Category: เศรษฐกิจ

  • รมว.กต.ประชุมอาเซียนบวก3 ยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

    รมว.กต.ประชุมอาเซียนบวก3 ยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

    วันนี้, 07:55น.

              เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 27 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์

              รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของกรอบอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three: APT) ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเสถียรภาพของภูมิภาค รวมถึงกลไกความร่วมมือเฉพาะด้านที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ APT อาทิ องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve: APTERR) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralization: CMIM) เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงิน

              รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้ย้ำการผนึกกำลังของประเทศอาเซียนบวกสาม เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านความตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี รวมทั้งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) พร้อมส่งเสริมให้เร่งยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในฐานะเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) เป็นรากฐานสำคัญ ตลอดจนผลักดันการกระชับความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยเฉพาะการส่งเสริมทักษะดิจิทัล การส่งเสริมผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพ และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขในระดับภูมิภาค

    กระทรวงการต่างประเทศ

    #อาเซียนบวกสาม

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163186&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y19ioi5io1lV50JONBMd-

  • ไทยโดน 12.5%! สหรัฐเคาะภาษี ม.301 ครอบคลุม 60 เขตเศรษฐกิจ ปมแรงงานบังคับ

    ไทยโดน 12.5%! สหรัฐเคาะภาษี ม.301 ครอบคลุม 60 เขตเศรษฐกิจ ปมแรงงานบังคับ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ก.ค.69) ตามเวลาประเทศไทย ทำเนียบขาวเปิดเผยบันทึกประธานาธิบดีลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ดำเนินมาตรการภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 โดยเรียกเก็บภาษีสินค้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจ กรณีไม่กำหนดหรือไม่บังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลซึ่งข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนด้วยแรงงานบังคับ

    บันทึกดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เริ่มการสอบสวนการกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจ เพื่อพิจารณาว่า เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวนไม่กำหนดหรือไม่บังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลซึ่งข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนด้วยแรงงานบังคับหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ หรือไม่

    ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ วินิจฉัยว่า การกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของเขตเศรษฐกิจทั้ง 60 แห่งดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ จึงเข้าข่ายที่สามารถดำเนินมาตรการได้ภายใต้มาตรา 301(b)(1)

    จากผลการวินิจฉัยดังกล่าว ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เสนอมาตรการภาษีตามมูลค่า หรือ Ad Valorem Tariff ต่อสินค้าทั้งหมดจากแต่ละเขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน พร้อมกำหนดข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางรายการ

    สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เปิดรับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคม 2569 โดยได้รับความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่า 1,600 รายการ และมีพยานมากกว่า 100 รายให้ถ้อยคำในการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว

    สำหรับมาตรการขั้นสุดท้าย ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 10% ต่อสินค้าจาก 17 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา สหราชอาณาจักร และตรินิแดดและโตเบโก

    ส่วนสินค้าจากสหภาพยุโรปและไต้หวัน หากอัตราภาษีภายใต้หลักชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง หรือ Most-Favored-Nation (MFN) ต่ำกว่า 10% ให้เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่มในอัตราที่ทำให้ผลรวมของภาษี MFN และภาษีมาตรา 301 เท่ากับ 10% แต่หากอัตราภาษี MFN เท่ากับหรือสูงกว่า 10% จะกำหนดภาษีมาตรา 301 ที่ 0%

    สำหรับสินค้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ หากอัตราภาษี MFN ต่ำกว่า 12.5% ให้เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่มในอัตราที่ทำให้ผลรวมของภาษี MFN และภาษีมาตรา 301 เท่ากับ 12.5% แต่หากอัตราภาษี MFN เท่ากับหรือสูงกว่า 12.5% จะกำหนดภาษีมาตรา 301 ที่ 0%

    ขณะที่สินค้าจากเขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ถูกสอบสวน จะถูกเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 12.5%

    ทั้งนี้ อัตราภาษีดังกล่าวใช้กับสินค้าทั้งหมดจากเขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน เว้นแต่สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามที่ระบุไว้ในภาคผนวกของบันทึกประธานาธิบดี

