Blog

  • สรุปปี 2026: เศรษฐกิจไทย

    สรุปปี 2026: เศรษฐกิจไทย

    สรุปปี 2026: เศรษฐกิจไทย “แกร่ง” ฝ่ามรสุมโลก


    11/05/2569 | 100 |

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกตลอดปี 2026 ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว แต่ประเทศไทยกลับแสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่น” (Resilience) และ “เสถียรภาพ” ที่โดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน นี่คือบทสรุปของฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าได้อย่างมั่นคงในรอบปีที่ผ่านมา

    1. การเติบโตที่ต่อเนื่อง: ไม่ใช่แค่ประคอง แต่คือการก้าวกระโดด
    แม้เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในระดับสูงจากตลาดโลก แต่ตัวเลข GDP ของไทยในปี 2026 ยังคงรักษาการเติบโตที่เป็นบวกได้อย่างน่าชื่นชม โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก:

    การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: ที่ไม่ได้มีเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการยกระดับสู่ Quality Tourism ที่เน้นการใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น

    การบริโภคภายในประเทศ: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดของภาครัฐ ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างเห็นได้ชัด

    2. เสถียรภาพการเงิน-การคลัง: ปราการด่านสำคัญ
    สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความเชื่อมั่นในประเทศไทย คือ “วินัยทางการเงิน” ที่แข็งแกร่ง:

    ค่าเงินบาท: แม้จะมีความผันผวนตามสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการให้อยู่ในระดับที่สมดุล เอื้อต่อทั้งภาคการส่งออกและไม่กระทบต้นทุนการนำเข้าพลังงานจนเกินไป

    ทุนสำรองระหว่างประเทศ: ไทยยังคงมีเงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ซึ่งเปรียบเสมือน “กันชน” ชั้นดีที่ป้องกันแรงกระแทกจากวิกฤตการเงินโลก

    หนี้สาธารณะ: การบริหารจัดการหนี้สาธารณะยังคงอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการกู้ยืมเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้างรายได้กลับคืนมาในอนาคต

    3. ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน: ยุทธศาสตร์ Golden Gate
    ในปี 2026 ไทยได้ตอกย้ำบทบาทการเป็น Regional Hub อย่างชัดเจนผ่านโครงการต่างๆ:

    โลจิสติกส์เชื่อมโลก: ความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงและโครงข่ายถนนที่เชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาตร์สำคัญในการกระจายสินค้า

    ฐานการผลิตแห่งอนาคต: การดึงดูดอุตสาหกรรม EV (ยานยนต์ไฟฟ้า) และอุตสาหกรรมดิจิทัล เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยได้สำเร็จ ทำให้เราไม่ใช่แค่ผู้ผลิตชิ้นส่วนแบบเดิม แต่เป็น “หัวใจหลัก” ของอุตสาหกรรมใหม่ในอาเซียน

    บทสรุป: ก้าวต่อไปในปี 2027
    ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2026 คือบทพิสูจน์ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแรง ทำให้ไทยสามารถผ่านพ้นมรสุมโลกมาได้อย่างสง่างาม “ความเชื่อมั่น” ที่ถูกสร้างขึ้นในปีนี้ จะกลายเป็นฐานรากที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึงในปีหน้า

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/501765&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ne37xv5mYlNbIYo_PFXDU

  • Soft Power: เมื่อ

    Soft Power: เมื่อ

    Soft Power: เมื่อ “วัฒนธรรม” กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ


    11/05/2569 | 50 |

    ในโลกยุคเก่า เราวัดความแข็งแกร่งของประเทศด้วยจำนวนรถถัง ขีปนาวุธ หรือขนาดของกองทัพที่เราเรียกว่า Hard Power แต่ในโลกยุคใหม่ที่การสู้รบย้ายจากสมรภูมิมาอยู่ในหน้าจอและไลฟ์สไตล์ “อาวุธ” ที่ทรงพลังที่สุดอาจไม่ใช่กระสุนปืน แต่เป็น “วัฒนธรรม” ที่ทำให้คนทั้งโลกหลงรักโดยไม่รู้ตัว

    นี่คือเรื่องราวของ Soft Power อำนาจละมุนที่เปลี่ยน “ความชื่นชม” ให้กลายเป็น “เม็ดเงิน” มหาศาล


    1. Soft Power คืออะไร? (ฉบับเข้าใจง่าย)

    คำนิยามดั้งเดิมของ Joseph Nye แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า Soft Power คือความสามารถในการชักจูงใจให้ผู้อื่น “ยอมรับ” หรือ “คล้อยตาม” ในสิ่งที่เราต้องการ โดยไม่ต้องใช้การบังคับหรือการจ่ายเงินซื้อ

    พูดให้เห็นภาพคือ:

    • Hard Power: “ถ้าคุณไม่ทำตามผม ผมจะคว่ำบาตรคุณ” (บังคับ)

