Category: เศรษฐกิจ

  • ข่าวดีเศรษฐกิจไทย! คลังอัปเป้า GDP ปี 2569 โต 2.5% รับส่งออกพุ่ง-ลงทุนคึก ดันไทยสู่ “ปีแห่งการลงทุน”

    ข่าวดีเศรษฐกิจไทย! คลังอัปเป้า GDP ปี 2569 โต 2.5% รับส่งออกพุ่ง-ลงทุนคึก ดันไทยสู่ “ปีแห่งการลงทุน”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/162941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13zgwk-9oKT8X-OG–8P0z

  • สถาบันพระปกเกล้า นำผู้บริหาร TopForm รุ่น 1 ถกยุทธศาสตร์พัฒนาลำพูน ชูนวัตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมยั่งยืน

    สถาบันพระปกเกล้า นำผู้บริหาร TopForm รุ่น 1 ถกยุทธศาสตร์พัฒนาลำพูน ชูนวัตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมยั่งยืน

    วานนี้ (23 กรกฎาคม) อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นำคณะนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต รุ่นที่ 1 (TopForm001) พร้อมด้วยคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ รวม 84 คน ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ที่ จังหวัดลำพูน เพื่อเรียนรู้แนวทางการพัฒนาพื้นที่จากประสบการณ์จริง ทั้งในมิติการบริหารราชการแผ่นดิน การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    ในช่วงเช้า เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมจามเทวี ศาลากลางจังหวัดลำพูน คณะศึกษาดูงานได้รับฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อ ลำพูนกับการพัฒนาประเทศ : ข้อมูล ยุทธศาสตร์พื้นที่ และโจทย์เชิงนโยบาย โดย ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน

    ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ได้นำเสนอทิศทางการพัฒนาจังหวัดภายใต้วิสัยทัศน์ เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด บนความพอเพียง ซึ่งเน้นการพัฒนาเมืองแบบองค์รวม ผ่านการยกระดับหัตถอุตสาหกรรม เกษตรอัตลักษณ์ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยประยุกต์ใช้แนวคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    พร้อมเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญว่า การขับเคลื่อนพื้นที่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างบูรณาการจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคประชาชน

    ในช่วงบ่าย เวลา 13.00–15.00 น. คณะศึกษาดูงานเดินทางไปยังสถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน เพื่อร่วมเสวนาในหัวข้อ “เมืองลำพูน : เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานวิถีศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ ได้แก่:

    • วีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน
    • ญาณินทร์ ภววัฒนานุสรณ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองลำพูน
    • พิมพ์นลิน ออประยูร ประธานผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) จังหวัดลำพูน

    การเสวนาได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านแนวคิดลำพูนละเมียด ซึ่งเป็นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและมรดกทางวัฒนธรรมมาเป็นพลังขับเคลื่อน การสร้างแบรนด์ดิ้ง ของเมือง ตลอดจนการวางกลไกบริหารจัดการเพื่อให้เมืองเติบโตอย่างสมดุลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ คณะนักศึกษา TopForm001 ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ ศูนย์เรียนรู้การอนุรักษ์และพัฒนาผ้าทอพื้นเมือง สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย และศูนย์เรียนรู้กลุ่มอาชีพทำโคมล้านนา เพื่อศึกษากระบวนการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น การอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์ และการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของชุมชนเข้ากับการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

    การศึกษาดูงานในครั้งนี้ช่วยสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาพื้นที่ที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ ความร่วมมือ และความเข้าใจในศักยภาพของพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตร TopForm ของสถาบันพระปกเกล้า ที่มุ่งมั่นสร้างผู้นำที่คิดอย่างผู้นำ ทำอย่างผู้รับผิดชอบ และสร้างการเปลี่ยนแปลงบนฐานของประชาชน เพื่อนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศต่อไป

    คณะผู้บริหาร TopForm รุ่น 1 สถาบันพระปกเกล้า ศึกษาดูงานและประชุมพัฒนาลำพูน 1คณะผู้บริหาร TopForm รุ่น 1 สถาบันพระปกเกล้า ศึกษาดูงานและประชุมพัฒนาลำพูน 2คณะผู้บริหาร TopForm รุ่น 1 สถาบันพระปกเกล้า ศึกษาดูงานและประชุมพัฒนาลำพูน 3

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/lamphun-development-creative-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03nJU4irG5HPHS3StNi99e

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโครงการ

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโครงการ

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโครงการ “รวมพลังองค์กรสตรีภาคใต้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” เสริมศักยภาพผู้นำสตรีจังหวัดภาคใต้ มุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน


    23/07/2569 | 54 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโครงการ “รวมพลังองค์กรสตรีภาคใต้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” เสริมศักยภาพผู้นำสตรีจังหวัดภาคใต้ มุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน

    วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 โรงแรมขนอมซันไรส์ บีช รีสอร์ท ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “รวมพลังองค์กรสตรีภาคใต้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” พร้อมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “สตรีกับพลังในการขับเคลื่อนประเทศ” โดยมี นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้การต้อนรับ และ นางกนกพร เดชเดโช ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีภาคใต้ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการพัฒนาสตรี และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    โครงการ “รวมพลังองค์กรสตรีภาคใต้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2569 โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการยุติความรุนแรงต่อสตรี การเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์หัวข้อ “ผู้นำสตรีกับความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาในมิติต่าง ๆ” เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทบาทผู้นำยุคใหม่ กิจกรรมจัดทำแผนการขับเคลื่อนขององค์กรสตรีภาคใต้ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มสตรีตลอดจนการศึกษาดูงานกลุ่มอาชีพและวิสาหกิจชุมชนที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่จริง เพื่อมุ่งหวังให้ผู้นำสตรีภาคใต้สามารถนำความรู้และเครือข่ายความร่วมมือไปยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    กรมการพัฒนาชุมชน ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาศักยภาพองค์กรสตรี เนื่องจากสตรีคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและพัฒนาสังคม การจัดโครงการในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการพัฒนาสตรีในระดับภูมิภาค และพัฒนาความรู้ ทักษะ นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำไปปรับใช้ในการบริหารจัดการองค์กรสตรีให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/397204&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FirHYWyc_LsWWcjSx2TXp

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (24 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (24 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (24 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (24 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.43 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (24 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/664696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SDzA-82XwkAJdtij8yi3T

  • ล้อมคอก ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ ธปท.เล็งออกใบอนุญาตใหม่-คุมดอกเบี้ยสกัด ‘หนี้คนรุ่นใหม่’

    ล้อมคอก ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ ธปท.เล็งออกใบอนุญาตใหม่-คุมดอกเบี้ยสกัด ‘หนี้คนรุ่นใหม่’

    ล้อมคอก ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ ธปท.เล็งออกใบอนุญาตใหม่-คุมดอกเบี้ยสกัด ‘หนี้คนรุ่นใหม่’

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดินหน้าปรับบทบาทการทำงานครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” โดยมุ่งให้การทำงานของธนาคารกลางไม่จำกัดแค่การดูแลเสถียรภาพการเงิน และเศรษฐกิจมหภาค แต่ต้องมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน

    ล่าสุด “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าฯ ธปท.ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หนึ่งในโจทย์สำคัญที่ ธปท.ให้ความสำคัญมากขึ้นเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งแม้ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลงมาต่ำกว่า 90% แต่ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใช้เวลาแก้ไข และต้องใช้ความร่วมมือหลายภาคส่วน

    ภายใต้บริบทดังกล่าว ธปท.จับตาความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และการขยายตัวเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะบริการ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” ซึ่งเป็นรูปแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้ก่อน และทยอยผ่อนชำระ

    แม้บริการดังกล่าวตอบโจทย์ความสะดวกผู้บริโภคยุคดิจิทัล แต่การขยายตัวเร็วทำให้ ธปท.เห็นความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงบริการ การเงินง่ายขึ้น ขณะที่อายุผู้เริ่มก่อหนี้ลดลงจนพบสัญญาณคนบางกลุ่มเริ่มก่อหนี้ตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี

    “วิทัย” มองว่า BNPL เป็นหนึ่งใน “เรื่องใหม่” ที่ต้องเร่งจัดการเพราะหากปล่อยให้การก่อหนี้ขยายตัวแบบไม่กำกับดูแลที่เหมาะสม อาจเป็นปัญหาสะสม และส่งผลโครงสร้างหนี้ครัวเรือนระยะยาว โดยเฉพาะ Gen Z ที่กำลังเข้าตลาดแรงงาน และเป็นกำลังสำคัญเศรษฐกิจ

    BNPL โตแบบก้าวกระโดด หวั่นคนรุ่นใหม่ติดหนี้เร็ว

    ทั้งนี้หากดูการเติบโตของธุรกรรม BNPL พบมีลักษณะ “Exponential” หรือขยายตัวก้าวกระโดด ซึ่งแตกต่างจากการเติบโตสินเชื่อรูปแบบดั้งเดิม รวมทั้งความกังวลไม่อยู่แค่ปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น

    แต่รวมถึงลักษณะผู้ใช้บริการเริ่มมีอายุน้อยลง โดยพบกลุ่มอายุ 17-20 ปี เริ่มใช้บริการ และมีภาระหนี้จาก BNPL

    ประเด็นนี้เป็นสัญญาณที่ ธปท.ให้ความสำคัญ เพราะการก่อหนี้ตั้งแต่อายุน้อยอาจทำให้คนรุ่นใหม่เข้าวงจรหนี้เร็วขึ้น ทั้งที่อยู่ช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน และยังไม่มีรายได้มั่นคงเพียงพอสำหรับรองรับภาระการเงินระยะยาว

