Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจฝืด แบงก์ปิดประตูสินเชื่อ  ดัน ‘โฉนดแลกเงิน’ โต

    เศรษฐกิจฝืด แบงก์ปิดประตูสินเชื่อ ดัน ‘โฉนดแลกเงิน’ โต

    เมื่อสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยกู้มากขึ้น คนจำนวนไม่น้อยต้องหันหาแหล่งเงินทุนทางเลือก ตลาด “สินเชื่อมีหลักประกัน” จึงเติบโตสวนเศรษฐกิจ หนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตาคือ Land for Loan แพลตฟอร์มนายหน้าที่เชื่อมเจ้าของโฉนดกับนักลงทุน ปลดล็อกการเข้าถึงเงินทุน พร้อมเปิดเกมใหม่ขยายฐานนายทุนด้วยผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้

    แบงก์เข้ม”เครดิต”ไม่ใช่คำตอบของทุกคน

    ภาพของตลาดสินเชื่อไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้กู้จำนวนมาก แม้จะมีทรัพย์สิน แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ ช่องว่างดังกล่าว กลายเป็นโอกาสของธุรกิจสินเชื่อทางเลือก โดยเฉพาะ “สินเชื่อมีหลักประกัน” ที่อ้างอิงมูลค่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าการพิจารณาประวัติเครดิตเพียงอย่างเดียว

    “การขอสินเชื่อทุกวันนี้เข้มงวดมาก คนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น เราเข้ามาเพื่อช่วยแก้ Pain Point ตรงนี้” แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง Land for Loan กล่าว

    3 ปี ปล่อยสินเชื่อเกือบ5พันล้าน “ไม่ใช้เงินตัวเอง”

    ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี Land for Loan สร้างมูลค่าธุรกรรมสินเชื่อสะสมเกือบ 5,000 ล้านบาท จากเกือบ 4,000 ดีล พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปีความแตกต่างของบริษัทอยู่ที่การไม่ใช่ผู้ปล่อยกู้โดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็น โบรกเกอร์สินเชื่อ เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของทรัพย์สินกับนักลงทุนที่ต้องการปล่อยเงินกู้ ผ่านสัญญา 3 ฝ่าย โมเดลนี้ทำให้บริษัทไม่ต้องแบกรับต้นทุนเงินทุนเหมือนผู้ประกอบการ Non-Bank ทั่วไป แต่ใช้เครือข่ายนักลงทุนกว่า 3,000 ราย เป็นแหล่งเงินทุนหลัก

    คัดทรัพย์เข้ม ไม่ใช่ทุกโฉนดจะกู้ได้

    แม้จะเปิดกว้างกว่าธนาคาร แต่ Land for Loan ยืนยันว่าไม่ได้รับหลักประกันทุกแปลง การพิจารณาจะเริ่มจากการประเมินศักยภาพของที่ดิน ทั้งในแง่ทำเล มูลค่า และโอกาสในการพัฒนา เพื่อให้ทรัพย์สินยังมีคุณค่าเพียงพอรองรับความเสี่ยงของนักลงทุน

    เบื้องหลังความเชี่ยวชาญดังกล่าว มาจากประสบการณ์กว่า 10 ปีในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของผู้ก่อตั้ง ซึ่งมีทั้งประสบการณ์ตรงในธุรกิจอสังหาฯ งานด้านวิชาการ และเครือข่ายนักลงทุนจำนวนมาก

     ดอกเบี้ย 9-15% เดิมพันบนหลักประกัน 

    อีกจุดขายสำคัญคืออัตราดอกเบี้ย 9-15% ต่อปี ซึ่งบริษัทระบุว่าอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และต่ำกว่าสินเชื่อนอกระบบที่มักคิดดอกเบี้ย 25-30% สิ่งที่บริษัทพยายามสร้างความแตกต่าง คือการประกาศนโยบาย “ไม่ต้องการยึดทรัพย์ลูกค้า” วงเงินสินเชื่อส่วนใหญ่จะอยู่เพียง 50-60% ของราคาตลาดของหลักประกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถหาเงินมาไถ่ถอนทรัพย์คืนได้

