Blog

  • “อธิบดีสาโรจน์” เผย 6 เดือนแรกปี 69 ช่วยแรงงานได้รับสิทธิกว่า 491 ล้านบาท

    “อธิบดีสาโรจน์” เผย 6 เดือนแรกปี 69 ช่วยแรงงานได้รับสิทธิกว่า 491 ล้านบาท

    เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ด้านแรงงานช่วงสองไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2569 ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีลูกจ้างยื่นคำร้องเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายจำนวนทั้งสิ้น 18,599 ราย ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง จำนวน 25,858 คน โดยกรมได้เร่งดำเนินการจนสามารถดำเนินการแล้วเสร็จ 13,149 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.70 สามารถช่วยเหลือลูกจ้างได้ 18,117 คน และทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์รวมกว่า 491 ล้านบาท ในส่วนคำร้องอีก 5,450 ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย สำหรับพื้นที่ที่มีการยื่นคำร้องสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง นนทบุรี และปทุมธานี ขณะที่ประเภทกิจการที่มีข้อร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ ภาคการขายและบริการ ภาคการผลิต ธุรกิจการบริหารและสนับสนุน ที่พักและบริการด้านอาหาร และภาคการขนส่ง ตามลำดับ

    อธิบดี กสร. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้า อัตราแลกเปลี่ยน ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งล้วนส่งผลต่อโครงสร้างการจ้างงานและความมั่นคงของแรงงานในภาพรวม เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิแรงงานเชิงรุก ผมได้กำชับหน่วยงานภายใต้สังกัดกรมทั่วประเทศ ติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านแรงงานอย่างใกล้ชิด พร้อมขับเคลื่อนมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิและหน้าที่ให้แก่นายจ้างและลูกจ้าง ส่งเสริมกลไกแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบกิจการ เพื่อให้เกิดการสื่อสารและการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การลดปัญหาการละเมิดสิทธิ ลดข้อพิพาทแรงงาน และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงให้แก่แรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1018451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3skQvveACSknVY0FnGzDX0

  • คำแถลงนโยบายที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร: คุณภาพของนโยบายรัฐบาลกับประสิทธิผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติในประเทศไทย

    คำแถลงนโยบายที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร: คุณภาพของนโยบายรัฐบาลกับประสิทธิผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติในประเทศไทย

    Loading…

    คำแถลงนโยบายที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร: คุณภาพของนโยบายรัฐบาลกับประสิทธิผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติในประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sfJnVuO5awkU_Qcl4q6I-

  • ผู้นำอินเดีย ขอประชาชน WFH ลดเที่ยวต่างประเทศ หลังสงครามอิหร่านทำเศรษฐกิจอินเดียสั่นคลอน

    ผู้นำอินเดีย ขอประชาชน WFH ลดเที่ยวต่างประเทศ หลังสงครามอิหร่านทำเศรษฐกิจอินเดียสั่นคลอน

    นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เรียกร้องประชาชนกลับมาใช้มาตรการประหยัดพลังงานแบบช่วงโควิด-19 ทั้งการทำงานจากที่บ้าน และลดเดินทางไปต่างประเทศ ลดการซื้อทอง หวั่นสงครามยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจอินเดีย

    โมดีกล่าวระหว่างร่วมงานสาธารณะในเมืองไฮเดอราบัด ทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันอาทิตย์ว่า การใช้ชีวิตอย่างประหยัดและมีวินัยในช่วงนี้ถือเป็นความรักชาติรูปแบบหนึ่ง

    พร้อมย้ำว่า อินเดียจำเป็นต้องรักษาเงินตราต่างประเทศ ให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

    คำประกาศดังกล่าวถูกนักวิเคราะห์มองว่า เป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดของรัฐบาลอินเดีย นับตั้งแต่วิกฤตตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจโลก

    ปัจจุบัน อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบมากถึง 90% ของความต้องการทั้งประเทศ และต้องเผชิญต้นทุนพลังงานพุ่งสูงหลายพันล้านดอลลาร์ หลังสงครามในอิหร่านส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ถูกปิดมานานกว่า 2 เดือนครึ่งแล้ว

    ผู้นำอินเดียยังขอให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าเมโทร รวมถึงการแชร์รถเดินทางร่วมกันเพื่อลดการใช้น้ำมัน

    นอกจากนี้ ยังขอให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลงครึ่งหนึ่ง เพื่อลดผลกระทบจากภาวะปุ๋ยขาดแคลนและต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น

