Category: เศรษฐกิจ

  • วิกฤติ ‘ไทย’ เสี่ยงถูกหั่นเครดิต ปม ศก.โตต่ำ ‘หลุมดำการคลัง’ ฉุดความน่าเชื่อถือ

    วิกฤติ ‘ไทย’ เสี่ยงถูกหั่นเครดิต ปม ศก.โตต่ำ ‘หลุมดำการคลัง’ ฉุดความน่าเชื่อถือ

    การเงิน-การลงทุน

    วิกฤติ ‘ไทย’ เสี่ยงถูกหั่นเครดิต ปม ศก.โตต่ำ ‘หลุมดำการคลัง’ ฉุดความน่าเชื่อถือ

    22 ก.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    “นักเศรษฐศาสตร์” เตือนสถานะ “การคลังไทย” เข้าสู่จุดเปราะบาง หลัง “มูดี้ส์” หั่นเอาต์ลุกลงสู่ระดับ “เชิงลบ” ขณะที่อีกสองสถาบันจัดอันดับชั้นนำมีแนวโน้มปรับตาม จากปัจจัย “ขาดดุลการคลังเรื้อรัง” นานกว่า 20 ปี ภาระหนี้สาธารณะพุ่งระดับสูง และติดกับดัก “เศรษฐกิจโตต่ำ” ที่ยังไร้ทางออก

    • อมรเทพ ชี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดที่จะทำให้ไทยถูกหั่นเครดิตคือกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ ซึ่งหากเศรษฐกิจยังเติบโตในระดับ 2% ต่อไปเรื่อยๆ อาจกระทบถึงอันดับความน่าเชื่อถือโดยตรง ไม่ใช่แค่แนวโน้ม 
    • บุรินทร์ ชี้ความเสี่ยงในการถูกลดเครดิตมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และนโยบายประชานิยมที่เพิ่มภาระรายจ่าย ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงขึ้นรวดเร็ว
    • อธิภัทธ ชี้ไทยเผชิญการขาดดุลเรื้อรังมานานกว่า 20 ปี ทำให้ฐานะการคลังด้อยกว่าประเทศอื่นอย่างชัดเจน  
    • หวั่นความเสี่ยงสำคัญคือ การสูญเสียความเชื่อมั่นของตลาดหากถูกมองว่ารัฐบาลขาดวินัยทางการคลัง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
    •  

    ปัจจุบันสถานการณ์ “การคลังไทย” กำลังเผชิญแรงกดดันจาก “การขาดดุลเรื้อรัง” และความเสี่ยงถูก “ลดอันดับความน่าเชื่อถือ” การปฏิรูปภาษีจึงเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในมิติรายได้ ความเป็นธรรม และความยั่งยืน ภาครัฐต้องวางแผนระยะยาว เปิดเผยข้อมูล และใช้เทคโนโลยีจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างระบบภาษีที่ประชาชนยอมรับได้

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวถึงความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ ที่ผ่านมา หน่วยงานจัดอันดับเครดิตอย่างน้อยหนึ่งราย คือ มูดี้ส์ (Moody’s) ได้ลด Outlook ของไทยลงจากระดับ “stable” คงที่ เป็น “negative” หรือเชิงลบแล้ว

    และคาดการณ์ว่าหน่วยงานจัดอันดับเครดิตอื่นๆ เช่น ฟิทช์ (Fitch) หรือ เอสแอนด์พี (S&P) ก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินการตามมาในไม่ช้า

    ปัจจุบัน ยอมรับว่า หนี้ภาครัฐที่สูงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ถูกพิจารณา ส่วนหนึ่งที่เป็นไปตามระบบที่ได้จัดสรรมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และมองว่างบประมาณรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ผ่านสภาฯ แล้ว ก็จะดำเนินต่อไป

    ดังนั้น ปัญหาสำคัญที่ต้องแก้คือ ความจำเป็นหาแหล่งรายได้เพิ่ม เพื่อลดภาระการคลัง และลดรายจ่าย เนื่องจากไทยเผชิญการขาดดุลการคลังระดับสูง อนาคตจะกลายเป็นหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ทางออกจึงสรุปได้ 2 ข้อหลัก คือ 1.ลดรายจ่าย และ 2.หาแหล่งรายได้

    สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ มาตรการเฉพาะเจาะจง (targeted) เช่น หากต้องการกระตุ้นกำลังซื้อคนรายได้น้อย ควรใช้มาตรการที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มนั้นโดยเฉพาะ มาตรการดังกล่าวต้องใช้งบจำกัด แต่ต้องหวังผลเรื่องตัวทวีคูณ เช่น คนละครึ่ง ที่งบไม่มากมาย แต่เห็นเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจโตต่ำไทย “ถูกลดเครดิต”

    อย่างไรก็ตาม มองว่า ภาระการคลังไม่ใช่เรื่องหลักของสาเหตุการหั่นเครดิตเรตติ้ง มองว่า ตัวแปรสำคัญสุด มาจากกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ การเติบโตเศรษฐกิจช้าลง คือ ตัวแปรสำคัญที่สุดที่กำหนดว่า อันดับความน่าเชื่อถือจะถูกลดลงหรือไม่ ซึ่งเป็นไฮไลต์ เนื่องจากไทยกำลังเผชิญกับดักเศรษฐกิจโตต่ำโตได้เพียง 2% หรือไม่ถึง 3% นานต่อเนื่อง ไม่มีแนวโน้มหลุดพ้นกับดักนี้ได้เลย

    ทั้งนี้ เป็นการเติบโตที่ผิดปกติ และต่ำกว่าศักยภาพ เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตดีกว่านี้ และเมื่อเทียบเพื่อนบ้าน ประเทศเหล่านั้นโตมากกว่าไทย เพราะไทยเติบโตผิดปกติมานานที่น่ากังวลคือ ศักยภาพการเติบโตของไทยกำลังถูกปรับลดลง

    ดร.อมรเทพ กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องแก้ปัญหาจริงจัง ดูทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ฝากถึงรัฐบาลชุดต่อๆ ไปสานต่อเรื่องนี้ ต้องหามาตรการดึงเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้สูงขึ้นระยะยาว ไม่ควรดูแค่มาตรการระยะสั้น เช่น แจกเงิน โครงการคนละครึ่ง หรือมาตรการอื่นๆ

    “หากเศรษฐกิจยังโตต่ำราว 2% แบบนี้ไปเรื่อยๆ ความเสี่ยงถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ จะไม่ใช่แค่ Outlook เท่านั้น แต่อาจกระทบถึงตัว Rating จริงๆ เพราะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วไทยกำลังดูแย่กว่า”

