Category: เศรษฐกิจ

  • ‘นายกฯอนุทิน’ ขนทีมเศรษฐกิจคุยแบงก์ ย้ำปัญหาการเงินหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ  | เดลินิวส์

    ‘นายกฯอนุทิน’ ขนทีมเศรษฐกิจคุยแบงก์ ย้ำปัญหาการเงินหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ  | เดลินิวส์

    ‘นายกฯอนุทิน’ ขนทีมเศรษฐกิจคุยแบงก์ ย้ำปัญหาการเงินหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ 

    ‘นายกฯ อนุทิน’ ขนทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ยันปัญหาการเงินการธนาคารหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ พร้อมเปิดรับข้อห่วงใย-แนวทางแก้ไข ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน บอกในอดีตเคยเป็นนักวิเคราะห์สินเชื่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5134053/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04vyuG87b0npSZowPdbUyn

  • ‘เกาหลีใต้’ แจกคูปองแสนวอนรอบใหม่ ปลุกเศรษฐกิจ แต่ตัดสิทธิ์คนรายได้สูง

    ‘เกาหลีใต้’ แจกคูปองแสนวอนรอบใหม่ ปลุกเศรษฐกิจ แต่ตัดสิทธิ์คนรายได้สูง

    ‘เกาหลีใต้’ แจกคูปองแสนวอนรอบใหม่ ปลุกเศรษฐกิจ แต่ตัดสิทธิ์คนรายได้สูง

    รัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มดำเนินการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ด้วยการแจก “คูปองบริโภค” มูลค่า 100,000 วอน หรือประมาณ 2,279 บาทต่อคน โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนตั้งแต่เช้าวันที่ 22 กันยายน 2568 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคมนี้ โดยโครงการนี้จะครอบคลุมประชาชนเกือบ 90% ของประชากรทั้งประเทศ แต่จะไม่รวมครัวเรือนที่มีฐานะทางการเงินสูงออกจากการเข้าร่วม

    เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความแออัดในระบบการลงทะเบียน รัฐบาลได้กำหนดวันลงทะเบียนตามเลขปีเกิดของผู้มีสิทธิ์ โดยผู้ที่มีเลขลงท้ายด้วย 1 และ 6 จะลงทะเบียนได้ในวันจันทร์ ขณะที่เลข 2 และ 7 จะลงทะเบียนในวันอังคาร เลข 3 และ 8 ในวันพุธ เลข 4 และ 9 ในวันพฤหัสบดี และเลข 5 และ 0 ในวันศุกร์ มาตรการนี้ถือเป็นการปรับปรุงจากรอบแรกที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ โดยรอบนี้จะคัดกรองครัวเรือนที่มีรายได้สูงออกไป เช่น คนที่มีฐานภาษีที่ดินเกิน 1,200 ล้านวอน หรือมีรายได้เกิน 20 ล้านวอนในปีที่ผ่านมา

    แม้ว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ แต่รัฐบาลยังคงเปิดโอกาสให้กลุ่มบางส่วนที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ผู้พำนักถาวร คู่สมรสของชาวต่างชาติ หรือผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรอง สามารถลงทะเบียนเพื่อรับคูปองได้เช่นกัน

    สำหรับขั้นตอนการรับสิทธิ์ ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ที่ธนาคาร บัตรเครดิต หรือศูนย์ชุมชนท้องถิ่น โดยสามารถเลือกวิธีรับเงินได้หลากหลาย ทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรพรีเพด หรือบัตรกำนัลท้องถิ่น อย่างไรก็ดี คูปองนี้ไม่สามารถใช้จ่ายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือซูเปอร์มาร์เก็ตได้

    มาตรการแจกคูปองในรอบแรกเมื่อปีที่แล้วถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก มีประชาชนเข้าร่วมถึง 50.08 ล้านคน หรือคิดเป็น 99% ของประชากรทั้งหมด สร้างเม็ดเงินอัดฉีดกว่า 9.06 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 243,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีความหวังว่าการแจกคูปองรอบใหม่ แม้จะเข้มงวดขึ้น แต่ก็ยังจะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/639473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e4AvLskp0Mv5WudEsCmhA

  • นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจ ถกสมาคมธนาคารไทย วางเป้าดันไทยก้าวสู่ศูนย์กลางอาเซียน

    นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจ ถกสมาคมธนาคารไทย วางเป้าดันไทยก้าวสู่ศูนย์กลางอาเซียน

    ‘อนุทิน’ ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ ระบุความเห็นเอกชนเป็นประโยชน์ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือดันไทยก้าวสู่ศูนย์กลางอาเซียน

    22 ก.ย.2568-ที่สมาคมธนาคารไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.การคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยมีนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้การต้อนรับ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการหารือในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” ว่า วันนี้ตนและทีมงานเศรษฐกิจต้องขอบคุณกับการต้อนรับที่อบอุ่น ตั้งใจมาพบกับทุกท่านหลังจากที่มีความชัดเจน ในการจัดตั้งรัฐบาล และตนได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ในการคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของตน ซึ่งพวกท่านน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว และวันนี้มีความจำเป็นต้องพบปะ สถาบันหลัก ทางเศรษฐกิจโดยสัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย เพราะตนก็ออกจากวงการนี้ไปนาน เมื่อไปถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้พบกับผู้ประกอบการ ที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเราก็ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการที่เป็นประโยชน์มากๆ

    นายอนุทินกล่าวว่า ได้เดินทางไป ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับผู้ประกอบการ ซึ่งในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการกับมืออาชีพ ข้อมูลที่ได้รับสร้างประโยชน์ ให้กับตนและทีมงานทางเศรษฐกิจ ทั้งแนวทางและความห่วงใย ความเดือดร้อนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ ทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการต่างๆ โดยที่ทุกคน ก็ยังมีเป้าหมาย เดียวกันคือใช้ทุกความสามารถที่เรามีก้าวไปเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

     ซึ่งผู้ประกอบการต้องการไปถึงจุดนั้นเพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน อย่างเต็มที่ แล้ววันนี้ก็เป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ต้องมา เพราะเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ก็คือ หน่วยงาน ธุรกิจในระบบการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย มาที่นี่อยากให้ทุกคนเปิดใจกันหารือ พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็อยู่ในวงการการเงิน และการอุตสาหกรรมมาก่อนตนก็เคยเป็น คนในแวดวงธนาคารมาก่อน

     “จริงจริงสับข้างยังไม่รู้ใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่ไอเอฟซีที (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์จำกัด) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ มาก่อน” 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/865847/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m9UlPK_aJTexFu43ybGil

  • “นายกฯอนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ “สมาคมธนาคารไทย” แลกเปลี่ยนมุมมองขับเคลื่อนศก.ประเทศ | TOPNEWS

    “นายกฯอนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ “สมาคมธนาคารไทย” แลกเปลี่ยนมุมมองขับเคลื่อนศก.ประเทศ | TOPNEWS

    22 กันยายน 2568 ที่สมาคมธนาคารไทยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าประชุมหารือใหญ่ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย โดยการประชุมกำหนดขึ้นในเวลา 9.30 น. โดยการประชุมครั้งนี้มีหัวข้อหลักคือ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการหาแนวทางพลิกฟื้นอนาคตเศรษฐกิจด้วยพลวัตใหม่

    สำหรับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่เข้าร่วมหารือประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยจะร่วมรับฟังการหารือกับ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยกรรมการและที่ปรึกษาของสมาคม

    โดยวาระการหารือหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1. มุมมองความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ
    2. แนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
    3. ประเด็นหารือและข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี

    สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ไข ในการประชุมนี้คือ ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและปัญหาภาระหนี้สินของกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีความเสี่ยงสูง รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

