Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจคึกคักต่อเนื่อง “ไทยช่วยไทย พลัส” เข้าสู่เดือนสุดท้าย เงินใช้จ่ายสะพัดกว่า 1.38 แสนล้านบาท ผ่านร้านค้าทั่วปท. 1.19 ล้านราย | TOPNEWS

    เศรษฐกิจคึกคักต่อเนื่อง “ไทยช่วยไทย พลัส” เข้าสู่เดือนสุดท้าย เงินใช้จ่ายสะพัดกว่า 1.38 แสนล้านบาท ผ่านร้านค้าทั่วปท. 1.19 ล้านราย | TOPNEWS

    สำหรับยอดใช้จ่ายสะสม 138,379.3 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลสนับสนุน 79,505.2 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 76,604.2 ล้านบาท และ Food Delivery 2,901.0 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่ประชาชนร่วมจ่ายมีจำนวน 58,874.1 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ 56,618.5 ล้านบาท และ Food Delivery 2,255.6 ล้านบาท

    เมื่อรวมการใช้จ่ายผ่าน Food Delivery ทั้งส่วนของรัฐบาลและประชาชน มีเงินหมุนเวียนผ่านช่องทางดังกล่าวแล้ว 5,156.6 ล้านบาท ขณะที่จำนวนร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเข้าร่วมโครงการมีมากกว่า 1.19 ล้านราย ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์

    “ขณะนี้โครงการเข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิและยังมีวงเงินคงเหลือ ตรวจสอบสิทธิและวางแผนใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะทุกการใช้จ่ายไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ยังช่วยส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจและกระจายลงสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลขอให้ประชาชนตรวจสอบวงเงินคงเหลือและเงื่อนไขการใช้สิทธิของตนเอง พร้อมใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามความจำเป็นในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสิทธิอย่างเต็มที่ก่อนสิ้นสุดโครงการ ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยสนับสนุนร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1683073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wnIiHfLi8LV8wSzAvMZmn

  • ITD ชี้ 4 โจทย์เศรษฐกิจไทย เร่งเชื่อมโลกสู่ความยั่งยืน

    ITD ชี้ 4 โจทย์เศรษฐกิจไทย เร่งเชื่อมโลกสู่ความยั่งยืน

    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยภายหลังการจัดงาน ITD Research Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “Connectivity X Sustainability” ว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยประจำปี 2569 จำนวน 4 เรื่อง ซึ่งมุ่งนำองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดทิศทาง ขับเคลื่อน และแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้ง 4 งานวิจัย ประกอบด้วย 1. การบูรณาการระบบรางของไทยสู่ระบบโลจิสติกส์เอเชียเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค 2. การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรไทยเพื่อรองรับแนวโน้มการบริโภคอย่างยั่งยืนในตลาดโลกผ่านระบบ Traceability 3. แนวทางการปรับตัวของไทยและอาเซียนในกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว โดยเฉพาะการจัดตั้ง Sustainable Data Center และ 4. การใช้ประโยชน์ความตกลงระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ของไทย

    นายสุภกิจ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geopolitics) กฎระเบียบการค้ายุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ส่งผลให้ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

    ดังนั้น ITD จึงศึกษาวิจัยทั้ง 4 โครงการ เพื่อผลักดันให้ไทยสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบที่มีอยู่ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึงและยั่งยืน และเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้ขาย” ไปสู่การเป็น “Trusted Partner” หรือพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ ซึ่งสามารถร่วมสร้างและเพิ่มมูลค่ากับคู่ค้า

    Data Center โตตาม AI ไทยต้องเร่งวางมาตรฐานสีเขียว

    นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) ITD กล่าวว่า ผลงานวิจัยทั้ง 4 เรื่องสะท้อนโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวให้สอดรับกับบริบทการค้าและเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา Data Center ระบบ Traceability การใช้ประโยชน์จาก FTA ไปจนถึงการยกระดับ SMEs และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระเบียงเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) ITD

    สำหรับผลการศึกษาเรื่อง “แนวทางการจัดตั้งและพัฒนา Sustainable Data Center ในไทยและอาเซียน” พบว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยการขยายตัวของ AI และบริการดิจิทัลทำให้ความต้องการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า กำลังติดตั้ง Data Center ทั่วโลกอยู่ที่ 114 กิกะวัตต์ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 226 กิกะวัตต์ในปี 2573 และ 277 กิกะวัตต์ในปี 2578 ขณะเดียวกัน Data Center ใช้พลังงานและทรัพยากรในระดับสูง ทำให้แนวคิด Sustainable Data Center กลายเป็นแนวทางสำคัญในการรองรับการลงทุน Data Center ที่ขยายตัวในอาเซียนและไทย