    สินค้าที่ได้รับการยกเว้นประกอบด้วย วัตถุดิบที่หากถูกเรียกเก็บภาษีอาจทำให้อุปทานภายในประเทศขาดแคลน สินค้าที่อาจสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ สินค้าที่ไม่สามารถเพาะปลูกหรือผลิตได้ในปริมาณเพียงพอในสหรัฐฯ หรือไม่สามารถจัดหาจากแหล่งอื่นได้ และสินค้าที่การเรียกเก็บภาษีอาจไม่มีประสิทธิผลในการขจัดการกระทำ นโยบาย หรือแนวปฏิบัติที่ถูกวินิจฉัยว่าเข้าข่ายดำเนินมาตรการได้

    การยกเว้นยังครอบคลุมสินค้าบางรายการจากอาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร เพื่อส่งเสริมให้เขตเศรษฐกิจเหล่านี้ปฏิบัติตามคำมั่นเกี่ยวกับข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ หรือกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล

    นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสั่งให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จัดทำโควตาภาษี หรือ Tariff-Rate Quotas (TRQs) สำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มบางรายการจากบังกลาเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยเชื่อมโยงกับการนำเข้าฝ้ายและสินค้าสิ่งทอจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่ได้จัดตั้งโควตาดังกล่าว สินค้าที่เกี่ยวข้องจะยังถูกเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 10%

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บันทึกประธานาธิบดีที่เผยแพร่โดยทำเนียบขาวระบุชื่อประเทศไทยเป็นลำดับที่ 53 ในรายชื่อ 60 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน ขณะที่ข้อกำหนดในบันทึกระบุให้เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 12.5% จากสินค้าของเขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ไม่อยู่ในกลุ่มอัตรา 10% และกลุ่มที่ใช้อัตราสุทธิหลังหักภาษี MFN ดังนั้น สินค้าจากไทยจึงอยู่ในกลุ่มอัตราภาษีมาตรา 301 ที่ 12.5% เว้นแต่สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามภาคผนวก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/849124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kZsCGxurg7n4iEwnPcWQm

  • โบรกเกอร์ชี้หุ้นไทยครึ่งปีหลังเจอศึกหนัก เศรษฐกิจชะลอ-สงคราม-ภาษีทรัมป์ ฉุดตลาดผันผวน

    โบรกเกอร์ชี้หุ้นไทยครึ่งปีหลังเจอศึกหนัก เศรษฐกิจชะลอ-สงคราม-ภาษีทรัมป์ ฉุดตลาดผันผวน

    ตลาดหุ้นไทย ในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก หลังแรงส่งทางเศรษฐกิจเริ่มอ่อนตัว ขณะที่ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน นโยบายการค้าของสหรัฐ และข้อจำกัดด้านการคลังของไทย อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดทุน ส่งผลให้นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการไล่ซื้อหุ้นในระดับราคาปัจจุบัน

    ธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคในช่วงครึ่งหลังของปีมีความน่ากังวลในหลายประเด็น และคาดว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนมากขึ้น

    ทั้งนี้ ประเด็นแรกการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่งประเมินว่าได้ผ่านจุดสูงสุดของปีไปแล้วในไตรมาสแรก ทำให้การขยายตัวในช่วงไตรมาส 2-4 มีแนวโน้มชะลอลง และไม่น่าจะเติบโตได้ในระดับเดียวกับช่วงต้นปี

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอ แรงส่งที่เคยสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นก็จะลดลงตามไปด้วย อีกทั้งตลาดอาจขาดปัจจัยบวกใหม่ที่จะสร้างความประหลาดใจเชิงบวก ให้กับนักลงทุน แตกต่างจากช่วงต้นปีที่ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง

    “ช่วงครึ่งปีแรก ตลาดได้รับแรงสนับสนุนจากความคาดหวังหลายเรื่อง แต่เมื่อ GDP ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว การเติบโตหลังจากนี้จะชะลอลง ทำให้ปัจจัยบวกใหม่ที่จะผลักดันตลาดมีน้อยลง”

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลกยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อราคาพลังงานในตลาดโลก

    นายธนเดช กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ หากสงครามหรือความขัดแย้งทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อกำลังซื้อ และผลประกอบการของภาคธุรกิจ

