Blog

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 8 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 8 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    สรุปประเด็นร้อนรอบวัน: การเมืองสภาเดือด-ดีเดย์โอนเยียวยาน้ำท่วม-จับตาจับเกาะสมรภูมิโลก (8 ก.ย. 69)

    เข้าสู่วันอังคารที่ 8 กันยายน 2569 ประเทศไทยและทั่วโลกก้าวเข้าสู่วาระสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งการขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาปากท้องประชาชน สภาพอากาศที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ตลอดจนความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    1. สภาเดือดงบฯ ปี 70 – ครม. ถกเคาะเงินช่วยเหลือชาวนา

    สภาผู้แทนราษฎร: เดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และ 3 อย่างเข้มข้น

    การประชุม ครม.: เร่งพิจารณาอนุมัติเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ไร่ละ 1,000 บาทไม่เกิน 10 ไร่) วงเงินกว่า 1,846 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสยบกระแสม็อบเกษตรกรที่มีกำหนดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

    2. ดีเดย์โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท – อุตุฯ เตือนมรสุมระลอกใหม่

    เยียวยาน้ำท่วม: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับธนาคารออมสิน เริ่มกดปุ่มโอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครัวเรือนละ 9,000 บาท ผ่านระบบพร้อมเพย์ นำร่องรอบแรกในพื้นที่ จ.น่าน จำนวน 15,215 ครัวเรือน

    เตือนภัยสภาพอากาศ: กรมอุตุนิยมวิทยาและ สทนช. แจ้งเตือนร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากตั้งแต่วันที่ 8–13 กันยายนนี้ โดยเริ่มกระทบภาคเหนือและภาคอีสานก่อน

    3. จับตาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง และคดีฮั้ว สว.

    ศาลรัฐธรรมนูญ: คู่ความเร่งจัดทำเอกสารคำแถลงปิดคดีกรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ก่อนครบกำหนดส่งวันที่ 11 กันยายน เพื่อเตรียมฟังคำวินิจฉัยชี้ขาดในวันที่ 28 กันยายนนี้

    วุฒิสภา: เกาะติดความคืบหน้าการตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งอยู่ในมือของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

    4. ภูมิรัฐศาสตร์โลกตึงเครียด – ดันราคาน้ำมันและตลาดทุนผันผวน

    สถานการณ์ต่างประเทศ: สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน นำไปสู่การยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและยูเออี ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ กดดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นใกล้ระดับ 95 ดอลลาร์/บาร์เรล

    เวทีโลก: การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 (UNGA 81) ณ นครนิวยอร์ก เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการเน้นการฟื้นฟูความร่วมมือพหุภาคี

    ภาพรวมในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงวงจักรทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ต้องรับมือทั้งศึกในสภา ปัญหาปากท้องประชาชน และคลื่นความผันผวนจากภายนอกประเทศ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญในการบริหารจัดการของรัฐบาลในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/320058&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pyYFBPBF8RYBiTYxIoKoL

  • ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

    ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

    “อุตตม” ชี้วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว โอกาสทองครั้งใหญ่พัฒนา EEC แนะยกระดับ 4 ด้าน WHA หนุนชูจุดแข็งทำเลไร้ภัยพิบัติ มั่นใจโครงข่ายไฟแกร่งรับ Data Center ส.อ.ท.ย้ำค่าย EV ยักษ์ปักหมุดลงทุนซัพพลายเชน 1.4 แสนล้านบาท สกพอ.เร่งสร้างจุดแข็งสู่การลงทุนจริง “UTA” ตั้งเป้าดัน “อู่ตะเภา” เป็น Magnet ดึงดูดการเดินทาง

    • นายอุตตม สาวนายน ชี้ว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแตกขั้วทางเศรษฐกิจโลก ถือเป็น “โอกาสทอง” ของไทยในการดึงดูดทุนต่างชาติที่ต้องการกระจายความเสี่ยง โดยมี EEC เป็นพื้นที่รองรับการลงทุนสำคัญเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่เสี่ยงเติบโตต่ำ
    • การจะคว้าโอกาสนี้ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อม 4 ด้านหลักของประเทศ ได้แก่ การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, การแก้กฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน และการให้สิทธิประโยชน์ที่จูงใจ
    • สกพอ. ยืนยัน EEC เดินหน้าต่อเนื่องและเศรษฐกิจเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่ยอมรับว่าเมกะโปรเจกต์สำคัญ เช่น สนามบินอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงล่าช้ากว่าแผน ซึ่งกำลังเร่งรัดให้กลับมาเดินหน้าเพื่อกระตุ้นการลงทุน
    • ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เดิม (น้ำดิบ, ผังเมือง) ก่อนขยายพื้นที่, วางตำแหน่ง (Positioning) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่อย่างชัดเจน และผ่อนปรนเงื่อนไขเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
    • EEC เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ดึงดูดการลงทุนจากแบรนด์ใหญ่ของโลกได้ แต่ยังมีความกังวลว่าความพร้อมของภาครัฐยังล่าช้าและไม่เพียงพอต่อการเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน

    “เครือเนชั่น” และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จัดเสวนาหัวข้อ “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป” โดยมีตัวแทนภาครัฐและเอกชน ร่วมระดมความคิดในการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เดินหน้าต่อเนื่อง

    ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

    นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก ซึ่งมีความน่ากังวลสอดคล้องคาดการณ์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปี 2569 ที่ระบุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยอาจอยู่กลุ่มรั้งท้ายอาเซียน

    ทั้งนี้ เมื่อโลกเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ดั้งเดิมสู่การแตกขั้วทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากภาวะชะงักงัน เช่น สงครามตะวันออกกลาง 

    สำหรับสถานการณ์นี้เป็นโอกาสทองของไทย เนื่องจากกลุ่มทุนต่างชาติมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบด้านเอกลักษณ์ภูมิศาสตร์และทรัพยากรหลากหลายจึงมองว่าเป็นโอกาสในการรับรองการลงทุนของ EEC เช่นกัน

    ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

    นอกจากนี้ โอกาสของไทยจะเกิดขึ้นได้ขึ้นกับความพร้อมของประเทศ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง 

    2.การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางกายภาพและระบบการสื่อสารดิจิทัลให้มีความพร้อมรองรับการลงทุน 3.การแก้ปัญหาเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับ ที่ต้องเอื้ออำนวยและยืดหยุ่นพอ และ 4.สิทธิประโยชน์การลงทุน ที่เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติ

    ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

    สกพอ.เร่งลงทุนจริงในพื้นที่ 

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า EEC เดินหน้ามา 8 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งปี 2561 ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและปี 2567 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GDP) ของ 3 จังหวัดใน EEC สูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท ซึ่งมีภาคอุตสาหกรรมเป็นเสาหลักในสัดส่วน 66% ตามด้วยภาคบริการ 31% และภาคเกษตรกรรม 2.6%

    อีกทั้งตัวเลขเหล่านี้ยังชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจ EEC มีอัตราเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ แม้ช่วงวิกฤติโควิด-19 ปี 2563 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ 7.1% แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง EEC ฟื้นตัวได้เร็วและเป็นกลไกหลักดึงเศรษฐกิจประเทศให้ฟื้นตัว