    • Soft Power: “ผมไม่ได้บังคับนะ แต่คุณอยากกินอาหารของผม อยากใส่เสื้อผ้าแบบผม และอยากมาเที่ยวบ้านผมเอง” (ดึงดูด)

    2. เมื่อวัฒนธรรมทำงานเป็น “เครื่องจักรปั๊มเงิน”

    ทำไมทุกประเทศถึงอยากมี Soft Power? คำตอบสั้นๆ คือ “เศรษฐกิจ” ครับ เมื่อวัฒนธรรมหนึ่งเข้าไปนั่งในใจคนได้สำเร็จ สินค้าและบริการที่พ่วงมากับวัฒนธรรมนั้นจะขายได้โดยไม่ต้องพยายามมาก

    • การส่งออกสินค้า: เมื่อคุณดูซีรีส์เกาหลี คุณจะอยากกินรามยอน ใช้เครื่องสำอางแบรนด์โซล และเปลี่ยนมือถือเป็นซัมซุง

    • อุตสาหกรรมท่องเที่ยว: สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ กลายเป็นจุดเช็คอินที่คนยอมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินข้ามโลกเพื่อไปสัมผัส

    • มูลค่าเพิ่ม (Value Added): กางเกงมวยไทยหนึ่งตัว อาจมีต้นทุนไม่กี่ร้อยบาท แต่ถ้ามันถูกสวมใส่โดยศิลปินระดับโลกบนเวทีคอนเสิร์ต มูลค่าและแรงปรารถนาที่จะครอบครองจะพุ่งสูงขึ้นทันที

    3. ถอดรหัสความสำเร็จ: จาก “กิมจิ” ถึง “ต้มยำกุ้ง”

    หากจะพูดถึงต้นแบบที่ทำสำเร็จที่สุดคงหนีไม่พ้น เกาหลีใต้ ที่ผลักดันนโยบาย “Korean Wave” (Hallyu) อย่างเป็นระบบมานานกว่า 20 ปี จนทำให้สินค้าเกาหลีกลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย

    สำหรับประเทศไทย เรามีต้นทุนที่แข็งแกร่งมากที่เรียกกันว่า 5F:

    1. Food: อาหารไทยที่เป็นครัวของโลก

    2. Film: ภาพยนตร์และซีรีส์ (โดยเฉพาะซีรีส์วายที่ขยายฐานแฟนคลับไปทั่วเอเชีย)

    3. Fashion: ผ้าไทยและดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่

    4. Fighting: มวยไทยที่เป็นมากกว่ากีฬา แต่คือไลฟ์สไตล์การออกกำลังกายระดับโลก

    5. Festival: งานสงกรานต์และประเพณีท้องถิ่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว

    4. กับดักของ Soft Power: สิ่งที่มักเข้าใจผิด

    ความท้าทายใหญ่ของการสร้าง Soft Power คือมัน “สั่งไม่ได้” ครับ หลายครั้งที่พยายาม “ยัดเยียด” วัฒนธรรมที่ดูดีบนหิ้งแต่คนเข้าไม่ถึง ผลลัพธ์ที่ได้มักจะล้มเหลว

    Soft Power ที่ทรงพลัง ต้องเริ่มต้นจาก “อิสระ” วัฒนธรรมจะดึงดูดคนได้ก็ต่อเมื่อมันมีความเป็นธรรมชาติ มีความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่ และไม่ถูกจำกัดอยู่แค่กรอบของจารีตประเพณีแบบเดิมๆ ความเท่ (Coolness) เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของภาคเอกชน โดยมีภาครัฐเป็น “ผู้สนับสนุน” ไม่ใช่ “ผู้กำกับ”

    5. บทสรุป: อาวุธที่ไม่มีวันหมด

    ในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติอาจหมดไป แต่ “ความคิดสร้างสรรค์” และ “วัฒนธรรม” เป็นทรัพยากรที่ยิ่งใช้ยิ่งงอกเงย หากไทยสามารถเจียระไนต้นทุนทางวัฒนธรรมให้เข้ากับรสนิยมโลกได้ Soft Power จะไม่ใช่แค่คำสวยหรูในแผนยุทธศาสตร์ แต่จะเป็น “อาวุธเศรษฐกิจ” ที่กินยาวและยั่งยืนที่สุดในศตวรรษที่ 21 นี้ครับ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/502059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PwKFJsd4AVEc7FrODuaoZ

