อต่อการยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างสองประเทศ

    น.ส.ลลิดา กล่าวว่า หนังสือพิมพ์ China Youth Daily วิเคราะห์ว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีความต้องการใช้เทคโนโลยี AI ในหลายภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การท่องเที่ยว การผลิต และบริการสุขภาพ ซึ่งล้วนมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมระบุว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของอาเซียน เป็นประตูสำคัญในการเชื่อมโยงจีนกับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจหลักของภูมิภาค

    นอกจากนี้ สื่อจีนยังอ้างความเห็นของนักวิชาการจีนว่า การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ให้กับความร่วมมือไทย–จีน ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อภาคธุรกิจว่า AI เป็นหนึ่งในทิศทางการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทย และอาจต่อยอดความร่วมมือด้าน AI ระหว่างไทยและจีนให้เป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต

    “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร การส่งเสริมการลงทุน และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับผลิตภาพ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน การที่สื่อและนักวิชาการจีนสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือด้าน AI และประตูสู่ตลาดอาเซียน จึงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาค และเป็นแรงสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับประเทศคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” น.ส.ลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6036650/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01v5sTPCBuT_THihxSLNPZ

  • นายกฯ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรัมลงทุนไทย-จีน ปักหมุดตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่

    นายกฯ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรัมลงทุนไทย-จีน ปักหมุดตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่

    “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรัมลงทุนไทย-จีน พร้อมปักหมุดตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่ ลุยเจรจา One-on-One ดึง 6 บิ๊กคอร์ป “เทคโนโลยี-ยานยนต์-ท่องเที่ยว” ขนเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย

    วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 โดยในวันนี้ (18 ก.ค.) นายกรัฐมนตรีได้นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

    โดยภารกิจในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว โดยจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติชวงหลิว นครเฉิงตู ในเวลา 11.30 น. (เวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง)) เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีได้เริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 153 ราย และรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) แสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีน ทำพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจกรรมสำคัญของวันคือการเข้าพบหารือรูปแบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

    สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ (สนับสนุนโดย BOI) ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง

    ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (สนับสนุนโดย ททท.) นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

    ส่วนในช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City International Convention Center นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค

    จากนั้น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ประจำมณฑลเสฉวน ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2947022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iB9lvMaPE9cAahknmRBxy

  • 🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ‘หนู’ เยือน ‘แดนมังกร’ ถกความมั่นคง-ปั้นเศรษฐกิจ!!

    🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ‘หนู’ เยือน ‘แดนมังกร’ ถกความมั่นคง-ปั้นเศรษฐกิจ!!

    คุยวิเคราะห์เจาะประเด็น กับ ฉัตรชัย นามตาปี / บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

     ….เพราะข่าวที่ดีต้องครบทุกมุม

    สดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.30-12.30 น. ครบมุมข่าว โดย นิธินาฏ ราชนิยม 

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของไทยโพสต์ได้ทุกช่องทางที่
    Website : https://www.thaipost.net/
    Youtube : https://www.youtube.com/c/ThaipostTV
    TikTok : https://www.tiktok.com/@thaiposttk
    Facebook : https://www.facebook.com/thaipost
    Twitter : https://twitter.com/thaipost
    Instagram : https://www.instagram.com/thaipost_ig/
    Line : https://lin.ee/ukteb32

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/tv-online/1033892/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JJro84KjdL81b1VxvibfG

  • หุ้นไทยฟื้นแรง รัฐบาล ชี้ เป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง ช่วยดันความเชื่อมั่นต่างชาติ

    หุ้นไทยฟื้นแรง รัฐบาล ชี้ เป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง ช่วยดันความเชื่อมั่นต่างชาติ

    หุ้นไทยฟื้นแรง รัฐบาล ชี้ เป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง ช่วยดันความเชื่อมั่นต่างชาติ

    วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.27 น.

    “รัชดา” ชี้ หุ้นไทยฟื้นแรง สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล ดันความเชื่อมั่นต่างชาติกลับเข้าลงทุนไทย

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบิร์กซึ่งเป็นสื่อด้านเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ที่สามารถทำผลงานดีที่สุดในอาเซียนปีนี้ และมีเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร เป็นสัญญาณที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นกลับมาอย่างชัดเจน

    ตามรายงานระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 27% นับจากต้นปี ทำผลงานดีกว่าตลาดหุ้นอื่นในอาเซียน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 67,000 ล้านบาท และมีเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอีกประมาณ 1,260 ล้านดอลลาร์ หรือราว 42,000 ล้านบาท

