Blog

  • DBD-DSIเปิดปฏิบัติการสอบนอมินี ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ ชี้ต่างชาติเหิมเกริมหนัก ตั้งก๊วนตัวแทนอำพรางทำลายเศรษฐกิจประเทศ

    DBD-DSIเปิดปฏิบัติการสอบนอมินี ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ ชี้ต่างชาติเหิมเกริมหนัก ตั้งก๊วนตัวแทนอำพรางทำลายเศรษฐกิจประเทศ

    วันนี้, 17:25น.

              นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เป็นประธานร่วมกับ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อหารือถึงสถานการณ์ ‘นอมินี’ ในประเทศไทย หลังพบธุรกิจที่ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังหลายแห่งมีลักษณะเข้าข่าย ‘นอมินี’ หลังจากเปิดปฏิบัติการสแกนข้อมูลบริษัทภายในจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งพบความเป็นไปได้สูงที่จะมีบริษัทนอมินีอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ ยังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย (เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี) ว่ามีชาวต่างชาติบางคนรวมกลุ่มกันตั้งเป็นก๊กก๊วนแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของไทย และมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย/สังคม เป็นที่เอือมระอาของชาวบ้านในพื้นที่

               DBD และ DSI จึงร่วมกันวางแนวทางการตรวจสอบบริษัทนอมินีอย่างเข้มข้น โดยเบื้องต้นทั้ง 2 หน่วยงานเห็นพ้องว่าจะโฟกัสไปที่ ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี’ ก่อนเป็นลำดับแรก โดยนำข้อมูลบริษัทที่ได้สแกนอย่างละเอียดจำนวน 11,426 บริษัท มาจำแนกโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเป็น ‘บริษัทนอมนี’ ในระดับสูง กลาง ต่ำ และจะกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบ โดยเริ่มจากบริษัทที่มีโอกาสสูงที่จะเป็นนอมินีก่อน และดำเนินการตรวจสอบไล่ลำดับลงไป แต่หากเกิดกรณีร้องเรียนจากภาคประชาชนที่บ่งชี้ถึงพฤติกรรมนอมินีอย่างชัดเจน ก็พร้อมส่งทีมปราบนอมินีตรวจสอบทันที ขณะเดียวกัน ก็จะประสานหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบด้วย โดยจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มข้น ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบบริษัทนอมินีมีความรัดกุมและสามารถดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีได้หลากหลายมิติ หลากหลายความผิด ซึ่งจะส่งผลต่อการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบนอมินีบนเกาะพะงันและเกาะสมุยครั้งนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้น ‘จับจริง’ และพร้อมนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษขั้นเด็ดขาดตามที่กฎหมายกำหนด โดยหวังว่าสถานการณ์นอมินีในประเทศไทยจะดีขึ้นตามลำดับ และนำความปกติสุขมาสู่ประชาชนในพื้นที่

              ทั้งนี้ DBD และ DSI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติการปราบปรามนอมินีเกาะพะงันและเกาะสมุย รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา หัวหิน โดยเร็ว ใช้ทุกสรรพกำลังของทุกหน่วยงานตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นนอมินี และนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษอย่างจริงจัง ‘นอมินี’ เป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางธุรกิจของประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านการแข่งขัน การจัดเก็บรายได้ภาครัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน การดำเนินธุรกิจผ่านนอมินีทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถเข้ามาครอบครองธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้โดยไม่เป็นธรรมกับชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไม่สามารถแข่งขันด้านเงินทุน เทคโนโลยี และต้นทุนได้อย่างเท่าเทียม จนอาจนำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการปิดกิจการของคนไทยในระยะยาว

              นอกจากนี้ ธุรกิจนอมินียังเป็นช่องทางสำคัญของการหลีกเลี่ยงภาษี การปกปิดแหล่งที่มาของเงินทุน และการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่โปร่งใส ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อระบบกำกับดูแลของไทย อีกทั้งยังสร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยในเวทีระหว่างประเทศ เพราะสะท้อนถึงช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมายและการกำกับดูแลภาคธุรกิจ

              ดังนั้น การตรวจสอบและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง จึงเป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    #ปราบนอมินีเกาะสมุย

    #ปรายนอมินีเกาะพงัน

    Cr:เฟสบุ๊กกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_5ew8WoknoI8zgyVh4y_q

  • GBS ชี้เป้าหุ้นไทยเดือนพ.ค. แกว่งในกรอบ 1,470-1,545 จุด แนะเก็บหุ้นค้าปลีก รับอานิสงส์ “ไทยช่วยไทย พลัส”

    GBS ชี้เป้าหุ้นไทยเดือนพ.ค. แกว่งในกรอบ 1,470-1,545 จุด แนะเก็บหุ้นค้าปลีก รับอานิสงส์ “ไทยช่วยไทย พลัส”


    บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ค.69 ผันผวนในกรอบ 1,470-1,545 จุด จากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทิศทางดอกเบี้ย แนะหุ้นค้าปลีก รับอานิสงส์ “ไทยช่วยไทย พลัส”

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคมนี้ มีโอกาสแกว่งตัวผันผวน โดยให้กรอบดัชนีไว้ที่ 1,470 – 1,545 จุด โดยยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการปะทะกันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลต่อความไม่แน่นอนในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันและบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ท่ามกลางความผันผวนนี้ ประเทศไทยกลับกลายเป็น หลุมหลบภัย ที่น่าสนใจ ล่าสุด มูดี้ส์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่มีความพร้อมมากกว่าหลายประเทศในการรับมือกับภาวะช็อกของเศรษฐกิจโลกในอนาคตซึ่งสะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับการปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ใหม่ของ ธปท. หลังจากรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยประเมิน GDP ปี 69 ขยายตัวเพิ่ม 0.6% เป็น 2.1% จากคาดเดิม 1.5% และปี 70 คาด GDP ขยายตัว 1.6% ลดจาก 2% เนื่องจากฐานที่สูงในปีนี้