  • มวลชนเสื้อแดงแห่รอรับทักษิณพ้นคลองเปรมคาดหวังแก้เศรษฐกิจให้ชาติ

    มวลชนเสื้อแดงแห่รอรับทักษิณพ้นคลองเปรมคาดหวังแก้เศรษฐกิจให้ชาติ

    มวลชนเสื้อแดงแห่รอรับทักษิณพ้นคลองเปรมคาดหวังแก้เศรษฐกิจให้ชาติ

    มวลชนเสื้อแดงแห่รอรับทักษิณพ้นคลองเปรมคาดหวังแก้เศรษฐกิจให้ชาติ

     บรรยากาศการรวมตัว: พลังศรัทธา “คนเสื้อแดง” ทั่วทิศ

    บรรยากาศบริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมเป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อมวลชนคนเสื้อแดงจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาปักหลักรอรับ นายทักษิณ ชินวัตร ในโอกาสได้รับการพักโทษและปล่อยตัวอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 8 เดือน โดยหน่วยข่าวกรองประเมินจำนวนมวลชนไว้ที่ประมาณ 700 คน ขณะที่แกนนำระบุว่าอาจมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ซึ่งเดินทางมาจากหลายพื้นที่ อาทิ กรุงเทพมหานคร 220 คน อุบลราชธานี 80 คน เชียงใหม่ 50 คน และเชียงราย 40 คน

    กิจกรรมสันทนาการ: ปักหลักค้างคืน “มองตาก็รู้ใจ”

    กลุ่มผู้สนับสนุนบางส่วนเริ่มเดินทางมาตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 โดยมีการจัดกิจกรรมเสวนา การแสดงดนตรี และการปราศรัยย่อยจนถึงเวลา 22:00 น. ก่อนจะนัดหมายรวมตัวอีกครั้งในเช้ามืดวันรุ่งขึ้น ด้านแกนนำคนสำคัญ อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้ร่วมอำนวยความสะดวก โดยนายณัฐวุฒิเน้นย้ำว่าจะไม่มีการใช้ไมโครโฟนหรือตั้งเวทีใหญ่ขณะปล่อยตัว เพื่อให้เป็นภาพการต้อนรับที่อบอุ่นและเรียบง่ายภายใต้นิยาม “มองตาก็รู้ใจ”

    เหตุผลและความคาดหวัง: นายกฯ ในดวงใจไม่เดินอย่างเดียวดาย

    แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้มวลชนมารวมตัวกัน คือความเชื่อมั่นในผลงานในอดีต โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และศักยภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กลุ่มสนับสนุนต้องการแสดงพลังว่านายทักษิณ “จะไม่เดินอย่างเดียวดาย” หลังจากต้องเผชิญวิบากกรรมทางการเมืองมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ยังคาดหวังให้นายทักษิณทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาล เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยในการขับเคลื่อนงานการเมืองต่อไป

    ย้อนรอยเส้นทาง: จากดอนเมืองสู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

    ลำดับเหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 นายทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ก่อนจะถูกย้ายไปรักษาตัวเป็นการด่วนที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจในคืนเดียวกัน ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2566 ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี และได้รับการพักโทษรอบแรกเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 กลับไปพักที่บ้านจันทร์ส่องหล้าหลังรับโทษครบ 6 เดือน

    ปมกฎหมายและมติศาล: สู่การคุมขังรอบใหม่

    เส้นทางของนายทักษิณต้องพลิกผันอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกามีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 วินิจฉัยว่าการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ระยะเวลาดังกล่าวไม่ถูกนับเป็นเวลาการรับโทษ นายทักษิณจึงต้องกลับเข้าสู่กระบวนการคุมขังในเรือนจำอีกครั้งเพื่อชดใช้โทษตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ให้ครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมาย

    บทสรุปการปล่อยตัว: 11 พฤษภาคม 2569 วันแห่งประวัติศาสตร์

    ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นวันกำหนดการพักโทษอย่างเป็นทางการ โดยนายทักษิณได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมในช่วงเวลาประมาณ 07:00 น. ถึง 08:00 น. ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและการต้อนรับอย่างกึกก้องจากมวลชน ปิดม่านคดีความที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการรัฐประหารในปี 2549 และการตรวจสอบของ คตส. ที่ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/742172&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06j5v5muVHHV33eH_pfn_g

  • หมดยุค ‘ทักษิณ’ แล้ว

    หมดยุค ‘ทักษิณ’ แล้ว

    แต่ประเด็นมันอยู่ที่ลิ่วล้อครับ

    ดูประหนึ่งว่า ยังคงมีความพยายามยกย่องและเชิดชู “นักโทษคดีคอร์รัปชัน” เป็นบุคคลสำคัญที่ประเทศไทยขาดไม่ได้

    ที่จริงก็ไม่มีนัยอะไรสำคัญสักเท่าไหร่หรอกครับ เพียงแต่ในมวลหมู่คนแวดล้อมทักษิณ ยังอยากให้ “นายใหญ่” กลับมามีบทบาทอย่างเก่า

     “เด็จพี่-พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความว่า…

    ————–

    “… เรื่อง ๑๑ พฤษภาคม วันที่สังคมจับตาบางคนอาจมองว่านี่คือเพียงวันหนึ่งของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง

    แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย… นี่คือวันที่ทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามถึงอนาคตของประเทศ ในวันที่เศรษฐกิจยังหนัก ค่าครองชีพบีบคั้น น้ำมันแพง ค่าไฟสูง ชีวิตคนตัวเล็กต้องสู้หนักขึ้นทุกวัน

