Blog

  • บรรยากาศซื้อชุดนักเรียนเชียงใหม่คึกคักแต่ยอดหด พ่อแม่รัดเข็มขัดซื้อเผื่อไซส์-ใช้ชุดเก่า

    บรรยากาศซื้อชุดนักเรียนเชียงใหม่คึกคักแต่ยอดหด พ่อแม่รัดเข็มขัดซื้อเผื่อไซส์-ใช้ชุดเก่า

    (10พ.ค.69) ที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ บรรยากาศการเลือกซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนเต็มไปด้วยความคึกคักในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยเฉพาะย่านถนนเจริญเมือง ที่มีร้านจำหน่ายชุดนักเรียนเก่าแก่พบว่ามีพ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาเลือกซื้อสินค้ากันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งเด็กเล็กเด็กโตจนทำให้พนักงานต้องคอยอำนวยความสะดวกช่วยวัดไซส์ชุดนักเรียนและรองเท้ากันแทบไม่ได้หยุดพัก แต่อย่างไรก็ตามแม้จำนวนคนจะดูหนาตา แต่พฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ผู้ปกครองส่วนใหญ่เลือกซื้อชุดนักเรียนใหม่เท่าที่จำเป็นเท่านั้นเพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซาและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น 

    ผู้ปกครองรายหนึ่ง บอกว่า เปิดเทอมปีนี้ซื้อชุดนักเรียนเพิ่มแค่ 1 ชุด ชุดไหนยังพอใส่ได้ก็ใส่ของเดิมไปก่อน เพราะต้องสำรองเงินไว้จ่ายค่าเทอมและค่ากิจกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่ส่วนที่จำเป็นจริง ๆ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างรองเท้าที่เด็กโตไวไซส์เพิ่มเร็ว ส่วนประเด็นชุดลูกเสือเนตรนารีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. ออกนโยบายขอความร่วมมือโรงเรียนให้ยืดหยุ่น ไม่บังคับใส่เต็มรูปแบบเพื่อลดภาระ แต่ในความเป็นจริงผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังต้องควักกระเป๋าซื้อยกชุดอยู่ดี อยากให้กระทรวงศึกษาธิการออกมาตรการหรือระเบียบปฏิบัติให้ชัดเจนมากกว่าการขอความร่วมมือ เพราะปัจจุบันไม่ได้เรียนและใส่ชุดลูกเสือเนตรนารีทุกสัปดาห์เหมือนในอดีต บางเทอมเดือนหนึ่งใส่ครั้งเดียว ขณะที่ชุดราคาพันกว่าบาท จึงน่าจะมีการทบทวนระเบียบเกี่ยวกับชุดกิจกรรมเหล่านี้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยมองว่าใส่ชุดพละ หมวกและผ้าพันคอก็น่าจะเพียงพอ 

    ด้าน นายทศพร เจ้าของร้านสุทธิพร สาขาสันป่าข่อย บอกว่า บรรยากาศแม้จะดูคึกคักแต่ปริมาณการซื้อต่อคนน้อยลงและคึกคักเพียงช่วงวันเสาร์อาทิตย์ก่อนวันเปิดเทอม ปีนี้ยอดขายรวมลดลงกว่าปีก่อน ๆ ส่วนใหญ่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นและซื้อแบบเผื่อไซส์เพราะต้องประหยัดรายจ่าย บางคนนำชุดเก่าของพี่มาให้ร้านปักชื่อใหม่ให้น้องแทนการซื้อใหม่ ส่วนราคาชุดนักเรียนแม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ปีนี้ทางร้านยังขอตรึงราคาขายราคาเดิมเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระผู้ปกครองเพราะส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าประจำที่อุดหนุนกันมานาน  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NSDQNF2Yg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qMxhAOpCNl-DQPJh7QwIe

  • ใกล้เปิดเทอม ผู้ปกครองโพสต์ระบาย เงิน 1,000 ไม่พอจ่ายค่าชุดนักเรียน 1 ชุด

    ใกล้เปิดเทอม ผู้ปกครองโพสต์ระบาย เงิน 1,000 ไม่พอจ่ายค่าชุดนักเรียน 1 ชุด

    ดูทีวีกด 33 ดูออนไลน์ที่ 3Plus - ช่อง3

    ออกจากระบบ

    เสียใจจังจะหยุดพักความสนุกไว้แค่นี้…

    ยกเลิกตกลง

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    คุณต้องการล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด?

