Category: เศรษฐกิจ

  • บพท.-อว. ดัน ทุ่งสงโมเดล พลิก 4 ย่านประวัติศาสตร์ สู่เมืองสร้างสรรค์

    บพท.-อว. ดัน ทุ่งสงโมเดล พลิก 4 ย่านประวัติศาสตร์ สู่เมืองสร้างสรรค์

    18 กรกฎาคม 2569 บพท. จับมือ อว. และเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ทุ่งสงโมเดล” เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรม มาปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้นฟู 4 “ย่านวัฒนธรรม” ประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตชีวา พร้อมดึงพลังเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ ร่วมเป็นผู้สร้างคุณค่าและขับเคลื่อน มูลค่าทางการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร หวังยกระดับจากเมืองรองที่เคยซบเซา สู่ต้นแบบ “เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืนให้กับคนในท้องถิ่น

    ในระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2569 กระบวนการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์การนำวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ภายใต้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) และกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมลงพื้นที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อตรวจสอบและขับเคลื่อนโครงการวิจัยสำคัญ 3 โครงการใหญ่ มุ่งยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม

    อินโฟกราฟิก บพท. จับมือ อว. และเทศบาลเมืองทุ่งสง ลงพื้นที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

    การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปิดเผยพิมพ์เขียวผลการศึกษาวิจัย เรื่อง ‘การพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน’ และโครงการ ‘การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทั้งโอกาสทางประวัติศาสตร์และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ภาคใต้

    รายงานการวิจัยฉบับดังกล่าวระบุถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหรือเพนพอยต์สำคัญของเทศบาลเมืองทุ่งสงในปัจจุบันว่า แม้พื้นที่จะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มหาศาล จากการเป็นเมืองชุมทางรถไฟและแหล่งอารยธรรมโบราณ แต่ทุนเหล่านี้ “ยังไม่ถูกนำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในท้องถิ่นได้อย่างครบวงจร” 

    อินโฟกราฟิก บพท. จับมือ อว. และเทศบาลเมืองทุ่งสง ลงพื้นที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

    นอกจากนี้ยังพบปัญหาสำคัญในมิติการสื่อสาร เนื่องจากระบบการประชาสัมพันธ์เมือง ยังจำกัดอยู่ในวงแคบ ขาดแคลนระบบฐานข้อมูลออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพ ในการเชื่อมโยงกิจกรรมและแผนผังงานเข้ากับกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่

    เพื่อแก้โจทย์ดังกล่าว ยุทธศาสตร์ใหม่จึงมุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนบทบาทเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ 13 ตำบล จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้สืบทอด” ให้ขึ้นมาเป็น “ผู้สร้างคุณค่าทางวัฒนธรรม” ผ่านกลุ่มกิจกรรมร่วมสมัย อาทิ กลุ่มเด็กปั้น (ศิลปะดินเบาตัวละครมโนราห์และหนังตะลุง) คณะหนังตะลุงเยาวชน และกลุ่มนาฏศิลป์ชานชาลา โดยเตรียมดึงโรงเรียนศิลปะการแสดงภาคใต้เข้ามาบูรณาการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาระยะยาว พร้อมใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น ติ๊กต็อก และเพจท้องถิ่น ทลายกรอบการประชาสัมพันธ์แบบเดิม

    อินโฟกราฟิก บพท. จับมือ อว. และเทศบาลเมืองทุ่งสง ลงพื้นที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

    ข้อมูลจากคณะวิจัยจำแนกพัฒนาการประวัติศาสตร์ทุ่งสงออกเป็น 5 ยุค ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (รัฐโบราณคาบสมุทร 6,500 ปีก่อน) ยุคอยุธยาที่มีการจัดสรรที่ดินแบบ “นา–ทุ่ง–โคก–ควน” ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุคชุมทางรถไฟ-สงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงยุคเมืองอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

    จากรากฐานดังกล่าว ถูกถอดรหัสออกมาเป็น 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์สร้างสรรค์ (4 ย่านวัฒนธรรม) คือ ย่านหลาดชุมทางทุ่งสง (ถนนชัยชุมพล) ตลาดวัฒนธรรมพื้นที่สร้างรายได้จากสินค้าหัตถกรรมจักสานต้นคลุ้ม ผ้ามัดย้อม และอาหารพื้นถิ่น (ยาหนม ขนมหวัก) ย่านชุมทางประวัติศาสตร์ (ถนนรถไฟ 1 และ 2) แหล่งรวมสถาปัตยกรรมอนุรักษ์ นำโดยอาคารสยามกัมมาจล (ธนาคารไทยพาณิชย์สาขาแรกของภาคใต้) ที่แปรสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชน

    ย่านห้องแถวไม้ยิบอินซอย พื้นที่เอกชนที่เทศบาลเข้าไปเช่าบริหารจัดการเพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่จัดกิจกรรมร่วมสมัย เช่น เทศกาลเปต (เป-ตะ) เฟสติวัล ย่านนิคมบ้านพักรถไฟ แหล่งมรดกอุตสาหกรรมยุคสงครามโลก อาคารสไตล์อาร์ตเดโก และโรงซ่อมบำรุงรถจักรที่ใหญ่ที่สุดในอดีต 

    อินโฟกราฟิก บพท. จับมือ อว. และเทศบาลเมืองทุ่งสง ลงพื้นที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

    โครงสร้างการบริหารจัดการพื้นที่ของทุ่งสง พบว่ามีการใช้รูปแบบ “ธรรมาภิบาลแบบร่วมรังสรรค์โดยชุมชนและผู้ปฏิบัติการ” ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน โดยมีการกระจายสัดส่วนบทบาทผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล ไม่ได้ผูกขาดโดยภาครัฐ แบ่งเป็น นักจัดการทุนวัฒนธรรม ร้อยละ 25.93 ชุมชนและกลุ่มวัฒนธรรม (ภาคประชาสังคม) ร้อยละ 24.07 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลเมืองทุ่งสง) ร้อยละ 20.37 (ปรับบทบาทจากผู้สั่งการเป็นผู้อำนวยความสะดวกและหนุนงบประมาณ) สถาบันวิชาการและภาคเอกชนกลุ่มละร้อยละ 14.81

    ทั้งนี้ จากการประเมินผลกระทบทางสังคม ในปี 2568 ชี้วัดว่าโมเดลกระจายอำนาจทางวัฒนธรรมนี้ ส่งผลให้ดัชนีสร้างการรับรู้และความภาคภูมิใจ (สำนึกรักถิ่น) พุ่งสูงถึงร้อยละ 94.85 และเกิดการขับเคลื่อนรายได้ชุมชนในระดับร้อยละ 89.11

    สำหรับการลงพื้นที่ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นี้ จะมีการจัดทำเวิร์กชอปครั้งใหญ่ ณ เทศบาลเมืองทุ่งสง โดยมี จ.อ.เวชยันต์ หนูรักษา ปลัดเทศบาล รักษาราชการแทน นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง, ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะทำงาน (PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์ฯ (PD) ร่วมกับ 3 หัวหน้าโครงการวิจัยหลัก (รศ.ดร.สุพรรณี ฉายะบุตร, รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล, ดร.จงกล คำไล้) เพื่อกำหนดทิศทางความยั่งยืน 4 ด้านหลัก 
     

    • การบูรณาการแผนยุทธศาสตร์ ผลักดันเทศกาลเปต เฟสติวัล และหุ่นทองสูง เข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดเพื่อล็อกงบประมาณต่อเนื่อง
       
    • การปกป้องสิทธิ์ (IP) จดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาในภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ชุมชน
       
    • การยกระดับสู่สากล ใช้ครีเอทีฟแล็บปรับปรุงสินค้าท้องถิ่น (ผ้าบาติกสีทุ่งสง สินค้าธีมรถไฟ) และดันเทศกาลท้องถิ่นสู่ระดับโลก
       
    • การจัดการเมืองเดินได้ โดยการพัฒนาย่านสร้างสรรค์เชื่อมโยงรางวัลอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378980435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x7N2XclorBzQLIgbath32

  • กลุ่มบริษัทเคทีซีแจ้งกำไรครึ่งปีแรก 4,397 ล้านบาท เดินเกมเติบโตด้วยคุณภาพ ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจที่ท้าทาย

    กลุ่มบริษัทเคทีซีแจ้งกำไรครึ่งปีแรก 4,397 ล้านบาท เดินเกมเติบโตด้วยคุณภาพ ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจที่ท้าทาย

    กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงแสดงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปราะบางและการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น โดยรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ผ่านการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้านและการเติบโตอย่างมีวินัย โดยครึ่งแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทเคทีซีทำกำไรสุทธิ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% (YoY) พอร์ตสินเชื่อรวมของกลุ่มบริษัทขยายตัวเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับแนวทางการเติบโตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ ขณะที่ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีเติบโต 4.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เคทีซีมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับการให้บริการแก่สมาชิก ด้วยการนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

    นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน เคทีซียังคงยึดหลักการเติบโตบนพื้นฐานของความยั่งยืน เรามุ่งรักษาสมดุลระหว่างการขยายธุรกิจ การบริหารคุณภาพสินทรัพย์ และการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการติดตามพฤติกรรมลูกค้าและสัญญาณความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาวการณ์ โดยสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง”