    รวมทั้งหากก่อหนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วัยเรียนหรือวัยเริ่มทำงานอาจทำให้มีภาระหนี้ติดตัวตั้งแต่อายุน้อย และส่งผลต่อความสามารถบริหารจัดการ การเงินในอนาคต

    ดังนั้น มุมมอง ธปท.ต่อ BNPL ไม่เป็นเพียงการควบคุมผลิตภัณฑ์การเงินประเภทหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการป้องกันหนี้ครัวเรือนตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่วงจรหนี้เร็วเกินไป

    “เป้าหมายสำคัญของการกำกับดูแลคือ ไม่ต้องการให้ประชาชนติดหนี้เร็วเกินไป และไม่ต้องการให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนขยายจนยากต่อการควบคุม โจทย์จึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการ การเงินกับการป้องกันไม่ให้เข้าถึงสินเชื่อง่ายและเร็วจนเป็นช่องทางก่อหนี้เกินตัว”
     

    ปัจจุบัน ธปท.ไม่มีอำนาจกำกับโดยตรง

    ผู้ว่าฯ ธปท.ยอมรับการกำกับดูแล BNPL ซับซ้อนมากกว่าการกำกับสินเชื่อทั่วไป เพราะเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจดิจิทัล ซึ่งหลายรายเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ และมีบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ

    ข้อจำกัดสำคัญของ ธปท.เข้าไปกำกับดูแลผู้ประกอบการออนไลน์ทั้งหมดไม่ได้โดยตรง โดยเฉพาะกรณีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นบริษัทต่างชาติ ดังนั้น ธปท.เข้าไปกำกับผู้ประกอบการออนไลน์รายใหม่ไม่ได้โดยตรงในประเทศ

    สำหรับข้อจำกัดนี้ทำให้การออกแบบกฎเกณฑ์กำกับดูแล BNPL ต้องใช้แนวทางต่างจากการกำกับดูแลสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เพราะผู้ให้บริการสินเชื่อไม่อยู่ในรูปแบบธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ ธปท.กำกับได้โดยตรงทั้งหมด

    แนวทางที่กำลังพิจารณาจึงเป็นการใช้กลไกผ่าน “บริษัทลูก” ที่ตั้ง และจดทะเบียนในไทย ซึ่งทำหน้าที่ให้บริการสินเชื่อหรือสนับสนุนบริการ การเงินแก่แพลตฟอร์ม

    โดยจะเปิดช่องให้ ธปท.กำหนดเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ให้บริการสินเชื่อได้มากขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญให้ผู้ให้บริการ BNPL ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบมาตรฐานเหมาะสม และไม่สร้างภาระการเงินที่เกินความสามารถผู้บริโภค

    ดังนั้น สิ่งที่ ธปท.กำลังดำเนินการไม่ใช่เพียงการออกเกณฑ์ควบคุมผลิตภัณฑ์ BNPL แต่เป็นการออกแบบกลไกกำกับดูแลให้รองรับรูปแบบธุรกิจการเงินที่เกิดขึ้นใหม่ในระบบดิจิทัล

    เล็งกำหนดอายุขั้นต่ำ 20 ปี สกัดก่อหนี้ตั้งแต่วัยเรียน

    หนึ่งในแนวทางสำคัญที่ ธปท.กำลังพิจารณาคือ การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ BNPL โดยมีแนวคิดให้ผู้ใช้บริการต้องมีอายุ เช่น 18-20 ปีขึ้นไป หรือกำหนดที่ 20 ปีขึ้นไปเป็นต้น

    ส่วนเหตุผลสำคัญมาจากความกังวลการที่เด็ก และเยาวชนเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะกรณียังไม่มีรายได้ประจำหรือยังไม่มีความสามารถประเมินภาระหนี้รอบด้าน การกำหนดอายุขั้นต่ำจึงมีเป้าหมายป้องกันไม่ให้เด็กหรือเยาวชนเข้าระบบสินเชื่อเร็วเกินไป และลดโอกาสสะสมหนี้ตั้งแต่วัยเรียน

    สำหรับคนรุ่นใหม่ การซื้อสินค้า และการก่อหนี้อาจเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกันโดยไม่รู้สึกภาระจริง

    โดยเฉพาะเมื่อยอดผ่อนต่อครั้งไม่สูง แต่หากใช้บริการหลายครั้ง และสะสมต่อเนื่อง ภาระหนี้รวมอาจเพิ่มจนเป็นปัญหาได้ ดังนั้น ธปท.จึงมองการกำหนดอายุขั้นต่ำเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันตั้งแต่ต้นทางเพื่อไม่ให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นชีวิตการเงินด้วยภาระหนี้ที่ไม่จำเป็น