    ทั้งนี้ มีความคาดหวังว่าการหารือครั้งนี้จะสามารถหามาตรการที่ช่วยปลดล็อกปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและ ฟื้นฟูสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ SME ซึ่งถือเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยได้ การหารือนี้ยังรวมถึงการรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธนาคารในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยในที่ประชุมว่า วันนี้ตนและทีมงานทางด้านเศรษฐกิจต้องขอบพระคุณสำหรับการต้อนรับของสมาคมธนาคารไทย โดยตั้งใจที่จะมาพบหารือหลังจากมีความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาล ได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของผม ซึ่งพวกท่านก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ทีมรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมาพบปะกับ สถาบันหลัก ๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่าง ๆ

    โดยข้อมูลที่ได้มาได้สร้างประโยชน์และแนวคิดให้กับตนเอง และทีมงานด้านเศรษฐกิจเป็นแนวทาง ความห่วงใย ความกังวล และความเดือดร้อนที่ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขและช่วยเหลือ ซึ่งถือว่ามาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ภาคบริการ โดยที่ทุกคนมีเป้าหมายเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ ดังนั้นต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่ รวมถึงความได้เปรียบการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอาเซียนและภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะนำไปสู่เป้าหมายโดยที่ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่

    ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่สำคัญที่สุด ที่ต้องมาพบ เปรียบเสมือน “หัวใจของระบบเศรษฐกิจ” ก็คือ สถาบันการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย อยากให้เปิดใจหารือกัน ไม่อยากให้แบ่งฝ่ายว่าเป็นฝั่งรัฐบาล หรือภาคธนาคาร พร้อมย้ำว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความเชี่ยวชาญในการทำงานด้านเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1324693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vKbFItZE4d0bMoJicyCHm

  • ประธานาธิบดีในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CCTV:

    ประธานาธิบดีในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CCTV:

    ▫️ ประธานาธิบดีในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CCTV:
    🔸 วันนี้ ประเทศที่เคยไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของตนเอง กลับมารวมตัวกันและกล่าวหาว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
    🔻 เราไม่มีแผนการใด ๆ ที่จะดำเนินการนอกกรอบของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
    🔸 หากประเทศที่สนับสนุนพหุภาคีนิยมไม่สามัคคีกัน ผู้ก่อการฝ่ายเดียวจะเป็นฝ่ายมีชัยเหนือพวกเขา
    🔻 ทุกวันนี้ในโลกมีการเลือกปฏิบัติต่อประเทศต่าง ๆ ตามความชอบส่วนตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดมาตรฐานสองแบบ
    🔸 ระบอบไซออนิสต์ละเมิดกฎหมายทุกฉบับและกระทำการทุกอย่างตามใจ แต่กลับไม่มีใครหยุดยั้งมันได้

  • นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเศสโต้กลับ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ หลังถูกเรียกว่า ‘นักวิชาการเทียม’

    นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเศสโต้กลับ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ หลังถูกเรียกว่า ‘นักวิชาการเทียม’

    กาเบรียล ซัคแมน นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเศสผู้เสนอแผนภาษีความมั่งคั่งที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้าย ออกมาเรียกร้องให้ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ คนร่ำรวยที่สุดของฝรั่งเศสเคารพความจริง หลังจากเจ้าพ่อแบรนด์หรูกล่าวหาว่าเขาเป็นนักวิชาการเทียม ที่ต้องการ ทำลายเศรษฐกิจฝรั่งเศส

    แผนภาษีความมั่งคั่งที่จุดประเด็นดังก้อง

    ซัคแมน วัย 38 ปี เสนอให้คนระดับมหาเศรษฐีจ่ายภาษีอย่างน้อย 2% จากทรัพย์สินของตน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ฝรั่งเศสเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น แนวคิดนี้ได้รับความสนใจและผลักดันจากฝ่ายซ้าย รวมถึงพรรคโซเชียลิสต์ ซึ่งการสนับสนุนของพวกเขาอาจช่วยให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เซบาสเตียน เลอคอร์นู อยู่รอดได้

    อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายขวา ที่เกรงว่าจะทำให้คนรวยหนีออกจากฝรั่งเศส