    KTC ผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 (1).jpg

    “กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2,225 ล้านบาท และ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 เท่ากับ 17.4% และ 17.1% ตามลำดับ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งในกรอบของเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวน โดยกลุ่มบริษัทได้มุ่งยกระดับการดำเนินงานสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเร่งการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงท้าทาย”

    กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 ทรงตัวอยู่ที่ 6,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% (YoY) ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 6.9% (YoY) อยู่ที่ 4,040 ล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% (YoY) เป็นผลจากการบริหารจัดการคุณภาพของพอร์ต 2) ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง 16.1% (YoY) จากต้นทุนเงินกู้ยืมใหม่ที่ต่ำลง และ 3) ค่าใช้จ่ายในการบริหารปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.8% (YoY) เป็นผลให้ Cost to Income Ratio ของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 34.6% ลดลงจาก 35.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    “แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะยังมีความไม่แน่นอน กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเชื่อมั่นว่าความแข็งแกร่งทางการเงิน ประกอบกับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ พร้อมส่งมอบคุณค่าให้แก่สมาชิก ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน”

    ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,806,784 บัญชี พอร์ตสินเชื่อรวมมีมูลค่า 107,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่ NPL Ratio ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.86% สมาชิกบัตรเครดิตเท่ากับ 3,092,023 บัตร เพิ่มขึ้น 9.9% พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตรวม มีมูลค่า 70,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในครึ่งแรกของปี 2569 เท่ากับ 153,421 ล้านบาท ขยายตัว 4.7% และ NPL Ratio ธุรกิจบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.14% ขณะที่สมาชิกสินเชื่อบุคคลรวม 714,761 บัญชี เพิ่มขึ้น 2.8% พอร์ตลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม มีมูลค่า 36,474 ล้านบาท เติบโตที่ 3.0% และ NPL Ratio สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.55% สำหรับพอร์ตลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามีมูลค่า 1,262 ล้านบาท ลดลง 29.2% และจะทยอยลดสัดส่วนลง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่เท่านั้น

    KTC Journey template Q2 2569_1 (1).jpg

    กลุ่มบริษัทเคทีซียังได้เร่งต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์สมาชิก เพื่อสร้างการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น ความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างองค์กรที่มีความคล่องตัวในการตัดสินใจ ใช้ข้อมูลเป็นแกนกลาง และพร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับโอกาสและความท้าทายที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กรในระยะยาว นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังคงเน้นรักษาวินัยทางการเงินที่ดี สะท้อนจากอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 1.43 เท่า จาก 1.64 เท่า ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีต้นทุนทางการเงินของงวด 6 เดือน เท่ากับ 2.62%

    “เคทีซีได้เริ่มดำเนินงานในธุรกิจนายหน้าประกันภัยตั้งแต่ปลายปี 2568 มุ่งวางรากฐานที่มั่นคงผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้านประกันภัยทั้งการประกันวินาศภัยและการประกันชีวิต ในระยะเริ่มต้นบริษัทตั้งเป้าการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นสร้างธุรกิจที่มีคุณภาพและเติบโตอย่างมั่นคง เพื่อเสริมความหลากหลายของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอนาคต       เคทีซีอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนงานการขอใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และคาดว่าจะได้รับอนุมัติจากทั้ง คปภ. และ ธปท. ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าต่อยอดในการพัฒนาแผนงานเชิงกลยุทธ์ของนายหน้าประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อสร้างความสะดวกและสามารถนำเสนอแบบประกันภัยต่างๆ ได้ตรงต่อความต้องการของลูกค้า”

    เคทีซีให้ความร่วมมือกับ ธปท. ในโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ทยอยออกมาตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” หรือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”  ซึ่งแม้จะสิ้นสุดระยะเวลาการลงทะเบียนไปแล้ว บริษัทก็ยังดำเนินการตามขั้นตอนช่วยเหลือจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการ และในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์ การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ เพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการของสถาบันการเงิน โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อเคทีซี 1 รายการ คือการปรับลดค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต จากเดิมที่เคยคิดที่ 3.0% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน จะลดลงเหลือ 2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 2569 เป็นต้นไป โดยบริษัทประเมินว่า การดำเนินการตามโครงการฯ ดังกล่าวหรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้น จะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมของผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://gotomanager.com/new-trend/7932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2etnr3icW1ydkMBHq7lOmc