    นอกจากนี้ ตลาดหุ้นโลกยังมีแรงส่งจากฝั่งวอลล์สตรีท โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่ดันกำไรบริษัทในดัชนี S&P500 พุ่งสูงที่สุดในรอบหลายปี รวมถึงอานิสงส์ทางอ้อมจากคำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐฯ ที่ทำให้ภาษีนำเข้าบางส่วนเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นผลบวกต่อภาพรวมการค้าโลก

    ส่วนปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาภายในประเทศในเดือนนี้ อาทิ วันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่บริษัทจดทะเบียนต้องส่งงบการเงินไตรมาส 1/2569 ตัวเลขผลประกอบการจะเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางตลาดทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมทั้งในสัปดาห์ที่ 2 สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเตรียมแถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน พร้อมอัพเดตสถานการณ์ลงทุน ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและหอการค้าไทย

    อีกทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนมุมมองจากทั้งนักลงทุน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจ และวันที่ 18 พฤษภาคม สภาพัฒน์จะประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยและการกำหนดนโยบายในอนาคต ส่วนสัปดาห์ที่ 3 ส.อ.ท.จะเปิดเผยยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกและการจ้างงาน ในวันที่ 29 พฤษภาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย เพื่อสะท้อนเสถียรภาพและแนวโน้มการเงินของประเทศ และในสัปดาห์สุดท้าย กระทรวงพาณิชย์จะประกาศภาวะการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังและภูมิภาค รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จะเผยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม

    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่กดดันการลงทุนในเดือนนี้ อาทิ วันที่ 11 พฤษภาคม จีนจะรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ จะเปิดเผยยอดขายบ้านมือสองเดือนเมษายน สะท้อนความเคลื่อนไหวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และวันที่ 12 พฤษภาคม ญี่ปุ่นจะรายงานการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือนมีนาคม พร้อมกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่จะเผยแพร่รายงาน Summary of Opinions ซึ่งเป็นสัญญาณต่อทิศทางนโยบายการเงิน

    ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) จะประกาศดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนพฤษภาคม ส่วนสหรัฐฯ จะรายงานดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดย่อมเดือนเมษายน รวมถึงตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเมษายน ส่วนวันที่ 13 พฤษภาคม สหรัฐฯ จะรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายน และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่นักลงทุนใช้ประเมินแรงกดดันเงินเฟ้อและทิศทางราคาพลังงาน

    ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก มองเห็นโอกาสทองในกลุ่มหุ้นค้าปลีกที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยแนะนำสะสมหุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส อาทิ CPAXT, BJC, TNP และ MOTHER 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/42666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NAJfG0Pp9FE-zIP6XkpCj

  • ไทยช่วยไทยพลัส เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค. รับ 1,000 บาท/เดือน

    ไทยช่วยไทยพลัส เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค. รับ 1,000 บาท/เดือน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-251&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OX16tc0I8JfVzW1p0p6M9

  • ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้า “ทรงตัว” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน

    ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้า “ทรงตัว” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน

    ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้า “ทรงตัว” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนเมษายน 2569 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-30 เมษายน 2569)  พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กรกฎาคม 2569) คงอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ที่ระดับ 114.16 

    ผลสำรวจ ณ เดือนเมษายน 2569 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 21.3% อยู่ที่ระดับ 90.00 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ปรับเพิ่ม 14.3% อยู่ที่ระดับ 100.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ปรับลด 14.4% อยู่ที่ระดับ 110.00 อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ปรับเพิ่ม 33.3% อยู่ที่ระดับ 133.33 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง”

    ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมา คือ การไหลเข้าของเงินทุน และสัญญาณการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

    ในขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ สงครามการค้าและความกังวลต่อวินัยการคลัง

    ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION)

    ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้า “ทรงตัว” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน

    สำหรับ SET Index ในช่วงเดือนครึ่งแรกของเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีแรงหนุนหลักจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย และการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งเดือนหลัง มีความผันผวนจากทั้งการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในบางกลุ่มอุตสาหกรรมออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ความผันผวนของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงการคาดการณ์ว่าน้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI EM อาจถูกปรับลดลงจากการปรับเกณฑ์คำนวณของ MSCI 

    โดย SET Index ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ปิดที่ 1,493.69 ปรับตัวเพิ่ม 3.15% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 58,688.27 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 2,513 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 16,638 ล้านบาท

    ทางด้านปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของประเทศหลัก โดยเฉพาะสัญญาณจาก FED หลังประธานใหม่เข้ารับตำแหน่ง และสัญญาณธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะมีผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีข้อยุติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความผันผวนของราคาพลังงานทั่วโลก 

    ในส่วนของปัจจัยที่น่าติดตามในประเทศ  ได้แก่ ความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ อีกทั้งติดตามผลการปรับน้ำหนักของ MSCI รอบพฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742202&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K7Lr5hgyNKSptp4z74zw1

  • จับตารัฐบาลรื้อนโยบาย “ฟรีวีซ่า” ชั่งน้ำหนักเศรษฐกิจ-ความมั่นคง | เดลินิวส์

    จับตารัฐบาลรื้อนโยบาย “ฟรีวีซ่า” ชั่งน้ำหนักเศรษฐกิจ-ความมั่นคง | เดลินิวส์

    ด้วยเหตุนี้…“มาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน” ที่รัฐบาลไทยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จึงถูกตั้งคำถามว่า…ยังเหมาะสมหรือไม่? ในสถานการณ์ปัจจุบัน หรือถึงเวลาต้องทบทวนใหม่อย่างจริงจังหรือไม่?

