Category: เศรษฐกิจ

  • แกะรอย ‘นอมินีธุรกิจไทย’ จากภูเก็ตสู่ศึกปกป้องความมั่นคงเศรษฐกิจ

    แกะรอย ‘นอมินีธุรกิจไทย’ จากภูเก็ตสู่ศึกปกป้องความมั่นคงเศรษฐกิจ

    จากโรงแรมเถื่อน…สู่โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย

    เมื่อ ‘นอมินีต่างชาติ’ ไม่ใช่แค่การหลบกฎหมาย แต่กำลังถูกจับตาในฐานะภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐเดินหน้าปราบปราม ‘ธุรกิจนอมินี’ ของชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน และการดำเนินธุรกิจที่อาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จากเดิมที่มุ่งตรวจสอบเฉพาะผู้ถือหุ้นและบริษัทเป้าหมาย ปัจจุบันการบังคับใช้กฎหมายได้ขยายไปถึงผู้ทำบัญชี สำนักงานกฎหมาย และผู้ที่อาจมีบทบาทช่วยจัดตั้งโครงสร้างนิติบุคคลอำพราง หลังพบรูปแบบการกระทำผิดที่ซับซ้อนมากขึ้น

    แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่จังหวัดภูเก็ต ที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายในพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรมขนาด 200 ห้อง 240 ห้อง และ 45 ห้อง พบว่าทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะสองแห่งแรกขออนุญาตก่อสร้างเป็นที่พักอาศัยหรือคอนโดมิเนียม แต่กลับนำมาประกอบธุรกิจโรงแรม… อาจสะท้อนว่าความท้าทายของการปราบปรามไม่ได้อยู่เพียงการพิสูจน์ว่าใครเป็น ‘นอมินี’ เท่านั้น หากยังรวมถึงแรงกดดันที่เจ้าหน้าที่อาจต้องเผชิญ เมื่อระหว่างปฏิบัติการตรวจค้นโรงแรมต้องสงสัย กลับมีโทรศัพท์จากบุคคลที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่าเป็น ‘ผู้มีอิทธิพล’ ติดต่อเข้ามาขอไม่ให้ดำเนินคดี ก่อนจะได้รับคำตอบว่า ‘ทำผิดก็ต้องจับ’

    คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า โรงแรมแห่งนั้นผิดกฎหมายหรือไม่ แต่คือเหตุใดปัญหาธุรกิจนอมินีจึงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้รัฐจะเดินหน้ากวาดล้างมาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่เกิดขึ้นในภูเก็ตกำลังสะท้อนอะไรบ้าง? เกี่ยวกับโครงสร้างของปัญหาที่คืบคลานเข้าสู่เศรษฐกิจไทย

    จากการถือหุ้นแทน…สู่โครงสร้างธุรกิจอำพราง

    คำว่า ‘นอมินี’ ในทางปฏิบัติ ไม่ได้มีความหมายแค่เพียง “การให้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ” เท่านั้น หากแต่เป็นการใช้โครงสร้างนิติบุคคลเพื่ออำพราง “ผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง”ให้สามารถดำเนินธุรกิจในกิจการที่กฎหมายจำกัดสิทธิของคนต่างด้าว

    รูปแบบที่หน่วยงานรัฐตรวจพบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีทั้งการใช้คนไทยถือหุ้นแทน การใช้ผู้ถือหุ้นชุดเดิมในหลายบริษัท การตั้งบริษัทจำนวนมากผ่านสำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายเดียวกัน การใช้บริษัทไทยถือครองอสังหาริมทรัพย์หรือวิลล่าแทนบุคคลต่างชาติ ตลอดจนการเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นแทนการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน เพื่อลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียม

    นั่นทำให้การพิสูจน์ความผิดในปัจจุบัน ไม่ได้ดูเพียงสัดส่วนการถือหุ้น 49 ต่อ 51 หากต้องตรวจสอบลึกไปถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุน การบริหารกิจการ และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner)

    รัฐกำลังไล่รื้อทั้ง ‘ขบวนการ’ นอมินี

    หากย้อนดูการทำงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา จะพบว่าทิศทางการบังคับใช้กฎหมายเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

    ปลายเดือนมิถุนายน กรมฯ เชิญสภาวิชาชีพบัญชีและสภาทนายความเข้าหารือ หลังพบข้อมูลว่าผู้ประกอบวิชาชีพบางรายอาจเข้าไปมีบทบาทในการให้คำปรึกษา จัดตั้งบริษัท หรือเอื้อประโยชน์ให้เกิดโครงสร้างนอมินี พร้อมขอให้ทั้งสององค์กรกำหนดมาตรการทางจรรยาบรรณและบทลงโทษกับสมาชิกที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิด

    จากนั้นเพียงไม่กี่วัน กรมฯ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงในกรุงเทพฯ พบข้อสงสัยหลายประการ ทั้งการที่พนักงานรับรู้ว่าผู้บริหารตัวจริงเป็นชาวต่างชาติ การรับชำระเงินผ่านบัญชีบุคคลต่างชาติ และการติดต่อธุรกิจผ่านผู้ถือหุ้นต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายการใช้นอมินีหรือไม่

    ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า การตรวจสอบของรัฐไม่ได้มุ่งเฉพาะ ‘บริษัทปลายทาง’ อีกต่อไป แต่เริ่มขยายไปถึงผู้จัดตั้ง ผู้ให้คำปรึกษา และเครือข่ายที่อาจทำให้ระบบนอมินีเกิดขึ้นได้

    ตัวเลขที่สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุด

    ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา มีการตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศกว่า 3,294 ราย พร้อมคัดกรองและส่งข้อมูลบริษัทเกือบ 40,000 รายให้หน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบเชิงลึก ขณะที่พบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงสะสมเกือบ 120,000 ราย แม้มาตรการเข้มข้นในช่วงหลังจะทำให้จำนวนกลุ่มเสี่ยงลดลงกว่า 65% ก็ตาม

    เฉพาะการลงพื้นที่ตรวจสอบใน 27 พื้นที่ 10 จังหวัด พบความผิดปกติถึง 7,537 ราย และยังพบธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่ายประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 4,372 ราย ก่อนส่งต่อข้อมูลให้ ปปง. กรมสรรพากร DSI และหน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจสอบต่อ

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานอมินีไม่ได้จำกัดอยู่ในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หากแต่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

    ทำไม ‘เมืองท่องเที่ยว’ จึงกลายเป็นพื้นที่เสี่ยง

    จังหวัดอย่างภูเก็ต สมุย และพะงัน เป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวระดับหลายหมื่นล้านถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี จึงกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนจากหลายประเทศ ทั้งในธุรกิจโรงแรม วิลล่า ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และบริการท่องเที่ยว

    ในพื้นที่เหล่านี้ หน่วยงานรัฐพบว่าบางธุรกิจใช้โครงสร้างบริษัทไทยเป็นตัวกลางถือครองกิจการ ขณะที่ผู้ควบคุมกิจการจริงอาจเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใช้คนไทยถือหุ้นอำพราง ก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยย้ำว่า การมีต่างชาติร่วมลงทุนไม่ได้หมายถึงการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป เพราะประเทศไทยยังเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศในหลายกิจการ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การใช้ “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย มากกว่าการลงทุนของต่างชาติในตัวเอง

    มากกว่าการแข่งขันทางธุรกิจ

    เหตุผลที่รัฐบาลเริ่มใช้คำว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กับปัญหานอมินี เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันของผู้ประกอบการ

    หน่วยงานรัฐประเมินว่า ปัญหานี้เชื่อมโยงกับหลายมิติ ตั้งแต่การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม การสูญเสียรายได้ภาษี การถือครองทรัพยากรและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ตลอดจนการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือธุรกิจผิดกฎหมายในบางกรณี

    ในอีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจของนิด้าโพลยังสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการลงทุนผิดกฎหมาย การฟอกเงิน และการใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นหรือถือครองที่ดิน เป็นภัยที่สร้างความกังวลอย่างมากต่อประเทศ

    บทพิสูจน์ต่อจากนี้…ไม่ใช่แค่ ‘จับได้กี่ราย’

    แม้มาตรการของภาครัฐจะเข้มข้นขึ้น ทั้งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกว่า 20 หน่วยงาน การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ความเสี่ยง การตรวจสอบรายการเดินบัญชีและโครงสร้างผู้ถือหุ้น รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการพิสูจน์ผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง

    แต่เหตุการณ์ที่ภูเก็ตกำลังตั้งคำถามสำคัญว่า การต่อสู้กับธุรกิจนอมินีในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงการจับกุมบริษัทที่กระทำผิด หากยังต้องเผชิญกับเครือข่ายผลประโยชน์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม ตั้งแต่ผู้รับจ้างถือหุ้น ผู้จัดตั้งบริษัท ผู้ให้คำปรึกษา ไปจนถึงแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย

    ท้ายที่สุด บททดสอบสำคัญของรัฐอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนคดีที่ดำเนินการได้ แต่อยู่ที่ว่าจะสามารถ ‘รื้อระบบ’ ที่เอื้อให้ธุรกิจนอมินีเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะตราบใดที่โครงสร้างดังกล่าวยังดำรงอยู่ การจับกุมแต่ละครั้งก็อาจเป็นเพียงการตัดกิ่งก้านใบของปัญหา โดยที่รากของมันยังคง ‘หยั่งลึก’ อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/nominee-business-economy-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gGm2fuBsSLNAmbeFw9UYN

  • การโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง จะเร่งให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกหรือไม่ – BBC News ไทย

    การโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง จะเร่งให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกหรือไม่ – BBC News ไทย

    การโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง จะส่งผลอย่างไรต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก

    A satellite image shows the Bab el Mandeb Strait, a narrow shipping lane

    ที่มาของภาพ, NASA Worldview/Reuters

    คำบรรยายภาพ, การโจมตีที่มาจากเยเมนอาจขัดขวางเส้นทางเดินเรือที่สำคัญในช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ซึ่งจะยิ่งจำกัดการค้าโลกมากขึ้นไปอีก
      • Author, แฟรงค์ การ์ดเนอร์
      • Role, ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคง บีบีซีนิวส์
    • Published

    • เวลาอ่าน: 6 นาที

    กลุ่มนักรบฮูตีในเยเมนอ้างว่าได้โจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดง ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจทำให้สถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้วในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก

    การบังคับให้เรือต้องกลับลำจากช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ที่แคบนั้น เป็นการคุกคามที่จะปิดกั้นเส้นทางเดินเรือหลักจากยุโรปไปยังเอเชีย

    สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่การโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินไป และข้อตกลงในการพัฒนาอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบียทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันด้านการสร้างอาวุธ

    ว่าแต่ตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นพื้นที่ที่อันตรายมากขึ้นหรือเปล่า ?

    น่าเศร้าที่ปี 2026 กำลังกลายเป็นหนึ่งในปีที่มีความรุนแรงมากที่สุดปีหนึ่งในพื้นที่หลายส่วนของตะวันออกกลาง

    กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command – Centcom) ได้ทำการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านติดต่อกันเป็นเวลา 13 คืน

    สหรัฐฯ ได้โจมตี “ศูนย์บัญชาการทหารอิหร่าน คลังเก็บโดรน เครือข่ายการสื่อสาร สถานีตรวจการณ์ชายฝั่ง และยุทโธปกรณ์ทางทะเล เพื่อลดภัยคุกคามที่อิหร่านมีต่อพลเรือนและเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์เมื่อคืนวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.)

    กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งในยามปกติเป็นดินแดนแห่งความสงบสุขที่มีเหตุอาชญากรรมต่ำและเก็บภาษีน้อย กำลังต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาวุธครบครันจากอีกฟากฝั่งหนึ่งของทะเล นั่นคือสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. คนที่ 16

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • Chinese President Xi Jinping and Thailand's Prime Minister Anutin Charnvirakul shake hands as they meet on the sidelines of the World Artificial Intelligence Conference (WAIC) in Shanghai, China July 17, 2026. China Daily via REUTERS ATTENTION EDITORS - THIS IMAGE WAS PROVIDED BY A THIRD PARTY. CHINA OUT. NO COMMERCIAL OR EDITORIAL SALES IN CHINA.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ตอนนี้กลุ่มฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้เข้าร่วมความขัดแย้งแล้ว หลังจากข้อตกลงหยุดยิงในปี 2022 กับเพื่อนบ่านอย่างซาอุดีอาระเบียดูเหมือนจะล่มลง

    เรือของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธในทะเลแดงเมื่อสัปดาห์นี้ ขณะที่กลุ่มฮูตีอ้างว่าได้ขับไล่เรือไปอีก 10 ลำ หลังจากเตือนเรือเหล่านั้นให้หลีกเลี่ยงท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบบาบ เอล มันเดบ อันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมปลายด้านใต้ของทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย

    เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะนอกเหนือจากการหยุดชะงักอย่างต่อเนื่องของอุปทานพลังงานและปุ๋ยทั่วโลกที่เกิดจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลแดงยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าทางทะเลที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในไม่ช้า

    ซาอุดีอาระเบียพยายามจะวางตัวให้ห่างจากสงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ และจนถึงตอนนี้ยังคงค่อนข้างปลอดภัยจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในบาห์เรน คูเวต และจอร์แดนในเดือนนี้

    เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ซาอุดีอาระเบียจึงสามารถบรรเทาผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันได้บางส่วน ด้วยการขนส่งน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันผ่านทางท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งทอดยาวไปทั่วประเทศอันกว้างใหญ่ จากแหล่งน้ำมันในจังหวัดตะวันออกไปยังท่าเรือส่งออกทะเลแดงที่ยานบู อัล-บาห์ร

    จากจุดนั้น พวกเขาสามารถขนส่งน้ำมันดิบจำนวนมากไปยังลูกค้าในเอเชียได้โดยใช้เรือบรรทุกน้ำมันที่ออกเดินทางจากทางใต้ ผ่านเยเมนและช่องแคบบาบ เอล มันเดบ และออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

    แต่มันจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็ในขณะที่กลุ่มฮูตีคุกคามเรือที่แล่นผ่านชายฝั่งของพวกเขา

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะ “จัดการกับกลุ่มฮูตี” แต่แผนดังกล่าวไม่เคยได้ผลมาก่อน และหากไม่มีข้อตกลงระหว่างกลุ่มฮูตีและสหรัฐฯ เกิดขึ้น สหรัฐฯ ก็จะไม่สามารถจัดการกับกลุ่มฮุตีได้อีกเช่นกันในครั้งนี้

    Map of the southern Red Sea and Gulf of Aden titled “Ship U-turns following Houthi blockade threat.” Red arrows show the tracks of four vessels that reversed course after approaching the Bab al-Mandab Strait between Yemen and the Horn of Africa. The ships labelled Rodos and Mica are shown turning around in the Red Sea and heading north-west, while Liu Jiang Kou and New Prime are shown reversing direction in the Gulf of Aden and heading east away from the strait. The Bab al-Mandab Strait is highlighted with a red label and dashed red circle. Saudi Arabia and Yemen are marked, with the Red Sea and Arabian Sea shaded blue. An inset map locates the region within the wider Middle East. Source: MarineTraffic.

    คำบรรยายภาพ, แผนที่ทะเลแดงตอนใต้และอ่าวเอเดน ซึ่งลูกศรสีแดงแสดงเส้นทางของเรือ 4 ลำที่กลับลำหลังจากเข้าใกล้ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ระหว่างเยเมนและแอฟริกาตะวันออก

    กลุ่มฮูตีเป็นกลุ่มชนเผ่ามุสลิมนิกายชีอะห์จากทางเหนือสุดของเยเมน โดยมีฐานที่มั่นอยู่รอบเมืองซะอาดา (Saada)

    ในปี 2014 พวกเขาฉวยโอกาสจากความวุ่นวายของการประท้วงในเหตุการณ์อาหรับสปริงที่เพิ่งเกิดขึ้นทั่วตะวันออกกลาง เคลื่อนทัพลงใต้และยึดครองกรุงซานา เมืองหลวงของประเทศได้สำเร็จ นับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็ยึดครองพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่ส่วนใหญ่ของเยเมนได้สำเร็จ รวมถึงท่าเรือยุทธศาสตร์โฮเดดาห์ด้วย

    ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมสงครามกับกลุ่มฮูตีในปี 2015 เพื่อสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย แต่ถูกขับออกจากอำนาจ เนื่องจากไม่ต้องการให้กองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านขึ้นมามีอำนาจบริเวณชายแดนทางใต้ของตน

    พวกเขาคาดหวังว่ากองทัพอากาศที่เหนือกว่าอย่างมากซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก จะสามารถทิ้งระเบิดใส่กลุ่มฮูตีจนต้องยอมเจรจา และกลุ่มกบฏจะขอสงบศึกอย่างรวดเร็ว ทว่าฮูตีไม่เคยยอมจำนน แม้สูญเสียพลเรือนไปอย่างมากมายซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการโจมตีทางอากาศเป็นเวลาหลายปี และในปัจจุบันพวกเขาก็ยังคงมีอำนาจอย่างมั่นคงในเยเมน

    ในช่วงเวลา 2 ปีระหว่าง 2023-2025 กลุ่มฮูตีได้โจมตีสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นเรือขนส่งสินค้าที่เชื่อมโยงกับอิสราเอลในทะเลแดง ซึ่งพวกเขากล่าวว่าเป็นการกระทำเพื่อสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา

    นอกจากนี้ พวกเขายังยิงขีปนาวุธที่ทันสมัยและทรงพลังใส่เรือรบของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรที่พยายามปราบปรามพวกเขา

    เช่นเดียวกับแนวชายฝั่งของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เทือกเขาชายฝั่งทะเลแดงของเยเมนมีถ้ำ อุโมงค์ และที่ซ่อนกระสุนจำนวนมหาศาลที่สามารถนำออกมาโจมตีเรือขนส่งสินค้าได้ในระยะเวลาอันสั้น

    การรุกคืบของกลุ่มฮูตีเคยทำให้การขนส่งสินค้าทั่วโลกต้องเปลี่ยนเส้นทางครั้งใหญ่ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น และกระตุ้นให้สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรเข้าแทรกแซงทางทหารเพื่อปกป้องการค้าทางทะเล

    ขณะนี้มีความกังวลว่าเหตุการณ์เช่นนั้นอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

    A man with a serious expression, wearing a head covering, holds what appears to be a bazooka over his shoulder, surrounded by other men holding the same weapons

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, กลุ่มฮูตีเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอิหร่านและควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยเมน

    ว่าแต่เรื่องทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางในวงกว้างอย่างไรบ้าง ?