    หากเกิดกรณีที่ผู้ให้กู้ต้องการบังคับหลักประกัน บริษัทระบุว่าจะเข้ามาช่วยเจรจาและจัดหาเงินเพื่อไถ่ถอนก่อน ผลลัพธ์คือ บริษัทอ้างว่าปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้เสียต่ำกว่า 1%

    ออนไลน์เต็มรูปแบบ รับเงินได้ภายในวันเดียว

    ความเร็วกลายเป็นอีกอาวุธสำคัญของผู้เล่นในตลาดนี้ Land for Loan เปิดให้ลูกค้าสมัครผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด และหากเอกสารครบถ้วน บริษัทระบุว่าสามารถดำเนินการจนได้รับเงินได้ภายใน 1 วันทำการ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนจดจำนองที่กรมที่ดิน ซึ่งผู้กู้ ผู้ให้กู้ และบริษัทจะร่วมทำธุรกรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รายได้ของบริษัทมาจากค่านายหน้า 3-5% ของแต่ละธุรกรรม ไม่ใช่รายได้จากดอกเบี้ย

    เมื่อหุ้นกู้สะดุด…นายทุนหันมาปล่อยกู้แทน

    อีกด้านหนึ่ง การเติบโตของธุรกิจไม่ได้มาจากความต้องการกู้ยืมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของนักลงทุนหลังเกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้หลายบริษัท นักลงทุนจำนวนหนึ่งเริ่มมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและมีหลักประกันรองรับ สินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน และให้ผลตอบแทนสูงสุดราว 15% ต่อปี จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ เมื่อเทียบกับหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 5-7%

    Land for Loan จึงใช้กลยุทธ์ขยายฐานนักลงทุน โดยดึงผู้ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ให้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อผ่านพลตฟอร์ม

    โจทย์ใหม่ของตลาดสินเชื่อทางเลือก

    การเติบโตของธุรกิจสินเชื่อมีหลักประกัน สะท้อนให้เห็น2ด้านของเศรษฐกิจไทยในเวลาเดียวกันด้านหนึ่ง คือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยกำลังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนกำลังมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ภายใต้ความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้

    Land for Loan จึงเป็นตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่เข้ามาเชื่อม “คนต้องการเงิน” กับ “คนมีเงินลงทุน” ผ่านหลักประกันอสังหาริมทรัพย์

    อย่างไรก็ตาม แม้โมเดลธุรกิจจะเติบโตตามภาวะตลาด แต่ความท้าทายในระยะยาวยังอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างผลตอบแทนของนักลงทุน การคุ้มครองผู้กู้ และการบริหารคุณภาพสินเชื่อ

    ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่า “สินเชื่อทางเลือก” จะก้าวขึ้นเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญของระบบการเงินไทยได้มากเพียงใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1243720&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Us6CmypPGG77eHfk-2tP8

  • จับตาราคาน้ำมัน ก่อนเปิดตลาด 20/07/69 แนวโน้มขาขึ้น หลัง WTI พุ่งแรง

    จับตาราคาน้ำมัน ก่อนเปิดตลาด 20/07/69 แนวโน้มขาขึ้น หลัง WTI พุ่งแรง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/161630&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XwI_0BAt0GfO5lyNyay7I

  • ฝุ่นควันข้ามแดน : แก้ปัญหาด้วยกลไกร่วมมือ ทางเศรษฐกิจพื้นที่สาละวิน (2)

    ฝุ่นควันข้ามแดน : แก้ปัญหาด้วยกลไกร่วมมือ ทางเศรษฐกิจพื้นที่สาละวิน (2)

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-66&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jkKZm9VUZJdnJOTzXRRNe