    อาร์โนลต์ โจมตีแผนภาษีใหม่

    อาร์โนลต์ วัย 76 ปี ซึ่ง Forbes ประเมินทรัพย์สินครอบครัวไว้ที่ 157 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กล่าวว่า นี่ไม่ใช่การอภิปรายทางเทคนิคหรือเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นความปรารถนาที่ระบุไว้อย่างชัดเจนที่จะทำลายเศรษฐกิจฝรั่งเศส

    เจ้าพ่อกลุ่มแบรนดฺหรู LVMH ที่รวมแบรนด์ดังอย่าง Louis Vuitton, Dior และ Moet Hennessy อธิบายว่า ซัคแมน เป็นนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายที่นำความสามารถทางวิชาการเทียมมาใช้รับใช้อุดมการณ์ของตัวเอง

    การตอบโต้ของนักเศรษฐศาสตร์

    ซัคแมน ตอบกลับผ่านแถลงการณ์ว่า เราสามารถมีความแตกต่างทางความคิดเห็นอย่างชัดเจน และ อาร์โนลต์ มีสิทธิในความคิดเห็นเช่นเดียวกับพลเมืองคนอื่นๆ แต่การอภิปรายนี้ต้องเกิดขึ้นด้วยความเคารพต่อความจริงและข้อเท็จจริง

    นักเศรษฐศาสตร์ที่เคยดำรงตำแหน่งทางวิชาการในลอนดอน สหรัฐอเมริกา และปารีส กล่าวว่า อาร์โนลต์ ผิดที่จะมาตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณสมบัติทางวิชาชีพของเขา โดยเรียกเขาว่านักวิชาการเทียม

    เขาเปรียบเทียบคำพูดดังกล่าวกับภาษาที่ประธานาธิบดีทรัมป์ และพันธมิตรใช้ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งความกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการกำลังเพิ่มขึ้น

    การสนับสนุนจากฝ่ายซ้าย

    ซัคแมน ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำฝ่ายซ้ายที่แสดงความตกใจต่อคำพูดของอาร์โนลต์ โอลิเวียร์ โฟเร หัวหน้าพรรคโซเชียลิสต์ เขียนใน X ว่า สิ่งที่ทำลายเศรษฐกิจและสังคมของเราคือการไม่มีรูปแบบใดๆ ของความรักชาติจากคนระดับมหาเศรษฐีที่ขอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่ปฏิเสธที่จะยอมรับรูปแบบใดๆ ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

    มารีน ทันเดลิเยร์หัวหน้าพรรคกรีน กล่าวว่า เราใกล้จะถึงเป้าหมายแล้ว และเขาเริ่มกังวลแล้ว พร้อมเสริมด้วยน้ำเสียงเสียดสีว่าเพื่อความยุติธรรม เขามีความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างมากเมื่อพูดในเรื่องนี้

    โธมัส พิเก็ตตี้ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังที่ถือเป็นอาจารย์ของ ซัคแมน ยืนหยัดปกป้องศิษย์เก่า โดยกล่าวหาอาร์โนลต์ ว่าพูดไร้สาระ และปฏิเสธว่าภาษีนี้จะทำให้เศรษฐกิจฝรั่งเศสล่มสลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/french-economist-responds-to-arnault-wealth-tax-criticism&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22beEhrijC0-Iy9izl8WX4

  • แบงก์ชาติจีนคงดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีและ 5 ปีตามคาด : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติจีนคงดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีและ 5 ปีตามคาด : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.0% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.5% ในวันนี้ (22 ก.ย.) สวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น ส่วนอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง

    การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย LPR ในวันนี้ เป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าทางการจีนจะชะลอการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ท่ามกลางการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นเมื่อไม่นานมานี้ แม้ว่าจะมีข้อมูลหลายรายการที่แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของความอ่อนแอของเศรษฐกิจก็ตาม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531084&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tHY72twOyYuF1FA-F9Fvl

  • ชาวโคราช รอคอยโครงการคนละครึ่ง เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายคนรากหญ้า

