Blog

  • การเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างหลักการในการยกระดับการประกอบธุรกิจเป็นบุคคลรับอนุญาต

    การเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างหลักการในการยกระดับการประกอบธุรกิจเป็นบุคคลรับอนุญาต

    สรุปสาระสำคัญ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจเป็นบุคคลรับอนุญาต เพื่อนำข้อมูล ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะมาใช้ประกอบการพิจารณาในขั้นตอนของการออกหลักเกณฑ์ ตามแนวทางของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ผ่านเว็บไซต์ของ ธปท. หรือเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    rn

     

    rn

    8 กันยายน  – 7 ตุลาคม 2569

    rn

     

    rn

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

    rn

     

    rn

    ผู้ประกอบธุรกิจปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ ประเภทบุคคลรับอนุญาต (Money Changer) เป็นธุรกิจการเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินสดเป็นหลัก และมีความเสี่ยงที่อาจถูกกลุ่มผู้กระทำความผิดแฝงตัวใช้เป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่ได้จากกิจกรรมผิดกฎหมายปะปนไปกับการให้บริการแก่ประชาชนโดยทั่วไป

    rn

     

    rn

    ธปท. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำความผิดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน จึงมีแผนยกระดับการกำกับดูแลบุคคลรับอนุญาตให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของธุรกิจและสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านการปรับปรุงคุณสมบัติ หลักเกณฑ์และรูปแบบใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ อาทิ ทุนจดทะเบียน การบริหารจัดการจำนวนสาขา ตลอดจนมาตรฐานระบบงานและวงเงินการให้บริการลูกค้า

    rn

     

    rn

    การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยคัดกรองให้ได้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงาน และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนมีการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินที่รัดกุม เพื่อลดช่องโหว่และป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดใช้บุคคลรับอนุญาตเป็นเครื่องมือหรือช่องทางในการสนับสนุนอาชญากรรมทางการเงิน อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและผู้ใช้บริการทางการเงินในภาพรวม 

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    8 กันยายน  – 7 ตุลาคม 2569

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

    ผู้ประกอบธุรกิจปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ ประเภทบุคคลรับอนุญาต (Money Changer) เป็นธุรกิจการเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินสดเป็นหลัก และมีความเสี่ยงที่อาจถูกกลุ่มผู้กระทำความผิดแฝงตัวใช้เป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่ได้จากกิจกรรมผิดกฎหมายปะปนไปกับการให้บริการแก่ประชาชนโดยทั่วไป

    ธปท. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำความผิดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน จึงมีแผนยกระดับการกำกับดูแลบุคคลรับอนุญาตให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของธุรกิจและสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านการปรับปรุงคุณสมบัติ หลักเกณฑ์และรูปแบบใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ อาทิ ทุนจดทะเบียน การบริหารจัดการจำนวนสาขา ตลอดจนมาตรฐานระบบงานและวงเงินการให้บริการลูกค้า

    การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยคัดกรองให้ได้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงาน และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนมีการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินที่รัดกุม เพื่อลดช่องโหว่และป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดใช้บุคคลรับอนุญาตเป็นเครื่องมือหรือช่องทางในการสนับสนุนอาชญากรรมทางการเงิน อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและผู้ใช้บริการทางการเงินในภาพรวม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/laws-and-rules/public-hearing/public-hearing-20260907-money-changer.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pw1KtbE03PSYgEoRDy8If

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ส.ค.เพิ่มต่อเนื่องเดือนที่ 3 คลายกังวลสงคราม-“ไทยช่วยไทยพลัส” หนุนกำลังซื้อ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ส.ค.เพิ่มต่อเนื่องเดือนที่ 3 คลายกังวลสงคราม-“ไทยช่วยไทยพลัส” หนุนกำลังซื้อ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ส.ค. อยู่ที่ 53.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่มี.ค.69

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม อยู่ที่ 46.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 50.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 62.1 โดยดัชนีทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เช่นกัน

    สำหรับสาเหตุที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนส.ค.69 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก และในประเทศไม่ได้อยู่ในระดับสูงจนเกินไป ประกอบกับรัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และราคาพืชผลทางการเกษตรหลักปรับตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวก และเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในประชนซึ่งส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตว่าจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด และค่าครองชีพในอนาคตที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเริ่มจะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์และธุรกิจ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค. 69 ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนนี้ แม้จะยังไม่เข้าใกล้ระดับปกติที่ 100 แต่ก็เป็นการสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มคลายกังวลกับผลกระทบจากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง

    ขณะเดียวกัน ต้องจับตาในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของไทยหรือไม่ ว่าดัชนีความเชื่อมั่นจะยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง หรือจะกลับไปทรุดตัว อย่างไรก็ดี มีจุดที่มองว่าจะดีขึ้น คือภาพรวมของราคาน้ำมันที่แม้จะปรับสูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้แพงเหมือนช่วงที่เกิดสงครามใหม่ ๆ ประกอบกับกำลังซื้อของประชาชน ได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สินค้าเกษตรหลายรายการราคาดีขึ้น ภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว การส่งออกที่มีมูลค่าสูง และยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ มากนัก ขณะที่การขาดดุลการค้า ก็มาจากการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการผลิตและส่งออก

