Blog

  • อุตรดิตถ์ ก๋วยเตี๋ยว 15 บาท สวนกระแสเศรษฐกิจ อิ่มท้องแบบครบครันในชาม | TOPNEWS

    อุตรดิตถ์ ก๋วยเตี๋ยว 15 บาท สวนกระแสเศรษฐกิจ อิ่มท้องแบบครบครันในชาม | TOPNEWS

    กระหึ่มโซเชียล “ร้านก๋วยเตี๋ยวนาทะเล” ป้าอ้วนวัย 63 ยืนหยัดขายก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณราคาประหยัดสวนกระแสค่าครองชีพ ชูจุดเด่นน้ำซุปเตาฟืนหอมกรุ่น เครื่องปรุงทำเอง ผักปลูกเอง ยอดขายพุ่งวันละ 300-400 ชาม สร้างได้หลักแสนบาทต่อเดือน

    วันที่ 10 พค. 2569 จากคำบอกเล่าปากต่อปากจนเป็นกระแสคนรูัจักไปทั่ว ถึงร้านก๊วยเตี๋ยวราคาที่สวนกระแสในภาวะเศรษฐกิจอยู่ในปัจจุบัน แต่ยังคงมีร้านก๊วยเตี๋ยวที่มีราคราถูกประหยัด แต่คุณภาพคับชาม โดยจะมีลูกค้าคึกคักกันตั้งแต่เปิดร้านจนถึงปิดทุกวัน

    จากคำร่ำลือดังกล่าว ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปยัง”ร้านก๊วยเตี๋ยวนาทะเล” หมู่ 5 ต.ชัยจุมพล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองอุตรดิตถ์เพียง 6 กิโลเมตร หรือห่างจาก ที่ว่าการอำเภอลับแลเพียง 2 กิโลเมตร บรรยากาศภายในร้านพบว่าคึกคักตลอดทั้งวัน มีลูกค้าทุกสาขาอาชีพ รวมไปถึงชาวต่างประเทศต่างแวะเวียนไปรับประทาน ก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณเมืองลับแล ก๊วยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยวไก่ เย็นตาโพ ที่อร่อยชนิดไม่ต้องปรุงรสเพิ่ม ที่สำคัญราคาแสนถูกชามละ 15 บาท กินชามเดียวอิ่ม ด้วยเครื่องเทศครบครัน

    โดยบรรยกาศหน้าร้านมีลูกค้าที่ยืนรอคิวอยู่หน้าร้าน ขณะที่ นางอัปษร ศรีทิพย์ หรือป้าอ้วนอายุ 63 ปีเจ้าของร้านพร้อมกับลูกมือได้ช่วยกันทำก๊วยเตี๋ยวตามเมนูที่ลูกค้าสั่งจนมือระวิงกับการลวกเส้น ปรุงรส เต็มน้ำซุป ตามออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่ง เขียนในกระดาษยาวเป็นหางว่าว บรรยากาศในร้านกลับเต็มไปด้วยความสุข แม้ลูกค้าจะนั่งรอ ก็ไม่นานไม้ถึง 10 นาทีได้ทานครบทุกคน เนื่องจากแม่ค้า ทำไปยิ้มไป ทักทายลูกค้า สอบถาม ด้วยอัธยาศัยที่เป็นกันเอง ทำให้ลูกค้าทานก๋วยเตี๋ยวชามละ 15 บาทอย่างมีความสุข

    ป้าอ้วนบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองรับช่วงการขายก๊วยเตี๋ยวจากคุณแม่ ซึ่งเป็นก๊วยเตี๋ยวสูตรโบราณขนานแท้ จะมีการเพิ่มวัสถุดิบให้ทันยุคทันสมัยและยังคงใช้เตาฟืน ในการต้มน้ำซุปก๊วยเตี๋ยว ซึ่งได้เริ่มต้นตั้งแต่ชามละ 5 บาท และปรับขึ้นราคาชามละ 10และ15 บาท ตามภาวะเศรษฐกิจ และก็คงราคาชามละ 15 บาทไปจนตลอด ไม่ขึ้นราคาอีกแล้ว จากเดิมขายเฉพาะก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณเมืองลับแล ที่มีความโดดเด่นความเข้มข้นของน้ำซุปจากกระดูกหมูและไก่ ถั่วป่นและโรยใบผักชีพม่า เพิ่มความหอม ต่อมาเพิ่มเมนูประเภทเส้น ซึ่งจะมีทั้งเส้นเล็ก เส้นหมี่ หมี่เหลือง เส้นใหญ่ให้ลูกค้าได้เลือกทานมากขึ้น ทั้ง ก๋วยเตี๋ยวไก่ กวยจั๊บ เย็นตาโฟ ทุกอย่างชามละ 15 บาท รับรอง 1 ชามอิ่มแน่นอน

    ทั้งป้าอ้วนกล้าวย้ำว่าไม่คิดที่จะขึ้นราคาอีกแล้ว คงขายราคาชามละ 15 บาท เนื่องจากยึดแนวทางพระราชดำริพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่อย่างพอเพียง เราขายมานานมีลูกค้าประจำ และที่สำคัญขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 15 บาทส่งลูกชายเรียนจบปริญญาตรี จนปัจจุบันรับราชการตำรวจ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง จึงไม่มีหวงใดๆ เคล็ดลับที่ทำให้ขายก๋วยเตี๋ยว ในราคาชามละ 15 บาทแล้วอยู่ได้ ง่ายๆ เครื่องปรุงต้องทำเอง ทั้งพริกป่น ถั่วป่น กากหมู กระเทียมเจียว หมูแดง ผักปลูกเอง และยังคงใช้ฟืน ไม่ใช้แก็สที่ต้นทุนสูง หากสั่งห่อ ก็ใช้ใบตอง เลือกซื้อเฉพาะที่เราผลิตเองไม่ได้ จะทำให้ลดต้นทุนและเคล็ดลับความรวดเร็วในการทำก๋วยเตี๋ยว จะเครียร์ที่ละบิล ลวกที 5 ชาม ยกโต๊ะไปเลยทีเดียว”

    ป้าอ้วน กล่าวว่า วันหนึ่งใช้เส้นทุกชนิดประมาณ 50 กิโลกรัม และเน้นน้ำซุปที่เข้มข้น ขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 300-400 ชาม ซึ่งรวมถึงออร์เดอร์ห่อกลับไปทานบ้าน รายได้วันละ 3,000-4,000 บาท  สร้างรายได้ประมาณเดือนละ 1 แสนบาท หักแล้วมีกำไรอยู่ได้สบายๆ แค่ขอให้พออยู่พอกิน ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน อยู่ได้แน่นอน

    นอกจากนี้ภายในร้านยังมี ใส้อั๋วสูตรโบราณ ที่ทำเองและสลิ่มทับทิมกรอบ สูตรโบราณไว้คอยให้ได้รับประทานกันอีกด้วย ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น.-15.00 น.หยุดเฉพาะวันพุธ โทรสอบถามเส้นทางได้ที่0898263860