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังมากขึ้น หลังสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับตัวเข้าใกล้กรอบเพดานที่รัฐบาลกำหนด ส่งผลให้ความสามารถในการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตมีข้อจำกัดมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม โอกาสที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือใช้งบประมาณพิเศษในระดับหลายแสนล้านบาท เช่น วงเงินประมาณ 400,000 ล้านบาท หรือการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม อาจทำได้ยากขึ้นในปีถัดไป เนื่องจากภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น

    “ปีนี้อาจเป็นหนึ่งในช่วงท้าย ๆ ที่รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังขนาดใหญ่ได้ หลังจากนี้ข้อจำกัดจะมีมากขึ้น เพราะระดับหนี้สาธารณะเริ่มเข้าใกล้เพดาน”

    ขณะเดียวกัน ปัจจัยต่างประเทศยังต้องจับตานโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะแนวคิดด้านภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีการพูดถึงมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% และมีแนวโน้มว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในระยะต่อไป

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐอาจใช้มาตรการทางกฎหมายหรือกลไกด้านภาษีอื่นๆ เพื่อเพิ่มรายได้ของภาครัฐ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่า อัตราภาษีอาจอยู่ในระดับสูงกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การค้า และบรรยากาศการลงทุน

    สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน มองว่า ตลาดหุ้นได้สะท้อนปัจจัยบวกหลายประเด็นไปล่วงหน้าแล้ว แม้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร จะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด แต่ราคาหุ้นจำนวนมากได้ปรับขึ้นรับข่าวดีไปก่อนแล้ว ดังนั้น ภายใต้ภาวะที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตลงทุนมากกว่าการเร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุน

    “หากนักลงทุนมีกำไรอยู่แล้ว และไม่ได้มีความจำเป็นต้องถือหุ้นเต็มพอร์ต การทยอยแบ่งขายทำกำไรบางส่วนถือเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในช่วงนี้ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง”

    ส่วนผู้ที่ยังไม่มีสถานะลงทุน หรือมีเงินสดรออยู่ แนะนำให้รอจังหวะที่ตลาดปรับฐานหรืออ่อนตัวก่อนเข้าซื้อ เพื่อเพิ่มส่วนต่างของผลตอบแทน และลดความเสี่ยงจากปัจจัยลบที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1244493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QT-ZB7cEDelbHRZO4y-rB

  • โทเคนเพื่ออากาศและเศรษฐกิจสีเขียว

    โทเคนเพื่ออากาศและเศรษฐกิจสีเขียว

    วันนี้ ความฝันเริ่มเป็นจริง…ความฝันว่าโครงการลงทุนเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะเป็นทั้งธุรกิจและการลงทุนไปในตัวด้วย

    สิ่งเชื่อมโยงเช่นที่ว่านั้นก็คือ “คาร์บอน เครดิต โทเคน” (Carbon Credit Token) ซึ่งมีการนำโทเคนออกมาจำหน่ายแล้ว ใช้ชื่อว่า “บลู กรีน โทเคน” (Blu Green Token) หรือชื่อย่อ “BLU” โดยบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี (STCT) ในเครือของบมจ.DITTO

    ภายใต้การรับอนุญาตจากก.ล.ต.และอยู่ภายใต้เกณฑ์กำกับของก.ล.ต.และนับเป็นโทเคนสิ่งแวดล้อมรายแรกของไทย รับเมกะเทรนด์ “เศรษฐกิจสีเขียว”

    BLU ออกโทเคนเพื่อระดมทุนปลูกป่าและดูแลป่าชายเลนบนเนื้อที่ 1.75 หมื่นไร่ โดยเปิดจำหน่าย “บลู” จำนวน 400 ล้านโทเคน โทเคนละ 1.20 บาท มูลค่ารวม 480 ล้านบาท ได้รับการต้อนรับจากตลาดอย่างอบอุ่นด้วยยอดจองเกินจำนวนเสนอขาย และเปิดซื้อขายนัดปฐมฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมานี้

    ราคาปิดวันแรก 1.30 บาท เหนือจองกว่า 8% และระหว่างวันทำราคาสูงสุดถึง 1.44 บาท การซื้อขาย 4วันที่ผ่านมา ราคาต่ำสุดยังไม่หลุดจาก 1.20 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 11 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็น “ตลาดใหม่” ที่ไม่เลวร้ายนัก