    นโยบาย “ฟรีวีซ่า” เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลนำมาใช้หลังเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าจากโควิด-19 โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศ

    การเปิดฟรีวีซ่าให้หลายประเทศ รวมถึงจีน สามารถพำนักในไทยได้สูงสุด 60 วัน มีเป้าหมายชัดเจนคือ ดึงนักท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ กระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    ในเชิงเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่า “ฟรีวีซ่า” ช่วยให้บรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.69) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยแล้วกว่า 11.68 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 5.7 แสนล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวจีนยังครองแชมป์เที่ยวไทยสูงสุดที่ 1.9 ล้านคน

    เมื่อ…นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ รวมถึงสายการบินกลับมาคึกคัก โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเคยสร้างรายได้มหาศาลให้ไทยก่อนโควิด

    แต่! ในอีกด้านหนึ่ง การเปิดประเทศแบบผ่อนคลายมากขึ้น ก็เริ่มทำให้เกิด “ช่องโหว่” ที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ

    เหตุการณ์ล่าสุด กลับทำให้สังคมหันมาตั้งคำถามว่า ไทยกำลังเปิดประเทศง่ายเกินไปหรือเปล่า เพราะเมื่อการเดินทางเข้าออกสะดวก อยู่ได้นานขึ้น ก็อาจกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มสีเทา อาชญากรข้ามชาติ หรือเครือข่ายผิดกฎหมาย ที่แฝงตัวเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยว

    สิ่งที่น่ากังวล ! ไม่ใช่แค่เรื่องอาวุธ แต่รวมถึงธุรกิจผิดกฎหมาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฟอกเงิน พนันออนไลน์ ทุนสีเทา และนอมินี
    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ควรเปิดหรือปิดประเทศ” แต่คือ “ไทยมีระบบคัดกรองที่เข้มแข็งพอหรือยัง”

    แน่นอน!! เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ดังนั้นมาตรการฟรีวีซ่า จึงมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะเรื่องของการท่องเที่ยวนั้นถือเป็นเส้นเลือดสำคัญของประเทศไม่น้อย

    ขณะที่เรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน ก็ต้องเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกเช่นกัน เพราะหากปล่อยให้เกิดคดีใหญ่ต่อเนื่อง จะยิ่งกระทบความเชื่อมั่นในระยะยาวรุนแรงกว่า ทั้งต่อประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายไม่ได้เสนอให้ “ยกเลิกฟรีวีซ่าทั้งหมด” แต่เสนอให้ “ปรับเงื่อนไข” ให้สมดุลมากขึ้น เช่น ลดระยะเวลาพำนักจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน เพิ่มระบบตรวจสอบประวัติอาชญากรรมล่วงหน้า เชื่อมฐานข้อมูลระหว่างประเทศ หรือคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเข้าออกบ่อยผิดปกติ

    อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมาก คือ ไทยอาจต้องแยกให้ชัดระหว่าง “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” กับ “นักท่องเที่ยวปริมาณ” แม้เวลานี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท. ได้มุ่งเน้นไปที่นักท่องเที่ยวคุณภาพ ก็ตาม

    นโยบาย “ฟรีวีซ่า” อาจไม่ใช่เรื่องผิด…หรือเรื่องถูกต้อง แบบที่แยกให้เห็นชัดเจน แต่…นโยบายนี้กำลังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศ ว่า จะสร้างสมดุลอย่างไรระหว่าง การสร้างเศรษฐกิจกับเรื่องของความมั่นคง

    หากเปิดกว้างเกินไป โดยที่ไม่มีระบบการกำกับ การดูแล ที่ดี ที่เข้มงวด ประเทศอาจได้ เงินในระยะสั้น แต่… ก็ต้องแลกกับความเสี่ยงในระยะยาว แต่… หากเข้มงวดจนเกินไป จนกระทบการท่องเที่ยว ก็อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ยังฟื้นไม่เต็มที่

    ด้วยเหตุนี้…สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในเวลานี้ อาจไม่ใช่การรีบยกเลิกฟรีวีซ่า แบบหักดิบ แต่รัฐบาลต้องหันมาเร่ง “อุดช่องโหว่” และออกแบบมาตรการใหม่ให้รัดกุม ทันโลก รักษาผลประโยชน์ชาติในทุกด้าน ก่อนที่จะบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คาดคิด.

    ……………………………………….
    คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
    โดย “ช่อชมพู”

    อ่านบทความทั้งหมดที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5849464/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eXJ2Y8TjXio9bk0iQdkOs

  • สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ต้อนรับคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา | เดลินิวส์

    สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ต้อนรับคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (...) ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (สงร.) ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา นำโดย นายพงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ในโอกาสเดินทางมาศึกษาดูงาน พบปะ หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เกี่ยวกับนโยบายการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางด้านการเงินของโลกและประเทศไทย ตลอดจนแนวทางในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ด้านการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูงจากเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน อาทิ มาตรการในการช่วยเหลือประชาชน ลูกค้าสถาบันการเงินของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและราคาพลังงาน แนวทางการสนับสนุนโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นสวนปาล์มน้ำมัน เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรและมุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน ด้วยการปรับพื้นที่นาข้าวที่ให้ผลผลิตต่ำหรือไม่เหมาะสมให้กลายเป็นสวนปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี ซึ่งปาล์มถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าว จำนวน 100,000 ไร่ มาเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไปสู่การเป็นเกษตรกรชาวสวนปาล์มไร้หนี้ ภายใน 5 ปี และหลักเกณฑ์การพิจารณาให้สินเชื่อโดยใช้หลักประกันใหม่ ๆ รวมถึงการหารือถึงความเหมาะสมของ KPI ของสถาบันการเงินของรัฐ ทั้งในมิติของนโยบาย การดำเนินงานและปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะการรักษาสมดุลระหว่างภารกิจช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ กับการบริหารความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงิน

    โดยมี ผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินของรัฐ ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน ดร. มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) นายสิทธกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นายกิตติพัฒน์ เพียรธรรม ผู้บริหารสายงานภาครัฐ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และนายจักรี บุณยเกียรติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) เข้าร่วมประชุม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5852550/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lt_NFFpHm9kaBlAWyYYid

  • ปิดฉาก 8 ปี  ‘เจอโรม พาวเวล’ ประธานเฟดผู้ต่อสู้กับ 5 วิกฤติใหญ่

    ปิดฉาก 8 ปี ‘เจอโรม พาวเวล’ ประธานเฟดผู้ต่อสู้กับ 5 วิกฤติใหญ่

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก   “เจอโรม พาวเวล” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลตลอดระยะเวลา 8 ปีในตำแหน่ง ต้องเผชิญกับบททดสอบที่ “หนัก”  ซึ่งกำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งในวันที่ 15 พ.ค.นี้ 

    วันนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” สรุปเรื่องราวชายผู้ยึดมั่นในหลักการใน 5 วิกฤติใหญ่ ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เชี่ยวกราก หรือแม้แต่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในบางจังหวะ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะกลายเป็น “มรดก” ชิ้นสำคัญที่กำหนดอนาคตทางการเงินของสหรัฐและเศรษฐกิจโลกใบนี้   

    เส้นทางพาวเวล ก่อนจะมาเป็น ‘ประธานเฟด’

    ปิดฉาก 8 ปี  ‘เจอโรม พาวเวล’ ประธานเฟดผู้ต่อสู้กับ 5 วิกฤติใหญ่ พาวเวลเติบโตมาจากงานสายกฎหมาย และสร้างชื่อในอาชีพด้วยการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำธุรกรรม Private Equity  หรือ หุ้นนอกตลาด 

    พาวเวล คลุกคลีอยู่ในแวดวงการเงินสลับกับการทำงานภาครัฐ จนกระทั่งในปี 2011 เส้นทางสายนี้ก็นำเขาไปสู่สถาบันวิจัยในวอชิงตัน จนได้แสดงฝีมือในการช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยวิกฤติ “เพดานหนี้” ครั้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐ 

    งานนี้ทั้งหินและต้องใช้ความพยายามอย่างสูง พาวเวลต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการประชุมกับเหล่านักการเมืองในสภาคองเกรส เพื่อชี้ให้เห็นถึงความหายนะที่จะเกิดขึ้นหากสหรัฐ  ผิดนัดชำระหนี้ 

    ผลงานครั้งนั้นเข้าตาประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” จนได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ว่าการเฟด และเมื่อถึงยุคของทรัมป์ ที่ต้องการหาคนมาแทนที่เยลเลน พาวเวลซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันจึงถูกเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟด

    1.อุ้มเศรษฐกิจพ้น ‘วิกฤติโควิด-19’ 

    ปิดฉาก 8 ปี  ‘เจอโรม พาวเวล’ ประธานเฟดผู้ต่อสู้กับ 5 วิกฤติใหญ่

    ในปี 2018 ซึ่งเป็นปีแรกที่พาวเวลดำรงตำแหน่งประธานเฟด ได้ปรับ “ขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ถึง 4 ครั้ง หลังจากที่สหรัฐคงดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดินมานานหลายปีนับตั้งแต่ช่วงวิกฤติการเงินโลก  ซึ่งในขณะนั้น ทรัมป์พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษี จึงรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่เฟดดำเนินนโยบายสวนทางกับความต้องการของเขา

    ในเวลาเดียวกัน ตลาดแรงงานสหรัฐเกิดปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง คืออัตราการว่างงานลดลงต่ำกว่า 4% และลดลงต่อเนื่องจนทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    พาวเวลซึ่งเป็นประธานเฟดคนแรกในรอบ 40 ปีที่ไม่ได้จบด็อกเตอร์ด้านเศรษฐศาสตร์ ตัดสินใจ “ทิ้งตำราเดิม” พร้อมกับพยายามสร้างนโยบายใหม่ โดยประกาศว่าเฟดจะยอมให้เงินเฟ้อสูงกว่า 2% ได้ในบางช่วง เพื่อชดเชยช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา และจะไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยเพียงเพราะกังวลเรื่องการจ้างงานที่สูงเกินไป

    แต่นโยบายใหม่นี้เพิ่งจะเริ่มใช้ในเดือนส.ค. 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่โลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้วเพราะโควิด-19

     โควิด-19 น่าจะเป็นผลงานหลักที่พาวเวลถูกจดจำ เขาเป็นผู้นำคนแรกๆ ในวอชิงตันที่ตระหนักว่าไวรัสนี้จะสร้างความ “หายนะ” ต่อเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากได้รับคำเตือนว่าอาจไม่มีวัคซีนและต้องปิดประเทศเป็นปี

    ภายในไม่กี่สัปดาห์ ชาวอเมริกัน 22 ล้านคนต้องตกงาน เฟดรีบหั่นดอกเบี้ยลงจนเหลือ 0% และอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบด้วยวิธีการที่ไม่เคยทำมาก่อน 

    พาวเวลยังทำหน้าที่เชิงรุกด้วยการเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งอัดฉีดเงินช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ซึ่งนำไปสู่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งผลที่ได้คือ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” จบลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 2 เดือน และการจ้างงานฟื้นตัวกลับมาอย่างน่าอัศจรรย์

    2.วิกฤติ ‘เงินเฟ้อ’ ลากยาว พุ่งสูงสุดรอบ 40 ปี

    ทว่าผลข้างเคียงจากการอัดฉีดเงินและปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก ทำให้สหรัฐ เผชิญกับภาวะ “เงินเฟ้อรุนแรง” ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ  