    ประการแรก สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ สองประเทศที่เคยประสบกับสงครามกลางเมืองที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง ได้แก่ อิรัก และซีเรีย ปัจจุบันมีความสงบสุขและเสถียรภาพมากขึ้น อย่างน้อยก็เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในอดีต

    ในทางเทคนิคแล้วสงครามในฉนวนกาซาอยู่ในภาวะหยุดยิง แม้ว่าชาวกาซายังคงถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศก็ตาม ขณะที่การตั้งถิ่นฐานของอิสราเอล ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศ กำลังขยายตัวไปทั่วเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ส่วนสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนนั้นถูกระงับไว้ชั่วคราว ขณะที่ทั้งสองประเทศยังคงเจรจากันอยู่

    แต่ตอนนี้ ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและคาบสมุทรอาหรับเป็นภูมิภาคที่สร้างความกังวลให้กับนักวิเคราะห์มากที่สุด

    ทรัมป์ได้เข้าไปพัวพันกับสงครามกับอิหร่านแล้ว และดูเหมือนเขาจะหาทางออกไม่ได้

    การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ คืนแล้วคืนเล่าล้มเหลวในการบีบบังคับให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Iran’s Revolutionary Guard Corps – IRGC) ยอมสละการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

    ทุกครั้งที่โดนโจมตีทางอากาศ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามจะตอบโต้ประเทศอาหรับเพื่อนบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ โดยพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างประเทศเหล่านั้นกับวอชิงตัน

    จากมุมมองทางเศรษฐกิจ เวลาเหลือน้อยลงทุกที ทุกวันที่น้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์จำเป็นอื่น ๆ จากอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังตลาดได้ จะยิ่งสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและในที่สุดก็จะส่งผลต่อราคา

    หากช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ต้องปิดเป็นเวลานานไปอีกระยะหนึ่ง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก

    จากมุมมองทางทหาร ความตึงเครียดได้เพิ่มสูงขึ้นอีกระดับจากข้อตกลงที่ประกาศเมื่อวันพุธ (22 ก.ค.) ซึ่งปูทางให้บริษัทของสหรัฐฯ ช่วยเหลือซาอุดีอาระเบียในการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนภายในประเทศได้

    ยังไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ ว่าซาอุดีอาระเบียจะใช้เรื่องนี้เป็นก้าวแรกในการสร้างระเบิดนิวเคลียร์หรือไม่ แต่มีความกังวลว่ามันอาจจุดชนวนให้เกิดการแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาคในอนาคต โดยทั้งตุรกีและอียิปต์ต่างเร่งกิจกรรมทางนิวเคลียร์ของตนเองเพื่อแสวงหาการป้องปรามและการป้องกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

    ตะวันออกกลางเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้งในช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และนี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในบรรดาเหตุการณ์เหล่านั้น

    แต่เมื่อพิจารณารวมกันแล้ว มีหลายประเด็นที่น่าเป็นห่วง ซึ่งหากไม่มีข้อตกลงที่ยั่งยืนและครอบคลุมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน นี่ก็อาจบ่งชี้ถึงช่วงเวลาแห่งความไม่มั่นคงที่ยาวนานสำหรับภูมิภาคนี้ได้

    ค้นพบเพิ่มเติม

    ข้ามวิดีโอสั้นและดำเนินการต่อ

    วิดีโอสั้น

    • Houthi loyalists chant slogans as they participate in a protest staged to show support to Iran in Sanaa

    • Composite graphic showing two oil tankers at sea in front of a map of the Arabian Peninsula. White lines overlay the map to indicate the routes of Saudi Arabia's East-West Pipeline and the UAE's Habshan-Fujairah Pipeline, both of which provide alternatives to shipping oil through the Strait of Hormuz. A large tanker is shown in the foreground on the right, with a smaller tanker in the distance on the left. The map outlines countries and coastlines around the Persian Gulf and Red Sea

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cvgjpgm513lo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NC6LE12AQNmA00QiK4K8g

  • จบแล้วแลนด์บริดจ์! ‘เอกนิติ’ เปิดผลศึกษาไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูง

    จบแล้วแลนด์บริดจ์! ‘เอกนิติ’ เปิดผลศึกษาไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูง

    ด่วน “เอกนิติ” แถลงพับแผนผลักดัน “แลนด์บริดจ์” หลังตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ และรับฟังความคิดเห็นชุมชน โดยใช้เวลาตามกำหนด 90 วัน ผลศึกษาได้ข้อสรุปแล้วว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เสี่ยงขาดทุนสูง ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสี่ยงสูง เล็งใช้แผนพัฒนาท่าเรือระนอง เชื่อมระบบทางรางภาคใต้ขึ้นเหนือไปจีนแทน

    24 กรกฎาคม 2569 – เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ว่า จากที่นายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการศึกษา ขณะนี้เราได้ดำเนินการเสร็จสิ้นก่อนเวลาที่กำหนด 90 วัน โดยแบ่งคณะศึกษาเป็น 3 ชุด ได้แก่ 1.ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจและการลงทุน 2.ศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม 3.การรับฟังรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โดยผลสรุปจากคณะกรรมการชุดต่างๆ สรุปว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับต่ำ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบภาระงบประมาณ ซึ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะจากการศึกษา เมื่อมีผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การค้าโลกลดลง ผลตอบแทนที่เคยมองว่าเป็นบวกอาจจะเป็นลบได้ ทำให้มีความเสี่ยงสูง รวมถึงมีความเสี่ยงในเรื่องคู่แข่งและการจัดการ ซึ่งจากเดิมคาดว่าจะมีสายเรือต่างๆ ย้ายมาทางเรา แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะสายการเดินเรือต่างๆ มีพันธมิตรไปเรียบร้อย

    ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีความเสี่ยงในการบริหารจัดการเรื่องความเร็วการเคลื่อนย้าย ที่ค่อนข้างช้า เพราะฉะนั้น โครงการดังกล่าว จึงเป็นโครงการที่มีรายได้ทาง เศรษฐกิจค่อนข้างตํ่า จึงมีความเสี่ยง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พบว่ามีค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องดูแลผลกระทบในภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ให้มากกว่านี้ และเมื่อลงไปดู ยังขาดการบูรณาการที่เป็นเอกภาพในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งยังไม่ครบถ้วน อาทิ ระบบนิเวศทางทะเล วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงผืนป่า และจากการรับฟังความเห็น ก็ยังมีความแตกต่าง ทั้งกลุ่มที่สนับสนุนคือภาคเอกชน และอุตสาหกรรมการผลิต แต่ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีความกังวลและยังไม่ได้ตัดสินใจ

    ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลคือเรื่องสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใส และมีกลุ่มที่คัดค้านคือกลุ่มอนุรักษ์ทางทะเล เพราะฉะนั้นจึงมีการเสนอแนะว่า ควรมีแนวทางสร้างความเชื่อใจและเชื่อมั่น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สุดท้ายคณะกรรมการจึงมีมติว่า โครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจที่ต่ำ และเสี่ยงในเรื่องผลกระทบค่อนข้างสูง และยังมีความเห็นต่างในสังคม แต่เมื่อภาคเอกชนยังมีความต้องการในภาคใต้ทางออกทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมีท่าเรือระนอง โดยยังมีความต้องการใช้ท่าเรือดังกล่าวอยู่ เพราะฉะนั้น จึงมีการให้พิจารณาไปดำเนินการปรับปรุง เพื่อใช้ท่าเรือระนองให้เป็นไปตามศักยภาพ รวมถึงพิจารณาเชื่อมโยงเรื่องทางรถไฟ ที่จะเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง และระบบการขนส่งทางราง หรือ Missing Link ที่สามารถใช้โอกาสเชื่อมโยงไปทางเหนือขึ้นไปประเทศจีน รวมถึงเชื่อมโยงไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ว่า ควรเริ่มต้นพิจารณาจากยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศให้ชัดเจน ก่อนที่หน่วยงานใดจะศึกษาโครงการต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทเรียน โดยจะต้องดูในเชิงยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมด้วย และให้นำบทเรียนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาร่วมด้วย

    เมื่อถามว่า สรุปว่าเป็นการพับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า “ก็จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