  • โฆษกรัฐบาล ชี้ สื่อนอกรายงาน หุ้นไทยฟื้นแรง ทุนไหลเข้ารับการเมืองนิ่ง

    โฆษกรัฐบาล ชี้ สื่อนอกรายงาน หุ้นไทยฟื้นแรง ทุนไหลเข้ารับการเมืองนิ่ง

    โฆษกรัฐบาล ชี้ สื่อนอกรายงาน หุ้นไทยฟื้นแรง สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล ดันความเชื่อมั่นต่างชาติกลับเข้าลงทุนไทย

    เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก สื่อด้านเศรษฐกิจการเงินระดับโลก รายงานความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ทำผลงานดีที่สุดในอาเซียนปีนี้ และมีเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ว่า เป็นสัญญาณที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นกลับมาอย่างชัดเจน ตามรายงานระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 27% นับจากต้นปี ทำผลงานดีกว่าตลาดหุ้นอื่นในอาเซียน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 67,000 ล้านบาท และมีเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอีกประมาณ 1,260 ล้านดอลลาร์ หรือราว 42,000 ล้านบาท

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจที่มีทิศทาง และการทำงานของรัฐบาลที่พยายามประคองเศรษฐกิจในช่วงที่โลกยังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ และประเด็นที่สนับสนุนให้เห็นมูลค่าของตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่เฉพาะการเมืองที่นิ่งขึ้น แต่รวมถึงความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนภาคส่งออกกับการท่องเที่ยว ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สามารถดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งยังเป็นแรงประคองสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มจับตา คือการที่ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลกมากขึ้น ผ่านการลงทุน Data Center, Data Hosting โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และธุรกิจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว ทั้งนี้รัฐบาลมองว่าการฟื้นตัวของตลาดทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โจทย์ต่อจากนี้คือการทำให้ความเชื่อมั่นแปรเป็นการลงทุนจริง การจ้างงานจริง และการเติบโตของกำไรบริษัทไทย เพื่อให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตเฉลี่ยระดับต่ำที่อยู่มานาน โดยรัฐบาลมุ่งเดินหน้ารักษาบรรยากาศการลงทุนที่ดี ผ่านความชัดเจนของนโยบาย การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ การสนับสนุนส่งออก ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืน

    หุ้นไทยฟื้นแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5811367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PPYbfXSf12FNIdOJLscbz

  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่ม 1 ส.ค. เปิด 6 สิทธิช่วยค่าครองชีพ

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่ม 1 ส.ค. เปิด 6 สิทธิช่วยค่าครองชีพ

    กรมบัญชีกลางประกาศเดินหน้าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 อย่างเป็นทางการ หลังรัฐบาลประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 โดยผู้ได้รับสิทธิ์เดิมที่ผ่านการคัดกรองจะเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ผู้มีสิทธิ์รายใหม่และผู้ที่ผ่านการทบทวนสิทธิ์จะเริ่มใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

    นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยโครงการเดิมในปี 2565 จะสิ้นสุดการให้สิทธิ์ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 22.00 น.

    จากนั้น ผู้มีสิทธิ์ตามโครงการปี 2569 ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิ์เดิมที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ จะสามารถเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ในช่วงเวลา 05.00-23.00 น. ของทุกวัน

    ส่วนผู้มีสิทธิ์รายใหม่ รวมถึงผู้ผ่านการทบทวนสิทธิ์จากการลงทะเบียนผ่านเจ้าหน้าที่หรือระบบของกระทรวงมหาดไทย จะเริ่มใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

    ใช้สิทธิ์ผ่าน “เป๋าตัง” หรือบัตรประชาชน

    กรมบัญชีกลางกำหนดช่องทางการใช้สิทธิ์ไว้ 2 รูปแบบ เพื่อรองรับผู้มีสิทธิ์ทุกกลุ่ม

    ช่องทางแรก คือ แอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งใช้ระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (G-Wallet) เป็นช่องทางหลักสำหรับผู้ที่มีสมาร์ทโฟน

    อีกช่องทางคือ การใช้บัตรประจำตัวประชาชน สำหรับผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน โดยผู้มีสิทธิ์จะต้องใช้บัตรประชาชน พร้อมกดรหัสคู่บัตร (PIN Code) ที่กำหนดไว้ในขั้นตอนยืนยันตัวตน (e-KYC) ด้วยตนเอง และผ่านการสแกนใบหน้า ณ จุดชำระเงินก่อนทำรายการ

    ผู้ที่ใช้สิทธิ์ผ่านบัตรประชาชนสามารถชำระค่าสินค้าและบริการได้ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน ถุงเงิน และเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ของร้านค้าหรือหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ

    ส่วนผู้ที่เลือกใช้สิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง จะสามารถใช้สิทธิ์ได้เฉพาะร้านค้าที่รับชำระผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับเครื่อง EDC ได้

    ขั้นตอนการใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

    รายใหม่ต้องยืนยันตัวตนภายใน 180 วัน

    กรมบัญชีกลางระบุว่า ผู้ถือสิทธิ์เดิมที่เคยได้รับสิทธิ์ในโครงการปี 2565 และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในปี 2569 ไม่จำเป็นต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ใหม่

    ขณะที่ผู้มีสิทธิ์รายใหม่และผู้ผ่านการทบทวนสิทธิ์ทุกคน จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตนภายใน 180 วัน

    สามารถดำเนินการได้ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่

    • แอปพลิเคชันเป๋าตัง
    • หน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่
    1. ธนาคารกรุงไทย
    2. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
    3. ธนาคารออมสิน
    4. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
    5. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

    สำหรับผู้ที่ประสงค์จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการยืนยันตัวตนหรือใช้สิทธิ์ จะต้องดำเนินการที่หน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารเท่านั้น

    เปิด 6 สิทธิประโยชน์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    กรมบัญชีกลางเปิดเผยรายละเอียดสิทธิประโยชน์ที่ผู้ผ่านคุณสมบัติจะได้รับ ประกอบด้วย

    1. วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
    ได้รับวงเงิน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เติมเข้าระบบทุกวันที่ 1 ของเดือน และไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้

    2. ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม
    ได้รับวงเงิน 80 บาทต่อคนทุก 3 เดือน

    3. ค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ
    ได้รับวงเงินรวม 750 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับใช้กับระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าร่วมโครงการ

    คงมาตรการช่วยค่าไฟ-ค่าน้ำ

    นอกจากวงเงินสวัสดิการรายเดือนแล้ว รัฐบาลยังคงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพด้านสาธารณูปโภคต่อเนื่อง ได้แก่

    • ค่าไฟฟ้า สนับสนุนไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
    • ค่าน้ำประปา สนับสนุน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

    มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายลดภาระค่าใช้จ่ายพื้นฐานของครัวเรือนที่มีรายได้น้อย

    คนพิการรับเงินเพิ่ม 200 บาททุกเดือน

    สำหรับผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและผ่านคุณสมบัติโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับ เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน

    กรมบัญชีกลางจะโอนเงินทุกวันที่ 20 ของเดือน หากตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนโอนเป็นวันทำการก่อนหน้า

    เริ่มใช้สิทธิ์ 2 ระยะ

    กรมบัญชีกลางสรุปไทม์ไลน์การเริ่มใช้สิทธิ์ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ไว้ดังนี้

    • 1 สิงหาคม 2569 ผู้ถือสิทธิ์เดิมที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ
    • 1 ตุลาคม 2569 ผู้มีสิทธิ์รายใหม่และผู้ผ่านการทบทวนสิทธิ์

    “ผู้มีสิทธิ์รายใหม่ต้องดำเนินการยืนยันตัวตนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิ์และสามารถใช้สวัสดิการของรัฐได้ตามกำหนดเวลา ขณะที่ผู้ถือสิทธิ์เดิมสามารถเริ่มใช้สิทธิ์ได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ผ่านช่องทางที่กำหนด โดยรัฐบาลยังคงใช้ระบบดิจิทัลเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการสวัสดิการ เพื่อเพิ่มความสะดวก โปร่งใส และเข้าถึงผู้มีสิทธิ์ได้อย่างทั่วถึง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/664287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZuvuMgNcRvMb7it-vUWdC

  • เจาะยุทธศาสตร์ สีจิ้นผิง ผู้นำจีนที่ลุ่มลึกและเฉียบขาด มุ่งฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่

    เจาะยุทธศาสตร์ สีจิ้นผิง ผู้นำจีนที่ลุ่มลึกและเฉียบขาด มุ่งฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่

    เสถียรภาพนำการฟื้นฟูชาติ

    ในขณะที่ผู้นำยุคก่อนเน้นการสร้างและพัฒนาชาติ ยุคของสีจิ้นผิงกลับตั้งเป้าที่การ ‘ฟื้นฟูชาติ’ เพื่อให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในระดับโลก และมุ่งเน้นการรวมชาติกับไต้หวัน  