    “ดังนั้น เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัว โดยมีเหตุผลต่าง ๆ รองรับ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน ตลอดจนการใช้จ่ายของภาครัฐ ในโครงการ 60/40 ที่ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบถึง 1.4 แสนล้านบาท ทำให้คนเริ่มสนใจการซื้อบ้าน ซื้อรถ และการท่องเที่ยว แต่ดัชนีความเชื่อมั่นก็ยังห่างไกลกว่าระดับปกติที่ 100 ค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยที่ตอนนี้ยังแย่ แต่ก็มองว่าค่อย ๆ ฟื้นตัว เป็น K ขาขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว

    อย่างไรก็ดี ก็ยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเป็น K ขาลงได้ เพราะจากผลการสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างในเดือนส.ค. พบว่าเริ่มสะท้อนออกมาจากความไม่ชัดเจนทางการเมืองที่เริ่มไม่นิ่ง โดยกังวลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลว่าจะมีการสลับขั้วการเมือง เกิดการยุบสภา หรือมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งหากเกิดสถานการณ์เหล่านี้ขึ้น ก็จะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคพลิกผันเป็นเชิงลบได้ นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง ที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันตลาดโลก และราคาน้ำมันในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “นี่คือความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่สะท้อนว่าคนยังไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ดี และภาพรวมยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน โดยมีความเสี่ยงเรื่องของราคาน้ำมัน และการเมืองที่ยังไม่นิ่ง…ดังนั้นอย่าให้เศรษฐกิจในเดือนก.ย. และต.ค.มีอะไรมาสะดุด ถ้าสะดุด เศรษฐกิจอาจจะทรุดได้” นายธนวรรธน์ ระบุ

    นายธนวรรธน์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์เงินเฟ้อด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อในกรอบที่ 2-3% ถือเป็นระดับที่ปลอดภัย และยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นต้นทุนทางการเงิน หรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 1% ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้ ยังช่วยเอื้อการเข้าถึงสินเชื่อ และการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะช่วยประคองสถานการณ์เศรษฐกิจไทยไว้ได้

    ในขณะที่แรงกดดันจากราคาน้ำมันนั้น ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะขึ้นไปทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จนกว่าจะเห็นการสู้รบที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันเข้าใกล้ระดับ 95-100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการราคาน้ำมันในประเทศ ผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนยังดูแลอัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนของภาคธุรกิจได้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ยังประคองได้

    “รัฐบาลต้องใช้กลไกของภาครัฐในการกระตุกเศรษฐกิจให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้เศรษฐกิจไทยดี ซึ่งต้องใช้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว และต่างชาติ และจะเห็นการเปลี่ยนจากการที่รัฐเอาเงินมาแจก เป็นการเอาเงินไปลงทุน เดาว่ารัฐจะไม่แจก เพราะตอนนี้ซอยจะตันแล้ว เหลือพื้นที่ใช้งบไม่เยอะ ต้องลงทุนเพื่ออนาคต ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทุ่มไปที่อุตสาหกรรมเพื่ออนาคต ที่สร้างรายได้สูง จุดเปลี่ยนประเทศไทย คือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% เร็วที่สุด อย่าใช้เงินแจก เงินโอน มันทำให้เศรษฐกิจไทยป้อแป้แบบนี้” นายธนวรรธน์ กล่าว

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/644949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vs9HY0HNqOjcul8Jg88EH

  • จังหวัดสมุทรสงคราม เดินหน้าพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ จัดอบรม YPC รุ่น 2 มุ่งขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร ยกระดับเศรษฐกิจยั่งยืน

    จังหวัดสมุทรสงคราม เดินหน้าพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ จัดอบรม YPC รุ่น 2 มุ่งขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร ยกระดับเศรษฐกิจยั่งยืน

    จังหวัดสมุทรสงคราม เดินหน้าพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ จัดอบรม YPC รุ่น 2 มุ่งขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร ยกระดับเศรษฐกิจยั่งยืน