    เมื่อถามว่า จะต้องส่งมติผลการศึกษาและผลสรุปนี้ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับรองหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมของคณะกรรมการฯ ครั้งสุดท้าย และจะต้องนำรายงานสรุปเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และถ้านายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็จะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. ตามคำสั่งที่แต่งตั้งคณะกรรมการฯ ชุดนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1038065/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RM6ACZeJCQF3sleWModzG

  • ‘สันติธาร’ กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย 2026 ชูยุทธศาสตร์ 3S ปั้นไทยติด Top 20 เขตเศรษฐกิจโลก

    ‘สันติธาร’ กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย 2026 ชูยุทธศาสตร์ 3S ปั้นไทยติด Top 20 เขตเศรษฐกิจโลก

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ สภาวิชาชีพบัญชีฯ สำนักงาน ก.ล.ต. สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จัดงาน “CFO Annual Conference on Capital Markets 2026” เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569

    โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Decoding the 2026 Economic Agenda: Strategic Imperatives for Thailand’s Leading CFOs ถอดรหัสวาระทางเศรษฐกิจปี 2026: สิ่งที่ CFO ชั้นนำของไทย ‘ต้อง’ ทำ” พร้อมด้วย อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ วินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชีฯ ร่วมเปิดงาน 

    งานเสวนานี้มุ่งเสริมสร้างกลยุทธ์และเตรียมความพร้อมให้ CFO รับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ผ่านมุมมองจากผู้ทรงวุฒิขององค์กรชั้นนำ พร้อมอัปเดตข้อมูลสำคัญเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไทยในอนาคต 

    ทั้งนี้ งานได้รับความสนใจจาก CFO ของบริษัทจดทะเบียน และบริษัทที่เตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียน เข้าร่วมกว่า 450 คน
     

    ‘สันติธาร’ กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย 2026 ชูยุทธศาสตร์ 3S ปั้นไทยติด Top 20 เขตเศรษฐกิจโลก

    ในยุคที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) โจทย์ของผู้นำการเงินหรือ CFO ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทำกำไรสูงสุดอีกต่อไป แต่คือการนำพาองค์กรและประเทศฝ่าคลื่นลมที่เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ได้ฉายภาพ “Economic Agenda 2026” ไว้อย่างน่าสนใจผ่านกรอบความคิดที่เรียกว่า 3S และการเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุค Resilience First

    จาก Efficiency First สู่ Resilience First เมื่อความปลอดภัยสำคัญกว่าราคาถูก

    ดร.สันติธาร ระบุว่า โลกกำลังทิ้งกฎกติกาเดิมที่เน้น “Efficiency First” หรือการผลิตที่ถูกที่สุดด้วยระบบ Just-in-Time ไปสู่โลกที่เน้น “Resilience First” หรือความยืดหยุ่นและการบริหารความเสี่ยงเป็นตัวนำ

    ในโลกใบใหม่นี้ ธุรกิจและประเทศต้องพร้อมยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อความปลอดภัย และเปลี่ยนจากการ สต็อกของเท่าที่จำเป็น มาเป็นการเตรียมพร้อมแบบ “Just-in-Case” เพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

    โดยนักลงทุนทั่วโลกจะประเมินศักยภาพผ่าน 3S Scorecard ได้แก่

    Security (ความมั่นคง) : ครอบคลุมหลายมิติ เช่น ความมั่นคงทางการเงิน (การที่ธนาคารกลางหันไปถือทองคำแทนดอลลาร์), พลังงาน และอาหาร

    Stability (เสถียรภาพ): ทั้งในระดับองค์กรและมหภาค ซึ่งเสถียรภาพกลายเป็นสิ่งที่ “เซ็กซี่” และน่าสนใจมากในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    S-Curve (อุตสาหกรรมอนาคต): เปรียบเสมือน “เกมรุก” ว่าประเทศมีศักยภาพในการเติบโตในอุตสาหกรรมที่โลกต้องการหรือไม่

    “เมื่อโลกเปลี่ยนกติกาจากเน้น ประสิทธิภาพ สู่ ความยืดหยุ่น เสถียรภาพจึงกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในสายตานักลงทุน” 

    ‘สันติธาร’ กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย 2026 ชูยุทธศาสตร์ 3S ปั้นไทยติด Top 20 เขตเศรษฐกิจโลก

    สแกนจุดแข็ง-จุดอ่อนของไทย Trusted Connector ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

    เมื่อมองลึกลงไปที่ประเทศไทย ดร.สันติธาร ชี้ให้เห็นถึง “จุดอ่อน” สำคัญคือ “ความมั่นคงทางพลังงาน” เนื่องจากไทยนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 10% ของ GDP ทำให้เปราะบางต่อราคาน้ำมันโลก

    ขณะที่ “S-Curve ถูกท้าทาย” ด้วย โครงสร้างสังคมสูงวัยที่ฉุดรั้งการเติบโตของ GDP ลงปีละ 1% และอัตราการลงทุนของไทยที่ลดต่ำลงเหลือเพียง 23-24% ในปัจจุบัน และเรายังขาดการลงทุนในอุตสาหกรรม High Growth เช่น AI

    อย่างไรก็ตาม ไทยยังมี “จุดแข็ง” ที่โดดเด่นในฐานะ “Trusted Connector Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับทุกฝ่าย” ไม่เป็นศัตรูกับมหาอำนาจ ทำให้เป็นแหล่งกระจายความเสี่ยง (Diversifica tion) ที่นักลงทุนโหยหา 

    “ข้างในไทยอาจดูเงียบ แต่ข้างนอกไทยกำลังฮอตต่างชาติแห่ลงทุนไทย”

    สะท้อนจากตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่พุ่งแตะ 1.5 ล้านล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้นอกจากนี้ ไทยยังมีเสถียรภาพภายนอกที่แข็งแกร่งด้วยเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์ และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับจัดการได้

    ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

    เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลจึงวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนใน 3 มิติ ดังนี้ 

    1.Stabilize Today (ประคองวันนี้) เน้นการช่วยเหลือแบบตรงจุด (Targeted Support) แทนการอุดหนุนราคาน้ำมันในวงกว้าง เพื่อตัดความเชื่อมโยงระหว่างราคาน้ำมันโลกกับฐานะการคลัง และการช่วยเหลือแบบหลายชั้น (Multi-tier) เช่น โครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และโครงการ 60/40 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลด “แผลเป็นทางเศรษฐกิจ” (Scaring) ที่มักเกิดขึ้นหลังวิกฤต และตัดวงจรความเชื่อมโยงระหว่างราคาน้ำมันโลกกับฐานะการคลัง

    2.Transform Tomorrow (สร้างวันพรุ่งนี้) เร่งเครื่อง Energy Transition สู่พลังงานสะอาด (Solar, Smart Grid, Green Logistics) และการปลดล็อกการลงทุนเอกชนผ่านโครงการ BOI Fast Pass เพื่อลดระยะเวลาการลงทุนจริงลง 20-40% รวมถึงการมุ่งเน้นสร้าง Value Added และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย

    3.Stay Discipline Always (รักษาวินัยเสมอ) บริหารการคลังโดยยึดหลัก ROI มุ่งสร้างการเติบโตเพิ่มประสิทธิภาพ และความโปร่งใสแบบ “เปิดแผล” ไม่ซุกหนี้ไว้ใต้พรม โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลการคลังลงเหลือ 3.9% จาก 4.4% 

    “แม้เรามีจุดอ่อนเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและสังคมสูงวัย แต่มีจุดแข็งเป็นศูนย์กลางที่ทั่วโลกไว้วางใจ สำหรับกระจายความเสี่ยงทางการค้า รัฐบาลมุ่งเน้นการประคองเศรษฐกิจในปัจจุบันควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่ พลังงานสะอาด และการปลดล็อกการลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการใช้งานเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ทั้งนี้กระบวนการทั้งหมดต้องยึดถือ วินัยทางการคลัง และความคุ้มค่าของงบประมาณเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ”

    เป้า 4 ปี ปักธง GDP โตเกิน 3% ยกไทยสู่Top 20 ของโลก

    ดร.สันติธาร สรุปทิ้งท้ายถึงหมุดหมายสำคัญที่รัฐบาลตั้งเป้าร่วมกับภาคเอกชน (กรอ.) ภายใน 4 ปีข้างหน้า คือการผลักดัน GDP ให้เติบโตเฉลี่ยเกิน3% , เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ถึง 30% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยโฟกัสไปที่ 7 Sectors สำคัญ ที่สอดคล้องกับสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 และแผนยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand เพื่อให้เกิดการ Execution ที่เห็นผลจริง

    ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจสำคัญในการ “Transform” ประเทศและดึงดูดการลงทุน (FDI) ไว้หลายกลุ่ม เช่น  1.พลังงานสะอาด (Energy Transition) เน้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar), การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการสร้าง Local Supply Chain ในด้านพลังงาน