    การคลัง-เศรษฐกิจเติบโตต่ำทำไทยเสี่ยง

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ไทยมีความเสี่ยงหลายประการที่จะถูกปรับลดเครดิตความน่าเชื่อถือ ปัจจัยหลักมาจากการจัดการเศรษฐกิจมหภาค การคลังสาธารณะ และโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ด้านเศรษฐกิจมหภาค และความเสี่ยงหนี้สิน หากเศรษฐกิจไม่เติบโตมากพอ หรือจีดีพีเติบโตต่ำ ฟื้นช้า ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีใหญ่ขึ้น ปัจจุบันไทยเศรษฐกิจฟื้นได้ช้า และโตต่ำ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงขึ้นรวดเร็ว

    หากดูความเสี่ยงวินัยการคลัง และการขาดดุล หากรัฐบาลยังคงขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นรวดเร็ว หลายปีที่ผ่านมาไทยมักขาดดุลค่อนข้างมากติดลบประมาณ 4% ถึง 10% ทุกปี ระดับหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอาจชนเพดานหนี้ได้

    การขาดดุลที่เกิดขึ้น เนื่องจากรายจ่ายภาครัฐมักมากกว่ารายได้ ดังนั้น คำถามสำคัญคือ แต่ละรัฐบาลจะรักษา และจัดการวินัยการคลังได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ

    ทั้งยังมีความเสี่ยงนโยบายประชานิยม และภาระรายจ่ายมากเกินไป เช่น แจกเงิน หรือเน้นประชานิยมอย่างเดียว ไม่ช่วยให้จีดีพีประเทศเติบโตขึ้นได้ หากมีนโยบายประชานิยมจำนวนมาก สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อาจพิจารณาปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลงได้

    เช่นเดียวกันกับรายจ่ายภาคสังคม เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุ และคนชรา หากรัฐบาลยังคงแจกสวัสดิการไปเรื่อยๆ และระบบสวัสดิการครอบคลุมคนมากขึ้น แต่เก็บภาษีได้น้อยลงเนื่องจากปัญหาประชากรสูงวัย สถานการณ์นี้อาจคล้ายกับที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส

    ทั้งนี้ไทยยังมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เนื่องจากจีดีพีเติบโตต่ำ และพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป เช่น พึ่งพาท่องเที่ยว อุตสาหกรรมรถยนต์ หรือส่งออกมากเกินไป หากเกิดภาวะช็อกในธุรกิจเหล่านั้น จะทำให้รายได้ประเทศหดตัวหนัก นำไปสู่การจัดเก็บภาษีไม่ได้

    สำหรับแนวทางแก้ไขการเพิ่มรายได้ และการจัดการภาษีมองว่า

    1. ขยายฐานภาษี และอุดช่องโหว่  โดยรัฐควรพยายามนำทุกคนที่อยู่นอกระบบภาษีเข้ามาในฐานภาษี และเก็บภาษีการค้าให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

    2.เพิ่มอัตราภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเพิ่มขึ้นค่อยเป็นค่อยไป 

    นอกจากนี้ มองว่า

    1.รัฐบาลต้องลดรายจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายประจำ ควรมีแผนชัดเจนลดจำนวนบุคลากร และหันมาใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยี เช่น AI ลดรายจ่ายประจำ หากภาครัฐขยายตัวใหญ่ขึ้นทั้งจำนวนกระทรวง และบุคลากร แต่ประสิทธิภาพบริหารไม่ได้ทำให้จีดีพีโตตามสัดส่วนของคน ถือเป็นความเสี่ยงที่ Rating Agency จับตาดู

    2.จัดการสวัสดิการ ต้องให้สวัสดิการแก่ผู้ที่มีสิทธิจริงๆ ไม่แจกซ้ำซ้อน

    3.ควบคุมนโยบายฟุ่มเฟือย ลดนโยบายที่ถูกมองว่าฟุ่มเฟือยหรือประชานิยมไม่ได้ผล และต้องใช้จ่ายงบประมาณอย่างจำกัด และระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความทับซ้อนกัน

    คลังขาดดุลเรื้อรังนานกว่า 20 ปี

    นายอธิภัทธ มุทิตาเจริญ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไทยเผชิญการขาดดุลเรื้อรังยาวนานกว่า 20 ปี ปีที่ผ่านมาไม่พบสัญญาณฟื้นตัว กลางปีมูดี้ส์ปรับ Outlook ประเทศไทยเป็นลบ ขณะที่อีกสองสถาบันจัดอันดับชี้ว่าการเงินสาธารณะเป็นปัจจัยเสี่ยง การเปรียบเทียบกับประเทศกลุ่มเดียวกันสะท้อนว่า “ฐานะการคลัง” ไทยด้อยกว่าชัดเจน

    หากดูตัวเลขดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐปัจจุบันอยู่ที่ 9% และคาดขยับเป็น 11% ในปีหน้า สูงเกินเกณฑ์ Investment Grade การปรับ Outlook เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ หากอีกสองสถาบันปรับตามยิ่งกดดันไทยมากขึ้น ภาษีจึงถูกมองเป็นเครื่องมือที่ขยับได้ง่ายกว่าลดรายจ่าย และกำลังกลายเป็นวาระสำคัญทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าไทยไม่ถึงขั้น “วิกฤติการคลัง” เพราะหนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินบาท และระยะยาว นักลงทุนกว่า 80% อยู่ในประเทศ แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ “ความเชื่อมั่นตลาด” หากมองว่ารัฐไร้วินัยการคลัง ต้นทุนกู้ยืมจะพุ่งขึ้นทันที

    รายได้ภาษีต่ำ-ใช้หนี้เป็นหลัก

    ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของรายได้รัฐถูกนำไปชำระหนี้ ขณะที่รายได้ภาษีหลักยังต่ำมาก สัดส่วน 75% มาจาก 3 แหล่งคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล และ VAT ภาษีบุคคลธรรมดา คิดเป็นเพียง 14% ของรายได้ภาษีทั้งหมด ผู้เสียภาษีจริงมีเพียง 4 ล้านคน หรือราว 10% ของแรงงาน ปัญหาคือเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ และสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีที่เพิ่มขึ้นตลอด 20 ปี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 20% ของที่เก็บได้จริง

    ภาษีนิติบุคคล มีสัดส่วน 27% แต่สิทธิประโยชน์ BOI สูงถึงกว่า 2 แสนล้านบาท คิดเป็น 30% ของรายได้ภาษี ข้อมูลต้นทุนนี้ไม่ถูกเปิดเผยตั้งแต่ปี 2018 แม้ภาษีไทยอยู่ที่ 20% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 23% ของคู่แข่ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สร้างรายได้สูงสุด 23% แม้กฎหมายกำหนดเพดาน 10% แต่เก็บจริงต่ำกว่า การปรับขึ้น VAT เป็นโจทย์ยากทางการเมือง และสังคม