    คำกล่าวของโมดีส่งผลทันทีในตลาดการเงินอินเดีย โดยดัชนี Sensex ร่วงลงมากกว่า 1,000 จุดในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจอินเดียอาจเผชิญภาวะชะลอตัวยาวนาน

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินรูปีของอินเดียก็อ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

    แม้รัฐบาลอินเดียยังไม่ขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลภายในประเทศ แต่แรงกดดันต่อบริษัทพลังงานของรัฐเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานเริ่มลามไปยังหลายอุตสาหกรรมสำคัญของอินเดีย โดยเฉพาะโรงงานผลิตแก้ว พลาสติก และกระเบื้อง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงานหลายแสนอัตรา

    ขณะเดียวกัน ปริมาณปุ๋ยที่ลดลงยังสร้างความกังวลต่อผลผลิตทางการเกษตรและราคาสินค้าอาหารที่อาจพุ่งสูงขึ้นในอนาคต

    นักวิเคราะห์มองว่า คำพูดของโมดีอาจเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลอินเดียกำลังเตรียมออกมาตรการควบคุมการใช้พลังงานเพิ่มเติม รวมถึงอาจปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศในระยะต่อไป.

    ที่มา : BBC

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2932089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FifkqPVmD2E7dvj4npVDP

  • “พิพัฒน์” กางนโยบาย “ทางหลวงชนบทเพื่อประชาชน” เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ มุ่งลดรายจ่าย – เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน ทุกภูมิภาคทั่วไทย

    “พิพัฒน์” กางนโยบาย “ทางหลวงชนบทเพื่อประชาชน” เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ มุ่งลดรายจ่าย – เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน ทุกภูมิภาคทั่วไทย

    “พิพัฒน์” กางนโยบาย “ทางหลวงชนบทเพื่อประชาชน” เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ มุ่งลดรายจ่าย – เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน ทุกภูมิภาคทั่วไทย


    11/05/2569 | 91 |

    วันนี้ (11 พฤษภาคม 2569) เวลา 9.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานให้แก่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) โดยมี นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายรัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศกว่า 125 คน เข้ารับนโยบาย ณ อาคารฝึกอบรม สะพานพระราม 7 เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในทุกภูมิภาค

    นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาปากท้อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างภูมิต้านทานทางเศรษฐกิจ ตนจึงได้นำนโยบายดังกล่าวมาแปรสู่การปฏิบัติ โดยสั่งการกำชับให้ ทช. ในฐานะหน่วยงานที่มีโครงข่ายเส้นทางเข้าถึงชุมชนและใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เร่งเดินหน้ายกระดับระบบคมนาคมทั่วประเทศให้ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป้าหมายสูงสุดของการสร้างถนน เชื่อมต่อเส้นทาง คือการลดภาระค่าใช้จ่าย ลดภาระในการเดินทาง และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน ได้ย้ำให้บริหารงบประมาณทุกบาทให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การเปลี่ยนโคมไฟถนนเป็นระบบ LED และการติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์มริมทาง ตลอดจนสั่งเดินหน้าเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ทันที

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดี ทช. กล่าวว่า ทช. พร้อมเดินหน้าเต็มกำลังในปี 2569 เพื่อเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมให้สมบูรณ์แบบและกระจายความเจริญสู่ทุกภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ โดยเตรียมลุยโครงการสำคัญระดับประเทศ อาทิ สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (สงขลา – พัทลุง) และสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ปัจจุบันได้ผู้ชนะการประมูลแล้วและเตรียมลงนามสัญญาเพื่อเดินหน้าก่อสร้างทันทีหลังกระทรวงการคลังอนุมัติเงินกู้จากธนาคารโลก การส่งเสริมการท่องเที่ยวในโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ตั้งแต่สมุทรสงครามถึงนราธิวาส โดยระยะที่ 3 (เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์) ได้เริ่มนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่ก่อสร้างแล้วกว่า 81 กิโลเมตร ควบคู่กับการผลักดันถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งได้กระจายงบประมาณลงสู่พื้นที่ชุมชนอย่างแท้จริง ผ่านโครงการยกระดับมาตรฐานชั้นทาง ถนนสนับสนุนรถไฟทางคู่ และถนนเพื่อการท่องเที่ยวกว่า 333 โครงการ (ระยะทาง 813 กิโลเมตร) พร้อมสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 46 แห่งทั่วประเทศ และเร่งรัดโปรเจกต์แก้ปัญหาจราจรระดับภูมิภาค เช่น ถนนสาย ง เมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถนนสาย จ เมืองกำแพงเพชร และทางลอดแยกศูนย์ราชการ จังหวัดเชียงราย นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทช. ยังเน้นการดูแลประชาชนในยามวิกฤตตามข้อสั่งการของกระทรวงคมนาคม เช่น การระดมเครื่องจักรและถุงยังชีพเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่อย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้ได้นำเทคโนโลยีศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุอัจฉริยะมาใช้ตรวจสอบความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ และนำนวัตกรรมรักษ์โลกอย่างการใช้ถนนจากขยะพลาสติกรีไซเคิลมาต่อยอด เพื่อลดมลพิษอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบัน ทช. ดูแลรับผิดชอบโครงข่ายถนนกว่า 3,662 สายทาง ระยะทางกว่า 51,295 กิโลเมตร และสะพานอีกกว่าหมื่นแห่ง ทิศทางจากนี้ไปจนถึงปี 2570 ทช. จะเดินหน้าตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ระดับสากล เพื่อให้ทางหลวงชนบททุกสายเป็น “ฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และนำพาความสุขไปสู่หน้าประตูบ้านของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง” นายพิชิต กล่าว

