Blog

  • ยโสธร ชู Soft Power เปิดเมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม นำครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์จาก 7 จังหวัด ชม

    ยโสธร ชู Soft Power เปิดเมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม นำครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์จาก 7 จังหวัด ชม

    ยโสธร ชู Soft Power เปิดเมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม นำครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์จาก 7 จังหวัด ชม “ประกวดกาพย์เซิ้ง-บุญบั้งไฟโบราณ” สร้างรายได้สู่ชุมชน


    10/05/2569 | 15 |

         จังหวัดยโสธร โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร นำโดย นางอารีย์ ป้องสีดา วัฒนธรรมจังหวัดยโสธร จัดกิจกรรม “ท่องเที่ยววิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรม” (รุ่นที่ 2) ภายใต้โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ เพื่อยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สินค้าและบริการทางวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2569 โดยมีว่าที่ร้อยตรีกิติวรรณ มณีล้ำ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์และนักท่องเที่ยวจากจังหวัดสุรินทร์ อุบลราชธานี มุกดาหาร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ มหาสารคามและยโสธร จำนวนกว่า 80 คนเข้าร่วมกิจกรรม
    ​     สำหรับไฮไลต์กิจกรรมสำคัญ  ประกอบด้วย การสัมผัสอัตลักษณ์เมืองบั้งไฟ ณ อาคารโดมเทศบาลเมืองยโสธร ชมการประกวดกาพย์เซิ้งบั้งไฟโบราณ การสาธิตทำมาลัยข้าวตอก ขนมจีน และลอดช่องโบราณ พร้อมตระการตากับขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม ขบวนรำเซิ้ง และขบวน Pride Parade ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวิถีเกษตร เริ่มต้นด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ ธาตุก่องข้าวน้อย เยี่ยมชมถ้ำพญานาคและพุทธศิลป์ ณ วัดย่อเหนือ และวัดยางตลาด อ.คำเขื่อนแก้ว ปิดท้ายด้วยการเรียนรู้วิถีเกษตรเชิงปฏิบัติการ ณ นาจันทร์สว่าง ฟาร์มสเตย์
         ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานประเพณีอันดีงาม แต่ยังเป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของ “เมืองบั้งไฟ” ในมุมมองที่หลากหลาย รวมถึงการท่องเที่ยววิถีเกษตรชุมชน การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในอนาคตอีกด้วย          
         ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวท่านใดสนใจร่วมกิจกรรม “ท่องเที่ยววิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรม”รุ่นที่ 3 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร โทร. 0 4571 5


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/501693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06qZKVjQEzZMLdCeXzcCFR

  • เปิดมุมมอง’แสนสิริ’อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    เปิดมุมมอง’แสนสิริ’อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    เปิดมุมมอง'แสนสิริ'อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    เปิดมุมมอง’แสนสิริ’อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากสงครามในหลายภูมิภาค “ประเทศไทย” กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของโลก หรือ Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ที่มองหาทั้งความมั่นคงในการลงทุน คุณภาพชีวิต และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตข้ามประเทศ

    บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของประเทศไทย จากเดิมที่เป็นเพียง “Destination” หรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและพักผ่อน สู่การเป็น “Global Safe Asset” หรือสินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การลงทุน และการรักษามูลค่าทรัพย์สินระยะยาว

                นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิยามของ “ความมั่งคั่ง” ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนระดับโลกไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนทางการเงินเหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นควบคู่กัน ทั้งเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และอิสระในการใช้ชีวิตในหลายประเทศ แนวคิด “Wealth + Wellness + Mobility” จึงกลายเป็นแกนสำคัญของการตัดสินใจลงทุนและเลือกที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มนี้ ซึ่งประเทศไทยกำลังตอบโจทย์ได้ครบถ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข ไลฟ์สไตล์ และความสามารถในการรองรับการใช้ชีวิตระยะยาว

    ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ

    “ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศความมั่งคั่งระดับโลก หรือ Global Wealth Ecosystem ที่นักลงทุนสามารถใช้ชีวิต ลงทุน และวางแผนระยะยาวได้ในที่เดียว” นายภูมิภักดิ์กล่าว

     ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยถูกยกระดับในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ คือสิ่งที่แสนสิริเรียกว่า “Infrastructure of Life” หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิต ที่ครอบคลุมถึงระบบสาธารณสุขระดับโลก โรงเรียนนานาชาติ ความมั่นคงด้านอาหาร ตลอดจนไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพในต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเมืองสำคัญทั่วโลก

    อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือ “เสน่ห์ของความเป็นไทย” ทั้งเรื่องความเป็นมิตร ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ซึ่งกลายเป็น Soft Power ที่ช่วยดึงดูดผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

     มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับหลายสำนักวิเคราะห์ระดับโลกที่เริ่มจัดให้ไทยเป็นหนึ่งใน “The World’s Last Safe Haven” หรือหลุมหลบภัยสุดท้ายของโลก ท่ามกลางภาวะโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ที่สะท้อนทิศทางเดียวกันว่า แม้กำลังซื้อภายในประเทศจะชะลอตัว แต่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมจากชาวต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง และกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 ที่ประมาณ 13,000 ยูนิตต่อปี หลังจากหดตัวในช่วงปี 2563-2564 ก่อนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา

     ขณะเดียวกัน โครงสร้างผู้ซื้อชาวต่างชาติก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่พึ่งพากำลังซื้อจากจีนเป็นหลัก สู่ฐานลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรัสเซีย ไต้หวัน อินเดีย อังกฤษ และกลุ่มประเทศยุโรปอื่นๆ สะท้อนว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว

     อย่างไรก็ตาม แสนสิริ มองว่า ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทจะสามารถเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้จริง เพราะคำว่า Safe Asset ในมุมของนักลงทุนระดับ UHNWIs ไม่ได้หมายถึงเพียงทำเลหรือราคา แต่รวมถึงคุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริหารจัดการ และระบบนิเวศหลังการขายที่แข็งแกร่ง เพื่อซื้อความมั่นใจว่าในอีก 20-30 ปีข้างหน้า สินทรัพย์ดังกล่าวจะยังคงรักษามูลค่า ได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ และพร้อมใช้งานได้ทันที

    ด้วยเหตุนี้ อสังหาริมทรัพย์ระดับไพรม์ของไทย โดยเฉพาะโครงการที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มีประวัติการพัฒนาโครงการที่ชัดเจน และสามารถรักษามาตรฐานระดับสากลได้ จึงยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

     นายภูมิภักดิ์กล่าวเสริมว่า บทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในยุคปัจจุบัน จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการเพื่อขายอีกต่อไป แต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก

    นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท

    เมกะโปรเจกต์เหล่านี้กำลังถูกจับตาในฐานะปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้า การลงทุน และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านเส้นทางการขนส่งและภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

     ทั้งนี้ แสนสิริยังประเมินว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ประเทศที่สามารถผสานความมั่นคง เข้ากับคุณภาพชีวิตได้อย่างสมดุล จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยกำลังสะท้อนภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่องในมุมมองของนักลงทุนโลก

    “แสนสิริกำลังวางบทบาทตัวเองให้เป็น Benchmark ของอุตสาหกรรม ทั้งด้านคุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริการ และการดูแลสินทรัพย์ในระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงที่ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการซื้อขายระยะสั้น” นายภูมิภักดิ์กล่าว

    ทั้งหมดสะท้อนว่า การที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น “Global Safe Asset” อาจเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงทั้งปัจจัยมหภาค การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทย

    หากทั้งภาครัฐและเอกชนยังสามารถรักษาความเชื่อมั่น พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพชีวิต การลงทุน และระบบนิเวศของเมืองได้อย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางใหม่ของการอยู่อาศัยและการลงทุนระดับโลกในระยะยาวได้จริง ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/658689&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3navsSwaj3U5d6DWbn__hu

  • กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพที่สามารถสร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่เมืองน่าเที่ยวได้อย่างทั่วถึง

    จากสถิติปี 2566-2567 พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายด้านช็อปปิงและของที่ระลึก คิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถือเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 3 รองจากค่าที่พัก และค่าอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนให้เห็นว่าการช็อปปิงเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ จีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี และฮ่องกง