    กติกาผลตอบแทนต่อผู้ลงทุนในตลาดของ “บลู” ขึ้นกับผลงานในการดูแลและพัฒนาป่าชายเลนในพื้นที่ 1.75 หมื่นไร่ โดยแบ่งเกณฑ์อัตราผลตอบแทนกรณีฐาน (Base Case) 10.35% กรณีเบสต์ เคส (Best Case) 20.04% และกรณีเวิร์สท์ เคส (Worst Case) 3.0%

    ช่วงปีที่ 1-4 ยังไม่มีการจ่ายผลตอบแทน ผลตอบแทนจะเริ่มคิดในปีที่ 5-7 ผู้ถือโทเคนจะได้รับคืนเงินลงทุนพร้อมผลตอบแทนเมื่อสิ้นสุดปีที่ 7

    เกณฑ์ราคาคาร์บอน เครดิต คิดตามกรณี ได้แก่กรณีเบสต์ เคส ราคาอ้างอิงจะเพิ่มจาก 1,200 บาท/ตัน ณ วันระดมทุนเป็น 3,221 บาท ในปี 2573 และเพิ่มเป็น 4,038 และ 4,240 บาท ในปี 2574-2575 ตามลำดับ

    กรณีฐาน (Base Case) ราคาอ้างอิงจะปรับเพิ่มเป็น 1,875 บาทในปี 2573 และเพิ่มเป็น 2,147-2,462 บาทในปี 2574-2575 ตามลำดับ ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุด ราคาจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1,351 บาทในปี 2573 และ 1,391-1,433 บาทในปี 2574-2575 ตามลำดับ

    อัตราผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลงานปลูกป่าจริง ๆ

    ข้างต้นคือกฎกติกาการลงทุนใน  “บลู กรีน โทเคน” โดยสังเขป ผมว่าก็แฟร์พอสมควร ที่คุณได้รู้ว่าจะได้อะไรและเสียอะไรนะ ซึ่งช่วงปีที่ 1-4 ผู้ลงทุนไม่ได้รับผลตอบแทนอะไร ได้แต่ซื้อขายโทเคนใน “ตลาดรอง” ผลตอบแทนจะเริ่มนับเอาตั้งแต่ปีที่ 5 และคืนเงินทุนพร้อมผลตอบแทนเมื่อสิ้นสุดปีที่ 7

    ความเสี่ยง-ผลตอบแทน และความคุ้มค่า ก็มีกฎกติกาแน่ชัด ผู้ลงทุนได้เอาไปไต่ตรองดูกันเอาเอง

    จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ให้ข้อคิดน่าสนใจว่า การระดมทุนรูปแบบใหม่ผ่าน “ดิจิทัล โทเคน” กำลังกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัล การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และโอกาสทางการเงินสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่…

    ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 5.3 ล้านคน และเป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่แตกต่างจากกลุ่มนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เดิม

    คาร์บอนเครดิต คือสิทธิอ้างอิงที่แสดงถึงการลดหรือการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกเป็น “หน่วยวัด” ซึ่งสามารถซื้อขายได้ และการลดก๊าซเรือนกระจก ก็ไม่จำกัดเพียงการปลูกป่าชายเลนเท่านั้น

    การปลูกป่าไม้ธรรมชาติ การสร้างพลังงานหมุนเวียน การจัดการขยะ และการขจัดก๊าซพิษมีเทนจากน้ำเสีย ก็สามารถตีเป็นมูลค่าทรัพย์สิน และตลาดการลงทุนได้

    ตลาดซื้อขาย “ดิจิทัล โทเคน” ในรายของ “บลู กรีน โทเคน” จุดติดขึ้นมาแล้ว พลังผนึกของเอกชนรายอื่น ๆ คงจะตามมาอีกมหาศาล ซึ่งขณะนี้ทางกลุ่มซีพี เจริญโภคภัณฑ์ ก็เปิดตัวโครงการ “Reforest Tokenization” ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ฟื้นฟูป่า 1 หมื่นไร่ในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย และตากขึ้นมา

    ฟื้นฟูป่าและดูแลชุมชนผู้ฟื้นฟูป่าให้มีรายได้ขึ้นมาด้วย

    พลังจากภาคเอกชนในภารกิจลดก๊าซเรือนกระจก มีมากมายมหาศาลกว่าภาครัฐ ทั้งยังทำเป็นธุรกิจและเศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งยังสร้างตลาดดิจิทัลเพื่อการลงทุนใหม่ขึ้นมาอีกด้วย

