Category: เศรษฐกิจ

  • นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ ‘ครม.เศรษฐกิจ’ ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ ‘ครม.เศรษฐกิจ’ ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ 'ครม.เศรษฐกิจ' ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ ‘ครม.เศรษฐกิจ’ ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ภาษาปากเรียกว่า “ครม.เศรษฐกิจ” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    โครงสร้างคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ

    ประธานคณะกรรมการ

    • นายกรัฐมนตรี

    รองประธานกรรมการ 

    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
    • รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์)
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    กรรมการ

    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
    • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) 
    • ปลัดกระทรวงมหาดไทย
    • ปลัดกระทรวงการคลัง
    • ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
    • เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
    • เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
    • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
    • นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
    • ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    • ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
    • ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/657730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CwAWaeCUWjuglDtdGyTs_

  • คลัง หั่นคาดการณ์ GDP ปี 69 เหลือโต 1.6% จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    คลัง หั่นคาดการณ์ GDP ปี 69 เหลือโต 1.6% จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทย จะขยายตัว 1.6% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1 – 2.1%) ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.0% จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ที่ส่งผลกระทบมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังมีแรงสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ

    ขณะที่มูลค่าการส่งออก คาดว่าจะขยายตัวที่ 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก

    โดยการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ดังกล่าว มาจากสมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้

    1. ภาวะเศรษฐกิจของ 15 ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ในปี 69 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.0% ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังสะท้อนการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากปี 68

    2. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ เฉลี่ยทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 32 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทจะอ่อนค่าสุดในช่วงไตรมาส 2 และจะเริ่มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

    3. ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นยังคงผันผวน และมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    4. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 33.5 ล้านคน คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวราว 1.5 ล้านล้านบาท โดยมียอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ 45,100 บาท/คน/ทริป

    5. รายจ่ายภาคสาธารณะ ในปี 69 คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 4.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4%

    “เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง พร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ

    ทั้งนี้ ต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1. ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน 2. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า 3. สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูง และภัยแล้ง และ 4. ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง

    นายวินิจ ยืนยันว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่น่ากังวลและยังไกลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูง (Stagflation) เนื่องจากเครื่องชี้เศรษฐกิจทุกตัวยังอยู่ในกรอบ โดยเฉพาะการลงทุนที่ยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่มีความน่ากังวลจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่เราก็มีความระวังระวังอยู่ตลอด เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีโอกาสที่จะทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤติดังนั้นสิ่งที่เราไม่รู้คือความไม่แน่นอนรายวัน ซึ่งต้องเตรียมตัวรับมืออยู่ตลอดเวลา

    “ผมรู้ว่าทุกคนเป็นห่วง กระทรวงการคลังก็เป็นห่วง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แต่ยืนยันว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยในวันนี้ยังไม่น่าจะมีภาวะ Stagflation แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะก็มีโอกาสที่จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติได้ โดยสิ่งที่ต้องกังวลจากนี้คือ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันคือความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถเกิดได้ทุกมิติจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์” นายวินิจ กล่าว

    อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ หลังจากเจอปัจจัยกดดันจากวิกฤตพลังงาน ไม่เพียงแต่ปรับมาตรการในการให้ความช่วยเหลือมาเป็นแบบมุ่งเป้าแล้ว ยังต้องวางยุทธศาสตร์เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อสามารถเติบโตได้ในระยะยาวและแข็งแรงกว่าเดิม โดยขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการเร่งวางยุทธศาสตร์และผลักดันมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    นายวินิจ กล่าวว่า ในภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect) ได้อีกทางหนึ่ง

    โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลัง ตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยแม้จะยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้น แตะระดับ 30% ต่อ GDP โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล อันจะเป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588445&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aV6qUGs0iPvz3qSolHodn

  • รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย

    รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย

    รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย


    28/04/2569 | 5 |

    รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย 
    บทสรุป
        จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ทุกหน่วยงานเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการคลัง พาณิชย์ ยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเร่งดำเนินการ ส่งผลให้ในรอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) จับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,300 ล้านบาท โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย แหล่งนำผ่านของสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สิน           ทางปัญญา พร้อมทั้งจะทำให้ไทยเป็นหมุดหมายการดึงดูดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศจากทั่วโลก และจะดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยให้เทียบเท่าประเทศชั้นนำ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยขอให้ประชาชนทุกคนร่วมเป็นพลังสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจ โดยไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ยังได้ปรับปรุง แก้ไข กฎระเบียบ       ให้ทันสมัยสอดรับกับรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ    ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ได้ดำเนินการเชิงรุกสอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเน้นการตัดวงจร ปิดช่องโหว่ ขยายผลถึงต้นตอ บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค พัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล และเป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุน

    รายละเอียด
    (27 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รอบ 6 เดือนแรก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการ นโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ สถานเอกอัครราชทูต ประเทศคู่ค้าของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เป็นต้น ร่วมรับฟังการแถลง ณ กรมศุลกากร
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ ภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว ทุกภาคส่วน กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาดย่านการค้าและช่องทางออนไลน์ ซึ่งการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบ 6 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท โดยรัฐบาลพุ่งเป้าการจับกุมไปที่ย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ด่านศุลกากรข้ามแดน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการจับกุมใน 6 เดือนแรก เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทั้งปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท โดยความเสียหายนี้มิได้ส่งผลกระทบแค่เพียงเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ด้านการค้าการลงทุนของประเทศในระยะยาว
    การดำเนินการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศให้มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือ สอดรับกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์การวิจัยพัฒนา และการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ในโลกเศรษฐกิจปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนเฉพาะต้นทุนแรงงาน หรือทรัพยากรอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศที่สามารถสร้างและคุ้มครองนวัตกรรมได้จะเป็นประเทศที่สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ หรือที่เรียกว่า New S-Curve อุตสาหกรรมดิจิทัล หรือเทคโนโลยีชั้นสูง รวมทั้งเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงเป็นการบังคับใช้กฎหมายแต่เป็นการวางรากฐานของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอันเป็นการกำหนดศักยภาพในระยะยาว อีกทั้งยังสอดคล้องกับความมุ่งหมายการพลิกโฉมทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ อันเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและจริงจังกับเรื่องนี้ 
    จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต จำหน่าย แหล่งนำผ่านของสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งจะทำให้ไทยเป็นหมุดหมายการดึงดูดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศจากทั่วโลก และจะดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ปัจจุบันได้ปรับปรุง แก้ไข กฎระเบียบให้มีความทันสมัยสอดรับกับรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกรมศุลกากรร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างใกล้ชิด เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแจ้งข้อมูลการตรวจสอบสินค้าเข้าสู่ระบบ ให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้ประกอบการตรวจสอบสินค้าและสามารถยึดสินค้าที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ส่งผลให้กรมศุลกากรบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
    ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การยกระดับมาตรฐานในทุกมิติเพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมาย ด้านดิจิทัล ด้านฐานข้อมูล ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยให้เทียบเท่าประเทศชั้นนำ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีคุณภาพมากขึ้น และขอให้ทุกคนร่วมเป็นพลังสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจ โดยไม่ซื้อ ไม่ใช้ 
    ไม่สนับสนุนสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
     ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของคนไทยและของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพจากการใช้สินค้าปลอม รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าละเมิดเหล่านี้ได้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอย่างยิ่ง การบูรณาการปราบปรามดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง สอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อแสดงให้นักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่และยังเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และคุ้มครองผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ทั้งนี้รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานเชิงรุกทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อตัดวงจร ปิดช่องโหว่ ขยายผลถึงต้นตอ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก พร้อมย้ำว่าทุกหน่วยงานจะมุ่งสร้างความเข้มแข็งกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา บูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ ในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ควบคู่กับการป้องกันเชิงรุก โดยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ รวมทั้งทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์ทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญานวัตกรรม เทคโนโลยี และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม นอกจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิแล้ว ประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญที่สุด
    ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยขอความร่วมมือ “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/498329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RqEV2L7cp3U8nvcwRuCdb

  • เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 1.6% รับแรงกดดันสงคราม-ราคาพลังงาน

    เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 1.6% รับแรงกดดันสงคราม-ราคาพลังงาน


    คลังหั่นเป้าจีดีพีจาก 2%  เหลือ 1.6% เผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์โลกและราคาพลังงาน เชื่อไทยยังมีเสถียรภาพเดินหน้านโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อรักษาระดับการเติบโตลดผลกระทบประชาชน

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศและภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยกระทรวงการคลังพร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ได้ปรับประมาณการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2569 ขยายตัวที่ร้อยละ 1.6 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.1 ถึง 2.1) จากเดิมที่คาดการณ์ไว้จะโตร้อย 2.0    

    สำหรับปัจจัยสนับสนุนที่ยังทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวมาจากอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยการส่งออกคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.2 ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก

    ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 13.9 ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไป รวมถึงเป็นผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ด้านอุปสงค์ในประเทศ มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.3 ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน

    ส่วนการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น มีการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต

    สำหรับภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 1.3 และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.7 อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect) ได้อีกทางหนึ่ง

    ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีทิศทางการเบิกจ่ายที่ดีอย่างต่อเนื่องโดยครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 1.17 แสนล้านบาท และมีอัตราการเบิกจ่ายราวร้อยละ 50.0 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 3.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5 ถึง 3.5) ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 91.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 86.0 ถึง 96.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.0 ของ GDP

    อย่างไรก็ตามท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยแม้จะยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 30.0 ต่อ GDP โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล อันจะเป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

    นายวินิจ  กล่าวว่า ขณะนี้ยังต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1. ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน  2. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า

    3. สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง และ 4. ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/42315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QJwMfZKq5wFKhfvQbYYhe

  • วิกฤตพลังงานเขย่าเศรษฐกิจไทย คลัง หั่น GDP ปี69 เหลือ 1.6%

    วิกฤตพลังงานเขย่าเศรษฐกิจไทย คลัง หั่น GDP ปี69 เหลือ 1.6%

    วิกฤตพลังงานเขย่าเศรษฐกิจไทย คลัง หั่น GDP ปี69 เหลือ 1.6%

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผย ว่า สศค. ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือขยายตัว 1.6% จากคาดการณ์เดิม 1.8% จากปัจจุยแรงกดดันจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน เส้นทางขนส่ง และความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจโลก 

    “สาเหตุที่ต้องปรับประมาณการลง จากเดิม 2% เหลือ 1.6% หลักๆ มาจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเรายึดสมมติฐานกลาง โดยคาดว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายในช่วงกลางปี” นายวินิจกล่าว

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ตั้งอยู่บน 5 สมมติฐานหลัก ดังนี้

    1.ศรษฐกิจประเทศคู่ค้า
    คาด 15 ประเทศคู่ค้าหลักเติบโตเฉลี่ย 3.0% ลดลงจาก 3.1% โดยสหรัฐฯ โต 2.2% จีน 4.3% ยูโรโซน 0.9% ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจคลี่คลายในช่วงกลางปี ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากภาวะการเงินผ่อนคลาย และการลงทุนด้านดิจิทัล- AI แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานสูง หนี้สาธารณะ และปัญหาภูมิอากาศ

    2. อัตราแลกเปลี่ยน
    คาดค่าเงินบาทเฉลี่ย 32 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย สอดคล้องทิศทางสกุลเงินภูมิภาค โดยยังต้องติดตามกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    3. ราคาน้ำมัน
    คาดราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อยู่ในระดับสูงและผันผวน จากความเสี่ยงด้านอุปทานโลก โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้ง นโยบายสหรัฐฯ และกลยุทธ์ของ OPEC+

    4. ภาคท่องเที่ยว
    คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.5 ล้านคน ลดลงจากประมาณการเดิม หลังไตรมาสแรกอยู่ที่ 9.32 ล้านคน (-2.4%) จากตลาดระยะไกลชะลอ โดยเฉพาะยุโรปและตะวันออกกลาง รายได้ท่องเที่ยวคาด 1.5 ล้านล้านบาท

    5. รายจ่ายภาครัฐ
    การบริโภคภาครัฐคาดโต 2.7% และการลงทุนภาครัฐ 1.7% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและปรับแผนการใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ สศค.คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตได้ในช่วง 1.1-2.1% โดยยังมีแรงสนับสนุนจากทั้งภาคต่างประเทศและในประเทศ ด้านการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 6.2% ตามอุปสงค์จากประเทศคู่ค้า ขณะที่การนำเข้าขยายตัวสูงถึง 13.9% จากการเร่งนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบ คาดการณ์ 0.3%

