Blog

  • หอการค้าไทยหนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ประคองเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยหนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ประคองเศรษฐกิจ

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยในหลักการต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งจะมีมีแนวโน้มว่าจะจบลงเมื่อไหร่ 

    ภาคเอกชนมองว่า สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังกระทบต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

    “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ พร้อมวางรากฐานใหม่ด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางในระยะยาว”

    หอการค้าไทยเห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ การใช้เงินกู้ควรมุ่งทั้ง “ระยะสั้น” และ “ระยะยาว” ควบคู่กัน โดยระยะสั้นควรเน้นช่วยลดภาระต้นทุนพลังงาน เพิ่มสภาพคล่อง และกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ส่วนระยะยาวควรเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ระบบ EV และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    “เงินกู้รอบนี้ ต้องไม่ใช่แค่การประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นเงินลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องต้นทุนพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยรอบใหม่”

    พร้อมกันนี้ หอการค้าไทยเห็นว่าการใช้เงินทุกโครงการต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สนับสนุนสินค้าไทย ผู้ประกอบการไทย และช่วยดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eqAE2_t0Twhg63MeREvkE

  • รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฝ่ายค้านชี้ขัด รธน. จ่อยื่นศาลวินิจฉัย

    รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฝ่ายค้านชี้ขัด รธน. จ่อยื่นศาลวินิจฉัย

    รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฝ่ายค้านชี้ขัด รธน. จ่อยื่นศาลวินิจฉัย

    รายงานพิเศษ: เจาะลึกชนวนขัดแย้ง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

    เหตุผลความจำเป็นและเป้าหมายการกู้เงินของรัฐบาล

    รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการพยุงเศรษฐกิจ โดยเน้นการป้องกันภาวะเงินเฟ้อและลดภาระค่าครองชีพ พร้อมระบุว่าหากล่าช้าอาจเกิดการปิดกิจการและการว่างงานเป็นวงกว้างจนยากจะเยียวยา

    กลยุทธ์รักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม

    ฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ว่า การอัดฉีดเม็ดเงินจะช่วยกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เติบโตขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่ให้พุ่งสูงจนเกินเพดานหนี้ โดยมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในเชิงรุกมีความคุ้มค่ามากกว่าการปล่อยให้เศรษฐกิจหดตัวจนเสียสมดุลการคลัง

    ข้อโต้แย้งด้านสัดส่วนงบประมาณเมื่อเปรียบเทียบอดีต

    นายภราดร ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย นำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบว่า วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาทในปัจจุบันคิดเป็นเพียงร้อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่สูงเกือบ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่าการกู้เงินในปี 2552 ที่เคยสูงถึงร้อยละ 21 เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสถานะทางการเงินของประเทศยังคงมีความมั่นคง

    ข้อกังขาด้านกฎหมายและเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ

    นายกรณ์ จาติกวณิช และพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่าการออก พ.ร.ก. ครั้งนี้อาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่กำหนดว่าต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยชี้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่เข้าขั้นวิกฤตเหมือนเช่นเหตุการณ์ในอดีต

    ปมการเมืองและมูลเหตุจูงใจในการดำเนินนโยบาย

    ฝ่ายค้านแสดงความกังวลว่าการกู้เงินนอกระบบงบประมาณปกติ อาจมีวัตถุประสงค์แฝงเพื่อนำเงินไปขับเคลื่อนนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล มากกว่าจะเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตชาติอย่างแท้จริง จึงถือเป็นการสร้างภาระหนี้ผูกพันให้แก่ประชาชนโดยขาดกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นในสภาผู้แทนราษฎร

    เส้นทางสู่ศาลรัฐธรรมนูญและการรอคำวินิจฉัย

    ความคืบหน้าล่าสุด พรรคประชาชนและนายกรณ์เตรียมยื่นรายชื่อต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมาย โดยมีกรอบระยะเวลาพิจารณา 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดประมาณวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 โดยคำวินิจฉัยนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินและการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/742112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C61k-B1mNNOzl_gY_eeOa

  • จีนผลิตทองคำลด 3.3% ใน Q1 แต่ดีมานด์ทองคำแท่ง-เหรียญทองพุ่ง 46.4% : อินโฟเควสท์

    จีนผลิตทองคำลด 3.3% ใน Q1 แต่ดีมานด์ทองคำแท่ง-เหรียญทองพุ่ง 46.4% : อินโฟเควสท์

    สมาคมทองคำจีนเปิดเผยในวันนี้ (9 พ.ค.) ว่า การผลิตทองคำของจีนในไตรมาส 1/2569 ชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังการตรวจสอบด้านความปลอดภัยส่งผลให้โรงถลุงทองบางแห่งต้องหยุดเดินเครื่องชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง

    ปริมาณการผลิตทองคำรวมจากวัตถุดิบทั้งในประเทศและนำเข้าอยู่ที่ 136.230 ตัน ลดลง 3.3% จากปีก่อนหน้า ขณะที่การผลิตทองคำจากแหล่งภายในประเทศอยู่ที่ 81.065 ตัน ลดลง 7.1% เมื่อเทียบรายปี

    แม้การผลิตลดลง แต่ความต้องการทองคำในจีนยังขยายตัว โดยในไตรมาสแรก ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น 4.4% สู่ระดับ 303.292 ตัน

    ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่เพิ่มขึ้นถึง 46.4% แตะระดับ 202.062 ตัน สะท้อนแรงซื้อด้านการลงทุนที่ยังแข็งแกร่ง

    ในทางตรงกันข้าม ความต้องการเครื่องประดับทองคำลดลง 37.1% เหลือ 84.62 ตัน

    สมาคมทองคำจีนระบุว่า นักลงทุนยังคงให้ความสนใจกับทองคำในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยเฉพาะทองคำแท่งและเหรียญทอง ขณะที่ยอดขายทองคำแท่งผ่านช่องทางธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/591286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bYWaFC_0gMO_uHfslJgNg

  • ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สู่คุณค่าที่โลกยอมจ่าย

    ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สู่คุณค่าที่โลกยอมจ่าย

    ในอดีต เวลาพูดถึงความสามารถในการแข่งขันของไทย เรามักเริ่มจากคำถามว่า “จะผลิตให้ได้มากขึ้น ด้วยต้นทุนต่ำลง และขายให้ถูกกว่าคู่แข่งได้อย่างไร” คำถามนี้เคยใช้ได้ในโลกที่การค้าเปิดกว้าง ห่วงโซ่อุปทานไหลลื่น และตลาดโลกยังมีพื้นที่ให้ผู้ผลิตจำนวนมากแข่งขันกันด้วยราคา

    แต่โลกหลังจากนี้อาจไม่ใช่สนามเดิมอีกต่อไป เมื่อกติกาเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนพร้อมกันหลายด้าน ทั้งสงครามการค้า เทคโนโลยี AI และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม คำถามของไทยจึงควรเปลี่ยนจาก “จะขายให้ถูกกว่าอย่างไร” ไปเป็น “จะทำให้สิ่งที่เรามีอยู่มีมูลค่าสูงขึ้นได้อย่างไร”

    นี่คือจุดที่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) มีความหมายมากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะคำสวยหรูทางนโยบาย หรือกิจกรรมเสริมด้านวัฒนธรรม แต่ในฐานะวิธีคิดใหม่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม เศรษฐกิจสร้างสรรค์คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ ทุนทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา มาแปลงเป็นสินค้า บริการ ประสบการณ์ แบรนด์ และเรื่องเล่าที่มีมูลค่าสูงขึ้น

    'เศรษฐกิจสร้างสรรค์' เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สู่คุณค่าที่โลกยอมจ่าย

    กล่าวอย่างง่ายคือ การทำให้สิ่งที่สังคมไทยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เมือง วิถีชีวิต งานฝีมือ ดนตรี แฟชั่น ดีไซน์ หรือคอนเทนต์ กลายเป็นรายได้ โอกาส และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งจากสงครามการค้า สินค้าต้นทุนต่ำที่ไหลเข้าสู่ตลาดต่าง ๆ มากขึ้น และเทคโนโลยี AI ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของหลายอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการไทยจึงถูกบีบทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก หากสินค้าและบริการไทยยังไม่มีแบรนด์ ไม่มีเรื่องเล่า ไม่มีดีไซน์ ไม่มีความแตกต่าง หรือไม่มีทรัพย์สินทางปัญญารองรับ ก็มีโอกาสถูกดึงเข้าสู่เกมราคาที่กำไรบางลงเรื่อย ๆ

    ขณะเดียวกัน “AI” ทำให้การผลิตภาพ เสียง ข้อความ ต้นแบบสินค้า หรือแนวคิดการตลาดเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก แต่ความเร็วเพียงอย่างเดียวอาจทำให้งานจำนวนมากคล้ายกันจนขาดเอกลักษณ์

    โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่แค่การใช้ AI เพื่อลดต้นทุน แต่คือการใช้ AI เพื่อขยายความสามารถของมนุษย์ ช่วยให้ผู้ประกอบการและคนทำงานสร้างสรรค์ทดลองได้มากขึ้น เข้าใจตลาดได้ดีขึ้น และพาเรื่องเล่าของไทยไปไกลขึ้น โดยยังรักษามุมมอง รสนิยม และรากวัฒนธรรมของเราไว้ได้