    โดยไทยต้องพิจารณาความยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุน แต่ต้องคำนึงถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทย การจ้างงาน การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการกำกับดูแลที่โปร่งใส พร้อมเร่งยกระดับข้อกำหนดด้านความยั่งยืน และพัฒนาฐานข้อมูล Data Center ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

    Traceability ปิดจุดอ่อนสินค้าเกษตรไทย

    ขณะที่ผลการศึกษาเรื่อง “Traceability ยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” พบว่า ตลาดโลกให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศนำระบบตรวจสอบย้อนกลับมาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งนอกจากช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแล้ว ยังช่วยป้องกันการปลอมแปลงสินค้า

    อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีข้อจำกัดจากระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ดำเนินการแบบแยกส่วน ข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังไม่สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกรณีศึกษาทุเรียนที่ยังพบปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังแหล่งผลิต เนื่องจากมีการรวบรวมและคัดแยกผลผลิตจากหลายแปลง รวมถึงข้อจำกัดด้านเอกสารรับรองและทักษะดิจิทัล

    โดยอยากเสนอให้ไทยพัฒนามาตรฐานข้อมูลกลาง บูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน พร้อมจัดทำกรอบกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก

    เชื่อมราง-ถนน-ท่าเรือ ดันไทยเป็นฮับโลจิสติกส์

    ส่วนงานวิจัย “การบูรณาการระบบรางของไทยสู่ระบบโลจิสติกส์เอเชียเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค” ชี้ว่า ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์จากการเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอาเซียน จีน อินเดีย และเอเชียใต้ แต่ข้อได้เปรียบดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพก็ต่อเมื่อไทยสามารถเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งทางราง ถนน และท่าเรือ รวมถึงระบบศุลกากรและกฎระเบียบข้ามพรมแดนให้เกิดความต่อเนื่อง

    ประเทศไทยจึงควรพัฒนาระบบรางควบคู่กับการลดต้นทุนขนส่ง และขับเคลื่อนระบบนิเวศโลจิสติกส์แบบบูรณาการ พร้อมส่งเสริมการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม เพื่อกระจายรายได้จากการค้าและการลงทุนลงสู่ท้องถิ่นที่มีเส้นทางรถไฟพาดผ่าน

    ดัน SMEs ใช้ FTA ขยับจากผู้ผลิตสู่เจ้าของมูลค่าเพิ่ม

    ด้านงานวิจัยเรื่อง “การใช้ประโยชน์ความตกลงระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษของไทย” พบว่า ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ยังมีข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั้งในเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานของประเทศคู่ค้า ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากยังอยู่ในกระบวนการกลางน้ำ ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่สูง

    งานวิจัยเสนอให้ไทยปรับจากการเป็นฐานการผลิตหรือการประกอบ ไปสู่การเป็นเจ้าของมูลค่าเพิ่มในกิจกรรมต้นน้ำ เช่น การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการออกแบบ รวมถึงกิจกรรมปลายน้ำ เช่น การสร้างแบรนด์และการตลาด

    นอกจากนี้ ควรมีเครื่องมือเชิงพื้นที่ เช่น “FTA Clinic” เพื่อให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ และส่งเสริมการจับคู่พันธมิตรระหว่างธุรกิจรายใหญ่กับ SMEs เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาคและตลาดโลก

    งาน ITD Research Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “Connectivity X Sustainability”

    4 งานวิจัยชี้ไทยต้อง “เชื่อมให้เป็น” เปลี่ยนศักยภาพเป็นมูลค่า

    นายวิมล กล่าวว่า เมื่อพิจารณาผลงานวิจัยทั้ง 4 เรื่องร่วมกัน จะเห็นได้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างการเชื่อมโยงในหลายมิติ ทั้งพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล ผู้ประกอบการ และกติกาการค้า เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    โดยเฉพาะการเปลี่ยนข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งของประเทศให้กลายเป็นข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ผ่านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ ข้อมูล และเครือข่ายโลจิสติกส์ทั้งทางกายภาพและดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในบริบทโลกยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/668201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C-1c_LB9GwwpX2Rsq-ufp

  • สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อคิวบา เพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อคิวบา เพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อคิวบา เพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจ

    04 กันยายน 2569, 19:50น.

              กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อคิวบา เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ทำให้วิกฤตต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ที่ถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเพิ่มเติม ได้แก่ นายฟิเดล เออร์เนสโต คาสโตร หลานของนายราอูล คาสโตร อดีตผู้นำ และบริษัทอาบาเป็ต (Abapet) ผู้นำเข้าอุปกรณ์และอะไหล่สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมัน รวมถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าที่กำลังทรุดโทรมของคิวบา

              คิวบามีปัญหาไฟฟ้าดับเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเกิดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง เนื่องจากโครงข่ายไฟฟ้ามีการใช้งานมาเป็นเวลานาน ประกอบกับปริมาณสำรองเชื้อเพลิงลดลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศใดก็ตามที่ขายหรือจัดหาน้ำมันให้กับคิวบา

              นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีการต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์บน X ว่า ผู้ที่ถูกคว่ำบาตรเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางการเงินและข่าวกรองของนายคาสโตร เขากล่าวโทษว่า ผู้ปกครองคิวบาล้มเหลวทำให้ชาวคิวบาทั่วไปอดอยาก ในขณะที่ตระกูลคาสโตรและคนวงในคนอื่นๆ ร่ำรวยขึ้นจากการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและแผนการที่ผิดกฎหมายอื่นๆ ทั้งพยายามเผยแพร่อุดมการณ์มาร์กซิสต์ไปยังสหรัฐอเมริกาและรัฐอื่นๆ ในซีกโลกตะวันตก

              ประกาศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากที่นายออสการ์ เปเรซ-โอลิวา ฟรากา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการลงทุนต่างประเทศของคิวบา เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ได้รับการอนุมัติในเดือนมิถุนายน และกล่าวโทษรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตต่างๆ ในประเทศ

    …

    #สหรัฐฯ

    #คิวบา

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164226&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Igl5EyW5LtVhjk2ViA8zT

  • ธปท.แจงทุนสำรองระหว่างประเทศ 28 ส.ค. อยู่ที่ US$ 283.2 พันล้าน : อินโฟเควสท์

    ธปท.แจงทุนสำรองระหว่างประเทศ 28 ส.ค. อยู่ที่ US$ 283.2 พันล้าน : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขเงินสำรองระหว่างประเทศ วันที่ 28 ส.ค.69 อยู่ที่ 283.2 พันล้านดอลลาร์ จากวันที่ 21 ส.ค.69 อยู่ที่ 284.7 พันล้านดอลลาร์

    ขณะเดียวกัน ฐานะฟอร์เวิร์ดสุทธิของไทย วันที่ 28 ส.ค.69 อยู่ที่ 24.6 พันล้านดอลลาร์ จากวันที่ 21 ส.ค.69 อยู่ที่ 24.8 พันล้านดอลลาร์

    เงินสำรองระหว่างประเทศในรูปเงินบาท วันที่ 28 ส.ค.69 อยู่ที่ 9,331.1 ล้านบาท จากวันที่ 21 ส.ค.69 อยู่ที่ 9,323.1 ล้านบาท

    21 ส.ค. 28 ส.ค.
    เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (ล้านบาท) 9,323.1 9,331.1
    (พันล้านดอลลาร์ สรอ.) 284.7 283.2
    ฐานะสุทธิ Forward (พันล้านดอลลาร์ สรอ.) 24.8 24.6
    สินเชื่อสุทธิที่ให้กับรัฐบาล (พันล้านบาท) 74.9 99.4
    สินเชื่อสุทธิที่ให้กับสถาบันการเงิน (พันล้านบาท) -4,957.0 -4,911.5
    ฐานเงิน (พันล้านบาท) 3,044.5 3,153.1

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/643500&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lp09F54tKJr-IomujSvut

  • “ยุโรป” ร่วมสหรัฐ เปิดศึกเศรษฐกิจอิหร่าน เดินหน้าตัดช่องทางการเงิน

    “ยุโรป” ร่วมสหรัฐ เปิดศึกเศรษฐกิจอิหร่าน เดินหน้าตัดช่องทางการเงิน

    สหภาพยุโรปเข้าร่วม “Operation Economic Outcast” ที่สหรัฐเป็นแกนนำ เพิ่มแรงกดดันเพื่อตัดอิหร่านออกจากระบบการเงินโลก ขณะที่อิหร่านประณาม EU ว่ายอมจำนนต่อแรงบีบจากสหรัฐ

    วันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 09.45 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) เข้าร่วมมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านภายใต้ “Operation Economic Outcast” ที่สหรัฐเป็นแกนนำ โดยมีเป้าหมายตัดช่องทางทางการเงินของเตหะรานออกจากระบบการเงินโลก ขณะที่รัฐบาลอิหร่านออกมาประณามความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างรุนแรง พร้อมกล่าวหา EU ว่ายอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐ

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวชื่นชม EU ที่เข้าร่วมมาตรการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า สหรัฐเห็นคุณค่าของจุดยืนที่เข้มแข็งและรวดเร็วของยุโรป พร้อมย้ำว่าประชาคมโลกกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลอิหร่านว่าจะเดินหน้ากดดันต่อไปจนกว่าช่องทางทางการเงินที่เหลืออยู่จะถูกตัดขาด

    ท่าทีของเบสเซนต์มีขึ้นหลัง EU ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม สนับสนุนความพยายามในการยุติกิจกรรมของอิหร่านที่ถูกมองว่าสร้างความไร้เสถียรภาพ รวมถึงผลักดันการกลับเข้าสู่การเจรจาสันติภาพ โดยระบุถึง Operation Economic Outcast ในฐานะหนึ่งในแนวทางเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลอิหร่าน

    การสนับสนุนของ EU เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกลุ่ม G20 เดินทางเข้าร่วมการประชุมที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ของสหรัฐ ในสัปดาห์นี้

    เบสเซนต์ ระบุว่า สหรัฐจะยืนหยัดร่วมกับพันธมิตรเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านใช้ประโยชน์จากระบบการเงินโลกในการสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์ โครงการอาวุธ และกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

    รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัว “Operation Economic Outcast” ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม เพื่อขยายแรงกดดันต่ออิหร่านในมิติทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเป้าไปที่ช่องทางสำคัญหลายด้าน ตั้งแต่การเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัล การจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูง ทองคำสำรอง ไปจนถึงธุรกิจการบินพาณิชย์และการเดินเรือ

    เบสเซนต์เรียกมาตรการดังกล่าวว่าเป็นการเปิดการโจมตีทางเศรษฐกิจต่อเครือข่ายการเงินทั่วโลกของอิหร่าน พร้อมเตือนประเทศที่ยังให้ความช่วยเหลือเตหะรานว่าอาจต้องเผชิญกับการถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

    ก่อนเกิดสงคราม จีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และรับซื้อน้ำมันดิบอิหร่านที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรราว 90% ทำให้การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับประเทศและสถาบันการเงินที่ยังทำธุรกรรมกับเตหะรานเป็นอีกประเด็นที่ถูกจับตามอง

    ก่อนการประชุม G20 เบสเซนต์ส่งสัญญาณว่าจะกดดันประเทศสมาชิกให้ลดความสัมพันธ์ทางการเงินกับอิหร่าน มิฉะนั้นอาจเผชิญ มาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ (secondary sanctions)

    สหรัฐยังเตรียมออกมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิชุดใหม่ในทุกสัปดาห์ โดยในระยะแรกจะมุ่งเป้าไปที่ธนาคารและสถาบันการเงินที่อำนวยความสะดวกให้กับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน พร้อมเตือนว่าสถาบันเหล่านี้อาจถูกตัดออกจากระบบการเงินที่ใช้เงินดอลลาร์โดยสิ้นเชิง

    ด้าน เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาตอบโต้การตัดสินใจของ EU โดยเรียกมาตรการของสหรัฐว่า เป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ และกล่าวหาสหภาพยุโรปว่ายอมสละอธิปไตย กฎหมาย กฎระเบียบ ตลอดจนคุณค่าและจริยธรรมของตัวเองให้กับแรงบีบบังคับจากสหรัฐ

    อย่างไรก็ตาม EU มีมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของตัวเองอยู่แล้ว โดยครอบคลุมโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน ตลอดจนการสนับสนุนทางทหารของอิหร่านต่อรัสเซีย

    การเข้าร่วม Operation Economic Outcast จึงสะท้อนการเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านนอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรที่ยุโรปดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว และทำให้ความพยายามของสหรัฐ ในการตัดอิหร่านออกจากเครือข่ายการเงินระหว่างประเทศได้รับแรงสนับสนุนจากพันธมิตรสำคัญเพิ่มขึ้น

    แรงกดดันทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกับสถานการณ์ทางทหารในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งอาจกลับเข้าสู่สงครามในวงกว้างอีกครั้ง

    กองทัพสหรัฐเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่านระลอกใหม่เมื่อต้นสัปดาห์ เพื่อตอบโต้การโจมตีเรือและกองกำลังสหรัฐฯ ในภูมิภาค ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐหลายแห่งทั่วตะวันออกกลาง

    ขณะเดียวกัน การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเส้นทางดังกล่าวเคยรองรับการขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก ก่อนเกิดสงคราม ขณะที่อิหร่านยังคงโจมตีเรือเป็นระยะในเส้นทางเดินเรือทางใต้ใกล้ชายฝั่งโอมาน

    สหรัฐยังคงปิดล้อมทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ โดยสกัดเรือที่เดินทางเข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน เพื่อขัดขวางการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศ

    กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ระบุว่า จนถึงวันศุกร์ กองกำลังสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์แล้ว 87 ลำ ทำให้เรือ 3 ลำไม่สามารถปฏิบัติการต่อได้ และขึ้นตรวจค้นเรืออีก 2 ลำ เพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดจึงสะท้อนว่าสหรัฐกำลังเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านพร้อมกันทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจ ขณะที่การเข้าร่วมของ EU อาจเพิ่มประสิทธิภาพของความพยายามในการจำกัดช่องทางการเงินระหว่างประเทศของเตหะรานมากขึ้น

    อ้างอิง : www.cnbc.com

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/267700/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vpoXQeBHT9Y-8kRllrzcJ

  • โค้งสุดท้าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลเร่ง 26 ล้านสิทธิใช้จ่ายก่อนหมดเขต โชว์ยอดเงินหมุนเวียนทะลุ 1.3 แสนล้านบาท

    โค้งสุดท้าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลเร่ง 26 ล้านสิทธิใช้จ่ายก่อนหมดเขต โชว์ยอดเงินหมุนเวียนทะลุ 1.3 แสนล้านบาท

    วันนี้ (5 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลได้ออกมาเชิญชวนให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิ เร่งตรวจสอบวงเงินคงเหลือและใช้สิทธิในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและกระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

    จากข้อมูลล่าสุด (วันที่ 4 กันยายน 2569) โครงการนี้มีประชาชนได้รับสิทธิทั้งสิ้น 26,040,623 ราย และมีร้านค้ารายย่อยที่ผ่านการตรวจสอบเข้าร่วมโครงการถึง 1,192,565 ราย ทั่วประเทศ โดยรูปแบบโครงการเป็นลักษณะร่วมจ่าย (Co-pay 60/40) ซึ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสะสมไปแล้วสูงถึง 138,379.3 ล้านบาท

    สำหรับรายละเอียดการใช้จ่ายสะสม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก

    • ส่วนที่รัฐบาลสนับสนุน: รวม 79,505.2 ล้านบาท (แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 76,604.2 ล้านบาท และแพลตฟอร์ม Food Delivery 2,901.0 ล้านบาท)
    • ส่วนที่ประชาชนร่วมจ่าย: รวม 58,874.1 ล้านบาท (แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ 56,618.5 ล้านบาท และแพลตฟอร์ม Food Delivery 2,255.6 ล้านบาท)

    ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกลงไปที่หมวดหมู่ฟู้ดเดลิเวอรี (Food Delivery) พบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนรวมกันกว่า 5,156.6 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการบริโภคยุคใหม่ ซึ่งโครงการนี้มีส่วนช่วยเพิ่มช่องทางการขายและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยบนโลกออนไลน์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ลลิดา เน้นย้ำว่า ขณะนี้โครงการได้ก้าวเข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว จึงขอให้ประชาชนวางแผนการใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามความจำเป็น เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดก่อนสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนด

    “ทุกการใช้จ่ายไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระในกระเป๋าของท่านเอง แต่ยังเป็นการส่งต่อสายป่านทางเศรษฐกิจไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจ และกระจายตัวลงสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการอย่างแท้จริง” ลลิดา กล่าว

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-stimulus-deadline/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PdZrjC2ss1z_SrbZM5qZW