    โครงสร้างทรรศนะทางการเมือง: ใช้ระบบ “ทุนนิยมโดยรัฐที่มีพรรคฯเป็นใหญ่” (Party-State Capitalism) ที่ใช้การเมืองเป็นตัวนำเศรษฐกิจ  
    ตัดไฟแต่ต้นลม: เน้นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว และจัดการวิกฤติต่างๆ ก่อนจะลุกลาม เช่น การปราบปรามฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และจัดระเบียบกลุ่มทุน  
    คอมมิวนิสต์ไฮเทค: นำเทคโนโลยีมาใช้จัดระเบียบสังคม ตรวจสอบสื่อออนไลน์ด้วยตำรวจไซเบอร์ และควบคุมการเล่นเกมของเยาวชนเพื่อเสถียรภาพสูงสุด  

    การทูตแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

    บทบาทบนเวทีโลกของจีนในยุคนี้มีความชัดเจนและแข็งกร้าวขึ้น ผ่านยุทธศาสตร์ “เส้นทางสายไหมยุคใหม่” (BRI) และการรวบรวมพันธมิตรจากกลุ่มโลกขั้วใต้ (Global South) เช่น กลุ่ม BRICS จีนไม่ต้องการสวมบทตำรวจโลก แต่หากผลประโยชน์ถูกกระทบ จีนก็พร้อมใช้ “การทูตแบบนักรบหมาป่า” เพื่อตอบโต้ทันที ดังเช่นการใช้นโยบายจำกัดการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐฯ นอกจากนี้ สีจิ้นผิงยังกระตุ้นชาตินิยมและประกาศจุดยืนเด็ดขาดว่าจะไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาย่ำยี หรือล้ำเส้นแดงในเรื่องไต้หวันอย่างเด็ดขาด 

    ในขณะเดียวกัน  หากผลประโยชน์ของจีนถูกกระทบหรือถูกกระทำโดยชาติอื่น  จีนจะพร้อมตอบโต้/เอาคืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หรือที่เรียกกันว่า การทูตแบบนักรบหมาป่า (Wolf Warrior Diplomacy) ดังที่เห็นตัวอย่างจีนไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ และประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ภาษีทรัมป์ทันที และใช้หมัดเด็ด คือ การจำกัดการส่งออกแร่หายากไปสหรัฐฯ

    แปลงจีนให้เป็นโอกาสสำหรับไทย

    สำหรับวิสัยทัศน์ China Vision 2035 จีนตั้งเป้าขยายพลังการซื้อด้วยการสร้างชนชั้นกลางให้เพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคน ผ่านนโยบายฟื้นฟูชนบท และผลักดันประเทศสู่การเป็นผู้นำด้าน AI ทว่าจีนก็ยังคงมีความท้าทายทั้งปัญหาหนี้สินท้องถิ่น การแข่งขันที่นำไปสู่วัฒนธรรม “การนอนราบ” (ถ่างผิง) ของคนรุ่นใหม่ที่สิ้นหวัง และความตึงเครียดจากการควบคุมสังคมที่เข้มงวดเกินไป  ดร.อักษรศรี ทิ้งท้ายว่าในยุคนี้ ธุรกิจไทยไม่สามารถมองข้ามจีนได้ การทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจ จุดแข็ง และจุดอ่อนของจีนอย่างลึกซึ้ง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกแบบนโยบาย และ “แปลงจีนให้เป็นโอกาส” เพื่อการเติบโตของไทยอย่างรู้เท่าทัน

    เจาะยุทธศาสตร์ สีจิ้นผิง ผู้นำจีนที่ลุ่มลึกและเฉียบขาด มุ่งฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่

     ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h6L6Biz5aQQOyapl0PzQG

  • “อนุทิน” ชูไทยฐานลงทุน เปิด BOI เฉิงตู เชื่อมเศรษฐกิจจีน | เข้มข่าวค่ำ | 18 ก.ค. 69

    “อนุทิน” ชูไทยฐานลงทุน เปิด BOI เฉิงตู เชื่อมเศรษฐกิจจีน | เข้มข่าวค่ำ | 18 ก.ค. 69

    ในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะผู้แทนรัฐบาลไทย เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว โดยวันนี้ (18 ก.ค.) นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้ สู่ นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เข้าร่วมกิจกรรมหารือกับภาคเอกชนไทยกว่า 100 ราย เพื่อรับฟังข้อเสนอและแนวทางขยายธุรกิจในตลาดจีน

    #อนุทิน #การค้าและการลงทุน #ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/222870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m4f7DyCjn-BquBBobuJMk

