Category: เศรษฐกิจ

  • เจาะยุทธศาสตร์ สีจิ้นผิง ผู้นำจีนที่ลุ่มลึกและเฉียบขาด มุ่งฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่

    เจาะยุทธศาสตร์ สีจิ้นผิง ผู้นำจีนที่ลุ่มลึกและเฉียบขาด มุ่งฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่

    เสถียรภาพนำการฟื้นฟูชาติ

    ในขณะที่ผู้นำยุคก่อนเน้นการสร้างและพัฒนาชาติ ยุคของสีจิ้นผิงกลับตั้งเป้าที่การ ‘ฟื้นฟูชาติ’ เพื่อให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในระดับโลก และมุ่งเน้นการรวมชาติกับไต้หวัน  

    โครงสร้างทรรศนะทางการเมือง: ใช้ระบบ “ทุนนิยมโดยรัฐที่มีพรรคฯเป็นใหญ่” (Party-State Capitalism) ที่ใช้การเมืองเป็นตัวนำเศรษฐกิจ  
    ตัดไฟแต่ต้นลม: เน้นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว และจัดการวิกฤติต่างๆ ก่อนจะลุกลาม เช่น การปราบปรามฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และจัดระเบียบกลุ่มทุน  
    คอมมิวนิสต์ไฮเทค: นำเทคโนโลยีมาใช้จัดระเบียบสังคม ตรวจสอบสื่อออนไลน์ด้วยตำรวจไซเบอร์ และควบคุมการเล่นเกมของเยาวชนเพื่อเสถียรภาพสูงสุด  

    การทูตแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

    บทบาทบนเวทีโลกของจีนในยุคนี้มีความชัดเจนและแข็งกร้าวขึ้น ผ่านยุทธศาสตร์ “เส้นทางสายไหมยุคใหม่” (BRI) และการรวบรวมพันธมิตรจากกลุ่มโลกขั้วใต้ (Global South) เช่น กลุ่ม BRICS จีนไม่ต้องการสวมบทตำรวจโลก แต่หากผลประโยชน์ถูกกระทบ จีนก็พร้อมใช้ “การทูตแบบนักรบหมาป่า” เพื่อตอบโต้ทันที ดังเช่นการใช้นโยบายจำกัดการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐฯ นอกจากนี้ สีจิ้นผิงยังกระตุ้นชาตินิยมและประกาศจุดยืนเด็ดขาดว่าจะไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาย่ำยี หรือล้ำเส้นแดงในเรื่องไต้หวันอย่างเด็ดขาด 

    ในขณะเดียวกัน  หากผลประโยชน์ของจีนถูกกระทบหรือถูกกระทำโดยชาติอื่น  จีนจะพร้อมตอบโต้/เอาคืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หรือที่เรียกกันว่า การทูตแบบนักรบหมาป่า (Wolf Warrior Diplomacy) ดังที่เห็นตัวอย่างจีนไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ และประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ภาษีทรัมป์ทันที และใช้หมัดเด็ด คือ การจำกัดการส่งออกแร่หายากไปสหรัฐฯ

    แปลงจีนให้เป็นโอกาสสำหรับไทย

    สำหรับวิสัยทัศน์ China Vision 2035 จีนตั้งเป้าขยายพลังการซื้อด้วยการสร้างชนชั้นกลางให้เพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคน ผ่านนโยบายฟื้นฟูชนบท และผลักดันประเทศสู่การเป็นผู้นำด้าน AI ทว่าจีนก็ยังคงมีความท้าทายทั้งปัญหาหนี้สินท้องถิ่น การแข่งขันที่นำไปสู่วัฒนธรรม “การนอนราบ” (ถ่างผิง) ของคนรุ่นใหม่ที่สิ้นหวัง และความตึงเครียดจากการควบคุมสังคมที่เข้มงวดเกินไป  ดร.อักษรศรี ทิ้งท้ายว่าในยุคนี้ ธุรกิจไทยไม่สามารถมองข้ามจีนได้ การทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจ จุดแข็ง และจุดอ่อนของจีนอย่างลึกซึ้ง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกแบบนโยบาย และ “แปลงจีนให้เป็นโอกาส” เพื่อการเติบโตของไทยอย่างรู้เท่าทัน