    สำหรับประเด็นการลงทุน 4 โครงสร้างพื้นฐานเมกะโปรเจกต์ ปัจจุบันโครงการท่าเรือ 2 แห่งได้เดินหน้าก่อสร้างส่วนของภาครัฐแล้ว และอยู่ในขั้นที่เอกชนกำลังดำเนินงาน ขณะที่โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ยอมรับว่าล่าช้ากว่าแผนประมาณ 2-3 ปี โดยภาครัฐได้ลงทุนส่วนของทางวิ่ง (รันเวย์) ขณะที่ภาคเอกชนปัจจุบันกำลังจะเริ่มดำเนินการ

    ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) สกพอ. กำลังเร่งรัดกระบวนการทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อให้โครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้กลับมาเดินหน้าได้ตามแผน ทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งหากนับเฉพาะเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 โครงการ รวม 2.4 แสนล้านบาท และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นจะเกิดการจ้างงาน

    “รถไฟความเร็วสูงตอนนี้กำลังเตรียมพิจารณา โดยรัฐคงต้องดูแลบางส่วนไปก่อน และให้เอกชนมาเดินรถ เพราะเชื่อว่าดีมานด์ช่วงต่อไปถ้ามีอู่ตะเภาและเมืองการบิน ดีมานด์จะกลับมาที่รถไฟ ดังนั้นถ้า PPP ไปต่อไม่ได้รัฐคงต้องดำเนินการอาจพัฒนาเป็นรถไฟความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง”

    ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

    สกพอ.ยืนยันเดินหน้าไม่หยุด

    ดร.จุฬา กล่าวว่า สกพอ.ยังเดินหน้าการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับชุมชนและคนในพื้นที่ เพื่อให้อุตสาหกรรมและชุมชนเติบโตไปด้วยกัน โดยได้ขยายการตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 47 แห่ง ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเฉพาะทางและผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคบริการ เข้ามาลงทุนในพื้นที่ได้สะดวกขึ้น

    นอกจากนี้ สกพอ.ยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมและชุมชนด้วยกลยุทธ์การสร้างซัพพลายเชน โดยไม่ได้หมายถึงแค่วัสดุอุปกรณ์ในโรงงานเท่านั้น แต่รวมถึงซัพพลายเชนที่เกิดจากคนทำงานด้วย เพราะคนทำงานต้องกิน ต้องใช้ และต้องมีที่อยู่อาศัย ชุมชนรอบนอก จึงสามารถเข้ามาเป็นผู้ซัพพลายอาหาร ที่พักอาศัย แหล่งท่องเที่ยว และบริการต่างๆ

    “วันนี้ชัดเจนว่า EEC Never Stops จากช่วงเวลาการทำงานในฐานะเลขา สกพอ. 4 ปี 5 รัฐบาล 4 นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีใครบอกว่า EEC ต้อง Stop ยังมีการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายถัดไปจะมุ่งพัฒนา EEC ยั่งยืน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นความหวังคนไทย เป็นจุดหมายนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ”

    ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

    ผ่ากลยุทธ์ EEC Next Chapter

    นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ EEC อาจแบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ คือ มิติที่ได้มาตั้งแต่กำเนิดและมิติที่สร้างขึ้นเพิ่มเติม

    ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอแนวคิดให้ภาครัฐนำมาตรการ Beauty Contest หรือการประกวดคัดเลือกผู้ลงทุนที่เหมาะสมที่สุด มาใช้พิจารณาคัดกรองนักลงทุนที่จะได้รับโควตาการใช้ไฟฟ้าจากปริมาณความต้องการ 30,000 เมกะวัตต์ โดยรัฐต้องกำหนดกรอบกติกาและจัดสรรให้เหมาะสมกับขีดความสามารถของประเทศ

    นายปจงวิช กล่าวว่า ในช่วงก้าวต่อไปสำคัญ (Next Chapter) มีประเด็นความท้าทายแบ่งออกเป็น 2 มิติหลัก ได้แก่ มิติฮาร์ดแวร์ และมิติซอฟต์แวร์ โดยมิติฮาร์ดแวร์เน้นที่การจัดการเชิงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน โดยพบว่าฉะเชิงเทรามีศักยภาพอีกมาก แต่การเติบโตและการดึงดูดการลงทุนอยู่ระดับต่ำกว่าระยองและชลบุรี ทั้งที่เป็นพื้นที่ที่มีความได้เปรียบสูงเนื่องจากอยู่ใกล้กรุงเทพมหานครอย่างมาก

    “พื้นที่เดิมที่เคยสามารถทำนิคมอุตสาหกรรมได้ถึง 2 ล้านไร่ วันนี้ที่มีการพูดคุยกันอยู่อาจจะปรับลดลงเหลือเพียงแค่ 300,000 ไร่เท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นตัวส่งเสริมหรือช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ EEC เลย” นายปจงวิช กล่าว

    ดังนั้น ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหลักทั้งน้ำดิบและร่างผังเมืองใหม่ ก่อนที่จะพิจารณาขยายอุตสาหกรรมไปยังจังหวัดถัดไป เช่น ปราจีนบุรี แม้ว่าปราจีนบุรีจะเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน แต่ความสำคัญอันดับแรกคือการทำให้โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่รัฐได้ลงทุนในพื้นที่ EEC ไปแล้วสามารถใช้งานได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุด

    สำหรับมิติซอฟต์แวร์ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการวางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) ของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ อย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ลงทุนต่างชาติจะเลือกเข้ามาตั้งโรงงานตามกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงได้รับอานิสงส์ที่โดดเด่นจากคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

    หากประเทศไทยประสงค์จะดึงดูดและสร้างกลุ่มคลัสเตอร์เทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือเซมิคอนดักเตอร์จำเป็นต้องตระหนักว่าการสร้างคลัสเตอร์เทคโนโลยีใหม่นั้นจะต้องมีการเริ่มต้นพัฒนาจากรากฐานเสียก่อน

    ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

    ส.อ.ท.หนุนต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    นายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า EEC เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ของโลกเลือกเป็นฐานการผลิต เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพที่เหนือกว่า โดยปัจจุบันกลุ่มแบรนด์รถยนต์รายใหญ่ดั้งเดิมอย่าง Honda และ Toyota ก็ตั้งฐานการผลิตอยู่ในไทยมานาน 

    ขณะที่แบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหม่อย่าง BYD และแบรนด์อื่นๆ ก็ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC เป็นทุนเดิมเพราะความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ดี แม้ทิศทางการลงทุนจะเติบโต โดยมีผู้เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรม EV แล้วกว่า 200 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาท ซึ่งบางส่วนได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว แต่นายสมมาตแสดงความกังวลว่าความพร้อมเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ และภาครัฐยังดำเนินการล่าช้า

    ที่ผ่านมา ส.อ.ท. พยายามผลักดันให้พ่วงจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็น EEC เนื่องจากมีศักยภาพสูง ทั้งระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงแหลมฉบัง และแหล่งน้ำที่สมบูรณ์จากอ่างเก็บน้ำห้วยโสมงที่มีความจุกว่า 295 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ภาคตะวันออก

    ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

    UTA เล็งแผนเดินหน้าดึงลงทุนอู่ตะเภา 

    นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์สำคัญของอีอีซี แต่วันนี้ใช้เวลามากว่า 6 ปีแล้ว เพราะต้องเจออุปสรรคในหลายเรื่อง ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก

    ทั้งนี้ UTA จึงวางโจทย์ให้เมืองการบินอู่ตะเภาต้องเติมเต็มในส่วนของการดึงดูดการลงทุนเพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูงภายใต้โมเดลธุรกิจแบบ B2BC (Business-to-Business-to-Consumer) เพื่อสร้างงานและสร้างพลังซื้อหมุนเวียนให้ตกอยู่กับคนในภูมิภาคอย่างแท้จริง ให้อู่ตะเภาเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดคนเข้ามาในพื้นที่หลังจากนั้นเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังพัทยา ระยอง ชลบุรี และจันทบุรี

    สำหรับสถานะโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ปัจจุบันได้ลงนามหนังสือเริ่มก่อสร้าง (NTP) เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 โครงการถือว่าได้ก้าวผ่านขั้นตอนและกระบวนการสำคัญพร้อมเดินหน้าพัฒนา โดยช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าจะเห็นความคืบหน้าในการออกตลาดเพื่อชักชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกัน UTA ยังเดินหน้าแผนสร้างดีมานด์ด้วยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว Man Made เพื่อดึงดูด High-Value Tourism ทำเมืองการบินให้ครบวงจรทั้งช้อปปิ้ง กินดื่ม และกิจกรรมเอนเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ เพื่อทำให้อู่ตะเภาเป็นหมุดหมายที่คนต้องการเดินทางมาท่องเที่ยว หรือหากเป็นกลุ่มธุรกิจก็ต้องมีกิจกรรมหลังการประชุม

    “การลงทุนอะไรใน EEC หากเดินได้ก่อนต้องเร่งดำเนินการ เงื่อนไขการลงทุนอะไรผ่อนปรนได้ต้องทำ วันนี้ต้องผ่อนปรนบ้างเพราะคู่แข่งอยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มาทีหลังแต่มีความหิวที่จะแซงประเทศไทย ดังนั้นในฐานะลีดเดอร์ถ้ายังเล่นเกมเดิมไม่ขยับออกไป อาจไม่เหลือเกมให้เล่น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250859&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iX9TXKhgm9gbUgAcV89yo

  • ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.86 แข็งค่าสอดคล้องภูมิภาค จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ คืนพรุ่งนี้ : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.86 แข็งค่าสอดคล้องภูมิภาค จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ คืนพรุ่งนี้ : อินโฟเควสท์

    ค่าเงินบาท [USDTHB.X] ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 32.86 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงเช้า ที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.92 บาท/ดอลลาร์

    นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.83 – 32.96 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ตามทิศทางของเงินสกุลอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะเงินเยน ที่แข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็วมากในวันนี้ และเป็นระดับที่แข็งค่าสุดในรอบ 7 เดือน

    “เงินบาทวันนี้ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยตามทิศทางของเงินเยนญี่ปุ่น ที่แข็งค่าไปเร็วมาก และเป็นการแข็งค่าสุดในรอบ 7 เดือน” นักบริหารเงิน ระบุ

    สำหรับคืนนี้ยังไม่มีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ แต่คืนวันอังคาร จะมีการรายงานดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมเดือนส.ค., รายงานตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์ และ การคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคเดือนส.ค.

    นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75 – 33.00 บาท/ดอลลาร์

    * ปัจจัยสำคัญ

    – เงินเยน อยู่ที่ระดับ 154.45 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 156.02 เยน/ดอลลาร์

    – เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1620 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1610 ดอลลาร์/ยูโร

    – ดัชนี SET ปิดที่ 1,618.82 จุด เพิ่มขึ้น 23.24 จุด (+1.46%) มูลค่าซื้อขาย 60,082.90 ล้านบาท

    – สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,766.98 ล้านบาท

    – ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) เดือนส.ค.69 พบว่า ดัชนี ICI ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” ที่ระดับ 165.89 โดยนักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมา คือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    – กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนส.ค.69 เพิ่มขึ้น 2.53% จากเดือนเดียวกันปีก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันในประเทศยังทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้าง ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อเดือนก.ย.ยังมีโอกาสเป็นบวก

    – กระทรวงพาณิชย์ คาดอัตราเงินเฟ้อไตรมาส 4/2569 เพิ่มขึ้น 2.70% แนะจับตา 2 ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อเงินเฟ้อปลายปี คือ ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญ โดยยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1.5 – 2.5%

    – สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ส่งสัญญาณถึงรัฐบาล แนะกำหนดเป้าหมายการออมแห่งชาติ ควบคู่ไปกับการลงทุนรองใหม่ ดันสัดส่วนการออมแตะ 28-30% ของ GDP ชง 4 ข้อเสนอ เริ่มแรงจูงใจผ่าน TISA ปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ผลักดันกฎหมาย Trust ดึงเงินคนไทยกลับประเทศ

    – กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เผย ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ เดือนส.ค. ลดลง 7.958 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 6.18% จากเดือนก.ค. มาอยู่ที่ระดับ 1.21 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 โดยทุนสำรองในเดือนส.ค.ยังปรับตัวลงมากที่สุดทั้งในแง่อัตรา และมูลค่า นับตั้งแต่ เม.ย. 2543

    – รัฐบาลญี่ปุ่น กำลังประสานจัดการหารือระหว่าง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนนี้ โดยญี่ปุ่นต้องการหารือกับสหรัฐฯ ในประเด็นจีน ท่ามกลางความกังวลว่า 2 มหาอำนาจ อาจกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น หลังประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน และประธานาธิบดีทรัมป์ อาจจะพบกันที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 24 ก.ย.

    – สหภาพยุโรป (EU) เตรียมประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ในกรีนแลนด์ ครอบคลุมอุตสาหกรรมแร่สำคัญ การสื่อสารผ่านดาวเทียม และพลังงานหมุนเวียน ท่ามกลางความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผนวกกรีนแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

    – เศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการส่งออก และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/644460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BD5xgFs3F9AC5rmqYTXiy

  • รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    บทความพิเศษโดยเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin)

    ประเทศรัสเซียและไทยนั้นมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เราจะมีการเฉลิมฉลองสำหรับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 130 ปี ในปีหน้านี้ เราได้เห็นชัดในมิติเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน แม้ว่าเราจะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น แต่การค้าระหว่างรัสเซียและไทยต่างกำลังเติบโตมากยิ่งขึ้นในทางที่ดี ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียและไทยเพิ่มขึ้น 2.3% แตะระดับ 1.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอีก 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น สถานการณ์ในปีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตในทิศทางที่ดี

    ความร่วมมือระหว่างรัสเซียและไทยแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศมีศักยภาพในเชิงการค้า แม้ว่าจะเจอความผันผวนอย่างมากในโลก ทั้งในระบบการเงิน และโลจิสติกส์ เรามีภารกิจร่วมกันในการเพิ่มความหลากหลายทางการค้า เพิ่มปริมาณสินค้า และพัฒนาความร่วมมือกันระหว่างบริษัทเอกชนของทั้งสองประเทศ