    จึงไม่ใช่เรื่องแปลก… หากชื่อของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ

    ไม่ใช่เพราะสังคมยึดติดกับอดีต

    แต่เพราะทุกครั้งที่ประเทศเผชิญโจทย์เศรษฐกิจหนัก ผู้คนมักย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่นโยบายของรัฐเคยทำให้ชีวิตประชาชนเบาขึ้นจริง

    ภาพนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพถ่าย แต่มันคือ ภาพสะท้อนทางการเมือง ของความทรงจำที่ยังอยู่ในใจผู้คน

    และความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ…แม้เวลาจะผ่านไป แต่ชื่อของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงอยู่ในบทสนทนาของสังคมเสมอ

    เพราะสุดท้ายแล้ว…

    บางชื่ออยู่ในตำแหน่งเพียงชั่วคราว

    แต่บางชื่อ…อยู่ในบทสนทนาของประเทศเสมอ เพราะประชาชนอาจลืมคำพูดทางการเมืองมากมาย แต่ไม่เคยลืมวันที่ชีวิตของตัวเองเคยดีขึ้น…”

    ————

    ครับ…คิดในแง่บวก “นักโทษชายทักษิณ” อาจไม่ประสงค์ที่จะเกี่ยวข้องกับการเมืองอีกแล้ว เพราะรู้ซึ้งว่าไม่ใช่สนามของตัวเองอีกแล้ว

    แต่บริวารยังไม่ยอม

    เพราะเชื่อว่าชื่อ “ทักษิณ” ยังขายได้

    ยังเชื่อว่า “ทักษิณ” คือผู้กอบกู้ประเทศ!

    นี่คือวิธีคิดที่ล้าหลัง

    โลกวันนี้หมุนไปเร็วเกินกว่าที่คนแบบทักษิณจะตามทันแล้ว

    การแสดงวิสัยทัศน์ล่าสุด “ทักษิณ” ช่วงปลายรัฐบาลแพทองธาร ยังติดอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆ และความสำเร็จในอดีต

    ไม่ได้มีอะไรใหม่ในแง่ “การก้าวข้ามผ่านยุค”

    โลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ

    กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในรอบเกือบ ๘๐ ปี

    ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ วันนี้สงครามตะวันออกกลางกำลังจะเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลกไปอย่างถาวร บวกกับการก้าวสู่ยุค AI กรอบความคิดการพัฒนาประเทศเดิมๆ แทบจะใช้ไม่ได้อีกแล้ว

    ที่จริงไม่เฉพาะ “นักโทษชายทักษิณ” นักการเมืองส่วนใหญ่ แทบปรับตัวไม่ทันด้วยซ้ำ

    แม้กระทั่งรัฐบาลอนุทินเองก็มิได้ส่งสัญญาณออกมาชัดเจนว่า จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร

    หากเทียบกับ นายกรัฐมนตรีสิงโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง แล้ว ความชัดเจนยังต่างกันพอสมควร

    การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งครับ

    แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สั่นคลอนทุกมิติ

    โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังถูกเขย่าอย่างรุนแรงจากชาติมหาอำนาจ

    การเมืองระหว่างประเทศจะยังเปลี่ยนโฉมมากกว่านี้

    ยุคมหาอำนาจเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว

    ความเสื่อมถอยของสหรัฐฯ ทำให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคมหาอำนาจหลายขั้ว

    จีนที่กำลังก้าวขึ้นมาเทียบชั้นสหรัฐฯ ในทุกด้าน จะเกิดแรงเขย่าอย่างรุนแรงทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ที่ประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยต้องแบกรับ

    และเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนโลก ใครเป็นเจ้าของนวัตกรรมคือผู้ได้เปรียบ

    นับจากนี้ไปไม่กี่ปี คนไทยจะเข้าใจความสำคัญของ AI มากขึ้น

    ใครที่คิดว่าอยู่ตามท้องไร่ท้องนา ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา AI  ก็คงเป็นความคิดเดียวกับในอดีตที่ว่า อยู่ตามท้องไร่ท้องนาไม่เห็นจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือ

    วันนี้เรายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่า เราจะก้าวสู่ยุค AI โดยที่ไทยเป็น เจ้าของนวัตกรรมแทนที่จะเป็นลูกค้าได้อย่างไร

    ที่สำคัญเราเตรียมสร้างคนมารองรับความเป็นโลกยุคใหม่แล้วหรือยัง

    หรือยังคงเน้นสร้างคนป้อนโรงงานอุตสาหกรรมหนักอยู่เหมือนเดิม

    แน่นอนครับยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย และความขัดแย้ง ความเอารัดเอาเปรียบ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำคัญของการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ

    เพราะวิทยาการในโลกนี้เริ่มจะทันกัน

    อยู่ที่ใครทุ่มเทมากกว่ากัน

    เวียดนามปรับตัวเข้าสู่ยุค AI เปิดรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ได้เร็วและมากกว่าไทยเพราะอะไร คำตอบก็คงรู้กันอยู่แล้ว แต่ทำไมไทยถึงยังช้า