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1570688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ebXdG09dmCWOq-K_iGRZo

  • “พิพัฒน์-สรรเพชญ” ลุยสางปัญหาท่าเรือปัตตานี ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้

    “พิพัฒน์-สรรเพชญ” ลุยสางปัญหาท่าเรือปัตตานี ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146677&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PvbB1Dy2fE6q6Yu4y67wa

  • วิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน

    วิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน

    ปัญหาคอขวดในเกียวโตและหลายเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น กำลังสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่น

    เมื่อประเทศต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการออกแบบ นโยบายการพัฒนาเมืองและระบบภาษี เพื่อรับมือกับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ‘โอเวอร์ทัวริซึม’ ที่ยังแก้ไม่ตก

    การถกเถียงเรื่อง “โอเวอร์ทัวริซึม” หรือภาวะท่องเที่ยวล้นเกินในญี่ปุ่นเวลานี้ ยังคงให้น้ำหนักกับประเด็นมารยาทนักท่องเที่ยว แม้จะเป็นเรื่องสำคัญ และบางกรณีจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่เข้มงวด แต่การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

    หากเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รัฐบาลญี่ปุ่นผลักดันมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อความสำเร็จเกิดจากนโยบาย การแก้ปัญหาก็จำเป็นต้องอาศัย ‘การบริหารนโยบาย’ เช่นกัน

    โดยเมื่อเร็วๆนี้ แผนด้านการท่องเที่ยวฉบับใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากราว 8.61 ล้านคนในปี 2010 เพิ่มขึ้นเป็น 42.68 ล้านคนในปี 2025

    ขณะที่รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งจาก 1.1 ล้านล้านเยน หรือราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 9.5 ล้านล้านเยน

    รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้กลายเป็น อุตสาหกรรมส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมยานยนต์

    พร้อมคงเป้าหมายปี 2030 ไว้ที่นักท่องเที่ยว 60 ล้านคน และตั้งเป้าเม็ดเงินใช้จ่าย 15 ล้านล้านเยน แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า ปัญหาความแออัด พฤติกรรมรบกวน และความไม่พอใจของประชาชน กำลังคุกคามแรงสนับสนุนจากสาธารณชน ต่อการเติบโตของภาคท่องเที่ยวในระยะยาว

    แม้การวิเคราะห์ปัญหาจะถือว่า “ตรงจุด” แต่ข้อเสนอเชิงนโยบายกลับยังอ่อนแรงเกินไป

    หนึ่งในเป้าหมายใหม่ที่พยายามแก้ไขของรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความเห็นชอบแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวขั้นพื้นฐาน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่มี มาตรการรองรับภาวะท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) ให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2030

    เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริม การท่องเที่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเพิ่มจาก 47 แห่ง ในปี 2025

    อย่างไรก็ตาม เกณฑ์วัดผลยังเป็นเพียงเชิงกระบวนการ กล่าวคือ พื้นที่จะถูกนับรวมก็ต่อเมื่อมีเวทีรับฟังประชาชนและมีแผนรับมือปัญหาความแออัดหรือมารยาทนักท่องเที่ยว

    แม้แนวทางดังกล่าวอาจมีประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่ ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนขึ้นรถโดยสาร ไม่ช่วยสถานีรถไฟระบาย ไม่ลดต้นทุนทัศนศึกษาของนักเรียนที่เดินทางมาเกียวโต ได้ง่ายขึ้น และ รายได้จากการท่องเที่ยวถูกนำกลับมาใช้แก้ปัญหาที่การท่องเที่ยวเกิดขึ้นจริง

    ทว่าแผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาญี่ปุ่นซ้ำ โดยเชื่อว่าคนกลุ่มนี้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากกว่า และมีแนวโน้มเดินทางออกนอกเมืองท่องเที่ยวหลักมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจริงบางส่วน แต่การคัดเลือก ‘กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย’ ไม่ใช่กลไกแก้ปัญหาความแออัดเสียทีเดียว

    นักท่องเที่ยวที่เคยมาญี่ปุ่นหลายครั้งอาจรู้สึกคุ้นเคยกับประเทศมากขึ้น แต่ความคุ้นเคยไม่ได้หมายถึง ‘การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น’ ไม่ได้ทำให้ตารางรถโดยสารในภูมิภาคอ่านง่ายขึ้น หรือทำให้ระบบขนส่งช่วงสุดท้ายมีประสิทธิภาพขึ้น

    แม้แต่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเอง ก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ในโตเกียว เกียวโต และจุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่นเดิม

    สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการ จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่คือ ‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’ ที่ชัดเจนกว่านี้

    กรณีของปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ถือเป็นอีกตัวอย่างสำคัญ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ที่มีทะเบียนบ้านในเมืองฮิเมจิจะเสียค่าเข้าชมเพียง 1,000 เยน ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ต้องจ่าย 2,500 เยน นี่ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติต่อชาวต่างชาติ แต่เป็นการแยกระหว่าง ‘ผู้อยู่อาศัย’ กับ ‘ผู้มาเยือน’

    เพราะในความเป็นจริง คนท้องถิ่นได้ช่วยแบกรับต้นทุนของสถานที่ผ่านระบบภาษีท้องถิ่นอยู่แล้ว ขณะที่นักท่องเที่ยวสร้างต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งค่าบำรุงรักษา ค่าแรงพนักงาน บริการหลายภาษา และการจัดการฝูงชน

    แนวคิดเดียวกันนี้ควรถูกขยายไปสู่นโยบายในวงกว้าง เพราะเมื่อผู้ใช้งานสร้างต้นทุนแตกต่างกัน นโยบายก็ไม่ควรปฏิบัติต่อทุกคนเสมือนเป็น ‘ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน’

    ปัญหาเชิงระบบ “ช้อปปิ้งปลอดภาษี”

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือระบบ “ช้อปปิ้งปลอดภาษี” ของญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2026 ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปใช้ระบบคืนภาษีรูปแบบใหม่ โดยนักท่องเที่ยวต้องจ่ายราคาสินค้ารวมภาษีก่อน และจะได้รับเงินคืนหลังศุลกากรยืนยันว่าสินค้าถูกนำออกนอกประเทศจริง ซึ่งช่วยลดการทุจริตได้

    แต่ทว่ายังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญกว่าเดิมว่า เหตุใดรัฐบาลยังต้องอุดหนุนการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว ในพื้นที่ที่กำลังเผชิญความแออัดอยู่แล้ว

    แม้ในแผนพื้นฐานเองจะยอมรับว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน คือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตด้านการท่องเที่ยว แต่ในอีกด้านกลับยังใช้มาตรการปลอดภาษีเป็นกลไกกระตุ้นการบริโภคต่อไป