  • “ศุภชัย” มั่นใจนายกฯ โรดโชว์จีน ดึงบิ๊กกลุ่มไฮเทค จากฉงชิ่ง-เสฉวน ลงทุนไทย ทวงฐานผลิตอนาคตอาเซียน : อินโฟเควสท์

    “ศุภชัย” มั่นใจนายกฯ โรดโชว์จีน ดึงบิ๊กกลุ่มไฮเทค จากฉงชิ่ง-เสฉวน ลงทุนไทย ทวงฐานผลิตอนาคตอาเซียน : อินโฟเควสท์

    นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยในโอกาสร่วมคณะนักธุรกิจพบปะกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ที่นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การโรดโชว์จีนของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคสำคัญ อย่างฉงชิ่ง และเสฉวน ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน

    จากการวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ พบว่าฉงชิ่ง และเสฉวน เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่ไทยต้องเร่งส่งเสริม โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีระดับสูง และอุตสาหกรรมการบิน หากไทยสามารถดึงนักลงทุน หรือสร้างพันธมิตรทางธุรกิจจากพื้นที่เหล่านี้ได้ จะส่งผลบวกอย่างมากต่อการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    นายศุภชัย กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ไทยมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เวียดนาม ดึงเงินลงทุนได้สูงถึง 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขที่ต่างกันนี้ ส่งผลต่อการเติบโตของ GDP โดยตรง ทำให้ไทยต้องเร่งบทบาทการเป็นฐานการผลิตและส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งทุนตะวันตกยังเข้ามาลงทุนในไทยน้อยกว่าที่ควร แม้เริ่มมีสัญญาณที่ดีจากกลุ่ม Data Center แล้วก็ตาม

    ทั้งนี้ หัวใจของการดึงดูดทุนจีน คือ การสร้างความไว้วางใจ และแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นมิตรประเทศที่พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งด้านกฎหมาย ภาษี และการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เพราะนักลงทุนจีน ให้ความสำคัญกับความพร้อมของประเทศปลายทาง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน

    “การเยือนครั้งนี้มีนิมิตหมายที่ดี เพราะนายกรัฐมนตรีเข้าใจทั้งภาครัฐ การเมือง และกลไกภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และธรรมาภิบาลด้านการลงทุน ทำให้ผู้นำระดับสูงของจีนพร้อมรับฟังข้อเสนอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนจีนที่กำลังมองหาศูนย์กลางการผลิตในอาเซียน ทั้งเมื่อเทียบกับเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย” นายศุภชัยกล่าว

    นายศุภชัย กล่าวว่า การรุกเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ไทยกลับมาเป็นจุดหมายหลักของเงินลงทุนจากฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอนาคตจากฉงชิ่ง และเสฉวน เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงในระยะยาว

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/617900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f0krPXOVygLq6R0_Xpjvr

  • รัฐบาลปลื้ม สื่อเสฉวน ชม อนุทิน พูด เจียโหยว ในเวทีสัมมนาลงทุนและเศรษฐกิจจีน สะท้อนจริงใจ

    รัฐบาลปลื้ม สื่อเสฉวน ชม อนุทิน พูด เจียโหยว ในเวทีสัมมนาลงทุนและเศรษฐกิจจีน สะท้อนจริงใจ

    ‘รองโฆษกรัฐบาล’ เผย สื่อเสฉวน ชม ‘อนุทิน’ ยกคำ ‘เจียโหยว’ ในเวทีสัมมนาลงทุนและเศรษฐกิจจีน สะท้อนจริงใจ-กระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน

    เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ว่า สื่อท้องถิ่นจีน รายงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุน และให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะการใช้ภาษาจีนของนายกฯสะท้อนความเป็นมิตรและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ โดย Sichuan Online (四川在线) สื่อหลักในเครือเสฉวนเดลี่ ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของมณฑลเสฉวน รายงานภารกิจของนายกฯในเวทีสัมมนาการลงทุนและเศรษฐกิจจีน (เสฉวน)-ไทย ประจำปี 2569 โดยเลือกนำประโยคภาษาจีน ที่นายกฯกล่าวขึ้นเป็นพาดหัวข่าวว่า “นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวคำว่า ‘加油’ (เจียโหยว) ติดต่อกัน 4 ครั้ง” แทนการเน้นประเด็นเศรษฐกิจหรือการลงทุน และรายงานระบุว่า ในช่วงท้ายของปาฐกถาพิเศษ นายกฯกล่าวคำว่า เจียโหยว ซึ่งเป็นคำให้กำลังใจที่ชาวจีนนิยมใช้มีความหมายว่า “สู้ต่อไป” หรือ “เดินหน้าไปด้วยกัน” รวม 4 ประโยค ได้แก่ “加油泰国、加油四川、加油中国、加油好朋友” หรือ “เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าเสฉวน เดินหน้าประเทศจีน และเดินหน้าเพื่อนที่ดี” โดยสื่อเสฉวนระบุว่า ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน รวมถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวน และได้รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

    น.ส.ลลิดากล่าวว่า การที่สื่อท้องถิ่นของจีนหยิบถ้อยคำภาษาจีนสั้น ๆ ของนายกฯขึ้นเป็นพาดหัวข่าว ทั้งที่ภายในงานมีประเด็นด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าสื่อจีนให้ความสำคัญกับ การสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนและการสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชน ควบคู่ไปกับความร่วมมือในระดับรัฐบาลและภาคธุรกิจ ซึ่ง

    รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศคู่ค้าในทุกมิติ ทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน การที่สื่อจีนเลือกนำเสนอถ้อยคำที่สะท้อนมิตรภาพและความจริงใจของนายกฯแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย–จีน ไม่ได้เติบโตเฉพาะในระดับนโยบาย แต่ยังได้รับการรับรู้และตอบรับจากประชาชน เป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5812239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00Zar7_gEdWmsFk3mykp8E

  • ถอดรหัส 8 ปี “ทุ่งสงนิยม” พลิกเมืองทางผ่าน สู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมสุดชิค!

    ถอดรหัส 8 ปี “ทุ่งสงนิยม” พลิกเมืองทางผ่าน สู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมสุดชิค!

    นางปิยานาถ ย้อนอดีตให้ฟังว่า การขับเคลื่อนนี้เริ่มต้นในปี 2558 โดย นายทรงชัย วงษ์วัชรดำรง อดีตนายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง ที่มีวิสัยทัศน์พัฒนาเมืองโดยนำทุนวัฒนธรรมมาเป็นตัวนำ เริ่มจากการจัดทำผังวัฒนธรรมเมืองในพื้นที่เขตเทศบาล 7.17 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในอดีตรูปร่างผังมีลักษณะคล้าย “มีดอีโต้” ก่อนจะถูกพัฒนาต่อยอดมาเป็นผัง “กุญแจเมือง”

    ต่อมาในปี 2560 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้เข้ามาสนับสนุนงานวิจัยเชิงลึก นำไปสู่การตั้ง “คณะกรรมการประชาคมวัฒนธรรมเมืองทุ่งสง” ซึ่งรวบรวมภาคีเครือข่าย ทั้งสถาบันการศึกษา ศิลปิน ครูภูมิปัญญา และกลุ่มจิตอาสาภายใต้ชื่อ “กลุ่มคนรักเมืองทุ่งสง” ร่วมกันสร้างแนวคิด “ทุ่งสงนิยม” เพื่อฝังชิปความคิดให้คนในท้องถิ่นรักและภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

    “เราใช้คำว่าทุ่งสงนิยม ขนมจีนทุ่งสงต้องอร่อยที่สุด คนทุ่งสงน่ารักที่สุด สถานที่ทุ่งสงสวยที่สุด เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนร่วมกัน เริ่มต้นทำกิจกรรมจากไม่มีเงินเลย เรี่ยไรเงินกันสองสามหมื่นจนสำเร็จ ขยับเป็นหลักแสนก็ทำได้ จนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้ามีใจ…เมืองก็เปลี่ยนได้” นางปิยานาถ กล่าว

    ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกจากงานวิจัยและแรงผลักดันของประชาคม คือการกำเนิด “หลาดชุมทางทุ่งสง” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2561 ณ บริเวณสี่แยกชนปรีดา ซึ่งปัจจุบันขยายตัวต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 394 แล้ว

    เบื้องหลังความสำเร็จนี้

    นางปิยานาถ เผยว่า โจทย์แรกที่อดีตนายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสงตั้งไว้ตอนนั้น คือ “ถ้าเปิดตลาดถนนคนเดินแล้ว มีแต่พ่อค้าแม่ค้าจากนอกพื้นที่เข้ามาขายของ แล้วขนเงินของคนทุ่งสงกลับบ้านเขา มันไม่ใช่การพัฒนาเมือง” หลาดชุมทางทุ่งสงจึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ของคนในชุมชนอย่างแท้จริง มุ่งเน้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน

    ปัจจุบันการพัฒนาพื้นที่ได้ร้อยเรียงจิ๊กซอว์ทางวัฒนธรรมเชื่อมต่อกันจนเกิดเป็น 4 ย่านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ คือ ย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจชุมชนและการแสดงออกทางวัฒนธรรม ย่านชุมทางประวัติศาสตร์ พื้นที่รวบรวมเรื่องราวความเป็นเมืองรากแก้ว ย่านนิคมบ้านพักรถไฟ อัตลักษณ์เมืองรางที่มีบ้านไม้สถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่า 100 หลัง มีโรงซ่อมหัวรถจักร-โบกี้ขนาดใหญ่ และเป็น 1 ในไม่กี่แห่งของประเทศที่มี “วงเวียนกลับหัวรถจักร”

    ย่านพื้นที่ประวัติศาสตร์ของบริษัท ยิปอินซอย จำกัด พื้นที่ของบริษัทเอกชนที่เข้ามาทำเหมืองแร่และเกษตรกรรมในทุ่งสงครบ 100 ปีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งยังหลงเหลือร่องรอยสถาปัตยกรรมไม้กึ่งกลางเมืองท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมและไฟไหม้ในอดีต

    นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้เข้าไปส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารและของที่ระลึกที่เป็นเอกลักษณ์แท้จริงของทุ่งสงในปัจจุบัน อาทิ “ยาหนม” (ขนมไทยอัตลักษณ์ทุ่งสง) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกาละแม แต่มีความพิเศษคือใช้เมล็ดข้าวเหนียว (ไม่ใช่แป้ง) มาเคี่ยวและกวนผสมกับกะทิและน้ำตาลจากปากพนังยาวนานถึง 12 ชั่วโมง จนเนื้อเนียนหนึบ ห่อด้วยกาบหมาก ปัจจุบันสร้างมูลค่าสูงถึงกิโลกรัมละ 300-350 บาท

    รวมถึงการริเริ่มเทศกาล “เปตะเฟสติวัล” ซึ่งเป็นการตีความประเพณีสารทเดือนสิบใหม่ โดยปรับ Mindset ของคนรุ่นใหม่ให้มองการทำบุญเดือนสิบเป็นเรื่องของ “ความกตัญญูกตเวทิตา” ต่อบรรพบุรุษ ผ่านสัญลักษณ์ “หุ่นทองสูง” ที่มีความสวยงาม สง่างาม แทนภาพลักษณ์ความน่ากลัวของเปรตในอดีต ชูเป็นเทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรูปโฉมใหม่

    สำหรับการลงพื้นที่ของ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) และภาคีเครือข่ายในครั้งนี้