    การปรับโครงสร้างอำนาจโลก การจัดระเบียบโลกใหม่ ล้วนต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มานำพา

    สเปกผู้นำประเทศยุคใหม่จึงต่างไปจากผู้นำยุคก่อนแทบจะสิ้นเชิง 

    การออกจากคุกของ “นักโทษชายทักษิณ” ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของผู้สูงอายุคนหนึ่ง ที่ได้รับโอกาสอีกครั้ง หลังผิดพลาดทำเรื่องเลวร้ายต่อประเทศไทยคือการคอร์รัปชัน

    อยู่บ้านมีความสุขกับหลานๆ 

    ทำหน้าที่ปู่ หน้าที่ตา ให้สมบูรณ์

    หากอยากได้อำนาจครอบครองอีกครั้ง ก็ขอให้คิดทบทวนว่าทำไม คนระดับ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษ ถึงยังต้องใส่ กำไล EM.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/994097/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2azVgBYnCZQD8g6rGw32m0

  • น้ำมันดิบปิดซื้อขาย: จับตาตลาดโลกก่อน 11 พ.ค.69

    น้ำมันดิบปิดซื้อขาย: จับตาตลาดโลกก่อน 11 พ.ค.69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146719&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3clI1Nw8e51jytVRxZW8dk

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทำการ  แนวโน้มก่อนเปิด 11 พ.ค. 69

    ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทำการ แนวโน้มก่อนเปิด 11 พ.ค. 69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146715&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20P6JFc5BFsu9ulX9ylEGv

  • ฐานเศรษฐกิจ ขอโทษศาลรัฐธรรมนูญ หลังเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อน

    ฐานเศรษฐกิจ ขอโทษศาลรัฐธรรมนูญ หลังเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อน

    ฐานเศรษฐกิจ ขอโทษศาลรัฐธรรมนูญ หลังเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อน

    ฐานเศรษฐกิจ ขอโทษศาลรัฐธรรมนูญ หลังเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อน

    กองบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ ขอออกแถลงการณ์ชี้แจงและขอโทษต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงสาธารณชน กรณีการเผยแพร่ข่าวบนเพจเฟซบุ๊ก “ฐานเศรษฐกิจ” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ในหัวข้อ “บอร์ดสรรหาฯ มติเอกฉันท์ ลุยสอบ ‘นพ.สรณ’ ปมขาดคุณสมบัติ” ซึ่งระบุว่า นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้แทนศาลรัฐธรรมนูญในคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นผู้เปิดเผยผลการประชุมและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานข่าวดังกล่าว

    ภายหลังจากที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริง กองบรรณาธิการได้ดำเนินการตรวจสอบกระบวนการจัดทำและเผยแพร่ข่าวชิ้นดังกล่าวอีกครั้งอย่างละเอียด ผลการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลที่ระบุว่านายนภดล เทพพิทักษ์ เป็นผู้ให้ข่าวนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด อันเป็นความผิดพลาดของกองบรรณาธิการในการตรวจสอบและกลั่นกรองแหล่งข่าวและข้อมูลก่อนเผยแพร่

    กองบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ ขอน้อมรับผิดในความบกพร่องที่เกิดขึ้น และขอกราบขออภัยต่อนายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอย่างสูง สำหรับความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเกียรติยศที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนดังกล่าว

    ทั้งนี้ กองบรรณาธิการได้ดำเนินการถอดเนื้อหาข่าวดังกล่าวออกจากเพจเฟซบุ๊กและช่องทางการเผยแพร่ทุกช่องทางแล้ว พร้อมทั้งจะเร่งปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการอ้างอิงแหล่งข่าวให้มีความรัดกุมและได้มาตรฐานทางวิชาชีพสื่อมวลชนยิ่งขึ้น เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

    กองบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ ยืนยันเจตนารมณ์ในการนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และขอน้อมรับการตักเตือนครั้งนี้ไว้เป็นบทเรียนสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนต่อไป.

    กองบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ วันที่ 10 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/658687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MG1DO1utpTJn6RJJINig3

  • จากดงตาลสู่ EEC ปราจีนบุรีเร่งเครื่องเศรษฐกิจ แต่ชุมชนหวั่นสูญอัตลักษณ์

    จากดงตาลสู่ EEC ปราจีนบุรีเร่งเครื่องเศรษฐกิจ แต่ชุมชนหวั่นสูญอัตลักษณ์

    ภูมิภาค

    จากดงตาลสู่ EEC ปราจีนบุรีเร่งเครื่องเศรษฐกิจ แต่ชุมชนหวั่นสูญอัตลักษณ์

    วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 05.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    จังหวัดปราจีนบุรี ไม่ได้เป็นเพียงแค่เมืองทางผ่านสู่ภาคอีสาน หรือดินแดนแห่งสมุนไพรเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเท่านั้น แต่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น “เค้กชิ้นปลามัน” ของเหล่านักลงทุนอุตสาหกรรมที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางตึกสูงและโรงงานที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ในการเตรียมก้าวสู่การเป็นเมืองEEC.จังหวัดที่ 4 ต่อจาก จ.ระยอง จ.ชลบุรี ต.ฉะเชิงเทรา  หรือ  แปดริ้ว  
     