    ดังนั้น ภาครัฐควรมีการปฏิรูปภาษีควรมี 3 ด้านสำคัญ

    1. Tax Burden Map แผนที่แสดงภาระภาษีแต่ละกลุ่ม จะช่วยให้เห็นความเป็นธรรม และสร้างฉันทามติสังคม

    2. สะพานตรวจสอบ ภาครัฐควรเปิดเผยต้นทุนสิทธิประโยชน์ภาษี และมี “สถาบันการคลังอิสระ” ตรวจสอบ

    3. เข็มทิศปฏิรูป วางแผนระยะยาวเหมือนสิงคโปร์ และญี่ปุ่น อุดรูรั่วสิทธิประโยชน์ภาษี ขยายฐานภาษี ค่อยขึ้น VAT หากยังไม่พอ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1199774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uZUYnEr9I_9Z5XwAIXht6

  • “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    นายกฯ “อนุทิน” พร้อมทีมเศรษฐกิจ หารือ “สมาคมธนาคารไทย” วันนี้ หวังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย สางปมหนี้ SMEs การเข้าถึงสินเชื่อ และเงินบาทแข็งค่า

    วันนี้ (22 กันยายน 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าประชุมหารือใหญ่ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย โดยการประชุมกำหนดขึ้นในเวลา 9.30 น. ณ สมาคมธนาคารไทย

    การประชุมครั้งนี้มีหัวข้อหลักคือ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการหาแนวทางพลิกฟื้นอนาคตเศรษฐกิจด้วยพลวัตใหม่

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    สำหรับ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่เข้าร่วมหารือประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยจะร่วมรับฟังการหารือกับ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยกรรมการและที่ปรึกษาของสมาคม

    วาระการหารือหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1. มุมมองความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ

    2. แนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

    3. ประเด็นหารือและข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    ปัญหาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ไข ในการประชุมนี้คือ ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและปัญหาภาระหนี้สินของกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีความเสี่ยงสูง รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

    ทั้งนี้ มีความคาดหวังว่าการหารือครั้งนี้จะสามารถหามาตรการที่ช่วยปลดล็อกปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและ ฟื้นฟูสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ SME ซึ่งถือเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยได้ การหารือนี้ยังรวมถึงการรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธนาคารในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NMcFVODKphM3OiHCk3PZT

  • นายกฯ แย้มโครงร่างนโยบายรัฐบาล ครอบคลุมทั้ง ‘ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-สังคม’

    นายกฯ แย้มโครงร่างนโยบายรัฐบาล ครอบคลุมทั้ง ‘ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-สังคม’

    นายกฯ เผย โครงร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว เหลือแค่ปรับเนื้อหา บอก ครอบคลุมทุกเรื่องทั้ง ความมั่นคง – ศก. – สังคม

    22 ก.ย.2568-ที่สมาคมธนาคารไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ขณะนี้วางเค้าโครง รวมถึงเนื้อหาเสร็จหมดทุกเรื่องแล้ว แต่วันนี้ได้มาพบกับสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่สัปดาห์ที่แล้วที่ได้พบกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงการพบปะประชาชน ทำให้อาจต้องปรับเนื้อหานิดหน่อย เพื่อให้ตรงความต้องการ และความห่วงใยจากทุกภาคส่วนมากที่สุด

    ส่วนนโยบายเศรษฐกิจจะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในร่างนโยบายนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีคำว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นนโยบายที่ประกอบในหลายมิติ ทั้งความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน และแผนการทำงานของรัฐบาล

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/865942/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g1rzH-hDy9SaDfn_uCiGH

  • “อนุทิน” ขนรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน

    “อนุทิน” ขนรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน

    “อนุทิน” ขนรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน อดีตเคยเป็นนักวิเคราะห์สินเชื่อ เปิดรับข้อห่วงใยและข้อเสนอให้รัฐหนุน ย้ำเดินสายพบสมาคมธนาคารไทย ถือเป็นหัวใจแก้ปัญหาสถาบันการเงิน ที่ทุกภาคส่วนหวังนำไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอาเซียนและภูมิภาค

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะฯ เดินทางมายังสมาคมธนาคารไทย หารือกับ นายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และคณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในหัวข้อ ฝ่าวิกฤติ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตรใหม่ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ แนวทางการดำเนินการในปัจจุบัน รวมถึงรับฟังข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เมื่อนายอนุทิน เดินทางมาถึงสมาคมธนาคารไทย ได้มอบกรอบรูปเป็นธนบัตรและเหรียญที่ระลึก รัชกาลที่ 9 ให้ เป็นที่ระลึก

    นายอนุทิน กล่าวว่า ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาพบสมาคมธนาคารไทย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยตนเองมีความตั้งใจที่จะมาพบกับทุกคน หลังจากที่มีความชัดเจนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ตนเองได้ใช้ความพยายามที่จะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถได้มาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมาพบปะกับสถาบันต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ไปพบผู้ประกอบการ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตนเองก็มีข้อสังเกตแม้จะออกจากวงการนี้ไปนาน พบว่ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก เช่น ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับข้อมูลโดยตรงจากผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพในแต่ละภาคส่วน

    ขณะที่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับเจ้าของกิจการ ซึ่งทั้งคู่ในประเทศไทยยุคปัจจุบัน เจ้าของกิจการจะต้องมีการผสมผสานกับมืออาชีพ โดยข้อมูลที่ได้มาได้สร้างประโยชน์และแนวคิดให้กับตนเอง และทีมงานด้านเศรษฐกิจเป็นแนวทาง ความห่วงใย ความกังวล และความเดือดร้อนที่ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขและช่วยเหลือ ซึ่งถือว่ามาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ภาคบริการ โดยที่ทุกคนมีเป้าหมายเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ ดังนั้นต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่ รวมถึงความได้เปรียบการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอาเซียนและภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะนำไปสู่เป้าหมายโดยที่ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่

    นายอนุทิน ยังกล่าวว่า เมื่อพบกับผู้ประกอบการแล้ว มีความจำเป็นต้องมาพบกับหัวใจระบบเศรษฐกิจ คือ สถาบันการเงิน และอยากให้สมาคมเปิดใจในการหารือ เพราะไม่ใช่คนอื่นคนไกล

    “จริงๆ ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ไอเอฟซีที ) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ โดยคุณผยงได้มาทำงานต่อจากตนเอง” นายอนุทิน กล่าว…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/448175&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_WMr3m1Tm64TLT1lVifcE

  • โลกร้อนทุบเศรษฐกิจพัง | เดลินิวส์

    โลกร้อนทุบเศรษฐกิจพัง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ก.ย. นายกรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงาน  MFLF Sustainability Forum  2025 เรื่อง “วิกฤตโลก ทางออกไทย” จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า ผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ  ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากทุกฝ่ายยังปล่อยไว้และไม่ทำอะไร จะก่อให้เกิดการสูญเสียทางด้านต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