  • จ.บุรีรัมย์ เตรียมจัดงาน เทียนพรรษาประโคนชัย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จ.บุรีรัมย์ เตรียมจัดงาน เทียนพรรษาประโคนชัย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จ.บุรีรัมย์ เตรียมจัดงาน เทียนพรรษาประโคนชัย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โดมเอนกประสงค์ โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์ ต.ประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายดำรงค์ศักดิ์  นาคีสังข์ นายอำเภอประโคนชัย นายพูนศักดิ์ ทองศรี ส.อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.ประโคนชัย นายฉัตรชัย ดุจจานุทัศน์ รองนายกเทศมนตรีเมืองประโคนชัย นายทองดำ ลึกประโคน ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอประโคนชัย แถลงข่าวการจัดงานสืบสานประเพณีแห่เทียนพรรษา อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่องาน ‘หลอมเทียนรวมใจ ประโคนชัยเทียนศิลป์  เยือนถิ่นชุมชนคนทำเทียน’ ซึ่งจังหวัดบุรีรัมย์ โดย อ.ประโคนชัย ร่วมกับ อบจ.บุรีรัมย์ ทม.ประโคนชัย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กำหนดจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 30-31 ก.ค.69 ณ บริเวณริมถนนสาย 24 โชคชัย-เดชอุดม หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ สืบสาน ศิลปะวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี อันดีงามของชาว อ.ประโคนชัย ที่ได้มีการจัดสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี

    เพื่อเป็นประชาสัมพันธ์ฝีมือการแกะสลักต้นเทียน และการประดับประดาต้นเทียนพรรษา อันวิจิตรงดงามของช่างฝีมือในพื้นที่ อ.ประโคนชัย แต่ละคุ้มวัดได้มีการแกะสลักต้นเทียน เป็นตัวละครในวรรณคดี และพุทธประวัติ ที่มีลวดลายที่ผสมผสานงานศิลปะลายไทย กับลายขอมประยุกต์เข้าร่วมกัน จนกลายเป็นศิลปะร่วมสมัยที่วิจิตรตระการตา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/978013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KT5DzZfvsSGUrD-GcW7d4

  • นายกฯ หารือมณฑลเสฉวน ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ดันสินค้าไทยสู่ตลาดจีนตะวันตก

    นายกฯ หารือมณฑลเสฉวน ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ดันสินค้าไทยสู่ตลาดจีนตะวันตก

    นายกฯ จับมือเลขาฯพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน เปิดประตูตลาดจีนตะวันตก ดันสินค้าไทย–ดึงลงทุนเทคโนโลยี สร้างงานและโอกาสใหม่ให้คนไทย

    18 กรกฎาคม2569 – เวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครเฉิงตู ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การท่องเที่ยว และความร่วมมือระดับท้องถิ่น เพื่อเชื่อมเศรษฐกิจไทยเข้ากับตลาดจีนตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม

    โดยนายหวัง เสี่ยวฮุย กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมย้ำว่าไทยเป็นประเทศสำคัญสำหรับมณฑลเสฉวน ปัจจุบันเสฉวนมีความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องกับ 5 จังหวัดของไทย ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาเสฉวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวนอยู่ที่ประมาณ 41,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 112 สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เสฉวนยังมีร้านอาหารไทยมากที่สุดในภาคตะวันตกของจีน แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารและวัฒนธรรมไทย ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร วัตถุดิบ เครื่องปรุง และธุรกิจบริการของไทยได้อีกมาก

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุถึงการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเดินทางเยือน 3 เมืองหลัก ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง รวมทั้งได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อยืนยันว่าไทยพร้อมยกระดับความร่วมมือกับจีนในทุกมิติและทุกระดับ ตั้งแต่รัฐบาลกลาง มณฑล เมือง ไปจนถึงภาคเอกชน นายกรัฐมนตรียังชื่นชมนโยบายของจีนในการพัฒนาภาคตะวันตก โดยเฉพาะมณฑลเสฉวน ซึ่งก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมย้ำว่าเสฉวนซึ่งมีประชากรกว่า 80 ล้านคน เป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ของสินค้าไทย และเป็นแหล่งนักลงทุนคุณภาพที่ไทยต้องการเชื่อมโยงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

    ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเสฉวนมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการจัดตั้งสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตูมานานกว่า 20 ปี และการเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ประจำนครเฉิงตูอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการให้ข้อมูล อำนวยความสะดวก และเชื่อมโยงนักลงทุนจีนกับโอกาสลงทุนในประเทศไทย

