Category: เศรษฐกิจ

  • ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    “อนุทิน” เซ็นคำสั่งนายกฯ แต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ” นั่งประธานเอง เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    วันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยคณะกรรมการดังกล่าว มีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ 

    ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    อำนาจหน้าที่

    1. พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม รวมทั้งประเด็นด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี

    2. ประเมิน วิเคราะห์ และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางตัดสินใจเชิงรุกในประเด็นหรือนโยบายตามข้อ 1 เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี

    3. อำนวยการ สั่งการ บริหารและติดตามสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

    4. พิจารณาเรื่องอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

    5. เชิญรัฐมนตรี หน่วยงาน เจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการอื่นมาชี้แจง ให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการเห็นสมควร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k3oE0tDTLSp4ZNxBNx4t7

  • ธนาคารกลางอิสราเอลปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบสงครามอิหร่าน

    ธนาคารกลางอิสราเอลปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบสงครามอิหร่าน

    ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมประมาณ 5.2% เหลือราว 3.8% เนื่องจากผลกระทบของสงครามกับอิหร่านและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้เศรษฐกิจอิสราเอลยังคงมี “ความยืดหยุ่น (resilience)” ในบางภาคส่วน โดยเฉพาะเทคโนโลยี แต่ธนาคารกลางเตือนว่า ผลกระทบของสงครามได้เริ่มส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริง (real economy) อย่างชัดเจน

    โดยผู้เชี่ยวชาญและธนาคารกล่าวได้สรุปว่า จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ดังนี้

    (1) การบริโภคชะลอตัว – การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและภาคบริการลดลง และภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรง สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง 

    (2) ปัญหาด้านแรงงาน (Labour supply shock) – การเรียกระดมกำลังพล (reservists) ส่งผลให้ภาคการผลิตเกิดการขาดแรงงานโดยฉับพลันไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า และแรงงานบางส่วนไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตลดลงและธุรกิจดำเนินงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

    (3) Supply chain disruption – การขนส่งและโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบ โดยต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่สงครามกระทบ supply chain และราคาพลังงาน

    (4) การลงทุนและภาคธุรกิจชะลอ – สงครามก่อให้เกิดความไม่แน่นอนสูง มีผลให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ และภาคเอกชนระมัดระวังการลงทุนใหม่

    ผลกระทบเศรษฐกิจในระดับมหภาค

    (1) การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) – ถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น อิสราเอลปรับลดจาก +5.2% เหลือ 3.8% ขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลาและความรุนแรงของสงคราม”

    (2) เงินเฟ้อ (Inflation) – ที่อาจมีการปรับตัวอย่างรุนแรง จากความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่ส่งผ่านมาถึงต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

    (3) ฐานะการคลัง (Fiscal Position) – งบประมาณด้านความมั่นคงเพิ่มสูง และภาครัฐมีความเสี่ยงเกิด “การจัดทำงบขาดดุลเพิ่มขึ้น” ซึ่งในประเด็นนี้ ธนาคารกลางเตือนว่าควรควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

    ประเด็นเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล

    (1) เศรษฐกิจชะลอพร้อมความเสี่ยงเพิ่ม (Growth vs Risk) – Growth ลดลง และ Risk premium เพิ่ม

    (2) ผลกระทบยืดเยื้อ (Long-term scarring) – ความเสียหายจากสงคราม, ภาระงบประมาณระยะยาว และภาวะความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต

    (3) ความไม่แน่นอนสูง (High uncertainty) – มีความอ่อนไหวขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ยากต่อการคาดการณ์นโยบาย

    (4) เกิดภาวะเงินทุนไหลเข้าเพราะอุตสาหกรรมด้าน tech ยังแข็งแกร่ง ส่งผลต่อค่าเงินเชเกลแข็ง แต่สงครามมีผลต่อเศรษฐกิจจริง ทำให้เกิด เศรษฐกิจสองภาพ” ที่ภาคการเงิน/tech ยังแข็ง แต่ภาคจริงของเศรษฐกิจจริง (consumption, production) ชะลอ

    ดังนั้น การปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของธนาคารกลางอิสราเอลสะท้อนว่า แม้ประเทศจะมีพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงหลักที่สามารถกระทบเศรษฐกิจได้ในวงกว้าง ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะระยะสั้น แต่มีแนวโน้มเช่น กดดันการเติบโตให้น้อยลงหรืชะลดตัวลงในหลายด้าน, เพิ่มภาระการคลัง และ สร้างความไม่แน่นอนต่อการลงทุน เป็นต้น