    รัสเซียไม่ได้เห็นความสำคัญจากการเพิ่มปริมาณการส่งออกไปสู่ตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังต้องการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และรัสเซียเองก็มีกำลังการผลิตสำหรับตลาดในประเทศไทยเพียงพอ โดยเฉพาะด้านพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารโดยรวม การขนส่ง เทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาศาสตร์ และการศึกษา 

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการคมนาคมที่สำคัญมากของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในภาคธุรกิจที่มีศักยภาพหลายสาขา เช่น เกษตรกรรม โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมอาหาร

    เราได้เห็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ โดยในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในงานได้มีการจัดเสวนาทางธุรกิจในหัวข้อ รัสเซีย–ไทย: มิติใหม่สำหรับการค้าและการลงทุน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทของรัสเซีย และไทยเข้าหารือร่วมกันถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย การพูดคุยกันนั้นไม่ได้จำกัดแต่เพียงรูปแบบการค้าแบบสมัยก่อน แต่หากให้ความสำคัญกับการลงทุน การเสริมสร้างแนวทางและความร่วมมือเพื่อให้เอื้อแก่ผู้ประกอบการ

    ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ทางหอการค้าและอุตสาหกรรมของกรุงมอสโกได้จัดเวทีในชื่อ การเจรจาธุรกิจ มอสโก–กรุงเทพฯ: ทิศทางความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน งานนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจในประเทศรัสเซียและไทย เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายเพื่อการพาณิชย์ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผลักดันธุรกิจที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน และเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ในการติดต่อระหว่างกันของบริษัทรัสเซียและไทย

    เรามีอีกหนึ่งกลไกสำคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นั่นคือ คณะกรรมาธิการร่วมรัสเซีย-ไทยว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ซึ่งมีบทบาทในการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ที่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศเผชิญอย่างเป็นระบบ คณะกรรมาธิการมีส่วนช่วยในการพัฒนาความร่วมมือในอนาคต และได้มีการจัดประชุมร่วมกันไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ในการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ครั้งที่ 9 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อสื่อสารกันและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

    กลไกความร่วมมือแบบนี้กำลังมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีส่วนช่วยในการเชื่อมต่อหน่วยงานรัฐบาลและภาคธุรกิจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับโครงการต่าง ๆ ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ทั้งรัสเซียและไทยต่างมีความร่วมมือทวิภาคีที่สูงกว่าระดับการค้าในปัจจุบันมาก รัสเซียหวังถึงการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพิ่มการลงทุน ขยายความร่วมมือกันทางด้านการผลิต เพื่อเป้าหมายในระยะยาว เรามีความจำเป็นในการสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ เพื่อให้ตลาดของทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกัน และใช้กลไกการชำระเงินที่มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนั้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยควรขยายสู่ระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยรัสเซียได้ให้การสนับสนุนความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างต่อเนื่องและมีการขยายความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย

    ความร่วมมือในระดับภูมิภาคดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสสำหรับประเทศไทย ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการกระจายความหลากหลายของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ การขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ ตลอดจนการดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยี

    เราจะมีการจัดงานครั้งสำคัญในปีนี้ นั่นคือ การประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร ปลายเดือนตุลาคม 2569 โดยมีหัวข้อหลักในการประชุม คือ รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมงานดังกล่าว ขณะนี้ได้เปิดให้ลงทะเบียนแล้วผ่านทางลิงก์  

    เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การส่งเสริมให้เกิดการติดต่อกันทางธุรกิจ การลงทุน และโครงการใหม่ ๆ เพื่อความเป็นหุ้นส่วนในระยะยาว ทั้งทางด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี อีกทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม และมนุษยธรรม

    ทั้งรัสเซียและไทยต่างมีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือกันไปสู่ความสำเร็จ เรามีการเจรจาทางการเมืองที่เข้มแข็ง ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจที่มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และสำคัญที่สุดคือ ทั้งรัสเซีย และไทยต่างมีความสนใจร่วมกันในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    การประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มแรงผลักดันในกระบวนการดังกล่าว และเปิดบริบทใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250833&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O-b1eKGiTCW3FPtyg7-Bd

  • “พิชัย” ฝากการบ้าน “ผู้ว่าแบงก์ชาติ” ปิดช่องทางทุนเทา-คอร์รัปชั่น ชูเศรษฐกิจโตคู่เสถียรภาพ

    “พิชัย” ฝากการบ้าน “ผู้ว่าแบงก์ชาติ” ปิดช่องทางทุนเทา-คอร์รัปชั่น ชูเศรษฐกิจโตคู่เสถียรภาพ


    “พิชัย” ชื่นชม “วิทัย” ผู้ว่าฯ ธปท. ชูเศรษฐกิจโตคู่เสถียรภาพ พร้อมฝากเร่งปิดช่องทุนเทา-คอร์รัปชัน ดันเงินทุนสู่ธุรกิจสุจริต

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า อาจมีความเข้าใจผิดในอดีตว่าตนไม่เห็นด้วยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากการที่เคยวิจารณ์ค่าเงินบาท อัตราดอกเบี้ย และส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ (NIM) ทั้งที่เป็นการเสนอความเห็นเชิงหลักการ เพราะต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี ไม่ได้เกี่ยวกับตัวสถาบัน โดยค่าเงินบาทมีผลต่อการส่งออก รายได้ และการจ้างงานของคนไทย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยมีผลต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนและต้นทุนของภาคธุรกิจ

    นายพิชัยกล่าวว่า วันนี้ขอชื่นชม นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท. ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่า หาก ธปท. บรรลุเป้าหมายด้านเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลง ธุรกิจปิดตัว และประชาชนยากจนลง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น พร้อมเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวควรเป็นหลักสำคัญของ ธปท. ในอนาคต

    ทั้งนี้ เสถียรภาพทางการเงินต้องเดินควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การอยู่รอดของธุรกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน ขณะที่นโยบายการเงินควรสอดประสานกับนโยบายการคลังเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ

    นายพิชัยกล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องลงลึกถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และคอร์รัปชัน ซึ่งบั่นทอนธรรมาภิบาลและทำให้เงินทุนไหลไปสู่กิจกรรมที่ไม่สร้างผลิตภาพ ขณะที่ธุรกิจสุจริตและเอสเอ็มอีกลับเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก

    การฟื้นเศรษฐกิจจึงไม่ควรพึ่งเพียงดอกเบี้ยหรือมาตรการกระตุ้น แต่ต้องจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ เพิ่มผลิตภาพและการลงทุน พร้อมปิดช่องทางทุนเทาและการทุจริต เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมและการเติบโตมีคุณภาพ

    นายพิชัยกล่าวว่า ขอให้กำลังใจนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท. ให้ยึดมั่นในหลักการดังกล่าว และนำไปเป็นแนวทางของ ธปท. ต่อไป เพราะหากไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงและทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การดำเนินงานและหลักคิดของธนาคารแห่งประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/46574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T3xf_EYkxngtCVZmfTder

  • FETCO ชงรัฐเร่งออม รับแผนลงทุน 30% หวั่นเงินออมไม่พอ เสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    FETCO ชงรัฐเร่งออม รับแผนลงทุน 30% หวั่นเงินออมไม่พอ เสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    FETCO ชงรัฐเร่งออม รับแผนลงทุน 30% หวั่นเงินออมไม่พอ เสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    ประเทศไทยกำลังเดินหน้าครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มการลงทุน หวังยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนขึ้นไปแตะ 30% ของ GDP จากปัจจุบันราว 23%

    แต่โจทย์สำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่จะลงทุนเท่าไหร่ ? หากอยู่ที่ว่า ประเทศไทยมีเงินออมเพียงพอที่จะรองรับการลงทุนเหล่านั้นหรือไม่ ?