  • ‘ไอซ์’ ถามแรง ‘ศุภชัย-ภูมิใจไทย’ มีใครใน กกต. เป็นบุพการี | เดลินิวส์

    ‘ไอซ์’ ถามแรง ‘ศุภชัย-ภูมิใจไทย’ มีใครใน กกต. เป็นบุพการี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ก.ย. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เตือนพรรคประชาชนอย่าใช้เวทีสภา กดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนกลายเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระ ว่า มันเป็นหน้าที่ของสภา และรัฐบาลตั้งแต่เมื่อไหร่? ที่จะต้องยื่นหน้าออกมาปกป้อง กกต. ขนาดนี้ พื้นที่ของสภาอันทรงเกียรติ ที่พวกคุณชอบพูดกัน ควรมีเอาไว้พูดเพื่อปกป้องประโยชน์สูงสุดของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ไม่ใช่เวทีที่จะเอามาปกป้องพวกพ้องเครือข่ายตัวเอง ออกหน้าปกป้องกันถึงขนาดว่าเอาเพจพรรค ออกมาตอบโต้ ไม่ให้ใช้เวทีสภากดดัน กกต.

    กับหน่วยงานอื่นพรรคภูมิใจไทยทำขนาดนี้ไหม? มีใครใน กกต. เป็นบุพการีของพวกท่านหรือคะ? ทีนี้ก็ชัดเจนแล้วนะ ว่าเมื่อวานนี้ รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เอาชีวิตของคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอ้างบังหน้า เพื่อปกป้อง กกต. จริงๆ

    ต่อมา น.ส.รักชนก แชร์โพสต์ของนายศุภชัย ที่เขียนว่า you baseborn bastard!! (ไอ้ลูกไม่มีพ่อชั้นต่ำ) น.ส.รักชนก เขียนกำกับว่า “สลิ้งแตก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6162999/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21j1nwI7r4_OhHxf0HgV7D

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI เพิ่มขึ้น 18 เซนต์ หลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะ ดาวโจนส์ร่วง 271.86 จุด เช็ก ราคาน้ำมันวันนี้ 05/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI เพิ่มขึ้น 18 เซนต์ หลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะ ดาวโจนส์ร่วง 271.86 จุด เช็ก ราคาน้ำมันวันนี้ 05/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในภาวะผันผวน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% ในรอบสัปดาห์ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขาย หลังตัวเลขจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาดและเพิ่มความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ส่วนราคาน้ำมันในประเทศไทยยังอยู่ในระดับเดิมตามข้อมูลล่าสุดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน

    น้ำมัน WTI ปิด 91.48 ดอลลาร์ พุ่งเกือบ 10% ในรอบสัปดาห์

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนต.ค. ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. 2569 เพิ่มขึ้น 18 เซนต์ หรือ 0.2% มาอยู่ที่ 91.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 76 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 96.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 7.6% โดยตลาดยังคงวิตกว่าสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งและอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการขนส่งยังเผชิญความติดขัด

    อีกปัจจัยที่สะท้อนแรงกดดันด้านพลังงานคือ ราคาดีเซลขายปลีกในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.85 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนภาคขนส่ง ภาคเกษตรกรรม และราคาสินค้าในวงกว้าง

    ตลาดจึงจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หากการขนส่งน้ำมันหยุดชะงักเป็นเวลานาน อาจทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและเป็นแรงหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อไป

    ดาวโจนส์ร่วง 271 จุด หลังจ้างงานสหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์ก ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. 2569 ที่ 53,414.25 จุด ลดลง 271.86 จุด หรือ 0.51% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,718.60 จุด ลดลง 29.11 จุด หรือ 0.38% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,506.99 จุด ลดลง 77.07 จุด หรือ 0.29%

    แรงกดดันสำคัญมาจากข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ เดือนส.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้เพียง 56,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานในเดือนมิ.ย.และก.ค. ยังถูกปรับเพิ่มรวมกันอีก 55,000 ตำแหน่ง

    ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่กลับสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอาจเปิดทางให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้

    นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ นักลงทุนจึงลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบทั้ง 3 ดัชนี

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 5 ก.ย. 69 จาก 4 สถานี

    สำหรับราคาน้ำมันในประเทศไทย ข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่อ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ณ วันที่ 2 ก.ย. 2569 เวลา 05.00 น. มีดังนี้

    ปตท.