    ล้อมคอก “ดอกเบี้ยแฝง” คุมค่าธรรมเนียมไม่ให้ต้นทุนพุ่ง

    อีกประเด็นที่ ธปท.ให้ความสำคัญเป็นโครงสร้างต้นทุนจริงของ BNPL โดยเฉพาะกรณีผู้บริโภคอาจต้องจ่ายเงินมากกว่าราคาสินค้าจริงจากการผ่อนชำระ

    แม้สินเชื่อดิจิทัลมีกรอบอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 25% แต่รูปแบบการคิดต้นทุน BNPL อาจมีรายละเอียดต่างออกไป และอาจมีค่าใช้จ่ายหรือผลประโยชน์รูปแบบอื่นที่ทำให้ต้นทุนที่ผู้บริโภคต้องแบกรับสูงขึ้น

    “ยกตัวอย่างสินค้าที่ราคาปกติ 110 บาท หากเลือกผ่อนชำระ 3 เดือน อาจต้องจ่ายเดือนละ 40 บาท รวมเป็น 120 บาท เท่ากับผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 10 บาทจากราคาสินค้าเดิม”

    ดังนั้น หากเป็นเงินส่วนที่คิดเพิ่มเติมที่มีลักษณะเป็นต้นทุนการเงินหรือไม่ และหากเป็นต้นทุนทางการเงินควรอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์กำกับดูแลที่เหมาะสมหรือไม่

    นอกจากนี้ ธปท.กังวล “ดอกเบี้ยแฝง” หรือการออกแบบโครงสร้างค่าธรรมเนียม และราคาสินค้าให้ทำให้ต้นทุนจริงของผู้บริโภคสูงกว่าที่เห็น

    ในกรณีดังกล่าว ผู้บริโภคอาจมองเพียงยอดผ่อนต่อเดือนไม่สูงมาก ขณะที่ไม่ได้คำนวณต้นทุนรวมตลอดระยะผ่อนชำระ ทำให้เปรียบเทียบไม่ได้ชัดเจนว่าการซื้อสินค้ารูปแบบ BNPL มีต้นทุนสูงกว่าการซื้อด้วยเงินสดเพียงใด

    ดังนั้น หนึ่งในโจทย์สำคัญของการกำกับดูแลจึงอยู่ที่การสร้างความโปร่งใสให้ผู้บริโภคเห็นต้นทุนแท้จริงของการใช้บริการ และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

    ห้ามถอนเงินสด ชี้ผิดวัตถุประสงค์ BNPL

    นอกจากการควบคุมอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมแล้ว ธปท.ให้ความสำคัญกับการกำหนดวัตถุประสงค์ BNPL โดยบริการประเภทนี้ควรใช้สำหรับการซื้อสินค้า และผ่อนชำระ ไม่ควรเปิดช่องให้ผู้ใช้บริการนำวงเงินไปถอนเป็นเงินสดได้

    ปัจจุบันพบพฤติกรรมบางรูปแบบที่ให้บริการกำหนดวงเงินให้ลูกค้า เช่น 5,000-10,000 บาท แต่เปิดทางให้ผู้ใช้บริการถอนวงเงินออกมาเป็นเงินสดได้ โดยกรณีถอนเงินสด ผู้ใช้บริการอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมทันที 10% และหากนำไปรวมต้นทุนดอกเบี้ยปกติที่สูงถึง 25% จะทำให้ต้นทุนการเงินรวมสูงขึ้นถึง 35%

    ทั้งนี้ โครงสร้างต้นทุนลักษณะนี้ยอมรับไม่ได้ และต้องไปกำกับดูแลผ่านหลักเกณฑ์เพราะ BNPL ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกซื้อสินค้า การเปิดให้ถอนเงินสดได้จะทำให้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนลักษณะไปใกล้เคียงสินเชื่อเงินสด ซึ่งเสี่ยงต่อการก่อหนี้มากขึ้น

    การกำหนดให้ BNPL ใช้สำหรับการซื้อสินค้า และไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการควบคุมวัตถุประสงค์การใช้สินเชื่อ และป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคนำวงเงินไปใช้จ่ายในลักษณะที่อาจเพิ่มภาระหนี้โดยไม่จำเป็นได้ 

    นอกจากนี้ การเข้าไปกำกับสินเชื่อ BNPL ธปท.อาจออกใบอนุญาตใหม่สำหรับสินเชื่อประเภทนี้ เพื่อกำกับทั้งผู้ให้บริการสินเชื่อรายใหม่ และผู้ให้บริการรายเก่าที่จะปล่อยสินเชื่อ BNPL ในอนาคต

    ธปท.ย้ำเน้นคุ้มครองผู้บริโภค

    อีกประเด็นที่ ธปท.ให้ความสำคัญเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะการให้ความยินยอม และเปิดเผยข้อมูล เนื่องจาก BNPL เป็นบริการที่ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล การให้บริการเชื่อมต่อขั้นตอนการซื้อสินค้าได้โดยตรง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้บริโภคอาจไม่ได้ตระหนักเต็มที่ว่ากำลังเลือกใช้สินเชื่อหรือกำลังสร้างภาระหนี้

