Category: เศรษฐกิจ

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวก ตามทิศทางดาวโจนส์-จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวก ตามทิศทางดาวโจนส์-จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวกในวันนี้ (23 ก.ย.) ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดบวกในวันจันทร์ ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังรอดูการรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของยูโรโซนในวันนี้เวลา 15.00 น. ตามเวลาไทยด้วย

    ดัชนี STOXX 600 เปิดตลาดที่ระดับ 553.80 จุด เพิ่มขึ้น 0.4 จุด หรือ +0.07%

    ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดที่ระดับ 7,867.69 จุด เพิ่มขึ้น 37.58 จุด หรือ +0.48% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดที่ระดับ 23,604.36 จุด เพิ่มขึ้น 77.31 จุด หรือ +0.33%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531572&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23iD0A6dx4pcUpCeQbArX0

  • ‘วรภัค’ เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตือนเศรษฐกิจไทย กำลังถูกล้อมรอบด้วยความเสี่ยง

    ‘วรภัค’ เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตือนเศรษฐกิจไทย กำลังถูกล้อมรอบด้วยความเสี่ยง

    การเงิน-การลงทุน

    ‘วรภัค’ เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตือนเศรษฐกิจไทย กำลังถูกล้อมรอบด้วยความเสี่ยง

    23 ก.ย. 2025 เวลา 10:35 น.

    รมช.คลัง เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ มองเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ อาจพลาดโอกาสสร้างการเติบโตระลอกใหม่

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Vorapak Tanyawong” สมาคมธนาคารไทย เปิดบ้านต้อนรับ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ครม. เศรษฐกิจ

    ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปีที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย ส่วนใหญ่วันนี้เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหา และคำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทยซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง

    ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย เพราะธนาคารไทยสัมผัสกับลูกค้าแทบจะทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี  ท่านนายกฯ อนุทิน และท่านรองนายกฯ เอกนิติ  รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยเลยค่อนข้างผ่อนคลายเป็นกันเอง และเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส โดยมีสาระสำคัญจากสมาคมธนาคารไทยพอสังเขปดังนี้ครับ 

    Perfect Storm: ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉาย

    ในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

     • โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง

    เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโทฯ หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งใน และนอกระบบ

     • ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

    ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

     • ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน

    กฎหมาย และกฎระเบียบมากกว่า แสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

     • Reinvent Thailand: ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร

    สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่ชูแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    สามแนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ 

    ภาคประชาชน

     • จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่

     • กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ภาคธุรกิจ

     • ผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ

     • มาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน

     • ใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ภาครัฐ

     • ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT

     • ปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอน และความซ้ำซ้อน

    นโยบายเร่งด่วน 4+4

    สมาคมฯ สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม

     1. ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ

     2. แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

     3. เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัปสกิล และค่าตอบแทน

     4. กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    +4 เสริม: ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือ สัญญาณเตือน ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโต และก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว เช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวก และดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1199948&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MwITDhxK9P1XABlq0cpYm

  • “วรภัค” เผย สมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน +4 มาตรการเสริมแก้เศรษฐกิจไทย

    “วรภัค” เผย สมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน +4 มาตรการเสริมแก้เศรษฐกิจไทย

    รมช.คลัง “วรภัค ธันยาวงษ์” เผย “นายกฯ อนุทิน-เอกนิติ” ถกสมาคมธนาคารไทย ฟังคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ เสนอนโยบาย 4 เร่งด่วน + 4 มาตรการเสริม ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ แก้หนี้ครัวเรือน ใช้ PromptBiz และเครื่องมือช่วย SMEs

    วันที่ 23 กันยายน 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เช้าวันที่ 22 กันยายน 2568 สมาคมธนาคารไทยเปิดบ้านต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี เพื่อรับฟังข้อมูลปัญหาและคำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง นายกฯ อนุทินและรองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยเลยค่อนข้างผ่อนคลายเป็นกันเองและเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส

    โดยมีสาระสำคัญ คือ เรื่อง Perfect Storm: ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉายภาพ ในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ

    ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

    ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่า แสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    Reinvent Thailand: ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่แพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    ส่วน 3 แนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ ในด้านภาคประชาชน จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่ กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิต เข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ขณะที่ ภาคธุรกิจ ต้องผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมถึงมาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน และใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ส่วนภาครัฐ ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT รวมถึงปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน

    นโยบายเร่งด่วน 4+4

    ทางสมาคมฯ ได้สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม

    1. ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ

    2. แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

    3. เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน

    4. กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    +4 เสริม: ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือ สัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโตและก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจ ได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว อาทิเช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw207cgKMBQN-OPYH4dSqMRW

  • เงินดิจิทัล 10,000 บาท ปรับเป็นเงินสด เริ่มแจก 20 ก.ย. 68 แล้วเหรอ

    เงินดิจิทัล 10,000 บาท ปรับเป็นเงินสด เริ่มแจก 20 ก.ย. 68 แล้วเหรอ

    เงินดิจิทัล 10,000 บาท ดิจิทัลวอลเล็ต ปรับเป็นเงินสด เริ่มโอน 20 ก.ย. 68 แล้วเหรอ ล่าสุดเฉลยแล้ว

    จากกรณีที่โลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ด้วยการปรับแจกเป็นเงิน โดยเริ่มโอนตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 68 ที่ผ่านมานั้น

    ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย รายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลถึงประเด็นข้างต้นพบว่า เป็นการกล่าวถึงการดำเนินการเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 โดยผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีการโอนเงิน 10,000 บาท แก่กลุ่มเป้าหมาย (ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการ) รวม 14.55 ล้านคน ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2567 เพื่อให้นำไปใช้จ่ายได้อย่างไม่มีเงื่อนไข และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อไป

    digital

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2567 ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเงินดิจิทัลวอลเล็ตให้เป็นเงินสด หรือเริ่มมีการโอนวันที่ 20 กันยายน 68 แต่อย่างใด

    สรุป : เงินดิจิทัล 10,000 บาท ไม่ได้มีการปรับแจกเป็นเงินสด และไม่มีการโอนเงินเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 68 ตามที่โลกออนไลน์แชร์ข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943307/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pbLA9LWhO_T0qqzGz4gv7

  • นโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลชุดใหม่ ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย-แต่ยังเติบโตอ่อนแอ

    นโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลชุดใหม่ ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย-แต่ยังเติบโตอ่อนแอ

    วิจัยกรุงศรี คาดการดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยลดความเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจ แต่การเติบโตยังมีแนวโน้มอ่อนแอ

    วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทย GDP ในไตรมาส 3 อาจลดลงจากไตรมาสก่อน แต่คาดว่าจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสสุดท้ายของปี ล่าสุดรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เบื้องต้นมีการเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้  ซึ่งจะถือเป็น “วันแรก” ของการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบเวลาเพียง 4 เดือน

    ก่อนจะประกาศยุบสภาฯเพื่อกำหนดการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลชุดนี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ามีศักยภาพเพียงใดในการสร้างความต่อเนื่องด้านนโยบายและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้านโยบาย ช่วยลดความเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอย

    โดย วิจัยกรุงศรี ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้น ประกอบกับ ความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยสามารถหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคได้ โดยคาดว่าแม้ GDP อาจหดตัวในไตรมาส 3/2568 (เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือ %QoQ) แต่อาจจะขยายตัวเล็กน้อยในไตรมาส 4 ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับประมาณการในกรณีฐานซึ่งคาดการณ์ว่า GDP ทั้งปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.1%

    แต่แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัด

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตยังมีข้อจำกัด โดยคาดว่า GDP ในช่วงครึ่งหลังของปีจะขยายตัวเพียง 1.3% YoY ชะลอลงจาก 3.0% YoY ในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากแรงส่งจากการเร่งส่งออกล่วงหน้ามีแนวโน้มลดลง ขณะที่ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯสู่ 19% ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจะกดดันภาคส่งออกมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ยังเป็นความท้าทายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป แม้ว่าความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยได้ในระดับหนึ่งก็ตาม

    ภาคท่องเที่ยวไทยเผชิญการแข่งขันแรงขึ้นในภูมิภาค

    ขณะที่ ภาคท่องเที่ยวไทยเผชิญการแข่งขันแรงขึ้นในภูมิภาค การฟื้นตัวในช่วงที่เหลือยังเผชิญความท้าทาย ในเดือนสิงหาคม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.58 ล้านคน หดตัว -12.8% YoY สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.19 แสนล้านบาท ลดลง -13.4% สำหรับในช่วง 8 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 21.9 ล้านคน ลดลง -7.2% YoY สร้างรายได้ 1.01 ล้านล้านบาท ลดลง -8.7%

