Blog

  • Overconsumption กับดักใช้เงินในยุคดิจิทัล

    Overconsumption กับดักใช้เงินในยุคดิจิทัล

    “ของก็มีครบแล้ว แต่ทำไมยังรู้สึกอยากซื้อเพิ่มอยู่ตลอดเวลา” ความรู้สึกคุ้น ๆ แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่กำลังกลายเป็นอารมณ์ร่วมของผู้บริโภคจำนวนมากในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และนำไปสู่คำถามที่เริ่มถูกตั้งขึ้นบ่อยขึ้นว่า การใช้จ่ายของเราในวันนี้ ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความจำเป็น” หรือกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย “ความอยาก” มากกว่าที่คิด ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า Overconsumption หรือ การบริโภคที่เกินความจำเป็น ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการซื้อของมากเกินไป แต่คือสภาวะที่ผู้บริโภคถูกกระตุ้นให้ “อยากใช้เงินอยู่ตลอดเวลา” ผ่านโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่อัลกอริธึมของแพลตฟอร์มออนไลน์ โปรโมชั่นแบบจำกัดเวลา ไปจนถึงคอนเทนต์ที่แข่งขันกันแย่งชิงความสนใจในทุกวินาทีของชีวิต

    เมื่อโลกออนไลน์ทำให้ “การซื้อ” ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

    ในอดีต การตัดสินใจซื้ออาจเกิดขึ้นจากความจำเป็นหรือการวางแผนล่วงหน้า แต่ในปัจจุบัน ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องสินค้าและราคา หากแต่กำลังแข่งขันกันเพื่อแย่ง “เวลาในสายตา” ของผู้บริโภค ยิ่งแพลตฟอร์มดิจิทัลเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ได้ละเอียดมากขึ้น ระบบก็ยิ่งสามารถนำเสนอสิ่งที่ “ตรงใจ” ได้แม่นยำขึ้น ผลลัพธ์คือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่ากำลังตัดสินใจซื้อด้วยตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงกำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความอยากอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Flash Sale, Live Commerce  โฆษณาแบบเฉพาะบุคคล ไปจนถึงรีวิวสินค้าแบบเรียลไทม์ที่ทำให้การ “ไม่ซื้อ” กลายเป็นเรื่องยากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    ข้อมูลประมาณการจาก Statista ผู้ให้บริการฐานข้อมูลและสถิติระดับโลก ระบุว่า มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปี 2569 มีแนวโน้มแตะระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผู้บริโภคไทยใช้เวลากับโซเชียลมีเดียเฉลี่ยประมาณ 2.3 ชั่วโมงต่อวัน สะท้อนการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานดิจิทัลสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เส้นแบ่ง “อยาก” กับ “จำเป็น” ที่เลือนลงทุกวัน

    ภาพการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ของคนไทย ยังสอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากการสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของครัวเรือน พ.ศ. 2568 ระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟน และใช้ช่องทางออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการค้นหาและซื้อสินค้าและบริการ ความสะดวกดังกล่าวทำให้กระบวนการตัดสินใจซื้อสั้นลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การใช้จ่ายจำนวนมากเกิดขึ้นจาก “อารมณ์ ณ ขณะนั้น” มากกว่าการไตร่ตรองถึงความจำเป็นในระยะยาว จนนำไปสู่พฤติกรรมที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า Emotional Spending ซึ่งกำลังพบได้บ่อยขึ้นในกลุ่มวัยทำงานและผู้บริโภคเมือง เมื่อการซื้อกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา “การบริโภค” จึงไม่ใช่กิจกรรมเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นพฤติกรรมต่อเนื่องที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน

    Overconsumption ไม่ได้กระทบแค่กระเป๋าเงิน แต่กดดันเศรษฐกิจไทย

    แม้การบริโภคจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ แต่เมื่อการใช้จ่ายเติบโตบนฐานที่เกินสมดุล ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับบุคคล ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทย ณ ปี 2568 อยู่ในระดับประมาณ 16.3–16.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 86–87% ต่อ GDP ซึ่งยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันด้านการเงินของครัวเรือนไทยที่ยังคงดำรงอยู่ ท่ามกลางค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายด้านการเงินของคนไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการใช้จ่ายและวินัยทางการเงินในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    วินัยทางการเงิน คือ Soft Skill สำคัญของยุคที่ทุกอย่างชวนให้ซื้อ