    ในความเป็นจริง มีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อยมากที่ตัดสินใจ บินมาญี่ปุ่นเพียงเพราะเครื่องสำอางราคาถูกลง 10% การอุดหนุนการช้อปปิ้งในวงกว้างจึงอาจเป็นนโยบายที่ ‘ผิดเป้า’ และยิ่งซ้ำเติมความแออัดในย่านค้าปลีกยอดนิยมอย่าง ชิบูย่า โดทงโบริ หรือใจกลางเกียวโต

    แนะออกแบบระบบคืนภาษีใหม่ เพิ่มแรงจูงใจซื้อสินค้าท้องถิ่น

    ข้อเสนอที่เหมาะสมกว่า คือ การจำกัดและออกแบบระบบคืนภาษีใหม่ โดยควรรักษาหรือเพิ่มแรงจูงใจให้กับสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่น ผู้ผลิตในภูมิภาค หรือสินค้าที่ซื้อนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลักอย่างโตเกียว-เกียวโต-โอซาก้า-ภูเขาฟูจิ รวมถึงสินค้าที่จัดส่งตรงไปต่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายใหม่ได้จริง มากกว่าการสนับสนุนกระเป๋าเดินทางอีกใบที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางลดราคา

    ภาคโรงแรมเองก็จำเป็นต้องมี ‘การแบ่งกลุ่มลูกค้า’ เช่นกัน ญี่ปุ่นต้องการอุตสาหกรรมที่พักที่สร้างกำไรได้มากขึ้น หลังจากราคาห้องพักในหลายพื้นที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมานาน

    แต่หากโรงแรมทุกแห่งต่างแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง การเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศและทัศนศึกษาของนักเรียนก็จะกลายเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

    โรงแรมธุรกิจอาจไม่หรูหรา แต่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทั้งสำหรับพนักงานขาย วิศวกร ข้าราชการ พนักงานบริษัทขนาดเล็ก และนักเรียน ที่จำเป็นต้องเดินทางทั่วประเทศโดยไม่ให้ทุกทริปกลายเป็น ‘ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย’

    ข้อมูลจากโตเกียวโชโกะ ระบุว่า ราคาห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมธุรกิจและโรงแรมในเมืองที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้น 12.6% ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 มาอยู่ที่ 16,679 เยนต่อคืน

    ขณะที่สถานีโทรทัศน์ MBS รายงานว่า จำนวนนักเรียนที่เดินทางทัศนศึกษามายังเกียวโตลดลงจาก 810,000 คนในปี 2023 เหลือ 750,000 คนในปี 2024 เนื่องจากค่าที่พักและค่ารถโดยสารที่เพิ่มสูงขึ้น

    การปรับขึ้นภาษีที่พักของเมืองเกียวโตจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 เมืองเกียวโตได้เพิ่มเพดานภาษีที่พักสูงสุดเป็น 10,000 เยนต่อคนต่อคืน สำหรับห้องพักราคาตั้งแต่ 100,000 เยนขึ้นไป

    ขณะที่ห้องพักระดับล่างยังเสียภาษีในอัตราต่ำ และยังยกเว้นภาษีให้กับการทัศนศึกษาของโรงเรียนและผู้ดูแลที่เข้าเกณฑ์

    ญี่ปุ่นควรต่อยอดแนวคิดนี้ โดยสนับสนุนโรงแรมธุรกิจราคาประหยัด ที่รักษาสัดส่วนห้องพักในระดับราคาที่กำหนด ให้สามารถออกใบกำกับภาษีที่นำไปใช้ขอ เครดิตภาษีการบริโภคคืนได้สำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนส่วนลดสำหรับทัศนศึกษาหรือการเดินทางกลุ่มที่จำเป็นผ่านรัฐบาลท้องถิ่นหรือบริษัททัวร์

    เป้าหมายไม่ใช่การควบคุมราคาห้องพักทั้งหมด แต่เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการ ‘ชาวญี่ปุ่น’ ซึ่งเป็นฟันเฟืองที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไป จะไม่ถูกผลักออกจากตลาดเพราะแรงซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ควรมี ‘ระบบติดตามความแออัด’ และเร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวทิ้งกระเป๋าเดินทาง

    อีกหนึ่งปัญหาที่ญี่ปุ่นมี “คำตอบอยู่แล้ว” แต่ยังไม่สามารถผลักดันให้เป็นมาตรฐาน คือเรื่องสัมภาระของนักท่องเที่ยว

    แม้เครือข่ายขนส่งสัมภาระของญี่ปุ่นจะได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่การประชาสัมพันธ์บริการดังกล่าวกลับช้าเกินไป หลังนักท่องเที่ยวเดินทางถึงสถานีแล้ว

    แผนพื้นฐานฉบับใหม่ยอมรับตรงกันว่า กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ของนักท่องเที่ยวกำลังสร้างความแออัดและมลภาวะทางเสียงบนรถไฟและรถโดยสาร แม้รัฐบาลเสนอแนวคิด ‘ท่องเที่ยวแบบไม่ถือกระเป๋า’ แต่การรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

    ญี่ปุ่นควรนำรายได้จากภาษีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศมาอุดหนุนบริการส่งสัมภาระจากสนามบินไปยังโรงแรมสำหรับการใช้งานครั้งแรก พร้อมผลักดันให้สายการบิน เว็บไซต์ Visit Japan ป้ายสนามบิน อีเมลยืนยันการจอง และแอปพลิเคชันท่องเที่ยวต่าง ๆ นำเสนอบริการดังกล่าวตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึง โดยสื่อสารอย่างเรียบง่ายว่า ไปถึงโรงแรมได้โดยไม่ต้องลากกระเป๋า และไม่มีค่าใช้จ่าย

    ท้ายที่สุด ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมี ‘ระบบติดตามความแออัด’ อย่างต่อเนื่อง สำหรับสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และจุดเชื่อมต่อสนามบิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แรงกดดันจากการท่องเที่ยวปรากฏขึ้นก่อนจะลุกลามไปยังวัด โรงแรม หรือย่านช้อปปิ้ง และสถานีเกียวโตควรถูกใช้เป็นหนึ่ง ในพื้นที่ทดสอบนโยบายประเทศ

    ภาพ: Shutterstock yoshi0511

    อ้างอิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/japan-tourism-crisis-infrastructure-strain/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cqU21j3JbEkSiil5X6DSq

  • มร.ชม.ลงพื้นที่ “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์” ค้นหาเมนูอร่อย เรียนรู้ในวิถีอาหารท้องถิ่น

    มร.ชม.ลงพื้นที่ “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์” ค้นหาเมนูอร่อย เรียนรู้ในวิถีอาหารท้องถิ่น

    วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โดย อาจารย์เอกพงศ์ สุริยงค์ ประธานหลักสูตรศิลปะและการออกแบบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พร้อมทีมงานร่วมลงพื้น ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ อย่างต่อเนื่องแม้จะมีฝนเข้าในช่วงนี้