    ปัญหาเงินเฟ้อได้กลายเป็นปัจจัยเปลี่ยนเกมการเมืองสหรัฐ เมื่อค่าครองชีพทั้งราคาบ้าน อาหาร และรถยนต์พุ่งสูงขึ้น คำมั่นสัญญาของทรัมป์ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาชนะการเลือกตั้งปี 2024

    ในปี 2022 หลังจากรัสเซียรุกรานยูเครนจนราคาพลังงานพุ่งสูง พาวเวลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “เหยียบเบรก” เศรษฐกิจอย่างรุนแรง เขาปรับ “ขึ้นดอกเบี้ย” อย่างดุเดือดที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1980 เพื่อสยบเงินเฟ้อ

    ความผิดพลาดที่ล่าช้านี้ส่งผลให้พาวเวลต้องทบทวนหลักการทำงานของเฟดใหม่อีกครั้งในการปฏิรูปปี 2025  โดยยกเลิกนโยบายผ่อนปรนเดิมทั้งหมด และกลับไปยึดแนวทางดั้งเดิมที่เน้นการคุมเงินเฟ้ออย่างเข้มงวด

    ในท้ายที่สุด  พาวเวลสามารถทำให้เศรษฐกิจ “ลงจอดอย่างนุ่มนวล” ได้สำเร็จ แม้เขาจะยอมรับว่าเงินเฟ้อที่ยังสูงอยู่ทำให้เฟดยังมีภารกิจที่ต้องทำต่ออีกมาก

    อย่างไรก็ดี คนเริ่มไม่มั่นใจว่าเฟดจะคุมสถานการณ์ได้จริง โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับปัจจัยลบใหม่ๆ เช่น ภาษีนำเข้าในปี 2025 หรือสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

    เหล่านักวิจารณ์มองว่า ความล้มเหลวในการควบคุมเงินเฟ้อคือจุด “ด่างพร้อย” ที่ใหญ่ที่สุดในผลงาน 

    แม้ว่าในตอนท้ายพาวเวลจะสามารถทำให้ราคาสินค้าลดลงจากจุดสูงสุดได้โดยไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างที่หลายคนกังวล แต่ในวันที่เขาต้องก้าวลงจากตำแหน่ง คือ 15 พ.ค. อัตราเงินเฟ้อก็ยังคงสูงเกินเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องมานานถึง 5 ปีเต็ม

    3.วิวาทะ ‘ทรัมป์-พาเวล’

    ช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ระหว่างทรัทป์และพาเวลจบลงอย่างรวดเร็ว  ทรัมป์เปลี่ยนท่าทีมาโจมตีคนที่ตัวเองเลือกมากับมือ

    เมื่อทรัมป์เริ่มใช้ถ้อยคำโจมตีพาวเวลอย่างดุเดือดและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งในวาระที่ 2  ความบาดหมางเริ่มชัดเจนขึ้น โดยทรัมป์เรียกพาวเวลว่าพวก “สายเกินแกง” (Too Late) พร้อมทั้งพูดจาเสียดสีเรื่องการไล่เขาออกจากตำแหน่ง และตราหน้าเขาว่าเป็น “คนโง่” รวมถึงใช้คำดูถูกอื่นๆ อีกสารพัด

    ปิดฉาก 8 ปี  ‘เจอโรม พาวเวล’ ประธานเฟดผู้ต่อสู้กับ 5 วิกฤติใหญ่ ในขณะเดียวกัน ทีมงานของทรัมป์เริ่มพุ่งเป้าไปที่โครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟด จนกระทั่งในปี 2025 ทรัมป์ลงมาตรวจไซต์ก่อสร้างด้วยตัวเอง และประกาศต่อหน้าสื่อว่า งบประมาณก่อสร้างครั้งนี้พุ่งสูงเกินกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการที่ 2.5 พันล้านดอลลาร์ไปไกลมาก

    ในฝั่งของพาวเวลกลับรับมืออย่างใจเย็น เขาหยิบแว่นอ่านหนังสือขึ้นมาสวม ตรวจสอบเอกสารในมืออย่างละเอียด แล้วสวนกลับประธานาธิบดีไปตรงๆ ว่า “ท่านคำนวณตัวเลขผิด”

    หลังจากเหตุการณ์ที่ไซต์ก่อสร้าง ทรัมป์ดูเหมือนจะสงบทีท่าลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะยกระดับการโจมตีให้รุนแรงขึ้นอีกครั้ง ด้วยความพยายามที่จะปลด “ลิซา คุก” หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟดออกจากตำแหน่ง โดยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงสินเชื่อบ้านที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดพยายามปลดผู้ว่าการเฟดมาก่อน และขณะนี้คดีดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลฎีกา

    ในปีเดียวกัน ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้เริ่มแอบทำการสอบสวนเงียบๆ เกี่ยวกับการงบประมาณปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ ซึ่งการสอบสวนนี้เองที่นำไปสู่การออกหมายเรียก และกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญในบทบาทช่วงสุดท้ายของพาวเวล

      4.การรักษาอิสระของ ‘ธนาคารกลาง’

     ในช่วงเวลาที่ทรัมป์พยายามปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษเพื่อดึงอำนาจบริหารมาไว้ที่ทำเนียบขาว “เฟด” กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่สถาบันที่ยืนหยัดต่อต้าน การกระทำนี้ส่งผลให้พาวเวลได้รับความเลื่อมใสจากสาธารณชนมากขึ้น  

    พาวเวลและกลุ่มพันธมิตรยืนยันว่า สิ่งที่พวกเขากำลังปกป้องคือ “ความเป็นอิสระของเฟด” เพื่อให้สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องถูกแทรกแซงจากนักการเมืองที่มุ่งหวังเพียงผลการเลือกตั้ง ซึ่งความเป็นอิสระนี้เองคือรากฐานสำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจสหรัฐ 

    สำหรับพาวเวลแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบาย แต่เป็นเรื่องของ “ความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ” ซึ่งแม้แต่อดีตประธานเฟดคนก่อนๆ ก็เห็นพ้องในเรื่องนี้  

    ด้าน  “เจเน็ต เยลเลน” อดีตประธานเฟดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวสนับสนุนว่า “นี่คือสิ่งที่นิยามตัวตนและแนวทางของเขาอย่างแท้จริง และจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การทำงานที่เขาทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง”

    5.วิกฤติแบงก์ล้ม และเรื่องอื้อฉาวในเฟด

    นอกจากเรื่องเศรษฐกิจมหภาค พาวเวลยังต้องรับมือกับวิกฤติธนาคารระดับภูมิภาคในปี 2023 เช่น การล้มละลายของ Silicon Valley Bank แม้เฟดจะเข้าช่วยได้ทันจนไม่ลามเป็นวิกฤติวงกว้าง แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่าเฟดหละหลวมในการกำกับดูแลตั้งแต่ต้นหรือไม่

    ซ้ำร้ายยังมีเรื่องอื้อฉาวด้านจริยธรรมของเจ้าหน้าที่เฟดเกี่ยวกับการลงทุนส่วนตัว จนพาวเวลต้องออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในปี 2022 แต่ปัญหาก็ยังไม่จบสิ้น เมื่อผู้ว่าการเฟดอย่าง “เอเดรียน่า คูเกลอร์ ”ต้องลาออกเมื่อปีที่แล้วจากการละเมิดกฎการซื้อขายหลักทรัพย์เสียเอง

    บทสุดท้าย และบทบาทใหม่ของพาวเวล

    พาวเวลได้ฝากคำแนะนำถึงผู้ที่จะมารับไม้ต่อว่า ควรหลีกเลี่ยงการเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเกมการเมืองจากการเลือกตั้ง รักษาความสัมพันธ์อันดีกับรัฐสภา และให้เกียรติในความสามารถของเจ้าหน้าที่เฟดทุกคน 

    พาเวลพูดอย่างกินใจเมื่อเดือนมี.ค.ว่า “ท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนย่อมอยากมองย้อนกลับไปในเส้นทางชีวิตของตนเอง แล้วมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง”

    สำหรับการประชุมเฟดในเดือนมิ.ย.ที่จะถึงนี้ พาวเวลจะเข้าร่วมในฐานะสมาชิกปกติคนหนึ่ง โดยเขายืนยันว่าไม่มีแผนที่จะทำตัวเป็น “ประธานเงา” หรือคอยบงการและบั่นทอนอำนาจของผู้สืบทอดตำแหน่งคนใหม่แต่อย่างใด

    เส้นทางอาชีพของพาวเวลในฐานะประธานเฟดอาจสรุปได้ด้วยเนื้อเพลงอันโด่งดังของวง Grateful Dead วงดนตรีโปรดของเขาที่ว่า “What a long, strange trip it’s been” หมายถึง ช่างเป็นการเดินทางที่ยาวนานและแปลกประหลาดเหลือเกิน

    ไมเคิล ฟอล์คเคนเดอร์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง มองว่าหากตัดสินกันตามเกณฑ์ปกติในฐานะผู้ควบคุมเงินเฟ้อ พาวเวลอาจถูกจดจำในฐานะประธานเฟดที่มีผลงาน “ย่ำแย่” แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาอาจได้รับการยกย่องในประวัติศาสตร์ในฐานะ “ผู้ปกป้องอิสรภาพของเฟด” จากการแทรกแซงทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดยุคหนึ่ง

    ปีเตอร์ คอนติ-บราวน์ นักประวัติศาสตร์ด้านเฟด ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของเขาคือปี 2020 ท่ามกลางวิกฤตโควิด และต่อมาในปี 2025-2026 เมื่อถูกรัฐบาลทรัมป์เปิดฉากโจมตีความเป็นอิสระของธนาคารกลางอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างมั่นคงแน่นอน”

    อ้างอิง Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1233324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y6VnXn2we4h5cV6HA1vFR

  • สรุปปี 2026: เศรษฐกิจไทย

    สรุปปี 2026: เศรษฐกิจไทย

    สรุปปี 2026: เศรษฐกิจไทย “แกร่ง” ฝ่ามรสุมโลก


    11/05/2569 | 100 |

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกตลอดปี 2026 ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว แต่ประเทศไทยกลับแสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่น” (Resilience) และ “เสถียรภาพ” ที่โดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน นี่คือบทสรุปของฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าได้อย่างมั่นคงในรอบปีที่ผ่านมา

    1. การเติบโตที่ต่อเนื่อง: ไม่ใช่แค่ประคอง แต่คือการก้าวกระโดด
    แม้เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในระดับสูงจากตลาดโลก แต่ตัวเลข GDP ของไทยในปี 2026 ยังคงรักษาการเติบโตที่เป็นบวกได้อย่างน่าชื่นชม โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก:

    การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: ที่ไม่ได้มีเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการยกระดับสู่ Quality Tourism ที่เน้นการใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น

    การบริโภคภายในประเทศ: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดของภาครัฐ ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างเห็นได้ชัด

    2. เสถียรภาพการเงิน-การคลัง: ปราการด่านสำคัญ
    สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความเชื่อมั่นในประเทศไทย คือ “วินัยทางการเงิน” ที่แข็งแกร่ง:

    ค่าเงินบาท: แม้จะมีความผันผวนตามสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการให้อยู่ในระดับที่สมดุล เอื้อต่อทั้งภาคการส่งออกและไม่กระทบต้นทุนการนำเข้าพลังงานจนเกินไป

    ทุนสำรองระหว่างประเทศ: ไทยยังคงมีเงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ซึ่งเปรียบเสมือน “กันชน” ชั้นดีที่ป้องกันแรงกระแทกจากวิกฤตการเงินโลก