    8/09/2569 | 22 |

    เมื่อวันที่ 7-8 กันยายน 2569 ณ โรงแรมริเวอร์ตัน อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้นำคลื่นลูกใหม่ (Young Public and Private Collaboration: YPC) จังหวัดสมุทรสงคราม รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้แทนภาคเอกชนรุ่นใหม่ (YEC) ในการระดมความคิดเห็นเพื่อพัฒนาจังหวัดสมุทรสงครามไปสู่การเป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” (Gastronomy City) ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การระดมสมอง Workshop และการบรรยายพิเศษจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทั้งจากสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร ในการนี้ คณะผู้เข้าร่วมการอบรมได้ร่วมกันนำเสนอ “ข้อเสนอ YPC” ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม, ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม และผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสมุทรสงคราม เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะใน 7 ประเด็นหลัก ได้แก่: พัฒนาเมือง / Landmark ใหม่: อาทิ แฝดอิน-จัน 17 ไร่, Walking Street, ตลาดร่มหลากสี และลานกิจกรรม ท่องเที่ยวคุณภาพ-สุขภาพ: เน้น Wellness Tourism, พักนานขึ้น และสร้างรายได้สู่ชุมชน Gastronomy / อาหาร: การสร้างเส้นทางอาหาร-วัฒนธรรม และประสบการณ์ท่องเที่ยว ขนส่งสาธารณะ / จราจร: การแก้รถติดแม่กลอง, EV Bus/Boat, Park & Ride และ Smart Traffic Digital Platform / Smart Tourism: แอปการเดินทาง, QR Wayfinding และ Online Marketing การศึกษา / ประวัติศาสตร์ / อัตลักษณ์: จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น ปลูกฝังภูมิปัญญาแก่เด็กและเยาวชน ข้อมูลเศรษฐกิจจังหวัด: ระบบข้อมูล Real-time Data เพื่อตัดสินใจแม่นยำและดึงดูดการลงทุน ช่วงท้ายของการอบรม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “อนาคตสมุทรสงคราม : เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร สู่การพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน” พร้อมทั้งเป็นประธานในพิธีปิดและมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำแนวคิดและข้อเสนอแนะต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสงครามให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม : ภาพ – ข่าว

    https://www.facebook.com/share/p/199EuCKdz5/

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/2325996/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3394/iid/539990&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NktUIimS23m1YPWU0MZeX

  • BRN ไล่ทุนใหญ่ ทำลายเศรษฐกิจ! | EP.45 [2/3] | SEE TRUE | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    BRN ไล่ทุนใหญ่ ทำลายเศรษฐกิจ! | EP.45 [2/3] | SEE TRUE | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    9 ก.ย. 2569 00:11 น.

    มาตามนัดกับภารกิจ SEE TRUE ซีซั่นนี้ “พี่ขุน-พี่จุ๊” ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้หลังก่อเหตุรุนแรงติดต่อกัน // โดยเฉพาะ “พี่จุ๊” ข้ามแดนไปยังฝั่งมาเลย์ฯ เพื่อพูดคุยกับแกนนำกลุ่ม BRN จนรู้เหตุผลและเป้าประสงค์ในการก่อเหตุ ว่าพสกเค้าต้องการปกครองตนเอง หรือ แบ่งแยกดินแดน เบื้องหลังจะเป็นอย่างไรไปติดตามได้จากรายงาน #บีอาร์เอ็นมุ่งเป้าเผาอำนาจรัฐ #BRNป่วนใต้ #สถานการณ์ไฟใต้ #ข่าวการเมืองวันนี้ #seetrue —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/thairath-news-show/1189831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qTVX5VvzpzGJEk6fVE3Fg

  • “ศุภจี” หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

    “ศุภจี” หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

    วันอังคาร ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2569, 10.36 น.

    “ศุภจี” ย้ำการแข่งขันที่เป็นธรรมต้องเป็นเสาหลักยุทธศาสตร์ประเทศ ดัน กขค. จากผู้บังคับใช้กฎหมายสู่ “ผู้กำกับดูแลเชิงรุก” เปิดทางธุรกิจใหม่ – หนุน SMEs เติบโต พร้อมใช้ “แว่นการแข่งขัน” ทบทวนกฎระเบียบรัฐไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด ชี้กติกาที่ชัดเจนและตลาดเปิดกว้างจะเปลี่ยน “การแข่งขัน” ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะที่ กขค. เดินหน้าปฏิรูปการแข่งขัน ยกระดับมาตรฐานสู่สากล เตรียมพร้อมเศรษฐกิจไทยรับความท้าทายโลก 

    เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) จัดการประชุมระหว่างประเทศ “TCCT Competition Day 2026” ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “Transforming Thailand: Competition Landscape Reform for a Future-Ready Economy” หรือ “เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต” โดยได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปฏิรูปการแข่งขัน พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต” 

    “จากการแข่งขันในประเทศ สู่ขีดความสามารถของประเทศ”

    นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลก เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดลดลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เชื่อมโยงและส่งผลพร้อมกัน จนกำลังเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การประกอบธุรกิจรูปแบบเดิมที่เน้นต้นทุนต่ำที่สุด ต้องปรับไปสู่ความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาด ไปสู่การแข่งขันด้วยความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายเพียงสินค้าและราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่า นวัตกรรม มาตรฐาน และความไว้วางใจ

    เมื่อโลกและกติกาเปลี่ยน เราจึงไม่สามารถทำธุรกิจในแบบเดิมทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้เร็ว ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ประสิทธิภาพและนวัตกรรมเติบโตได้อย่างเต็มที่ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ตลาดภายในประเทศของเราเอง เพราะตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็ง คือรากฐานของธุรกิจไทยที่แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น99.5% ของธุรกิจทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 34.8% ของ GDP หาก SMEs ที่มีศักยภาพได้รับโอกาสให้สามารถแข่งขันได้ก็จะสามารถเติบโตและก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ด้วยเหตุนี้ นโยบายการแข่งขันจึงต้องเป็น National Strategic Pillar หรือหนึ่งในเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