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163935


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/502063&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uAzmLf2Wyjo8_OVBb846j

  • ถอดบทวิเคราะห์ WIPO ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แข่งกันที่ “ทุนทางความคิดและนวัตกรรม” กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูก เดินเกมสร้างแต้มต่อ ปั้นธุรกิจไทยลุยเวทีโลก

    ถอดบทวิเคราะห์ WIPO ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แข่งกันที่ “ทุนทางความคิดและนวัตกรรม” กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูก เดินเกมสร้างแต้มต่อ ปั้นธุรกิจไทยลุยเวทีโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาถอดบทวิเคราะห์จากรายงาน “WIPO Pathfinders Report” ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) ซึ่งสะท้อนฉากทัศน์ระบบทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่เกมการค้ายุคใหม่ ที่แข่งขันกันด้วยทุนทางความคิด นวัตกรรม และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น โดยกรมฯ มองวาระปีที่ 34 ของการขับเคลื่อนภารกิจ เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับกลยุทธ์ IP ให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของคนไทยให้เป็นมูลค่าที่จับต้องได้ และสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจไทยในเวทีสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า รายงาน WIPO Pathfinders เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มและฉากทัศน์อนาคตของระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลก ซึ่งรวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อประเมินทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม ที่ส่งผลต่อทรัพย์สินทางปัญญาในระยะ 10 ปี โดยรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ทรัพย์สินที่จับต้องได้” ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ข้อมูล ซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ แบรนด์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจ

    รายงานดังกล่าวยังได้เน้นย้ำถึงความท้าทายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการคิดค้นนวัตกรรม การสร้างสรรค์ผลงาน การบริหารจัดการสิทธิ และการแข่งขันทางธุรกิจ โดย WIPO ได้เสนอแนวทางสำคัญสำหรับประเทศสมาชิก ในการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การเร่งเปลี่ยนผ่านบริการสู่ระบบดิจิทัล การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพ รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน นักลงทุน ภาคการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    นางอรมน กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรม แต่เป็นการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง โดยประเทศที่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จะเป็นประเทศที่กุมความได้เปรียบในตลาดโลก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และสตาร์ทอัพ ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันบนฐานของนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ กรมฯ จึงวางแนวทางยกระดับกลยุทธ์ IP เชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ และขยายโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ

    ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อฉากทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ กรมฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในหลายมิติ อาทิ โครงการ IP Financing วางรากฐานระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเร่งรัดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านบริการ Fast Track เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วขึ้น การปรับปรุงกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและสอดรับกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งการปกป้องแบรนด์ไทยผ่านโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังการฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าของไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถปกป้องแบรนด์ไทย เช่น “หมูเด้ง” (Moo Deng) ในประเทศจีน แบรนด์ยาดม “หงส์ไทย” (Hongthai) ในประเทศจีนและเวียดนาม รวมถึงแบรนด์ “เต่าบิน” ในประเทศเวียดนาม และระงับความเสียหายได้ทันท่วงที เป็นต้น

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมฯ จะนำข้อเสนอแนะและฉากทัศน์สำคัญจากรายงาน WIPO มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อและโอกาสทางการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1018425&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0b8MxIyoHexjz5ikQUAZip

  • เศรษฐกิจอินเดียดิ่ง นายกฯโมดี ขอร้องปชช. WFH ลดซื้อทองคำ จำกัดเที่ยวต่างประเทศ

    เศรษฐกิจอินเดียดิ่ง นายกฯโมดี ขอร้องปชช. WFH ลดซื้อทองคำ จำกัดเที่ยวต่างประเทศ

    วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.