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.29 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 29.23 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 47.28 บาท/ลิตร

    บางจาก

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.229 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 29.23 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาท/ลิตร

    พีที

    ดีเซล ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 34.14 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 47.78 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.29 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาท/ลิตร

    เชลล์

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.49 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.42 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.79 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 34.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกดังกล่าวเป็นราคาในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพฯ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของผู้ให้บริการ จึงควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้ง

    โดย สนพ. มีการอัปเดตราคาน้ำมันเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา โดยข้อมูลชุดนี้อ้างอิงราคาล่าสุดตามที่ระบุไว้ข้างต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/319609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NUcKmbLhj1pJ1vPLMtx_I

  • รวบพ่อเฒ่าบัญชีม้าปอยเปตวัย 71 ปี คาโบกี้รถไฟ รับแค่จะกู้เงินแต่ถูกจูงใจ | เดลินิวส์

    รวบพ่อเฒ่าบัญชีม้าปอยเปตวัย 71 ปี คาโบกี้รถไฟ รับแค่จะกู้เงินแต่ถูกจูงใจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ก.ย. พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. จับกุมนายอุดม อายุ 71 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก (บัญชีม้า) ได้ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

    สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายแจ้งความว่าถูกแก๊งมิจฉาชีพโฆษณาขายอาหารเสริมในเฟซบุ๊ก ชักชวนเข้าร่วมกิจกรรมลงทุนแลกเปลี่ยนสกุลเงินผ่านไลน์ โดยช่วงแรกได้กำไรแต่เมื่อจะถอนเงินกลับบ่ายเบี่ยงให้โอนเพิ่มจนสูญเงินกว่า 4 ล้านบาท จึงเข้าแจ้งความกับ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์

    สอบสวนเบื้องต้นรับสารภาพว่า ต้องการกู้เงินผ่านเฟซบุ๊กแต่ถูกชักชวนให้ไปเปิดบัญชีธนาคารแลกค่าตอบแทนบัญชีละ 20,000 บาท จึงยอมข้ามช่องทางธรรมชาติไปยังฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพื่อสแกนใบหน้าเปิดไป 2 บัญชี ทว่าสุดท้ายกลับถูกเบี้ยวเงินและได้ค่ารถกลับไทยเพียง 500 บาท จนกระทั่งถูกตำรวจสืบทราบและจับกุมตัวในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6164264/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1itj5r5DicorVe5d6NRqOc

  • สภาการท่องเที่ยวโลก เผยเม็กซิโกติด Top 4 ท่องเที่ยวโลก—เปิดช่องธุรกิจสปา อาหาร และสินค้าไทยเจาะตลาด

    สภาการท่องเที่ยวโลก เผยเม็กซิโกติด Top 4 ท่องเที่ยวโลก—เปิดช่องธุรกิจสปา อาหาร และสินค้าไทยเจาะตลาด

    สภาการท่องเที่ยวและบริการเดินทางโลก (The World Travel and Tourism Council: WTTC) ประกาศจัดอันดับให้ประเทศเม็กซิโกครองอันดับ 4 ของโลก ทั้งในด้านมูลค่าสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และมูลค่าการใช้จ่ายในกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน (Leisure Travel Spending) ประจำปี 2025 ส่งผลให้เม็กซิโกเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคลาตินอเมริกาที่สามารถติด 10 อันดับแรก (Top 10) ของทั้งสองดัชนีได้สำเร็จ

    การประกาศอันดับโลกดังกล่าวจัดขึ้น ณ เมืองแคนคูน รัฐควินตานาโร เนื่องจาก WTTC ระบุว่า พื้นที่กลุ่มคาริบเบียนเม็กซิกัน (Mexican Caribbean) คือปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศให้เติบโตอย่างโดดเด่น

    นางกลอเรีย เกวารา (Gloria Guevara) ประธาน WTTC และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวเม็กซิโก ได้เข้าพบปะกับกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ เพื่อร่วมกันจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเตรียมนำเสนอต่อรัฐบาลกลาง หวังยกระดับการโปรโมตและรักษาเสถียรภาพตำแหน่งของเม็กซิโกในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    ตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเม็กซิโกปี 2025
    •  มูลค่าสัดส่วนทางตรงต่อ GDP การท่องเที่ยวเม็กซิโกทำมูลค่าสูงถึง 149,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับ 4 ของโลกอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2019 (ขณะนั้นอยู่ที่ 139,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (885,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ), จีน (434,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเยอรมนี (202,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) 
    •  มูลค่าการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน: เม็กซิโกครองอันดับ 4 ของโลก ด้วยมูลค่าสูงถึง 237,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเพียงสหรัฐอเมริกา จีน และเยอรมนีที่มีมูลค่าสูงกว่า