    ด้วยเหตุนี้ ททท.จึงเตรียมจัดโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วง Green Season หรือช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและรักษาระดับจำนวนนักท่องเที่ยวให้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยพื้นที่หลักในการจัดกิจกรรม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและสามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ประเด็นสำคัญของโครงการปี 2569 คือ การปรับแนวคิดจาก Discountdriven หรือการเน้นส่วนลด มาเป็น Discoverydriven หรือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์สินค้าไทย งานคราฟต์ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและคุณค่าทางวัฒนธรรมมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่าและประสบการณ์ โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าไทยและนักออกแบบไทยให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านกิจกรรมด้านช็อปปิง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น ขณะเดียวกัน ททท.ยังเตรียมจัดทำ Shopping Route หรือเส้นทางช็อปปิงและย่านไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงสินค้า บริการ และเรื่องราวท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ในการเดินทางและเพิ่มระยะเวลาการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จากผลการดำเนินโครงการในปี 2568 สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 700 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อโครงการสูงถึง 92.92% ขณะที่ 98.67% มีความต้องการบอกต่อกิจกรรมดังกล่าว สะท้อนว่าโครงการสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในภาพรวม โครงการดังกล่าวถือเป็นมากกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการช็อปปิงและการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก ผ่านการสร้างประสบการณ์ใหม่ การส่งเสริมสินค้าไทย และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    ท้ายที่สุด จากความทุ่มเทของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน และนักท่องเที่ยวมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการเดินทางมากขึ้น.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/994019/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bue4HyMnjXsKN-OF3X-eO

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียน GI ‘ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก’

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียน GI ‘ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก’

    10 พฤษภาคม 2569, 18:46น.

              กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) รายการล่าสุดของไทย มุ่งยกระดับผลไม้พื้นถิ่นสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

              นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกเป็นผลไม้ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ปลูกในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน สภาพอากาศมีฝนตกชุกสลับกับแห้งแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 28 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกมีผลกลมแป้น เปลือกหนาสีเขียวเข้ม ผิวเปลือกหยาบขรุขระคล้ายมะกรูด มีกลิ่นหอมฉุน รสชาติเปรี้ยวอมหวานติดรสขมเล็กน้อย และมีรสซ่าติดปลายลิ้น ด้วยเอกลักษณ์ของรสชาติที่โดดเด่นแตกต่างจากส้มชนิดอื่น จึงนิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร เช่น ม้าฮ่อ ซึ่งเป็นอาหารไทยโบราณที่ใช้ส้มซ่ามาช่วยชูรสอาหารให้มีกลิ่นหอม รวมถึงเมนูของหวานอย่างส้มฉุน น้ำส้มซ่า ชา-กาแฟส้มซ่า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการนำส้มซ่ามาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามได้หลากหลาย เช่น สบู่ ครีมบำรุงผิว ลิปกลอส ยาสระผม ยาดมสมุนไพรเปลือกส้มซ่า น้ำหอมปรับอากาศ เป็นต้น โดยปัจจุบันส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกมีปริมาณการผลิตประมาณ 120,000 กิโลกรัมต่อปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนกว่า 3.6 ล้านบาทต่อปี

              ในอดีตส้มซ่าถูกนำเข้ามาปลูกในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านโดยชาวจีนไหหลำที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อกว่า 100 ปีก่อน โดยมีการปลูกอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “บ้านวังส้มซ่า” ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านในชุมชนยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวจีนไหหลำไว้อย่างเหนียวแน่น ดังเห็นได้จากการมีศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นศูนย์รวมจิตใจ และมีการจัดเทศกาลไหลเรือไฟในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เพื่อเป็นการบูชาเจ้าแม่ทับทิมเทพธิดาแห่งท้องทะเล และเสริมความเป็นสิริมงคล โดยใช้ผลส้มซ่าเป็นเครื่องไหว้ สะท้อนให้เห็นว่าส้มซ่าไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของชุมชน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อและประเพณีที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้คนเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี

              การขึ้นทะเบียนส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกเป็นสินค้า GI ของไทย จะช่วยสร้างความแตกต่างให้ผลไม้ไทย สะท้อนมาตรฐานการผลิต ความน่าเชื่อถือ และช่วยป้องกันการแอบอ้างใช้ชื่อสินค้าโดยที่ผลผลิตไม่ตรงตามคุณลักษณะหรือไม่ได้ผลิตในพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการรักษาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ชุมชนผู้ผลิต และผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน

              หลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมฯ พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนใช้ประโยชน์จาก GI อย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการสนับสนุนการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค การสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาด การส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และการพัฒนาแหล่งผลิตสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชุมชนเก่าแก่ เรียนรู้กระบวนการผลิต ทดลองชิมเมนูอาหารและอุดหนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากส้มซ่า เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้า GI ได้อย่างต่อเนื่อง

              ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกนับเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดพิษณุโลก ต่อจาก กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และแป้งแห้วนาหนองกุลาพิษณุโลก และเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 258 ของไทย ส่งผลให้มูลค่ารวมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยขยับเพิ่มเป็น 116,111 ล้านบาท โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งหวังว่าการขึ้นทะเบียนส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกในครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนทั่วประเทศเห็นถึงศักยภาพของสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าและภูมิปัญญา อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

    ….

    https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/1841

    #ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่า

    #กรมทรัพย์สินทางปัญญา

    #กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24I66NcYU2crLagbDzJTld

  • ‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ

    ‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ

    วันที่ 10 พ.ค. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภา หอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยในหลักการต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งจะมีมีแนวโน้มว่าจะจบลงเมื่อไหร่

    ภาคเอกชนมองว่า สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังกระทบต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ พร้อมวางรากฐานใหม่ด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางในระยะยาว”

    หอการค้าไทย เห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ การใช้เงินกู้ควรมุ่งทั้ง “ระยะสั้น” และ “ระยะยาว” ควบคู่กัน โดยระยะสั้นควรเน้นช่วยลดภาระต้นทุนพลังงาน เพิ่มสภาพคล่อง และกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ

    ส่วนระยะยาวควรเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ระบบ EV และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    “เงินกู้รอบนี้ ต้องไม่ใช่แค่การประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นเงินลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย”

    พจน์ ย้ำว่า “วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องต้นทุนพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยรอบใหม่”

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่าการใช้เงินทุกโครงการต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สนับสนุนสินค้าไทย ผู้ประกอบการไทย และช่วยดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-chamber-400b-loan-decree/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XDS_9s-Cy-gTvCb0upl-e

  • กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพที่สามารถสร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่เมืองน่าเที่ยวได้อย่างทั่วถึง

    จากสถิติปี 2566-2567 พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายด้านช็อปปิงและของที่ระลึก คิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถือเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 3 รองจากค่าที่พัก และค่าอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนให้เห็นว่าการช็อปปิงเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ จีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี และฮ่องกง

    ด้วยเหตุนี้ ททท.จึงเตรียมจัดโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วง Green Season หรือช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและรักษาระดับจำนวนนักท่องเที่ยวให้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยพื้นที่หลักในการจัดกิจกรรม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและสามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ประเด็นสำคัญของโครงการปี 2569 คือ การปรับแนวคิดจาก Discountdriven หรือการเน้นส่วนลด มาเป็น Discoverydriven หรือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์สินค้าไทย งานคราฟต์ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและคุณค่าทางวัฒนธรรมมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่าและประสบการณ์ โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าไทยและนักออกแบบไทยให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านกิจกรรมด้านช็อปปิง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น ขณะเดียวกัน ททท.ยังเตรียมจัดทำ Shopping Route หรือเส้นทางช็อปปิงและย่านไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงสินค้า บริการ และเรื่องราวท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ในการเดินทางและเพิ่มระยะเวลาการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จากผลการดำเนินโครงการในปี 2568 สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 700 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อโครงการสูงถึง 92.92% ขณะที่ 98.67% มีความต้องการบอกต่อกิจกรรมดังกล่าว สะท้อนว่าโครงการสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในภาพรวม โครงการดังกล่าวถือเป็นมากกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการช็อปปิงและการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก ผ่านการสร้างประสบการณ์ใหม่ การส่งเสริมสินค้าไทย และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    ท้ายที่สุด จากความทุ่มเทของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน และนักท่องเที่ยวมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการเดินทางมากขึ้น.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/994019/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bue4HyMnjXsKN-OF3X-eO

  • นายกฯนั่งหัวโต๊ะเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF

    นายกฯนั่งหัวโต๊ะเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถกไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF World Bank ปี 69 พรุ่งนี้ ต้อนรับผู้ร่วมประชุมกว่า 1.5 หมื่นคน จาก 191 ประเทศ 

    10 พ.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า  ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก โดยนายกฯ ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้อย่างมาก เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศของโลก ที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยอีก 2 ประเทศคือ ญี่ปุ่นและตุรกี  สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อศักยภาพและเสถียรภาพของไทย สำหรับการประชุมประจำปีฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ  โดยรัฐบาลไทยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกกว่า 191 ประเทศ