    2.ยานยนต์ไฟฟ้าและโลจิสติกส์สีเขียว (EV & Green Logistics) การส่งเสริมการใช้รถ EV ในภาคขนส่ง เช่น รถบรรทุก รถเมล์ และรถแท็กซี่ เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์

    3.เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ Data Center และ Cloud Computing,Smart Electronics (อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ),AI (ปัญญาประดิษฐ์), Robotics (หุ่นยนต์) และ Photonic

    4.เกษตรและอาหาร เป็นจุดแข็งเดิมที่ไทยเป็นยักษ์ใหญ่และเป็นผู้เล่นสำคัญของโลก

    ‘สันติธาร’ กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย 2026 ชูยุทธศาสตร์ 3S ปั้นไทยติด Top 20 เขตเศรษฐกิจโลก

    ดังนั้น  CFO ยุคใหม่ ต้องเป็นมากกว่า คนคุมตัวเลข โดยมีหัวใจสำคัญในการสร้าง Resilience ให้องค์กร ดร.สันติธาร พร้อมเป็นกำลังใจให้ CFO ทุกท่าน ในการทำหน้าที่บาลานซ์ทั้ง 3 อย่าง คือ การดับไฟเฉพาะหน้า (Stabilize), การลงทุนเพื่ออนาคต (Transform) และการรักษาความมีระเบียบวินัย (Discipline) เพื่อนำพาองค์กรและประเทศผ่านพ้นโลกที่ผันผวนนี้ไปได้ 

    “หากCFOทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ดับไฟแต่ไม่ลงทุนเพื่ออนาคต องค์กรก็จะแพ้คู่แข่ง หรือหากลงทุนแต่ไม่มีวินัย เรือก็จะจมในที่สุด การปรับสมดุลทั้ง 3 ด้านอย่างต่อเนื่องจึงเป็นทักษะสำคัญที่สุดของ CFO ยุคใหม่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1244672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wY3wiOmFJks87fj5wxFsK

  • ผลผลิตปลาในท้องถิ่นไนจีเรียไม่เพียงพอต่อความต้องการระดับประเทศ

    ผลผลิตปลาในท้องถิ่นไนจีเรียไม่เพียงพอต่อความต้องการระดับประเทศ

    ศูนย์วิจัยและส่งเสริมการประมงทางทะเล (Sea Empowerment & Research Centre – SEREC) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านการเดินเรือ ได้เตือนว่าแนวโน้มในภาคการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไนจีเรียแสดงให้เห็นว่าการผลิตปลาในประเทศยังคงล้าหลังความต้องการของประเทศอย่างมาก

    โดยรายงานการทบทวนสถานการณ์ด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไนจีเรียเผยให้เห็นว่า การผลิตปลาในประเทศยังคงต่ำกว่าความต้องการของประเทศอย่างมาก แม้จะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องภายใต้กระทรวงการเดินเรือและเศรษฐกิจสีน้ำเงินของรัฐบาลกลาง แต่ไนจีเรียยังคงบริโภคปลามากกว่าที่ผลิตได้ในประเทศอย่างมาก ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอุปทานอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่ง SEREC เน้นย้ำว่าช่องว่างการผลิตในภาคการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปอีกด้วย

    องค์กรดังกล่าวเน้นย้ำว่า ภาคการประมงมีศักยภาพมหาศาลในการสร้างงาน ปรับปรุงคุณภาพชีวิตในชนบท เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร อนุรักษ์เงินตราต่างประเทศ และกระตุ้นการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมัน หากได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอผ่านการแทรกแซงนโยบายอย่างรอบคอบ ถึงกระนั้น SEREC ก็แสดงความเสียใจที่ต้นทุนอาหารสัตว์สูง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำกัด โครงสร้างพื้นฐานด้านห่วงโซ่ความเย็นที่ไม่เพียงพอ การสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว การประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่มีการรายงาน และไม่มีการควบคุม โรงงานแปรรูปที่อ่อนแอ และแรงกดดันที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของภาคส่วนนี้

    SEREC แนะนำให้เร่งการลงทุนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์ โรงเพาะฟักปลา โรงงานแปรรูปที่ทันสมัย ​​โลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็น การจัดหาเงินทุนด้านการประมง และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้นต่อกิจกรรมการประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้อุตสาหกรรมการประมงแข็งแกร่ง ดังนั้น SEREC จึงเรียกร้องให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงทางทะเล การอำนวยความสะดวกทางการค้าด้วยเทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างสถาบัน การพัฒนาการประมง และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เพื่อวางตำแหน่งไนจีเรียให้เป็นประเทศทางทะเลที่มีความมั่นคง แข่งขันได้ และได้รับการยอมรับในระดับโลก อย่างไรก็ตามไนจีเรียจะสามารถพัฒนาจากทรัพยากรทางทะเลได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อมีการดำเนินนโยบายอย่างจริงจัง และความมุ่งมั่นในการดำเนินการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ ปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญที่สุดในไนจีเรีย โดยคิดเป็นประมาณ 40% ของการบริโภคโปรตีนทั้งหมดของประชากร แต่ละคนบริโภคปลาเฉลี่ยประมาณ 13.3 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 21 กิโลกรัมต่อปี ความต้องการบริโภคที่สูงทำให้ไนจีเรียต้องพึ่งพาการนำเข้าปลาจากต่างประเทศ ประเภทปลาที่นิยม ได้แก่ ปลาดุกและปลานิล (Aquaculture) ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และปลาทะเลแช่แข็ง เช่น ปลาแมคเคอเรล (Mackerel) และปลาซาร์ดีน เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายตามตลาดทั่วไป ปัจจุบันโครงการระดับนานาชาติ เช่น WorldFish กำลังเร่งพัฒนาผลผลิตการเพาะเลี้ยงและอาหารปลาในไนจีเรีย เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร

    เครดิตภาพและที่มาข่าว https://punchng.com/

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา

    กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mdb7fu2l6fnh25350madzf10&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cCntXs0bzQE_c-fKY0xTt

  • ‘เนสท์เล่’ ลงทุน 2.3 หมื่นล้าน สร้างโรงผลิตกาแฟ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย

    ‘เนสท์เล่’ ลงทุน 2.3 หมื่นล้าน สร้างโรงผลิตกาแฟ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย

    หลังจากข้อพิพาทระหว่าง “เนสท์เล่” กับ “กลุ่มมหากิจศิริ” (ประยุทธ มหากิจศิริ) อันเกิดจากการสิ้นสุด“สัญญาร่วมทุนผลิตกาแฟ” โดยศาลระดับนานาประเทศหลายศาลมีคำตัดสินว่า “เนสท์เล่เลิกสัญญาถูกต้องตามกฎหมาย” และ “ประยุทธ”ยอมรับผลการตัดสินและจ่ายค่าธรรมเนียมศาลแล้วเกือบ 6 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

    ทำให้ เนสท์เล่” ประกาศลงทุนมูลค่าสูงถึง 23,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ในประเทศไทยผนวกด้วยศูนย์กระจายสินค้าอันทันสมัย โดยโรงงานใหม่ตั้งอยู่พื้นที่จ.สมุทรปราการ ล่าสุดโครงการนี้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว..

    ข่าวการลงทุนใหญ่ครั้งนี้ ไม่เป็นเพียงการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ ยังเป็นการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยรอบด้าน โดยโรงงานนี้จะติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตกาแฟที่ทันสมัยที่สุด มีการใช้ AI ระบบอัตโนมัติขั้นสูง รวมทั้งระบบหุ่นยนต์

    แต่มีการจ้างงานในประเทศจากโครงการนี้มากกว่า 520 ตำแหน่ง รวมทั้งวิศวกร และพนักงานที่มีทักษะขั้นสูง โดยโรงงานแห่งใหม่นี้ มีเป้าหมายเริ่มเดินเครื่องดำเนินการในครึ่งหลังของปี 2571

    ที่สำคัญโรงงานผลิต “เนสกาแฟ” จะใช้วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศไทยจำนวนมาก รวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย โดยมูลค่าของวัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,300 ล้านบาทต่อปี

    ตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมาจนถึงปีปัจจุบัน เนสท์เล่” เป็นผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ของไทย และช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศมาโดยตลอด แม้ก่อนหน้านี้โรงงานที่ผลิตเนสกาแฟ จะเป็นโรงงานที่ร่วมทุนกับครอบครัวมหากิจศิริ ภายใต้บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ที่รับผลิตเนสกาแฟ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 และสัญญาร่วมทุนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2567 โดย ‘เนสท์เล่’ เป็น เจ้าของเทคโนโลยี-เจ้าของสูตร-เจ้าของแบรนด์ ตั้งแต่ต้นและที่ผ่านมา การบริหารโรงงานและการตลาดในไทยทั้งหมด “บริหารโดยทีมเนสท์เล่” ทั้งสิ้น

    การลงทุนครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของ “เนสท์เล่” ในประเทศไทย..อีกครั้ง..โดยไม่มีกลุ่มมหากิจศิริ เข้าเกี่ยวข้องเหมือนดั่งเช่นอดีตที่ผ่านมา

    ฟากฝั่ง “ประยุทธ มหากิจศิริ” และครอบครัว ถือว่าสิ้นสุดการได้รับเงินปันผลจาก QCP นับตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ทว่าปีที่ผ่านมา “ประยุทธ” และ “เฉลิมชัย” ยื่นฟ้อง “เนสท์เล่” และพนักงานที่เกี่ยวข้องหลายคดี

    โดยที่ “เนสท์เล่” ยืนยันว่าดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และงบการเงิน QCP ได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชี และมีผู้ถือหุ้นตระกูลมหากิจศิริ ที่ร่วมนั่งเป็นกรรมการร่วมเซ็นรับรองงบการเงินทุกปี..