    ชาวโคราช รอคอยโครงการคนละครึ่ง เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายคนรากหญ้า

    วันที่ 22 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เขตเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อสอบถามความคิดเห็นกรณีรัฐบาลเตรียมนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาภายใน 1 เดือนนี้ ซึ่งจากการสอบถามประชาชนทุกคน ต่างเห็นด้วยกับการที่จะนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ เพราะมั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินจากวันละ 150 บาท เพิ่มเป็นวันละ 200 บาท

    นางชูจิต พนักงานร้านขนมจีนแม่พลอย เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งกลับมาอีกครั้ง ตนมองว่าดี โครงการนี้กระจายเงินทั่วถึงประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำ อย่างน้อยเงินที่รัฐบาลช่วยจ่ายวันละ 150 บาท คนรากหญ้าสามารถนำไปใช้ซื้อกับข้าวสาร อาหาร หรือสิ่งของในชีวิตประจำวัน ซึ่งตนเชื่อว่าโครงการคนละครึ่ง สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างดี และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ถึงแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังดี ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากวันละ 150 บาท เพิ่มเป็นวันละ 200 บาท เพราะสำหรับคนที่ยากจนนั้น สามารถนำเงินดังกล่าวไปซื้อของใช้ในครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นอีก และยังเป็นการสนับสนุนร้านโชห่วย ร้านของชำในหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการได้อีกทางหนึ่ง

    นางสำราญ อายุ 63 ปี ชาวบ้านบ้านคลองตะแบก เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งที่รัฐบาลใหม่นำกลับมา ตนคิดว่าดี ชาวบ้านสามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ซึ่งโครงการช่วยเหลือช่วงหลังขั้นตอนยุ่งยาก ต้องสแกนใบหน้า ใส่ข้อมูลเยอะ บางครั้งสแกนใบหน้าไม่ติดก็ใช้เงินไม่ได้ หรือถ้าได้เป็นเงินสดมาใช้ก็จะดีมาก อยากให้โครงการคนละครึ่งกลับมาไวๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/448164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n-JuVXht8Ar_–Tv9k5xI

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์
    “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.84 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซนแนวต้าน 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.80-31.92 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า การรีบาวด์ปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 3,685 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังเงินบาทได้อ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้าน ก็มีส่วนช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท ทำให้เงินบาทยังคงไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น หลัง Dot Plot ล่าสุด สะท้อนว่า เฟดอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P Global (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกันยายน พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) โดยข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้ ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างคงมองว่า เฟดยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะต่างจากคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ล่าสุดของเฟด ที่สะท้อนว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้ง ในปี 2026 และ 2027

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน จากทั้งฝั่งยูโรโซนและอังกฤษ พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สำรวจโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB อาจจบรอบการลดดอกเบี้ยแล้ว (โอกาสลดดอกเบี้ย 25bps ในปีนี้ อยู่ที่เพียง 15%)

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน และรอติดตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน ของกรุงโตเกียว ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ประเภท 1 ปี และ 5 ปี จากทางธนาคารกลางจีน (PBOC) ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า LPR 1 ปี และ 5 ปี จะยังคงอยู่ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% จนกว่าทาง PBOC จะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งอาจต้องเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนสิงหาคม ซึ่งอาจสะท้อนการเติบโตของยอดการส่งออกที่ชะลอลงจากเดือนก่อนๆ โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ยอดการส่งออกเดือนสิงหาคม อาจขยายตัวราว +7%y/y ชะลอลงจากที่โตกว่า +11% ในเดือนก่อน