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. มีความเห็นว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจอิสราเอลที่มีความผันผวนสูงทั้งด้านค่าเงิน การไหลเข้าของเงินทุน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การแบ่งกลุ่มตลาดอย่างชัดเจน และการติดตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการพึ่งพาความต้องการในระยะสั้นเกินไป พร้อมทั้งพัฒนา positioning สินค้าไทยให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคระดับรายได้สูงที่มีความผันผวนสูงตามตลาดทุนโลก

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://www.timesofisrael.com/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zt1ewjk68skblk2aej5miozx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ETQA7fV2pXEgTKBV0IN7l

  • ธนาคารกลางอิสราเอลคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูง ท่ามกลางสงคราม เงินเฟ้อ และความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

    ธนาคารกลางอิสราเอลคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูง ท่ามกลางสงคราม เงินเฟ้อ และความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

    บทนำ

    เศรษฐกิจอิสราเอลในเดือนเมษายน 2569 อยู่ภายใต้แรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กับอิหร่าน ความผันผวนของเงินทุนโลก และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) ต้องดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะเข้มงวดต่อเนื่อง โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงประมาณ 4.75% เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อ แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน

    นโยบายการเงินภายใต้แรงกดดันหลายทิศทาง

    การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงของธนาคารกลางอิสราเอลสะท้อน “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางนโยบาย (policy dilemma)” โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการที่ต้องบริหารพร้อมกัน ได้แก่ การควบคุมเงินเฟ้อ การรักษาเสถียรภาพค่าเงิน และการป้องกันความเสี่ยงต่อระบบการเงิน

    แม้เงินเฟ้อเริ่มชะลอลงจากระดับสูงในช่วงก่อนหน้า แต่ยังไม่กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายอย่างมั่นคง ประกอบกับต้นทุนจากสงครามที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และงบประมาณความมั่นคง ทำให้แรงกดดันด้านราคาในระบบเศรษฐกิจยังคงอยู่ ธนาคารกลางจึงยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคจริง

    การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจภาคจริง (real economy) โดยเฉพาะใน 3 ด้านสำคัญ

    ประการแรก ภาคธุรกิจและการลงทุนได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทต่าง ๆ โดยเฉพาะ SME ชะลอการลงทุนและการขยายกิจการ

    ประการที่สอง ภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนสินเชื่อที่สูง ส่งผลให้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยชะลอตัวลงอย่างชัดเจน 

    ประการที่สาม ภาคครัวเรือนเผชิญกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนตัวลง

    ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนว่า แม้นโยบายดอกเบี้ยสูงจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อ แต่กลับมีต้นทุนในรูปของการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

    เศรษฐกิจสองความเร็วและความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง

    อีกหนึ่งลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจอิสราเอลในปัจจุบันคือ “เศรษฐกิจสองความเร็ว (two-speed economy)” โดยภาคเทคโนโลยีและการเงินยังคงเติบโตได้ดีจากเงินทุนต่างชาติและความสามารถด้านนวัตกรรม ในขณะที่ภาคการผลิต การก่อสร้าง และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กกลับเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนทางการเงินและความไม่แน่นอน

    ความไม่สมดุลนี้ยิ่งถูกขยายโดยนโยบายดอกเบี้ยสูง ซึ่งแม้จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่กลับทำให้ช่องว่างระหว่างภาคเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น

    ความเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกและค่าเงิน

    นอกจากปัจจัยภายในแล้ว เศรษฐกิจอิสราเอลยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะเงินทุนไหลเข้าในภาคเทคโนโลยีและแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อน ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเชเกลแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง การแข็งค่าของเชเกลแม้ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่กลับสร้างความเสียหายต่อภาคการส่งออก ทำให้ผู้ส่งออกสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อรักษาสมดุลโดยรวมของเศรษฐกิจ

    โดยสรุป การคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอิสราเอลในระดับสูงสะท้อนความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพทางราคาและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจภายใต้ภาวะสงครามและความไม่แน่นอนสูง แม้นโยบายดังกล่าวจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อและรักษาความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน แต่กลับส่งผลให้เศรษฐกิจภาคจริงชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ในระยะต่อไป ความท้าทายสำคัญของอิสราเอลจะอยู่ที่การปรับจังหวะนโยบายการเงินให้เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง (prolonged slowdown) ขณะเดียวกันยังต้องบริหารความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและค่าเงินที่ยังมีความผันผวนสูง

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. มีความเห็นว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจอิสราเอลที่มีความผันผวนสูงทั้งด้านค่าเงิน การไหลเข้าของเงินทุน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การแบ่งกลุ่มตลาดอย่างชัดเจน และการติดตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการพึ่งพาความต้องการในระยะสั้นเกินไป พร้อมทั้งพัฒนา positioning สินค้าไทยให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคระดับรายได้สูงที่มีความผันผวนสูงตามตลาดทุนโลก