    ในวันที่เทคโนโลยีทำให้การซื้อเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้ว ความสามารถในการ “หยุดคิดก่อนจ่าย” กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของคนยุคใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เกิดจากการไม่ใช้เงิน แต่เกิดจากการเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า เงินควรถูกใช้ไปเพื่ออะไร และในโลกที่ทุกแพลตฟอร์มแข่งขันกันด้วยการดึงความสนใจ ผู้บริโภคที่ได้เปรียบที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ซื้อได้มากที่สุด แต่คือคนที่รู้จักคำว่า “พอดี” และเลือกใช้เงินอย่างมีสติในแบบที่สอดคล้องกับชีวิตของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-overconsumption-flash-sale&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dhrl4aBaMaE0NFJzr1iGJ

  • รมว.ทส. สั่งกรมโลกร้อน เร่งดันคาร์บอนต่ำเข้าแผนพัฒนาที่ 14 ปูทางแข่งขันระยะยาว

    รมว.ทส. สั่งกรมโลกร้อน เร่งดันคาร์บอนต่ำเข้าแผนพัฒนาที่ 14 ปูทางแข่งขันระยะยาว

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้สั่งการให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งดำเนินการบูรณาการนโยบายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575)

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการหารือร่วมกับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในมิติของการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    สำหรับการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมได้มีการพิจารณา (ร่าง) ข้อเสนอเพื่อนำไปประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเนื้อหาได้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทย ตลอดจนแนวทางการขับเคลื่อนที่สำคัญของประเทศ อาทิ การผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่าน และการยกระดับกลไกการบริหารจัดการของภาครัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับเสาหลักการพัฒนาทั้ง 4 เสาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 5/2569 ซึ่งมีกำหนดการจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/830220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Sa4eUokkkaiJRAWKvEY5

  • ชวนเที่ยวงาน “สำราญวิถีชุมชน ชิมของดี สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมปทุมธานี”

    ชวนเที่ยวงาน “สำราญวิถีชุมชน ชิมของดี สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมปทุมธานี”

    ปทุมธานี เปิดพื้นที่ตลาดวัฒนธรรม “สำราญวิถีชุมชน ชิมของดี สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมปทุมธานี” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สืบสานอัตลักษณ์ ระหว่างวันที่ 9 – 17 พ.ค. 69 ณ วัดโบสถ์หลวงปู่เทียน

    วันที่ 10 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 69 นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าฯ ปทุมธานี เป็นประธานเปิดงาน กิจกรรมเก็บเกี่ยววิถีชุมชน “ตลาดวัฒนธรรม” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี ณ วัดโบสถ์ (หลวงปู่เทียน) ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ใช้ชื่อว่า “สำราญวิถีชุมชน ชิมของดี สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมปทุมธานี” ซึ่งจังหวัดปทุมธานี เปิดพื้นที่วัฒนธรรม สร้างสรรค์ ชวนเที่ยว “ตลาดวัฒนธรรม” สัมผัสของดี วิถีชุมชน ใกล้กรุงเทพฯ โดยมีนางลัษมา ธารีเกษ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี กล่าวรายงาน พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    จังหวัดปทุมธานี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมเก็บเกี่ยววิถีชุมชน “ตลาดวัฒนธรรม” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี ณ วัดโบสถ์หลวงปู่เทียน อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

    นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า จังหวัดปทุมธานีมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างโดดเด่น และการนำ “ทุนทางวัฒนธรรม” มาพัฒนาเป็น “สินค้าและบริการ” ที่มีคุณภาพนั้น ไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดอัตลักษณ์ของชุมชนให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน พร้อมชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์และแตกต่าง

    ด้าน นางลัษมา ธารีเกษ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า จังหวัดปทุมธานี เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีศาสนสถานและแหล่งภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี จึงได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในระยะยาว

    ภายในงาน “ตลาดวัฒนธรรม” ได้รวบรวมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและวิถีชุมชนไว้อย่างหลากหลาย ทั้งการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและอาหารพื้นถิ่นกว่า 20 บูธ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรม Walk Rally “ตราประทับแห่งความทรงจำ” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุก พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมี “ตลาดใบตอง ปีที่ 2” พื้นที่รวมของดี ของอร่อยและสินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการในจังหวัดปทุมธานี พร้อมกิจกรรม Workshop ฟรี การแสดงวัฒนธรรมและการสักการะ “หลวงพ่อสมปรารถนา (พระมหาจักรพรรดิ) 400 ปี” เพื่อความเป็นสิริมงคล

    กิจกรรมเก็บเกี่ยววิถีชุมชน “ตลาดวัฒนธรรม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 17 พ.ค. 69 ณ วัดโบสถ์(หลวงปู่เทียน) จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สืบสานวิถีวัฒนธรรมและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2931732&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ks1Qr1Zw2-NMwY3gseHwy

  • “อนุทิน” ลุยภูเก็ต! สั่งจัดระเบียบชายหาด ยึดคืนพื้นที่สาธารณะ “บางเทา-หาดฟรีด้อม” สร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านท่องเที่ยว

    “อนุทิน” ลุยภูเก็ต! สั่งจัดระเบียบชายหาด ยึดคืนพื้นที่สาธารณะ “บางเทา-หาดฟรีด้อม” สร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/146621&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cnzcsIrc_8TMKxK-Y3gRm

  • ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ถกไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF World Bank ปี 69 ต้อนรับผู้ร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ เล็งเป็นโอกาสดันการเงิน เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก

    10 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก

    โดยนายกฯ ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้อย่างมาก เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศของโลก ที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยอีก 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และตุรกี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อศักยภาพและเสถียรภาพของไทย

    สำหรับการประชุมประจำปีฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ โดยรัฐบาลไทยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกกว่า 191 ประเทศ

    “ท่านนายกฯ ได้ให้แนวทางกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ต้องทำให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่คือโอกาสสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ทั้งการเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ การเรียนรู้เทคโนโลยีการเงินใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว และ Soft Power ของไทยสู่สายตามผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่เดินทางมาจากทั่วโลก” น.ส.รัชดา กล่าว

    ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้กำหนดแนวคิดหลักของการประชุมว่า “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เพื่อสะท้อนบทบาทประเทศไทยในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963466&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LlYCYsBZVwTHdaJHadu8i

  • ผบช.ทท.สั่งลุย ทลายขบวนการทัวร์เถื่อนลาวใต้ จัดนำเที่ยวผิดกฎหมาย เสี่ยงชีวิตนักท่องเที่ยว

    ผบช.ทท.สั่งลุย ทลายขบวนการทัวร์เถื่อนลาวใต้ จัดนำเที่ยวผิดกฎหมาย เสี่ยงชีวิตนักท่องเที่ยว

    วันที่ 9 พ.ค. 69 พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท เปิดเผยว่า กองสืบตำรวจท่องเที่ยว บูรณาการกำลังร่วมกับ กรมการท่องเที่ยวฯ บุกจับกุมแก๊งมาเฟียชาวลาวคาด่าน ช่องเม็ก ลักลอบทำทัวร์เถื่อน! ! โดยแอบจัดโปรแกรมนำเที่ยว ทริปท่องเที่ยวประเทศลาวใต้ โดยไม่มีใบอนุญาต ไม่มีประกันภัย เจ้าหน้าที่เกรงนักท่องเที่ยวจะไม่ได้รับความปลอดภัย และเรียกเก็บเงินกับนักท่องเที่ยว แพงเกินจริง โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว นำโดย พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.สืบสวน บช.ทท.พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ บุขุนทศ สว.กก. สืบสวน บช.ทท.พร้อมกำลัง ระดมกวาดล้างอาชญากรรม การกระทำผิดของต่างชาติ ตามนโยบาย ตร.