    ลงพื้นที่ถ่ายทำวีดีโอ Step 3 โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ โดยมี นายพิชิตไพร สำราญ นักวิชาการศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในเก็บการถ่ายวีดีโอในการนำเสนอท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ มี นางสาวพุทธิพร จันทร์ขจรรัช(ออม) และนางสาวอทิตยา เรือนคำ(เบนซ์) เป็นตัวแทนของเยาวชนนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของอำเภอแม่ออน ที่ วัดสหกรณ์กร 1,อ่างเก็บน้ำ,วัดถ้ำเมืองออน และ บ่อน้ำพุร้อนสันกำแพง

    พักเที่ยงกันที่ “ครัวจิรา แม่ออน” เป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในย่านแม่ออน มีเมนูอาหารไทยและอาหารพื้นเมืองที่หลากหลาย บรรยากาศดี มีท่องเที่ยวในพื้นที่ควรแวะลองลิ้มกันตลอด

    ช่วงบ่ายเดินทางไป “สวนเกษตรธรรมชาติแม่ออน” เป็นศูนย์เรียนรู้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ นายอินสอน สุริยงค์ เป็นศูนย์เรียนรู้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปจับปูนา ไป “บ่อน้ำพุร้อนสันกำแพง” เพื่อต้มหน่อไม้อีกวิถีของชาวบ้านที่ทำรายได้ตลอดฤดูการด้วย อุหภูมิความร้อน 30 ถึง 50 องศาเซลเซียส เพื่อต้มหน่อน้ำพุร้อนซึ่งจะรสชาตความอร่อยของหน่อเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารต่อไป

    ค้นเมนูเด็ดของชุมชนกันต่อที่ ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 เริ่มต้นด้วย นางวรารัตน์ ทาเปียง กับเมนู “แกงหน่อไม้” “คั่วหน่อไม้” โดย นางสาวอทิตยา เรือนคำ(เบนซ์) “ข้าวซอยหน่อไม้” โดย นางจันทร์ศรี จันทร์ก๋องแก้ว และปิดท้ายด้วย เมนู “อ่องปูนา” อีกเมนูอาหารสูตรเข้มข้นอร่อย ย่างไฟส่งกลิ่นหอมๆ แล้วร่วมรับประอาหารร่วมกัน ท่ามกลางทะเลหมอกสวยๆฟ้าหลังฝน ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน บ้านสหกรณ์ ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

    “สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารในรูปแบบใหม่ ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่มีความหมายจากชุมชนท้องถิ่น ด้วยการค้นหาแหล่งวัตถุดิบ เรียนรู้วิธีการประกอบอาหารประจำถิ่น ตลอดจนถึงรับการประทานอาหารท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3931524/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37P4PWcQokeVgMWWh6gK4B

  • ระทึกกลางอ่าวไมอามี! เรือเช่าเหมาลำระเบิด เจ็บนับสิบ เร่งสอบสาเหตุ

    ระทึกกลางอ่าวไมอามี! เรือเช่าเหมาลำระเบิด เจ็บนับสิบ เร่งสอบสาเหตุ

    เกิดเหตุเรือเช่าเหมาลำระเบิดกลางอ่าวบิสเคย์น ใกล้จุดท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 คน

    สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 12.48 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม โดยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยไมอามี-เดด ได้รับแจ้งเหตุเรือระเบิดขณะลอยลำอยู่ในอ่าวบิสเคย์น ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำชื่อดังของรัฐฟลอริดา

    เบื้องต้น คณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าแห่งรัฐฟลอริดาระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารอยู่บนเรือเช่าเหมาลำหลายคน และแรงระเบิดทำให้ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

    หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 24 หน่วยถูกส่งเข้าพื้นที่ทันที โดยทีมกู้ภัยเปิดเผยว่า พบผู้บาดเจ็บหลายรายที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน ก่อนนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 คน ส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียง

    อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ หรือจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่อยู่บนเรือในขณะเกิดเหตุ

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือและตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย โดยคณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าแห่งรัฐฟลอริดาระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิดครั้งนี้

    สำหรับ “ฮอลโอเวอร์ แซนด์บาร์” ถือเป็นจุดพักผ่อนและล่องเรือยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในเมืองไมอามี ทำให้เหตุเรือระเบิดครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐฯ และบนโลกออนไลน์ เนื่องจากเกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนพลุกพล่านช่วงสุดสัปดาห์.

    ที่มา : AP

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2931744&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QNJ_zVpCHoTNkQ3lO8HIQ

  • ระทึก! เกิดเหตุระเบิดบนเรือในไมอามี สหรัฐฯ มีผู้บาดเจ็บ 11 คน

    ระทึก! เกิดเหตุระเบิดบนเรือในไมอามี สหรัฐฯ มีผู้บาดเจ็บ 11 คน

    วันนี้ (10 พ.ค.2569) สำนักข่าว BBC รายงานว่า ทางการสหรัฐอเมริกา เร่งสอบสวนเหตุระเบิดบนเรือลำหนึ่ง ที่ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน ในเมืองไมอามี ทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ

    นายฮวน อาเรียส หัวหน้ากองพันหน่วยกู้ภัยไมอามี-เดด เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุ “อาจเกิดการระเบิดบนเรือ” บริเวณฮอลโอเวอร์ แซนด์บาร์ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่ง

    อาเรียส กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อรักษาอาการไฟไหม้และบาดเจ็บจากแรงกระแทก ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยสาเหตุของการระเบิด

    ผู้เห็นเหตุการณ์และผู้ให้บริการเรือนำเที่ยวในพื้นที่ ให้สัมภาษณ์กับ CBS News ซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ว่า “เห็นคน 3 คน กระเด็นออกมาจากเรือ” หลายคนมีบาดแผลไฟไหม้ทั่วร่างกาย และรู้ทันทีว่าเป็นไฟไหม้ที่รุนแรงมาก เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีเชื้อเพลิงเป็นน้ำมันเบนซินออกเทนสูง หลายคนจึงถูกไฟลวกและเกิดการระเบิดขึ้น

    เจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และหน่วยอนุรักษ์สัตว์ป่าและประมงแห่งรัฐฟลอริดา ในการเข้าระงับเหตุครั้งนี้

    ฮอลโอเวอร์ แซนด์บาร์ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไมอามี เนื่องจากมีน้ำทะเลใสและระดับน้ำตื้น เหมาะสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยวทางเรือ

    ตำรวจค้นสำนัก “อาจารย์แก้กรรม” เก็บเอกสารตรวจสอบ

    พบ “ลูกตัวนิ่ม” พลัดหลงแม่กลางป่าผามอน คาดหนีตายจากไฟป่าแม่ฮ่องสอน

    สเปนเตรียมรับผู้โดยสารเรือสำราญที่พบ “ไวรัสฮันตา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16aFOtyuv9wk4fjC__9AyG