    11 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ได้เรียกร้องให้ชาวอินเดียทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home รวมถึง ลดการซื้อทองคำ และจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่

    มาตรการรัดเข็มขัดซึ่งคล้ายคลึงกับมาตรการในยุคโควิด-19 จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงของอินเดียและช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ

    อินเดียต้องนำเข้าน้ำมันถึง 90% และค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันดิบของอินเดียพุ่งสูงขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่าน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในอ่าวเปอร์เซีย ถูกปิดมานานกว่าสองเดือนครึ่งแล้ว

    นักวิเคราะห์ กล่าวว่า คำอ้อนวอนของ โมดี ที่กล่าวในงานสาธารณะที่เมืองไฮเดอราบัด ทางตอนใต้ของอินเดีย เมื่อวันอาทิตย์นั้น เป็นคำอ้อนวอนที่ “รุนแรงที่สุด” เท่าที่เคยมีมา

    “ความรักชาติไม่ได้หมายถึงแค่ความเต็มใจที่จะเสียสละชีวิตที่ชายแดนเท่านั้น ในยุคนี้ ความรักชาติหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบและทำหน้าที่ของเราต่อประเทศชาติในชีวิตประจำวัน” โมดีกล่าว

    “ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการประหยัดเงินตราต่างประเทศ”

    พร้อมกันนี้ นายโมดี ยังเรียกร้องให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน และแนะนำให้ใช้รถร่วมกันเพื่อประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ เขายังขอให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลงครึ่งหนึ่ง

    ผลกระทบปรากฏให้เห็นในตลาดหุ้นอินเดีย นักวิเคราะห์ กล่าวว่า คำพูดของโมดีเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ดัชนี Sensex ร่วงลงมากกว่า 1,000 จุด ในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (11 พ.ค.) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ

    อินเดียยังคงหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปั๊มน้ำมัน แม้จะมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อผู้ค้าปลีกน้ำมันของรัฐ แต่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันได้เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างแล้ว

    ผลกระทบนั้นเห็นได้ชัดในหลายอุตสาหกรรม โดยมีงานหลายแสนตำแหน่งในโรงงานผลิตแก้ว ผลิตภัณฑ์พลาสติก และกระเบื้องที่ตกอยู่ในความเสี่ยง นอกจากนี้ปริมาณปุ๋ย ที่ลดลง ยังก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงและราคาอาหารที่สูงขึ้น

    แต่ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นกับเงินรูปีของอินเดีย ซึ่งอ่อนค่าลงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ

    นักวิเคราะห์ กล่าวว่า คำกล่าวของ โมดี บ่งชี้ว่ารัฐบาลอาจออกคำสั่งบางอย่างเพื่อควบคุมการใช้พลังงานในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ การปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

    ผู้นำฝ่ายค้านของอินเดียวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของโมดี โดยกล่าวว่าเป็นการชี้ให้เห็นถึงการวางแผนที่ไม่ดีของรัฐบาลกลาง

    นายราหุล คานธี  หัวหน้าพรรคคองเกรส  กล่าวว่า รัฐบาลกำลัง “โยนความรับผิดชอบไปให้ประชาชน” และหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของตนเอง “ข้อเสนอแนะของโมดีไม่ใช่คำเทศนา แต่เป็นหลักฐานแห่งความล้มเหลว”

    สงครามในอิหร่านและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้อธิบายเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

    ในช่วงเวลาหลังจากสงครามเริ่มต้นขึ้นประเทศต่างๆ จำนวนหนึ่งได้ออกมาตรการเพื่อจำกัดผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจ

    จีนสั่งให้โรงกลั่นน้ำมันหยุดส่งออกเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว แต่ราคาน้ำมันเบนซินยังคงสูงขึ้นในประเทศจีน และสายการบินบางแห่งในจีนได้ลดเที่ยวบินลงเนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น

    บางรัฐในออสเตรเลียได้ยกเลิกค่าโดยสารหรือลดค่าโดยสารลงครึ่งหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนไม่ขับรถเอง

    ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศในเดือนมีนาคม โดยรัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนแก่คนขับรถขนส่ง ลดบริการเรือข้ามฟาก และกำหนดให้ข้าราชการทำงานสัปดาห์ละสี่วัน