    นายกฯ ได้ให้แนวทางกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ต้องทำให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่คือโอกาสสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ทั้งการเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ การเรียนรู้เทคโนโลยีการเงินใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว และ Soft Power ของไทยสู่สายตามผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่เดินทางมาจากทั่วโลก

    ทั้งนี้  รัฐบาลไทยได้กำหนดแนวคิดหลักของการประชุมว่า  “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เพื่อสะท้อนบทบาทประเทศไทยในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/993770/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XLvHGYb9dj19NrHJNrYt-

  • ปัตตานีคึกคัก! บรรยากาศ เทศกาล “ตกหมึก-แคมป์ปิ้ง” หาดแฆแฆ โชว์ศักยภาพทะเลใต้ ทึ่ง ยอดจับหมึกทะลุ 1,000 กก.

    ปัตตานีคึกคัก! บรรยากาศ เทศกาล “ตกหมึก-แคมป์ปิ้ง” หาดแฆแฆ โชว์ศักยภาพทะเลใต้ ทึ่ง ยอดจับหมึกทะลุ 1,000 กก.

    ปัตตานีคึกคัก! บรรยากาศ เทศกาล “ตกหมึก-แคมป์ปิ้ง” หาดแฆแฆ โชว์ศักยภาพทะเลใต้ ทึ่ง ยอดจับหมึกทะลุ 1,000 กก.

    ทะเลปะนาเระ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งกับงาน “Pattani Squid Fishing and Camping Festival” เทศกาลท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์รูปแบบใหม่ ณ หาดแฆแฆ จังหวัดปัตตานี ชูจุดขายวิถีชุมชนและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ หวังดึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ บริเวณหาดแฆแฆ (มุมใหม่) ตำบลบ้านน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น การจัดงานในครั้งนี้ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานี มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ ยกระดับภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ปัตตานีในมุมมองใหม่ กระจายรายได้ สนับสนุนสินค้าและบริการของคนในพื้นที่ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน แสดงความพร้อมของทรัพยากรธรรมชาติและมาตรฐานการต้อนรับนักท่องเที่ยว

    กิจกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือการแข่งขันตกหมึก ซึ่งจัดขึ้นเป็น 2 รอบ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มมืออาชีพและมือสมัครเล่น:

    1.รอบประมงพื้นบ้าน (8 พ.ค.) มีเรือเข้าร่วมกว่า 102 ลำ
    2.รอบนักกีฬาและบุคคลทั่วไป (9 พ.ค.): มีเรือเข้าร่วม 17 ลำ

    ผลการแข่งขันสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ร่วมงาน เมื่อพบว่าเรือลำที่ชนะเลิศสามารถจับปลาหมึกได้มากถึง 100 กิโลกรัม และเมื่อรวมยอดจากเรือทุกลำที่เข้าร่วม พบว่ามีปริมาณหมึกสดรวมกว่า 1,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสมบูรณ์ของท้องทะเลปัตตานีได้เป็นอย่างดี

    นอกจากการตกหมึกแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม อาทิ การแข่งขัน“เชฟกระทะหมึก” แปรรูปหมึกสดสู่เมนูสุดล้ำ และกิจกรรม Chef Table ริมทะเล ที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงในระดับพรีเมียม
    สำหรับสายแคมป์ปิ้ง, การปั่นจักรยานชมวิถีชุมชนระยะทาง 20 กม. และเวิร์กช็อปรักษ์โลกจากกลุ่ม “ทะเลจร” ที่นำขยะและฝาขวดพลาสติกมาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นพวงกุญแจและรองเท้า

    กีฬาทางน้ำ: กิจกรรม Khea Khea Surfing Games ให้ผู้สนใจได้ลองเล่นเซิร์ฟภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
    ศิลปวัฒนธรรม: การแสดงซีลัต ดีเกฮูลู และดนตรีมลายูที่สะท้อนอัตลักษณ์อันงดงามของพื้นที่

    ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายอาหารและสินค้าชุมชนมากกว่า 70 บูธ ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับคนในพื้นที่อำเภอปะนาเระอย่างคึกคัก งานเทศกาลนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ปัตตานีกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ที่ผสมผสานทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว

    YalaToDay ยะลาทูเดย์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71633&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GQJGQL-0sIAEotja7NMqq

  • นายกฯ “อนุทิน” นั่ง EV BUS ชมภูเก็ตต้นแบบเมืองท่องเที่ยวทันสมัย ชูขนส่งพลังงานสะอาด | TOPNEWS