    ด้านการบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโต 2.3% จากแรงหนุนของภาคท่องเที่ยวและมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.2% ตามการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการเร่งรัดโครงการลงทุนจริงผ่านมาตรการต่างๆ

    “แม้มีแรงกดดัน แต่การลงทุนยังเดินหน้าได้ ตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนบีโอไอยังสูง สะท้อนความเชื่อมั่นในระยะยาวขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ โดยการบริโภคภาครัฐคาดโต 1.3% และการลงทุนภาครัฐ 1.7% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน”

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือความไม่แน่นอน เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ต้องทำคือเข้าไปช่วยแบบมีเป้าหมาย และใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

    กระทรวงการคลัง ยืนยันพร้อมใช้พื้นที่นโยบายการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยยังคงยึดวินัยการคลัง แต่สามารถผ่อนคลายได้หากจำเป็น พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศแตะ 30% ของ GDP

    “วิกฤตครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญ และต้องนำไปสู่การปฏิรูป ทั้งการเพิ่มรายได้รัฐ และการลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” นายวินิจกล่าว

    ทั้งนี้ สศค.ชี้ว่า ทุกเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมีผลต่อจีดีพี โดย ทุก 1 แสนล้านบาท จะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ราว 0.27% ขณะที่มาตรการกระตุ้นการบริโภคและการใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น

    สำหรับ ยังต้องติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด 
    1.ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน
    2.ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า
    3.สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง
    4.คามเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ ที่ยังอยู่ในระดับสูง

    กระทรวงการคลังมองว่า แม้เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่ยังมี ฐานความแข็งแรง และศักยภาพในการฟื้นตัว หากสามารถบริหารความเสี่ยงและเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพาเศรษฐกิจไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lwLddy76NNM5l76tLUEYG

  • SCGD ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจโลก ยกเครื่องฐานผลิต เร่งพลังงานทางเลือก สู้ต้นทุนพุ่ง

    SCGD ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจโลก ยกเครื่องฐานผลิต เร่งพลังงานทางเลือก สู้ต้นทุนพุ่ง

    นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงานและค่าขนส่งให้ปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรยังเติบโตต่อเนื่อง

    ไตรมาส 1/2569 SCGD มีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท และ EBITDA on Sales อยู่ที่ 14.1% ปรับดีขึ้นจากปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน

    อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายอยู่ที่ 5,552 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อน หากไม่รวมผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลงเพียง 4% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากยอดขายในเวียดนามที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

    “แม้ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์จะเพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบต่อ SCGD ยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางต่ำกว่า 1% และเรามีมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงต้นทุนพลังงานอย่างต่อเนื่อง” นายนำพล กล่าว

    4 กลยุทธ์หลัก ปรับเกมสู้ระยะยาว

    SCGD เดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization ผ่าน 4 แกนหลัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทั้งด้านต้นทุนและนวัตกรรม แบ่งเป็น

    1. ดันเวียดนามเป็นฐานผลิต-ส่งออกหลัก โดยกลุ่ม PRIME ในเวียดนามกลายเป็น “หัวหอก” การเติบโต โดยไตรมาส 1 มียอดขายกระเบื้องรวม 11.8 ล้านตารางเมตร และยอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน 3.9 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 44%

    ล่าสุดลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 6.6 ล้านตารางเมตร มูลค่า 660 ล้านบาท ที่โรงงาน Pho Yen คาดแล้วเสร็จปี 2570 ดันกำลังการผลิตรวมเป็น 33.4 ล้านตารางเมตร หรือ 40% ของกำลังผลิตทั้งหมด รองรับทั้งตลาดในประเทศและส่งออก

    2. ผ่าตัดโครงสร้างผลิตในไทย ลดต้นทุนระยะยาว ด้วยการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการรวมศูนย์สายการผลิตในไทย จาก 4 โรงงาน เหลือ 2 โรงงานในสระบุรี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนต่อหน่วย

    พร้อมลงทุนสายการผลิตใหม่รองรับกระเบื้องขนาดใหญ่และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) คาดแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2570 ดันกำลังผลิตรวมแตะ 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี

    ทั้งนี้ บริษัทคาดรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างราว 679 ล้านบาท (ส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินสด) แต่ยังให้ผลตอบแทนโครงการอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ทั้ง Payback Period และ IRR

    3. รุกสินค้า HVA–Smart Value ครบทุกเซกเมนต์ บริษัทเดินหน้าพัฒนาสินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกระดับ

    • สินค้า HVA คิดเป็น 36% ของรายได้
    • กลุ่ม Smart Value (SVP) คิดเป็น 18%

    พร้อมใช้จุดแข็ง Deep Customer Insight และเทคโนโลยี Production Intelligence สร้างความแตกต่างสินค้า ท่ามกลางตลาดที่ชะลอตัว

    4. เร่งพลังงานทางเลือก ลดแรงกดดันต้นทุน SCGD เพิ่มสัดส่วนพลังงานชีวมวลเป็นกว่า 25% และพลังงานแสงอาทิตย์ 13.6% พร้อมแผนเร่งเพิ่มต่อเนื่อง

    การติดตั้งระบบ Hot Air Generator (HAG) ที่หนองแคแล้วเสร็จในก.พ. 2569 ช่วยลดต้นทุนพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ

    เปิดเกมรับ “ต้นทุนพลังงานพุ่ง 40%”

    นายนำพล กล่าวยอมรับว่า ต้นทุนก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 20-40% ในปีนี้ บริษัทจึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน

    • ตั้งเป้าเพิ่มชีวมวลแตะ 46%
    • โซลาร์เพิ่มเป็น 15% และอาจขยับ 30–50% หากมีระบบกักเก็บพลังงาน

    พร้อมพิจารณาปรับราคาสินค้า 3–5% ในไตรมาส 2 เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงสมดุลกับกำลังซื้อผู้บริโภค

    ธุรกิจสุขภัณฑ์–อาเซียน โตสวนกระแส

    นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD ระบุว่า ธุรกิจสุขภัณฑ์ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอาเซียน

    • ยอดขายต่างประเทศ 141 ล้านบาท
    • ตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเป็น 212 ราย

    ขณะที่ธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่อง (Complementary Products) เช่น ปูนกาวยาแนว ท็อปเคาน์เตอร์ และประตูหน้าต่าง มียอดขาย 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%

    ด้านนวัตกรรม เวียดนามพัฒนากระเบื้อง “เรืองแสง” (Glow-in-the-dark) เพิ่มมูลค่าการใช้งาน และเตรียมต่อยอดเชิงพาณิชย์

    SCGD ยังคงงบลงทุนปี 2569 ที่ 2,500 ล้านบาท โดยปรับลำดับความสำคัญโครงการ

    • ชะลอ Greenfield เวียดนามใต้
    • เน้นเพิ่มประสิทธิภาพเวียดนามเหนือ

    บริษัทมีเงินสดกว่า 9,000 ล้านบาท และอัตราหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.1 เท่า สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่ง

    สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2 บริษัทมองว่า เวียดนาม–อินโดนีเซีย ยังเติบโต ส่วนไทย-ฟิลิปปินส์ เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อ

    อย่างไรก็ตาม SCGD เชื่อว่าการ “คุมต้นทุนพลังงานได้ดีกว่าคู่แข่ง” จะเป็นปัจจัยชี้ขาดในการรักษากำไรและส่วนแบ่งตลาด

    “เรามุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ควบคู่การลงทุนเพื่ออนาคต ทั้งการยกระดับฐานการผลิตและนวัตกรรมสินค้า เพื่อให้ SCGD เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว” นายนำพล กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231512&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ASPbIZ5obgqevx5LA1213

  • ‘เอส’ เสิร์ฟขนาด 10 บาท รุกร้านโชว์ห่วย รับเศรษฐกิจและกำลังซื้อฝืด พร้อมขยายฐานลูกค้ากลุ่มแมส

    ‘เอส’ เสิร์ฟขนาด 10 บาท รุกร้านโชว์ห่วย รับเศรษฐกิจและกำลังซื้อฝืด พร้อมขยายฐานลูกค้ากลุ่มแมส

    ‘เอส’ ลุยตลาดเครื่องดื่ม ส่งขนาด 10 บาท รุกร้านโชว์ห่วยทั่วไทย ตอบโจทย์เศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภค พร้อมขยายฐานลูกค้าสู่ระดับแมสมากขึ้น

    28 เม.ย. 2569 – ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงท้าทายกำลังซื้อของผู้บริโภคในวงกว้าง ‘เอส’ เครื่องดื่มอัดลมสุดซ่า เดินหน้ากลยุทธ์ราคาที่จับต้องได้ เปิดตัวโปรดักต์ราคา 10 บาท สำหรับผลิตภัณฑ์ขนาด 359 มล.  กับปริมาณขนาดใหญ่และคุ้มค่าในราคาแค่ 10 บาท จัดเต็มทุกรสชาติสุด Awesome ทั้งเอส โคล่า และกลุ่มน้ำอัดลมสี ส้ม, สตรอเบอร์รี่, เกรปเบอร์รี่, ครีมโซดา กามิกาเซ่ ไลม์, ซอลตี้ ลิ้นจี่ รวมถึงรสใหม่ เอส ชูท ซอลตี้ เลมอนเนด (est Shoot Salty Lemonade) ฉ่ำเลมอน ซ่าสดชื่น น้ำตาลน้อย ผสานวิตามินบีคอมเพล็กซ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการบูสความสดชื่น สำหรับขนาดใหม่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคในช่วงที่ต้องบริหารค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เพื่อพี่น้องคนไทยทุกคน ซ่าได้…จ่ายในราคา 10 บาทและยังได้ปริมาณขวดที่ใหญ่คุ้ม ผ่านร้านโชว์ห่วยทั่วประเทศ

    กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการเดินหน้าขยายฐานผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับแมสที่ต้องการความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่าย การตั้งราคา 10 บาท จึงไม่ใช่เพียงแค่การลดราคา แต่คือการ “ลดช่องว่าง” ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพสูงขึ้นผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันหัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ คือการโฟกัสไปที่ “ช่องทางโชว์ห่วย” (Traditional Trade) ซึ่งเป็น Touchpoint จุดขายสำคัญในชุมชนทั่วประเทศ ด้วยความใกล้ชิด เข้าถึงง่าย และเป็นศูนย์กลางของการจับจ่ายในชีวิตประจำวัน การนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในช่องทางนี้อย่างครอบคลุมจะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง

    นอกจากนี้ การเลือกใช้ช่องทางโชว์ห่วยยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ ecosystem ทางการขาย โดยสร้าง  win-win ระหว่างแบรนด์และผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถขายสินค้าได้ง่ายและเร็วขึ้น เพิ่มโอกาสในการหมุนเวียนสินค้า และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน การเดินเกมครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันบทบาทของแบรนด์ในฐานะ “น้ำอัดลมของภูมิภาคเอเชีย” ที่พร้อมยืนเคียงข้างผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา พร้อมส่งมอบความซ่าสดชื่นที่เข้าถึงได้จริงในราคาที่คุ้มค่า 10 บาท (Value for Money) ผ่านช่องทางโชว์ห่วยทั่วประเทศ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/987041/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xXwzkc6Obgpba8fY5v5Qd

  • เปิดไทม์ไลน์ ไทยช่วยไทยพลัส เตรียมได้เงินคนละ 4,000 บาท – กลุ่มบัตรคนจน ได้เพิ่มด้วย

    เปิดไทม์ไลน์ ไทยช่วยไทยพลัส เตรียมได้เงินคนละ 4,000 บาท – กลุ่มบัตรคนจน ได้เพิ่มด้วย

              ไทยช่วยไทยพลัส เตรียมแจก 4,000 บาท มากกว่า 20 ล้านสิทธิ์ พร้อมดันบัตรคนจนรับเงินเพิ่ม คาดเริ่มใช้มิถุนายนนี้

    คนละครึ่งพลัส

              วันที่ 28 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส ) ขณะนี้รอข้อสรุปเรื่องแหล่ง เงิน จากนั้นกระทรวงการคลังจะนำรายละเอียดของโครงการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2569