    มีวัตถุประสงค์หลักคือการระดมสมองเพื่อต่อยอดทุ่งสงสู่เมืองรองเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งกรอบการทำงานเป็น 3 วัน  โดย วันที่ 18 กรกฎาคม โฟกัสกรุ๊ปร่วมกับกลุ่มประชาคมวัฒนธรรมเดิมที่ขับเคลื่อนพื้นที่ วันที่ 19 กรกฎาคม ประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายเต็มรูปแบบ (อบจ., อำเภอทุ่งสง, สภาวัฒนธรรม, กำนันผู้ใหญ่บ้าน, สถาบันการศึกษา และกลุ่มเยาวชนยุววัฒนธรรม) เพื่อรับฟังทิศทางที่เมืองต้องการและสิ่งที่ทุนวิจัยจะเข้ามาหนุนเสริมและวันที่ 20 กรกฎาคม ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา (อาทิ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ) ในการขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่อง

    “8 ปีที่ผ่านมา ทุ่งสงเปลี่ยนไปมาก จากเมืองทางผ่านที่ไม่มีใครคิดเรื่องท่องเที่ยว ปัจจุบันมีโฮมสเตย์และโรงแรมขนาดกลางเกิดขึ้นจำนวนมาก แม้กระทั่งโรงแรมเครือใหญ่อย่าง Hop Inn ยังมาลงทุนสร้างเองโดยไม่ใช้แฟรนไชส์ สิ่งสำคัญที่อยากฝากถึงพื้นที่อื่น ๆ คือ แต่ละเมืองมีบริบทต่างกัน ก๊อบปี้กันไม่ได้ทั้งหมด คุณต้องรู้จักเมืองของคุณอย่างถ่องแท้ ทั้งสถานที่ ประชากร และวิถีชีวิต จึงจะสามารถขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืนของชุมชนได้อย่างแท้จริง” นางปิยานาถ กล่าวทิ้งท้าย

    ถอดรหัส 8 ปี “ทุ่งสงนิยม” พลิกเมืองทางผ่าน สู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมสุดชิค!

    ถอดรหัส 8 ปี “ทุ่งสงนิยม” พลิกเมืองทางผ่าน สู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมสุดชิค!

    ถอดรหัส 8 ปี “ทุ่งสงนิยม” พลิกเมืองทางผ่าน สู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมสุดชิค!

    อนึ่ง โครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์” อยู่ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม”

    โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378980446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LrZSCUGwIfsQmxUR4cwMV

  • นายกฯ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีน

    นายกฯ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีน

    นายกฯ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีน ปักหมุดตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่ ลุยเจรจา One-on-One ดึง 6 บิ๊กคอร์ป “เทคโนโลยี-ยานยนต์-ท่องเที่ยว” ขนเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย กระชับสัมพันธ์เลขาฯ พรรคคอมมิวนิสต์เสฉวน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 โดยในวันนี้ (18 กรกฎาคม) นายกรัฐมนตรีได้นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

    โดยภารกิจในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว โดยจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติชวงหลิว นครเฉิงตู ในเวลา 11.30 น. (เวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง )เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีจะเริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 110 รายและรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) แสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีน ทำพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจกรรมสำคัญของวันคือการเข้าพบหารือรูปแบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

    สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ (สนับสนุนโดย BOI) ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง

    ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (สนับสนุนโดย ททท.) นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

    ส่วนในช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City International Convention Center นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค

    จากนั้น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ประจำมณฑลเสฉวน ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทย

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/politics/news_1053161/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wbwd2pE-UP9z3DEc77zxQ

  • “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดลงทุนไทย-จีน ตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่ ลุยเจรจา One-on-One กระชับสัมพันธ์เลขาฯ พรรคคอมมิวนิสต์เสฉวน

    “อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดลงทุนไทย-จีน ตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่ ลุยเจรจา One-on-One กระชับสัมพันธ์เลขาฯ พรรคคอมมิวนิสต์เสฉวน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/161554&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tz53oGhvSVfndpnIwvoGr