    ศรีลังกาก็ได้เริ่มใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงและเปลี่ยนมาใช้ระบบทำงานสี่วันต่อสัปดาห์ เป็นการชั่วคราว โดยปิดโรงเรียน วิทยาลัย และสถาบันของรัฐอื่นๆ ในวันพุธ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/963809&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZbGsXWKvSCbG9721ecOIx

  • ค่ารักษาพยาบาลพุ่ง 10.8% วิกฤตเงียบระบบสุขภาพไทย เบี้ยประกันแพง คนไข้อ่วม

    ค่ารักษาพยาบาลพุ่ง 10.8% วิกฤตเงียบระบบสุขภาพไทย เบี้ยประกันแพง คนไข้อ่วม

    “เงินเฟ้อทางการแพทย์” หรือ Medical Inflation กำลังกลายเป็นแรงกดดันใหม่ของเศรษฐกิจไทย หลังต้นทุนค่ารักษาพยาบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าครองชีพทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านเบี้ยประกันสุขภาพที่ทยอยปรับขึ้น และภาระร่วมจ่าย (Co-payment) ที่เริ่มกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดประกันสุขภาพ

    Medical Inflation: ค่ารักษาโตเร็วกว่าค่าครองชีพ

    รายงาน Global Medical Trends ล่าสุดของ WTW ระบุว่า ต้นทุนด้านสุขภาพทั่วโลกในปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.3% ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 10.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แม้เงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ในระดับต่ำเพียง -0.1%

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “ค่ารักษาพยาบาล” ไม่ได้เคลื่อนไหวตามภาวะค่าครองชีพทั่วไปอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวจากแรงกดดันเฉพาะของระบบสุขภาพ ทั้งต้นทุนเทคโนโลยี บุคลากร การใช้บริการ และโครงสร้างประกันสุขภาพ

    โรงพยาบาลรัฐตึงตัว ดันคนไข้ไหลเข้าเอกชน

    ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงพยาบาลรวม 1,491 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐ 1,110 แห่ง และเอกชน 381 แห่ง แม้ระบบรัฐยังเป็นฐานหลักในการดูแลประชาชน แต่กำลังเผชิญภาระผู้ป่วยจำนวนมากภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด

    ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า อัตราครองเตียงของโรงพยาบาลรัฐเฉลี่ยอยู่ในระดับ 80–90% และบางพื้นที่สูงเกิน 100% สะท้อนภาวะ “เตียงเต็ม” ที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องรอรับบริการนาน 5–8 ชั่วโมงต่อครั้ง

    เมื่อ “เวลา” และ “คุณภาพบริการ” กลายเป็นต้นทุนสำคัญ ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อจึงหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น แม้ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการเริ่มชัดเจนขึ้น

    ประกันสุขภาพ กลายเป็นตัวเร่งต้นทุนโดยไม่รู้ตัว

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือบทบาทของประกันสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในระบบรักษาพยาบาล โดยผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้จ่ายค่ารักษาเต็มจำนวนด้วยตนเอง ทำให้ “ความรู้สึกต่อราคา” ลดลง และมีแนวโน้มใช้บริการทางการแพทย์มากขึ้น

    ในอีกด้าน โรงพยาบาลเองก็ไม่ได้ถูกกดดันให้แข่งขันด้านราคามากนัก เพราะผู้จ่ายเงินหลักคือบริษัทประกัน ไม่ใช่ผู้ป่วยโดยตรง

    ผลลัพธ์คือ ค่าใช้จ่ายในระบบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก่อนถูกส่งกลับไปยังประชาชนในรูปของเบี้ยประกันที่แพงขึ้น และภาระร่วมจ่ายที่สูงขึ้นในที่สุด

    เทคโนโลยี-ค่าหมอ-ราคายา ตัวเร่ง Medical Inflation

    ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากแรงจูงใจหลายด้านที่ทำงานพร้อมกัน

    โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น MRI, CT Scan และการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา แต่ก็มาพร้อมต้นทุนมหาศาล

    เมื่อการลงทุนสูง โรงพยาบาลย่อมมีแรงจูงใจในการใช้งานเพื่อให้คุ้มทุน ซึ่งในบางกรณีอาจนำไปสู่การตรวจหรือรักษาที่เกินความจำเป็น

    สงครามค่าตอบแทนแพทย์เอกชน

    บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทาง กลายเป็นทรัพยากรที่มีการแข่งขันสูงในตลาด