    หนี้สาธารณะ: การบริหารจัดการหนี้สาธารณะยังคงอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการกู้ยืมเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้างรายได้กลับคืนมาในอนาคต

    3. ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน: ยุทธศาสตร์ Golden Gate
    ในปี 2026 ไทยได้ตอกย้ำบทบาทการเป็น Regional Hub อย่างชัดเจนผ่านโครงการต่างๆ:

    โลจิสติกส์เชื่อมโลก: ความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงและโครงข่ายถนนที่เชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาตร์สำคัญในการกระจายสินค้า

    ฐานการผลิตแห่งอนาคต: การดึงดูดอุตสาหกรรม EV (ยานยนต์ไฟฟ้า) และอุตสาหกรรมดิจิทัล เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยได้สำเร็จ ทำให้เราไม่ใช่แค่ผู้ผลิตชิ้นส่วนแบบเดิม แต่เป็น “หัวใจหลัก” ของอุตสาหกรรมใหม่ในอาเซียน

    บทสรุป: ก้าวต่อไปในปี 2027
    ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2026 คือบทพิสูจน์ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแรง ทำให้ไทยสามารถผ่านพ้นมรสุมโลกมาได้อย่างสง่างาม “ความเชื่อมั่น” ที่ถูกสร้างขึ้นในปีนี้ จะกลายเป็นฐานรากที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึงในปีหน้า

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/501765&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ne37xv5mYlNbIYo_PFXDU

  • Soft Power: เมื่อ

    Soft Power: เมื่อ

    Soft Power: เมื่อ “วัฒนธรรม” กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ


    11/05/2569 | 50 |

    ในโลกยุคเก่า เราวัดความแข็งแกร่งของประเทศด้วยจำนวนรถถัง ขีปนาวุธ หรือขนาดของกองทัพที่เราเรียกว่า Hard Power แต่ในโลกยุคใหม่ที่การสู้รบย้ายจากสมรภูมิมาอยู่ในหน้าจอและไลฟ์สไตล์ “อาวุธ” ที่ทรงพลังที่สุดอาจไม่ใช่กระสุนปืน แต่เป็น “วัฒนธรรม” ที่ทำให้คนทั้งโลกหลงรักโดยไม่รู้ตัว

    นี่คือเรื่องราวของ Soft Power อำนาจละมุนที่เปลี่ยน “ความชื่นชม” ให้กลายเป็น “เม็ดเงิน” มหาศาล


    1. Soft Power คืออะไร? (ฉบับเข้าใจง่าย)

    คำนิยามดั้งเดิมของ Joseph Nye แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า Soft Power คือความสามารถในการชักจูงใจให้ผู้อื่น “ยอมรับ” หรือ “คล้อยตาม” ในสิ่งที่เราต้องการ โดยไม่ต้องใช้การบังคับหรือการจ่ายเงินซื้อ

    พูดให้เห็นภาพคือ:

    • Hard Power: “ถ้าคุณไม่ทำตามผม ผมจะคว่ำบาตรคุณ” (บังคับ)

    • Soft Power: “ผมไม่ได้บังคับนะ แต่คุณอยากกินอาหารของผม อยากใส่เสื้อผ้าแบบผม และอยากมาเที่ยวบ้านผมเอง” (ดึงดูด)

    2. เมื่อวัฒนธรรมทำงานเป็น “เครื่องจักรปั๊มเงิน”

    ทำไมทุกประเทศถึงอยากมี Soft Power? คำตอบสั้นๆ คือ “เศรษฐกิจ” ครับ เมื่อวัฒนธรรมหนึ่งเข้าไปนั่งในใจคนได้สำเร็จ สินค้าและบริการที่พ่วงมากับวัฒนธรรมนั้นจะขายได้โดยไม่ต้องพยายามมาก

    • การส่งออกสินค้า: เมื่อคุณดูซีรีส์เกาหลี คุณจะอยากกินรามยอน ใช้เครื่องสำอางแบรนด์โซล และเปลี่ยนมือถือเป็นซัมซุง

    • อุตสาหกรรมท่องเที่ยว: สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ กลายเป็นจุดเช็คอินที่คนยอมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินข้ามโลกเพื่อไปสัมผัส

    • มูลค่าเพิ่ม (Value Added): กางเกงมวยไทยหนึ่งตัว อาจมีต้นทุนไม่กี่ร้อยบาท แต่ถ้ามันถูกสวมใส่โดยศิลปินระดับโลกบนเวทีคอนเสิร์ต มูลค่าและแรงปรารถนาที่จะครอบครองจะพุ่งสูงขึ้นทันที

    3. ถอดรหัสความสำเร็จ: จาก “กิมจิ” ถึง “ต้มยำกุ้ง”

    หากจะพูดถึงต้นแบบที่ทำสำเร็จที่สุดคงหนีไม่พ้น เกาหลีใต้ ที่ผลักดันนโยบาย “Korean Wave” (Hallyu) อย่างเป็นระบบมานานกว่า 20 ปี จนทำให้สินค้าเกาหลีกลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย

    สำหรับประเทศไทย เรามีต้นทุนที่แข็งแกร่งมากที่เรียกกันว่า 5F:

    1. Food: อาหารไทยที่เป็นครัวของโลก

    2. Film: ภาพยนตร์และซีรีส์ (โดยเฉพาะซีรีส์วายที่ขยายฐานแฟนคลับไปทั่วเอเชีย)

    3. Fashion: ผ้าไทยและดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่

    4. Fighting: มวยไทยที่เป็นมากกว่ากีฬา แต่คือไลฟ์สไตล์การออกกำลังกายระดับโลก

    5. Festival: งานสงกรานต์และประเพณีท้องถิ่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว

    4. กับดักของ Soft Power: สิ่งที่มักเข้าใจผิด

    ความท้าทายใหญ่ของการสร้าง Soft Power คือมัน “สั่งไม่ได้” ครับ หลายครั้งที่พยายาม “ยัดเยียด” วัฒนธรรมที่ดูดีบนหิ้งแต่คนเข้าไม่ถึง ผลลัพธ์ที่ได้มักจะล้มเหลว