    ทั้งนี้จากงานวิจัยล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  (IPCC) ได้ประเมินว่า หากอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น 3.2 องศา ในปี พ.ศ. 2593  จะทำให้เกิดความเสียหายประมาณ 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 18% ของจีดีพีโลก โดยถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่สูญเสียไปประมาณ 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 3% ของจีดีพี หรือรุนแรงกว่าถึง 6 เท่าตัว

    นายกรินทร์ กล่าวว่า  หากเกิดขึ้นกับประเทศไทย  ก็เชื่อว่าจะกระทบประมาณ 44% ของจีดีพี หรือกระทบกับภาคการส่งออก 45% ถ้าเกิดไม่ปรับตัว สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ปรับตัว ถ้าเป็นภาคธนาคาร คือ ถ้าลูกค้าไม่ปรับตัว ไม่เปลี่ยนแปลง จะมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น ดังนั้นไทยก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน แล้วจะแข่งขันในเวทีโลกที่เปลี่ยนไปกันได้อย่างไร

    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้ใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์  หรือให้สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยในปี  2566 ทั่วโลกมีการจัดสรรเงินทุนระดับโลกที่จัดสรรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  หรือการปรับตัวเพื่อรับผลกระทบ ในวงเงินถึงประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 1.7% ของจีดีพีโลก โดยในส่วนนี้คาดว่าทั่วโลกจะมีวงเงินที่จัดสรรมาให้กับการจัดการโลกร้อน  จะเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยคาดว่าในปี 2573 วงเงินส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.4 – 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 – 3 เท่า ขณะที่ในปี 2574 – 2593 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.1 – 9.2 ล้านล้านดอลลาร์หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4 -5 เท่าจากในปัจจุบัน

    ทั้งนี้คาดว่าเงินที่จะถูกใช้ไปในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจากช่วงปี 2566 ที่เงินทุนกว่า 72% ไปลงทุนในส่วนของภาคพลังงานและการขนส่ง ไปสู่การปล่อยสินเชื่อ และลงทุนในส่วนของการลดคาร์บอนจากภาคการผลิต จากเทรนด์ความต้องการการสนับสนุนทางการเงินเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน

    นายกรินทร์ กล่าวว่า ธนาคารได้ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเป็นรายอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อสีเขียว เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีความต้องการขอสินเชื่อในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายเดิมคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2030 แต่ล่าสุดมีการขอเข้ามาแล้ว 1.65 แสนล้านบาท และน่าจะถึงเป้าหมาย 2 แสนล้านบาทในปี 2569
    “ความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตอนนี้ ธนาคารเตรียมปรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2030 จาก 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนล้านบาท และจะผลักดันเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น และสิ่งที่ทำคู่กันคือการขยายไปกลุ่มเล็กลงมา หรือกลุ่มเอสเอ็มอีมากขึ้น จากเดิมที่ปล่อยให้รายใหญ่ เพราะกลุ่มนี้ต้องการโซลูชันเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

    นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับความย้อนแย้งที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมทวีความรุนแรงขึ้น แต่การลงมือทำยังติดอยู่กับการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยปัญหาหลักของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันคือ สมการการเติบโตของโลกไม่ได้รวมสิ่งที่เรียกว่า Ecosystem Service หรือการเติมต้นทุนจากระบบนิเวศเกี่ยวกับการพัฒนาที่นั่งยืนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจด้วย ทั้งที่เป็นต้นทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทำให้การเติบโตที่ผ่านมาเป็นการเติบโตที่ทำให้อนาคตอายุสั้นลงแทนที่จะเกิดการพัฒนามากขึ้น

    ทั้งนี้ได้เสนอว่าการเติบโตยุคใหม่ต้องสร้างอนาคตที่แท้จริงใน 3 ระดับ คือ ระดับมหภาค นโยบายต้องเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความยั่งยืนกับเศรษฐกิจเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อมา คือ ระดับตลาด ต้องสร้างตลาดที่มองว่าการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม คือโอกาสทางธุรกิจใหม่  และระดับจุลภาค ด้วยการปลูกฝังให้การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในทุก ๆ วันเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืน

    “การมีผู้นำธุรกิจในโลกสมัยใหม่ จำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี และการพัฒนาให้เกิดผลอาจจะเริ่มต้นด้วยการทำสิ่งเล็ก ๆ แต่ต้องทำทุกวัน เพื่อให้มีผลเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5135984/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FScaYBEbj9a_lSWg8wQAd

  • นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    “นายกฯ อนุทิน” ฟังแถลงผลการศึกษาจาก นศ.วปอ.รุ่น 67 บอกเห็นค่า วปอ. ไม่เหมือนผู้นำคนอื่น ลั่น ไทยมีความพร้อมไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจ “คนละครึ่งพลัส” 60:40 จูงใจคนเสียภาษี-กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 เข้าร่วมงานการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 67 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานการแถลงผลการศึกษาฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.อ.พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และพล.ต.เสด็จ อาคะจักร ประธานนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 67 เข้าร่วม

    นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า สวัสดีพี่ๆ ทุกคน พี่หนู วปอ.61 นกหัวขวาน รายงานตัว ตนเรียน วปอ.61 แต่มางานแถลงผลการศึกษาแทบทุกปี เพราะเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในปี 2562 ตนเห็นคุณค่าของการเป็นนักศึกษา วปอ. อย่างมาก อาจมีมุมมองต่างจากผู้นำรัฐบาลท่านอื่นๆ ตนคิดว่าการเรียน วปอ. สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อได้มาฟัง วปอ.67 ยอมรับว่าเหมือนเพลงพรหมลิขิตชักพาให้มาพบกันทันใด ทำไมเหมือนกับนโยบายรัฐบาลของตนที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภาต้นเดือนตุลาคม อาจจะมีถ้อยคำที่ต่างกัน แต่กรอบความคิด ยุทธศาสตร์ตรงกัน ที่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์คือจับต้องได้ เทคโนโลยีต้องทันโลกทันสมัย ทันท่วงที

    ทั้งนี้ นักศึกษา วปอ.67 ยึดหลัก STEM แต่ตนจะขับเคลื่อนด้วยหลักที่คล้ายๆ กัน แต่โดยขอใช้คำว่า STECS ประกอบด้วย Systematic คือขับเคลื่อนต้องมีระบบ, Thainess ความเป็นเอกลักษณ์ของไทย เชื่อถือได้ ราคายุติธรรม, Exponential ขยายศักยภาพแบบเขย่งก้าวกระโดด และ C ที่ขอเติม S เพราะมีหลายคำ ไม่ว่าจะเป็น Connection คือสายสัมพันธ์ ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องมีจริยธรรม ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า, Continuity คือต่อเนื่องไม่สิ้นสุด และ Constructive คือคิดเป็นบวก คิดก้าวหน้า และวันนี้ปัญหาคอร์รัปชันถึงเวลาแล้วเราต้องแก้ และคนไทยรังเกียจเดียดฉันท์ความไม่โปร่งใส ไม่สะอาด ทั้งทางการทำงาน จิตใจ รักชาติรักแผ่นดินคนไทย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการแบ่งแยกแล้ว

    นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า วันนี้แยกกันเดินร่วมกันตี มีความหมายกับตนมาก ทหารก็คิดยุทธศาสตร์ไป รัฐบาลก็ต้องหาวิธีที่ต้องกดดัน วันนี้ยอมไม่ได้แล้ว มาถึงขนาดนี้ไม่ใช่การไล่ตี แต่เป็นการทำงานเชิงรุก กำหนดเงื่อนไขให้คนที่มีปัญหากับเราต้องยอมรับ เพราะประเทศไทยได้เปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจ แสนยานุภาพ เมื่อได้เปรียบแบบนี้จะให้เรายอมก่อนไม่ได้ ตนคิดว่าตนและผู้ที่นั่งในห้องนี้สะกดคำนี้ไม่เป็น ตนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและทุกเหล่าทัพ จะใช้แนวทางนี้ดำเนินยุทธศาสตร์ต่อกรกับคนที่เรามีปัญหาอยู่ ชายแดนกัมพูชาต้องมีคำตอบมีผลลัพธ์ให้ประเทศไทยไม่สูญเสียอะไรไปมากกว่าผู้ที่เสียชีวิต ตนขอต้องไม่มีเราต้องทำให้ได้ภายใน 4 เดือน

    “ประเทศไทยที่เราเบื่อหน่ายจะก้าวหน้าสักที ใครที่เคยดูถูกว่าพลังมวลชนไม่มีความหมาย พูดเลยว่าเปิดด่าน พูดเลยว่าเกี๊ยเซี๊ยะ พูดเลยว่ายอมเขา แล้วท่านจะรู้ว่านรกมีจริง”

    สำหรับโครงการคนละครึ่ง นายอนุทิน ระบุว่ามีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2boowQ3gWTOcpYySHphu74

  • “นายกฯ” ขนทีมเศรษฐกิจ หารือ สมาคมธนาคารไทย

    “นายกฯ” ขนทีมเศรษฐกิจ หารือ สมาคมธนาคารไทย


    “นายกฯอนุทิน ” ขนทีม รมต.เศรษฐกิจ หารือ สมาคมธนาคารไทยรับฟังข้อเสนอแนะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 

    ที่สมาคมธนาคารไทย ถนนแจ้งวัฒนะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานหารือเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงรับฟังข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง นายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย คณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย ที่ปรึกษาสมาคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ ทั้งนี้สมาคมธนาคารไทยมอบกรอบรูปเป็นธนบัตรและเหรียญที่ระลึกรัชกาลที่ 9

    นายอนุทิน กล่าวว่า ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาพบสมาคมธนาคารไทย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น  ตนมีความตั้งใจที่จะมาพบกับทุกคน หลังจากที่มีความชัดเจนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ตนได้ใช้ความพยายามที่จะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถมาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมาพบปะกับสถาบันต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ไปพบผู้ประกอบการ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยใช้ความสามารถ ความได้เปรียบการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอาเซียนและภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะนำไปสู่เป้าหมาย โดยที่ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่ ฉะนั้นเมื่อพบกับผู้ประกอบการแล้ว มีความจำเป็นต้องมาพบกับหัวใจระบบเศรษฐกิจคือ การแก้ปัญหาทางการเงินการธนาคาร และอยากให้สมาคมเปิดใจในการหารือ

    “จริงๆข้างในยังไม่รู้ใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งนายธนาคาร (แบงก์เกอร์) มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก นายเอกนิติ นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงินมาก่อน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ผมเป็นแบงก์เกอร์ผมเริ่มที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT )  หรือสถาบันการเมือง ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ โดยนายผยงได้มาทำงานต่อจากผมไม่รู้กี่ปีก่อน”  นายอนุทิน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W-XlSZLygXhJtEQrwWOAU

  • นายกฯ ถกสมาคมแบงก์ อัดสภาพคล่อง SMEs ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายกฯ ถกสมาคมแบงก์ อัดสภาพคล่อง SMEs ฟื้นเศรษฐกิจ

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมเศรษฐกิจ นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารือกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อหาทางออก “ฝ่าวิกฤติ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่”

    โดย 3 โจทย์ใหญ่บนโต๊ะหารือ คือ หนี้ครัวเรือน หนี้ SMEs และการขาดสภาพคล่องในระบบ ซึ่งนายกฯ ขอความร่วมมือจากธนาคารในการ “อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาด” ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น พร้อมย้ำว่า “ถ้าเงินใหม่ไม่เข้า เงินเก่าก็จะหายไปด้วย” ขณะเดียวกันยังต้องประเมินความเสี่ยงควบคู่ไปกับการเลือกปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้านทีมเศรษฐกิจมองว่า ต้องไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ของประเทศ ผ่าน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่
    • เพิ่มมูลค่าภาคท่องเที่ยว–บริการ และ Medical Wellness
    • ยกระดับภาคเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงราคาพืชผล
    • ดันอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ไฮเทค รองรับการลงทุนใหม่

    เอกนิติ ระบุว่า โจทย์คือการทำ Quick Big Win – ฟื้นเศรษฐกิจให้เร็ว แต่ยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะการทำให้ SMEs มีสภาพคล่องและยืนได้ในยุคแข่งขันสูง ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดโลกได้จริง

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังตั้งทีมทำงานเฉพาะกิจ แก้ปัญหาเงินบาทแข็ง เงินทุนไหลเข้า และ ‘เงินเทา’ ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล (Connect the dots) เพื่อจัดการปัญหาอย่างตรงจุดและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

    สรุป การขับเคลื่อนครั้งนี้คือการผสานนโยบายการเงิน-การคลัง ให้ระบบธนาคารเป็นฟันเฟืองสำคัญ ‘อัดสภาพคล่อง’ สู่ผู้ประกอบการ พร้อมกับการยกระดับเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ไทยฟื้นเร็ว แข็งแรง และมั่นคงในสายตานานาชาติ

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q9B41IHtbhg2sb0ecCPKc

  • หวั่น ‘โลกร้อน’ ทุบเศรษฐกิจพัง 18 ล้านล้านดอลลาร์ เตือนไทยรับมือด่วน

    หวั่น ‘โลกร้อน’ ทุบเศรษฐกิจพัง 18 ล้านล้านดอลลาร์ เตือนไทยรับมือด่วน

    วันนี้ (22 กันยายน 2568) นายกรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในงาน MFLF Sustainability Forum 2025 เรื่อง “วิกฤตโลก ทางออกไทย” จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า ผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ (Climate Change) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากทุกฝ่ายยังปล่อยไว้และไม่ทำอะไร จะก่อให้เกิดการสูญเสียทางด้านต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล 