    เป้าหมาย Net Zero Carbon ประเทศไทยในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ใกล้เคียงความจริง วอนรัฐบาลเร่งคลอดพ.ร.บ.โลกร้อนเร็วหน่อยเถอะ..very very please

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/849080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw103FGTX73rYAg2VEefuqRs

  • สหรัฐฯ จ่อรื้อกำแพงภาษีรอบใหม่ เล็งเก็บ 10-12.5% ไทยติดโผ 60 ประเทศคู่ค้า

    สหรัฐฯ จ่อรื้อกำแพงภาษีรอบใหม่ เล็งเก็บ 10-12.5% ไทยติดโผ 60 ประเทศคู่ค้า

    วันนี้ (23 ก.ค.2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทั่วโลกกำลังจับตาการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าพื้นฐานในอัตราร้อยละ 10 ที่ใช้กับหลายประเทศทั่วโลก กำลังจะสิ้นสุดลงตามกำหนด โดยมีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจประกาศมาตรการภาษีชุดใหม่ได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ เพื่อใช้แทนมาตรการเดิมที่กำลังหมดอายุ

    เบื้องต้นมีการประเมินว่า ประเทศคู่ค้าราว 60 ประเทศ อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีใหม่

    ก่อนการประกาศมาตรการชุดใหม่ หลายประเทศได้เผชิญกับการขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ แล้ว โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลในอัตราร้อยละ 25 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว พร้อมให้เหตุผลว่าบราซิลมีแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและเป็นอุปสรรคต่อการค้าของสหรัฐฯ

    ด้านประธานาธิบดีบราซิลยืนยันว่า ประเทศยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณความจริงใจจากอีกฝ่าย พร้อมประกาศเตรียมหาตลาดส่งออกใหม่รองรับสินค้าที่อาจไม่สามารถจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ได้

    ก่อนหน้านี้ไม่นาน สหรัฐฯ ยังประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาสูงถึงร้อยละ 50 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน สะท้อนทิศทางการใช้นโยบายการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากขึ้น

    เปลี่ยนมาใช้ มาตรา 301 เป็นฐานกฎหมาย

    หนึ่งในประเด็นสำคัญของมาตรการครั้งนี้ คือ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมใช้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นเครื่องมือในการดำเนินมาตรการภาษีชุดใหม่ หลังมาตรการเดิมที่ใช้อำนาจตามกฎหมายอีกฉบับถูกศาลสหรัฐฯ วินิจฉัยให้เป็นโมฆะ

    มาตรา 301 ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตรวจสอบว่า ประเทศคู่ค้ามีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หรือไม่ หากพบการกระทำดังกล่าว รัฐบาลสามารถตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า หรือใช้มาตรการทางการค้าอื่นได้

    เครื่องมือนี้เคยถูกใช้มาแล้วในช่วงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก และถูกมองว่า มีฐานกฎหมายที่แข็งแรงกว่าเดิม ลดความเสี่ยงที่จะถูกศาลเพิกถอน

    ไทยอยู่ในข่ายได้รับผลกระทบ

    รายงานระบุว่า มาตรการภาษีรอบใหม่อาจครอบคลุมประเทศในสหภาพยุโรป ประเทศในเอเชียตะวันออก รวมถึงหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน

    เบื้องต้นคาดว่า อัตราภาษีนำเข้าชุดใหม่จะอยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 10-12.5 เพื่อใช้ทดแทนอัตราภาษีพื้นฐานเดิมที่ร้อยละ 10 ซึ่งกำลังจะหมดอายุ

    นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจมองว่า การดำเนินมาตรการภาษีรอบใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจเป็นการเปิดฉากสงครามการค้าระลอกใหม่อย่างเป็นทางการ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีความแข็งแรงมากขึ้นเพื่อผลักดันนโยบาย America First หรือ อเมริกาต้องมาก่อน

    หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริง จะส่งผลให้ต้นทุนของผู้ส่งออกในหลายประเทศเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก สร้างความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน อีกทั้งยังซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค

    นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าอาจทวีความรุนแรงขึ้น และส่งผลต่อทิศทางการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    อ่านข่าว :