    เจาะยุทธศาสตร์ สีจิ้นผิง ผู้นำจีนที่ลุ่มลึกและเฉียบขาด มุ่งฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่

     ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h6L6Biz5aQQOyapl0PzQG

  • “อนุทิน” ชูไทยฐานลงทุน เปิด BOI เฉิงตู เชื่อมเศรษฐกิจจีน | เข้มข่าวค่ำ | 18 ก.ค. 69

    “อนุทิน” ชูไทยฐานลงทุน เปิด BOI เฉิงตู เชื่อมเศรษฐกิจจีน | เข้มข่าวค่ำ | 18 ก.ค. 69

    ในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะผู้แทนรัฐบาลไทย เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว โดยวันนี้ (18 ก.ค.) นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้ สู่ นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เข้าร่วมกิจกรรมหารือกับภาคเอกชนไทยกว่า 100 ราย เพื่อรับฟังข้อเสนอและแนวทางขยายธุรกิจในตลาดจีน

    #อนุทิน #การค้าและการลงทุน #ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/222870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m4f7DyCjn-BquBBobuJMk

  • จ.บุรีรัมย์ เตรียมจัดงาน เทียนพรรษาประโคนชัย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จ.บุรีรัมย์ เตรียมจัดงาน เทียนพรรษาประโคนชัย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จ.บุรีรัมย์ เตรียมจัดงาน เทียนพรรษาประโคนชัย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โดมเอนกประสงค์ โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์ ต.ประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายดำรงค์ศักดิ์  นาคีสังข์ นายอำเภอประโคนชัย นายพูนศักดิ์ ทองศรี ส.อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.ประโคนชัย นายฉัตรชัย ดุจจานุทัศน์ รองนายกเทศมนตรีเมืองประโคนชัย นายทองดำ ลึกประโคน ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอประโคนชัย แถลงข่าวการจัดงานสืบสานประเพณีแห่เทียนพรรษา อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่องาน ‘หลอมเทียนรวมใจ ประโคนชัยเทียนศิลป์  เยือนถิ่นชุมชนคนทำเทียน’ ซึ่งจังหวัดบุรีรัมย์ โดย อ.ประโคนชัย ร่วมกับ อบจ.บุรีรัมย์ ทม.ประโคนชัย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กำหนดจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 30-31 ก.ค.69 ณ บริเวณริมถนนสาย 24 โชคชัย-เดชอุดม หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ สืบสาน ศิลปะวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี อันดีงามของชาว อ.ประโคนชัย ที่ได้มีการจัดสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี

    เพื่อเป็นประชาสัมพันธ์ฝีมือการแกะสลักต้นเทียน และการประดับประดาต้นเทียนพรรษา อันวิจิตรงดงามของช่างฝีมือในพื้นที่ อ.ประโคนชัย แต่ละคุ้มวัดได้มีการแกะสลักต้นเทียน เป็นตัวละครในวรรณคดี และพุทธประวัติ ที่มีลวดลายที่ผสมผสานงานศิลปะลายไทย กับลายขอมประยุกต์เข้าร่วมกัน จนกลายเป็นศิลปะร่วมสมัยที่วิจิตรตระการตา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/978013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KT5DzZfvsSGUrD-GcW7d4

  • นายกฯ หารือมณฑลเสฉวน ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ดันสินค้าไทยสู่ตลาดจีนตะวันตก

    นายกฯ หารือมณฑลเสฉวน ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ดันสินค้าไทยสู่ตลาดจีนตะวันตก

    นายกฯ จับมือเลขาฯพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน เปิดประตูตลาดจีนตะวันตก ดันสินค้าไทย–ดึงลงทุนเทคโนโลยี สร้างงานและโอกาสใหม่ให้คนไทย

    18 กรกฎาคม2569 – เวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครเฉิงตู ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การท่องเที่ยว และความร่วมมือระดับท้องถิ่น เพื่อเชื่อมเศรษฐกิจไทยเข้ากับตลาดจีนตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม

    โดยนายหวัง เสี่ยวฮุย กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมย้ำว่าไทยเป็นประเทศสำคัญสำหรับมณฑลเสฉวน ปัจจุบันเสฉวนมีความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องกับ 5 จังหวัดของไทย ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาเสฉวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวนอยู่ที่ประมาณ 41,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 112 สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เสฉวนยังมีร้านอาหารไทยมากที่สุดในภาคตะวันตกของจีน แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารและวัฒนธรรมไทย ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร วัตถุดิบ เครื่องปรุง และธุรกิจบริการของไทยได้อีกมาก

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุถึงการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเดินทางเยือน 3 เมืองหลัก ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง รวมทั้งได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อยืนยันว่าไทยพร้อมยกระดับความร่วมมือกับจีนในทุกมิติและทุกระดับ ตั้งแต่รัฐบาลกลาง มณฑล เมือง ไปจนถึงภาคเอกชน นายกรัฐมนตรียังชื่นชมนโยบายของจีนในการพัฒนาภาคตะวันตก โดยเฉพาะมณฑลเสฉวน ซึ่งก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมย้ำว่าเสฉวนซึ่งมีประชากรกว่า 80 ล้านคน เป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ของสินค้าไทย และเป็นแหล่งนักลงทุนคุณภาพที่ไทยต้องการเชื่อมโยงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

    ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเสฉวนมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการจัดตั้งสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตูมานานกว่า 20 ปี และการเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ประจำนครเฉิงตูอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการให้ข้อมูล อำนวยความสะดวก และเชื่อมโยงนักลงทุนจีนกับโอกาสลงทุนในประเทศไทย

    สำนักงาน BOI เฉิงตูจะช่วยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน เพิ่มทักษะแรงงานไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับฐานการผลิตของประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับบริษัทจีนหลายแห่งที่ลงทุนหรือมีแผนขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยหลายบริษัทมีสำนักงานใหญ่หรือฐานธุรกิจสำคัญในมณฑลเสฉวน นายกรัฐมนตรีได้ให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบกฎหมายและผลประโยชน์ของประเทศ ขณะเดียวกัน มีผู้บริหารและผู้ประกอบการไทยกว่า 150 รายเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่นครเฉิงตู สะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจไทยต่อศักยภาพของตลาดจีนตะวันตก และเป็นโอกาสสำคัญในการหาคู่ค้า เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้า และสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนนครเฉิงตูครั้งนี้จะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าและบริการของไทย ดึงการลงทุนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ รวมทั้งสร้างโอกาสด้านงาน รายได้ และการพัฒนาทักษะให้ประชาชนไทย ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่กว่า 80 ล้านคนในเสฉวน และเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคตะวันตกของจีนได้มากขึ้น

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ฝ่ายเสฉวนช่วยดูแลผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวไทยที่พำนักหรือเดินทางมาในมณฑลเสฉวน พร้อมเชิญนายหวัง เสี่ยวฮุย และนางซือ เสี่ยวหลิน เดินทางเยือนประเทศไทยในโอกาสที่เหมาะสม เพื่อสานต่อความร่วมมือให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1034731/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hNIFtXHU9_M3I9bIjvGXE

  • หุ้นไทยพุ่งแรงสุดในอาเซียน! “รัชดา” โชว์ตัวเลขต่างชาติขนเงินแสนล้านซบไทย ดันดัชนีทะยาน 27%

    หุ้นไทยพุ่งแรงสุดในอาเซียน! “รัชดา” โชว์ตัวเลขต่างชาติขนเงินแสนล้านซบไทย ดันดัชนีทะยาน 27%

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/161569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RePVBPIf_ZC_r8S21bRjF