    “ชู 3 การเปลี่ยนผ่านสร้างการแข่งขันแห่งอนาคต”

    การเปลี่ยนผ่านประการแรกจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้วไปสู่การออกแบบการแข่งขันตั้งแต่ต้น โดยใช้ “แว่นการแข่งขัน” ลดกฎรัฐเป็นอุปสรรคตลาด เพื่อทบทวนว่ากฎระเบียบหรือมาตรการของรัฐมีส่วนเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันหรือการเข้าสู่ตลาดหรือไม่ พร้อมชื่นชม กขค. ที่ปรับบทบาทจาก  การบังคับใช้กฎหมายเชิงรับสู่ “ผู้กำกับดูแลเชิงรุก” หรือ Proactive Regulator โดยมุ่งป้องกันปัญหา เชิงโครงสร้างและพฤติกรรมที่อาจกระทบการแข่งขันก่อนปัญหาจะเกิด และต่อยอดไปสู่การทำให้หลักการแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐทั้งระบบ 

    การเปลี่ยนผ่านประการที่ 2 จากการคุ้มครองผู้ประกอบการไปสู่การคุ้มครองโอกาสในการแข่งขัน การทำให้สนามแข่งขันเป็นธรรมจึงไม่ใช่เพียงการช่วยธุรกิจรายเล็กให้อยู่รอด แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเติบโต สร้างนวัตกรรม และเป็นกำลังใหม่ของเศรษฐกิจไทย 

    การเปลี่ยนผ่านประการที่ 3 จากการกำกับดูแลแบบแยกส่วนไปสู่ความร่วมมือทั้งระบบ โดยเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจ วิชาการ และภาคประชาชน รวมทั้งขยายความร่วมมือกับ ASEAN, OECD, World Bank เพื่อสร้างระบบนิเวศการแข่งขัน หรือ Competitive Ecosystem ที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าถึงโอกาสและเติบโตได้

    “ย้ำ 3 ทิศทางสำคัญเพื่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต”

    นางศุภจี ย้ำว่า 3 ทิศทางสำคัญที่เป็นโจทย์ในการแลกเปลี่ยนร่วมกันคือ 1. กติกาต้องทันกับตลาด โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 2. กติกาต้องเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบการรายใหม่และ SMEs เข้าสู่ตลาดและเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม โดยหนึ่งในมาตรการที่ กขค.      ได้ดำเนินการไปแล้วคือการกำหนดเรื่องเครดิตเทอมเพื่อช่วยสร้างการแข่งขันและการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และ SMEs นอกจากนี้ กขค. ยังได้มีมาตรการต่อผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล  บางรายให้ระงับการขึ้นราคาค่าธรรมเนียม (GP) เป็นเวลา 6 เดือน และจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA และ กขค. ในการพิจารณาเกี่ยวกับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม ถูกต้อง โปร่งใส  

    ทั้งนี้การดำเนินการในเรื่องเหล่านี้อาจไม่รวดเร็วดังที่หลายฝ่ายคาดหวัง เนื่องจากต้องโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนและต้องดำเนินการภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างรอบคอบ และ 3. การแข่งขันต้องเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกมาตรการของรัฐสนับสนุนการเติบโตและขยายโอกาสของประเทศ หากเราขับเคลื่อนทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ การปฏิรูปการแข่งขันจะไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎหมาย แต่จะเป็นการปฏิรูปโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย “เพราะการแข่งขันที่เป็นธรรม คือพลังของการเติบโต เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้าง เป็นธรรม แข่งขันได้ และพร้อมสำหรับอนาคต”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/489606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qtvCf-Pj_yaS1gWTYe3wA

  • ครม. ไฟเขียว MOU นำเข้าแรงงานศรีลังกาถูกกฎหมาย ป้อนเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม

    ครม. ไฟเขียว MOU นำเข้าแรงงานศรีลังกาถูกกฎหมาย ป้อนเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม

    “จุลพันธ์” เผย ครม. มีมติเห็นชอบ MOU นำเข้า “แรงงานศรีลังกาถูกกฎหมาย” ป้อนเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม ชี้ ช่วยภาครัฐสามารถกำกับดูแลการนำเข้าแรงงานได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

    วันที่ 8 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) และบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย (Agreement) ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ลงนามในเอกสารทั้ง 2 ฉบับ โดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การจัดทำความตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ โดยกำหนดให้ศรีลังกาเป็นประเทศนำร่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดหาแรงงานทดแทน ภายหลังสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้แรงงานกัมพูชาจำนวนหนึ่งเดินทางกลับประเทศ ทั้งนี้ การนำเข้าแรงงานจะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามความต้องการจ้างงานที่แท้จริง