    เพราะในขณะที่เป้าหมายการลงทุนกำลังขยับขึ้น เงินออมของประเทศกลับลดลงต่อเนื่อง จากอดีตที่เคยอยู่ในระดับ 36% ของ GDP เหลือเพียงประมาณ 25% ในปัจจุบัน ช่องว่างระหว่าง “การลงทุน” กับ “การออม” จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐไม่อาจมองข้าม

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า เศรษฐกิจไทยจะลงทุนได้มากแค่ไหน แต่คือไทยจะสร้างเงินออมของคนไทยให้เพียงพอสำหรับการเติบโตครั้งต่อไปได้อย่างไร

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยอมรับว่าปัจจุบันรัฐบาลและหน่วยงานเศรษฐกิจเน้นย้ำเรื่องแผนการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ซึ่งมีการวางเป้าหมายการลงทุนไว้ที่ประมาณ 30% ของ GDP เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ราว 23%

    สอดคล้องกับแนวทางที่ยั่งยืน แต่สิ่งสำคัญที่ยังขาดหายไปคือ แผนยกระดับการออมเงินในประเทศ

    ข้อมูลสถิติชี้ว่า เงินออมของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจากในอดีตที่เคยสูงถึง 36% ปัจจุบันเหลือเพียง 25% ของ GDP เท่านั้น นายไพบูลย์ เตือนว่า หากรัฐบาลลงทุน 30%

    แต่ประเทศมีเงินออมเพียง 25% จะส่งผลให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 5% ซึ่งเกินเกณฑ์ความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ ไม่ควรเกิน 3% และมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ ซึ่งอาจซ้ำรอยวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หากต่างชาติเปลี่ยนใจดึงเงินทุนกลับกะทันหัน

    ดังนั้น FETCO จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดเป้าหมายและหมุดหมายการออมในประเทศอย่างชัดเจน โดยควรเร่งผลักดันให้เงินออมขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28% ของ GDP เพื่อรองรับแผนการลงทุนระลอกใหม่ได้อย่างปลอดภัย

    4 มาตรการกู้เงินออมไทยรับลงทุนรอบใหม่

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการออม 28% ของ GDP และกักเก็บความมั่งคั่งให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย FETCO ได้ตกผลึกข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ประเด็นสำคัญ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อภาครัฐผ่านคณะอนุกรรมการของ กรอ. ต่อไป

    1. การลงทุนต้องเน้นเพิ่มผลิตภาพ (Productivity R&D)

    ทุกโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น AI หรือ Data Center รัฐบาลต้องวัดผลสัมฤทธิ์เรื่องการเพิ่มผลิตภาพให้ประเทศ เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558-2566) ผลิตภาพของประเทศไทยเติบโตเฉลี่ย 0% การลงทุนใหม่ๆ จึงต้องตอบโจทย์การเพิ่มขีดความสามารถที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข GDP

    2. กำหนดนโยบายออมระยะยาวให้ตรงเป้า

    สนับสนุนมาตรการกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน TISA ที่เตรียมเสนอ ครม. แต่ต้องการให้ภาครัฐศึกษาเชิงลึกว่ามาตรการเหล่านี้สามารถสร้างปริมาณเม็ดเงินออมระยะยาวที่เสถียรและสูงเพียงพอต่อการรองรับโครงการลงทุนระยะยาวของประเทศจริงหรือไม่

    3. ผลักดันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ (Mandatory Provident Fund)

    เสนอให้เปลี่ยนระบบการออม จากแบบสมัครใจ เป็น ภาคบังคับ เพื่อบังคับให้เกิดการออมในกลุ่มแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาประเทศ

    4. ปรับปรุงกฎหมายดึงดูดและกักเก็บความมั่งคั่งในประเทศ

    – ผลักดันพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ.กองทรัสต์) และการตั้ง Family Office

    เพื่อรองรับการบริหารจัดการสินทรัพย์และมรดกตามหลักสากล ช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้มีฐานะโอนเงินออมออกไปให้สถาบันการเงินในต่างประเทศบริหาร อีกทั้งการสร้างระบบนิเวศนี้จะดึงดูดให้วานิชธนากรต่างชาติเข้ามาตั้งธุรกิจ Family Office ในไทย ซึ่งจะส่งผลดีเชิงจิตวิทยาให้ผู้บริหารกองทุนและนักลงทุนต่างชาติหันมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเนื่องจากอยู่ใกล้ชิดข้อมูล

    – มาตรการเว้นภาษีเงินโอนกลับประเทศ (Tax Amnesty) กรอบเวลา 2 ปี

    เสนอเว้นภาษีสำหรับเงินออมของคนไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ หากนำเงินก้อนดังกล่าวกลับมาลงทุนในตลาดทุนไทยภายในกรอบเวลา 2 ปี เพื่อดึงสภาพคล่องและเงินออมมหาศาลกลับมาขับเคลื่อนประเทศ

    แต่เมื่อถามว่า FETCO จะเข้าไปคุยเรื่องเงินออมในประเทศ หลักเกณฑ์ แผนกระตุ้นต่างๆกับทางภาครัฐในช่วงไหน และหากแก้ พ.ร.บ.กองทรัสต์ในไทยสำเร็จ คาดว่าจะดึงเม็ดเงินออมเข้ามาในไทยได้เท่าไหร่นั้น กลับไร้ซึ่งคำตอบ.
     

    FETCO ชงรัฐเร่งออม รับแผนลงทุน 30% หวั่นเงินออมไม่พอ เสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    หุ้นไทยขาขึ้น หวังเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ

    ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ประจำเดือนกันยายน 2569 พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 165 จุด ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงอย่างมาก (Bullish) เนื่องจากมองเห็นทิศทางบวกของเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงมาตรการเชิงรุกของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ หนี้ครัวเรือน และการปราบปรามธุรกิจสีเทา 

    ตลอดจนการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับปรุงเกณฑ์การซื้อขายเพื่อแก้ปัญหาธุรกรรมที่ไม่เหมาะสมในอดีต ซึ่งช่วยเรียกคืนความเชื่อมั่นกลับมาได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ปัจจัยบวกหลัก นักลงทุนทุกกลุ่มให้น้ำหนักสูงสุดกับการไหลเข้าของเงินทุน (Fund Flow) ที่คาดว่าจะเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เริ่มฟื้นตัว โดยกำไรสุทธิไตรมาสล่าสุดพุ่งทะลุ 400,000 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19

    ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศยังคงเป็นความกังวลอันดับหนึ่งที่อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นได้

    กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics) ได้รับคะแนนความสนใจสูงสุด จากอานิสงส์การเข้าสู่ช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ได้รับความสนใจน้อยที่สุด