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://www.timesofisrael.com/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/z691cazstpz56h6mbylsuq2a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HcPPO7LmLMWkU9VKsH20w

  • ติดยาว! ถ.เศรษฐกิจ 1 อ้อมน้อย มุ่งหน้ากระทุ่มแบน รถเทรลเลอร์จอดเสีย เร่งเคลื่อนย้าย

    ติดยาว! ถ.เศรษฐกิจ 1 อ้อมน้อย มุ่งหน้ากระทุ่มแบน รถเทรลเลอร์จอดเสีย เร่งเคลื่อนย้าย

    28 เม.ย. 69 เวลา 16.20 น. ถ.เศรษฐกิจ 1 มาจากอ้อมน้อย มุ่งหน้า กระทุ่มแบน หน้าร้าน “ตัน แทรคเตอร์” เยื้องนันยางการทออุตสาหกรรม รถเทรลเลอร์จอดเสีย อยู่ระหว่างเคลื่อนย้าย

    เวลา 16.55 น. ท้ายสะสม 3 กม. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0glECOyS76B8QNNFrcSj3l

  • ยศชนัน ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นพลังงาน หนุนรายได้ยั่งยืน

    ยศชนัน ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นพลังงาน หนุนรายได้ยั่งยืน

    ยศชนัน ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นพลังงาน หนุนรายได้ยั่งยืน

    วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.40 น.

    ยศชนัน จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

    28 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปแถลงแนวทางขับเคลื่อน Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ณ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ

    ทั้งนี้ กระทรวงฯ พยายามผลักดันให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เกษตรกรเคยเผาทิ้งให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์และน้ำมันประเภทต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีของ อว. และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกระทรวง อว. วันนี้นั้น นายยศชนัน ระบุว่า เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จึงต้องเร่งเสนอเรื่องต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ โดยคาดว่าจะมีหลายวาระทยอยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะมีโครงการที่เป็นประโยชน์จากหลายกระทรวงเสนอเข้ามาพร้อมกัน

    ในด้านงบประมาณของกระทรวง อว. คาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบเดิมตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุถึงเกณฑ์การคุมงบประมาณของแต่ละกระทรวงไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องของโครงการเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนยังมีแผนที่จะสนับสนุน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/961103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qup4C93QDpvcyDftmjMeA

  • กู้ 788,000 ล้านโปะงบปี 70 หนี้สาธารณะขยับใกล้เพดาน 70%

    กู้ 788,000 ล้านโปะงบปี 70 หนี้สาธารณะขยับใกล้เพดาน 70%

    Loading…

    กู้ 788,000 ล้านโปะงบปี 70 หนี้สาธารณะขยับใกล้เพดาน 70%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-98&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kvY0tjXYTjcNige1P5S3V

  • ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา มอบลายผ้าพระราชทานปี 2569 สืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย สู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา มอบลายผ้าพระราชทานปี 2569 สืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย สู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    วันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องเจ้าพระยา อาคารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

    ฉัตรประอร นิยม เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 “ลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้า” และ “บุปผาบรมราชินีนาถ” ตามโครงการสร้างการรับรู้ภูมิปัญญาผ้าไทยและผ้าลายพระราชทาน พร้อมด้วย นางสายพิน อินทโชติ รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดฉะเชิงเทรา นายพีรพล ลือล่า ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา นายสาครินทร์ จำปา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวเตือนใจ บุญทิม พัฒนาการจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอทุกอำเภอ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาการอำเภอ ตลอดจนช่างทอผ้า กลุ่มทอผ้า และผู้ผลิตผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค ร่วมรับมอบลายผ้าพระราชทาน

    จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราได้เยี่ยมชมนิทรรศการผ้าลายพระราชทาน และการแสดงผลิตภัณฑ์ผ้า รวมถึงงานหัตถกรรมของผู้ประกอบการภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา

    พิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทานครั้งนี้ เป็นการมอบให้กับช่างทอผ้า กลุ่มทอผ้า ผู้ผลิตผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค ช่างหัตถกรรม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำแบบลายผ้าพระราชทานไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอด เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่นและงานหัตถกรรม

    โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อน้อมนำแนวพระดำริของ สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล เพื่อนำแบบลายผ้าพระราชทานเป็นต้นแบบในการพัฒนาและสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรม พร้อมทั้งขับเคลื่อนมาตรการการใช้และสวมใส่ผ้าไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แบบลายผ้าพระราชทานให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1559586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MsZy8F9aR_r-We6T-odoz

  • ครม.ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ !เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    ครม.ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ !เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ

    ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/292384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OID6lMwAWwTzOnmVeOX6h