    พฤติการณ์ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้ลงพื้นที่วางแผนล่อซื้อจับกุม นางพิสมัย แสนคำ อายุ 37 ปี สัญชาติลาว ตามเรื่องร้องเรียน โดยลักลอบทำทัวร์เถื่อน จัดโปรแกรมนำเที่ยวประเทศลาวใต้ โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าว จะอยู่ในลักษณะเป็นกลุ่มแก๊ง ประจำหน้าด่านชายแดน โดยเมื่อพบนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ จะทำตัวดีสนิท และเสนอขายโปรแกรมนำเที่ยว รถนำเที่ยว และอื่นๆ โดยบอกในราคาที่ถูกก่อน พอนักท่องเที่ยวหลงเชื่อ ข้ามไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เรียกเก็บเพิ่มอีกราคา นักท่องเที่ยวเกรงจะเกิดอันตราย จึงมาร้องเรียนที่กรมการท่องเที่ยวฯ ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทำการสืบสวนหาข่าว จับกุม กลุ่มแก๊งค์ชาวลาว และได้ขยายผลจับกุม ผู้ร่วมขบวนการอีก

    จากการสอบถามผู้ประกอบการชาวไทยทราบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้ตั้งกลุ่มแก๊ง อยู่ประจำหน้าด่าน เพื่อรบเร้านักท่องเที่ยวให้ไปในโปรแกรมที่ตนกำหนด โดยทำหน้าที่กันเป็นกระบวนการ มีคนชักชวน ส่งต่อให้รถรับส่ง มีการพานักท่องเที่ยวไปแลกเงิน ขายซิมโทรศัพท์ พาทำบัตรผ่านแดน และจัดโปรแกรมนำเที่ยวแบบครบวงจรโดยไม่มีใบอนุญาต

    เจ้าหน้าที่แจ้ง 2 ข้อกล่าวหา กับนาง พิสมัย แสนคำ อายุ 37 ปี สัญชาติลาว ข้อหา ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ ไม่เกิน 5 แสนบาท / เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ์ฯ นำส่ง พงส.สภ.ช่องเม็ก จ. อุบลราชธานีเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/294425&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sZn7Ws3WN5LC0FM7teclC

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์ก 09/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 11 พ.ค.

    ตลาดหุ้นนิวยอร์ก 09/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 11 พ.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A1tgwsV5AmIsJ19dPf6Fd

  • ใจหาย ส้มเช้งปิดร้านก๋วยเตี๋ยว แบกค่าแรงไม่ไหว พิษเศรษฐกิจ

    ใจหาย ส้มเช้งปิดร้านก๋วยเตี๋ยว แบกค่าแรงไม่ไหว พิษเศรษฐกิจ

    ใจหาย ส้มเช้งปิดร้านก๋วยเตี๋ยว แบกค่าแรงไม่ไหว พิศเศรษฐกิจ
    ส้มเช้ง 3ช่า – บุญญาวัลย์

    ส้มเช้ง สามช่า เตรียมปิดร้าน “ส้มเช้งเตี๋ยวในบ้าน” หลังเจอเศรษฐกิจซบ ค่าไฟแรง ต้นทุนสูง ขาดทุนต่อเนื่องหลายเดือน แถมยังต้องดูแลค่าแรงลูกน้อง 12 ชีวิต

    เป็นอีกข่าวที่ทำเอาแฟน ๆ และสายกินใจหาย เมื่อ ส้มเช้ง สามช่า หรือ บุญญาวัลย์ พงษ์สุวรรณ ตลกหญิงชื่อดัง ออกมาเปิดใจเตรียมปิดกิจการร้านก๋วยเตี๋ยว หลังพยายามประคองธุรกิจอาหารมาระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายต้องยอมถอย เพราะต้นทุนไม่ไหวจริง ๆ

    รายการ APOP TODAY ของอมรินทร์ทีวีรายงานว่า ส้มเช้งเตรียมปิดร้านก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 โดยให้เหตุผลหลักมาจากพิษเศรษฐกิจ ค่าไฟแพง และต้นทุนต่าง ๆ ที่พุ่งสูงขึ้น จนร้านขาดทุนต่อเนื่องหลายเดือน ก่อนตัดสินใจปิดเพื่อกลับมาตั้งหลักใหม่