  • บึ้มสนั่นอ่าวบิสเคย์น! เรือนักท่องเที่ยวระเบิดกลางไมอามี สังเวยเจ็บระนาว 11 ราย กู้ภัยรุดช่วยพัลวัน

    บึ้มสนั่นอ่าวบิสเคย์น! เรือนักท่องเที่ยวระเบิดกลางไมอามี สังเวยเจ็บระนาว 11 ราย กู้ภัยรุดช่วยพัลวัน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/146618&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CKiWuuA7LjcgyTOlo_0Jy

  • ‘มท.4’หารือภาคีเครือข่าย จ.สตูล ดึงศักยภาพพื้นที่พัฒนา ‘ศก. – คุณภาพชีวิต’ ประชาชนอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    ‘มท.4’หารือภาคีเครือข่าย จ.สตูล ดึงศักยภาพพื้นที่พัฒนา ‘ศก. – คุณภาพชีวิต’ ประชาชนอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 9 พ.ค.69  นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์  รมช.มหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแผนพัฒนา จ.สตูล เพื่อสรุปประเด็นปัญหาและความต้องการเชิงพื้นที่ โดยมี นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนวทางการพัฒนาจังหวัด ณ บริเวณศาลากลางน้ำ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา  อ.ละงู  จ.สตูล พร้อมลงพื้นที่สำรวจเส้นทาง “สะพานข้ามกาลเวลา” และหารือถึงโอกาสในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่โดยรอบ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดในอนาคต

    รมช.มหาดไทย  กล่าวว่า ความร่วมมือของพลังภาคีเครือข่าย จ.สตูล มีศักยภาพและความเข้มแข็งอย่างมาก ดังที่ได้เห็นจากการขับเคลื่อนภารกิจและการบูรณาการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดคือการบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่สามารถบริหารจัดการทำให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที

    ” จ.สตูลเป็นพื้นที่ที่มีความสงบสุข เป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่น่าอยู่ ประชาชนยึดมั่นในหลักศาสนาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งด้วยศักยภาพของสตูล สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควบคู่การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร รวมถึงมีต้นทุนด้านพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานชีวมวล พลังงานชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาในอนาคต” รมช.มหาดไทย กล่าว

    การร่วมหารือในวันนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนได้นำเสนอศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลก มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงโบราณสถานและแหล่งทรัพยากรทางธรณีวิทยาที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งยังมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าบก ป่าชายเลน และชายฝั่งทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารทะเลสะอาดปลอดภัย สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวฮาลาล

    ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมกับ จ.สงขลา และประเทศมาเลเซีย สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียนตอนล่าง ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการขนส่ง โดย จ.สตูลจะได้นำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปสู่การดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ตลอดจนนำเสนอต่อรัฐบาลโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5848269/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XpO_FfCMYVywfhv8uScyh

  • สำรวจ

    สำรวจ


    กว่างโจวเริ่มต้นบนเส้นทาง’จีนทำได้’มุ่งสู่เส้นชัยกับ’เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ (Low-altitude economy)

    ระหว่างไปดูงานและรายงานข่าวของคณะผู้สื่อข่าวกลุ่มประเทศ APEC มีอยู่คำหนึ่งซึ่งพวกเราได้บินกันบ่อยเป็นพิเศษ นั่นคือ Low-altitude economy หรือภาษาจีนว่า ‘ตีคงจิงจี้’ (低空经济)  แปลตรงๆ ก็คือ เศรษฐกิจฟ้าต่ำ

    แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ 

    เศรษฐกิจการบินระดับต่ำหมายถึงรูปแบบเศรษฐกิจที่ใช้เครื่องบินที่มีคนขับหรือโดรนเพื่อดำเนินการบริการส่วนตัว เชิงพาณิชย์ และสาธารณะในน่านฟ้าระดับต่ำ  ไม่ว่าจะเป็นรวมถึงการขนส่งสินค้า การส่งไปรษณีย์ การส่งอาหาร บริการผู้โดยสารหรือการเดินทางไปกลับระยะสั้น ไปจนถึงเรื่องที่ยากกว่านั้น คือ การบินเพื่อการเกษตรอย่างการพ่นปุ๋ย  และการดับเพลิงทางอากาศ 

    ที่เรียกว่า ‘ฟ้าต่ำ’ เพราะจะปฏิบัติการที่ระดับความสูง 500-1,000 เมตร (1,600-3,300 ฟุต) เหนือพื้นดิน ซึ่งต่ำกว่าระดับความสูงในการบินปกติของการบินมาก แต่นี่เป็นระยะที่การบินโดรนสามารถทำได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจราจรทางอากาศมากนัก (แต่ในอนาคตเมื่อมันได้รับความนิยมในวงกว้างจนการจราจรแออัดก็ย่อมต้องมีการจัดระเบียบอย่างแน่นนอน) 

    ในการสำรวจความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมณฑลกวางตุ้ง เราเดินทางมายังกว่างโจวเป็นที่สุดท้าย

    ในแง่ของการพัฒนา จูไห่ และเซินเจิ้น ดูเหมือนจะอยู่บนเส้นทางที่เร่งรีบมากกว่า 

    จูไห่เป็นทั้งศูนย์กลางการผลิตของเศรษฐกิจระดับสูง (เครื่องบินและอวกาศ) เซินเจิ้นวิวัฒนาการตัวเองไปสู่การเป็นแหล่งบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรมที่มาตัวเปล่าก็ยังเปิดบริษัท AI ได้ไม่ยาก

    แต่กว่างโจว แม้จะเป็นเมืองหลวงของมณฑล แต่กลับดูเหมือนจะมีระบบนิเวศทางเศรษฐกิจครอบคลุมมากกว่าและใหญ่โตกว่าจนเหมือนจะไม่มีจุดเด่น

    แน่นอน กว่างโจวเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของจีนและโลกมากว่าสองพันปี เพราะประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและความเป็นมหานครของมัน ทำให้เรามองข้ามลักษณะเฉพาะของมันในด้านการสร้างนวัตกรรมไป

    จนกระทั่งเราได้เดินทางไปเยี่ยมชม Haixinsha OMNI-Space Intelligent Experience Center (海心沙全空间智能体验中心) ที่เกาะไห่ซินซา ริมแม่น้ำจูเจียง ที่ขนาบด้วย Canton Tower อันสูงตระหง่าน และเมืองใหม่จูเจียง (珠江新城) อันเป็นย่านธุรกิจ การเงินและวัฒนธรรมอันทันสมัย

    ศูนย์ประสบการณ์อัจฉริยะว่าครอบคลุมทุกพื้นที่ของไห่ซินซา เป็นส่วนหนึ่งของเกาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเกาะแห่งอนาคตไห่ซินซา (海心沙科技岛·未来岛) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสาธิตระบบอัจฉริยะแบบครบวงจรแห่งแรกของจีน ที่สร้างขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างบริษัท Guangzhou Urban Construction Investment Group Co., Ltd. และสถาบันวิจัยอิเล็กทรอนิกส์ที่ 5 ของกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ 

    โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจระดับต่ำ ยานยนต์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อกัน เรืออัจฉริยะ และปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมบนที่สูง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ “การสาธิตการใช้งาน การรวมกลุ่มอุตสาหกรรม ผลผลิตมาตรฐาน และการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ” โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2026

    ศูนย์ประสบการณ์อัจฉริยะว่าครอบคลุมทุกพื้นที่ของไห่ซินซา (ต่อไปนี้จะเรียกรวมๆ ว่า ‘เกาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไห่ซินซา’) มีการสาทิศที่ครอบคลุมจริงๆ ทั้งเศรษฐกิจระยะการบินต่ำ ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ มีทั้งการจัดแสดงที่ใช้สายตาชม และยังมีการจำลองสถานการณ์การใช้งานนวัตกรรมต่างๆ รวมถึงการอธิบายความเป็นมาของวิวัฒนาการการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการปฏิวัติดิจิทัลในกว่างโจว

    เมื่อเดินทางมาถึง สิ่งแรกที่เจ้าของสถานที่มอบให้เป็นการตอบรับคณะผู้สื่อข่าว APEC คือการสาธิตการใช้งาน EHang EH216-S ซึ่งเป็นเครื่องบิน eVTOL (เครื่องบินขึ้นลงในแนวดิ่งด้วยไฟฟ้า) ที่มีคนขับลำแรกและปัจจุบันเป็นเพียงลำเดียวในโลกที่ได้รับใบรับรองหลักสี่ฉบับ ได้แก่ ใบรับรองประเภท, ใบรับรองการผลิต และใบรับรองความสมควรเดินอากาศมาตรฐาน และใบรับรองการปฏิบัติงานสำหรับเครื่องบินพลเรือนไร้คนขับที่มีคนขับชุดแรกของประเทศ 

    EHang ได้แสดงการบินจากเกาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไห่ซินซาเลียบแม่น้ำจูเจียงไปยังเกาะเอ้อร์ซาในระดับการบินต่ำเพื่อให้เราได้เห็นภาพของการใช้งานและศักยภาพการให้บริการ แม้จะดุเหมือนโดรนมที่ใหญ่สักหน่อย แต่เมื่อลองนั่งแล้วใกล้ความรู้สึกเหมือนเครื่องบินเล็กและมีใบพัดที่ทรงพลังราวกับเฮลิคอปเตอร์ย่อมๆ 

    เมื่อได้พูดคุยกับตัวแทนของ EHang จึงทำให้ทราบว่า EH216-S ไม่เพียงสร้างหลักไมล์สำคัญของเศรษฐกิจระดับการบินต่ำในจีนเท่านั้น แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายนยังได้ไปบินสาธิตในกรุงเทพฯ มาแล้ว นับเป็นการสร้างอีกหมายหลักของสำคัญด้านเศรษฐกิจการบินระดับต่ำของไทยด้วย 

    “เราบินไป 21 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศของคุณ (ประเทศไทย) รวมถึงกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย และผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้เดินทางโดยเครื่องบินของเราด้วยตนเอง เราบินอย่างปลอดภัยมาแล้วกว่า 85,000 เที่ยวบินทั่วโลก และจนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่มีอุบัติเหตุใดๆ เกิดขึ้นเลย และไม่มีเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยใดๆ เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา เครื่องบินลำนี้ได้รับใบรับรองการทดสอบการบินบทที่ 1 ฉบับแรกของโลกที่ออกโดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีนและเรายังได้รับใบรับรองคุณสมบัติเชิงพาณิชย์ชุดแรกของโลกอีกด้วย” ผู้แทนจาก EHang กับผู้เขียน และเสริมว่า ปีที่แล้ว EHang เริ่มต้นโครงการนำร่องเชิงพาณิชย์ระดับโลกในกรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ในประเทศไทย ปีนี้ พวกเขาหวังว่าจะประสบความสำเร็จในการขยายการดำเนินงานของพวกเขาไปยังที่อื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ตัวแทนของ EHang ดูจะยินดีเป็นพิเศษเมื่อทราบว่าผู้เขียนเป็นผู้สื่อข่าวจากไทย คงเพราะยังตื่นเต้นไม่หายจากเปิดตัว EH216-S ในกรุงเทพฯ และคงเห็นศักยภาพความร่วมมือในด้านนี้ระหว่างไทยและจีน

    กว่างโจวเป็นหมุดสำคัญของความร่วมมือระหว่างจีนกับไทย และแน่นอนว่าย่อมเป็นหมุดหมายของหลายประเทศทั่วโลกด้วย เพราะที่นี่คือศูนยืกลางการค้ามาแต่โบราณ นักการทูตและพ่อค้าจากสยามเดินทางมายังจีนก็ต้องขึ้นท่าที่กว่างโจวเป็นแห่งแรก และเป็นยังเป็นจุดส่งสินค้าจากจีนไปยังสยามด้วย

    แต่วันนี้ กว่างโจวไม่ใช่แค่เมืองแห่งการค้า ยังเป็นจุดเชื่อมต่อความร่วมมือด้านเทคโนโลยีด้วย และไทยควรจะมุ่งมาที่กว่างโจวด้วยความหวัง 

    ครับ กว่างโจวไม่ใช่แค่เมืองแห่งการค้า หลังจากชมการบินอันน่าประทับใจของตัวแทนเศรษฐกิจการบินระดับต่ำแล้ว ในห้องแสดงความเป็นมาของการปฏิวัติเทคโนโลยีของกว่างโจว เราได้ทราบว่ากว่างโจวคุ้นเคยกับนวัตกรรมเครื่องกลและการบินมานานแล้ว 

    ที่กว่างโจวในปี 1912 เฝิงหรู (冯如) นักออกแบบ ผู้ผลิต และนักบินเครื่องบินคนแรกของจีน และได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการบินของจีน” ได้สร้างเครื่องบินลำแรกโดยฝีมือคนจีน นั่นคือ  Feng Ru I แม้จะทำการผลิตและบินที่สหรัฐอเมริกา แต่บริษัทการบินที่เขาตั้งขึ้นมานั้นใช้ชื่อว่า บริษัทการผลิตเครื่องกลกว่างตง ตามชื่อมณฑลกว่างตง บ้านเกิดเมืองนอนของเขา

    หลังจากที่จีนทำการปฏิวัติซินไฮ่ และก้าวสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว เฝิงหรูได้เดินทางกลับจีน และได้สร้างเครื่องบินแบบเดียวกับ Feng Ru II  (冯如2号) ที่กว่างโจว ซึ่งถือเป็นการเปิดหน้าแรกของประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมการบินของจีน และเฝิงหรูยังเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมการบินสมัยใหม่ของจีนด้วย 