    แพทย์ทั่วไปในภาครัฐมีรายได้เฉลี่ย 50,000–80,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 80,000–140,000 บาท ส่วนแพทย์เฉพาะทางอาจสูงถึง 160,000–350,000 บาทต่อเดือน

    ต้นทุนด้านบุคลากรจึงกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของค่ารักษาพยาบาล

    ราคายาและเวชภัณฑ์ ยังขาดความโปร่งใส

    อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือความแตกต่างของราคายาและเวชภัณฑ์ระหว่าง “ราคาตลาด” กับ “ราคาที่เรียกเก็บในโรงพยาบาลเอกชน”

    ตัวอย่างเช่น น้ำเกลือ NSS 0.9% ขนาด 1,000 มล. ซึ่งมีราคาตลาดราว 45 บาท แต่บางแห่งคิดค่าบริการรวมสูงถึง 919 บาท

    แม้ส่วนหนึ่งสะท้อนต้นทุนแฝง เช่น ค่าบริหารจัดการ ระบบบริการ และมาตรฐานคุณภาพ แต่ข้อจำกัดด้านข้อมูลราคาที่ยังเปรียบเทียบได้ยาก ทำให้ผู้บริโภคขาดอำนาจต่อรอง

    ค่าสินไหมพุ่ง ประกันเริ่มใช้ Co-payment คุมต้นทุน

    อัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มจาก 67% ในปี 2566 เป็น 89% ในปี 2569

    ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบประกันแบบ “เหมาจ่าย” ที่ลดแรงจูงใจในการควบคุมการใช้บริการ และอาจนำไปสู่การใช้สิทธิที่เกินความจำเป็น

    ภายใต้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทประกันจึงเริ่มนำระบบ Co-payment มาใช้มากขึ้น เพื่อให้ผู้เอาประกันร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน และลดการใช้บริการเกินจำเป็น

    วิกฤตเงียบที่กำลังเปลี่ยน “การเข้าถึงการรักษา”

    นักวิเคราะห์มองว่า “เงินเฟ้อทางการแพทย์” ไม่ใช่เพียงปัญหาค่ารักษาแพงขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพของไทย

    เมื่อค่ารักษาเติบโตเร็วกว่ารายได้ครัวเรือน ขณะที่เบี้ยประกันและภาระร่วมจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มชนชั้นกลางอาจกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดในระยะยาว

    โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่แค่ “รักษาอย่างไรให้ดีขึ้น” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ประชาชนยังเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้ในต้นทุนที่รับไหว”

    บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด(มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/658750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z5WF6_ZbcfXYlYG0rsWyl

  • “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค.นี้ สั่งสแกนนอมินีทั่วประเทศ ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค.นี้ สั่งสแกนนอมินีทั่วประเทศ ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    โฆษกรัฐบาลเผย “อนุทิน” ลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. ต่อเนื่องภูเก็ต สั่งสแกนนอมินีทั่วประเทศ ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ย้ำไม่ปล่อยทุนสีเทาใช้ช่องว่างกฎหมายแย่งงานคนไทย 

    วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 13 พฤษภาคมนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดลงพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามปัญหาการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติผ่านนอมินีอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการคุ้มครองประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีติดตามเรื่องนี้ด้วยตนเอง และย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้การใช้นอมินีหรือช่องว่างทางกฎหมายกลายเป็นภัยคุกคามประชาชน เพราะปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องการจดทะเบียนธุรกิจ แต่เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง มีการจ้างงานจำนวนมาก และส่งผลต่อรายได้ของประชาชนในวงกว้าง

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้สแกนนิติบุคคลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พบว่ามีนิติบุคคลรวม 16,811 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย หรือ 67.97% แบ่งเป็นเกาะพะงัน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย และเกาะสมุย 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย สะท้อนความจำเป็นที่รัฐต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือให้นอมินีบังหน้าเพื่อเลี่ยงกฎหมายหรือไม่

    “นายกรัฐมนตรีให้นโยบายฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สแกนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภูเก็ต สมุย หรือพะงัน หากพบการใช้ช่องว่างกฎหมายแย่งอาชีพและการทำมาหากินของคนไทย ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด”

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า  นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยสนับสนุนการลงทุนต่างชาติที่ถูกต้อง โปร่งใส และสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย แต่จะไม่ยอมให้ทุนสีเทา นอมินี หรือเครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเข้ามาตักตวงผลประโยชน์บนแผ่นดินไทย พร้อมขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้ต่างชาติใช้ชื่อคนไทยบังหน้า เพราะการปกป้องอาชีพคนไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2932054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_Y1lT00OjR1hk-CghRdOV