    รายละเอียดโครงการ

              – คาดมีประชาชนได้รับสิทธิมากกว่า 20 ล้านคน

    เปิดลงทะเบียน เริ่มใช้สิทธิเมื่อไหร่

              – ลงทะเบียน ภายในเดือน พฤษภาคม 2569

              – โอนเงิน เริ่มใช้สิทธิ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 

    วงเงิน คนละครึ่งพลัส  รอบใหม่

              – คาดว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มคนละ 4,000 บาท

              – เป็นการทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท 

    รูปแบบการใช้งาน

              – ลักษณะร่วมจ่าย รัฐสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%

    คนละครึ่งพลัส

    PUP THAILAND / Shutterstock.com

    สำหรับกลุ่ม บัตรคนจน รอบใหม่

              – เป็นการเงินเพิ่ม บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควบคู่กับ คนละครึ่งพลัส  

              – ครอบคลุมผู้ ประมาณ 14 ล้านคน

              – คาดว่าจะได้เงินเพิ่มคนละ 4,000 บาท

              – ทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาทเช่นเดียวกับคนละครึ่งพลัส

              – กรณีใช้จ่าย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเป็นการใช้จ่ายเต็มจำนวน  ต่างจาก คนละครึ่งพลัส ที่เป็นรูปแบบ 60:40 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view300637.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KvPrOcBPgqVlBhUyEVnJg

  • เศรษฐกิจไม่ดี การงาน“ไม่มั่นคง” ทำไม ผู้หญิง-ผู้ชายยุค 2026 มองการมีลูก คือการลงทุนที่เสี่ยงที่สุด

    เศรษฐกิจไม่ดี การงาน“ไม่มั่นคง” ทำไม ผู้หญิง-ผู้ชายยุค 2026 มองการมีลูก คือการลงทุนที่เสี่ยงที่สุด

    ในวันที่ค่าครองชีพดีดตัวสูงขึ้นจนน่าใจหาย และคำว่า “งานที่มั่นคง” เริ่มกลายเป็นแค่ คำที่เคยอยู่ในพจนานุกรมเท่านั้น เพราะปัจจุบันหลายคู่รัก อาจกำลังนั่งปรึกษากันบนโต๊ะอาหาร จากแรงบีบคั้นของครอบครัวใหญ่ ว่า “เราพร้อมจะมีลูกจริงๆ แล้วหรือ?”

    จากบทวิเคราะห์ล่าสุดของ Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ระบุ ชัดเจนว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค “เกิดน้อยถาวร” (Permanent Low Fertility) อย่างเต็มรูปแบบ 

    โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือเพียง 4.2 แสนคน และมีแนวโน้มดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าตกใจ

    ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนไม่อยากมีภาระ แต่มันคือการคำนวณ “ความเสี่ยง” บนบรรทัดฐานของโลกยุคใหม่ เมื่อการมีลูกหนึ่งคนไม่ได้หมายถึง ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำสัญญาผูกพันระยะยาว 20 ปีที่ย้อนกลับไม่ได้ (Irreversible Investment)

    การมีลูก กับ “ High-End Consumption” คณิตศาสตร์ของความเสี่ยงทางการเงิน

    ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและแหล่งข้อมูลทางการเงินระบุว่า การเลี้ยงลูกหนึ่งคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพพื้นฐาน ต้องใช้เงินเฉลี่ยอย่างน้อย 1.6 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้ต่อหัวของคนไทยถึง 6.3 เท่า แต่หากเป็นครอบครัวชนชั้นกลางที่ต้องการคุณภาพการศึกษาระดับเอกชนหรือนานาชาติ ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ในกรอบ 8 ล้านถึง 37 ล้านบาท 

    คณิตศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ทำให้ประชากรวัยทำงานมองเห็น “ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง” ตลอดวงจรชีวิต หากเลือกที่จะมีบุตรในสภาวะที่รายได้ไม่มั่นคง

    ประมาณการค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร 1 คน (สะสมถึงอายุ 22 ปี) ตามระดับฐานะ

    • ครอบครัวทั่วไป (Standard)  1.6 – 2  ล้านบาท 
    • ครอบครัวชนชั้นกลาง (Mid-Tier)   8.0 – 12 ล้านบาท
    • ครอบครัวระดับสูง (Premium) 37 ล้านบาทขึ้นไป 

    นอกจากต้นทุนที่มองเห็นได้แล้ว ยังมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” (Hidden Costs) ที่เพิ่มขึ้นตามพลวัตของโลกปี 2026 ด้วย เช่น ค่าประกันสุขภาพเด็กที่เบี้ยประกันพุ่งสูงขึ้นตามความเสี่ยงด้านมลพิษ PM2.5 และโรคอุบัติใหม่  รวมถึงค่าเทคโนโลยีสำหรับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการเรียนพิเศษในทักษะแห่งอนาคต  

    ทำไมการมีลูกถึงกลายเป็นความเสี่ยงระดับ Ultra-High Risk?

    ในสายตาของคนยุค 2026 การมีลูกยังถูกมองผ่านฟิลเตอร์ของนักลงทุนมากขึ้น หาก “สภาพคล่อง” ในชีวิตยังติดลบ และ “ที่อยู่อาศัย” ยังเป็นเพียงความฝันที่เอื้อมไม่ถึง 

    หรือ มีภาระหนี้การศึกษาของตนเองอยู่แล้ว การเพิ่มสมาชิกใหม่ในครอบครัวจึงดูเหมือนการทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตไปกับสินทรัพย์ที่พยากรณ์อนาคตไม่ได้ 

    • ต้นทุนเสียโอกาสที่ประเมินค่าไม่ได้: โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง เมื่อโครงสร้างทางสังคมยังไม่เอื้อให้เธอเป็นทั้ง “แม่ที่สมบูรณ์แบบ” และ “พนักงานที่ก้าวหน้า” ไปพร้อมกันได้
    • Quality–Quantity Trade-off: ในโลกที่ต้องแข่งกับ AI และเทคโนโลยี พ่อแม่ยุคนี้ยอมที่จะ “ไม่มี” เสียดีกว่า ถ้าไม่สามารถปั้นลูกให้เป็น “ประชากรคุณภาพ” ที่มีแต้มต่อในสังคมได้

    ปรากฏการณ์ Motherhood Penalty และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเพศ

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ผู้หญิง” ในปี 2026 ยังมองว่าการมีลูกคือความเสี่ยงที่สุด คือปรากฏการณ์ “Motherhood Wage Penalty” หรือบทลงโทษทางรายได้จากการเป็นแม่ 

    งานวิจัยเชิงลึกในประเทศไทยพบว่า แรงงานหญิงที่มีบุตรจะมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่าแรงงานหญิงที่ไม่มีบุตรเฉลี่ย 7.6 % และความแตกต่างนี้จะยิ่งขยายกว้างขึ้นในภาครัฐซึ่งอาจสูงถึง 9.2% เมื่อเปรียบเทียบในระยะยาว ผู้หญิงที่มีลูกจะมีโอกาสถึงจุดสูงสุดของอาชีพ (Career Peak) ช้ากว่าเพื่อนร่วมงานที่ไม่มีบุตร และมักจะติดอยู่กับ “เพดานแก้ว” (Glass Ceiling) เนื่องจากภาระในการเลี้ยงดูที่สังคมยังคงคาดหวังให้เป็นบทบาทหลักของผู้หญิง

    การศึกษาระบุว่า “บทลงโทษ” นี้จะรุนแรงที่สุดเมื่อผู้หญิงมีอายุประมาณ 33 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเติบโตทางอาชีพมีความสำคัญสูงสุด โดยผลกระทบทางรายได้อาจลดลงถึง 22% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่มีบุตร 

    สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงยุค 2026 ตระหนักว่า การมีลูกหนึ่งคนไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสีย “มูลค่าตลอดช่วงชีวิต” (Lifetime Value) จากการทำงานที่ลดลง ซึ่งเป็นการขาดทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ยากจะยอมรับได้ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

    ในทางกลับกัน แม้ผู้ชายจะไม่ได้รับบทลงโทษทางรายได้ที่ชัดเจนเท่าผู้หญิง แต่ผู้ชายไทยในยุคปัจจุบัน ก็ต้องเผชิญกับความกดดันในฐานะ “ผู้หาเลี้ยงหลัก” (Primary Breadwinner) ท่ามกลางวิกฤติความเปราะบางทางการเงิน 

    ปัญหา “หมุนเงินไม่ทัน” และการใช้สินเชื่อดิจิทัลมาโปะหนี้กลายเป็นอาการปกติของชายไทยวัยทำงาน ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่าการมีบุตรคือการเพิ่มความรับผิดชอบที่ตนเองไม่มีกำลังพอจะแบกรับได้ และนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะล้มละลายทางการเงินหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในหน้าที่การงาน

    ทัศนคติของ Gen Z และ Millennials ความมั่นใจในตัวเองที่สวนทางกับการสร้างครอบครัว

    ประชากรกลุ่ม Gen Z (อายุ 18-30 ปี) และ Millennials (อายุ 31-45 ปี) ในปี 2026 ยังมีชุดความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากการสร้างฐานะแบบเดิม นิยามของ “ความสำเร็จ” ของคนรุ่นนี้ไม่ได้วัดที่ทรัพย์สินถาวรอย่างบ้านหรือรถยนต์ 

    ซึ่ง 86% ของ Gen Z มองว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่เป็นภาระมากกว่าการลงทุน แต่พวกเขาวัดความสำเร็จที่ “อิสรภาพและการควบคุมชะตาชีวิต” 

    ขณะที่ 69% ของ Gen Z เชื่อว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจคือส่วนหนึ่งของความฝัน เพราะช่วยให้พวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง

    ทัศนคติทางการเงินที่เน้น “ความสุขในวันนี้” (Living for Today) แต่ไม่ทิ้งการวางแผนอนาคต ทำให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะลงทุนในตนเองและการสัมผัสประสบการณ์ชีวิตมากกว่าการสะสมทุนเพื่อส่งต่อให้ทายาท 

    ข้อมูลจากสำรวจพบค่านิยมที่น่าสนใจว่า  88%  ของ Gen Z ต้องการเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อความมั่งคั่งที่รวดเร็ว แต่เป้าหมายของการออมนั้นไม่ใช่เพื่อการศึกษาของบุตร แต่เพื่อ “การเกษียณที่รวดเร็ว” (FIRE Movement) และการมีสุขภาพจิตที่ดีจากการไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน

    ปรากฏการณ์ “DINKs” (Double Income, No Kids) จึงกลายเป็นโมเดลครอบครัวที่มั่นคงที่สุดในเชิงเศรษฐกิจของปี 2026 คู่รักกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 4.8 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าครอบครัวที่มีลูกถึง 1.2 ล้านบาทต่อปี อิสระทางการเงินที่เหนือกว่าทำให้กลุ่ม DINKs สามารถเข้าถึงการบริโภคระดับพรีเมียมและการท่องเที่ยวโดยไม่มีความกังวล 

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของกลุ่มนี้คือการวางแผนเกษียณอายุที่มักจะถูกละเลย โดย 58% ของ DINKs ยังไม่ได้เริ่มต้นแผนเกษียณอย่างจริงจัง เนื่องจากขาดแรงกระตุ้นหรือความรู้สึกเร่งด่วนเมื่อเทียบกับคนที่มีลูก

    นโยบายรัฐบาลไทย ความพยายามที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง

    ในขณะที่สถานการณ์ประชากรไทยเข้าขั้นวิกฤติด้วยอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี และจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งแซงหน้าจำนวนการเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 รัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้พยายามนำเสนอนโยบายเพื่อจูงใจให้ประชาชนมีบุตร เช่น การให้เงินอุดหนุนเดือนละ 1,200 ถึง 5,000 บาท หรือการเพิ่มสิทธิวันลาคลอด 

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการวิเคราะห์พบค่านิยมที่ชัดเจนว่าการ “แจกเงิน” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคนยุคนี้ได้ จากข้อจำกัดต่างๆ เช่น 