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยอ่อนค่าแบบค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ในกรณีที่เงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะผู้เล่นต่างชาติ ต่างก็รอทยอยปรับสถานะถือครองและเริ่มมีมุมมองเชิงลบต่อเงินบาทมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากบรรดาบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ต่างชาติที่ต่างมองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงและมีความน่าสนใจที่จะเริ่มทยอยเพิ่มสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) นอกจากนี้ แรงขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย จากฝั่งนักลงทุนต่างชาติก็อาจยังคงดำเนินต่อไปได้ เพิ่มแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท ขณะที่แรงขายบอนด์ไทย จากนักลงทุนต่างชาติ อาจชะลอลงบ้าง ยกเว้นบอนด์ยีลด์ไทยจะปรับตัวลงต่อเนื่องพอสมควร เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติทยอยขายทำกำไรสถานะลงทุนในบอนด์ไทย

    อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องไปได้ง่ายนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน ในช่วง 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และ 32.30 บาทต่อดอลลาร์) เราจะมั่นใจมากขึ้นว่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามกลยุทธ์ Trend-Following)

    ในทางกลับกัน หากเงินบาทได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า เราประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทก็อาจถูกจำกัดแถวโซนแนวรับ 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์ ได้

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยออกมาสดใส ดีกว่าคาดต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.50-32.10 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.75-31.95 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/958713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ABsdwFaqruE0MvROUZPI8

  • อำนาจเจริญอ่วม! ‘พื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนหลัก’ น้ำท่วมครึ่งเมตร

    อำนาจเจริญอ่วม! ‘พื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนหลัก’ น้ำท่วมครึ่งเมตร

    22 ก.ย. 2568 – ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุฝนตกอย่างหนัก ในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ส่งผลให้ย่านเศรษฐกิจสำคัญ ถนนสายหลัก 2 สาย รวมถึง ถนนสายรอบเมือง มีน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กฝ่ากระแสน้ำ ทำให้เครื่องยนต์ดับไปตามๆ กัน และกระแสน้ำคลื่นน้ำจากรถวิ่งผ่าน พัดเข้าหาบ้านเรือนที่อยู่ริมถนน ทำให้น้ำไหลท่วมบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

    สำหรับถนนสายหลักอรุณประเสริฐ ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ (อำนาจเจริญ – กรุงเทพมหานคร) จมน้ำหลายจุด ได้แก่ หน้าวัดดอนหวาย ชุมชนดอนแดง หน้าพรรคภูมิใจไทย หน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ โดยเฉพาะถนนหน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ น้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี เนื่องจากคลองระบายน้ำมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน จึงประสบปัญหาน้ำท่วมทุกฤดูฝน

    ส่วนถนนชยางกูร ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ถือว่า เป็นถนนสายเศรษฐกิจ เพราะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 3 แห่งตั้งอยู่ รวมถึงเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ และสถานีขนส่งผู้โดยสารด้วย จากฝนตกหนักหลายชั่วโมง ส่งผลให้น้ำท่วมถนนตลอดแนว เริ่มจากห้างสรรพสินค้าดัง 3 ห้าง ไปจนถึง สถานีขนส่งผู้โดยสารอำนาจเจริญ ระดับน้ำอยู่ที่ 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กสัญจรลำบาก ออกจากห้างดังไม่ได้ ต้องรอร่วม 1 ชั่วโมง จึงคลี่คลายและออกมาได้ บางคันน้ำท่วมเข้าเครื่องยนต์ทำให้รถดับรถเสียกลางถนนหลายคัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยเหลือเข็ญเข้าที่สูงข้างทางหนีน้ำ เพื่อรอรถยกเข้าอู่ซ่อมต่อไป

    นอกจากนี้ ถนนสายรอบเมืองด้านทิศตะวันออกจรดทิศเหนือและทิศใต้ (อำนาจเจริญ – มุกดาหาร – อุบลราชธานี) ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงเช่นกัน และเกิดน้ำท่วมเป็นบางช่วง ระดับน้ำอยู่ที่ 20 – 30 เซนติเมตร ทำให้การขับขี่รถที่สัญจรผ่านจุดน้ำท่วมจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

    อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังเร่งระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำ ในทุกจุดที่ถูกน้ำท่วมแล้ว เพื่อคืนผิวจราจรให้อยู่ในสภาพปกติต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/865771/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TPWxcKSq39QvY-96MSWf7