  • นายกฯ ‘อนุทิน’ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดสำนักงาน BOI ดึง 6 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนเทคโนโลยี-ท่องเที่ยว

    นายกฯ ‘อนุทิน’ นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดสำนักงาน BOI ดึง 6 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนเทคโนโลยี-ท่องเที่ยว

    ภารกิจการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในวันนี้ (18 กรกฎาคม) นายกรัฐมนตรีได้นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งหน้าสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

    การหารือร่วมกับภาคเอกชนไทยและเปิดเวทีเศรษฐกิจ เมื่อเวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว และเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติชวงหลิว นครเฉิงตู ในเวลา 11.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง)

    โดยเมื่อเดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้เริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรม Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon เพื่อร่วมรับประทานอาหารกลางวัน แลกเปลี่ยนมุมมอง และรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีนจากผู้แทนภาคเอกชนไทยกว่า 110 ราย

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน

    นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีน ทำพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

    การเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัว (One-on-One Meeting) กิจกรรมสำคัญในช่วงบ่าย คือการเข้าพบหารือรูปแบบตัวต่อตัวระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ดังนี้

    กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ (สนับสนุนโดย BOI):

    • Xiaomi Corporation: ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนระดับโลก
    • ChangAn Automobile: ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย
    • InnoLight Technology: ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์
    • Eoptolink Technology: ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง

    กลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (สนับสนุนโดย ททท.):

    • China Sichuan Airlines: หารือประเด็นการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย
    • Meituan: แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทย

    การกระชับความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค ในส่วนของภารกิจช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City International Convention Center หวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    จากนั้น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ประจำมณฑลเสฉวน ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนจากประเทศไทย ถือเป็นการปิดท้ายภารกิจในนครเฉิงตูของวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-chengdu-boi-china-investment/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vnx6DNgjii1WJEqhIOLjm

  • กลุ่มบริษัทเคทีซีแจ้งกำไรครึ่งปีแรก 4,397 ล้านบาท เดินเกมเติบโตด้วยคุณภาพ ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจที่ท้าทาย

    กลุ่มบริษัทเคทีซีแจ้งกำไรครึ่งปีแรก 4,397 ล้านบาท เดินเกมเติบโตด้วยคุณภาพ ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจที่ท้าทาย

    วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

    กลุ่มบริษัทเคทีซีแจ้งกำไรครึ่งปีแรก 4,397 ล้านบาท เดินเกมเติบโตด้วยคุณภาพ ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจที่ท้าทาย

    กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงแสดงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปราะบางและการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น โดยรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ผ่านการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้านและการเติบโตอย่างมีวินัย โดยครึ่งแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทเคทีซีทำกำไรสุทธิ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% (YoY) พอร์ตสินเชื่อรวมของกลุ่มบริษัทขยายตัวเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับแนวทางการเติบโตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ ขณะที่ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีเติบโต 4.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เคทีซีมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับการให้บริการแก่สมาชิก ด้วยการนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

    นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน เคทีซียังคงยึดหลักการเติบโตบนพื้นฐานของความยั่งยืน เรามุ่งรักษาสมดุลระหว่างการขยายธุรกิจ การบริหารคุณภาพสินทรัพย์ และการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการติดตามพฤติกรรมลูกค้าและสัญญาณความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาวการณ์ โดยสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง” 

    “กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2,225 ล้านบาท และ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 เท่ากับ 17.4% และ 17.1% ตามลำดับ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งในกรอบของเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวน โดยกลุ่มบริษัทได้มุ่งยกระดับการดำเนินงานสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเร่งการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงท้าทาย”

    กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 ทรงตัวอยู่ที่ 6,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% (YoY) ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 6.9% (YoY) อยู่ที่ 4,040 ล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% (YoY) เป็นผลจากการบริหารจัดการคุณภาพของพอร์ต 2) ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง 16.1% (YoY) จากต้นทุนเงินกู้ยืมใหม่ที่ต่ำลง และ 3) ค่าใช้จ่ายในการบริหารปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.8% (YoY) เป็นผลให้ Cost to Income Ratio ของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 34.6% ลดลงจาก 35.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    “แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะยังมีความไม่แน่นอน กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเชื่อมั่นว่าความแข็งแกร่งทางการเงิน ประกอบกับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ พร้อมส่งมอบคุณค่าให้แก่สมาชิก ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน”

    ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,806,784 บัญชี พอร์ตสินเชื่อรวมมีมูลค่า 107,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่ NPL Ratio ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.86% สมาชิกบัตรเครดิตเท่ากับ 3,092,023 บัตร เพิ่มขึ้น 9.9% พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตรวม มีมูลค่า 70,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในครึ่งแรกของปี 2569 เท่ากับ 153,421 ล้านบาท ขยายตัว 4.7% และ NPL Ratio ธุรกิจบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.14% ขณะที่สมาชิกสินเชื่อบุคคลรวม 714,761 บัญชี เพิ่มขึ้น 2.8% พอร์ตลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม มีมูลค่า 36,474 ล้านบาท เติบโตที่ 3.0% และ NPL Ratio 

    สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.55% สำหรับพอร์ตลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามีมูลค่า 1,262 ล้านบาท ลดลง 29.2% และจะทยอยลดสัดส่วนลง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่เท่านั้น 

    กลุ่มบริษัทเคทีซียังได้เร่งต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์สมาชิก เพื่อสร้างการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น ความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างองค์กรที่มีความคล่องตัวในการตัดสินใจ ใช้ข้อมูลเป็นแกนกลาง และพร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับโอกาสและความท้าทายที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กรในระยะยาว นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังคงเน้นรักษาวินัยทางการเงินที่ดี สะท้อนจากอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 1.43 เท่า จาก 1.64 เท่า ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีต้นทุนทางการเงินของงวด 6 เดือน เท่ากับ 2.62% 

    “เคทีซีได้เริ่มดำเนินงานในธุรกิจนายหน้าประกันภัยตั้งแต่ปลายปี 2568 มุ่งวางรากฐานที่มั่นคงผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้านประกันภัยทั้งการประกันวินาศภัยและการประกันชีวิต ในระยะเริ่มต้นบริษัทตั้งเป้าการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นสร้างธุรกิจที่มีคุณภาพและเติบโตอย่างมั่นคง เพื่อเสริมความหลากหลายของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอนาคต       เคทีซีอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนงานการขอใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และคาดว่าจะได้รับอนุมัติจากทั้ง คปภ. และ ธปท. ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าต่อยอดในการพัฒนาแผนงานเชิงกลยุทธ์ของนายหน้าประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อสร้างความสะดวกและสามารถนำเสนอแบบประกันภัยต่างๆ ได้ตรงต่อความต้องการของลูกค้า”

    เคทีซีให้ความร่วมมือกับ ธปท. ในโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ทยอยออกมาตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมโครงการ 

    “คุณสู้ เราช่วย” หรือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”  ซึ่งแม้จะสิ้นสุดระยะเวลาการลงทะเบียนไปแล้ว บริษัทก็ยังดำเนินการตามขั้นตอนช่วยเหลือจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการ และในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์ การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ เพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการของสถาบันการเงิน โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อเคทีซี 1 รายการ คือการปรับลดค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต จากเดิมที่เคยคิดที่ 3.0% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน จะลดลงเหลือ 2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 2569 เป็นต้นไป โดยบริษัทประเมินว่า การดำเนินการตามโครงการฯ ดังกล่าวหรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้น จะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมของผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดแนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม ได้ที่ลิงก์ https://www.ktc.co.th/about/news/measure

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/483617&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nU5ZVlTbMVCU9nGYh52J0