    ยกเลิกล้างทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    ข่าวโซเชียล

    9 พ.ค. 2569

    399 views

    ใกล้เปิดเทอม ผู้ปกครองโพสต์ระบาย เงิน 1,000 ไม่พอจ่ายค่าชุดนักเรียน 1 ชุด

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/jI22cXvdLGI

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  ผู้ปกครอง ,ค่าชุดนักเรียน

    คุณอาจสนใจ

    Related News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/socialnews/weekend/462620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3szo1M7SAvn3KD_7KfI8-D

  • รมช.มท.-รมช.ดีอี ลุยอุบลฯ ดัน “ไทยช่วยไทย พลัส” ลดค่าครองชีพประชาชน

    รมช.มท.-รมช.ดีอี ลุยอุบลฯ ดัน “ไทยช่วยไทย พลัส” ลดค่าครองชีพประชาชน

    วันเสาร์ ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

    วันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามและมอบนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลแก่ส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นa

    จุดแรก คณะเดินทางไปยังหอประชุมอำเภอศรีเมืองใหม่ เพื่อมอบนโยบายขับเคลื่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งรัฐบาลมุ่งลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นกว่า 3,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึงร้อยละ 58 ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569

    นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน จากผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม

    ต่อมา เวลา 11.00 น. คณะได้เดินทางไปยังวัดโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร เพื่อร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ปล่อยพันธุ์ปลาและกุ้งก้ามกรามจำนวน 200,000 ตัว ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ พร้อมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และรับฟังปัญหาจากหน่วยงานในพื้นที่

    ช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. นายพลพีร์ และนางสาวแนน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ร้านต้นเทียนไหมไทย อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมอบนโยบายภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และผลักดันสินค้าชุมชนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ไทย

    นายพลพีร์ สุวรรณฉวี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพสูง และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะการสนับสนุนสินค้าชุมชน เช่น ผ้าไทยและสินค้า OTOP ให้สามารถสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ด้านนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” บนแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อช่วยขยายตลาดออนไลน์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ ทั้งสองกระทรวงยืนยันจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน คณะยังได้ลงพื้นที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมอบนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพิ่มเติมอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/475467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw397q6iuY-NFy8JLTcM3zMe

  • ข้าวของแพง น้ำมันขึ้น แนวโน้มเงินเฟ้อปีนี้ทะลุกรอบ 3%

    ข้าวของแพง น้ำมันขึ้น แนวโน้มเงินเฟ้อปีนี้ทะลุกรอบ 3%

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-102&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ghRW-cK0XSBGXjLoYxhyI

  • ‘รัฐบาล’ ปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย’ เงินสะพัด60ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘รัฐบาล’ ปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย’ เงินสะพัด60ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รองโฆษกรัฐบาล เผย “มท.” ขับเคลื่อนจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ครั้งที่2 ทั่วประเทศ ปชช.เข้าร่วมกว่า2แสนคน เงินสะพัด27ล้าน รวมแล้วกระฉูดกว่า60ล้าน ชี้ ไม่ใช่แค่ขายของลดราคา แต่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 2 พร้อมกันทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด โดยได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 217,619 คน

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินโครงการในครั้งที่ 2 มีร้านค้าเข้าร่วมรวม 9,721 ร้าน ประกอบด้วย ร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ร้านค้า OTOP และร้านค้าชุมชน/SMEs พร้อมนำสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาประหยัด รวมจำนวนสินค้ากว่า 153,856 ชิ้น

    ผลการดำเนินงานสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 27.11 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 6.23 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายชุมชน ในการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    เมื่อรวมผลการดำเนินงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 พบว่า สามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 60.85 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 13.66 ล้านบาท แล้ว

    สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดราชบุรี ขณะที่อำเภอที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

    ด้านสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และน้ำตาล ส่วนสินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายดี ได้แก่ อาหาร เครื่องแต่งกาย และเครื่องดื่ม ขณะที่สินค้าชุมชนที่ประชาชนเลือกซื้อจำนวนมาก ได้แก่ อาหารสด วัตถุดิบประกอบอาหาร และอาหารแปรรูป

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการดูแลปากท้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อกระจายสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ให้เข้าถึงประชาชนทุกชุมชนทั่วประเทศ

    “โครงการไทยช่วยไทย ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมลดราคาสินค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1233220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QJQ18ByXY0ieDEHpswAZX

  • เจาะลึกกลไก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่ง2แผนงานหลักเยียวยา-ฟื้นฟูพลังงาน