    พร้อมฟ้องเรียกค่าเสียหาย 577 ล้านบาท จากตระกูลมหากิจศิริ ที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจเนสกาแฟ ช่วงเม.ย.68 และยื่นขอยกเลิกกิจการ QCP เพื่อแบ่งทรัพย์สิน โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้

    แต่สิ่งสำคัญนับจากนี้คือโรงผลิตกาแฟใหม่มูลค่าลงทุน 2.3 หมื่นล้านบาท ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับภาคการเกษตรและเศษฐกิจไทย..ระยะยาวได้อย่างยั่งยืน..!!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/849320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XdtztgmusNdb_0bPR4Wru

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.54 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/664796&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw334TBUAMNu-Nu5zFLomD71

  • ศก.ไทยครึ่งปีหลังโตต่ำ-เปราะบาง แรงกดดันสงครามตะวันออกกลาง-กำแพงภาษีสหรัฐฯ ฉุดไตรมาส 4

    ศก.ไทยครึ่งปีหลังโตต่ำ-เปราะบาง แรงกดดันสงครามตะวันออกกลาง-กำแพงภาษีสหรัฐฯ ฉุดไตรมาส 4

    วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

    เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรกและยังอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่แรงหนุนจากภาครัฐจะเริ่มแผ่วลง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกกลับมากดดันเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมอีกครั้ง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาสะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นบ้าง หลังแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายลงชั่วคราว ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมต่างปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะองค์ประกอบที่สะท้อนมุมมองในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นโดยรวมยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม และต้องจับตาตัวเลขเดือนกรกฎาคมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว

    ด้านดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม้จะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นบ้าง แต่ในระยะต่อไปยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัวสูงขึ้นตามความรุนแรงของสงครามที่กลับมาทวีความเข้มข้น ขณะที่ภาคการลงทุนและการส่งออกยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลาง รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปซึ่งเคยได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามเริ่มกลับเข้ามา ทว่าแรงหนุนดังกล่าวยังมีความเปราะบางและอาจพลิกกลับได้หากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นอีก

    SCB EIC ประเมินว่าไตรมาส 4 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เนื่องจากแรงส่งจากภาครัฐที่เคยพยุงเศรษฐกิจจะเริ่มลดลง ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากภายนอกกลับมีน้ำหนักมากขึ้นในจังหวะเดียวกัน โดยความเสี่ยงหลักมาจากสงครามตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ประเด็นภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ซึ่งไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 12.5% รวมถึงประเด็นแรงงานภาคบังคับ และความเสี่ยงจากมาตรการภาษีเพิ่มเติมในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่อยู่ระหว่างการถูกสอบสวน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ Super El Nino ที่อาจฉุดผลผลิตภาคเกษตรให้ลดลง ซ้ำเติมต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่แล้ว และกดดันรายได้เกษตรกรตลอดปีนี้

    ในด้านนโยบายภาครัฐ แม้จะมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถสร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยจะช่วยพยุงกำลังซื้อในไตรมาส 3 ขณะที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าแผนใช้เงินกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาทได้ต่อไป โดยเฉพาะงบด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานมูลค่า 2 แสนล้านบาท แม้คาดว่าจะต้องใช้เวลาในการพิจารณาคัดเลือกโครงการที่เหมาะสม ทั้งนี้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่ขยายตัวเพียง 0.2% พร้อมงบลงทุนที่หดตัวถึง -8.4% จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ทางการคลังของรัฐบาลเริ่มมีจำกัดมากขึ้น

    นอกจากนี้ ภาครัฐยังเดินหน้ามาตรการพยุงราคาพลังงาน โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาเข้าชดเชยราคาน้ำมันอีกครั้งหลังราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กระทรวงพลังงานเตรียมนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมันมาช่วยตรึงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร ส่วนราคาค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2569 มีแนวโน้มจะถูกตรึงไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยต่อเนื่อง โดยจะนำเงินส่วนเกินจากการลงทุนของกลุ่มการไฟฟ้าฯ หรือที่เรียกว่าเงิน Claw back มาช่วยอุดหนุน

    สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย SCB EIC มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดทั้งปีนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อของไทยยังคงมีที่มาหลักจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยข้อมูลเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และมีสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานโลก มองไปข้างหน้าโอกาสที่เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นอย่างยืดเยื้อยังมีจำกัด ทำให้ กนง. ยังมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจต่อไปได้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีทิศทางดีขึ้น แต่การขยายตัวยังไม่ทั่วถึงและต่ำกว่าระดับศักยภาพ ขณะที่ครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEs ยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัวต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs มากขึ้นในระยะข้างหน้า

    ในภาพรวมเศรษฐกิจโลก ช่วงที่เหลือของปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น ประกอบกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดย SCB EIC ยังคงประมาณการเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 2.5% ในปีนี้ แต่ประเมินว่าน้ำหนักความเสี่ยงด้านลบในช่วงที่เหลือของปีเพิ่มสูงขึ้น หลังข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสิ้นสุดลง ส่งผลให้สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพ แต่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและนโยบายการค้าอาจเข้ามาจำกัดความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ขณะที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวชะลอลงในไตรมาส 2 สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ ทำให้ต้องพึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกมากขึ้น ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้รับแรงหนุนจากค่าจ้างที่ปรับสูงขึ้นและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตดี ส่วนเศรษฐกิจยูโรโซนขยายตัวในระดับต่ำตามภาคการผลิตที่ชะลอตัวลง โดยในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องจับตาความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ที่จะบังคับใช้กับประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งจะกดดันการค้าโลกในระยะต่อไป

    ภาวะการเงินโลกยังคงมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารกลางหลักบางแห่งอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดทั้งปี ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้สู่ระดับ 2.5% ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดปี ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าต้นทุนทางการเงินของโลกจะยังไม่ผ่อนคลายลงได้เร็วนัก โดยเฉพาะหากสถานการณ์ตะวันออกกลางผลักดันให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีกครั้งในระยะข้างหน้า

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/979312&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RtQ1aoI9TIc6XjTvWzj_H

  • “เอกนิติ” พับแผน “แลนด์บริดจ์” หลังผลศึกษาชี้ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” พับแผน “แลนด์บริดจ์” หลังผลศึกษาชี้ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

    วันนี้ (24 ก.ค.2569) เวลา 16.00 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถลงสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ว่า จากที่นายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการศึกษา ขณะนี้เราดำเนินการเสร็จสิ้นก่อนเวลาที่กำหนด 90 วัน โดยแบ่งคณะศึกษาเป็น 3 ชุด ได้แก่ 1.ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจและการลงทุน 2.ศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม 3.การรับฟังรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โดยผลสรุปจากคณะกรรมการชุดต่าง ๆ สรุปว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับต่ำ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบภาระงบประมาณ ซึ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงเพราะจากการศึกษา เมื่อมีผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การค้าโลกลดลง ผลตอบแทนที่เคยมองว่า เป็นบวกอาจจะเป็นลบได้ทำให้มีความเสี่ยงสูง รวมถึงมีความเสี่ยงในเรื่องคู่แข่งและการจัดการ ซึ่งจากเดิมคาดว่าจะมีสายเรือต่าง ๆ ย้ายมาทางเรา แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะสายการเดินเรือต่าง ๆ มีพันธมิตรไปเรียบร้อย

    ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีความเสี่ยงในการบริหารจัดการเรื่องความเร็วการเคลื่อนย้ายที่ค่อนข้างช้า เพราะฉะนั้นโครงการดังกล่าว จึงเป็นโครงการที่มีรายได้ทางเศรษฐกิจค่อนข้างตํ่า จึงมีความเสี่ยง

    รองนายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พบว่ามีค่อนข้างสูงและจำเป็นต้องดูแลผลกระทบในภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ให้มากกว่านี้ และเมื่อลงไปดูยังขาดการบูรณาการที่เป็นเอกภาพในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งยังไม่ครบถ้วน อาทิ ระบบนิเวศทางทะเล วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงผืนป่าและจากการรับฟังความเห็นยังมีความแตกต่าง ทั้งกลุ่มที่สนับสนุน คือ ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมการผลิต แต่ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีความกังวลและยังไม่ได้ตัดสินใจ

    ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลคือเรื่องสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใส และมีกลุ่มที่คัดค้าน คือ กลุ่มอนุรักษ์ทางทะเล เพราะฉะนั้นจึงมีการเสนอแนะว่า ควรมีแนวทางสร้างความเชื่อใจและเชื่อมั่น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สุดท้ายคณะกรรมการจึงมีมติว่า โครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจที่ต่ำ และเสี่ยงในเรื่องผลกระทบค่อนข้างสูง และยังมีความเห็นต่างในสังคม แต่เมื่อภาคเอกชนยังมีความต้องการในภาคใต้ทางออกทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมีท่าเรือระนอง โดยยังมีความต้องการใช้ท่าเรือดังกล่าวอยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีการให้พิจารณาไปดำเนินการปรับปรุง เพื่อใช้ท่าเรือระนองให้เป็นไปตามศักยภาพ

    รวมถึงพิจารณาเชื่อมโยงเรื่องทางรถไฟ ที่จะเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง และระบบการขนส่งทางราง หรือ Missing Link ที่สามารถใช้โอกาสเชื่อมโยงไปทางเหนือขึ้นไปประเทศจีน รวมถึงเชื่อมโยงไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ว่า ควรเริ่มต้นพิจารณาจากยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศให้ชัดเจน ก่อนที่หน่วยงานใดจะศึกษาโครงการต่าง ๆ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทเรียน โดยจะต้องดูในเชิงยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมด้วย และให้นำบทเรียนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาร่วมด้วย

    ผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปว่าเป็นการพับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า “ก็จะว่าอย่างนั้นก็ได้

    เมื่อถามว่า จะต้องส่งมติผลการศึกษาและผลสรุปนี้ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับรองหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมของคณะกรรมการฯ ครั้งสุดท้าย และจะต้องนำรายงานสรุปเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และถ้านายกฯ เห็นชอบ ก็จะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. ตามคำสั่งที่แต่งตั้งคณะกรรมการฯ ชุดนี้

    อ่านข่าว

    “คมนาคม” ปรับแผน “แลนด์บริดจ์” เดินหน้าลอกร่องน้ำอันดามัน 28 กม. เข้าท่าเรือระนอง

    ชาวระนอง-ชุมพร เดินวิ่งปกป้องระนอง-ชุมพรจาก “โครงการแลนด์บริดจ์-SEC”

    “อนุทิน” ชี้ต้องไม่มี “ใต้โต๊ะ-ทุจริต” บั่นทอนการลงทุน พร้อมเดินหน้า “แลนด์บริดจ์”

    “อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลป้องน้ำท่วมหาดใหญ่ “นายกแป้น” รับงบสะสมเทศบาลใช้หมดแล้ว

    “สิริพงศ์” ย้ำ “คมนาคม” ยังไม่ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์

    “พิพัฒน์” ถอยร่างกฎหมาย SEC ตั้งคณะร่วมศึกษาแนวทางพัฒนาภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508686&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw225AN7rE95zOpGi5MaiXVy

  • EEC พื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แต่ทิ้งกากเสียมากที่สุดในประเทศ ปราจีนฯ อาจเป็นถังขยะอุตสาหกรรมใบใหม่?

    EEC พื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แต่ทิ้งกากเสียมากที่สุดในประเทศ ปราจีนฯ อาจเป็นถังขยะอุตสาหกรรมใบใหม่?

    นับตั้งแต่ต้นปี 2569 หลายคนคงเห็นข่าวการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การลักลอบปล่อยน้ำเสีย และการพบกองของเสียปริศนาในหลายพื้นที่ปรากฏอยู่แทบทุกเดือน 

    สำหรับประเทศไทย คงไม่มีภูมิภาคใดที่ปรากฏข่าวลักษณะนี้ถี่เท่ากับ ‘ภาคตะวันออก’ พื้นที่ที่เป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ และเป็นที่ตั้งของโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอให้ขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่ 4

    เหตุใดภาคตะวันออกจึงกลายเป็นพื้นที่ที่พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมากที่สุดของประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมอย่างไร ปราจีนบุรีกำลังเดินซ้ำรอยพื้นที่ EEC หรือไม่ และกฎหมายไทยมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะหยุดวงจรอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือยัง

    การเติบโตของอุตสาหกรรมที่มาพร้อมกองกากของเสียที่เพิ่มขึ้น

    นับตั้งแต่พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ พื้นที่ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ก็กลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนของประเทศ ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โรงงานใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศ

    แม้การเติบโตดังกล่าวนำมาซึ่งการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่เพิ่มขึ้นควบคู่กันคือกากอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นของเสียจากโรงงานที่ต้องกำจัดด้วยวิธีเฉพาะ และเมื่อของเสียเพิ่มขึ้น ระบบกำจัดของเสียก็ต้องรองรับปริมาณที่มากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องมักมีต้นทุนสูง

    ส่งผลให้เกิดขบวนการรับกำจัดกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งเสนอราคาถูกกว่าปกติ ก่อนจะนำของเสียไปทิ้งในพื้นที่รกร้างแทนการกำจัดตามมาตรฐาน

    ปี 2569 กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    จากการรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พบเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง โดยมีข่าวเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวทั้งหมด 6 ครั้ง

    ในจังหวัดระยอง ที่ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง พบการลักลอบนำขยะและกากอุตสาหกรรมไปทิ้งในบ่อดินเก่าขนาดประมาณ 5 ไร่ กลางไร่สับปะรด โดยภายในพื้นที่พบเศษพลาสติก เศษโฟม ถุงมือยาง และวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมจำนวนมาก ถูกนำมาทิ้งต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ชาวบ้านในพื้นที่ต่างกังวลว่าสารพิษอาจปนเปื้อนลงสู่ดินและแหล่งน้ำใต้ดิน

    ขณะเดียวกัน ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา พบกองกากของเสียจากอุตสาหกรรมอย่างน้อย 9 กอง ภายในบ่อลูกรังเก่า บางส่วนถูกทิ้งไว้นานจนหญ้าขึ้นปกคลุม นอกจากนี้ ยังมีกรณีชาวบ้านร้องเรียนว่า มีการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งใกล้แหล่งน้ำ จนนำไปสู่การตรวจสอบโรงงานผลิตสำลีในพื้นที่

    ส่วนพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กลายเป็นประเด็นหลังพบโครงตู้เย็นกว่า 2,300 ตู้ และฝาตู้เย็นกว่า 2 หมื่นชิ้น ถูกนำมากองไว้ในลานคัดแยกขยะ โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า ของเสียดังกล่าวถูกนำออกจากโรงงานต้นทางในจังหวัดระยองโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว

    นอกจากนี้ ในจังหวัดปราจีนบุรี แม้จะยังไม่ได้อยู่ในพื้นที่ EEC แต่กลับพบเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมหลายกรณี ทั้งการพบกากของเสียถูกนำไปทิ้งในไร่ข้าวโพดใกล้บ่อน้ำ บ้านเกาะลอย ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี และการพบเศษสายไฟอุตสาหกรรมที่ผ่านการบดย่อยแล้ว ถูกลักลอบนำมาทิ้งกว่า 20 รถบรรทุกพ่วง ในพื้นที่ป่าและไร่อ้อย บ้านโคกไม้แดง ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งน้ำและพื้นที่เกษตรของชุมชน

    ปัญหาที่สะสมมานานกว่าทศวรรษ

    มูลนิธิบูรณะนิเวศรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการลักลอบปล่อยน้ำเสียที่ปรากฏในสื่อสาธารณะระหว่างปี 2560-2568 พบเหตุการณ์รวม 382 ครั้ง แบ่งเป็นการลักลอบปล่อยน้ำเสีย 265 ครั้ง และการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 117 ครั้ง

    เมื่อจำแนกตามภูมิภาคพบว่า ภาคตะวันออกเผชิญปัญหามากที่สุดถึง 141 ครั้ง รองลงมาเป็นภาคกลาง 114 ครั้ง ภาคใต้ 46 ครั้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 44 ครั้ง ภาคตะวันตก 30 ครั้ง และภาคเหนือ 7 ครั้ง ตามลำดับ ทั้งนี้ พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกถึง 62 ครั้ง

    อย่างไรก็ตาม มูลนิธิบูรณะนิเวศระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลที่รวบรวมจากข่าวที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า น่าจะเป็นเพียงตัวเลขที่สะท้อนสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริงไปมาก เนื่องจากหลายกรณีอาจไม่เคยถูกตรวจพบหรือไม่ได้กลายเป็นข่าว

    ทว่าข้อมูลที่มีอยู่ก็เพียงพอจะสะท้อนภาพบางอย่างของภาคตะวันออกได้ เพราะจังหวัดที่พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียมากที่สุดล้วนอยู่ในภูมิภาคนี้ ได้แก่ ระยอง 43 ครั้ง ชลบุรี 35 ครั้ง ฉะเชิงเทรา 19 ครั้ง และปราจีนบุรี 30 ครั้ง

    ทำไมพื้นที่ EEC จึงกลายเป็นเป้าหมายของการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม

    ปัญหาที่เกิดขึ้นมีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้พื้นที่ EEC และจังหวัดโดยรอบกลายเป็นจุดหมายของขบวนการลักลอบกำจัดกากอุตสาหกรรม

    ประการแรก พื้นที่ EEC เป็นฐานอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีโรงงานจำนวนมาก จึงมีกากอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในปริมาณมหาศาลทุกวัน

    ประการที่ 2 การกำจัดกากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกากอันตรายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีต้นทุนสูง ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาทต่อตัน จึงเกิดแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการบางรายเลือกวิธีที่ผิดกฎหมายเพื่อลดต้นทุน

    อีกทั้งในพื้นที่ภาคตะวันออกยังมีบ่อลูกรังเก่า บ่อดิน พื้นที่รกร้าง สวนยาง สวนผลไม้ และพื้นที่เกษตรจำนวนมาก ซึ่งนำรถบรรทุกเข้าไปลักลอบทิ้งของเสียได้โดยไม่เป็นที่สังเกต

    ขณะเดียวกัน ยังมีเครือข่ายรับกำจัดกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่รับงานในราคาถูก แต่ไม่นำของเสียไปกำจัดตามมาตรฐาน กลับเลือกนำไปฝังกลบหรือเททิ้งในพื้นที่ต่างๆ แทน

    แม้กฎหมายจะมีบทลงโทษ แต่ยังถูกมองว่าไม่สูง เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่ได้รับ จึงทำให้การกระทำผิดยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    แล้วปราจีนบุรีกำลังจะเดินซ้ำรอย?

    ขณะนี้มีข้อเสนอผลักดันให้จังหวัดปราจีนบุรีเข้าร่วมเป็นพื้นที่ EEC จังหวัดที่ 4 แต่ข้อเสนอดังกล่าวกลับสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อย เพราะปัจจุบันปราจีนบุรีเองก็เผชิญปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมขยายตัว การตั้งโรงงานกำจัดของเสีย และการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอยู่แล้ว

    โดยก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/ 2569 มีมติรับทราบผลการศึกษา และเห็นชอบในหลักการให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติม ก่อนให้ สกพอ.นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงและเสนอ กพอ.พิจารณาอีกครั้ง เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

    นับตั้งแต่ พ.ร.บ. EEC มีผลบังคับใช้ในปี 2561 การลงทุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดหลักเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการปรับผังเมืองเพื่อรองรับโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

    ขณะเดียวกัน ปราจีนบุรีกลับกลายเป็นพื้นที่รองรับผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม เมื่อกากอุตสาหกรรมจากพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้น โรงงานกำจัดกากจำนวนหนึ่งก็ขยายเข้ามาในจังหวัดใกล้เคียง ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ปราจีนบุรีกำลังถูกผลักดันให้เป็นพื้นที่ปลายทางของการจัดการกากอุตสาหกรรมหรือไม่

    ปัจจุบันจังหวัดปราจีนบุรียังมีปัญหาการลักลอบทิ้งและฝังกลบกากอุตสาหกรรมในพื้นที่เกษตรกรรม โดยรูปแบบการก่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อมมีหลายวิธี ทั้งการใช้รถบรรทุกลักลอบเทกากของเสียลงแหล่งน้ำ การขุดบ่อเพื่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม หรือการปล่อยของเสียลงในพื้นที่สาธารณะ ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในแม่น้ำปราจีนบุรี คลองพระปรง และคลองโสม

    มลพิษเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำทยอยตาย แหล่งน้ำนำมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคหรือการเกษตรไม่ได้ ขณะที่ดินในพื้นที่เพาะปลูกมีความเป็นกรด-ด่างผิดปกติ มีสารพิษตกค้าง จนพืชยืนต้นตายและไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามปกติ

    กฎหมายไทยเอาผิดการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างไร

    การนำกากอุตสาหกรรมหรือของเสียอันตรายไปทิ้งไว้ในพื้นที่ต่างๆ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย เพราะกากอุตสาหกรรมสามารถปนเปื้อนลงสู่ดิน แหล่งน้ำ และอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง จึงมีกฎหมายหลายฉบับที่ใช้ควบคุมและกำหนดบทลงโทษ ดังนี้

    กฎหมายสำคัญฉบับแรกคือ พ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งกำหนดให้โรงงานต้องจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้อง หากตรวจสอบได้ว่าของเสียมาจากโรงงานใด เจ้าของโรงงานจะมีความผิดฐานนำของเสียออกนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับสูงสุด 2 แสนบาท และหากของเสียนั้นเป็นวัตถุอันตราย เช่น สารเคมีหรือกากอุตสาหกรรมอันตราย ยังอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตรายเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ส่วน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย กำหนดให้การครอบครองวัตถุอันตรายต้องได้รับอนุญาต หากตรวจพบว่าสารเคมีหรือของเสียอันตรายถูกกองอยู่ในที่ดิน เจ้าของที่ดินอาจตกเป็นผู้ต้องรับผิดในฐานะผู้ครอบครองวัตถุอันตราย แม้จะไม่ได้เป็นผู้นำมาทิ้งเองก็ตาม นอกจากโทษทางอาญาแล้ว เจ้าของที่ดินยังอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง ซึ่งมีมูลค่าสูงมาก กรณีที่เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ซึ่งกฎหมายห้ามครอบครองโดยเด็ดขาด โทษจะรุนแรงขึ้น คือจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    อีกฉบับที่เกี่ยวข้องคือ พ.ร.บ.การสาธารณสุข ซึ่งมุ่งควบคุมเหตุรำคาญและการจัดการมูลฝอย หากการกองกากอุตสาหกรรมก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น น้ำเสีย หรือเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้ขนย้ายหรือรื้อถอน หากไม่ปฏิบัติตามอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท และอาจถูกปรับรายวันจนกว่าจะดำเนินการให้ถูกต้อง

    ในกรณีที่มีการนำกากอุตสาหกรรมไปใช้ถมที่ดิน ยังอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การถมดินต้องใช้วัสดุที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด หากนำขยะหรือกากอุตสาหกรรมมาใช้ถมดินโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท

    นอกจากนี้ หากของเสียอุตสาหกรรมรั่วไหลหรือมีน้ำชะขยะซึมลงสู่ดิน ปนเปื้อนแหล่งน้ำสาธารณะ หรือสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน จะเข้าข่ายความรับผิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)

    อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับรองรับการควบคุมปัญหากากอุตสาหกรรม แต่ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น พ.ร.บ.โรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ที่แก้ไขให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ไม่ต้องต่ออายุทุก 5 ปีเหมือนเดิม ขณะที่บทลงโทษบางส่วนยังต่ำ และขาดงบหรือกองทุนในการเยียวยาฟื้นฟูที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันกรมโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเพิ่มบทลงโทษ จัดตั้งกองทุนเยียวยา และอุดช่องว่างในการฟื้นฟูโรงงานที่ถูกสั่งปิด

    ด้าน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 แม้จะกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมและหลักให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ แต่การบังคับใช้ยังประสบปัญหา เนื่องจากอำนาจกำกับดูแลกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ทำให้การแก้ปัญหาบางครั้งไม่เป็นระบบเดียวกัน

    ขณะที่ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 แม้จะควบคุมการผลิต นำเข้า ส่งออก และครอบครองสารเคมี แต่ยังไม่ครอบคลุมกากอุตสาหกรรมทุกประเภท และยังแบ่งอำนาจกำกับดูแลตามชนิดของสารและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายยังมีช่องว่าง

    การพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่แลกกับคุณภาพชีวิต

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยังไม่สามารถจัดการต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับรองรับการเอาผิดผู้ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ EEC และจังหวัดโดยรอบ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การบังคับใช้กฎหมาย การติดตามเส้นทางกากอุตสาหกรรม และการกำกับดูแลโรงงาน ยังมีช่องว่างที่ทำให้การกระทำผิดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ขณะเดียวกัน การผลักดันให้ปราจีนบุรีเข้าร่วมเป็นพื้นที่ EEC จังหวัดที่ 4 ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า ประเทศไทยเตรียมระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม การคุ้มครองทรัพยากรน้ำ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนไว้พร้อมแล้วหรือยัง 

    ท้ายที่สุด การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ควรแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตของผู้คน หากประเทศไทยยังไม่สามารถสร้างระบบที่ทำให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง และป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอาจยังคงเป็นข่าวที่สังคมต้องเห็นซ้ำๆ และปัญหาก็จะลุกลามควบคู่ไปกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม

    อ้างอิง:

    https://www.matichon.co.th/local/news_5811754

    https://www.facebook.com/share/p/1BqJzimb2F/

    https://datahatch.co/2026/07/prachinburi-eec-industrial-waste-impact/

    https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/it8kwle3qsaxtqe3gbngli1g-

    https://www.facebook.com/share/p/1K72RtzmpY/

    https://www.diw.go.th/webdiw/pr69-286/

    https://www.banmuang.co.th/news/region/483704

    Tags: , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-eec-waste/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tnrlNQMOS1TSfJoYGjtQ5