    อีกด้านหนึ่ง “วาระสิ่งแวดล้อม” กำลังเปลี่ยนเป็นกติกาเศรษฐกิจ มาตรการอย่าง Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป ทำให้คาร์บอนกลายเป็นต้นทุนที่ถูกนับจริงในระบบการค้าโลก แม้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จำนวนมากไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมหนัก แต่ก็เกี่ยวข้องกับพลังงาน วัสดุ การขนส่ง การจัดงาน และของเสียในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่แฟชั่น บรรจุภัณฑ์ อีเวนต์ ไปจนถึงกองถ่ายภาพยนตร์ ในอนาคต ผู้เล่นที่วัดไม่ได้ ลดไม่ได้ หรืออธิบายไม่ได้ว่าตนรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร อาจเสียโอกาสในตลาดคุณภาพโดยไม่รู้ตัว

    เมื่อมองกลับมาที่ไทย ตัวเลขล่าสุดชี้ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่ภาคส่วนขนาดเล็ก มูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยอยู่ที่ประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท หรือราว 8.78% ของ GDP มีธุรกิจสร้างสรรค์ 118,803 ราย และมีแรงงานสร้างสรรค์ประมาณ 899,915 คน ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่แค่โครงการด้านวัฒนธรรม และไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่เป็นฐานเศรษฐกิจจริงที่มีน้ำหนักต่ออนาคตของไทย

    อย่างไรก็ตาม “ภาพนี้มีทั้งโอกาสและข้อท้าทายอยู่พร้อมกัน” ธุรกิจสร้างสรรค์ไทยสร้างรายได้รวมราว 1.81 ล้านล้านบาท แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 78,900 ล้านบาท หรือมีอัตรากำไรสุทธิราว 4.4% เท่านั้น สะท้อนว่าภาคส่วนนี้มีขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นสนามแข่งขันที่กำไรบางและแตกต่างกันมากระหว่างสาขา

    ขณะที่ “แรงงานสร้างสรรค์” เกือบ 9 แสนคนก็ไม่ได้อยู่เฉพาะในวงการบันเทิงหรือศิลปะ แต่กระจายอยู่ในโฆษณา การตลาด งานคราฟต์ สถาปัตยกรรม ดีไซน์ และอาหารไทย ซึ่งล้วนเป็นงานที่เชื่อมกับเศรษฐกิจจริง แต่ยังมีความเปราะบางด้านรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มงานคราฟต์ที่เป็นฐานอัตลักษณ์ของประเทศ

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ไทยยังมีจุดแข็งจากสินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่จับต้องได้ โดยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 449,000 ล้านบาท หรือราว 4.05% ของการส่งออกทั้งหมด สินค้าหลักยังอยู่ในกลุ่มอัญมณีและโลหะมีค่า เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งภายใน รวมถึงสินค้าแฟชั่น ซึ่งสะท้อนว่าตลาดโลกยังซื้อ “ฝีมือ วัสดุ ดีไซน์ และความแตกต่าง” จากไทยอยู่ แต่ทิศทางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลกกำลังขยับจากสินค้าไปสู่บริการ ประสบการณ์ และเรื่องเล่ามากขึ้น

    ดังนั้น งานขั้นต่อไปของไทยจึงไม่ใช่เพียงการผลิตของให้มากขึ้นหรือพาสินค้าไปขายในตลาดใหม่เท่านั้น แต่ต้องยกระดับจากสินทรัพย์ท้องถิ่นไปสู่เรื่องเล่า จากเรื่องเล่าไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญา และจากทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่สินค้า บริการ ประสบการณ์ หรือสิทธิที่ขยายผลได้ในระยะยาว

    ท้ายที่สุด การยกระดับจาก “ของดีราคาถูก” ไปสู่ “คุณค่าที่โลกยอมจ่าย” ไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกอย่างแพงขึ้น แต่หมายถึงการทำให้ราคาสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงมากขึ้น ทั้งฝีมือของคนทำงาน ต้นทุนของชุมชน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความคิดสร้างสรรค์ และสิทธิของเจ้าของผลงาน