    ร้านที่เป็นประเด็นล่าสุดคือ “ส้มเช้งเตี๋ยวในบ้าน” หรือ “ส้มเช้งเตี๋ยวในบ้านคาเฟ่” ซึ่งเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่ส้มเช้งทำต่อหลังย้ายจากร้านเดิม โดยผลค้นหาจาก APOP TODAY ใช้แฮชแท็กเกี่ยวกับร้านนี้ชัดเจนว่าเป็นประเด็น “เตรียมปิดร้านก๋วยเตี๋ยว” และ “ส้มเช้งเตี๋ยวในบ้าน”

    ส้มเช้ง สามช่า เตรียมปิดร้าน “ส้มเช้งเตี๋ยวในบ้าน” หลังเจอเศรษฐกิจซบ ค่าไฟแรง ต้นทุนสูง ขาดทุนต่อเนื่องหลายเดือน แถมยังต้องดูแลค่าแรงลูกน้อง 12 ชีวิต
    ส้มเช้ง 3ช่า – บุญญาวัลย์

    ก่อนหน้านี้ ส้มเช้งเคยเจอปัญหากับร้าน “ส้มเช้งเตี๋ยวริมน้ำ” ที่ซอยวัดไทรม้า จังหวัดนนทบุรี หลังเจ้าตัวเคยประกาศว่าร้านเดิมเปิดถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 เพราะเจ้าของพื้นที่ต้องการที่คืน แม้ร้านยังมีลูกค้าและคนมาอุดหนุนต่อเนื่องก็ตาม

    หลังจากนั้น ส้มเช้งย้ายร้านและเปลี่ยนชื่อเป็น “ส้มเช้ง เตี๋ยวในบ้าน” ตามข้อมูลจากโพสต์ของรายการบันเทิงช่อง 7 ที่ระบุว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวริมน้ำกำลังปิดตัวเพราะโดนไล่ที่ และจะย้ายร้านใหม่พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “ส้มเช้ง เตี๋ยวในบ้าน”

    แต่ธุรกิจรอบใหม่ก็ยังไม่ง่าย APOP TODAY ระบุว่า ส้มเช้งยอมรับว่าแบกภาระค่าใช้จ่ายหนัก ทั้งค่าแรงลูกน้อง 12 ชีวิต และภาระในร้าน จนเครียดถึงขั้นกินอะไรไม่ลง ขณะที่อีกคลิปรายงานว่าเหตุผลสำคัญคือเศรษฐกิจและค่าไฟที่พุ่งขึ้น

    ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวดาราปิดร้านอาหาร แต่เป็นภาพของผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องเจอปัญหาเดียวกันหลายด้าน ทั้งค่าไฟ ค่าแรง วัตถุดิบ และกำลังซื้อของลูกค้าที่ไม่แน่นอน ต่อให้เป็นคนดัง มีฐานแฟน มีลูกค้าเข้าร้าน ก็ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะรอดเสมอไป ตัวเลขหลังบ้านไม่เคยเกรงใจชื่อเสียงใคร

    ส้มเช้งไม่ได้เพิ่งล้มกับธุรกิจครั้งเดียว แต่พยายามเดินหน้าต่อจากร้านเดิมที่ต้องย้ายเพราะปัญหาพื้นที่ จนมาถึงร้านใหม่ในบ้าน ก่อนเจอแรงกดดันจากต้นทุนรอบใหม่อีกครั้ง ทำให้การปิดร้านวันที่ 12 พฤษภาคมนี้กลายเป็นการตัดสินใจเพื่อหยุดเลือด ไม่ใช่แค่เลิกเพราะหมดใจ

    สำหรับแฟน ๆ ที่อยากให้กำลังใจ ควรติดตามประกาศจากช่องทางของส้มเช้งโดยตรงอีกครั้ง ว่าหลังปิดร้านแล้วจะพักกิจการชั่วคราว ย้ายรูปแบบใหม่ หรือกลับมาเปิดอีกเมื่อสถานการณ์พร้อมกว่าเดิม เพราะจากข้อมูลตอนนี้ยังชัดเพียงว่าเจ้าตัวเตรียมปิดกิจการร้านก๋วยเตี๋ยววันที่ 12 พ.ค. 2569 จากภาระต้นทุนและสภาพเศรษฐกิจ

    อ่านข่าวบันเทิงเพิ่มเติม

    แหล่งข่าวอ้างอิง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Thosapol

    Thosapol

    นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1565051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28PENqgPU94azQU0ydcbX8

  • ไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากพิษสงครามตะวันออกกลาง

    ไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากพิษสงครามตะวันออกกลาง

    ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account : CA) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการวัดสุขภาพเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ องค์ประกอบสำคัญของ CA คือ ดุลการค้าและดุลบริการ รวมถึงมีส่วนประกอบอื่นอย่างดุลรายได้และดุลเงินโอน ซึ่งสะท้อนปัจจัยอื่น ๆ เช่น รายได้และรายจ่ายในการลงทุนระหว่างประเทศ ค่าตอบแทนแรงงาน เป็นต้น หากประเทศมี CA เกินดุล สะท้อนว่าประเทศมีรายได้เงินตราต่างประเทศเข้ามากกว่ารายจ่ายเงินตราต่างประเทศ หาก CA ขาดดุลย่อมหมายถึงรายจ่ายออกไปต่างประเทศที่มากกว่ารายได้

    ตัวชี้วัดนี้มีความสำคัญกับไทยสูง เนื่องจากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูงมาก สะท้อนจากระดับการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ (Trade openness) หรือผลรวมของมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการที่สูงถึง 137% ของ GDP ในปี 2567 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 57% และสูงเป็นอันดับที่ 30 จาก 196 ประเทศในโลก

    ในอดีตไทยเกินดุล CA อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงก่อนวิกฤติโควิด เช่น ในปี 2562 ไทยเกินดุล CA มากถึง 3.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ CA กลับมีแนวโน้มแย่ลงมากในช่วงหลังวิกฤติโควิด โดยลดเหลือเพียง 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และมีแนวโน้มจะถูกซ้ำเติมจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงกำแพงภาษีชุดใหม่ของทรัมป์ที่จะกระทบการส่งออก ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะขาดดุล CA ในปีนี้อีกครั้ง ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้งนับตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ดุลการค้าที่เกินดุลลดลง ค่าขนส่งที่แพงขึ้น และดุลการท่องเที่ยวที่แย่ลง

    หนึ่ง ดุลการค้าจะเกินดุลลดลง เพราะ (1) นำเข้าไทยมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้สูงมากถึง 12.7% ในปี 2568 และ 16.9% ใน 2 เดือนแรกของปี 2569 เป็นผลจากทั้งผลของการเร่งผลิตและส่งออกก่อนได้รับผลกระทบของสงครามการค้าอย่างเต็มที่ การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากตามกระแสการลงทุนใน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงการส่งออกทองคำที่สูงในช่วงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน 

    อย่างไรก็ดี การนำเข้ากลับขยายตัวได้สูงกว่าถึง 5 ใน 6 เดือนที่ผ่านมา จนดุลการค้าขาดดุลถึง 3 ใน 6 เดือนดังกล่าว โดยเฉพาะในการนำเข้าจากจีน และการนำเข้าสินค้าขั้นต้นและขั้นกลางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำมาผลิต และส่งออก รวมถึงใช้ในประเทศ ส่งผลให้ดุลการค้าปรับตัวแย่ลงมาก ซึ่งการนำเข้าเพื่อนำไปผลิตและส่งออก หรือการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยปกติอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่ในกรณีปัจจุบันพบว่าไทยอาจไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร สะท้อนจากกิจกรรมภาคการผลิตที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่เพียง 56.8% ในเดือน ก.พ. 2569 เทียบกับ 65.6% ในปี 2564

    (2) ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยการส่งออกไปกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวมากถึง -57.1% ในเดือน มี.ค. 2569 (ข้อมูลเบื้องต้นในระบบศุลกากร) และผลกระทบมีแนวโน้มขยายวงไปยังการส่งออกประเทศอื่น ๆ ในระยะข้างหน้า ผ่านช่องทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ในสินค้าต้นน้ำที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหรือขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก 

    นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงราว 8% ของ GDP มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นจากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น โดยราคาสินค้านำเข้ากลุ่ม Fuel Product เดือน มี.ค. ขยายตัวสูงถึง 34.7%MOM เมื่อเทียบกับเดือนก่อน