    Soft Power ที่ทรงพลัง ต้องเริ่มต้นจาก “อิสระ” วัฒนธรรมจะดึงดูดคนได้ก็ต่อเมื่อมันมีความเป็นธรรมชาติ มีความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่ และไม่ถูกจำกัดอยู่แค่กรอบของจารีตประเพณีแบบเดิมๆ ความเท่ (Coolness) เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของภาคเอกชน โดยมีภาครัฐเป็น “ผู้สนับสนุน” ไม่ใช่ “ผู้กำกับ”

    5. บทสรุป: อาวุธที่ไม่มีวันหมด

    ในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติอาจหมดไป แต่ “ความคิดสร้างสรรค์” และ “วัฒนธรรม” เป็นทรัพยากรที่ยิ่งใช้ยิ่งงอกเงย หากไทยสามารถเจียระไนต้นทุนทางวัฒนธรรมให้เข้ากับรสนิยมโลกได้ Soft Power จะไม่ใช่แค่คำสวยหรูในแผนยุทธศาสตร์ แต่จะเป็น “อาวุธเศรษฐกิจ” ที่กินยาวและยั่งยืนที่สุดในศตวรรษที่ 21 นี้ครับ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/502059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PwKFJsd4AVEc7FrODuaoZ

  • มวลชนเสื้อแดงแห่รอรับทักษิณพ้นคลองเปรมคาดหวังแก้เศรษฐกิจให้ชาติ

    มวลชนเสื้อแดงแห่รอรับทักษิณพ้นคลองเปรมคาดหวังแก้เศรษฐกิจให้ชาติ

    มวลชนเสื้อแดงแห่รอรับทักษิณพ้นคลองเปรมคาดหวังแก้เศรษฐกิจให้ชาติ

    มวลชนเสื้อแดงแห่รอรับทักษิณพ้นคลองเปรมคาดหวังแก้เศรษฐกิจให้ชาติ

     บรรยากาศการรวมตัว: พลังศรัทธา “คนเสื้อแดง” ทั่วทิศ

    บรรยากาศบริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมเป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อมวลชนคนเสื้อแดงจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาปักหลักรอรับ นายทักษิณ ชินวัตร ในโอกาสได้รับการพักโทษและปล่อยตัวอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 8 เดือน โดยหน่วยข่าวกรองประเมินจำนวนมวลชนไว้ที่ประมาณ 700 คน ขณะที่แกนนำระบุว่าอาจมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ซึ่งเดินทางมาจากหลายพื้นที่ อาทิ กรุงเทพมหานคร 220 คน อุบลราชธานี 80 คน เชียงใหม่ 50 คน และเชียงราย 40 คน

    กิจกรรมสันทนาการ: ปักหลักค้างคืน “มองตาก็รู้ใจ”

    กลุ่มผู้สนับสนุนบางส่วนเริ่มเดินทางมาตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 โดยมีการจัดกิจกรรมเสวนา การแสดงดนตรี และการปราศรัยย่อยจนถึงเวลา 22:00 น. ก่อนจะนัดหมายรวมตัวอีกครั้งในเช้ามืดวันรุ่งขึ้น ด้านแกนนำคนสำคัญ อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้ร่วมอำนวยความสะดวก โดยนายณัฐวุฒิเน้นย้ำว่าจะไม่มีการใช้ไมโครโฟนหรือตั้งเวทีใหญ่ขณะปล่อยตัว เพื่อให้เป็นภาพการต้อนรับที่อบอุ่นและเรียบง่ายภายใต้นิยาม “มองตาก็รู้ใจ”

    เหตุผลและความคาดหวัง: นายกฯ ในดวงใจไม่เดินอย่างเดียวดาย

    แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้มวลชนมารวมตัวกัน คือความเชื่อมั่นในผลงานในอดีต โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และศักยภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กลุ่มสนับสนุนต้องการแสดงพลังว่านายทักษิณ “จะไม่เดินอย่างเดียวดาย” หลังจากต้องเผชิญวิบากกรรมทางการเมืองมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ยังคาดหวังให้นายทักษิณทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาล เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยในการขับเคลื่อนงานการเมืองต่อไป

    ย้อนรอยเส้นทาง: จากดอนเมืองสู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

    ลำดับเหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 นายทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ก่อนจะถูกย้ายไปรักษาตัวเป็นการด่วนที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจในคืนเดียวกัน ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2566 ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี และได้รับการพักโทษรอบแรกเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 กลับไปพักที่บ้านจันทร์ส่องหล้าหลังรับโทษครบ 6 เดือน

    ปมกฎหมายและมติศาล: สู่การคุมขังรอบใหม่

    เส้นทางของนายทักษิณต้องพลิกผันอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกามีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 วินิจฉัยว่าการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ระยะเวลาดังกล่าวไม่ถูกนับเป็นเวลาการรับโทษ นายทักษิณจึงต้องกลับเข้าสู่กระบวนการคุมขังในเรือนจำอีกครั้งเพื่อชดใช้โทษตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ให้ครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมาย

    บทสรุปการปล่อยตัว: 11 พฤษภาคม 2569 วันแห่งประวัติศาสตร์

    ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นวันกำหนดการพักโทษอย่างเป็นทางการ โดยนายทักษิณได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมในช่วงเวลาประมาณ 07:00 น. ถึง 08:00 น. ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและการต้อนรับอย่างกึกก้องจากมวลชน ปิดม่านคดีความที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการรัฐประหารในปี 2549 และการตรวจสอบของ คตส. ที่ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/742172&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06j5v5muVHHV33eH_pfn_g