    รัชดา ธนาดิเรก

    “ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจที่มีทิศทาง และการทำงานของรัฐบาลที่พยายามประคองเศรษฐกิจในช่วงที่โลกยังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ประเด็นที่สนับสนุนให้เห็นมูลค่าของตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่เฉพาะการเมืองที่นิ่งขึ้น แต่รวมถึงความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนภาคส่งออกกับการท่องเที่ยว ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สามารถรดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งยังเป็นแรงประคองสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    หุ้นไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มจับตา คือการที่ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลกมากขึ้น ผ่านการลงทุน Data Center, Data Hosting โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และธุรกิจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่าการฟื้นตัวของตลาดทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โจทย์ต่อจากนี้คือการทำให้ความเชื่อมั่นแปรเป็นการลงทุนจริง การจ้างงานจริง และการเติบโตของกำไรบริษัทไทย เพื่อให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตเฉลี่ยระดับต่ำที่อยู่มานาน  โดยรัฐบาลมุ่งเดินหน้ารักษาบรรยากาศการลงทุนที่ดี ผ่านความชัดเจนของนโยบาย การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ การสนับสนุนส่งออก ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/978059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bbs-CFe0qwsMJNyMLOWCX

  • “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีน  เจรจา 6 บริษัทเพิ่มการลงทุนในไทย

    “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีน เจรจา 6 บริษัทเพิ่มการลงทุนในไทย

    เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 โดยในวันนี้ (18 กรกฎาคม) นายกรัฐมนตรีได้นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

    โดยภารกิจในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว

    โดยจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติชวงหลิว นครเฉิงตู ในเวลา 11.30 น. (เวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง )เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีได้เริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 110 รายและรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) แสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีน ทำพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจกรรมสำคัญของวันคือการเข้าพบหารือรูปแบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม
    สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ (สนับสนุนโดย BOI) ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง

    ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (สนับสนุนโดย ททท.) นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

    ส่วนในช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City International Convention Center นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค

    จากนั้น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ประจำมณฑลเสฉวน ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1243650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oh2m61pPfo-NDalFnHZOe

  • ยกระดับ “บ้านปรางค์กู่” ต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ยกระดับ “บ้านปรางค์กู่” ต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ร้อยเอ็ดยกระดับ “บ้านปรางค์กู่” ต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วัดศรีรัตนาราม (วัดบ้านปรางค์กู่) บ้านปรางค์กู่ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด มีชาวบ้าน เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมใจกันต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งไม่ได้สะท้อนเพียงบรรยากาศของการจัดงานเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพแทนของ “ชุมชนที่ลุกขึ้นมาบริหารทุนทางวัฒนธรรมของตนเอง” เพื่อเปลี่ยนมรดกทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

    นายพิชัยยา ตุระซอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้คัดเลือก บ้านปรางค์กู่ เป็นต้นแบบของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีชีวิต เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ภายในงานมี นายสมศักดิ์ สาโดด วัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด, นางราณี วงศ์ลุน พัฒนาการจังหวัดร้อยเอ็ด,นางจิราภรณ์ บุญโพธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดร้อยเอ็ด, ผศ.(พิเศษ)ดร.สาธิต กฤตลักษณ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด, นางรุ่งทิวา ธรณี นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด, ผู้แทนนายอำเภอธวัชบุรี หัวหน้าส่วนราชการ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    หลายพื้นที่ในประเทศไทยมีโบราณสถานที่ทรงคุณค่า แต่สิ่งที่ทำให้บ้านปรางค์กู่แตกต่าง คือการที่ชุมชนสามารถเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน โดยหัวใจของชุมชนคือ ปรางค์กู่ โบราณสถานสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของอารยธรรมขอมในดินแดนอีสาน แต่การท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่เพียงการชมโบราณสถาน หากยังต่อยอดไปสู่การสัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่ชาวบ้านยังคงรักษาไว้

    นายสมศักดิ์ สาโดด วัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อยกระดับชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีคุณค่า

    บ้านปรางค์กู่ได้รับการคัดเลือก เพราะมีความพร้อมทั้งด้านการบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ตลอดจนมีอัตลักษณ์ด้านประเพณี วัฒนธรรม อาหาร แหล่งท่องเที่ยว และที่พัก ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

    แนวคิดสำคัญของโครงการคือ การเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรม ให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ โดยไม่ทำลายรากเหง้าของชุมชน โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ บ้านปรางค์กู่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของคนทุกช่วงวัย เด็กและเยาวชนทำหน้าที่เป็นนักเล่าเรื่องชุมชน ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ กลุ่มผู้สูงอายุร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรม ถ่ายทอดภูมิปัญญา และเป็นครูสอนงานหัตถกรรม กลุ่มแม่บ้านและวิสาหกิจชุมชนพัฒนาอาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์แปรรูป และของที่ระลึก ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ร่วมพัฒนาโฮมสเตย์และเส้นทางท่องเที่ยว ทำให้รายได้หมุนเวียนสู่คนในชุมชนอย่างทั่วถึง