    นายกฯ “อนุทิน” นั่ง EV BUS ชมภูเก็ตต้นแบบเมืองท่องเที่ยวทันสมัย ชูขนส่งพลังงานสะอาด | TOPNEWS

    วันที่ 10 พ.ค. 2569 ระหว่างลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าคดีบุกรุกชายหาดบางเทา หลังพบการก่อสร้างอาคารและประกอบธุรกิจรุกล้ำพื้นที่สาธารณะในจังหวัดภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้ร่วมทดลองนั่งรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า EV BUS ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเปิดให้บริการรับส่งประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่สำคัญของจังหวัด ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการบริหารจัดการของ อบจ.ภูเก็ต ที่นำระบบขนส่งพลังงานสะอาดมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดมลพิษ และสร้างภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมระบุว่า “ชาวภูเก็ตโชคดี มีรถโดยสารไฟฟ้าทันสมัยใช้ ถือเป็นต้นแบบของหลายจังหวัด” โดยโครงการ EV BUS ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านการส่งเสริมพลังงานสะอาดและลดการปล่อยคาร์บอน รองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางในเมืองภูเก็ตอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน อบจ.ภูเก็ต ยังมีนโยบายให้บริการรถ EV BUS ฟรี สำหรับ 5 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ นักเรียนและนักศึกษา พระภิกษุสงฆ์ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็ก เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยจังหวัดภูเก็ตยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพและเมืองอัจฉริยะในอนาคต

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1570868&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Rummv4-LbuAC3d9nMKSH_

  • 5 นักท่องเที่ยวอินเดีย หมดสติปริศนา 4 ก่อนดับ 1 หลังรวมกลุ่มเที่ยวคาเฟ่

    5 นักท่องเที่ยวอินเดีย หมดสติปริศนา 4 ก่อนดับ 1 หลังรวมกลุ่มเที่ยวคาเฟ่

    5 นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย เที่ยวคาเฟ่ที่ภูเก็ต ก่อนล้มหมดสติปริศนา 4 ราย นำส่งโรงพยาบาล พบเสียชีวิตแล้ว 1 อีกคนไม่มีอาการอะไร เร่งชันสูตรหาสาเหตุที่แท้จริง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุสลดที่ภูเก็ต เมื่อเวลาประมาณ 02.06 น. วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ร.ต.ท.วิชยุตม์ ดำเผือก รอง สว.(สอบสวน) สภ.กมลา จ.ภูเก็ต รับแจ้งเหตุมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหมดสติภายในคาเฟ่ชื่อดังย่านหาดกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้หมดสติจำนวน 4 ราย เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ อบต.กมลา ได้เข้าช่วยเหลือ นำส่งโรงพยาบาลป่าตอง 3 ราย และโรงพยาบาลถลาง 1 ราย

    หลังรับแจ้ง พนักงานสอบสวนได้รายงานให้ พ.ต.อ.อนุรักษ์ ปริญญาสถิรกุล ผกก.สภ.กมลา ทราบ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลป่าตอง พบชายชาวอินเดีย 3 รายอยู่ในอาการหมดสติ ไม่สามารถให้การได้ จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลถลาง พบผู้ป่วยชาวอินเดียอีก 1 รายอยู่ในอาการหมดสติเช่นกัน

    จากการสอบถามหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้าน ทราบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจำนวน 5 ราย ได้มาใช้บริการภายในร้านตั้งแต่เวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 8 พฤษภาคม 2569

    ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 01.54 น. นักท่องเที่ยว 4 รายในกลุ่ม ได้ทยอยหมดสติลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทางร้านจึงรีบแจ้งหน่วยกู้ชีพเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่อีกหนึ่งราย ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด

    ต่อมา โรงพยาบาลป่าตองได้แจ้งว่า ผู้ป่วยชาวอินเดีย 2 รายมีอาการโคม่า จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กระทั่งล่าสุด เวลา 14.30 น. วันเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตว่า นายคุชากรา อากราวาล หนึ่งในผู้ป่วยหมดสติ ได้เสียชีวิตแล้ว ส่วนผู้ป่วยรายอื่นอาการปลอดภัย

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานสถานทูตอินเดียรับทราบ พร้อมร่วมกับแพทย์นิติเวชดำเนินการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/south/2931792&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Zb9cCUZ1YcfcHwJPdakE