    สำหรับสาระสำคัญของ MOU และ Agreement ฉบับนี้ จะครอบคลุมกระบวนการสรรหาและจัดส่งแรงงาน การตรวจสุขภาพและประวัติอาชญากรรม การทำสัญญาจ้างก่อนเดินทาง การตรวจลงตราและขอใบอนุญาตทำงาน ตลอดจนการประกันสุขภาพ การปฐมนิเทศ และการเดินทางกลับประเทศ โดยสัญญาจ้างมีระยะเวลา 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี ก่อนเดินทางกลับประเทศต้นทาง ทั้งยังรับรองให้แรงงานได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและได้รับสิทธิประโยชน์ตามสัญญาจ้างและกฎหมายไทยโดยไม่เลือกปฏิบัติ

    ทั้งนี้ เอกสารทั้ง 2 ฉบับ มีกำหนดใช้บังคับเป็นเวลา 5 ปี และต่ออายุโดยอัตโนมัติคราวละ 5 ปี โดยไทยและศรีลังกาจะร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านตลาดแรงงาน พัฒนาฝีมือแรงงาน ป้องกันการจ้างงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ รวมถึงติดตามและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การจ้างแรงงานระหว่างสองประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม

    “ความตกลงฉบับนี้จะช่วยให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลการนำเข้าแรงงานได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ลดความเสี่ยงจากการจัดหางานผิดกฎหมาย การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินสมควร การลักลอบเข้าเมือง และการค้ามนุษย์ ขณะเดียวกัน นายจ้างจะมีช่องทางจัดหาแรงงานที่ชัดเจน ส่วนแรงงานจะได้รับการคุ้มครองทั้งด้านค่าจ้าง สวัสดิการ สุขภาพ และสภาพการทำงานตามกฎหมาย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2958274&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15b9KvBeIQFI-6uleRctk5

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค.69 สูงสุดรอบ 6 เดือน ชี้ ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค.69 สูงสุดรอบ 6 เดือน ชี้ ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. อยู่ที่ 53.2 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สูงสุดในรอบ 6 เดือน สะท้อนกำลังซื้อและกิจกรรมเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ลุ้นจีดีพีปีนี้แตะ 2.5% หรือสูงกว่า เตือน ก.ย.-ต.ค. เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จับตาการเมือง ราคาน้ำมัน สงครามตะวันออกกลาง และผลเจรจา ART กับสหรัฐฯ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค.2569 อยู่ที่ 53.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนเริ่มฟื้นตัว หลังความกังวลต่อภาวะสงครามและเศรษฐกิจโลกผ่อนคลายลง

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 46.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 50.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 62.1 โดยดัชนีทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เช่นเดียวกัน

    ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่น มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกและในประเทศยังไม่ปรับขึ้นรุนแรง ประกอบกับรัฐบาลเดินหน้ามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ราคาพืชผลเกษตรสำคัญหลายรายการอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและสร้างผลเชิงบวกต่อบรรยากาศเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ การท่องเที่ยวในเดือน ก.ค.-ส.ค. เริ่มฟื้นตัวชัดเจนหลังชะลอลงในเดือน มิ.ย. การส่งออกยังขยายตัวเกือบ 20% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะเงินลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทั่วไปยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

    ด้านการลงทุนภาครัฐในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1.4 แสนล้านบาทในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงกำลังซื้อและสร้างแรงส่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น แต่ดัชนีส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าประชาชนยังมองว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน เพียงแต่เริ่มเห็นสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้น โดยผู้บริโภคเริ่มมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อการซื้อรถยนต์ ที่อยู่อาศัย การเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์การเมืองและราคาน้ำมัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นด้านสถานการณ์การเมืองเดือน ส.ค. ปรับตัวลดลงทั้งในมุมมองปัจจุบันและอนาคต จากความกังวลเรื่องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล การยุบสภา ตลอดจนคดีความต่างๆ ที่อาจกระทบต่อพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ

    ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันตลาดโลกเริ่มขยับเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยล่าสุดอยู่บริเวณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่วนราคาน้ำมันในประเทศแตะระดับประมาณ 40 บาทต่อลิตรแล้ว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงหรือปรับขึ้นต่อ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนภาคธุรกิจ กำลังซื้อ และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    “เดือน ก.ย.-ต.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ว่า จะเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่องหรือสะดุดลงอีกครั้ง โดยต้องจับตาทั้งทิศทางสงคราม ราคาน้ำมัน การเจรจา ART กับสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ” นายธนวรรธน์กล่าว

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่า ดัชนีโดยรวมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 6 เดือน ขณะที่ดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน และดัชนีคาดการณ์ในอนาคตปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีภาคธุรกิจยังต่ำกว่าระดับเดือน มี.ค.2569 โดยดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ที่ 36 เทียบกับ 38 ในเดือน มี.ค. ดัชนีอนาคตอยู่ที่ 47 เทียบกับ 48 และดัชนีรวมอยู่ที่ 41.8 เทียบกับ 43.3 สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังไม่ได้รับรู้ถึงการฟื้นตัวชัดเจนเท่าภาคผู้บริโภค ซึ่งได้รับแรงหนุนโดยตรงจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