    เฝิงหรูยังได้รับสมมญานามจากสื่อตะวันตกว่าเป็น “พี่น้องตระกูลไรท์แห่งตะวันออก” หลังจากความสำเร็จของเขาตามหลังการสร้างเครื่องบินลำแรกของพี่ร้องตระกูลไรท์เพียง 6 ปีเท่านั้น

    นี่คือก้าวแรกของเส้นทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจการบินแห่งกว่างโจว

    อีกสองปีต่อมา ในปี 1915 กว่างโจวกลายเป็นจุดกำเนิดของเครื่องยนต์ดีเซลเครื่องแรกที่ผลิตในจีนโดยบริษัท  GDF ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงดำเนินการอยู่ 

    เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางไปสู่ ‘จีนทำได้’ นั่นคือการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง เพื่อพึ่งพาตัวเอง และยังส่งออกนวัตกรรมไปทั่วโลก

    จากวันนั้นจนถึงวันนี้ การบินและยนตรกรรมของจีนก้าวไปสู่ระดับแถวหน้าของโลก เราได้สำรวจความก้าวหน้านั้นแล้วในการเดินทางเยือนโรงงานผลิตเครื่องบินที่จูไห่ แต่ที่กว่างโจวกลับก้าวไปอีกเส้นทางหนึ่งของการบิน และบ่มเพาะรูปแบบเศรษฐกิจใหมาขึ้นมาในบริบทนั้น นั่นคือ ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’

    การจัดแสดงของเกาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไห่ซินซามอบประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือเครื่องบินและโดรนที่ตอบสนองเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ เราได้พูดคุยกับผู้ผลิตบางรายที่สร้างนวัตกรรมสำคัญในด้านนี้ เช่น ผู้ผลิตโดรนสำหรับดับเพลิงซึ่งมีความสามารถสูงในการระงับเพลิงไม่ให้บานปลายบนอาคารสูง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการดำรงชีวิตของคนจีนในทุกวันนี้ 

    โดรนและเครื่องบินขนาดย่อมสำหรับส่งสินค้าและการโดยสารไม่ใช่แกนหลักของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำเท่านั้น (แม้ว่าผู้คนจะคิดถึงเรื่องนี้ก่อนก็ตาม) แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีทั้งภาคการผลิตและการบริการ ในด้านการผลิตเรายังมีเทคโนโลยีสำหรับการเกษตรที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาที่กวางตุ้งและพร้อมที่จะเป็นโซลูชั่นสำหรับการทำเกษตรกรรมในอนาคต ส่วนคนเมืองก็ยังได้รับประโยชน์ด้านความปลอดภัยจากโดรนดับเพลิงที่จะมีบทบาทต่อชีวิตมากขึ้นไปทุกวัน

    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะนวัตกรรมเท่านั้น 

    เราสามารถเห็นภาพของนวัตกรรมต่างๆ ในกว่างโจวและกว่างตงได้ในอาคารจัดแสดงประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งไห่ซินซา 

    แต่อะไรล่ะที่เป็นแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังของความก้าวหน้าทั้งหมดที่เราได้พบเห็น (และทดลองใช้มันด้วยตัวเราเอง)?

    มันคือแนวนโยบายที่กำหนดโดยรัฐบาลมณฑลกว่างตง คือ “แผนปฏิบัติการมณฑลกวางตุ้งเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (ปี 2024-2026)” ซึ่งความตอนหนึ่งระบุว่า 

    “ภายในปี 2026 กลไกการบริหารจัดการน่านฟ้าชั้นต่ำจะทำงานได้อย่างราบรื่น โครงสร้างพื้นฐานจะแล้วเสร็จโดยพื้นฐาน สถานการณ์การใช้งานจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความสามารถด้านนวัตกรรมจะเป็นผู้นำระดับนานาชาติ และขนาดอุตสาหกรรมจะก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการก่อตัวของรูปแบบการพัฒนาที่บูรณาการการผลิตและบริการในชั้นต่ำ และส่งเสริมการใช้งานและอุตสาหกรรมซึ่งกันและกัน สร้างพื้นที่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชั้นต่ำชั้นนำระดับโลก — การทำงานอย่างราบรื่นของกลไกการบริหารจัดการ กลไกการบริหารจัดการแบบร่วมมือสามฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับทหาร พลเรือน และรัฐบาลจะถูกจัดตั้งขึ้นโดยพื้นฐาน สร้างกลไกการทำงานที่มีการแบ่งงานที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพสูงในการก่อสร้างและการดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนบริการการบินชั้นต่ำ — โครงสร้างพื้นฐานที่แล้วเสร็จโดยพื้นฐาน สนามบินการบินทั่วไปและจุดขึ้นลงเครื่องบินจำนวนหนึ่งจะถูกสร้างขึ้น และเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเชื่อมต่อถึงกันจะแล้วเสร็จโดยพื้นฐาน โดยการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะชั้นต่ำในพื้นที่หลักจะแล้วเสร็จ — การเติบโตอย่างมั่นคงในขนาดอุตสาหกรรม เศรษฐกิจระดับต่ำจะมีมูลค่าเกิน 300 พันล้านหยวน โดยพื้นฐานแล้วจะก่อตัวเป็นรูปแบบอุตสาหกรรมศรษฐกิจการบินระดับต่ำที่มีเมืองหลัก 3 เมือง (กว่างโจว เซินเจิ้น และจูไห่) จุดสนับสนุนหลายแห่ง และการพัฒนาแบบกระจุกตัว บ่มเพาะวิสาหกิจชั้นนำและวิสาหกิจเฉพาะทางและนวัตกรรมจำนวนมาก — ความสามารถด้านนวัตกรรมได้รับการยกระดับอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการจัดตั้งแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับจังหวัดหลายแห่ง และจะพยายามสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับชาติ 1-2 แห่ง เทคโนโลยีที่เป็นอุปสรรคสำคัญหลายประการในน่านฟ้าระดับต่ำได้รับการแก้ไขแล้ว โดยพื้นฐานแล้วสามารถควบคุมห่วงโซ่อุตสาหกรรมระดับต่ำได้อย่างอิสระ — ขอบเขตการใช้งานขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ชั่วโมงบินของเครื่องบินทั่วไปในมณฑลถึง 150,000 ชั่วโมง และชั่วโมงบินของโดรนถึง 3.5 ล้านชั่วโมง มีความคืบหน้าในเชิงบวกในการสาธิตนำร่องในการจราจรทางอากาศในเมือง โลจิสติกส์ระดับต่ำ และระบบไร้คนขับในอวกาศทั้งหมด” (广东省推动低空经济高质量发展行动方案(2024—2026 年))