    ในโลกที่การแข่งขันด้วยต้นทุนต่ำไม่เพียงพออีกต่อไป ไทยอาจไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ผลิตได้ถูกที่สุดหรือเร็วที่สุด แต่สามารถเป็นประเทศที่เปลี่ยนอาหาร เมือง ดนตรี คอนเทนต์ งานฝีมือ แฟชั่น และดีไซน์ ให้กลายเป็นเรื่องเล่า แบรนด์ ประสบการณ์ และทรัพย์สินทางปัญญาที่โลกจดจำได้ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จึงไม่ใช่เพียงคำสวยในแผนยุทธศาสตร์ แต่เป็นวิธีใหม่ที่ประเทศใช้สร้างรายได้ งาน โอกาส และความหมาย ในโลกที่กติกาเดิมใช้ได้น้อยลงทุกที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1233181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NuduSVYAs99sR9HL5HQ66

  • เพิ่มอีกเสียงค้าน”แลนด์บริดจ์”ชี้”วิถีชุมชน-เศรษฐกิจพอเพียง”ยับ คาดถ้า รบ.ดันทุรังอาจพังทั้งองคาพยพ                   

    เพิ่มอีกเสียงค้าน”แลนด์บริดจ์”ชี้”วิถีชุมชน-เศรษฐกิจพอเพียง”ยับ คาดถ้า รบ.ดันทุรังอาจพังทั้งองคาพยพ                   

    กระแสต้านโครงการแลนด์บริดจ์ ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กระหึ่มสื่อโซเชียลทุกแพลตฟอร์ม นำเสนอข้อมูลที่หลากหลายถึงการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าพร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีนายทุนใกล้ชิดขั้วอำนาจและทุนต่างประเทศ แห่ไปกว้านซื้อที่ดินทั้งระนอง พังงา ชุมพร สุราษฏร์ธานีและประจวบคีรีขันธ์

          มีอินฟลูเอนเซอร์หลายคนออกมาปูดข้อมูลว่ากว้านซื้อจริง อาทิ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนแฉว่าช่อง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีกว้านซื้อที่ดินไปแล้ว 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ในนามอาม่า พร้อมให้ข้อสังเกตเชิงตั้งคำถามว่านายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการะทรวงคมนาคม ผู้กว้างขวางในภาคใต้น่าจะรู้ดี

           ขณะที่นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความเห็นในเชิงไม่เห็นด้วย อาทิ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข บอกว่า”รัฐบาลมักอธิบายว่าแลนด์บริดจ์จะเป็นทางเลือกทดแทน หากเกิดการปิดช่องแคบมะละกา แต่ในความเป็นจริงช่องแคบมะละกายังมีศักยภาพและขนาดของระบบขนส่งที่ใหญ่กว่าไทยมาก จึงไม่อาจนำแลนด์บริดจ์มาใช้ทดแทนได้ อย่าเอาแลนด์บริดจ์แขวนกับทฤษฎีว่าหากวันหนึ่งมะละกาปิดแล้วแลนด์บริดจ์ไทยจะบูมคำตอบคือเป็นไปไม่ได้”

            นักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่าถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าหรือดันทุรังจะสร้างให้ได้ เพียงเพื่อเอื้อผลประโยชน์เฉพาะให้พวกพ้องและกลุ่มทุน สุดท้ายจะร้างแบบเซาเทิร์นซีบอร์ด โดยพวกนายทุนที่กว้านซื้อที่ดินยุคนั้นเขมือบผลประโยชน์ไปเรียบร้อย และโครงการนี้ทำให้ภาคใต้ต้องเสียผืนป่านับหมื่นไร่ ทิ้งไว้ถนน 6 ช่องจราจรและที่ดินว่างเปล่าระหว่างถนนทั้งสองสายโดยไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่รัฐบาลทุ่มลงไป

                ขณะที่นักธุรกิจในพื้นที่ให้ความเห็นเชิงธุรกิจว่าถ้าสร้างจริงจนเปิดใช้ขอฟันธงว่ามีเรือสินค้ามาใช้บริการน้อยมากแม้รัฐบาลจะคุยโวว่าย่นระยะเวลาได้ถึง 4 วันถ้าเทียบกับผ่านช่องแคบมะละกา แต่ถ้าใช้บริการแลนด์บริด์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ต้องยกตู้สินค้าขึ้นจากเรือฝั่งระนอง บรรทุกรถไฟลงท่าเรือชุมพร ต้องยกตู้สินค้าจากรถไฟลงเรือ และเจ้าของธุรกิจต้องจ้างเรือมารอรับ ทุกขั้นตอนล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแถมค่าประกันสินค้าต้องเพิ่มด้วยและหากมีเรือจำนวนมากแต่อุปกรณ์บริการไม่เพียงพอต้องคิว1-2วันถึงจะได้ยกตู้สินค้าต้องเสียเวลาอย่างน้อย 4-5 วันตู้สินค้าถึงจะลงเรืออีกฝั่ง ขอเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาดีกว่า