    1. การลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์: ประเทศไทยใช้งบประมาณเพื่อดูแลเด็กเล็กเพียง 0.25% ของ GDP ขณะที่ยูนิเซฟแนะนำว่าควรอยู่ที่ 1-2% 
    2. ความไม่ยั่งยืนของสวัสดิการ: เงินอุดหนุน 600-1,000 บาทต่อเดือน ไม่สามารถชดเชยค่าครองชีพจริงที่ประเมินว่าควรอยู่ที่ 2,500-5,000 บาทต่อเดือนสำหรับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ 
    3. ปัญหาการเข้าถึง: ระบบการพิสูจน์ความจนทำให้มีเด็กตกหล่นไม่ได้รับสวัสดิการถึง 30% ของกลุ่มเป้าหมาย 
    4. ขาดมาตรการเชิงโครงสร้าง: นโยบายส่วนใหญ่เน้นการช่วยเหลือเป็นรายครั้ง แต่ขาดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น การส่งเสริมให้พ่อมีบทบาทในการเลี้ยงดู (Paternity Leave) และการสร้างศูนย์เด็กเล็กคุณภาพใกล้บ้าน 

    ความล้มเหลวในการจัดหา “ความปลอดภัยเชิงระบบ” (Systemic Security) ยังเป็นฟางอีกเส้น ที่ทำให้คนรุ่นใหม่มองว่านโยบายรัฐบาลเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ไม่สามารถไว้วางใจได้ในระยะยาว 20 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร

    ทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า สำหรับคนยุค 2026 การ “ไม่ลงทุน” ในการมีลูก อาจถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ที่ดีที่สุด เพื่อรักษาความมั่นคงส่วนบุคคลและคุณภาพชีวิตของตนเองท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง การตัดสินใจนี้ ยังสะท้อนถึงการ “เอาตัวรอด” ในระดับส่วนบุคคลอย่างแท้จริงอีกด้วย 

    ที่มา : Bnomics by Bangkok Bank ,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหิดล ,มูลนิธิโสสะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ,ttb,ธปท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2929269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AX7uhDtui09Jf19XRFfQB

  • กนง.จ่อปิดประตู ‘หั่นดอกเบี้ย’ ‘ลดไม่ช่วย-ขึ้นซ้ำเติม’ ศก.ไทยเปราะบาง

    กนง.จ่อปิดประตู ‘หั่นดอกเบี้ย’ ‘ลดไม่ช่วย-ขึ้นซ้ำเติม’ ศก.ไทยเปราะบาง

    กนง.จ่อปิดประตู ‘หั่นดอกเบี้ย’ ‘ลดไม่ช่วย-ขึ้นซ้ำเติม’ ศก.ไทยเปราะบาง

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่สองของปี 2569 เป็นอีกนัดที่ “น่าจับตามากขึ้น” ท่ามกลางผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ส่งผ่านมาสู่ “เงินเฟ้อ” ให้มีแนวโน้ม “ขาขึ้น”

    แต่เหล่านี้ล้วนมาพร้อมกับความเปราะบางจากเศรษฐกิจที่มากขึ้นจากการอ่อนแอของ “ภาคธุรกิจ” และ “ประชาชน” ทำให้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นปัจจัยซ้ำเติมปัญหาให้มากยิ่งขึ้น

    ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตลาดการเงินมีการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะพิจารณาปรับ “ลดอัตราดอกเบี้ยลง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังมาไม่เต็มที่ รวมถึงต้องการให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 

    แต่อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคา

    “การที่ กนง. จะฝืนลดอัตราดอกเบี้ยในสภาวะที่ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อมีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ และอาจทำให้ตลาดเกิดความตื่นตระหนก ดังนั้น ในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการลดดอกเบี้ย แต่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพราคามากกว่า”

    จับตาเงินเฟ้อแฝง แม้ตัวเลขภาพรวมยังดูต่ำ

    ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือ การวิเคราะห์ตัวเลขเงินเฟ้อ แม้เงินเฟ้อในเดือนมี.ค.จะดูเหมือนไม่มีปัญหาหากมองจากตัวเลขเทียบกับปีก่อนที่ติดลบ 0.08% แต่หากพิจารณาตัวเลขรายเดือนเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 0.6% ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนมี.ค.

    สะท้อนถึงราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และแม้ในเดือนเม.ย. ความรุนแรงอาจจะลดลงบ้าง แต่ก็เป็นสัญญาณว่าราคาต้นทุนสินค้าต่างๆ กำลังขยับสูงขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วจะมีการส่งผ่านราคาจากเงินเฟ้อทั่วไปไปสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน

    สิ่งนี้คือ สัญญาณเตือนให้ต้องระวังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่จะตามมาในอนาคต

    สำหรับการคาดการณ์การพิจารณาของ กนง. ครั้งนี้มองว่าพิจารณาจาก 3 เสาหลักคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพราคา เสถียรภาพระบบการเงิน โดยในปัจจุบันเสถียรภาพระบบการเงิน เช่น ประเด็นหนี้เสียยังไม่น่ากังวลจึงเหลือปัจจัยหลัก 2 อย่างที่ต้องชั่งน้ำหนัก

    ซึ่งในภาวะปัจจุบันยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลง ซึ่งปกติแล้วจะไม่ใช่ปัจจัยสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่หากมีปัจจัยแวดล้อมอื่นเข้ามากระทบอย่างรุนแรง กนง.อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนท่าที

    ปัจจัยเหล่านั้นได้แก่ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างมาก หากวิ่งไปถึงระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์ หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อพุ่งสูง เมื่อคนเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะรุนแรง ,นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น การแจกเงินเต็มรูปแบบที่อาจเพิ่มอุปสงค์จนเกินไป สุดท้ายคือ ความเสี่ยงเรื่องเงินทุนไหลออกซึ่งอาจกดดันให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพ

    หากปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้น และแบงก์ชาติไม่ดำเนินการใดๆ อาจถูกมองว่า Behind the curve หรือการดำเนินนโยบายที่ล้าหลังกว่าสถานการณ์จริง เช่นเดียวกับที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงปี 3-4 ปีก่อนหน้าได้

    ดังนั้นมองว่าการประชุม กนง.ในช่วงเม.ย.ถึง มิ.ย.นี้ จะยังไม่คิดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

    แต่ให้จับตาดูในช่วงครึ่งหลังของปี หากสถานการณ์สงครามยังไม่ยุติ ความเสี่ยงในการขึ้นดอกเบี้ยอาจเพิ่มสูงขึ้นจนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องจับตาในสัปดาห์ต่อๆ ไปคือ การสื่อสารของธนาคารกลางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)หรือธนาคารกลางในภูมิภาคอย่างมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละแห่งจะต้องหาน้ำหนักที่เหมาะสมระหว่างการดูแลเศรษฐกิจ และการควบคุมเงินเฟ้อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด

     เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะความไม่แน่นอนสูง 

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หากประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินไทยปีนี้ คาด กนง. มีโอกาสสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดทั้งปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น

    เพราะมองว่าการลดดอกเบี้ยในขณะนี้อาจไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเท่าที่ควร ขณะที่ปัจจัยลบที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่เป็นวิกฤติในภาคการผลิต และอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เผชิญภาวะวัตถุดิบขาดแคลน และต้นทุนที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะความไม่แน่นอนระดับสูง แม้ในช่วงปลายปีหากสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ลงกว่าที่คาดไว้ การปรับลดดอกเบี้ยอาจจะเกิดขึ้นได้ หากประเมินจากสถานการณ์ในปัจจุบัน การลดดอกเบี้ยอาจยังไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม”

    ทั้งนี้ มองสาเหตุที่ กนง. ยังลังเลที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในตอนนี้ เนื่องจากมองเห็นความเสี่ยงว่าหากมีการลดดอกเบี้ยลง อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งในเชิงประสิทธิภาพ ประเมินว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากการลดดอกเบี้ยนั้นยังมีจำกัด

    โดยเฉพาะในแง่ของการส่งผ่านไปสู่การขยายตัวของสินเชื่อ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณการเติบโตที่ชัดเจน ดังนั้นการลดดอกเบี้ยจึงอาจไม่ช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากนัก

    นอกจากนี้ ในด้านโครงสร้างคณะกรรมการฯ ปัจจุบัน กนง.มีกรรมการเหลือเพียง 5 ท่าน จากปกติ 7 ท่าน ดังนั้นมุมมองส่วนใหญ่ของกรรมการน่าจะยังคงเห็นพ้องในการรักษาระดับดอกเบี้ยไว้เพื่อประเมินสถานการณ์หลังจากที่เพิ่งมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้

    ประเด็นสำคัญ คือ ขีดจำกัดของนโยบายทางการเงินเนื่องจาก กนง.จะใช้เครื่องมือด้านดอกเบี้ยเพื่อบริหารจัดการอุปสงค์หรือดีมานด์ภายในประเทศเป็นหลัก แต่ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญในขณะนี้คือ ช็อกด้านอุปทานหรือ(Supply Shock) ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศ

    “ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการผลิต ความเชื่อมั่น และการลงทุน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ดอกเบี้ยจะมีขึ้นหรือมีลงก็แทบไม่มีผลเลย เพราะเป็นปัญหาที่อยู่นอกเหนือการควบคุมภายในประเทศ หรือหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเวลานี้ จะถือเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจให้แย่ลงไปอีก”

    สิ่งที่กังวลมากกว่าเรื่องอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้คือ ปัญหาในภาคการผลิต ที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ และราคาต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากในขณะนี้ เนื่องจากสัญญาจ้างงานส่วนใหญ่มักเป็นการตกลงราคาแบบคงที่ และไม่มีการผูกโยงกับดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้น

    “สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” คาด กนง. “คงดอกเบี้ย” ที่ 1%

    ทิม ลีฬหาพันธุ์” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำตลาดเวียดนามและไทยของ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า คาดการณ์การประชุม กนง.มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1%ในการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวอาจจะไม่เป็นเอกฉันท์

    โดยคาดว่าอาจจะมีกรรมการ 1 หรือ 2 ท่านที่โหวตให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการเกี่ยวกับความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้อาจต้องเฝ้าระวังเรื่องเซอร์ไพรส์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในเดือนก.พ.ที่ผ่านมาที่ กนง.อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยต่อทันทีเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม การสื่อสารของ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องเงินเฟ้อ

    แม้ว่าสถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศไทยมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่เดือนเม.ย.เป็นต้นไป และอาจจะทะลุขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 3% ไปอยู่ที่ประมาณ 3.5% หรือมากกว่านั้น แม้จะเชื่อว่าสถานการณ์ในไทยยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเหมือนกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ที่เพิ่งมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้

    “สาเหตุที่ต้องเน้นเรื่องการเติบโตเนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบในภาคการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เดือนมี.ค.-เม.ย.และหากย้อนดูสถิติหลังวิกฤติโควิด-19 พบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตไม่มากนักโดยในช่วง 10 ไตรมาสที่ผ่านมา ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.4 – 2.5% เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น เมื่อบวกกับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เข้ามาแทรกซ้อน ยิ่งทำให้ปัจจัยด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความสำคัญเร่งด่วนกว่าเรื่องเงินเฟ้อ”

    ในด้านผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และครัวเรือน มองว่าต้นทุนในการดำเนินชีวิต และธุรกิจค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าที่มีการปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพ.ค.แม้จะไม่สูงเท่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกก็ตาม รวมถึงต้นทุนทางการเงินหรือดอกเบี้ยเงินกู้

    อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าแม้ที่ผ่านมาดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาแล้วประมาณ 1.50% จาก 2.5% มาอยู่ที่ 1%ในปัจจุบันแต่ ธนาคารพาณิชย์ อาจจะยังไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยลงในสัดส่วนที่เท่ากัน ทำให้การส่งผ่านนโยบายการเงินไปยังภาคธุรกิจ และครัวเรือนยังทำได้ไม่เต็มที่

    แต่การตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าแบงก์ชาติมีความต้องการให้ต้นทุนทางการเงินในระบบลดลง เพื่อซัปพอร์ตเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงที่ต้นทุนด้านอื่นๆ ยังไม่มีทีท่าจะปรับลดลงในเร็วๆ นี้

    สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป มองว่าทางเลือกของประเทศไทยในขณะนี้เอนเอียงไปในฝั่งของการคงดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ยมากกว่าที่จะปรับขึ้น โดยปัจจุบัน กนง.อาจจะเลือกคงดอกเบี้ยไว้ก่อนเนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง

    แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย และตัวเลขเงินเฟ้อแม้จะเกินกรอบเป้าหมายไปบ้างแต่ไม่ได้หลุดไปไกลเกินควบคุม อาจกลายเป็นโอกาสที่เปิดให้ ธปท. กลับมาพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกครั้งในอนาคต เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบาง และเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างยาวนาน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1231444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hDnnAogdVVFivqOwk4WzR