    เบื้องต้นจากงานวิจัยล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) มีการประเมินว่า หากอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น 3.2 องศา ในปี ค.ศ.2050 จะก่อให้เกิดความเสียหายประมาณ 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 18% ของ DGP โลก สูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่สูญเสียไปประมาณ 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 3% ของ DGP โลก หรือรุนแรงกว่าถึง 6 เท่าตัว

    “กรณีนี้หากเกิดขึ้นกับประเทศไทย เราเชื่อว่าจะกระทบประมาณ 44% ของ GDP ปี หรือกระทบกับภาคการส่งออก  45% ถ้าเกิดเราไม่ปรับตัว สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ปรับตัว ถ้าเราเป็นภาคธนาคาร คือถ้าลูกค้าเราไม่ปรับตัว ไม่เปลี่ยนแปลง เราจะหนี้เสียเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเราอยู่ไม่ได้เหมือนกันครับ แล้วเราจะแข่งขันในเวทีโลกที่เปลี่ยนไปกันได้อย่างไร” นายกรินทร์ กล่าว

    นายกรินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอน หรือให้สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยในปี 2023 นั้นทั่วโลกมีการจัดสรรเงินทุนระดับโลกที่จัดสรรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global climate finance) ทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการปรับตัวเพื่อรับผลกระทบ ในวงเงินถึงประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 1.7% ของ GDP โลก

    หวั่น ‘โลกร้อน’ ทุบเศรษฐกิจพัง 18 ล้านล้านดอลลาร์ เตือนไทยรับมือด่วน

    อย่างไรก็ตามในส่วนนี้คาดว่าทั่วโลกจะมีวงเงินที่จัดสรรมาให้กับ Global climate finance จะเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยคาดว่าในปี 2030 วงเงินส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.4 – 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 – 3 เท่า ขณะที่ในปี 2031 – 2050 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.1 – 9.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4  -5 เท่าจากในปัจจุบัน 

    ทั้งนี้คาดว่าเงินที่จะถูกใช้ไปในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจากช่วงปี 2023  ที่เงินทุนกว่า 72% ไปลงทุนในส่วนของภาคพลังงานและการขนส่ง (energy and transportation) ไปสู่การปล่อยสินเชื่อ และลงทุนในส่วนของการลดคาร์บอนจากภาคการผลิต จากเทรนด์ความต้องการการสนับสนุนทางการเงินเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน

    นายกรินทร์ กล่าวว่า ธนาคารได้ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเป็นรายอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อสีเขียว เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีความต้องการขอสินเชื่อในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายเดิมคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2030 แต่ล่าสุดมีการขอเข้ามาแล้ว 1.65 แสนล้านบาท และน่าจะถึงเป้าหมาย 2 แสนล้านบาทในปี 2569 

    “ความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตอนนี้ ธนาคารเตรียมปรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2030 จาก 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนล้านบาท และจะผลักดันเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น และสิ่งที่ทำคู่กันคือการขยายไปกลุ่มเล็กลงมา หรือกลุ่มเอสเอ็มอีมากขึ้น จากเดิมที่ปล่อยให้รายใหญ่ เพราะกลุ่มนี้ต้องการโซลูชันเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

    หวั่น ‘โลกร้อน’ ทุบเศรษฐกิจพัง 18 ล้านล้านดอลลาร์ เตือนไทยรับมือด่วน

    นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับความย้อนแย้งที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมทวีความรุนแรงขึ้น แต่การลงมือทำยังติดอยู่กับการแก้ปัญหาระยะสั้น 

    โดยปัญหาหลักของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันคือ สมการการเติบโตของโลกไม่ได้รวมสิ่งที่เรียกว่า Ecosystem Service หรือการเติมต้นทุนจากระบบนิเวศเกี่ยวกับการพัฒนาที่นั่งยืนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจด้วย ทั้งที่เป็นต้นทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทำให้การเติบโตที่ผ่านมาเป็นการเติบโตที่ทำให้อนาคตอายุสั้นลงแทนที่จะเกิดการพัฒนามากขึ้น

    ทั้งนี้ได้เสนอว่าการเติบโตยุคใหม่ต้องสร้างอนาคตที่แท้จริงใน 3 ระดับ คือ ระดับมหภาค นโยบายต้องเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความยั่งยืนกับเศรษฐกิจเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อมา คือ ระดับตลาด ต้องสร้าง Development Market หรือตลาดที่มองว่าการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม คือโอกาสทางธุรกิจใหม่ (New Frontier) และระดับจุลภาค ด้วยการปลูกฝังให้การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในทุก ๆ วันเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืน

    “การมีผู้นำธุรกิจในโลกสมัยใหม่ จำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี และการพัฒนาให้เกิดผลอาจจะเริ่มต้นด้วยการทำสิ่งเล็ก ๆ แต่ต้องทำทุกวัน เพื่อให้มีผลเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป” นายปิยะชาติ ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639500&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_JxzQsIgxNYzf3IfUoYkE

  • “อนุทิน” ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย

    “อนุทิน” ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย

    สมาคมธนาคารไทย 22 ก.ย.- “อนุทิน” ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ บอกเคยเป็น Banker มาก่อน ระบุความเห็นเอกชนเป็นประโยชน์ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือดันไทยก้าวสู้ศูนย์กลางอาเซียน-ภูมิภาค

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยมีนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้การต้อนรับ

    จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการหารือในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” ว่า วันนี้ตนและทีมงานเศรษฐกิจต้องขอบคุณกับการต้อนรับที่อบอุ่น ตั้งใจมาพบกับทุกท่านหลังจากที่มีความชัดเจน ในการจัดตั้งรัฐบาล และตนได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ในการคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของตน ซึ่งพวกท่านน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว และวันนี้มีความจำเป็นต้องพบปะ สถาบันหลัก ทางเศรษฐกิจโดยสัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย เพราะตนก็ออกจากวงการนี้ไปนาน เมื่อไปถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้พบกับผู้ประกอบการ ที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเราก็ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการที่เป็นประโยชน์มากๆ