    ส.นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ห่วงใยสื่อมวลชนเผชิญภาวะเลิกจ้าง

    ป.ป.ส.-ตร.ปส. เร่งเจรจาเมียนมาตามตัว “โรสโรส” เครือข่าย “พ.อ.จะลอโบ่”

    กกพ.ตรึงค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. ที่ 3.95 บาท ใช้เงิน Claw back 16,127 ล้าน อุ้มค่าเอฟที

    นายกฯ แถลงทลายเครือข่ายลอบใช้ไฟทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล ยึดเครื่องกว่า 1,900 เครื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xthEn25QN9YXajmjUCvTH

  • วีเอ็นยูฯ เชื่อม 3 อุตฯภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ต้นแบบของเทคโนโลยีเพื่อเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

    วีเอ็นยูฯ เชื่อม 3 อุตฯภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ต้นแบบของเทคโนโลยีเพื่อเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

    Tag :

    การพัฒนาเมืองในโลกยุคใหม่กำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่การขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากรและนักท่องเที่ยว ความต้องการใช้ทรัพยากรที่สูงขึ้น ปัญหาการจราจร ไปจนถึงการแข่งขันของเมืองในการดึงดูดการลงทุน ธุรกิจ และผู้คน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราจะสร้างเมืองให้ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร” แต่คือ “เราจะทำให้เมืองเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และน่าอยู่ไปพร้อมกันได้อย่างไร”

    ด้วยเหตุนี้ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด จึงจัดงาน “VNU Future Cities & Experiences Dinner Talk” ขึ้น ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโยง 3 องค์ประกอบสำคัญของเมืองแห่งอนาคต ได้แก่ การเดินทางและโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ และเทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับเมืองและผู้คน

    การเลือกจัดงานที่ พัทยา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ แต่เพราะเมืองแห่งนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของ ภาคตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ได้อย่างชัดเจน พื้นที่แห่งนี้เชื่อมโยงทั้งเมืองท่องเที่ยว ฐานอุตสาหกรรม โรงแรมและรีสอร์ต ศูนย์ประชุม ท่าเรือ สนามบิน ธุรกิจบริการ และพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังเติบโต เมื่อเมืองและเศรษฐกิจเติบโต โจทย์สำคัญก็เติบโตตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบริหารการเดินทางและการจราจร การสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้เพียงพอต่อเมืองและภาคการผลิต ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีสร้างอัตลักษณ์และประสบการณ์ใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเมืองท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงทิศทางการพัฒนาเมืองและภาคตะวันออกสู่อนาคต และ คุณรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนการตลาดอุตสาหกรรมไมซ์ประจำภาคตะวันออก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ร่วมสะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในการนำองค์ความรู้ การลงทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจเข้าสู่พื้นที่

    เวทีเสวนายังได้รับเกียรติจาก คุณชุมพล เที่ยงธรรมดี  ผู้อำนวยการส่วนบริหารและเผยแพร่วิชาการ เมืองพัทยา ร่วมแบ่งปันมุมมองด้านการพัฒนาเมือง และมิติของโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทาง, คุณณัฐชาคร อมรกุล ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ ทรัพยากรน้ำที่ 2 ฉะเชิงเทรา สังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 6 กรมทรัพยากรน้ำในประเด็นความมั่นคงด้านน้ำ, คุณวรอนงค์ วิจักษณ์โยธิน นักออกแบบแสงอิสระ และ คุณภูมิ นิธิภาสกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแสงสถาปัตยกรรมบันเทิง ในมิติของการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ รวมถึงตัวแทนผู้จัดงาน คุณปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ซึ่งร่วมเชื่อมโยงภาพรวมของทั้ง 3 อุตสาหกรรมเข้ากับโอกาสของประเทศไทยและภาคตะวันออก

    สารสำคัญจากเวทีครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า เมืองแห่งอนาคตไม่สามารถพัฒนาแบบแยกส่วน เพราะการเดินทางที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ น้ำคือทรัพยากรพื้นฐานของทั้งเมือง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ขณะที่เทคโนโลยีด้านแสง เสียง ภาพ และประสบการณ์ มีบทบาทในการสร้างมูลค่าและอัตลักษณ์ให้กับสถานที่

    แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ 3 แพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่บริษัทฯ เตรียมจัดขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ Prolight + Sound Bangkok 2026 งานเทคโนโลยีแสง เสียง ภาพ และเทคโนโลยีเพื่อการแสดงและสร้างประสบการณ์ จัดวันที่ 30 กันยายน–2 ตุลาคม 2569 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ และ Aquatech Asia 2026 งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านน้ำ จัดวันที่ 25–27 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ซึ่งทั้งสองงานเปิดลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าแล้ว ต่อเนื่องด้วย Intertraffic Asia 2027 งานด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการจราจร ความปลอดภัย และการเดินทางอัจฉริยะ จัดวันที่ 28–30 เมษายน 2570 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ ทั้ง 3 งานมีเป้าหมายเดียวกัน คือการนำ ผู้ที่มีโจทย์จริง มาพบกับผู้ที่มีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และคำตอบ เพื่อให้การพบกันในงานแสดงสินค้า สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในการพัฒนาเมือง ธุรกิจ และสังคม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/979163&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t6sLnIm96fKXvik9-NjUi

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี  ฉบับที่ 7 ประจำปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 7 ประจำปี 2569

    ภาพรวมเศรษฐกิจ 

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนพฤษภาคม 2569 GDP ปรับลดลง -0.9เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  อัตราเงินเฟ้อปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 3.9% การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 1.8% ในขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 9.4สูงที่สุดในรอบ 6 ปี การนำเข้าโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้น 4.3% ในขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นที่ 12.1% โดยสินค้ากลุ่มสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักขยายตัวจากปีก่อนหน้า 19.3รวมมูลค่า 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 การค้าระหว่างไทย-ชิลีมีมูลค่ารวมกว่า 468.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.9% รวมมูลค่า 297.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 126.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนพฤษภาคม 2569 สคต. ณ กรุงซันติอาโกขอสรุปรายละเอียด ดังนี้ 

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี)

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนพฤษภาคม 2569  ในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    การบริโภคภาคเอกชนของชาวชิลีในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยหมวดสินค้าที่มีการบริโภคเพิ่มขึ้นมากที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) หมวดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย (2) หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ (3) หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเพิ่มขึ้น 8.9%, 6.9% และ 6.7% ตามลำดับ 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนพฤษภาคม 2569         

    ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 42.0 มาอยู่ที่ 42.6 

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในชิลีประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) เพิ่มขึ้นจาก 7.7 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 7.9 แสนตารางเมตร โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการก่อสร้างของภาครัฐและภาคที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นถึง 113.0%และ 18.3% ตามลำดับ ส่งผลให้ยอดขายอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นที่ 2.6%

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยอยู่ในระดับเดิมกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 46.7 ทั้งนี้ หากพิจารณาภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคการค้า (2) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ และ (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 52.051.7 และ 46.6 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9.4สูงที่สุดในรอบ 6 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนอุปทานแรงงานที่เพิ่มขึ้น 1.3% ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลีรายงานว่ามีจำนวนผู้ว่างงานถึง 9.8 แสนคน จากแรงงานในระบบที่จำนวน 10.4 ล้านคน 

    image.png

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 3.9หมวดที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 12 เดือนได้แก่ (1) หมวดค่าเดินทาง/ค่าขนส่ง (2) หมวดร้านอาหารและโรงแรม และ (3) หมวดการศึกษา โดยเพิ่มขึ้นที่ 10.2%, 6.5% และ 5.9% ตามลำดับ 

    image.png

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

         การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569  มีมูลค่ารวมที่ 49,565 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.1% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค.-พ.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินแร่

    25,107

    29,942

    19.3%

    ผลไม้

    4,303

    3,843

    -10.7%

    เคมีภัณฑ์

    3,181

    4,102

    29.0%

    ปลาแซลมอน

    2,677

    2,841

    6.1%

    เยื่อกระดาษ

    1,745

    1,459

    -16.4%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    922

    771

    -16.4%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    549

    644

    17.3%

    การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569  มีมูลค่ารวมที่ 35,594 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.3เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-พ.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    10,193