    ธปท.ต้องการให้การบริการโปร่งใสขึ้น โดยเฉพาะกรณีการเปิดวงเงิน การตัดเงินอัตโนมัติ หรือเงื่อนไขการชำระเงินที่ผู้บริโภคอาจไม่ได้สังเกต

    หลักการสำคัญคือ ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลอย่างชัดเจน และต้องมีการให้ความยินยอมอย่างเหมาะสม ไม่ควรเกิดกรณีที่มีการเปิดวงเงินหรือหักเงินจากบัญชีโดยที่ผู้ใช้บริการไม่ได้ตั้งใจหรือไม่เข้าใจเงื่อนไขอย่างเพียงพอ

    การกำกับส่วนนี้จึงเป็นอีกกลไกสำคัญสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค เพราะระบบดิจิทัลมีความสะดวก และความรวดเร็วในการทำธุรกรรมอาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วขึ้น แต่อีกด้านอาจทำให้การรับรู้ภาระหนี้ และต้นทุนการเงินลดลงคาดเกณฑ์ควบคุมชัดเจนใน 1 ปี

    “ธปท.กำลังออกแบบหลักเกณฑ์ คาดชัดเจนภายใน 1 ปี การกำกับไม่ง่ายเพราะอำนาจ ธปท.จำกัด เช่น เข้าไปกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ไม่ได้ ต้องไปกำกับผู้ให้บริการสินเชื่อ BNPL แทน ซึ่งเป็นความพยายาม และหลายประเทศเริ่มทำแต่ไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่จะทำเรื่องนี้ เราเจตนาดี ไม่อยากให้คนติดหนี้เร็วเกินไป เพราะ BNPL ถือเป็นส่วนหนึ่งของหนี้ครัวเรือน” 
     

    รวมทั้งการเข้าไปกำกับ เช่น การกำหนดอายุขั้น 20 ปีขึ้นไป หรือการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต้องไม่เกินเท่าไร โดยวันนี้ดอกเบี้ยสำหรับใบอนุญาตดิจิทัลสูงสุดที่ 25% แต่วันนี้เวลาซื้อสินค้าที่ผ่อนมีพรีเมียมด้วย เช่น ชานมไข่มุก 110 บาท ผ่อน 3 เดือนเพิ่มอีก 10 บาท แปลว่าบริษัทนี้นอกจากกำไรจากดอกเบี้ย 25% แล้ว ยังกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 10 บาทเหมือนดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยอีกที 

    ขณะที่ให้วงเงิน 5,000 บาท สำหรับผ่อนคิดดอกเบี้ย 25% แต่หากถอนเงินสดด้วยจะต้องเสียอีก 10% กลายเป็น 35% ดังนั้นต้องดูว่าจะควบคุมอย่างไร

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1244333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sIEG7ftaXL0Pw0XzXn_Eo

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนอุดหนุน 13 มะม่วง GI ไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนอุดหนุน 13 มะม่วง GI ไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท

    วันนี้, 08:30น.

              นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่ามะม่วง GI ไทย ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการใช้ระบบ GI ในการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า เพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ขยายโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่น

              ปัจจุบันประเทศไทยมีมะม่วง GI 13 รายการ จาก 9 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก, ภาคกลาง มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงขายตึกแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงแรดแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า (สมุทรปราการ) มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น (ชัยภูมิ), ภาคตะวันออก มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว และภาคใต้ มะม่วงเบาสงขลา ซึ่งล้วนเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงทั้งการบริโภคในประเทศและการส่งออก นอกจากนี้ ยังมีสินค้ามะม่วงอีก 3 รายการ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียน GI ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้หนองวัวซอ (อุดรธานี) และมะม่วงบ้านมาบเหียงปราจีน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของเกษตรกรและชุมชนในการนำระบบ GI มาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรท้องถิ่น

              มะม่วง GI ไทยในแต่ละพื้นที่ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เกิดจากปัจจัยด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาการผลิตของเกษตรกรในท้องถิ่น ส่งผลให้มีคุณลักษณะโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และมาตรฐานการผลิต ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป แต่ยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรคุณภาพและสินค้ามีเรื่องราวเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม พัฒนากระบวนการผลิต และบริหารจัดการสินค้าอย่างมีมาตรฐาน นำไปสู่การสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว

    สำหรับ 5 อันดับมะม่วง GI ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดในปี 2568 ได้แก่

    1) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก 767.18 ล้านบาท

    2) มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว 171.15 ล้านบาท

    3) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น (ชัยภูมิ) 33.311 ล้านบาท