     “ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มเห็นความหวัง โดยเฉพาะการลงทุนและการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระยะต่อไป ขณะที่การจ้างงานมีโอกาสกลับมาดีขึ้นในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า” นายธนวรรธน์กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลสามารถเดินหน้านโยบายปรับโครงสร้างพลังงาน รวมถึงการใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานได้อย่างชัดเจน ควบคู่กับการต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโครงการ “คนละครึ่ง” และ “ไทยช่วยไทยพลัส” สิ้นสุดในเดือน ก.พ. รวมถึงเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 จะช่วยประคองแรงส่งทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องได้

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวเฉลี่ย 2.4% โดยไตรมาสแรกขยายตัว 2.8% และไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ขณะที่หลายสำนักยังประเมินเศรษฐกิจไทยทั้งปีไว้ในกรอบ 2.2-2.5%ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมองว่า หากปัจจัยบวกยังสนับสนุนต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวแตะ 2.5% หรือสูงกว่า จากค่ากลางที่ประเมินใกล้เคียง 2.3% โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะประกาศปรับประมาณการเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ก.ย.นี้

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สัญญาณจากดัชนีความเชื่อมั่นทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว และมีแนวโน้มเห็นภาพชัดขึ้นในไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกปีหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยชี้ขาดในช่วง ก.ย.-ต.ค. ยังอยู่ที่สถานการณ์สงครามและราคาน้ำมัน ผลการเจรจา ART กับสหรัฐฯ ว่าไทยจะยังรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกได้เพียงใด รวมถึงเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

    “หากปัจจัยเสี่ยงทั้งการเมือง ราคาน้ำมัน และสถานการณ์การค้าโลกไม่เข้ามาสะดุดแรงส่งที่เริ่มฟื้นตัว โอกาสด้านบวกของเศรษฐกิจไทยยังมีมากกว่าด้านลบ และอาจช่วยให้เศรษฐกิจทั้งปีขยับเข้าใกล้กรอบบนของประมาณการได้” นายธนวรรธน์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250956&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Tzz6EuZCTIGzTa8AGqqzo

  • ‘ศุภจี’ หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต | เดลินิวส์

    ‘ศุภจี’ หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต | เดลินิวส์

    สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) จัดการประชุมระหว่างประเทศ “TCCT Competition Day 2026” ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “Transforming Thailand: Competition Landscape Reform for a Future-Ready Economy” หรือ “เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต” เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา

    โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปฏิรูปการแข่งขัน พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต” พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลก เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดลดลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เชื่อมโยงและส่งผลพร้อมกัน จนกำลังเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การประกอบธุรกิจรูปแบบเดิมที่เน้นต้นทุนต่ำที่สุด ต้องปรับไปสู่ความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาด ไปสู่การแข่งขันด้วยความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายเพียงสินค้าและราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่า นวัตกรรม มาตรฐาน และความไว้วางใจ

    เมื่อโลกและกติกาเปลี่ยน เราจึงไม่สามารถทำธุรกิจในแบบเดิมทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้เร็ว ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ประสิทธิภาพและนวัตกรรมเติบโตได้อย่างเต็มที่ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ตลาดภายในประเทศของเราเอง เพราะตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็ง คือรากฐานของธุรกิจไทยที่แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 34.8% ของ GDP หาก SMEs ที่มีศักยภาพได้รับโอกาสให้สามารถแข่งขันได้ก็จะสามารถเติบโตและก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ด้วยเหตุนี้ นโยบายการแข่งขันจึงต้องเป็น National Strategic Pillar หรือหนึ่งในเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

    การเปลี่ยนผ่านประการแรก จากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้วไปสู่การออกแบบการแข่งขันตั้งแต่ต้น โดยใช้ “แว่นการแข่งขัน” ลดกฎรัฐเป็นอุปสรรคตลาด เพื่อทบทวนว่ากฎระเบียบหรือมาตรการของรัฐมีส่วนเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันหรือการเข้าสู่ตลาดหรือไม่ พร้อมชื่นชม กขค. ที่ปรับบทบาทจากการบังคับใช้กฎหมายเชิงรับสู่ “ผู้กำกับดูแลเชิงรุก” หรือ Proactive Regulator โดยมุ่งป้องกันปัญหา เชิงโครงสร้างและพฤติกรรมที่อาจกระทบการแข่งขันก่อนปัญหาจะเกิด และต่อยอดไปสู่การทำให้หลักการแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐทั้งระบบ

    การเปลี่ยนผ่านประการที่ 2 จากการคุ้มครองผู้ประกอบการไปสู่การคุ้มครองโอกาสในการแข่งขัน การทำให้สนามแข่งขันเป็นธรรมจึงไม่ใช่เพียงการช่วยธุรกิจรายเล็กให้อยู่รอด แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเติบโต สร้างนวัตกรรม และเป็นกำลังใหม่ของเศรษฐกิจไทย