    ท่องเที่ยวของไทยยังคงฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ

    วิจัยกรุงศรี มองว่า การท่องเที่ยวของไทยยังคงฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ โดยมีแรงกดดันสำคัญจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคมมีนักท่องเที่ยวจีนเพียง 0.4 ล้านคน ลดลง -37.7% YoY และในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีเพียง 3.1 ล้านคน ลดลง -35.3% YoY หรือคิดเป็นเพียงประมาณ 40% ของระดับก่อนการแพร่ระบาดในปี 2562 ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลด้านความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่หันไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่นเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่ญี่ปุ่นเท่านั้นหากยังรวมถึงประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้ถึง 3.5 ล้านคน สูงกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมาเลเซียที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน

    สถานการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนว่าไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนซึ่งเคยเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปี 2568 ยังคงเผชิญความท้าทายสูง หากไม่มีมาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย อาจทำให้บทบาทของการท่องเที่ยวในฐานะที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยลดลงในระยะถัดไป

    RELATED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257636/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw206QpBd1_WP2tWQjveQ3EK

  • เตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ เสี่ยงสูง สมาคมธนาคารไทย ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    เตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ เสี่ยงสูง สมาคมธนาคารไทย ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    เตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ เสี่ยงสูง สมาคมธนาคารไทย ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยวานนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี ที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย โดยระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหา และคำแนะนำต่าง ๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย

    Perfect Storm : ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉาย

    ในสายตาของสมาคมธนาคารไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

    • โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง-คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ
    • ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน
    • ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่าแสนฉบับกำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    ส.ธนาคารไทยเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    Reinvent Thailand : ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคารไทย

    • สมาคมฯ ชูแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมีข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    สามแนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ

    ภาคประชาชน

    • จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่
    • กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกราย ต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ภาคธุรกิจ

    • ผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ
    • มาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน
    • ใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ภาครัฐ

    • ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT
    • ปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอน และความซ้ำซ้อน

    นโยบายเร่งด่วน 4+4

    สมาคมสรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก+4 มาตรการเสริม

    • ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ เข้าสู่ระบบ
    • แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score
    • เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน
    • กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    ส่วนมาตรการเสริม: คือ การใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    นายวรภัค กล่าวอีกว่า ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือสัญญาณเตือน ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโต และก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    “ข้อแนะนำบางอย่าง ท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว เช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้น แต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19ffUznvzrZSM0xIPbriPl

  • ‘ผำ’ อาหารแห่งอนาคต สู่โปรตีนทางเลือกยุคใหม่

    ‘ผำ’ อาหารแห่งอนาคต สู่โปรตีนทางเลือกยุคใหม่

    ชายศักดิ์ วุฒิศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ซึ่งต้องพึ่งพาสภาพอากาศและธรรมชาติในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิดท่ามกลางความท้าทาย การมองหาพืชทางเลือกที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ใช้น้ำน้อย เติบโตเร็ว และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จึงเป็นทางออกที่สำคัญ หนึ่งในพืชที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะ “อาหารแห่งอนาคต” (Future Food) คือ “ผำ” หรือไข่น้ำ เป็นพืชน้ำจืดที่เพาะเลี้ยงง่าย ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ไข่ผำแห้ง อาหารเสริม หรืออาหารสุขภาพ สามารถเลี้ยงในบ่อธรรมชาติหรือบ่อควบคุมได้ ช่วยรักษาสภาพน้ำและระบบนิเวศ

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ภายใต้นโยบาย “เกษตรมูลค่าสูง”และแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อให้เกิดการทำน้อยได้มาก การส่งเสริมการเลี้ยง “ผำ” เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ซึ่งเน้นการผลิตตามความต้องการตลาด ปรับปรุงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยง พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน

    economic-business-thai-future-food-SPACEBAR-Photo01.jpg

    economic-business-thai-future-food-SPACEBAR-Photo02.jpg

    สศท.5 ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลสินค้าเกษตรในพื้นที่เพื่อจัดทำข้อมูล วิเคราะห์ตลาด และราคาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงซึ่งพบว่า “ผำ” เป็นหนึ่งในพืชที่กระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมตามนโยบายเกษตรมูลค่าสูง โดยจากการสัมภาษณ์วิทยา ม้วนสูงเนิน เกษตรกรผู้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรในชุมชน บ้านปรางค์ หมู่ 11 ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ริเริ่มเพาะเลี้ยงผำ เล่าว่าจุดเด่นของผำ คือ ดูแลง่าย ลงทุนต่ำ ไม่ใช้สารเคมี ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 7 – 15 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ ให้โปรตีนเฉลี่ย 35 – 40% ของน้ำหนักแห้ง เหมาะต่อการพัฒนาเป็นผงโปรตีน อาหาร ขนม เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือใช้ผสมในอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุน

    “ตนเองได้เริ่มเลี้ยงผำในบ่อดินครั้งแรกเพียง 1 บ่อ  โดยเก็บผลผลิตขายที่ตลาดของหมู่บ้านอาทิตย์ละ 5 วัน วันละประมาณ 20 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 50 บาท สร้างรายได้สัปดาห์ละประมาณ 5,000 บาท จากนั้นขายผลผลิตผ่านทางออนไลน์ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี สามารถสร้างยอดขายได้เดือนละประมาณ 1,100 กิโลกรัม ขายส่งราคากิโลกรัมละ 40 บาท สร้างรายได้มูลค่ากว่า 40,000 บาท/เดือน จึงขยายการเลี้ยงจาก 1 บ่อ เป็น 3 บ่อหลัก ๆ ในปัจจุบัน (ขนาดบ่อ 46×35 เมตร) การลงทุนครั้งแรกในแต่ละบ่อมีเพียงค่าพันธุ์ 20 กิโลกรัม ราคา 1,000 บาท ค่าปุ๋ยคอก 10 กระสอบ ราคา 500 บาท แต่สามารถเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5 – 10 ปี ขึ้นอยู่กับการรักษากับสภาพน้ำและการดูแลไม่ให้มีสัตว์กินพืชในบ่อ เช่นปลากินพืช หอย เป็นต้น ปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดที่มีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”     

    การผลักดันผำเข้าสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ จะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร ลดการพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์ และสอดคล้องกับเป้าหมายความมั่นคงทางอาหารของประเทศ นอกจากนี้ ยังสอดรับกับกระแสโลกที่มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพราะผำต้องการพื้นที่น้อย โตเร็ว และไม่ปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อม ควรผลักดันให้ผำเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจใหม่ โดยร่วมกับหน่วยงานวิจัย พัฒนามาตรฐานการผลิต และส่งเสริมตลาดให้เกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในอนาคต ผำอาจกลายเป็นอีกหนึ่งคำตอบของโปรตีนทางเลือกที่ยั่งยืน ช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรไทย และตอบโจทย์ความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผลการสำรวจข้อมูล จะนำไปเสนอในเวทีการประชุมการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมกันกำหนดแผนงาน/โครงการ หรือแนวทางพัฒนารายได้ให้กับเกษตรกร ให้มีความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ต่อไป

    economic-business-thai-future-food-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-future-food&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39msz89fmwoafymwUmYRkZ

  • ก้าวสำคัญ ขยายอีอีซี หนุนเศรษฐกิจตะวันออก สู่อนาคตไทยยั่งยืน

    ก้าวสำคัญ ขยายอีอีซี หนุนเศรษฐกิจตะวันออก สู่อนาคตไทยยั่งยืน

    23 ก.ย. – ก้าวสำคัญ ศึกษาขยายพื้นที่อีอีซี เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก และภาพรวมเศรษฐกิจไทย

    การขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสําคัญของรัฐบาลไทย ที่ได้ต่อยอดความสําเร็จจาก โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออิสเทิร์สซีบอร์ด เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ให้ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่เป้าหมายกว่า 8.3 ล้านไร่ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการในบริเวณ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ที่สําคัญ คือ มีการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ชัดเจนโดยเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการบูรณาการการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคให้ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกันทั้งในและนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและประกอบกิจการ มีการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร รวมทั้งมีการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเป็นการเฉพาะ

    ภาคเอกชน 3 สถาบัน ริเริ่มเสนอขยายพื้นที่ อีอีซี
    ทั้งนี้ สืบเนื่องจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) เมื่อช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในข้อหารือด้านเศรษฐกิจของประเทศ คณะกรรมการ กกร. ได้มีข้อเสนอแนะสำคัญเร่งด่วน คือ การขอเพิ่มให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อให้เกิดการเดินหน้าพัฒนาอย่างยั่งยืน และผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว ที่จะต่อยอดสร้างโอกาสการลงทุนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นที่และชุมชนได้ ซึ่งถือเป็นแนวคิดหลักของการพัฒนาพื้นที่อีอีซี