    นี่เป็นแค่เป้าหมายที่หน่วยงานของรัฐตั้งไว้เท่านั้น ยังไม่ต้องลงรายละเอียดให้ยืดยาว เพราะเพียงแค่ ‘เป้าประสงค์’ ของฝ่ายนำชัดเจน ฝ่ายตามก็ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้ กว่างโจว เซินเจิ้น และจูไห่มีระบบนิเวศนวัตกรรมที่เกื้อกูลกันอย่างยิ่ง ประมาณว่ามาตัวเปล่ามีแค่ไอเดียก็สามารถเปิดบริษัทและสรัางสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ไม่ยาก

    แผนนี้คือตัวกำหนดทิศทางการพัฒนา และการพัฒนาให้ผลเป็นรูปธรรมด้านนวัตกรรม และนวัตกรรมเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยความต้องการของผู้บริโภค

    ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีนแสดงให้เห็นว่า ภายในปี 2025 ขนาดตลาดของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำของจีนจะสูงถึง 1.5 ล้านล้านหยวน โดยมีผู้ประกอบการโดรนเกือบ 20,000 ราย และคำสั่งซื้อ eVTOL ต่อปีเกิน 3 หมื่นล้านหยวน

    กว่างโจวถือเป็นฉากทัศน์แห่งอนาคตอันดับต้นๆ ของประเทศว่าด้วยความก้าวหน้าของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ และยังเป็นเมืองอันดับหนึ่งของการเป็นฉากแห่งนวัตกรรมของประเทศ

    กว่างโจวไม่ได้ถูกแย่งซีนไปโดยเมืองการค้าและการผลิตแห่งอื่นๆ มันกำลังแหวกตัวเองสู่การเป็นผู้นำของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ต่างหาก

    และผู้แทนจากกลุ่มประเทศ APEC ที่จะเดินทางมายังกว่างตงในปีนี้ย่อมจะเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ด้วยสองตาของพวกเขาเอง

    บทความและภาพถ่ายโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/42636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vCjiQGOnzrl_9yNXRcJ3z

  • Overconsumption กับดักใช้เงินในยุคดิจิทัล

    Overconsumption กับดักใช้เงินในยุคดิจิทัล

    “ของก็มีครบแล้ว แต่ทำไมยังรู้สึกอยากซื้อเพิ่มอยู่ตลอดเวลา” ความรู้สึกคุ้น ๆ แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่กำลังกลายเป็นอารมณ์ร่วมของผู้บริโภคจำนวนมากในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และนำไปสู่คำถามที่เริ่มถูกตั้งขึ้นบ่อยขึ้นว่า การใช้จ่ายของเราในวันนี้ ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความจำเป็น” หรือกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย “ความอยาก” มากกว่าที่คิด ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า Overconsumption หรือ การบริโภคที่เกินความจำเป็น ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการซื้อของมากเกินไป แต่คือสภาวะที่ผู้บริโภคถูกกระตุ้นให้ “อยากใช้เงินอยู่ตลอดเวลา” ผ่านโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่อัลกอริธึมของแพลตฟอร์มออนไลน์ โปรโมชั่นแบบจำกัดเวลา ไปจนถึงคอนเทนต์ที่แข่งขันกันแย่งชิงความสนใจในทุกวินาทีของชีวิต

    เมื่อโลกออนไลน์ทำให้ “การซื้อ” ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

    ในอดีต การตัดสินใจซื้ออาจเกิดขึ้นจากความจำเป็นหรือการวางแผนล่วงหน้า แต่ในปัจจุบัน ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องสินค้าและราคา หากแต่กำลังแข่งขันกันเพื่อแย่ง “เวลาในสายตา” ของผู้บริโภค ยิ่งแพลตฟอร์มดิจิทัลเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ได้ละเอียดมากขึ้น ระบบก็ยิ่งสามารถนำเสนอสิ่งที่ “ตรงใจ” ได้แม่นยำขึ้น ผลลัพธ์คือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่ากำลังตัดสินใจซื้อด้วยตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงกำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความอยากอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Flash Sale, Live Commerce  โฆษณาแบบเฉพาะบุคคล ไปจนถึงรีวิวสินค้าแบบเรียลไทม์ที่ทำให้การ “ไม่ซื้อ” กลายเป็นเรื่องยากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    ข้อมูลประมาณการจาก Statista ผู้ให้บริการฐานข้อมูลและสถิติระดับโลก ระบุว่า มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปี 2569 มีแนวโน้มแตะระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผู้บริโภคไทยใช้เวลากับโซเชียลมีเดียเฉลี่ยประมาณ 2.3 ชั่วโมงต่อวัน สะท้อนการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานดิจิทัลสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เส้นแบ่ง “อยาก” กับ “จำเป็น” ที่เลือนลงทุกวัน

    ภาพการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ของคนไทย ยังสอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากการสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของครัวเรือน พ.ศ. 2568 ระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟน และใช้ช่องทางออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการค้นหาและซื้อสินค้าและบริการ ความสะดวกดังกล่าวทำให้กระบวนการตัดสินใจซื้อสั้นลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การใช้จ่ายจำนวนมากเกิดขึ้นจาก “อารมณ์ ณ ขณะนั้น” มากกว่าการไตร่ตรองถึงความจำเป็นในระยะยาว จนนำไปสู่พฤติกรรมที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า Emotional Spending ซึ่งกำลังพบได้บ่อยขึ้นในกลุ่มวัยทำงานและผู้บริโภคเมือง เมื่อการซื้อกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา “การบริโภค” จึงไม่ใช่กิจกรรมเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นพฤติกรรมต่อเนื่องที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน

    Overconsumption ไม่ได้กระทบแค่กระเป๋าเงิน แต่กดดันเศรษฐกิจไทย

    แม้การบริโภคจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ แต่เมื่อการใช้จ่ายเติบโตบนฐานที่เกินสมดุล ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับบุคคล ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทย ณ ปี 2568 อยู่ในระดับประมาณ 16.3–16.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 86–87% ต่อ GDP ซึ่งยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันด้านการเงินของครัวเรือนไทยที่ยังคงดำรงอยู่ ท่ามกลางค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายด้านการเงินของคนไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการใช้จ่ายและวินัยทางการเงินในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    วินัยทางการเงิน คือ Soft Skill สำคัญของยุคที่ทุกอย่างชวนให้ซื้อ

    ในวันที่เทคโนโลยีทำให้การซื้อเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้ว ความสามารถในการ “หยุดคิดก่อนจ่าย” กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของคนยุคใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เกิดจากการไม่ใช้เงิน แต่เกิดจากการเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า เงินควรถูกใช้ไปเพื่ออะไร และในโลกที่ทุกแพลตฟอร์มแข่งขันกันด้วยการดึงความสนใจ ผู้บริโภคที่ได้เปรียบที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ซื้อได้มากที่สุด แต่คือคนที่รู้จักคำว่า “พอดี” และเลือกใช้เงินอย่างมีสติในแบบที่สอดคล้องกับชีวิตของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-overconsumption-flash-sale&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dhrl4aBaMaE0NFJzr1iGJ