    อีกหนึ่งสีสันสำคัญของงาน คือการนำเสนออาหารพื้นถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็น ต้มไก่บ้าน ตำ 18 นางฟ้า ข้าวต้มพันปี และน้ำสมุนไพร อาหารเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเมนูพื้นบ้าน แต่เป็นเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาที่สามารถพัฒนาเป็น Soft Power ด้านอาหาร สร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตนวดแผนไทย การทำลูกประคบ งานจักสาน งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม พร้อมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยว เพื่อสร้างการรับรู้และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

    ทางด้าน นายพิชัยยา ตุระซอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า จังหวัดร้อยเอ็ดให้ความสำคัญกับการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นทุนทางเศรษฐกิจ โดยบ้านปรางค์กู่เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง มีอัตลักษณ์โดดเด่น และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมครบวงจร ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

    ความสำเร็จของบ้านปรางค์กู่ เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้ง นายอำเภอธวัชบุรี สภาวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด สภาวัฒนธรรมอำเภอธวัชบุรี เทศบาลตำบลมะอึ พัฒนาการอำเภอธวัชบุรี โรงเรียนบ้านยางกู่ โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลมะอึ ผู้นำชุมชนบ้านปรางค์กู่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันผลักดันการท่องเที่ยวโดยชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

    อย่างไรก็ตาม บ้านปรางค์กู่อาจเป็นเพียงชุมชนหนึ่งในอำเภอธวัชบุรี แต่ในอนาคต หากการพัฒนาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ชุมชนแห่งนี้อาจกลายเป็นต้นแบบของการใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง และเป็นหมุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในภาคอีสาน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2946982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Jii94hFpQ1WvqNvCLf7pM

  • คลังรับระบบคัดกรอง “บัตรคนจน 69” ไม่อัปเดต พาส่องตัวอย่างที่ยื่นอุทธรณ์ได้

    คลังรับระบบคัดกรอง “บัตรคนจน 69” ไม่อัปเดต พาส่องตัวอย่างที่ยื่นอุทธรณ์ได้

    คลังรับระบบคัดกรอง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” ไม่อัปเดต พาส่องตัวอย่างที่ยื่นอุทธรณ์ได้

    หลังจากที่ประกาศผลการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ไปแล้ว กระทรวงการคลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน โดยเฉพาะกรณีไม่ผ่านการคัดกรองจากข้อมูลในระบบ ซึ่งหลายกรณีไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

    ล่าสุด นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ระบบคัดกรองใช้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานภาครัฐรวมกันกว่า 9 ล้านชุดข้อมูล ยังพบข้อมูลบางส่วนที่ไม่เป็นปัจจุบัน มีความคลาดเคลื่อนจากฐานข้อมูลต้นทาง ยืนยันเปิดโอกาสให้คนไม่ผ่านการคัดกรองยื่นอุทธรณ์ได้ ถ้าข้อมูลในระบบไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

    เคสแบบไหนยื่นอุทธรณ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ได้?

    • ขายรถไปแล้ว แต่ยังเป็นชื่อเจ้าของเดิม ยังอยู่ในฐานข้อมูล
    • รถเก่าอายุกว่า 20 ปีชำรุด หรือ ไม่ได้ใช้งาน และไม่ได้ต่อทะเบียนรถแล้ว
    • เป็นนักเรียน-นักศึกษา ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา
    • ข้อมูลทรัพย์สิน หรือข้อมูลทะเบียนอื่นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

    เอกสารที่ใช้ยื่นอุทธรณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    • เอกสารการซื้อขาย, เอกสารโอนลอย หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่งให้หน่วยงานพิจารณาทบทวนสิทธิ์

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีข้อมูลไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่จริง โดยจะครอบคลุมทั้งกรณีรถเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน, รถที่ขายไปแล้วแต่ยังไม่เปลี่ยนชื่อ และการถือครองที่ดิน หรือสินทรัพย์ เพื่อใช้ในการอ้างอิงการพิจารณาด้วย

    อ่านเพิ่มเติม

    ที่มา :  กระทรวงการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/954295/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yjH9vMFqrdklyxw0YfnTR

  • เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

    เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

    เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

    วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

    17 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้) ณ Xijiao State Guest Hotel นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน การหารือเป็นไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวถวายพระพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฏาคม 2569 นี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลจีนในการถวายการต้อนรับ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน อย่างเป็นทางการ (State Visit) อย่างสมพระเกียรติด้วย ซึ่งประธานาธิบดีจีนย้ำความสัมพันธ์ไทย – จีน คือครอบครัวเดียวกัน (Thailand – China as One Family) และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความมั่นคงของภูมิภาค