    สกพอ. ศึกษาเข้มข้นถึงความเหมาะสม ภายใต้วัตถุประสงค์ของ อีอีซี
    สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่อีอีซี ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งศักยภาพ โอกาส และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และจะจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดบทบาทของจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี และคาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในเดือนกันยายน 2568 นี้

    ในการศึกษาถึงความเหมาะสมของจังหวัดปราจีนบุรี ดังกล่าว ปัจจุบัน สกพอ. ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการให้ละเอียด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนสำหรับการกำหนดทิศทางนโยบายที่เหมาะสมที่สุด

    โดยในเบื้องต้นของการศึกษาครั้งนี้ สถาบันวิจัยฯ จะลงพื้นที่สำรวจข้อมูลพื้นฐาน พร้อมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่แต่ละอำเภอในจังหวัดปราจีนบุรี ด้วยวิธีการทางวิชาการที่เป็นมาตรฐาน เช่น การประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของพื้นที่ การประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ทั้งนี้ สกพอ. ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงประชาชนในทั้ง 7 อำเภอของจังหวัดปราจีนบุรี โดยจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นกลาง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนั้น ในการออกแบบนโยบาย สถาบันวิจัยฯ จะทำการวิเคราะห์และคาดการณ์ความต้องการใช้ทรัพยากรในอนาคตของจังหวัดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะด้านน้ำ พลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และแรงงาน เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค รองรับการเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ มุ่งตอบโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    การศึกษาฯ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการประเมินศักยภาพในเชิงวิชาการ แต่เป็นการรวบรวมข้อมูล บทวิเคราะห์ และเสียงสะท้อนจากประชาชน เพื่อนำไปประกอบใช้ในการกำหนดนโยบายว่าจะควรขยายพื้นที่อีอีซีให้ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรีด้วยหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และ ครม. ต่อไป

    การพัฒนาอีอีซี ไม่ใช่เพียงการกำหนดพื้นที่เพื่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรม แต่เป็นการนำแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยในพื้นที่จังหวัดอีอีซีจะได้มีการพัฒนาเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการดึงดูดให้แก่การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภท ซึ่งคำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างนวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดให้มีบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ โดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอย่างสะดวก ปลอดภัย และประกอบกิจการอย่างมีคุณภาพ

    A Major Step: Studying the Expansion of the EEC to Drive Economic Activities in the Eastern Region and Thailand’s Overall Economy

    The Eastern Economic Corridor (EEC) is one of the Thai government’s flagship missions, building on the success of the Eastern Seaboard Development Project launched more than three decades ago. The EEC now spans a target area of over 8.3 million rai across three provinces—Chon Buri, Rayong, and Chachoengsao. Its primary goals are to establish a clear and appropriate land-use plan aligned with local conditions and potential, advance sustainable development principles, and integrate infrastructure and utilities both inside and outside the EEC zone. At the same time, the initiative seeks to develop international-standard urban centers that are modern, livable, and business-friendly, while offering streamlined government services and granting specific incentives to enterprises operating within special economic zones.
    Private Sector Pushes for Expansion of the EEC

    Earlier this year, the Joint Standing Committee on Commerce, Industry, and Banking (JSCCIB)—comprising the Thai Chamber of Commerce, the Federation of Thai Industries, and the Thai Bankers’ Association—presented a set of economic recommendations to the Prime Minister. Among its urgent proposals was the inclusion of Prachin Buri Province into the EEC. The aim is to promote sustainable development and accelerate the growth of green industries, creating new investment opportunities while improving the quality of life for local communities—an extension of the EEC’s core development vision.

    EECO Conducts In-Depth Study
    The Eastern Economic Corridor Office of Thailand (EECO) is currently assessing the feasibility and potential of designating Prachin Buri as part of the EEC. The study encompasses land-use planning, economic and investment opportunities, resource demand forecasting, and the likely social, economic, and environmental impacts. The findings, along with policy recommendations, are expected to be completed by September 2025.

    For this purpose, the EECO has commissioned the Thammasat University Research and Consultancy Institute to conduct a comprehensive study across economic, social, and environmental dimensions. Preliminary work includes field surveys of all districts in Prachin Buri and academic analyses using standard methodologies such as SWOT assessments and Social Impact Assessments (SIA).