    สำนักงาน BOI เฉิงตูจะช่วยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน เพิ่มทักษะแรงงานไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับฐานการผลิตของประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับบริษัทจีนหลายแห่งที่ลงทุนหรือมีแผนขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยหลายบริษัทมีสำนักงานใหญ่หรือฐานธุรกิจสำคัญในมณฑลเสฉวน นายกรัฐมนตรีได้ให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบกฎหมายและผลประโยชน์ของประเทศ ขณะเดียวกัน มีผู้บริหารและผู้ประกอบการไทยกว่า 150 รายเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่นครเฉิงตู สะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจไทยต่อศักยภาพของตลาดจีนตะวันตก และเป็นโอกาสสำคัญในการหาคู่ค้า เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้า และสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนนครเฉิงตูครั้งนี้จะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าและบริการของไทย ดึงการลงทุนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ รวมทั้งสร้างโอกาสด้านงาน รายได้ และการพัฒนาทักษะให้ประชาชนไทย ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่กว่า 80 ล้านคนในเสฉวน และเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคตะวันตกของจีนได้มากขึ้น

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ฝ่ายเสฉวนช่วยดูแลผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวไทยที่พำนักหรือเดินทางมาในมณฑลเสฉวน พร้อมเชิญนายหวัง เสี่ยวฮุย และนางซือ เสี่ยวหลิน เดินทางเยือนประเทศไทยในโอกาสที่เหมาะสม เพื่อสานต่อความร่วมมือให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1034731/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hNIFtXHU9_M3I9bIjvGXE

  • หุ้นไทยพุ่งแรงสุดในอาเซียน! “รัชดา” โชว์ตัวเลขต่างชาติขนเงินแสนล้านซบไทย ดันดัชนีทะยาน 27%

    หุ้นไทยพุ่งแรงสุดในอาเซียน! “รัชดา” โชว์ตัวเลขต่างชาติขนเงินแสนล้านซบไทย ดันดัชนีทะยาน 27%

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/161569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RePVBPIf_ZC_r8S21bRjF

  • ไทย-กวางตุ้งยกระดับพันธมิตรเศรษฐกิจ มุ่งขับเคลื่อนการค้า-เอไอ | เดลินิวส์

    ไทย-กวางตุ้งยกระดับพันธมิตรเศรษฐกิจ มุ่งขับเคลื่อนการค้า-เอไอ | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองกว่างโจว ประเทศจีน เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ว่าการประชุมแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย-จีน ( กวางตุ้ง ) ปี 2569 ที่เมืองกว่างโจว ในมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน เมื่อไม่นานมานี้ มีเหล่านักธุรกิจจากกวางตุ้งและไทย ร่วมสำรวจวิถีทางขยับขยายความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น การค้าทางดิจิทัล การดูแลสุขภาพ นิคมอุตสาหกรรม และการบริการทางการเงิน รวมถึงลงนามในโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกว่างตง-ไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    นายเฉิน เสี่ยวเฟิง ประธานสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมณฑลกวางตุ้ง ( หอการค้าระหว่างประเทศกวางตุ้ง ) กล่าวว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกวางตุ้งกับไทย มีรากฐานมั่นคง ศักยภาพมหาศาล และโอกาสมากมาย พร้อมหวังว่า บริษัทผู้ประกอบการของกว่างตงจะได้มีส่วนร่วมก่อสร้างโครงการสำคัญในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( อีอีซี ) ของไทย รวมถึงแผนพัฒนาของไทยในด้านการผลิตขั้นสูง เศรษฐกิจดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน

    นายวีระ วาณิชยพิทักษ์ นายกสมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน แสดงความหวังจะประยุกต์ใช้ขีดความสามารถด้านห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลของกวางตุ้ง เป็นพลังขับเคลื่อนผู้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ขนาดกลางและขนาดย่อมนับล้านรายของไทยให้ก้าวหน้า รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์เสริมศักยภาพการค้าปัญญาประดิษฐ์จีน-ไทยในไทย ธุรกิจต่าง ๆ รู้จักใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีมากขึ้น และสร้างแหล่งบุคลากรที่สามารถสื่อสารได้สองภาษา

    อนึ่ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยลงนามในบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) กับสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมณฑลกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 16 ก.ค. โดยนายวีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภา ฯ หวังว่า ความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายจะพัฒนาจากระดับโครงการสู่ระดับองค์กรในระยะยาว พร้อมจะทำงานร่วมกับกวางตุ้ง เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางอุตสาหกรรมที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนยิ่งขึ้น ตลอดจนร่วมกันบุกเบิกตลาดในภูมิภาคหรือแม้กระทั่งระดับโลก

    นายวีรชัยเสริมว่า เป้าหมายถัดไปคือการส่งเสริม 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ สนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดด้วยการเยี่ยมเยือนและแลกเปลี่ยนทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ ส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย ให้บูรณาการเข้ากับห่วงโซ่อุตสาหกรรมของกวางตุ้งมากขึ้น และเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม เพื่อความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) การผลิตขั้นสูง และเศรษฐกิจดิจิทัล.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6037905/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ft2eKXTw1c6hGmDCG2_a1