    ผลตอบแทนตลาดหุ้นไทย แม้ในเดือนสิงหาคมจะมีการปรับฐานชั่วคราวติดลบไป 2% จากแรงขายล็อกกำไร แต่ภาพรวมทั้งปี (YTD) ตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยเติบโตถึง 26.6%

    “ตลาดหุ้นจะน่าห่วงที่สุด เมื่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มไม่เติบโต เริ่มนิ่ง หรือเริ่มถดถอย แต่ในวันนี้ทิศทางกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเข้าที่เข้าทางอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเครื่องการันตีว่าตลาดหุ้นไทยยังสามารถไปต่อได้ในระยะยาว”นายไพบูลย์ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/748260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RK2aZqc95uR_dmnpWZ5no

  • บีอาร์เอ็น เผาอำนาจรัฐ ทำลายเศรษฐกิจ เป้าหมายปกครองตนเอง

    บีอาร์เอ็น เผาอำนาจรัฐ ทำลายเศรษฐกิจ เป้าหมายปกครองตนเอง

    ทีมข่าว SEE TRUE ลงพื้นที่จริง เหตุป่วนใต้ 131 จุดใน 8 วัน ข้ามแดนถามอดีตแกนนำบีอาร์เอ็น ผ่าอำนาจรัฐ ทำลายเศรษฐกิจ เป้าหมายปกครองตนเอง

    จากกรณีขบวนการปฏิวัติแห่งชาติมลายู หรือ บีอาร์เอ็น ได้ก่อเหตุรุนแรงทั่ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของสงขลา ช่วง 22-29 สิงหาคม 2569 มากถึง 92 เหตุการณ์ จำนวน 131 จุด ในระยะเวลาเพียง 8 วัน ซึ่งมีการวางระเบิดมากถึง 75 ลูก

    ทีมข่าว SEE TRUE ไทยรัฐทีวี ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยเหตุการณ์ใหญ่ คือการวางระเบิดวางเพลิง อบต. 8 แห่ง เทศบาล 2 แห่ง วางระเบิดและวางเพลิงร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 2 แห่ง วางเพลิงโรงงานแปรรูป อบไม้ยางพารา 1 แห่ง และวางระเบิดห้างโกลบอลเฮ้าส์ ปัตตานี

    ที่ปัตตานี มี อบต.และเทศบาลถูกวางระเบิดและเผามากที่สุด 5 แห่ง ปัตตานี 4 แห่ง และยาลา 2 แห่ง มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ในปัตตานี ถูกวางระเบิดและวางเพลิง 2 แห่ง โรงงานแปรรูปไม้ยางพาราในปัตตานี ถูกลอบวางเพลิง 1 แห่ง และห้างฯ โกลบอลเฮ้าส์ ถูกวางระเบิด 5 ลูก ระเบิดทำงาน 4 ลูก เก็บกู้ได้ 1 ลูก

    ทีมข่าว SEE TRUE ไทยรัฐทีวี ได้เดินทางข้ามแดน เพื่อพูดคุยกับ อุซตาซฮรน อิสเหาะ อดีตแกนนำอาวุโสขบวนการบีอาร์เอ็น ซึ่งเคยเป็นกัสหรือผู้ว่าราชการจังหวัดของบีอาร์เอ็น เขตจังหวัดนราธิวาส

    เมื่อถามถึงการก่อเหตุร้อยกว่าจุดว่าเป็นฝีมือใคร เขาไม่ตอบตรงๆ เพราะมีกฎ “ทำไม่รับ ไม่ทำไม่ปฏิเสธ” จึงต้องถามอ้อมๆ อีกหลายคำถาม จนได้คำตอบว่า เป็นการลงมือของบีอาร์เอ็น โดยแผนการมีอยู่แล้ว และใช้เวลาสั่งการเพียง 2 วัน

    “ผมตอบตรงๆ ไม่ได้เรื่องนี้ เพราะว่าเป็นสิทธิ์ของบีอาร์เอ็น ตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่ไหนตั้งแต่ไรแล้ว ตั้งแต่เริ่มมีบีอาร์เอ็น เราจะไม่ยอมรับและจะไม่ปฏิเสธ ตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน” อุซตาซฮรน ตอบเลี่ยงๆ

    อย่างไรก็ดี เขาเปิดเผยว่า ในเรื่องปฏิบัติการใหญ่เป็นการรับคำสั่งจากเบื้องบน โดยบีอาร์เอ็น ไม่ได้มีความแตกแยกระหว่างการเมืองและทหาร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง การเมืองก็ทำงานของการเมือง ฝ่ายทหารก็ทำงานของฝ่ายทหาร เพราะว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพ ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ

    อุซตาซฮรน อิสเหาะ อดีตแกนนำอาวุโสขบวนการบีอาร์เอ็น
    อุซตาซฮรน อิสเหาะ อดีตแกนนำอาวุโสขบวนการบีอาร์เอ็น

    ส่วนที่ก่อเหตุใหญ่ร้อยกว่าจุด เพราะมีการเลื่อนการเจรจา หลังเกิดเหตุยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ที่บ้านบูเก๊ะซามี

    “ทำไมเหตุการณ์จึงเกิดขึ้นในช่วงนี้เพราะเป็นการเลื่อนโต๊ะพูดคุย ทำไมเขาถึงเลื่อนต้องการพูดคุย เพราะเกิดการยิงทหารพราน 5 ศพ ผมจะถามว่า เป้าหมายของการให้มีกองกำลัง อส. หรือทหารพรานเพื่ออะไร ถ้า อส. เจอกลุ่มพวกนี้เขายิงไหม แล้วผิดอะไรล่ะถ้าขบวนการจะยิงกลุ่มติดอาวุธของฝ่ายรัฐ เพราะต่างคนต่างมีอาวุธ มันเป็นคู่ต่อสู้กันและมันผิดอะไร เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอยู่แล้ว”

    เมื่อถามถึงการวางเพลิงเทศบาล และ อบต. อุซตาซฮรน บอกว่า บีอาร์เอ็นไม่ได้ต้องการการกระจายอำนาจแบบนี้ และคนในเทศบาลหรือ อบต. บางคน อาจจะแสดงออกถึงการปฏิเสธการต่อสู้ของขบวนการ

    ส่วนการวางระเบิด วางเพลิงร้านค้า สถานประกอบการต่างๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้เขาไม่ตอบตรงๆ แต่ยอมรับว่า เป็นการทำลายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทุนใหญ่ ซึ่งขบวนการบีอาร์เอ็น ทำมาตลอดอยู่แล้ว

    ทีมข่าว SEE TRUE ถามถึงเป้าหมายของขบวนการบีอาร์เอ็น อุซตาซฮรน ตอบชัดเจนว่า ต้องการระบบการปกครองตัวเอง ซึ่งมี 2-3 อย่าง คือ อัตลักษณ์ การเมือง และเขตพื้นที่ โดยเขามองว่า การเจรจากันที่ผ่านมา รัฐบาลต้องการให้อำนาจบีอาร์เอ็นแค่เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งบีอาร์เอ็นไม่ได้ต้องการแค่นั้น แต่ต้องการการปกครองตนเอง ที่มีข้อตกลงมากกว่านั้น และไม่ใช่แบบพัทยา หรือกรุงเทพฯ