    Public participation is a key focus: input is being gathered transparently from government agencies, private-sector actors, civil society, and residents across Prachin Buri’s seven districts. The process is designed to ensure that community voices and needs are genuinely reflected in the policy direction.

    Additionally, the study will forecast future resource requirements—including water, energy, digital technology, and labor—to ensure that infrastructure and utilities can support sustainable and efficient growth.

    Towards Sustainable Economic Development and Better Quality of Life
    This initiative is not merely a technical evaluation but a holistic process combining data, analysis, and public input to determine whether Prachin Buri should be included in the EEC. The final decision will rest with the EECO and, subsequently, the Cabinet.

    The EEC’s mission extends beyond designating land for industrial estates. It represents the practical application of sustainable development in the Eastern region. The project emphasizes attracting investment in 12 targeted high-tech and eco-friendly industries, fostering innovation, and integrating smart technologies. It also envisions streamlined, one-stop government services, efficient and accessible infrastructure, and sustainable land use aligned with local potential. Above all, it aims to create modern, internationally competitive cities that are safe, convenient, and conducive to high-quality living and business operations.

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/advertorial-1588538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YnO5tcqWG3-S0rYi1EPw2

  • “อนุทิน” พร้อมทีมเศรษฐกิจ หารือสมาคมธนาคารไทย ระบุ เรื่องการเงินหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ เปิดรับข้อเสนอ

    “อนุทิน” พร้อมทีมเศรษฐกิจ หารือสมาคมธนาคารไทย ระบุ เรื่องการเงินหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ เปิดรับข้อเสนอ

    วันนี้ (22 ก.ย.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยมีนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้การต้อนรับ

    จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการหารือในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” ว่า วันนี้ตนและทีมงานเศรษฐกิจต้องขอบคุณกับการต้อนรับที่อบอุ่น ตั้งใจมาพบกับทุกท่านหลังจากที่มีความชัดเจน ในการจัดตั้งรัฐบาล และตนได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ในการคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของตน ซึ่งพวกท่านน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว และวันนี้มีความจำเป็นต้องพบปะ สถาบันหลัก ทางเศรษฐกิจโดยสัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย เพราะตนก็ออกจากวงการนี้ไปนาน เมื่อไปถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้พบกับผู้ประกอบการ ที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเราก็ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการที่เป็นประโยชน์มากๆ

    นายอนุทินกล่าวว่า ได้เดินทางไป ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับผู้ประกอบการ ซึ่งในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการกับมืออาชีพ ข้อมูลที่ได้รับสร้างประโยชน์ ให้กับตนและทีมงานทางเศรษฐกิจ ทั้งแนวทางและความห่วงใย ความเดือดร้อนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ ทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการต่างๆ

    โดยที่ทุกคน ก็ยังมีเป้าหมาย เดียวกันคือใช้ทุกความสามารถที่เรามีก้าวไปเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการไปถึงจุดนั้นเพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน อย่างเต็มที่ แล้ววันนี้ก็เป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ต้องมา เพราะเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ก็คือ หน่วยงาน ธุรกิจในระบบการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย มาที่นี่อยากให้ทุกคนเปิดใจกันหารือ พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็อยู่ในวงการการเงิน และการอุตสาหกรรมมาก่อนตนก็เคยเป็น คนในแวดวงธนาคารมาก่อน

    “จริงจริงสับข้างยังไม่รู้ใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่ไอเอฟซีที (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์จำกัด) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ มาก่อน” นายอนุทินกล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/57676&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HxI9ReCxcvwmC9Ad4iOue

  • รัฐตั้งวอร์รูมสกัดเงินเทา เร่งนโยบาย ‘ควิก บิ๊ก วิน’ ฟื้นเศรษฐกิจ

    รัฐตั้งวอร์รูมสกัดเงินเทา เร่งนโยบาย ‘ควิก บิ๊ก วิน’ ฟื้นเศรษฐกิจ

    สำหรับความคืบหน้าร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว และจากการหารือกับภาคเอกชนทั้งสมาคมธนาคารไทย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประชาชน จึงนำมาปรับให้ตรงความต้องการทุกภาคส่วนมากที่สุด ซึ่งนโยบายประกอบด้วยความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ประชาชนและแผนการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้การทำงานของรัฐบาลให้สัญญากับทุกภาคส่วนว่า 4 เดือนจะยุบสภา ดังนั้นการออกกฎหมายใหม่คงไม่ทันเพราะปิดสมัยประชุมสิ้นเดือน ต.ค.2568 ดังนั้นรัฐบาลจะใช้กฎหมายที่มีให้มากที่สุด ส่วนเรื่องอาชญากรรมที่เข้ามาทำลายเศรษฐกิจหรือผิดกฎหมายจะใช้กฎหมายที่มีไม่ว่าในประเทศหรือข้ามชาติที่จะใช้ตรงนี้อย่างเคร่งครัด