    เจาะลึกกลไก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่ง2แผนงานหลักเยียวยา-ฟื้นฟูพลังงาน

    เจาะลึกกลไก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่ง2แผนงานหลักเยียวยา-ฟื้นฟูพลังงาน

    เปิดรายละเอียดพ.ร.ก.กู้เงินพลังงานปี 2569 แบ่งวงเงินคนละครึ่ง 2 แสนล้านบาท ระหว่างการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน กับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนและคาร์บอนเครดิต ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังและสภาพัฒน์ฯ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    รายงานพิเศษ: เจาะลึกกลไก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ผ่าวิกฤตพลังงาน 2569

    สรุปใจความสำคัญและเหตุผลความจำเป็น

    รัฐบาลมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2569 เนื่องจากวิกฤตการณ์ราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหนัก รัฐจึงต้องมีงบประมาณวงเงิน 400,000 ล้านบาท สำหรับเข้าแทรกแซงสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

    กรอบวงเงินและกำหนดระยะเวลาการกู้เงิน

    ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ กระทรวงการคลังได้รับอำนาจกู้เงินรวมไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องดำเนินการกู้เงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบบพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    รายละเอียด 2 แผนงานหลักตามบัญชีท้าย พ.ร.ก.

    งบประมาณถูกจัดสรรแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท ดังนี้ 

    • แผนงานที่ 1: เน้นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ เพื่อประคับประคองธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
    • แผนงานที่ 2: เน้นการเปลี่ยนผ่านและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การลงทุนในพลังงานทดแทน ระบบคาร์บอนเครดิต การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาทักษะทรัพยากรมนุษย์

    โครงสร้างการบริหารและหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

    การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้อนุมัติแผนงานตามที่เสนอ, กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการกู้เงินและบริหารจัดการหนี้สาธารณะ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโครงการกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ

    องค์ประกอบและหน้าที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ

    คณะกรรมการกลั่นกรองฯ นำโดยปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมด้วย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, เลขาธิการ สศช. และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 5 คน มีอำนาจพิจารณากลั่นกรองโครงการ ตรวจสอบการใช้จ่าย และกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบที่เคร่งครัด เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคเศรษฐกิจ

    มาตรการควบคุมความโปร่งใสและการติดตามผล

    เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ต้องรายงานความก้าวหน้า ปัญหา และอุปสรรคต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และมีอำนาจในการเสนอให้ปรับลดวงเงินหรือยุติโครงการทันทีหากพบว่าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ยังต้องจัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่าต่อการลงทุนของภาครัฐในระยะยาว

    แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : ราชกิจจานุเบกษา (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/politics/domestic/742133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Px0q4kkaRzCt3gu-iInGz

  • ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ถกไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF World Bank ปี 69 ต้อนรับผู้ร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ เล็งเป็นโอกาสดันการเงิน เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก

    10 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก

    โดยนายกฯ ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้อย่างมาก เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศของโลก ที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยอีก 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และตุรกี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อศักยภาพและเสถียรภาพของไทย

    สำหรับการประชุมประจำปีฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ โดยรัฐบาลไทยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกกว่า 191 ประเทศ

    “ท่านนายกฯ ได้ให้แนวทางกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ต้องทำให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่คือโอกาสสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ทั้งการเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ การเรียนรู้เทคโนโลยีการเงินใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว และ Soft Power ของไทยสู่สายตามผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่เดินทางมาจากทั่วโลก” น.ส.รัชดา กล่าว

    ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้กำหนดแนวคิดหลักของการประชุมว่า “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เพื่อสะท้อนบทบาทประเทศไทยในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LlYCYsBZVwTHdaJHadu8i

  • สนธิรัตน์ แนะ 5 หลักคิดใช้งบรัฐ ต้องสร้างศักยภาพใหม่ ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

    สนธิรัตน์ แนะ 5 หลักคิดใช้งบรัฐ ต้องสร้างศักยภาพใหม่ ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

    วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.44 น.