    คำถามที่สำคัญคือ “คนปราจีนบุรีดั้งเดิม” ได้รับประโยชน์จริงหรือ? หรือเป็นเพียงผู้เฝ้ามองความเจริญที่กำลังกลืนกินวิถีชีวิตดั้งไปอย่างช้าๆ
     
    จากการเคลื่อนไหวล่าสุด พบว่าการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิ ส่งผลบวกในแง่การจ้างงานและเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล

     
    อย่างไรก็ตาม นายมานิตย์ สนับบุญ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดรายงานว่า ปัญหาที่ตามมาคือค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่คนในชุมชนต้องเร่งปรับตัว
     
    จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า รายได้จากการเกษตรซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่เริ่มผันผวนจากสภาพภูมิอากาศและราคาที่ไม่แน่นอน ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งกลายเป็นแรงงานโรงงานเพื่อความอยู่รอด ผู้นำชุมชนรายหนึ่งระบุว่า “เราปฏิเสธความเจริญไม่ได้ แต่ต้องอยู่กับมันโดยไม่เสียตัวตน การสนับสนุนการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน”
     

    ท่ามกลางกระแสอุตสาหกรรม กลับมีอัญมณีเม็ดงามที่ซ่อนตัวอยู่ใน หมู่บ้านโคกบ้าน, บ้านนา และบ้านอินไตรย์ (หมู่ 6, 12) ตลอดรวมถึงบ้านประเถท  ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม ที่นี่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ “ไทยเดิ้ง” กลุ่มวัฒนธรรมไทโคราชที่มีสำเนียงพูดเหน่อเป็นเอกลักษณ์ และวิถีชีวิต “คนหากินบนที่สูง”

    ในหมู่บ้านแห่งนี้มีดงป่าตาลธรรมชาตินับหมื่นต้นเรียงรายสุดสายตา ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตแบบ “พึ่งพา-พอเพียง” หน้านาทำนา หน้าแล้งปีนตาล กลายเป็นอันซีน “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่โดดเด่น

     
    “หลังจบ ป.7 ผมก็ช่วยครอบครัวทำนาและทำตาลมาตลอดกว่า 30 ปี แม้คนอื่นจะไปทำงานโรงงานกินเงินเดือน แต่ป่าตาลนี้สร้างรายได้เลี้ยงลูกจนจบ ปวส. และกำลังเรียนมหาวิทยาลัย มีรายได้จากการขายตาลเฉาะและน้ำตาลสดกว่า 15,000 บาทต่อเดือน” —ทิดช้าง วัย 63 ปี กล่าวด้วยความภูมิใจ

    กรรมวิธีที่ต้องใช้ใจและทักษะ:
    ·         การปีน: ต้องปีนต้นตาลสูงเกือบ 20 เมตร ด้วย “พะอง” (บันไดไม้ไผ่ป่า)
    ·         การนวด: ใช้ “ไม้ตะเกียบ” นวดงวงตาลให้นิ่มนาน 3-4 วัน เพื่อกระตุ้นน้ำหวาน
    ·         การปาด: ใช้มีดปาดตาลที่คมกริบดั่งมีดโกนเฉือนบางๆ รองน้ำตาลใส่กระบอกไม้ไผ่
    ·         การแปรรูป: นำน้ำตาลสดมาต้มในกระทะใบบัวจนเดือดพล่านก่อนจำหน่าย หรือหมักเป็น “น้ำตาลเมา” (กระแช่) ใส่เปลือกไม้ตะเคียนหรือสีเสียด เป็นเครื่องดื่มแก้ปวดเมื่อยยามเย็น

            
    ด้าน ทิดเปี๊ยก วัย 65 ปี อดีตพนักงานโรงแรมที่กลับมาทำน้ำตาลสดหลังวิกฤตโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการหวนคืนสู่รากเหง้า ท่านใดที่โหยหาวิถีธรรมชาติ สามารถเดินทางจากถนนบ้านท่าโพธิ์-บ้านนา เข้าสู่ดงตาลนับแสนต้นเพื่อชิมรสชาติความหวานสดๆ ใต้ต้นได้ทุกวัน
     
    เส้นทางของปราจีนบุรีต่อจากนี้ คือการสร้างสมดุลระหว่าง “นวัตกรรมอุตสาหกรรม” กับ “ภูมิปัญญาดงป่าตาล” หากภาครัฐหนุนเสริมให้ที่นี่เป็น Hub การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ปราจีนบุรีจะเป็นเมืองอัจฉริยะที่เข้มแข็งจากภายใน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/475556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12J0GOfIYGHRAVp7IvCegN