    ส่วนการจะไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) หรือไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าประธานรัฐสภาให้แถลงนโยบายวันใด ซึ่งเมื่อเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณฯ วันที่ 24 ก.ย.2568 จะประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อหารือเรื่องนี้ และหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงต่างประเทศเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะรัฐบาลในการเข้าร่วมประชุม UN หรือไม่ ซึ่งต้องทำให้ประเด็นชัดเจน

    รัฐตั้งวอร์รูมสกัดเงินเทา เร่งนโยบาย 'ควิก บิ๊ก วิน' ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีความกังวลเงินบาทแข็งค่าและ “เงินเทา” ตามนโยบายนายกฯ ต้องเร่งสร้างความชัดเจนเรื่องนี้เร่งด่วน และได้ประสานงานกระทรวงการคลังให้เชื่อมข้อมูล รวมทั้งสมาคมธนาคารไทยฉายภาพให้เห็นต้นเหตุและพบว่าค่าเงินมีหลายส่วนเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ทั้งเกี่ยวกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ประสานงานกับปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อจัดตั้งทีมทำงานร่วมกัน เพื่อทำงานร่วมกันและเพื่อตอบโจทย์ Connect the dots เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นว่าเงินมาจากส่วนใดเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดและจะดำเนินการทันที

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ประเด็นค่าเงินบาทและเงินเทาได้รายงานนายกฯ โดยต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูล เพราะการขับเคลื่อนเงินทุนถูกผ่านหลายรูปแบบทั้งตลาดเงินตลาดทุน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นทั้งระบบธนาคารและไม่ใช่ระบบธนาคาร รวมถึงการเคลื่อนย้ายกิจกรรมที่เป็น Physical ทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการเร่งเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งเข้าใจว่า ธปท.และ ปปง.เร่งดำเนินการ

    รัฐตั้งวอร์รูมสกัดเงินเทา เร่งนโยบาย 'ควิก บิ๊ก วิน' ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่หารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยในประเด็นหลัก คือ แนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเพราะมีปัญหาเศรษฐกิจค่อนข้างมาก และมีปัญหาเชิงโครงสร้างสูง สิ่งที่ตกลงร่วมกันตามนโยบายของนายกฯ คือ จะฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างไรให้เร็วแต่เป็นการฟื้นฟูแบบยั่งยืนด้วย โดยเน้นให้ผลระยะสั้นแต่มีผลระยะยาว ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และแก้ปัญหาเก่าที่สะสมมานาน เช่น หนี้ครัวเรือนที่จะทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย รวมถึงปัญหาสภาพคล่องเอสเอ็มอี ซึ่งต้องการให้ไปถึงผู้ประกอบการมากขึ้น แต่ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระยะสั้นด้านสภาพคล่องเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ SMEs สู่โลกยุคใหม่ ให้เขาแข่งขันได้ และเก่งขึ้นผ่านการพัฒนาทักษะเพิ่มขึ้น

    รัฐตั้งวอร์รูมสกัดเงินเทา เร่งนโยบาย 'ควิก บิ๊ก วิน' ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายผยง ศรีวณิช กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งหนี้ครัวเรือน การแข่งขันภาคอุตสาหกรรม และนโยบายเศรษฐกิจ โดยสมาคมธนาคารไทยฝากให้พิจารณาหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาแกนหลักประเทศ รวมทั้งรัฐบาลกำหนดแผนปฏิบัติการแบบ “quick big win” ภายใน 4 เดือนที่จะประกาศยุบสภาเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับสภาพคล่องของธนาคารในปัจจุบันไม่ถือว่ามีปัญหา แต่การไหลของเงินไปยังจุดที่ต้องการยังไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการร่วมกับรัฐบาล ขณะเดียวกันต้องรอให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อความชัดเจนในการดำเนินงานมากขึ้น

    การพบปะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในรอบ 58 ปีที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาพบสมาคมธนาคารไทยพร้อมคณะรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ เพื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคประชาชนและการจ้างงานอย่างชัดเจน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PI6x3Ew6UTKaerQ93XpT_