  • ‘สรรเพชญ‘ ลุยนราธิวาส หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน | เดลินิวส์

    ‘สรรเพชญ‘ ลุยนราธิวาส หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมสำคัญในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) คณะผู้บริหารจาก จท. และกรมทางหลวง (ทล.) และข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองตันหยงมัส ความยาว 260 เมตร ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง ลดความเสียหายต่อพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรของประชาชนบริเวณริมคลอง ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานด้วยความเรียบร้อย มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการดำเนินงานตามแผนพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดร่องน้ำโคกเคียน บริเวณบ้านบาเฆ๊ะ ตำบลโคกเคียน ระยะทาง 650 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2570 และโครงการขุดร่องน้ำปากอ่าวนราทัศน์ ตำบลบางนาค ระยะทาง 300 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 15,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2570 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยลดความตื้นเขินของร่องน้ำ ทำให้เรือและเรือประมงสามารถสัญจรเข้า – ออกพื้นที่ได้สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในจังหวัดนราธิวาส

    นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์การเดินทางของประชาชนในพื้นที่พบว่า บริเวณทางหลวงหมายเลข 4056 ช่วง กม.15+600 และ กม.16+911 เป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากและมีความรุนแรงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณทางแยกและวงเวียนที่มีการใช้ความเร็วสูง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ขณะเดียวกัน บริเวณ กม.12+900 และ กม.15+000 ยังประสบปัญหาน้ำท่วมผิวทางเป็นประจำ เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากภูเขา จึงได้สั่งการให้ ทล. เร่งผลักดันแนวทางแก้ไข ทั้งการพัฒนาระบบสะพานและอาคารระบายน้ำ ปรับเปลี่ยนท่อลอดเหลี่ยมเป็นโครงสร้างสะพาน รวมถึงขยายสะพานเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับปริมาณน้ำหลาก และยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในระยะยาว

    ทั้งนี้ ทล. ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4056 สายนราธิวาส – สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นการขยายทางหลวง 4 ช่องจราจร ระยะทาง 36.275 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงบ้านโคกตา – บ้านกือเม็กกาแม ระหว่าง กม.36+275 – กม.47+775 ระยะทาง 11.5 กิโลเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567 ระยะที่ 2 ช่วงบ้านบูเก๊ะตาโมง – บ้านโคกตา ระหว่าง กม.19+775 – กม.36+275 ระยะทาง 16.5 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเสนอของบประมาณผูกพันปี 2570 – 2573 และระยะที่ 3 ระหว่าง กม.0+000 – กม.19+775 ระยะทาง 19.775 กิโลเมตร เป็นช่วงที่เชื่อมต่อกับโครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก (สะพานมิตรภาพไทย – มาเลเซีย แห่งที่ 2) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมสู่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก รองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 

    สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ทล. มีแผนความต้องการประจำปีงบประมาณ 2571 – 2572 เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างพัฒนาทางหลวงแผ่นดิน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการค้าชายแดน บนทางหลวงหมายเลข 4056, 4066, 4057, 4300 และ 4321 โครงการทางเลี่ยงเมืองสุไหงโก-ลก เส้นทางแนวใหม่เบตง – สุคิริน สะพานข้ามแม่น้ำบางนรา และสะพานข้ามทางรถไฟตันหยงมัส รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายทางหลวง หมายเลข 4055, 4155, 4168, 4058 และ 4107 การเพิ่มมาตรฐานทางหลวงในสายรองต่าง ๆ เพื่อยกระดับการเดินทางและขนส่งในพื้นที่ชายแดนใต้ ควบคู่กับการปรับปรุงจุดเสี่ยงและบำรุงรักษาสะพานในความรับผิดชอบของแขวงทางหลวงนราธิวาส และการบำรุงรักษาทางหลวง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาค

    นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระยะยาว

    โอกาสนี้ นายสรรเพชญ ได้เข้าร่วมงานเมาลิด ณ สวนสาธารณะพรุจงเปื่อย บ้านยางแดง ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยมุสลิม โดยงานดังกล่าวเป็นประเพณีสำคัญทางศาสนาอิสลามที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันประสูติของศาสดามุฮัมมัด มีการประกอบศาสนกิจ การอ่านบทสรรเสริญ การบรรยายหลักธรรมทางศาสนา และกิจกรรมสร้างความสามัคคีในชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5853559/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z9mhwwKSYfy25oj9X_unt