    4) มะม่วงขายตึกแปดริ้ว 10.436 ล้านบาท

    5) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่ากว่า 7.2 ล้านบาท

              นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับการต่อยอดสินค้า GI สู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยสนับสนุนการแปรรูปผลิตภัณฑ์และใช้มะม่วง GI เป็นวัตถุดิบในเมนูสร้างสรรค์ อาทิ เครื่องดื่ม ขนมหวาน ผลไม้อบแห้ง ไอศกรีม ซอส และผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริโภค เชื่อมโยงกับธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมสร้างรายได้ในมิติต่างๆ อย่างยั่งยืน

    #มะม่วงGI

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา

    กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163188&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CHJP833dJR5t5JU3sLGTY

  • คลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 69 เป็นโต 2.5% จากเดิม 1.6%

    คลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 69 เป็นโต 2.5% จากเดิม 1.6%

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 จะขยายตัวที่ 2.5% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.0 -3.0%) ปรับขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อน 1.6% โดยมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์นอกประเทศเป็นสำคัญ โดยคาดว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวที่ 12.5% ปรับขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 6.2% โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 5 เดือนแรกเฉลี่ยที่ 10.9% โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 19.0% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการเร่งการลงทุนภาคเอกชน ทำให้มีการนำเข้าสินค้าเครื่องจักร เครื่องมือ และสินค้าทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ในประเทศที่มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคาดว่า การบริโภคภาคเอกชนจะยังคงขยายตัวได้ที่ 2.7% เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานของภาครัฐ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 9.0% โดยได้รับปัจจัยบวกจากการลงทุนในเครื่องจักร เครื่องมือที่ขยายตัวสูงต่อเนื่องและการขยายตัวของเม็ดเงินลงทุนในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ตามมาตรการ Thailand FastPass และการแก้ไขข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่างๆ ได้ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนรวมของนักลงทุนต่างชาติในครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.87 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนถึง 68.3%

    สำหรับภาคการคลังคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.5% และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวดีที่ 3.2% ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา จากเดิมที่คาดว่าอาจล่าช้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่เอื้อต่อการช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect)

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5 2.5%) โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 82.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 77.0 ถึง 87.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ด้านเสถียรภาพภายนอกประเทศคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลเล็กน้อยที่ -0.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น -0.1% ของ GDP โดยมีสาเหตุหลักจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากมีการขาดดุลในหมวดพลังงานที่สูง

    โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพและมุ่งมั่นขับเคลื่อนให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน โดยประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องผ่านการอนุมัติสิทธิประโยชน์ กลไกการเร่งรัดการลงทุน (Thailand FastPass) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการจับคู่ธุรกิจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยจุดเด่นที่ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้สูงมาจากความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นในภูมิภาคและจุดยืนของประเทศที่มีความเป็นกลางเชิงรุก (Active Neutrality) ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์

    ทั้งนี้ ยังควรติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความผันผวนสูงและอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง 2) ความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าใหม่หลังจากอัตราภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐฯ และ 3) สถานการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้งในช่วงปลายปี

    โดย คลฦ/รัชดา คงขุนเทียน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12832539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15_Q5RBlRp376x4aTNBIpf

  • คต. ฉลองความสำเร็จปิดฉาก “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” ยอดขายทะลุ 33 ล้านบาท ชาวสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงแห่ร่วมงานคับคั่ง สร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนเติบโตแข็งแกร่งและยั่งยืน

    คต. ฉลองความสำเร็จปิดฉาก “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” ยอดขายทะลุ 33 ล้านบาท ชาวสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงแห่ร่วมงานคับคั่ง สร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนเติบโตแข็งแกร่งและยั่งยืน

    กรมการค้าต่างประเทศประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่หลังเสร็จสิ้นการจัดงาน “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” (Sa Kaeo Border Trade Expo 2026) ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 4 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 9 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมสะพัดกว่า 33.3 ล้านบาท ตอบสนองนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและขยายโอกาสทางการค้าชายแดนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าการจัดงานในครั้งนี้เป็นไปตามแนวนโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้แนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” เพื่อมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริเวณพื้นที่ชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจังหวัดสระแก้วถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุนชายแดน การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากจังหวัดสระแก้ว หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐและภาคเอกชน มาร่วมผลักดันจนงานประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย

    การจัดงานตลอดทั้ง 4 วัน บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสระแก้วรวมถึงจังหวัดใกล้เคียงที่เดินทางเข้ามาเลือกซื้อสินค้าอย่างหนาแน่น ส่งผลให้มียอดการจับจ่ายใช้สอยและมูลค่าเจรจาทางการค้ารวมทั้งสิ้น 33,231,240 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น (1) ยอดจำหน่ายสินค้าภายในงาน 8,053,240 บาท และ (2) ยอดเจรจาจับคู่ธุรกิจรวมคาดการณ์ 12 เดือน 25,178,000 บาท