    10 พฤษภาคม 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสังคมไทยควรช่วยกันตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ คือ “คุณภาพของการใช้เงิน” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณของเงิน”

    ที่ผ่านมา เวลาประเทศเผชิญวิกฤต เรามักคุ้นเคยกับแนวคิดการอัดฉีดเม็ดเงินขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในหลายสถานการณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็น

    แต่โลกยุคใหม่ การใช้งบประมาณของรัฐไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ใช้เงินได้เร็วแค่ไหน”

    แต่ต้องวัดว่า “สร้างศักยภาพใหม่ให้ประเทศได้หรือไม่”

    เงินกู้จำนวนมหาศาล จึงไม่ควรจบลงเพียงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสในการวางรากฐานระยะยาวให้ประเทศด้วย

    ผมคิดว่า มีหลักคิดสำคัญที่ควรนำมาใช้กำกับการใช้งบประมาณครั้งนี้เพิ่มเติม

    – ทุกโครงการควรตอบคำถามให้ได้ว่า “ประเทศไทยจะแข็งแรงขึ้นอย่างไรหลังใช้งบนี้” ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราว

    – ต้องสร้างเศรษฐกิจที่กระจายโอกาส ไม่ใช่กระจุกตัว เม็ดเงินภาครัฐไม่ควรหมุนอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือเมืองหลัก แต่ต้องเปิดโอกาสให้ SME วิสาหกิจชุมชน และคนตัวเล็กเข้าถึงได้จริง

    – งบประมาณควรถูกใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การศึกษา ทักษะแรงงาน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต

    – ต้องกล้ายกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่า การรักษาวินัยทางการคลัง ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้เงิน แต่หมายถึงการกล้าหยุดสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ แม้จะผ่านการอนุมัติไปแล้วก็ตาม

    – ประเทศไทยต้องสร้าง “วัฒนธรรมความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ” ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ข้าราชการ เอกชน หรือประชาชน ต้องร่วมกันมองว่าเงินงบประมาณคือเงินของประเทศ ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    ผมเชื่อว่า คนไทยไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาประเทศ และไม่ได้ปฏิเสธการลงทุนของรัฐ

    แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือความมั่นใจว่า ทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

    เพราะสุดท้ายแล้ว ความเข้มแข็งของประเทศ ไม่ได้เกิดจากการใช้เงินมากที่สุด แต่เกิดจากการใช้เงินอย่างมีวิสัยทัศน์และมีความรับผิดชอบมากที่สุด

    #สนธิรัตน์ #ความเข้มแข็งของประเทศ

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vpzTSKXEEqL5965vZvuNR

  • หอการค้าไทยหนุน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ชูยุทธศาสตร์ “ประคองระยะสั้น-ลงทุนอนาคต” รับมือวิกฤตพลังงานโลก

    หอการค้าไทยหนุน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ชูยุทธศาสตร์ “ประคองระยะสั้น-ลงทุนอนาคต” รับมือวิกฤตพลังงานโลก


    หอการค้าไทย หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตราคาพลังงาน จี้รัฐใช้เงินโปร่งใส เน้นอุ้ม SME-ภาคเกษตร พร้อมเร่งสปีดลงทุนพลังงานสะอาดเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผย หอการค้าไทยมีมติเห็นชอบในหลักการต่อการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ภาคเอกชนแสดงความเป็นกังวลว่า ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังสร้างภาระหนักให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ หากปล่อยให้สถานการณ์ลากยาวจะกระทบต่อการจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศอย่างรุนแรง หอการค้าไทยจึงมองว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้คือมาตรการเชิงรุกที่จำเป็นในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัว

    หอการค้าไทยเสนอแนะให้รัฐบาลบริหารจัดการเงินกู้ก้อนนี้ผ่านยุทธศาสตร์ที่สมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการสร้างการเติบโตในระยะยาว ดังนี้:

    มาตรการระยะสั้น: มุ่งเน้นการลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง การเพิ่มสภาพคล่องในระบบ และการกระตุ้นกำลังซื้อผ่านโครงการต่าง ๆ

    มาตรการระยะยาว: เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด (Clean Energy) เทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ และระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy)

    นายพจน์ย้ำว่า การใช้จ่ายเงินกู้ในครั้งนี้ต้องไม่ใช่เพียงการ “ประคองเศรษฐกิจ” ให้ผ่านไปวัน ๆ แต่ต้องเป็นการ “ลงทุนเพื่ออนาคต” ที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังพร้อมสนับสนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อรณรงค์ให้เกิดการบริโภคสินค้าในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย และดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    “วันนี้โลกกำลังแข่งกันที่ต้นทุนพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งกว่าเดิม” นายพจน์ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/42620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dzLaLciU8vEPFjoVYKWm7

  • ราคาน้ำมันดิบ 09/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 11 พ.ค.

    ราคาน้ำมันดิบ 09/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 11 พ.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146588&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iPA0aPg_kiHx6SyrdV_Vl