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 26 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 26 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 26

    วันที่นำเข้าข้อมูล 10 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 10 พ.ค. 2569

    | 48 view

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 26 โดยมีนายชิมาดะ โทโมอากิ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ให้เกียรติเข้าร่วมในฐานะแขกเกียรติยศ พร้อมด้วยนายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่น ผู้บริหารระดับสูงของไทย ชุมชนชาวไทยในญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงฯ ในการวางรากฐานเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของญี่ปุ่น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ญี่ปุ่น ในปี 2570

    งานดังกล่าวย้ำความสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทย ได้แก่ กรมพัฒนาชุมชนกระทรวงพาณิชย์ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมทั้งหน่วยงานภาคีฝ่ายญี่ปุ่นในฐานะคณะกรรมการจัดงาน อาทิ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น บริษัท TSP Taiyo บริษัท Kyodo Osaka และบริษัท On the Line

    เทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว นับเป็นเทศกาลไทยในต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นหนึ่งในงานเทศกาลแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงโตเกียว ซึ่งดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 300,000 คนในแต่ละปี สำหรับในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 26 ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสาธารณะโยโยงิ ภายใต้แนวคิด “Creative Life and Creative Heartbeat” เพื่อสนับสนุนการนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศให้ชาวต่างชาติได้สัมผัสประเทศไทยผ่านประสบการณ์จริง พร้อมเปิดโอกาสให้สินค้า บริการ และความคิดสร้างสรรค์ของไทยก้าวจากระดับท้องถิ่นสู่สากล

    กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการออกคูหานำเสนออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย และคูหาจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมกว่า 170 คูหา ที่นำเสนอสินค้า อาหาร ผลไม้ บริการ และการท่องเที่ยวของไทย นอกจากนี้ ยังมีการแสดงทางวัฒนธรรม อาทิ นาฏศิลป์ไทยและการสาธิตมวยไทย รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ตและกิจกรรมพบปะแฟนคลับจากศิลปินและนักแสดงแนวหน้าของไทย ได้แก่ เป้ อารักษ์, LYKN, FELIZZ, BNK48, ส้ม มารี, นักแสดงสังกัด GMMTV และนักแสดงนำจากซีรีส์ Reloved The Series ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม

    เทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการทูตเชิงวัฒนธรรมและการทูตสาธารณะของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระดับประชาชนสู่ประชาชน ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญของการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับสากล ทั้งนี้ ในปี 2569 กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับหน่วยงานภาคี กำหนดจัดโครงการเทศกาลไทยใน 45 เมือง 36 ประเทศทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/dpmfm-tokyo-thai-festival-2026-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z6SBIffLxkDF23k1oy-YA

  • นักลงทุนเกาหลีใต้ทิ้งคริปโตหันซื้อหุ้น มูลค่าถือครองหดเหลือ $41,000 ล้าน

    นักลงทุนเกาหลีใต้ทิ้งคริปโตหันซื้อหุ้น มูลค่าถือครองหดเหลือ $41,000 ล้าน

    Siam Blockchain

    By

    พฤษภาคม 10, 2026

    นักลงทุนเกาหลีใต้ทิ้งคริปโตหันซื้อหุ้น มูลค่าถือครองหดเหลือ $41,000 ล้าน

    สรุปข่าว
    • ธนาคารกลางเกาหลีใต้รายงานต่อรัฐสภาว่า มูลค่าคริปโตที่นักลงทุนในประเทศถือครองลดลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดราว 1.21 แสนล้านวอน (ประมาณ $83,000 ล้าน) ในต้นปี 2025 มาอยู่ที่ 6.06 หมื่นล้านวอน (ประมาณ $41,000 ล้าน) ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026
    • ปริมาณซื้อขายคริปโตรายวันในเกาหลีใต้ร่วงหนักจาก 17.1 ล้านล้านวอนในเดือนธันวาคม 2024 เหลือเพียง 4.5 ล้านล้านวอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สาเหตุหลักคือนักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดหุ้นที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า
    • แม้คริปโตโดยรวมจะหดตัว แต่ความต้องการ Stablecoin กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จาก 88,500 ล้านวอนในกลางปี 2024 ไปแตะจุดสูงสุดที่ 872,300 ล้านวอนสิ้นปี 2025 สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์ในช่วงค่าเงินวอนผันผวน

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    การที่นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ซึ่งเคยเป็นกลุ่มขับเคลื่อนตลาดคริปโตในเอเชียหันหลังให้ตลาดคริปโตอย่างชัดเจน เป็นสัญญาณเชิงลบต่อความต้องการในระดับภูมิภาค ปริมาณซื้อขายที่ลดลงกว่า 73% สะท้อนว่าความสนใจยังไม่ฟื้น แม้จะเป็นข้อมูลย้อนหลังไม่ใช่สัญญาณทันที

    ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2026 ข้อมูลจากธนาคารกลางเกาหลีใต้ที่ถูกส่งต่อไปยังรัฐสภาเผยให้เห็นว่า มูลค่าคริปโตที่นักลงทุนในประเทศถือครองรวมกันลดลงกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาเพียงกว่าหนึ่งปี จากประมาณ 121.8 ล้านล้านวอน (ราว $83,000 ล้าน) ในต้นปี 2025 เหลือเพียง 60.6 ล้านล้านวอน (ราว $41,000 ล้าน) ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมสินทรัพย์ที่นักลงทุนถือครองผ่านกระดานเทรด 5 แห่งหลักของเกาหลีใต้ ได้แก่ Upbit, Bithumb, Korbit, Coinone และ Gopax สาเหตุหลักที่นักวิเคราะห์ชี้คือการที่นักลงทุนย้ายเงินทุนไปยังตลาดหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ควบคู่กับราคาคริปโตที่ปรับตัวลงในช่วงเวลาดังกล่าว

    ปริมาณซื้อขายดิ่งหนัก เงินฝากในกระดานเทรดก็ลด

    ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือปริมาณซื้อขายคริปโตรายวันที่ร่วงลงอย่างหนัก จาก 17.1 ล้านล้านวอน (ราว $11,600 ล้าน) ในเดือนธันวาคม 2024 เหลือเพียง 4.5 ล้านล้านวอน (ราว $3,330 ล้าน) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หรือลดลงกว่า 73% นอกจากนี้ เงินฝากสกุลวอนในกระดานเทรดซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดความพร้อมในการเทรดของนักลงทุนก็ลดลงจาก 10.7 ล้านล้านวอนสิ้นปี 2025 มาเหลือ 7.8 ล้านล้านวอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ทั้งสองตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ไม่ได้แค่ขายสินทรัพย์ออก แต่ยังลดความพร้อมในการซื้อใหม่ด้วย

    เกาหลีใต้เป็นตลาดคริปโตรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย และในอดีตมักมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Kimchi Premium” ซึ่งราคาคริปโตในกระดานเทรดเกาหลีใต้สูงกว่าตลาดโลกเนื่องจากความต้องการในประเทศที่แรงกว่า การที่ตัวเลขต่าง ๆ ลดลงพร้อมกันในลักษณะนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในพฤติกรรมนักลงทุนระดับภูมิภาคที่น่าจับตา

    Stablecoin โตสวนกระแส สะท้อนความต้องการดอลลาร์ในยามค่าเงินวอนผันผวน

    แม้ภาพรวมจะเป็นลบ แต่มีหนึ่งสินทรัพย์ที่เติบโตสวนกระแสอย่างน่าสนใจนั่นคือ Stablecoin โดยมูลค่าที่นักลงทุนเกาหลีใต้ถือครองพุ่งจากเพียง 88,500 ล้านวอน (ราว $60 ล้าน) ในกลางปี 2024 ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 872,300 ล้านวอน (ราว $591 ล้าน) สิ้นปี 2025 ก่อนจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 607,100 ล้านวอน (ราว $412 ล้าน) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นักวิเคราะห์ชี้ว่าการเติบโตของ Stablecoin มาจากความต้องการถือสินทรัพย์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงที่ค่าเงินวอนผันผวน และต้องการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ความเสี่ยงต่ำกว่าคริปโตทั่วไป

    ในด้านกฎระเบียบ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2026 รัฐสภาเกาหลีใต้ผ่านกฎหมายควบคุมการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามพรมแดนฉบับใหม่ ขณะที่หน่วยงานป้องกันการฟอกเงินของประเทศยังเสนอให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลรายงานการโอนเงินจากต่างประเทศทุกรายการที่มีมูลค่า 10 ล้านวอนขึ้นไปในฐานะธุรกรรมน่าสงสัย โดยรับฟังความเห็นสาธารณะจนถึงวันที่ 11 พ.ค. 2026 ซึ่งกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นนี้อาจส่งผลต่อพฤติกรรมนักลงทุนในระยะต่อไปด้วย


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลขจากเกาหลีใต้นี้น่าสนใจมากในแง่พฤติกรรมนักลงทุน เพราะที่ผ่านมานักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้มักเป็นกลุ่มที่เข้าตลาดคริปโตแรงและเร็ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเลือกหุ้นแทน ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดหุ้นทั่วโลกทำผลงานได้ดีในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลย้อนหลังถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยังไม่ใช่สัญญาณแบบเรียลไทม์ สิ่งที่น่าจับตาคือถ้าตลาดหุ้นเริ่มชะลอตัว นักลงทุนกลุ่มนี้จะกลับมาในตลาดคริปโตอีกครั้งหรือเปล่า เพราะประวัติศาสตร์บอกว่าพวกเขาไม่ค่อยหายไปนาน

    ที่มา: Cointelegraph

    เครดิตภาพจาก @LiveBTCNews

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/10/south-korea-crypto-holdings-halved-41-billion-stocks/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15CJIvp2JZ9G2rv6OoUq0j