  • ไทย-กวางตุ้งยกระดับพันธมิตรเศรษฐกิจ มุ่งขับเคลื่อนการค้า-เอไอ | เดลินิวส์

    ไทย-กวางตุ้งยกระดับพันธมิตรเศรษฐกิจ มุ่งขับเคลื่อนการค้า-เอไอ | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองกว่างโจว ประเทศจีน เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ว่าการประชุมแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย-จีน ( กวางตุ้ง ) ปี 2569 ที่เมืองกว่างโจว ในมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน เมื่อไม่นานมานี้ มีเหล่านักธุรกิจจากกวางตุ้งและไทย ร่วมสำรวจวิถีทางขยับขยายความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น การค้าทางดิจิทัล การดูแลสุขภาพ นิคมอุตสาหกรรม และการบริการทางการเงิน รวมถึงลงนามในโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกว่างตง-ไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    นายเฉิน เสี่ยวเฟิง ประธานสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมณฑลกวางตุ้ง ( หอการค้าระหว่างประเทศกวางตุ้ง ) กล่าวว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกวางตุ้งกับไทย มีรากฐานมั่นคง ศักยภาพมหาศาล และโอกาสมากมาย พร้อมหวังว่า บริษัทผู้ประกอบการของกว่างตงจะได้มีส่วนร่วมก่อสร้างโครงการสำคัญในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( อีอีซี ) ของไทย รวมถึงแผนพัฒนาของไทยในด้านการผลิตขั้นสูง เศรษฐกิจดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน

    นายวีระ วาณิชยพิทักษ์ นายกสมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน แสดงความหวังจะประยุกต์ใช้ขีดความสามารถด้านห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลของกวางตุ้ง เป็นพลังขับเคลื่อนผู้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ขนาดกลางและขนาดย่อมนับล้านรายของไทยให้ก้าวหน้า รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์เสริมศักยภาพการค้าปัญญาประดิษฐ์จีน-ไทยในไทย ธุรกิจต่าง ๆ รู้จักใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีมากขึ้น และสร้างแหล่งบุคลากรที่สามารถสื่อสารได้สองภาษา

    อนึ่ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยลงนามในบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) กับสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมณฑลกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 16 ก.ค. โดยนายวีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภา ฯ หวังว่า ความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายจะพัฒนาจากระดับโครงการสู่ระดับองค์กรในระยะยาว พร้อมจะทำงานร่วมกับกวางตุ้ง เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางอุตสาหกรรมที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนยิ่งขึ้น ตลอดจนร่วมกันบุกเบิกตลาดในภูมิภาคหรือแม้กระทั่งระดับโลก

    นายวีรชัยเสริมว่า เป้าหมายถัดไปคือการส่งเสริม 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ สนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดด้วยการเยี่ยมเยือนและแลกเปลี่ยนทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ ส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย ให้บูรณาการเข้ากับห่วงโซ่อุตสาหกรรมของกวางตุ้งมากขึ้น และเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม เพื่อความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) การผลิตขั้นสูง และเศรษฐกิจดิจิทัล.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6037905/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ft2eKXTw1c6hGmDCG2_a1

  • อนุทิน ยกทีมเศรษฐกิจบุกเฉิงตู ดึง 6 บิ๊กคอร์ปจีนลงทุนเทคโนโลยี-ยานยนต์-ท่องเที่ยว

    อนุทิน ยกทีมเศรษฐกิจบุกเฉิงตู ดึง 6 บิ๊กคอร์ปจีนลงทุนเทคโนโลยี-ยานยนต์-ท่องเที่ยว

    นายกรัฐมนตรี

    วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 โดยนายกรัฐมนตรีได้นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

    สำหรับภารกิจในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว โดยจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติชวงหลิว นครเฉิงตู ในเวลา 11.30 น. (เวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีจะเริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 110 รายและรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) แสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีน ทำพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

    กิจกรรมสำคัญของวันคือการเข้าพบหารือรูปแบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

    สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง

    ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

    ช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City International Convention Center นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค จากนั้น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ประจำมณฑลเสฉวน ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/664303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B7Ncog0Wah7eht6_xAu5n

  • ‘เคทีซี’ แจ้งกำไรครึ่งปีแรก 4,397 ล้านบาท เดินเกมเติบโตด้วยคุณภาพ ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจที่ท้าทาย

    ‘เคทีซี’ แจ้งกำไรครึ่งปีแรก 4,397 ล้านบาท เดินเกมเติบโตด้วยคุณภาพ ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจที่ท้าทาย

    กลุ่มบริษัทเคทีซี โชว์ผลงานครึ่งปีแรก ท่ามทางเศรษฐกิจที่เปราะบางและการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น โดยรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ผ่านการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้านและการเติบโตอย่างมีวินัย โดยทำกำไรสุทธิ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา พอร์ตสินเชื่อรวมของกลุ่มบริษัทขยายตัวเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับแนวทางการเติบโตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ ขณะที่ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีเติบโต 4.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เคทีซีมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับการให้บริการแก่สมาชิก ด้วยการนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