  • SCGP เดินเกมรุก Q2 รับมือเศรษฐกิจผันผวน เร่งผลิต-ปรับใช้พลังงาน

    SCGP เดินเกมรุก Q2 รับมือเศรษฐกิจผันผวน เร่งผลิต-ปรับใช้พลังงาน

    นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง โดย SCGP ได้ดำเนินกลยุทธ์มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) จึงสามารถขยายโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนการเติบโตได้ตามแผนงานที่สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทฯ

    ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในอินโดนีเซียฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากการบริหารต้นทุนทางการเงิน การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และการบูรณาการห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ภายหลังการเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ใน PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษคุณภาพในอินโดนีเซีย รวมถึงมีการนำเทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการผลิต

    ทำให้ในไตรมาสที่ 1 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 29,295 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน  ส่วน EBITDA เท่ากับ 4,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากไตรมาสก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากไตรมาสก่อน

    นายวิชาญ กล่าวว่า ภาพรวมในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ความผันผวนของตลาดพลังงาน และนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคอาเซียนคาดว่าจะยังเติบโตได้ โดยมีแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ความต้องการในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี ส่วนความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าคงทนคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังระมัดระวังและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน

    บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าวางกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด โดยมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนในระยะยาว และการขยายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเรซินจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

    พร้อมกันนี้ SCGP มีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และการปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยทดแทนวัตถุดิบ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจของลูกค้า อาทิ บรรจุภัณฑ์แบบไฮบริด หรือกระดาษเคลือบพอลิเมอร์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้า ยกระดับห่วงโซ่การผลิต และมองหาโอกาสขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในอาเซียนและตลาดโลก

    บริษัทฯ ยังคงพัฒนาองค์กรให้มีความคล่องตัวและขับเคลื่อนด้วยบุคลากรคุณภาพ ผ่านการเสริมสร้างธรรมาภิบาล การพัฒนาศักยภาพ และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจและการดำเนินงาน ไปพร้อมกับการใช้ระบบอัตโนมัติ ข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน บริษัทฯ บูรณาการแนวทางความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 1 มีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอยู่ที่ร้อยละ 35 ควบคู่กับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 25 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับการคงอันดับ MSCI ESG ระดับ A และได้รับรางวัล Gallup Exceptional Workplace Award (GEWA) 2569 ประเภท Engagement Winner ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างองค์กรที่พนักงานมีความผูกพันอย่างโดดเด่น เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/828089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yKjumH-TE4biBgQX7wgwR

  • คลังปรับลดGDP ปี 69 เหลือ 1.6% จาก 2.0% ผลจากสงครามตะวันออกกลาง-ราคาน้ำมัน

    คลังปรับลดGDP ปี 69 เหลือ 1.6% จาก 2.0% ผลจากสงครามตะวันออกกลาง-ราคาน้ำมัน

    28 เมษายน 2569, 14:42น.

               นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า ได้ปรับประมาณการจีดีพีปี 2569 อยู่ที่ 1.6% จากเดิม 2.0% เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พิษราคาน้ำมัน ตลาดน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้การประมาณการจีดีพีล่าสุดอยู่บนสมมติฐานสำคัญ 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

               1. เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก ขยายตัวได้ 3.0% ชะลอเล็กน้อย แต่ยังขยายตัวได้ดี สงครามตะวันออกกลางดีขึ้น กระทบพลังงานและวัตถุดิบขาดแคลนและราคาแพงลดลง

               2. ค่าเงินบาท มีเสถียรภาพที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า

               3. ราคาน้ำมันดิบดูไบผันผวนสูงสุดที่ 104.2 ดอลลาร์ต่อบาเรล เฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีถึงล่าสุดอยู่ที่ 91.12 ดอลลาร์ต่อบาเรล แนวโน้มยังทรงตัวสูงและผันผวนต่อไปทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 91 ดอลลาร์ต่อบาเรล จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

               4. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไตรมาสแรกแรก 2569 จำนวน 9.32 ล้านคน ชะลอตัว 2.4% จากความไม่สงบในตะวันออกลาง คาดว่าทั้งปี 33.5 ล้านคน ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อน

               5. การใช้จ่ายภาครัฐ ปี 2569 อยู่ที่กว่า 4 ล้านล้านบาท จากการมาตรการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ

               เศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลง การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และมาตรการช่วยเหลือให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน การหารายได้เพิ่มขึ้น ต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ส่วนโครงการคนละคลึ่งพลัสยังต้องรอความชัดเจน ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัสที่ทำปีที่ผ่านมาทำให้จีดีพีขยายตัวได้ 0.7% ยังไม่น่าห่วงและห่างไกลจากเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว แต่มีเงินเฟ้อสูง หรือ stagflation ซึ่งรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต

    #ปรับลดGDP

    #กระทรวงการคลัง 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yx7DaHpO8j0qK5ga4xTHN