    นางเกวาระ ระบุว่า ในภาพรวมระดับโลก แม้เศรษฐกิจโลกจะเติบโตเพียง 2.8% ในปีที่ผ่านมา แต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับขยายตัวสูงถึง 4% สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเกือบ 11.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานมากถึง 366 ล้านตำแหน่ง (คิดเป็น 1 ใน 9 ของตำแหน่งงานทั่วโลก) นอกจากนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 1 ใน 3 ของตำแหน่งงานใหม่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกล้วนมาจากภาคการท่องเที่ยวและเดินทางทั้งสิ้น

    สำหรับภูมิภาคอเมริกาเหนือ เม็กซิโกถือเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับแคนาดาและสหรัฐอเมริกา โดยทั้งสองประเทศหลังเผชิญภาวะหดตัวของยอดใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเนื่องจากจำนวนผู้เดินทางลดลง ในทางกลับกัน เม็กซิโกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ซึ่งมีรัฐควินตานาโรเป็นหัวเจาะหลัก จากจุดเด่นด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเล Connectivity การเดินทางที่สะดวก และความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการโรงแรม และ WTTC

    การเยือนแคนคูนในครั้งนี้ยังถือเป็นการเปิดตัวดัชนีชี้วัดใหม่ทั้งสองตัวต่อสายตาโลก พร้อมส่งสารสำคัญว่าคาริบเบียนเม็กซิกันไม่ได้เป็นเพียงฟันเฟืองดันเม็กซิโกสู่ Top 4 ของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นขุมพลังสำคัญในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่องในอนาคต

    โอกาสสำหรับธุรกิจไทย การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวในเม็กซิโก โดยเฉพาะในย่านแคนคูนและริเวียรามายา (Mexican Caribbean) ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังซื้อสูงหมุนเวียนตลอดทั้งปี ถือเป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมและแนว Luxury Asian Fusion สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในแคนคูนและกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง นิยมประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับไฮเอนด์ ร้านอาหารไทยที่เน้นความพิถีพิถันและร้านอาหารไทยที่ได้การรับรองมาตรฐาน Thai SELECT จะช่วยสร้างจุดขายที่โดดเด่นท่ามกลางตลาดร้านอาหารนานาชาติ วัตถุดิบและซอสปรุงรสสำเร็จรูป: เพื่อรองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมโรงแรมและบริการอาหาร (HoReCa) ในพื้นที่ขยายตัว ความต้องการวัตถุดิบไทย เช่น ซอสแกงสำเร็จรูป น้ำปลา เครื่องต้มยำ ข้าวหอมมะลิ และกะทิ จะเพิ่มขึ้นเพื่อส่งเข้าครัวของโรงแรม 5 ดาวและร้านอาหาร เครื่องดื่มและผลไม้ไทย: ผลไม้เขตร้อนอบแห้ง ผลไม้แปรรูป และเครื่องดื่ม เช่น “ชาไทย” (Thai Tea) มีศักยภาพสูงในการเจาะตลาดเมืองท่องเที่ยวชายหาด กลุ่มสินค้าและบริการนวดแผนไทยและนวัตกรรมสปา: เม็กซิกันคาริบเบียนเป็นศูนย์กลางของ Luxury Resorts ที่ให้ความสำคัญกับบริการ Wellness ดังนั้น การนำเสนอ “นวดไทยโบราณ” การฝึกอบรมเทอราปิสท์ หรือการส่งออกผลิตภัณฑ์สปาออร์แกนิกไทย (เช่น น้ำมันหอมระเหย สครับ สมุนไพร) สามารถนำเสนอสู่โปรแกรมสุขภาพของโรงแรมหรูในแหล่งท่องเที่ยวได้ นอกจากนี้ สินค้าตกแต่งรีสอร์ทและของแต่งบ้าน: งานหัตถกรรมไทย เฟอร์นิเจอร์ไม้/หวาย และของตกแต่งสไตล์เขตร้อน (Tropical Luxury) สามารถเจาะกลุ่มผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมใหม่ๆ ในพื้นที่ได้


    สคต. ณ กรุงเม็กซิโก

    แหล่งที่มา

    México se consolida como el cuarto país del mundo en PIB y gasto turístico gracias al Caribe: WTTC
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/k0e10x72quc65wztmvgc5n19&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nl1ovb_cKOVvo9puqDODJ