    18 ก.ค. 2569 – นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน เคทีซียังคงยึดหลักการเติบโตบนพื้นฐานของความยั่งยืน โดยมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการขยายธุรกิจ การบริหารคุณภาพสินทรัพย์ และการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการติดตามพฤติกรรมลูกค้าและสัญญาณความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาวการณ์ โดยสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง

    สำหรับผลการดำเนินงาน กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2,225 ล้านบาท และ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 เท่ากับ 17.4% และ 17.1% ตามลำดับ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งในกรอบของเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวน โดยกลุ่มบริษัทได้มุ่งยกระดับการดำเนินงานสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเร่งการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงท้าทาย

    นอกจากนี้ ยังมีรายได้รวมสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 ทรงตัวอยู่ที่ 6,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 6.9% อยู่ที่ 4,040 ล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1. ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% เป็นผลจากการบริหารจัดการคุณภาพของพอร์ต 2. ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง 16.1%  จากต้นทุนเงินกู้ยืมใหม่ที่ต่ำลง และ 3. ค่าใช้จ่ายในการบริหารปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.8% เป็นผลให้ Cost to Income Ratio ของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 34.6% ลดลงจาก 35.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    “แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะยังมีความไม่แน่นอน กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเชื่อมั่นว่าความแข็งแกร่งทางการเงิน ประกอบกับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ พร้อมส่งมอบคุณค่าให้แก่สมาชิก ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน” นางพิทยา กล่าว

    ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,806,784 บัญชี พอร์ตสินเชื่อรวมมีมูลค่า 107,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่ NPL Ratio ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.86% สมาชิกบัตรเครดิตเท่ากับ 3,092,023 บัตร เพิ่มขึ้น 9.9% พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตรวม มีมูลค่า 70,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในครึ่งแรกของปี 2569 เท่ากับ 153,421 ล้านบาท ขยายตัว 4.7% และ NPL Ratio ธุรกิจบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.14% ขณะที่สมาชิกสินเชื่อบุคคลรวม 714,761 บัญชี เพิ่มขึ้น 2.8% พอร์ตลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม มีมูลค่า 36,474 ล้านบาท เติบโตที่ 3.0% และ NPL Ratio

    ส่วนสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.55% สำหรับพอร์ตลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามีมูลค่า 1,262 ล้านบาท ลดลง 29.2% และจะทยอยลดสัดส่วนลง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่เท่านั้น

    กลุ่มบริษัทเคทีซียังได้เร่งต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์สมาชิก เพื่อสร้างการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น ความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน จึงให้ความสำคัญกับการสร้างองค์กรที่มีความคล่องตัวในการตัดสินใจ ใช้ข้อมูลเป็นแกนกลาง และพร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับโอกาสและความท้าทายที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กรในระยะยาว

    นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังคงเน้นรักษาวินัยทางการเงินที่ดี สะท้อนจากอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 1.43 เท่า จาก 1.64 เท่า ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีต้นทุนทางการเงินของงวด 6 เดือน เท่ากับ 2.62%

    นางพิทยา กล่าวอีกว่า เคทีซีได้เริ่มดำเนินงานในธุรกิจนายหน้าประกันภัยตั้งแต่ปลายปี 2568 มุ่งวางรากฐานที่มั่นคงผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้านประกันภัยทั้งการประกันวินาศภัยและการประกันชีวิต ในระยะเริ่มต้นบริษัทตั้งเป้าการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นสร้างธุรกิจที่มีคุณภาพและเติบโตอย่างมั่นคง เพื่อเสริมความหลากหลายของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอนาคต เคทีซีอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนงานการขอใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และคาดว่าจะได้รับอนุมัติจากทั้ง คปภ. และ ธปท. ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าต่อยอดในการพัฒนาแผนงานเชิงกลยุทธ์ของนายหน้าประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อสร้างความสะดวกและสามารถนำเสนอแบบประกันภัยต่างๆ ได้ตรงต่อความต้องการของลูกค้า