    นายอนุทินกล่าวว่า ได้เดินทางไป ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับผู้ประกอบการ ซึ่งในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการกับมืออาชีพ ข้อมูลที่ได้รับสร้างประโยชน์ ให้กับตนและทีมงานทางเศรษฐกิจ ทั้งแนวทางและความห่วงใย ความเดือดร้อนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ ทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการต่างๆ โดยที่ทุกคน ก็ยังมีเป้าหมาย เดียวกันคือใช้ทุกความสามารถที่เรามีก้าวไปเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการไปถึงจุดนั้นเพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน อย่างเต็มที่ แล้ววันนี้ก็เป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ต้องมา เพราะเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ก็คือ หน่วยงาน ธุรกิจในระบบการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย มาที่นี่อยากให้ทุกคนเปิดใจกันหารือ พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็อยู่ในวงการการเงิน และการอุตสาหกรรมมาก่อนตนก็เคยเป็น คนในแวดวงธนาคารมาก่อน

    “จริงจริงสับข้างยังไม่รู้ใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่ไอเอฟซีที (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์จำกัด) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ มาก่อน” นายอนุทินกล่าว .-319 -สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    กทม. 19 ก.ย.-โปรดเกล้าฯ ครม. “อนุทิน” นั่งนายกฯ ควบมหาดไทย พร้อมตั้ง รองนายกฯ 6 คน รมต.สำนักนายกฯ 4 คน ขณะรายชื่อตรงตามโผ ไม่มีเปลี่ยนแปลง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ก.ย. 68) เวลา 09.30 น. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 7 กันยายนพุทธศักราช 2568 แล้วนั้น บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเก้าแต่งตั้งรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ […]

    กรุงเทพฯ 19 ก.ย. – “เจ๊ปอง” น้ำตาคลอ เปิดใจหลังศาลฎีกาตีกลับยกฟ้อง เชื่อ 15 ปีที่ผ่านมา เป็นบทเรียนของชีวิต หลังจากนี้จะใช้ชีวิตของตัวเองอุทิศให้ประชาชนและประเทศชาติ ชี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะออกมาเคลื่อนไหวอีกหรือไม่ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวขอบคุณกระบวนการยุติธรรม และศาลด้วยที่ความเมตตากับตนเอง ที่ผ่านมาเราต่อสู้ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม สำหรับการตัดสินในวันนี้ทำให้รู้สึกโล่งใจ ดีใจทำให้เรารู้ว่าหลังจากนี้เราจะใช้ชีวิตของเราอย่างไรต่อ เพราะถือว่าเป็นคดีสุดท้าย 15 ปีที่ผ่านมา เป็นบทเรียนของชีวิต ต่อจากนี้เป็นต้นไปขอทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดีเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดชีวิตนี้จะอุทิศให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ พร้อมบอกว่าเป็นคดีสุดท้ายใน 20 ปี ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราใช้วิชาชีพของตัวเองใช้ความเชี่ยวชาญของตัวเองรับใช้พี่น้องประชาชน ถือว่าเป็น 20 ปี ที่คุ้มมาก พี่น้องประชาชนให้กำลังใจเราเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ร่วมมือกับเราในการแสวงหาข้อมูล เรารู้สึกว่ามีคนรักเรามาก และความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เรานำเสนอความจริง เมื่อถามว่าที่ผ่านรู้สึกอย่างไรได้มีเตรียมใจไว้หรือไม่ น.ส.อัญชะลี ระบุว่า ทุกอย่างเตรียมความพร้อม ทุกอย่างไม่ต้องแอบทำใจ หากเราสู้จนถึงที่สุดแล้วอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิด ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เคยช่วยเหลือทั้งในเรื่องเอกสาร หรืออื่นๆ ส่วนเหตุผลที่ศาลพิจารณายกฟ้องในคดีนี้ คือ ศาลเห็นว่าพยานให้การไม่ตรงกันในหลายประเด็นทั้งพยานวัตถุ […]

    ศาลอาญา 19 ก.ย. – วันนี้ที่ศาลอาญา รัชดา ได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา หรือคดีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือ พธม. นำผู้ชุมนุมบุกยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ในช่วงระหว่างการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ในขณะนั้น ซึ่งศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในเวลา 10:00 น. โดยคดีดังกล่าวมีจำเลย 4 คน ได้แก่ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นน้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ทั้งหมดถูกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป อั้งยี่ซ่องโจร บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ เนื่องจากปรากฏหลักฐานว่า จำเลยทั้งห้าเป็นระดับหัวหน้าและผู้สั่งการให้กระทำความผิด ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ได้มีจำเลยอีก 1 คน คือ นายสมเกียรติ […]

    ปารีส 19 ก.ย. – ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส และบริฌิตต์ ภริยา เตรียมเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ต่อศาลสหรัฐเพื่อพิสูจน์ว่าบริฌิตต์เป็นผู้หญิงจริงๆ ไม่ใช่ผู้ชาย ทนายความของประธานาธิบดีมาครงและบริฌิตต์ บอกว่า ทั้งคู่จะยื่นเอกสารเหล่านี้ในคดีหมิ่นประมาทที่ทั้งสองได้ยื่นฟ้อง แคนแดซ โอเวนส์ อินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายขวาชาวอเมริกัน ที่เผยแพร่ความเชื่อของตนผ่านทางสื่อและรายการพ็อคแคสต์ของตนเองว่าบริฌิตต์ เกิดมาเป็นผู้ชาย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เธอเสียใจและไม่สบายใจอย่างมากกับข้อกล่าวหาดังกล่าว และเรื่องนี้รบกวนจิตใจของประธานาธิบดีฝรั่งเศส แม้จะไม่ได้ทำให้มาครงสมาธิหลุดจากภารกิจหน้าที่ของเขาในฐานะผู้นำประเทศ แต่มันก็เป็นเรื่องรบกวนจิตใจของคนที่ต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องครอบครัวและเรื่องงาน ซึ่งตัวประธานาธิบดีก็ไม่มีข้อยกเว้น ในส่วนของการยื่นหลักฐานต่อศาลนั้น ทนายความของมาครงและภริยาบอกว่า ทั้งคู่พร้อมที่จะแสดงหลักฐานอย่างชัดเจนทั้งในภาพรวมและในรายละเอียด รวมถึงคำให้การจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะเป็นลักษณะทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเท็จ แม้จะเป็นกระบวนการที่บริฌิตต์จะต้องเผชิญต่อหน้าสาธารณชนอย่างเปิดเผย แต่เธอก็ยินดีที่จะทำ เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อทำให้เรื่องนี้กระจ่าง สำหรับประเด็นเรื่องบริฌิตต์ เป็นผู้ชาย ถูกเผยแพร่ครั้งแรกตามสื่อออนไลน์ของฝ่ายขวาและกลุ่มต่อต้านวัคซีนในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2021 ต่อมา แคนแดซ โอเวนส์ อดีตนักวิจารณ์ของเดลี่ไวร์ (Daily Wire) สำนักข่าวสายอนุรักษ์นิยมของสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียหลายล้านคน ได้เผยแพร่มุมมองของตนเองหลายครั้งว่า บริฌิตต์ เป็นผู้ชาย ที่มีชื่อว่า ฌอง-มิเชล ทรอกโนซ์ (Jean-Michel Trogneux) ก่อนที่จะแปลงเพศในเวลาต่อมา ถึงขั้นอ้างว่าเธอพร้อมเดิมพันชื่อเสียงในอาชีพทั้งหมดของเธอกับข้อกล่าวหานี้ ส่งผลให้มาครงและภริยายื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐฯ […]