    (3) กำแพงภาษีสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ในปัจจุบันสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเตรียมตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 สินค้าไทยและคู่ค้าหลัก หากไทยถูกตั้งกำแพงภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ก็จะทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของการส่งออกไทย คิดเป็นสัดส่วน 21.3% ของการส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2568 ในทางกลับกันไทยอาจต้องยอมเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งผ่านการลดภาษีนำเข้าหรือผ่านการคลายมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่าง ๆ เพื่อขอเจรจาให้สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีต่อไทยลง

    สอง ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแพงขึ้น ดัชนี Freightos Global Container Index ที่สะท้อนราคาค่าขนส่งสินค้าทางเรือโลกสูงถึง 2,424.7 ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากระดับ 1,375.8 ในปี 2562 ถึง 76.2% จากต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้น ทำให้ไทยมีต้นทุนในการนำเข้าและส่งออกเพิ่มสูงขึ้นมาก แม้ดัชนีจะลดลงบ้างในช่วงต้นปี 2569 แต่สงครามในตะวันออกกลางก็สร้างความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าขนส่งสินค้าแพงขึ้นตามราคาพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการขนส่ง

    สาม ดุลการท่องเที่ยวแย่ลงจากผลกระทบสงคราม ในช่วงก่อนวิกฤติปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยสูงสุดถึง 39.8 ล้านราย อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยกลับไม่สามารถฟื้นตัวทำจุดสูงสุดใหม่ได้หลังวิกฤติโควิดอยู่ที่เพียง 33 ล้านรายในปี 2568 ผลจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง การออกนโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของหลายประเทศเอเชีย (Tourism war) รวมถึงความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนในการท่องเที่ยวไทย 

    สำหรับปี 2569 SCB EIC ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยอาจไม่เติบโตจากผลสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินทั่วโลก ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมัน และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปแล้ว ซึ่งมีกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

    CA ที่จะแย่ลงชั่วคราว 1-2 ปีจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นเรื่องกระทบทั่วโลก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ CA ไทยมีแนวโน้มแย่ลงอยู่ก่อนแล้ว หลายองค์ประกอบใน CA ที่แย่ลงจะส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในกรณีเลวร้ายหากไทยขาดดุล CA เรื้อรังอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่า แม้จะช่วยให้การส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้นบ้าง แต่จะทำให้ต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะพลังงานสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ขณะที่ CA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่องค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสนใจอีกด้วย

    ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับการขาดดุล CA นี้? เริ่มต้นจาก 

    (1) การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศในภาคการผลิต เพื่อให้สัดส่วนของการนำเข้าลดลงเมื่อเทียบกับการส่งออก ซึ่งนอกจากจะเป็นผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว จะยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการตั้งกำแพงภาษีสินค้าผ่านแดน (Transshipment) จากสหรัฐฯ ได้ด้วย 

    (2) ยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวสู่ High-Value Tourism ลดการพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยว แต่หันมาเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม ควบคู่การยกระดับความปลอดภัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและพำนักยาวขึ้น 

    (3) เร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ด้วยการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด สนับสนุนการติดตั้ง Solar rooftop ในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม

    ความเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ซ้ำเติมด้วยสงครามตะวันออกกลางและกำแพงภาษีสหรัฐฯ สะท้อนชัดว่าไทยอาจไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมได้อีกต่อไป ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับการผลิต การท่องเที่ยว และพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการกำหนดทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจไทย เพื่อลดความเปราะบางและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2930616&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3frUfJ4VfIK2Kcx6jGki04

  • ผอ.ข่าวกรองทราบแล้ว! เหตุชายจีนขนอาวุธสงคราม บอก ขอรายงาน ‘นายกฯ’ ก่อน

    ผอ.ข่าวกรองทราบแล้ว! เหตุชายจีนขนอาวุธสงคราม บอก ขอรายงาน ‘นายกฯ’ ก่อน

    ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ สภ.นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ โดยพบผู้ขับรถเป็นชายชาวจีน และภายในรถตรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความมั่นคงหรือไม่ โดยกล่าวเพียงสั้นๆว่า ขอรายงาน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยก่อน พร้อมยอมรับว่าได้รับข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/chinese-weapons-of-war-9may2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lAZl9u4iX6OPbjzhtHMX2