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยอดจำหน่ายสินค้าภายในงานกว่า 8 ล้านบาทนั้น ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดของการจัดงานมหกรรมการค้าชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษในปี 2569 นี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดไปแล้ว 5 ครั้ง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น เชียงราย นครศรีธรรมราช พิษณุโลก และจันทบุรี โดยจังหวัดสระแก้วเป็นหมุดหมายครั้งสุดท้ายของงบประมาณนี้ ซึ่งตัวเลขความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่เข้มแข็ง และความพร้อมของจังหวัดสระแก้วในการเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ ทั้งนี้ แม้ว่าด่านชายแดนไทย – กัมพูชาจะปิดทำการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 แต่การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค. – พ.ค.) ยังขยายตัว 9.1% โดยไทยได้ดุลการค้า 112,018 ล้านบาท

    นอกจากนี้ การจัดงานดังกล่าวยังเป็นเครื่องตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าจังหวัดสระแก้วมีความพร้อมและศักยภาพสูงในการรองรับนักท่องเที่ยวและผู้มาติดต่อธุรกิจ รวมถึงการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในงานมีผู้ประกอบการจากทั่วทุกภูมิภาคจำนวน 56 จังหวัด เข้ามาร่วมออกร้านในเต็นท์ปรับอากาศรวมกว่า 200 คูหา โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของไทยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และขยายช่องทางการตลาดได้อย่างดีเยี่ยม

    ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์ที่ครบวงจร อาทิ การสัมมนาเสริมศักยภาพผู้ประกอบการค้าออนไลน์สู่ตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์ม TikTok, Facebook และ Alibaba การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ กิจกรรมส่งเสริมการขายนาทีทอง การลุ้นโชคจับรางวัลผู้โชคดีที่ซื้อของภายในงาน ตลอดจนการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เช่น ฟอร์ม ชลพิพรรธน์, ลีโอ อธิป, เต๋า ภูศิลป์ และ เฟิร์ส พรชิตา รวมถึงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีจากเยาวชนจากโรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งสามารถสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมงานได้อย่างล้นหลาม กรมการค้าต่างประเทศขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วนและประชาชนทุกท่านที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จครั้งนี้ และกรมฯ มีแผนที่จะสานต่อการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดนในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องในปี 2570 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1040346&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yOLijM6a-8KZWSLi9diZD

  • SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังชะลอตัว ชี้ไตรมาส 4 เตรียมรับแรงกดดันสงครามตะวันออกกลาง-กำแพงภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังชะลอตัว ชี้ไตรมาส 4 เตรียมรับแรงกดดันสงครามตะวันออกกลาง-กำแพงภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่

    เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นบ้างในเดือน มิ.ย. ก่อนสงครามอิหร่านกลับมาตึงเครียดในเดือนนี้ จับตากำแพงภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่

    เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2569 จะเติบโตต่ำกว่าช่วงครึ่งปีแรก และยังเปราะบาง จากหลายปัจจัยกลับมากดดันเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ที่แรงหนุนจากภาครัฐจะแผ่วลง

    ข้อมูลเร็วเดือน มิ.ย. ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวหลังแรงกดดันสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายชั่วคราว แต่สัญญาณฟื้นตัวยังเปราะบาง เพราะความเชื่อมั่นยังไม่กลับสู่ระดับก่อนสงคราม ยังต้องติดตามข้อมูลเดือน ก.ค. ที่สงครามตึงเครียดขึ้นอีก

    ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย. ปรับดีขึ้น โดยเฉพาะดัชนีย่อยที่สะท้อนมุมมองระยะข้างหน้า ด้านตัวเลขดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังอ่อนแอ แม้มีแนวโน้มปรับดีขึ้นบ้างแต่ระยะต่อไปยังมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่เร่งตัวสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรง ด้านการลงทุนและการส่งออกยังขยายตัวดีต่อเนื่อง

    โดยการส่งออกไปตะวันออกกลางและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรปที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง แต่แรงหนุนที่เห็นนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้หากความตึงเครียดกลับมารุนแรง

    SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยใน H2/2569 จะขยายตัวช้ากว่าครึ่งปีแรกและยังเปราะบาง โดยไตรมาส 4 เป็นช่วงสำคัญที่แรงส่งภาครัฐจะลดลง ในจังหวะเดียวกับที่ความเสี่ยงภายนอกอาจกดดันการค้าและต้นทุนมากขึ้น ความเสี่ยงหลักมาจากสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดและอาจยืดเยื้อ ภาษีนำเข้ามาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่ไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ประเด็นแรงงานภาคบังคับ (Forced labour) และความเสี่ยงจากภาษีเพิ่มเติมประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess capacity) ซึ่งไทยติดอยู่ในกลุ่ม 16 ประเทศที่ถูกสอบสวน รวมถึงความเสี่ยง Super El Nino ที่อาจส่งผลให้ผลผลิตเกษตรปรับลดลงและซ้ำเติมต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นและกดดันรายได้ภาคเกษตรในปี 2569

    นโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังไม่สร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ผ่าน (1) เม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนผ่านการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยจะช่วยพยุงกำลังซื้อในไตรมาส 3 ขณะที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญช่วยให้รัฐบาลกลับมาเดินหน้าแผนใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเม็ดเงินด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท แต่คาดว่าต้องใช้เวลาในการพิจารณาโครงการที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่ขยายตัวเพียง 0.2% และงบลงทุนที่หดตัวถึง -8.4% จากปีงบประมาณก่อนหน้า สะท้อนว่าพื้นที่นโยบายการคลังเริ่มจำกัดมากขึ้น

    นอกจากนี้ (2) มาตรการพยุงราคาน้ำมันและค่าไฟ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาชดเชยราคาน้ำมันอีกครั้งหลังราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นเร็ว และกระทรวงพลังงานมีแผนนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมันมาช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร นอกจากนั้นรัฐบาลมีแนวโน้มจะคงราคาค่าไฟในงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2569 ไว้ที่ 3.95 บาทต่อเนื่อง โดยมีแผนเรียกเก็บเงินที่เหลือจากการลงทุนและเป็นผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มการไฟฟ้าฯ (เงิน Claw back) มาใช้อุดหนุนค่าไฟ

    กนง. จะคงดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดทั้งปีนี้ โดยเงินเฟ้อไทยยังมีที่มาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก

    SCB EIC มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี ข้อมูลเงินเฟ้อไตรมาส 2 ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายและมีสาเหตุมาจากราคาพลังงานโลกเป็นหลัก มองไปข้างหน้าโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงยืดเยื้อเป็นเวลานานมีจำกัด กนง. สามารถดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายในระดับนี้ได้ต่อเพื่อประคองเศรษฐกิจไทย ซึ่งแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่การขยายตัวยังไม่ทั่วถึงและยังต่ำกว่าระดับศักยภาพ ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัวต่อเนื่อง ธปท. จึงมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและช่วยการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs มากขึ้น

    เศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ 2.5% ในปี 2569 แต่ประเมินความเสี่ยงด้านลบในช่วงที่เหลือของปีมีน้ำหนักมากขึ้น หลังข้อตกลงเบื้องต้นสหรัฐฯ-อิหร่านสิ้นสุดลง ทำให้สถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพ แต่ความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานและนโยบายการค้าอาจจำกัดความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ เศรษฐกิจจีน ขยายตัวชะลอลงในไตรมาส 2 สะท้อนอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ จึงยังต้องพึ่งพาภาคการผลิตและส่งออกมากขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังได้รับแรงหนุนจากค่าจ้างและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตดี ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซน ขยายตัวต่ำตามภาคการผลิตที่ชะลอลง มองไปในช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องติดตามความเสี่ยงภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ที่จะบังคับใช้กับประเทศคู่ค้าสำคัญกดดันการค้าโลกในระยะต่อไป

    ภาวะการเงินโลกยังมีแนวโน้มตึงตัว ธนาคารกลางหลักบางแห่งอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดปี ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้สู่ 2.5% ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดปี ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าต้นทุนการเงินโลกจะยังไม่ผ่อนคลายได้เร็ว โดยเฉพาะหากสถานการณ์ตะวันออกกลางดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมาอีกครั้ง

    อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม: https://www.scbeic.com/th/detail/product/eic-monthly-0726

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scb-eic-thai-economy-slowdown-war-tariffs/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D8bq_809GAcLuxaG4cy3z

  • บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI ควบคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ช่วยสร้างงาน 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบในประเทศ 3.8 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้ม การลงทุนในประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง 2 อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท จาก 131 โครงการ, โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท จาก 170 โครงการ, พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท จาก 221 โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน 25,662 ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ 20,399 ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมีและปิโตรเคมี 16,533 ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 13,093 ล้านบาท จาก 82 โครงการ

    สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน 198 โครงการ มูลค่า 26,354 ล้านบาท สะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 903,759 ล้านบาท จาก 513 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า 495,737 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,985 ล้านบาท ภาคใต้ 11,864 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,162 ล้านบาท และภาคเหนือ 7,733 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึงร้อยละ 93 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์

    สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742 ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center, Data Hosting, Cloud Service รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนใน Data Center เป็นต้น นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 

    นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart and Sustainable Industry ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิต ที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน

    สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 82,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้ กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว 

    “เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทย ทั้งการสร้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/boi-thailand-h1-investment-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q3YKFUvP9udTo5P20b5C2