    ขณะเดียวกันบริษัทยังให้ความร่วมมือกับ ธปท. ในโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ทยอยออกมาตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” หรือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”  ซึ่งแม้จะสิ้นสุดระยะเวลาการลงทะเบียนไปแล้ว บริษัทก็ยังดำเนินการตามขั้นตอนช่วยเหลือจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการ และในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์ การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ เพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการของสถาบันการเงิน โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อเคทีซี 1 รายการ คือการปรับลดค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต จากเดิมที่เคยคิดที่ 3.0% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน จะลดลงเหลือ 2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 2569 เป็นต้นไป

    อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่า การดำเนินการตามโครงการฯ ดังกล่าวหรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้น จะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมของผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดแนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม ได้ที่ลิงก์ https://www.ktc.co.th/about/news/measure

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1034583/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h16lUFcMwbIEf6vhcNmIu

  • MIXUE ชูโมเดลเติบโตคู่เศรษฐกิจไทย เตรียมเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบและสินค้าเกษตรภายในประเทศ

    MIXUE ชูโมเดลเติบโตคู่เศรษฐกิจไทย เตรียมเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบและสินค้าเกษตรภายในประเทศ

    วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.

    เพื่อมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น หลังขยายเกือบ 700 สาขา สร้างงานกว่า 25,000 ตำแหน่ง

    คุณศุภนิดา สุกช่วง หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนการดำเนินงาน บริษัท มี่เสวี่ย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าการเติบโตของ MIXUE ในประเทศไทยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มจำนวนสาขา แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ผ่านการสร้างงาน การตอบสนองความต้องการของชุมชน และการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

    “การเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยไม่ได้วัดจากจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างโอกาสการจ้างงาน สนับสนุนชุมชน และเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทย” 

    คุณศุภนิดา ระบุว่าปัจจุบัน MIXUE มีสาขาในประเทศไทยเกือบ 700 แห่ง สร้างการจ้างงานโดยตรงกว่า 5,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมงานบริหารร้าน โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน การตลาด และการสนับสนุนผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ขณะที่การขยายธุรกิจยังส่งผลให้เกิดการจ้างงานทางอ้อมเกือบ 20,000 ตำแหน่ง ในภาคคลังสินค้า โลจิสติกส์ ก่อสร้าง ตกแต่งร้าน และธุรกิจจัดหาอุปกรณ์ ซึ่งมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

    แผนดำเนินงานระยะต่อไป บริษัทจะขยายความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น โดยเพิ่มการจัดซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร คลังสินค้า และระบบโลจิส ติกส์ พร้อมผลักดันให้การเติบโตของธุรกิจส่งต่อประโยชน์ไปยังพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานของไทย

    นอกจากการดำเนินธุรกิจ MIXUE ยังเดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ได้บริจาคเงิน 1 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมทั้งจัดกิจกรรมในศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อสนับสนุนชุมชนและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

    โดยเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา MIXUE จัดกิจกรรมขบวนพาเหรด “ราชาหิมะ” บริเวณสยามสแควร์ กรุงเทพฯ โดยมีมาสคอตราชาหิมะ 50 ตัวร่วมสร้างสีสันภายในงาน ดึงดูดประชาชนและนักท่องเที่ยวกว่า 10,000 คนเข้าร่วมกิจกรรม

    ผู้บริโภครายหนึ่ง กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวช่วยสร้างความสนุกสนาน พร้อมสะท้อนความตั้งใจของ MIXUE ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยและสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

    ขณะที่ผู้ร่วมกิจกรรมอีกราย ระบุว่า การทำกิจกรรมเพื่อสังคม การสนับสนุนการพัฒนาชุมชน และการขยายความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความจริงใจของแบรนด์ และเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น

    ตัวแทนMIXUEในประเทศไทย กล่าวในตอนท้ายว่า  MIXUE ยืนยันว่าจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับผู้บริโภค พันธมิตรทางธุรกิจ และชุมชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจส่งต่อประโยชน์ไปยังเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการจ้างงาน การพัฒนาอุตสาหกรรม และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/978120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zhD5Fkcfe4PPkB2UqZI26

  • ‘ออริจิ้น’ ชู5 Key Drivers ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจซบ

    ‘ออริจิ้น’ ชู5 Key Drivers ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจซบ

    ออริจิ้น เดินหน้าธุรกิจ ผ่าน 5 Key Drivers ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจซบปรับพอร์ต – รัดกุม – ยืดหยุ่น สร้างการเติบโตยั่งยืนเผยครึ่งปี69 มียอดขายบ้าน-คอนโดฯ รวม 10,627 ล้านบาท

    18 ก.ค. 2569 -นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยถึงการดำเนินธุรกิจของ ออริจิ้น ที่ปีนี้ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 17 บริษัทฯมีวิวัฒนาการมาตลอด ขนาดของพอร์ตธุรกิจที่ใหญ่มูลค่ากว่า 280,000 ล้านบาท ผ่าน 5 ธุรกิจหลัก Key Drivers  ที่วันนี้ปรับตัวค่อนข้างจะสมบูรณ์แล้ว ออริจิ้น ลุยสร้างธุรกิจน่านน้ำใหม่ค่อนข้างเป็นปึกแผ่น และรองรับต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็เลี่ยงไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ทำให้ ออริจิ้น ต้องมีความพร้อมรองรับเสมอในทุกสถานการณ์

    โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ผ่านมาบริษัทฯ มียอดขายบ้าน-คอนโดฯ รวม 10,627 ล้านบาท โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มียอดโอนกรรมสิทธิ์รวมกว่า 2,830 ล้านบาท ยอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ 34,681 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2569 จนถึงปี 2572 และยังคงเดินหน้าตามแผนในช่วงครึ่งหลังของปี เปิดโครงการใหม่ จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 7,400 ล้านบาท   ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการทำงานผ่านกลยุทธ 5 Key Drivers  ที่9ช่วยเสริมความยืดหยุ่น และสร้างรายได้ที่หลากหลาย เป็นเสมือนเกราะป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของเศรษฐกิจ และทั้ง 5 Key Drivers เดินเกมทำงานหนัก-เบา ปรับตัวไปตามสถานการณ์

    “เราไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่คำว่า คนสร้างบ้าน หรือ คอนโดฯ อีกต่อไป แต่วันนี้เราคือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจรพร้อมสร้างรายได้จาก Asset ทุกรูปแบบในมือ การกระจายความเสี่ยง (Diversify) ของ ออริจิ้น ผ่านธุรกิจหลักทั้ง 5 Key Drivers วันนี้เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ศักยภาพของเราครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด โรงแรม คลังสินค้า หรือที่ดินเปล่า ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจและแหล่งรายได้ที่แข็งแกร่ง กลยุทธ์ของเรา คือ การขายและสร้างมูลค่าจากอสังหาฯ ทุกโมเดล เพื่อเข้ามาเติมเต็มและชดเชยในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัว ทำให้โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ มีความสมดุลและพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายพีระพงศ์ กล่าว

    นายพีระพงศ์ กล่าวว่า พอร์ตโครงการใหม่ บ้าน-คอนโดฯ-โรงแรม-คลังสินค้า สำหรับปี 2569 มูลค่ารวมทั้งสิ้น 19,400 ล้านบาท ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม ORIGIN VERTICAL เน้นพัฒนาโครงการใกล้แนวรถไฟฟ้า และทำเลศักยภาพ รองรับกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ และนักลงทุนรวมถึงมุ่งเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม  เช่น คอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet Friendly) และคอนโดเพื่อการลงทุน (Investment Property) มีการบริหารจัดการปล่อยเช่าแบบครบวงจรโดยทีมงานมืออาชีพจาก Hampton พร้อมเจาะลูกค้าชาวต่างชาติ ปีนี้เปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท

    กลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรร BRITANIA เน้นโครงการบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด ที่มีดีไซน์และฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกช่วงวัย โดยจุดแข็งสำคัญของ BRITANIA ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขายบ้านแต่ สร้าง Community สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และครอบครัวขยาย โดยมีโครงการเปิดใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท

    นายพีระพงศ์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ทั้งปียังทรงๆ หรือหากเติบโตก็เพียงเล็กน้อย ซึ่งคาดว่าในครึ่งหลังของปี ตลาดจะคึกคักมากขึ้นจากการต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้าน คอนโดฯ และอาคารพาณิชย์ ราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มีผลถึง 30 มิถุนายน 2570 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนและแรงผลักดันให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจากลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังทำให้มีเงินก้อนเหลือเพิ่มขึ้น” นายพีระพงศ์ กล่าวให้ความเห็นต่อภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัย

    ทั้งนี้ ภาพโดยรวมเศรษฐกิจไม่เอื้อต่อการเติบโต ที่ส่งผลต่อธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งได้อย่างเต็มที่ ออริจิ้น จึงมีการปรับพอร์ตใหม่ทันที เพื่อรองรับต่อความผันผวน โดยเฉพาะ กลุ่มธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่าน Origin Hotel ซึ่งมีโมเดลธุรกิจชัดเจนตั้งแต่ Build – Operate – Exit – Re Investment ที่ ออริจิ้น ยึดกระบวนการจัดการทรัพย์สินเป็น Cycle สร้างพอร์ตเติบโตต่อเนื่องทั้ง ธุรกิจโรงแรม 8 แห่ง จำนวนห้องพัก 2,003 keys และอาคารสำนักงานให้เช่าพื้นที่รวม 6,829 ตารางเมตร และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 นี้ ได้มีการปิดดีล Exit สินทรัพย์ไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท เป็นไปตามแผนธุรกิจที่วางไว้ ในขณะเดียวกันก็มีการเติมเต็มพอร์ต Origin Hotel เตรียมเปิด 4 โรงแรมใหม่ ล่าสุด ออริจิ้น ประกาศร่วมทุน Hotel101 (HBNB) บริษัทจดทะเบียนใน Nasdaq ตั้งบริษัทร่วมทุน พัฒนาโครงการ Hotel 101 Bangkok บนทำเลยุทธศาสตร์ใหม่ย่านดอนเมือง  พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

    กลุ่มธุรกิจ Logistics และ Warehouse ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ ALPHA เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโต ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 360,000 ตารางเมตร มีอัตราการเช่าพื้นที่ 100% มีแผนนำ Warehouse เข้ากอง REIT 3 แห่ง ขนาดพื้นที่ 175,107 ตารางเมตร ภายใต้ชื่อ ALPHA REIT มูลค่าราว 3,300 ล้านบาท รองรับแผนขยายการลงทุนในอนาคต ทั้งนี้ในปี 2569 กลุ่มธุรกิจ Logistics และ Warehouse มีแผนขยายการลงทุนเพิ่ม 5 โครงการพื้นที่รวมกว่า 150,000 ตารางเมตร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท

    กลุ่มธุรกิจการให้บริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่ ภายใต้การดำเนินงานของ PRIMO อีกเครื่องยนต์ของ ORIGIN GROUP ให้บริการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด, ตัวแทนซื้อขาย-ปล่อยเช่าอสังหาฯ, และบริการดูแลลูกบ้าน บริการครบแบบ All-in-One Service ตอบโจทย์ลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ที่กำหนดกลยุทธ์ธุรกิจภายใต้ธีม “PRIMO TRANSFORMATION ERA ก้าวสู่ศักราชใหม่แห่งการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” พร้อมขยายบริการใหม่แบบ Selective สร้างความหลากหลาย กระจายแหล่งรายได้ เดินหน้าขยายฐานลูกค้าระดับ Premium และโครงการ High-end

    “วันนี้ ออริจิ้น เดินหน้าเครือข่าย Business Ecosystem ช่วยกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เป็นจุดแข็งของ ORI ที่ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ Developer สร้างบ้านและคอนโดฯขาย แต่ Transform สู่การเป็น Holding Company ที่มีพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมครบทุกวงจร มีบริษัทในเครือถึง 3 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันและส่งเสริมให้ ออริจิ้น เติบโตแบบ New Growth Engine ผ่าน 5 Key Drivers กลุ่มธุรกิจเสาหลัก เสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างรายได้ และเมื่อโอกาสเหมาะอาจเห็นบริษัทฯ ในเครือ หนึ่งในกลุ่มธุรกิจทำการ Spin-off และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อ-ขาย ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไปในอนาคต เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกครั้ง”นายพีระพงศ์ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1034556/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gVURcIR0WEsFGcERYBPo_