    10,465

    2.7%

    สินค้าหมวดพลังงาน

    5,389

    6,259

    16.2%

    สินค้าทุน

    7,674

     8,049

    4.9%

     รถยนต์เชิงพาณิชย์

    1,148

    1,201

    4.6%

     เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    836

    691

    -17.3%

    จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า  ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 13,971 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – พฤษภาคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 297.57 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 1.90% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)   ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (139.91 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.59%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (48.25 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -23.32%

    • ปลากระป๋อง (26.47 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -14.16%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (22.06 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น  84.22%)

    • อัญมณีและไข่มุก (10.33 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.56%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 595.84 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -9.50%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 297.57 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 1.90%)

    •  ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 198.42 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 3.01%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 99.66 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -21.33%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 38.29 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 23.83%)

        ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – พฤษภาคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 171.35 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -34.50% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (42.51 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -59.28%) 

    • แซลมอนและอาหารทะเล (41.27 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -21.03%)

    • สินแร่อื่น ๆ (27.26 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.95%)

    • เยื่อกระดาษ (26.28 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -47.14%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (10.32 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง –14.53%)

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 171.35 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง34.50%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 158.88 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 5.47%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 105.60 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -11.46%)

    • ชิลีส่งออกไปยังอินโดนีเซีย 57.2ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 108.86%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 41.23 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 9.59%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 468.92 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -15.3%) โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทย มากกว่าส่งออกสินค้ามายังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 126.22 ล้านเหรียญสหรัฐ

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/aon9ew0wtil6917jt0jakono&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mg9QICOVCjscqM21P5SsW

  • World of Speed สุดขีดความเร็ว : ย้อนอดีตมหกรรมยานยนต์กับ “ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์”

    World of Speed สุดขีดความเร็ว : ย้อนอดีตมหกรรมยานยนต์กับ “ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์”

    World of Speed สุดขีดความเร็ว : ย้อนอดีตมหกรรมยานยนต์กับ “ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์”

    เผยแพร่ ปรับปรุงล่าสุด

    “World of Speed สุดขีดความเร็ว” 
    Pump Speed เยือนบริษัทสื่อสากล ย้อนอดีตมหกรรมยานยนต์กับ “คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์” ประธานจัดงาน MOTOR EXPO 
    และทีมแข่งโรงงานยามาฮ่า เปิดไลน์อัปโมโตจีพี 2027 “ฮอร์เก้ มาร์ติน” แท็กทีม “ไอ โอกุระ”
    ทุกคืนวันพุธ เวลา 23.00 น. ทาง PPTV HD 36 ที่นี่ที่เดียว


    คำที่เกี่ยวข้อง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/programs/automotive/World-of-Speed-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%25A7/98433&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2flGrj2VRnIlEwdtVFgbKS

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/162737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-CAhBbBe0LdM0EgZtaxkl

  • ‘สีหศักดิ์’ หารือสหรัฐ-แคนาดา ผนึกกำลังปราบสแกมเมอร์ ยกระดับเศรษฐกิจ-การค้า | เดลินิวส์

    ‘สีหศักดิ์’ หารือสหรัฐ-แคนาดา ผนึกกำลังปราบสแกมเมอร์ ยกระดับเศรษฐกิจ-การค้า | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติแห่งฟิลิปปินส์ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ได้พบหารือทวิภาคีกับนายมาร์โค แอนโทนีโอ รูบีโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง  

    สำหรับการหารือดังกล่าว ทั้ง 2 ฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ยาวนานระหว่างไทยกับสหรัฐ และแสดงความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้าน อาทิ ด้านการทหารและความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ และการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงสนับสนุนการหาข้อสรุปการเจรจาการค้าในโอกาสแรกเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ ฝ่ายไทยและสหรัฐ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา รวมถึงสถานการณ์ในประเทศเมียนมา

    จากนั้น นายสีหศักดิ์ ได้หารือทวิภาคีกับนางอานีตา อานันด์ รมว.ต่างประเทศแคนาดา โดยฝ่ายไทยและแคนาดายินดีต่อความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและเป็นมิตรอันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งจะครบรอบ 65 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปีนี้ ซึ่งเป็นโอกาสส่งเสริมความร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ขณะที่ไทยสนับสนุนกระบวนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ควบคู่กับการเริ่มเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-แคนาดา นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ในเมียนมาด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6050899/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oVNIYyWU8QuXVi_Lm3HZ7