    ข่าวแนะนำ


    เชียงใหม่ 22 ก.ย.-ฝนถล่มเชียงใหม่ อุทยานฯ ดอยสุเทพ-ปุย ประกาศปิดน้ำตกแม่สา อ.แม่ริม ชั่วคราว หลังน้ำป่าไหลหลาก ส่วนวัดผาลาด แจ้งเตือนชาวบ้านรับมือน้ำป่าหลากลงน้ำตกผาลาด ช่วงบ่ายวันนี้ ( 22 กันยายน) เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ เพจเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้โพสต์ข้อความประกาศปิดน้ำตกแม่สา ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เนื่องจากเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากลงมาจนน้ำมีสีน้ำตาลขุ่น กระแสน้ำไหลแรงและเชี่ยวกราก โดยจะปิดน้ำตกแม่สาตั้งแต่วันนี้จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ขณะที่พระมหาสง่า ไชยวงค์ เจ้าอาวาสวัดผาลาด ก็ได้โพสต์คลิปภาพวิดีโอ พร้อมข้อความ “มวลน้ำจากยอดดอยกำลังผ่านวัดผาลาด ญาติโยมด้านล่างช่วงนี้ก็เฝ้าไว้เน้อ” ซึ่งทางวัดผาลาดจะมีการแจ้งเตือนชาวบ้านที่อยู่ใกล้ทางน้ำไหลน้ำตกผาลาด และบริเวณเชิงดอยสุเทพในตัวเมืองเชียงใหม่ ให้เฝ้าระวังน้ำป่าที่ไหลผ่านวัดลงสู่ด้านล่างทุกครั้ง สำหรับวัดผาลาดตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ และมีน้ำตกผาลาดไหลผ่านพื้นที่วัดช่วงที่เกิดฝนตกหนัก จะมีน้ำป่าไหลหลากจากบนดอยสุเทพผ่านน้ำตกผาลาด ก่อนจะไหลลงสู่พื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่.-สำนักข่าวไทย

    กทม. 22 ก.ย.- กองทัพไทย ย้ำบ้านหนองหญ้าแก้วอยู่เขตแดนไทย ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน ชี้ JBC รับรองแล้ว สอดคล้อง MOU 2543 พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยถึงประเด็นหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ในพื้นที่ อ.โคกสูง จ.สระแก้วว่า หลักเขตแดนที่ 42 ตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน) ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และหลักเขตแดนที่ 43 ตั้งอยู่ที่บ้านโนนหมากมุ่น ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยการกำหนดแนวเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นตรงจากหลักเขตแดนที่ 41 มายังหลักเขตแดนที่ 42 และต่อเนื่องไปยังหลักเขตแดนที่ 43 จากนั้นแนวเขตแดนจะไปตามคลองระลมระสือจนถึงหลักเขตแดนที่ 44 สำหรับกระบวนการสำรวจ ชุดสำรวจร่วมไทย–กัมพูชาได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ 1 ของ TOR คือ การสำรวจสภาพ และที่ตั้งของหลักเขตแดนทั้งหมด 74 หลัก ตั้งแต่ปี พ.ศ. […]

    22 ก.ย.- ทีมทนายวัดนาป่าพง หอบเอกสารเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบ ขณะที่สีกาเยอรมนีเตรียมนั่งเครื่องเข้าพบตำรวจ 2 ต.ค.นี้ หลังจากที่นายนันทน อินทนนท์ ทนายความวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี พร้อมทีมทนายความ ได้มีการตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงประเด็นที่ น.ส.ทองใหม่ ขวัญหมื่น หรือ ทนายอุ้ม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากสีกาจากประเทศเยอรมนี เข้ามาร้องเรียนที่กองบังคับการปราบปราม กล่าวหาว่า พระคึกฤทธิ์ ยักยอกเงินวัด ก่อนนำมาฟอกกับมูลนิธิพุทธวจนที่ประเทศเยอรมนีนั้น ความเคลื่อนไหวล่าสุดวันนี้ (22 ก.ย.68) เวลา 10.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม กองกำกับการ 2 นายนันทน อินทนนท์ ทนายความวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี และทีมทนายความ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยนำเอกสารเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นเงิน เงินบริจาคภายในวัด มามอบให้กับพนักงานสอบสวน เพื่อชี้แจงในประเด็นต่างๆ โดยใช้เวลาในการชี้แจงกับพนักงานสอบสวนไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางกลับทันที และไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด หลังจากนั้นทีมข่าวได้ติดต่อไปที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดนาป่าพง โดยเฉพาะเงินที่เปิดรับบริจาคทั่วประเทศ หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริง […]

    อยุธยา 22 ก.ย. – จ.พระนครศรีอยุธยา อ่วม! น้ำท่วมขยายวงกว้างครอบคลุม 8 อำเภอ ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะมัสยิด ระดับน้ำเพิ่มสูงต่อเนื่อง ขณะที่เขื่อนป่าสักชลฯ เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำอีกตั้งแต่ 24 ก.ย.นี้ เตือนน้ำล้นตลิ่งพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อน สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.พระนครศรีอยุธยา ขยายวงกว้างครอบคลุม 8 อำเภอ 103 ตำบล 626 หมู่บ้าน รวมกว่า 31,227 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบ โดยพื้นที่ ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะมัสยิดดารุซซุนนะห์ ซึ่งอยู่นอกคันกั้นน้ำ ถูกน้ำเอ่อท่วมและระดับน้ำยังเพิ่มสูงต่อเนื่อง ชาวบ้านสัญจรลำบาก บางจุดต้องใช้เรือ ต้องเดินลุยน้ำเข้า-ออกบ้านและมัสยิด ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง เร่งนำไม้มาทำสะพานชั่วคราว ให้ประชาชนเดินเข้ามัสยิดเพื่อประกอบพิธีละหมาดได้ พร้อมเร่งตัดต้นไม้และกำจัดวัชพืช ให้เรือสัญจรได้สะดวก และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใกล้ชิด เนื่องจากระดับน้ำเจ้าพระยายังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง นายธีรยุทร อายุ 43 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า บ้านถูกน้ำท่วมเกือบถึงเอว ลำบากมาก […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1588464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MDnlZ-9Cs6dbbBMivZ2Fv