    “เราจะต้องมีกฎหมายของตัวเอง เราต้องมีกฎหมายชารีอะห์ เราต้องมีเรื่องเศรษฐกิจของตัวเอง ในเรื่องความปลอดภัย เรื่องอัตลักษณ์ ทั้งหมดนี้จะต้องมีอยู่ในระบบการปกครอง” แกนนำอาวุโสขบวนการบีอาร์เอ็น อธิบายถึงการปกครองตนเองที่ต้องการ

    ส่วนเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น อุซตาซฮรน บอกว่า ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น ถ้ากระบวนการพูดคุยไม่มีอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันบนโต๊ะเจรจา

    ทีมข่าว SEE TRUE สอบถาม พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร อดีตผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน จ.นราธิวาส อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. รวมทั้งเคยเป็นคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้

    “ขอปกครองตนเอง ก็ชัดเจน รอบนี้เป็นการสื่อสารที่เมื่อก่อนคนไทยก็จะถามว่า ความหมายของคุณคืออะไร เที่ยวนี้ก็เลยอธิบายชัดเจนเลยว่า มีการปกครองตนเอง คือรวมพื้นที่เป็นพื้นที่หนึ่ง มีรัฐบาลท้องถิ่น มีผู้ปกครองที่คัดมาจากคนในพื้นที่เท่านั้น เป็นผู้บริหารสูงสุด มีรัฐสภาท้องถิ่น มีกฎหมายที่สอดคล้องกับวิถีคือกฎหมายชารีอะห์ กฎหมายอิสลาม อันนั้นคือการสื่อสารออกมาให้มันชัดเจน” พล.ร.ต.สมเกียรติ ให้ความเห็นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

    พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร อดีตเลขาธิการ ศอ.บต.
    พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร อดีตเลขาธิการ ศอ.บต.

    อย่างไรก็ดี อดีตนายทหารที่อยู่ในพื้นที่ยาวนาน บอกว่า ในฐานะที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เคยทำงานในพื้นที่ สิ่งที่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ คงไม่อาจที่กระทำได้ คงต้องหาวิธีการใดๆ ที่ทำให้กลับมาอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญของไทย

    “ที่สำคัญที่สุด ในการที่ต้องการจะปกครองตนเอง นอกเหนือจากอยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญแล้ว คำถามสำคัญคือ ในพื้นที่ไม่ได้มีเฉพาะประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม แต่มีชาวพุทธ เชื้อสายไทยนับถือพุทธ เชื้อสายจีนนับถือพุทธ ซึ่งก็อยู่มาแต่โบร่ำโบราณ เขาจะอยู่ในสถานะใด” 

    ติดตามได้ในภารกิจ SEE TRUE ให้คุณเห็นความจริง ติดตามต่อเนื่องตั้งแต่ 7-9 ก.ย.69 ทางรายการไทยรัฐนิวส์โชว์ หลังเวลา 21.00 น. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2958109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uhE2ECWj99oAYvettGTKq

  • “พาณิชย์” ย้ำเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยังไม่ปิดดีล คืบหน้าในทิศทางที่ดี รอสรุปรายละเอียดอัตราภาษีขั้นสุดท้าย

    “พาณิชย์” ย้ำเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยังไม่ปิดดีล คืบหน้าในทิศทางที่ดี รอสรุปรายละเอียดอัตราภาษีขั้นสุดท้าย

    “พาณิชย์” ย้ำเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยังไม่ปิดดีล คืบหน้าในทิศทางที่ดี รอสรุปรายละเอียดอัตราภาษีขั้นสุดท้าย


    วันที่ 7 กันยายน 2569 นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับผลการหารือเรื่องภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาในลักษณะว่า “ปิดดีล” หรือได้ข้อสรุปเรื่องอัตราภาษีแล้ว อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จึงขอทำความเข้าใจว่า การหารือเพื่อจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) มีความคืบหน้าเป็นอย่างมากและมีสัญญาณที่ดีที่จะสรุปการเจรจาได้  ซึ่งหากสามารถจัดทําความตกลงร่วมกันได้ ไทยจะมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีนําเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้  

    จากการหารือของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การหารือมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญของความตกลงฯร่วมกัน พร้อมเห็นชอบให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายเร่งสรุปรายละเอียดและประเด็นที่เหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    ทั้งนี้ “ข้อสรุปในสาระสำคัญของความตกลงฯ” ไม่ได้หมายความว่าเป็นการปิดดีลหรือได้ข้อสรุปอัตราภาษีสุดท้ายแล้ว เนื่องจากการไต่สวนของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ดังนั้น อัตราภาษีที่จะมีผลกับไทยจึงยังต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของฝ่ายสหรัฐฯก่อน

    นายกรนิจกล่าวว่า ฝ่ายไทยจะเดินหน้าเจรจาอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้การหารือในรายละเอียดที่เหลือมีความคืบหน้าและได้ข้อยุติโดยเร็ว โดยมุ่งรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย และผลักดันให้อัตราภาษีของไทยอยู่ในระดับที่เป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้กับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค พร้อมเชื่อมั่นว่าความคืบหน้าที่เกิดขึ้นจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเดินหน้าความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15qViQlIevQmfIMC4bRqM0

  • “พิชัย” ชื่นชมแบงก์ชาติ ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่เศรษฐกิจเติบโต

    “พิชัย” ชื่นชมแบงก์ชาติ ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่เศรษฐกิจเติบโต

    “พิชัย” อดีตรมว.พาณิชย์ ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่เศรษฐกิจเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง

    วันที่ 7 กันยายน 2569 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า อาจมีความเข้าใจผิดในอดีตว่าตนไม่เห็นด้วยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากการที่เคยวิจารณ์ค่าเงินบาท อัตราดอกเบี้ย และส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ (NIM) ทั้งที่เป็นการเสนอความเห็นเชิงหลักการ เพราะต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี ไม่ได้เกี่ยวกับตัวสถาบัน โดยค่าเงินบาทมีผลต่อการส่งออก รายได้ และการจ้างงานของคนไทย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยมีผลต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนและต้นทุนของภาคธุรกิจ

    นายพิชัยกล่าวว่า วันนี้ขอชื่นชม นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่า หาก ธปท. บรรลุเป้าหมายด้านเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลง ธุรกิจปิดตัว และประชาชนยากจนลง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น พร้อมเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวควรเป็นหลักสำคัญของ ธปท. ในอนาคต

    ทั้งนี้ เสถียรภาพทางการเงินต้องเดินควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การอยู่รอดของธุรกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน ขณะที่นโยบายการเงินควรสอดประสานกับนโยบายการคลังเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ

    นายพิชัยกล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องลงลึกถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และคอร์รัปชัน ซึ่งบั่นทอนธรรมาภิบาลและทำให้เงินทุนไหลไปสู่กิจกรรมที่ไม่สร้างผลิตภาพ ขณะที่ธุรกิจสุจริตและเอสเอ็มอีกลับเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก

    การฟื้นเศรษฐกิจจึงไม่ควรพึ่งเพียงดอกเบี้ยหรือมาตรการกระตุ้น แต่ต้องจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ เพิ่มผลิตภาพและการลงทุน พร้อมปิดช่องทางทุนเทาและการทุจริต เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมและการเติบโตมีคุณภาพ

    นายพิชัยกล่าวว่า ขอให้กำลังใจนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท. ให้ยึดมั่นในหลักการดังกล่าว และนำไปเป็นแนวทางของ ธปท. ต่อไป เพราะหากไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงและทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การดำเนินงานและหลักคิดของธนาคารแห่งประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2957928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YRaiJ5mzE_7H5XWB_zmp0

  • ‘อุตตม’ ชู EEC แก้เศรษฐกิจไทยโตช้า จี้เร่งสปีดรับโอกาสทองช่วงภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

    ‘อุตตม’ ชู EEC แก้เศรษฐกิจไทยโตช้า จี้เร่งสปีดรับโอกาสทองช่วงภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

    “อุตตม” สะท้อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยแผ่ว จีดีพีร่วงต่อเนื่องเหลือเฉลี่ย 2.5% ปี 2569 โตรั้งท้ายในอาเซียน ชี้วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้วเป็นโอกาสทองครั้งใหญ่ในการเร่งพัฒนาเดินหน้าพื้นที่ EEC  วอนรัฐเร่งยกระดับความพร้อม 4 ด้านหลักรับมือเพื่อนบ้านที่เปิดเกมรุกรวดเร็วเพื่อแย่งชิงทุนต่างชาติ

    • อดีตรมว.คลัง ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงอย่างต่อเนื่อง โครงการ EEC จึงถูกผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้
    • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันถือเป็น “โอกาสทอง” ของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่กำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
    • ไทยต้องเร่งสร้างความพร้อมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาทักษะแรงงาน, โครงสร้างพื้นฐาน, การแก้กฎระเบียบ และการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน เพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน

    วันนี้ (7 ก.ย.69) ในงานเสวนาหัวข้อ “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป  EEC ไม่เคยหยุดเดินหน้า สู่บทใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก” จัดโดย “EECO” และ Nation Group นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลักที่เริ่มอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด หากย้อนกลับไปในช่วง 30–35 ปีก่อน ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมจากการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน แม้จะผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 มาได้ และฟื้นตัวเติบโตเฉลี่ยที่ 5.3% แต่หลังจากนั้น อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลับมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เติบโตเฉลี่ย 3.6% และล่าสุดหลังวิกฤติโควิด-19 (ปี 2565–2567) เติบโตช้าลงเหลือเพียง 2.5% เท่านั้น

    ทั้งนี้ความน่ากังวลสอดคล้องกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในปี 2569 ที่ระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของอาเซียน 11 ประเทศ สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และมาเลเซีย ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วที่ระดับ 5% ขึ้นไป ซึ่งปัญหานี้เกิดจากการที่ประเทศไทยขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มาเป็นเวลานาน และทักษะของแรงงานเริ่มตามไม่ทันความต้องการของโลกยุคใหม่

    นายอุตตม กล่าวว่า จากปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำลงของประเทศไทยในช่วงปี 2558–2559 จึงเกิดแนวคิดการผลักดันการพัฒนาเชิงพื้นที่จนนำมาสู่การพัฒนาโครงการ EEC เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมใหม่เข้ากับเมือง คุณภาพชีวิตของประชาชน ทักษะแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ซึ่งโครงการ EEC ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2559 โดยสาเหตุที่รัฐบาลในขณะนั้นเลือกการเริ่มต้นโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเพราะมีฐานโครงสร้างเดิมจากยุค Eastern Seaboard (ESB) ทำให้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ อย่างไรก็ดี ตามหลักการของ พ.ร.บ. EEC มีเป้าหมายที่จะขยายโมเดลนี้ไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภาคใต้ (SEC) ภาคเหนือ และภาคอีสาน ด้วยเช่นกัน

    ส่วนประเด็นที่เมื่อโลกเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ยุคใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ดั้งเดิมไปสู่การแตกขั้วทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากภาวะชะงักงัน เช่น สงครามในตะวันออกกลาง สถานการณ์นี้กลายเป็นโอกาสทองของประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มทุนต่างชาติต่างพยายามมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อบริหาร และกระจายความเสี่ยง ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ และทรัพยากรที่หลากหลายจึงมองว่าเป็นโอกาสในการรับรองการลงทุนของ EEC เช่นกัน

    อย่างไรก็ตามโอกาสนี้ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นจริงได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของประเทศใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง 2.การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางกายภาพ และระบบการสื่อสารดิจิทัลให้มีความพร้อมรองรับการลงทุน 3.การแก้ปัญหาเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับ ที่ต้องเอื้ออำนวย และยืดหยุ่นพอ และ 4.สิทธิประโยชน์การลงทุน ที่เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติ

    “ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนต่างดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างหนักหน่วงเพื่อแย่งชิงนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างความพร้อมในทุกด้านเพื่อไม่ให้ตกขบวนการลงทุนระลอกใหม่นี้ ส่วนการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ และมาตรการต่างๆ ให้สามารถดึงการลงทุนได้มากขึ้นสามารถมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้” นายอุตตม กล่าว

    สำหรับรูปแบบการลงทุนต้องกลับไปในช่วงเริ่มต้นคิดโครงการ EEC ซึ่งในขณะนั้นเราตระหนักดีว่าต้องการให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ภาครัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดำเนินการเองทั้งหมดอย่างแน่นอน ด้วยข้อจำกัดนี้ เราจึงตั้งหลักไว้ตั้งแต่ต้นว่า EEC จะต้องขับเคลื่อนภายใต้หลักการ 3 ประสาน หรือ 3P คือ ภาครัฐ (Public) ภาคเอกชน (Private) และภาคประชาชน (People) ที่ต้องก้าวไปด้วยกัน โดยไม่ใช่รัฐเป็นผู้ชี้นำเพียงฝ่ายเดียว และก็ไม่ได้ปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นผู้กำหนดทิศทางทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการลงทุนต่างๆ ทั้งหมดต้องมีการเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติจริงจังเพราะหลายประเทศมีการดึงการลงทุนจากต่างชาติเช่นกัน 

    สำหรับประเด็นในเรื่องของการลงทุนในพื้นที่ของภาคอุตสาหกรรมต้องสอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในส่วนสำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นการดึงอะไรเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือในพื้นที่จะต้องตอบโจทย์คนไทย และคนในพื้นที่ เช่น เรื่องนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ได้เห็นแล้วว่าเริ่มเกิดขึ้น และมีการลงมือทำจริง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ

    'อุตตม' ชู EEC แก้เศรษฐกิจไทยโตช้า จี้เร่งสปีดรับโอกาสทองช่วงภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

    “การพัฒนาพื้นที่ต้องตอบโจทย์คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะทำในพื้นที่ใดของประเทศไทยก็ตาม คนในพื้นที่ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มิฉะนั้นโครงการจะไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่เข้ามาลงทุนก็จะไม่พึงพอใจ และสุดท้ายภาคการท่องเที่ยวก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นเรื่องนี้มีหนทางทำได้อย่างแน่นอน แต่อาจจะต้องลงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติม และผมอยากจะสนับสนุนมุมมองที่ว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พื้นที่อย่างแท้จริง และทำให้คนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้” นายอุตตม กล่าว  

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OQHJdZZgUuI1oN48cI4X2