  • “สรรเพชญ” ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน – เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน | TOPNEWS

    “สรรเพชญ” ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน – เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน | TOPNEWS

    11 พฤษภาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมสำคัญในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) คณะผู้บริหารจาก จท. และกรมทางหลวง (ทล.) และข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองตันหยงมัส ความยาว 260 เมตร ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง ลดความเสียหายต่อพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรของประชาชนบริเวณริมคลอง ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานด้วยความเรียบร้อย มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการดำเนินงานตามแผนพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดร่องน้ำโคกเคียน บริเวณบ้านบาเฆ๊ะ ตำบลโคกเคียน ระยะทาง 650 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2570 และโครงการขุดร่องน้ำปากอ่าวนราทัศน์ ตำบลบางนาค ระยะทาง 300 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 15,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2570 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยลดความตื้นเขินของร่องน้ำ ทำให้เรือและเรือประมงสามารถสัญจรเข้า – ออกพื้นที่ได้สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในจังหวัดนราธิวาส


    นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์การเดินทางของประชาชนในพื้นที่พบว่า บริเวณทางหลวงหมายเลข 4056 ช่วง กม.15+600 และ กม.16+911 เป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากและมีความรุนแรงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณทางแยกและวงเวียนที่มีการใช้ความเร็วสูง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ขณะเดียวกัน บริเวณ กม.12+900 และ กม.15+000 ยังประสบปัญหาน้ำท่วมผิวทางเป็นประจำ เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากภูเขา จึงได้สั่งการให้ ทล. เร่งผลักดันแนวทางแก้ไข ทั้งการพัฒนาระบบสะพานและอาคารระบายน้ำ ปรับเปลี่ยนท่อลอดเหลี่ยมเป็นโครงสร้างสะพาน รวมถึงขยายสะพานเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับปริมาณน้ำหลาก และยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในระยะยาว

    ทั้งนี้ ทล. ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4056 สายนราธิวาส – สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นการขยายทางหลวง 4 ช่องจราจร ระยะทาง 36.275 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงบ้านโคกตา – บ้านกือเม็กกาแม ระหว่าง กม.36+275 – กม.47+775 ระยะทาง 11.5 กิโลเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567 ระยะที่ 2 ช่วงบ้านบูเก๊ะตาโมง – บ้านโคกตา ระหว่าง กม.19+775 – กม.36+275 ระยะทาง 16.5 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเสนอของบประมาณผูกพันปี 2570 – 2573 และระยะที่ 3 ระหว่าง กม.0+000 – กม.19+775 ระยะทาง 19.775 กิโลเมตร เป็นช่วงที่เชื่อมต่อกับโครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก (สะพานมิตรภาพไทย – มาเลเซีย แห่งที่ 2) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมสู่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก รองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

    สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ทล. มีแผนความต้องการประจำปีงบประมาณ 2571 – 2572 เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างพัฒนาทางหลวงแผ่นดิน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการค้าชายแดน บนทางหลวงหมายเลข 4056, 4066, 4057, 4300 และ 4321 โครงการทางเลี่ยงเมืองสุไหงโก-ลก เส้นทางแนวใหม่เบตง – สุคิริน สะพานข้ามแม่น้ำบางนรา และสะพานข้ามทางรถไฟตันหยงมัส รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายทางหลวง หมายเลข 4055, 4155, 4168, 4058 และ 4107 การเพิ่มมาตรฐานทางหลวงในสายรองต่าง ๆ เพื่อยกระดับการเดินทางและขนส่งในพื้นที่ชายแดนใต้ ควบคู่กับการปรับปรุงจุดเสี่ยงและบำรุงรักษาสะพานในความรับผิดชอบของแขวงทางหลวงนราธิวาส และการบำรุงรักษาทางหลวง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาค

    นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระยะยาว

    โอกาสนี้ นายสรรเพชญ ได้เข้าร่วมงานเมาลิด ณ สวนสาธารณะพรุจงเปื่อย บ้านยางแดง ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยมุสลิม โดยงานดังกล่าวเป็นประเพณีสำคัญทางศาสนาอิสลามที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันประสูติของศาสดามุฮัมมัด มีการประกอบศาสนกิจ การอ่านบทสรรเสริญ การบรรยายหลักธรรมทางศาสนา และกิจกรรมสร้างความสามัคคีในชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1571394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wT94t-KOgvTRefvZHwgrS