    การเปลี่ยนผ่านประการที่ 3 จากการกำกับดูแลแบบแยกส่วนไปสู่ความร่วมมือทั้งระบบ โดยเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจ วิชาการ และภาคประชาชน รวมทั้งขยายความร่วมมือกับ ASEAN, OECD, World Bank เพื่อสร้างระบบนิเวศการแข่งขัน หรือ Competitive Ecosystem ที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าถึงโอกาสและเติบโตได้

    นางศุภจี ยังได้ย้ำว่า 3 ทิศทางสำคัญที่เป็นโจทย์ในการแลกเปลี่ยนร่วมกันคือ 1. กติกาต้องทันกับตลาด โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 2. กติกาต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่และ SMEs เข้าสู่ตลาดและเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม โดยหนึ่งในมาตรการที่ กขค. ได้ดำเนินการไปแล้วคือการกำหนดเรื่องเครดิตเทอมเพื่อช่วยสร้างการแข่งขันและการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และ SMEs นอกจากนี้ กขค. ยังได้มีมาตรการต่อผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล บางรายให้ระงับการขึ้นราคาค่าธรรมเนียม (GP) เป็นเวลา 6 เดือน และจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA และ กขค. ในการพิจารณาเกี่ยวกับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม ถูกต้อง โปร่งใส

    ทั้งนี้การดำเนินการในเรื่องเหล่านี้อาจไม่รวดเร็วดังที่หลายฝ่ายคาดหวัง เนื่องจากต้องโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
    และต้องดำเนินการภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างรอบคอบ และ 3. การแข่งขันต้องเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกมาตรการของรัฐสนับสนุนการเติบโตและขยายโอกาสของประเทศ หากเราขับเคลื่อนทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ การปฏิรูปการแข่งขันจะไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎหมาย แต่จะเป็นการปฏิรูปโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย “เพราะการแข่งขันที่เป็นธรรม คือพลังของการเติบโต เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้าง เป็นธรรม แข่งขันได้ และพร้อมสำหรับอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6172945/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ftNWneEoYZ_6qHHw3etWj

  • ปิดฉาก “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” เชื่อมพลังการค้า สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว

    ปิดฉาก “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” เชื่อมพลังการค้า สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว

    ปิดฉาก “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” เชื่อมพลังการค้า สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว


    8/09/2569 | 72 |

    ปิดฉาก “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” เชื่อมพลังการค้า สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว

    สระแก้ว ปิดฉากลงอย่างประทับใจสำหรับ “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026 : SA KAEO CONNECT – เชื่อมโยงการค้า สู่โอกาสไร้พรมแดน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–7 กันยายน 2569 ณ ตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ท่ามกลางบรรยากาศการจับจ่ายและการเข้าร่วมกิจกรรมของประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจตลอดระยะเวลาการจัดงาน
    มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026 จัดขึ้นภายใต้ โครงการส่งเสริมและพัฒนาการค้าชายแดนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว/พื้นที่ธุรกิจในจังหวัดสระแก้ว กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการค้าชายแดนและการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ตลอดจนเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนของจังหวัดสระแก้วกับตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
    ตลอด 5 วันของการจัดงาน พื้นที่ตลาดรถไฟอรัญประเทศได้กลายเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการที่มีศักยภาพจาก ผู้ประกอบการกว่า 100 คูหา ทั้งสินค้าเกษตร อาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ตลอดจนสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการจังหวัดสระแก้วและเครือข่ายจังหวัดใกล้เคียง เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิต พร้อมสร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการ
    นอกจากการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญด้านการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้พบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ และสร้างเครือข่ายกับคู่ค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดสินค้าและบริการจากตลาดท้องถิ่นไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น พร้อมสร้างโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว ขณะเดียวกัน การจัดงานยังสร้างสีสันด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายและกิจกรรมสำหรับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งกิจกรรมช้อปและรับสิทธิประโยชน์ กิจกรรมลุ้นรับของรางวัล มูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท ตลอดจนกิจกรรมและการแสดงบนเวทีจากศิลปิน อาทิ ตั๊กแตน ชลดา, กีต้าร์ ศิริขวัญ และกานต์ ทศน รวมถึงศิลปินและการแสดงอีกหลากหลาย สร้างบรรยากาศให้พื้นที่จัดงานมีความคึกคักตลอดทั้ง 5 วัน