    การหารือของผู้นำทั้งสองยังมุ่งเป้าสู่อนาคตที่มั่นคงและเป็นประโยชน์ยั่งยืนของสองประเทศ รวมถึงระดับภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีน พร้อมผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับจีนในฐานะมิตรเก่าที่ไว้วางใจได้ และพร้อมสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ไทยและจีนจึงควรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และธรรมาภิบาลด้าน AI เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการรับมือความท้าทายใหม่ ทั้งอาชญากรรมออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ไทยและจีนร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

    ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ

    ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค

    สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยยังขอบคุณจีนที่สนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้งให้กลับเข้ามามีบทบาทในอาเซียน รวมทั้งการใช้เวทีภูมิภาคระหว่างจีน – อาเซียน เอเปค แม่โขง ล้านช้าง ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยมุ่งเปลี่ยนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีนให้เป็นความร่วมมือที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยี AI การสร้างงานคุณภาพ และการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/977997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw265InpwKwl4MVawihWk0YL

  • ‘รองนายกฯ สีหศักดิ์’ ย้ำ เวียดนามโตแรง แต่ไทยไม่ควรกังวล เพราะยิ่งเพื่อนบ้านโต ยิ่งเป็นผลดีกับเรา

    ‘รองนายกฯ สีหศักดิ์’ ย้ำ เวียดนามโตแรง แต่ไทยไม่ควรกังวล เพราะยิ่งเพื่อนบ้านโต ยิ่งเป็นผลดีกับเรา

    เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของ ‘เวียดนาม’ อาจไม่ใช่ข่าวร้ายของ ‘ไทย’ แต่กลับเป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะเติบโตไปด้วยกัน

    นี่คือมุมมองของ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผ่านเวที ‘Nikkei Asia Forum APAC 2026’ โดยมองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามไม่ใช่การแข่งขันแบบที่ฝ่ายหนึ่งต้องแพ้เพื่อให้อีกฝ่ายชนะ แต่เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตร่วมกันของทั้งสองประเทศ

    ‘สีหศักดิ์’ ระบุว่า ยิ่งเวียดนามเติบโตมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อไทย เพราะทั้งสองประเทศสามารถลงทุนระหว่างกัน และสร้างความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์

    “ยิ่งเขาเติบโต ก็ยิ่งดีสำหรับเรา เราอยากเข้าไปลงทุนในเวียดนาม และก็อยากให้เวียดนามเข้ามาลงทุนในไทย นี่คือความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์”

    คำพูดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามกำลังเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน โดย GDP ของเวียดนามในไตรมาสที่ 2/2569 ขยายตัว 8.39% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงขึ้นจากไตรมาสแรกที่เติบโต 7.94% ปัจจัยหลักมาจากภาคการผลิต ค้าปลีก และพลังงานที่ยังขยายตัวแข็งแกร่ง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยและเวียดนามมักถูกนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะต่างก็มีฐานเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ ‘สีหศักดิ์’ มองว่า การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เกมที่ฝ่ายหนึ่งชนะแล้วอีกฝ่ายต้องแพ้

    เขายังยกตัวอย่าง ‘อินเดีย’ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน พร้อมระบุว่า การขยายตัวของอินเดียช่วยให้เศรษฐกิจของทั้งภูมิภาคคึกคักมากขึ้น ไม่ใช่แค่ประเทศเดียวได้ประโยชน์

    “เราสามารถทำให้เค้กก้อนใหญ่ขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกัน”

    ‘สีหศักดิ์’ ย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจของไทยกับภูมิภาค และผลักดันการเติบโตร่วมกัน

    ก่อนหน้านั้น ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงาน โดยระบุว่า ไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ให้เข้าใกล้ 30% พร้อมผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติด 20 อันดับแรกของโลก

    นอกจากนี้ ไทยยังต้องการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

    การจัดงาน Nikkei Asia Forum APAC 2026 เกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเจอกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน มาตรการภาษีของประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ความขัดแย้งของสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงคำถามสำคัญว่า ประเทศต่างๆ จะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้ช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ภายในงานยังมีผู้บริหารและผู้นำจากหลายองค์กรระดับโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ไม่ว่าจะเป็น Sony Group, Toyota Motor, Didi Global, SCG, และ Singapore Exchange เพื่อหารือประเด็นด้านพลังงาน การเดินทางและการขนส่ง และอนาคตของ AI

    ที่มา: Nikkei Asia

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/vietnam-s-rapid-growth-can-benefit-thailand-deputy-pm-sihasak-says/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n-J8p8eFkDK5VmGnosncA