    การจัด “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงระยะเวลาการจัดงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่ง “โอกาส” ให้ผู้ประกอบการได้ประชาสัมพันธ์สินค้า ทดลองตลาด พบปะผู้บริโภคโดยตรง ตลอดจนสร้างเครือข่ายและช่องทางการค้าใหม่ ๆ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจในอนาคต
    อีกทั้งยัง เป็นการสะท้อนศักยภาพของ จังหวัดสระแก้วในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจและประตูการค้าชายแดนที่สำคัญ ด้วยทำเลที่สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการเดินทางระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภออรัญประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด
    ความสำเร็จของงานในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวของการนำศักยภาพของผู้ประกอบการ สินค้า บริการ และอัตลักษณ์ของพื้นที่ มาผสานเข้ากับโอกาสทางการตลาด สอดคล้องกับแนวคิด “SA KAEO CONNECT – เชื่อมโยงการค้า สู่โอกาสไร้พรมแดน” เพื่อให้การเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นภายในงานสามารถต่อยอดไปสู่เครือข่ายทางธุรกิจ การเพิ่มช่องทางจำหน่าย และการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างต่อเนื่อง
    จังหวัดสระแก้วและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระแก้ว ขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ เครือข่ายทางธุรกิจ ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานตลอดระยะเวลาการจัดงาน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างช่องทางการตลาด และเชื่อมโยงโอกาสทางการค้า เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดสระแก้วให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป“สีสันสระแก้ว 2026” ปิดฉากการจัดงาน แต่การเชื่อมโยงทางการค้าและโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น จะยังคงเดินหน้าต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/539696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dAcci_QFGIMDndET47SlS

  • กรุงไทยผนึกพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน โชว์ศักยภาพประเทศไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ – newswit

    กรุงไทยผนึกพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน โชว์ศักยภาพประเทศไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ – newswit

    “กรุงไทย” ผนึกกำลัง DCCE อบก. และกลุ่มปตท. โชว์ความพร้อมประเทศไทย เข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เชื่อมข้อมูล-โครงสร้างพื้นฐาน-ตลาดคาร์บอน-เงินทุน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในงาน The Bangkok Business Summit 2026

    กรุงไทยผนึกพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน โชว์ศักยภาพประเทศไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) และ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ร่วมออกบูธในงาน The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN ภายใต้แนวคิด “สร้างรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านความมั่นคงทางพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอนาคต และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่แข่งขันได้” เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
    ภายในบูธนำเสนอ รากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านประเทศ เริ่มจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและกรอบตลาดคาร์บอน โดย DCCE นำเสนอทิศทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กฎหมายเพื่อขับเคลื่อนและกำกับดูแลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจน การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ เชื่อมต่อกับการพัฒนาตลาดคาร์บอน โดยไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% จากกรณีดำเนินธุรกิจตามปกติ (BAU) ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050

    ขณะที่ อบก. นำเสนอการยกระดับให้กับ ตลาดคาร์บอน ผ่านมาตรฐาน T-VER ซึ่งเป็นกลไกการรับรองคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย และ Premium T-VER หรือคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากลและประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม รวมถึงการวัดและทวนสอบการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อในประเทศและต่างประเทศ

    ด้านกลุ่ม ปตท. นำเสนอ Industrial Spark (I-SPARK) คือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) โดยบูรณาการโครงการพลังงานสะอาดและโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่จังหวัดระยองให้เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ครอบคลุมตั้งแต่พลังงานสะอาด ท่าเรือ LNG โซลูชันด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไปจนถึงธุรกิจ Specialty, Bio และ Circularity เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมศักยภาพการแข่งขัน และสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจใหม่

    สำหรับ ธนาคารกรุงไทย นำเสนออีกหนึ่งกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ “เงินทุน” โดยยกระดับบทบาทจากผู้ให้สินเชื่อโครงการสีเขียว สู่การเป็น Financial Enabler และผู้เชื่อมโยงระบบการลงทุน ภายใต้บทบาท Coordinating and Managing Entity (CME) ของโครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development (LCC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก World Bank ในการทำหน้าที่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ เจ้าของโครงการ สถาบันการเงิน นักลงทุน และตลาดคาร์บอน โดยรวบรวมและจัดโครงสร้างโครงการ Low Carbon ที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีความพร้อมด้านการลงทุน พร้อมต่อยอดมูลค่าจากคาร์บอนเครดิต และเชื่อมโยงเข้าสู่แหล่งเงินทุน เพื่อเปลี่ยน Low Carbon Projects ให้เป็น Investment Pipeline ที่สามารถขยายผลได้ในวงกว้าง และนำไปสู่การลงทุนจริงในระดับประเทศ

    นอกจากนี้ ยังนำเสนอ ESG Financial Solutions ผ่าน Green Finance และ Transition Finance อาทิ Green Loans, Green Deposits, Sustainability-Linked Loans และ ESG-Linked Hedging เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนไปสู่การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง

    การผนึกกำลังของทั้ง 4 หน่วยงาน สะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เชื่อมโยงตั้งแต่ นโยบาย พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดคาร์บอน ไปจนถึงแหล่งเงินทุน โดยมีภาคการเงินเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้เกิดการลงทุนและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แนวทางดังกล่าว สอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศและโจทย์สำคัญในเวทีโลก โดยเฉพาะการระดมเงินทุน เพื่อเร่งการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในเดือนตุลาคมนี้ และเป็นอีกเวทีสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการเติบโต ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iek6ddkjszodezcnhrblog8cal4aqi76&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_lYHWXUyFYRm0MlcBi3Y2