     “ฝากถามนายพิพัฒน์และนายอนุทิน ประกอบธุรกิจมาก่อน ถ้าเป็นบริษัทของพวกท่านจะมาใช้บริการแลนด์บริดจ์หรือไม่ หากตอบว่าใช้บริการ ขอวิงวอนลาออกจากตำแหน่งนายกฯและรัฐมนตรีไปเถอะ ถ้าอยู่ต่อรังแต่ทำให้ประเทศเสียหาย”นักธุรกิจระบุ

       ความเห็นที่ยกมาล้วนยืนอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศชาติทั้งสิ้น “พยัคฆ์น้อย”ในฐานะชาวปักษ์ใต้ ขอเพิ่มเสียงค้านอีกหนึ่งเสียงด้วยเหตุแบบชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีข้อมูลเชิงวิชาการมรรองรับแต่เป็นข้อมูลจากประสบการณ์และข่าวสารที่ได้รับจากคนในพื้นที่

             เริ่มที่วิถีชาวบ้านในพื้นที่ทั้งระนองและชุมพร ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำสวนผลไม้ สวนยางพารา และสวนปาล์ม รวมถึงอาชีพประมงชายฝั่ง บางส่วนประกอบธุรกิจท่องเทียวขนาดเล็ก อาชีพเหล่านี้หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน หลายครอบครัวส่งลูกหลานไปศึกษาต่อทั้งกรุงเทพฯ จังหวัดใหญ่ๆและต่างประเทศ จากรายได้ที่มาจากเกษตรกรรม ทุกครอบครัวยึดดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำไว้


             ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เริ่มเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตแบบคนเมืองต่างหันเหกลับใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่กับสวนอยู่กับป่า ทำการเกษตรเลี้ยงชีพมากขึ้น แม้แต่พวกนักธุรกิจที่ร่ำรวย นักการเมืองฉ้อฉล กลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มผู้กุมอำนาจทั้งหลาย เริ่มหันเหไปใช้ชีวิตตามป่าเขาจำนวนมาก สถิติบุกรุกป่า ที่สาธารณะ เพิ่มสูงขึ้น บ้านพักแถวอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดี รวมถึงการแปลงส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดที่ดินพอที่จะบ่งบอกได้

      ถ้ารัฐบาลดันทุรังเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ วิถีชีวิตและการใช้ชีวิตแบบพอเพียงจะพังครืน ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจะไร้อนาคต เพราะช่องทางการมาหากินถูกทำลาย จากที่เป็นเจ้าของสวนหรือเจ้าธุรกิจเล็กๆ จะกลายเป็นลูกจ้างต่างชาติแทน เพราะแลนด์บริดจ์ส่อเค้าจะยึดแนวเดียวกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)ที่รัฐบาลเผด็จทหารในคราบพลเรือนปล่อยให้กลุ่มทุนจีนยึดพื้นที่ทำธุรกิจแบบกินรวบ

           ดังนั้นนับจากนี้ไปเชื่อว่าเสียงค้านโครงการแลนด์บริดจ์คงดังกระหึ่ม ถ้ารัฐบาลยังดันทุรังอาจจะได้เห็นม็อบต้านผุดทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้และลามถึงกรุงเทพฯ ถึงเวลานั้นอาจจะได้เห็นรัฐบาลและแนวร่วมพังทั้งองคาพยพ !!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/294341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OYzMCvXBjoAhcfpklbWOP

  • ธปท.ส่งสัญญาณอันตราย! พิษสงครามดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ห่วงเงินเฟ้อพุ่งจากราคาพลังงานสูง : อินโฟเควสท์

    ธปท.ส่งสัญญาณอันตราย! พิษสงครามดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ห่วงเงินเฟ้อพุ่งจากราคาพลังงานสูง : อินโฟเควสท์

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ทั้งเริ่มต้นจากมาตรการภาษีสหรัฐ (Tariff) และในปีนี้สงความตะวันออกกลาง ทำให้ธปท.ประเมินเศรษฐกิจเปลี่ยนไปหมด เพราะมีความผันผวนจากราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท การขยายตัวทางเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ ธปท.มีมุมมองเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ 1.5% จากการส่งออกดีทั่วทั้งโลก และในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ช่วงเดือน ก.พ.2569 ได้ปรับจีดีพีดีขึ้นเป็น 2.1-2.3% เห็นว่าเป็นปีม้าทอง จากที่แย่ก็จะไม่แย่ แต่นั่นเป็นการประเมินก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง

    ขณะที่เครื่องยนต์ที่เป็นความหวังจากนักท่องเที่ยวกลับมา ชาวจีนกำลังกลับมาเมื่อตอนไตรมาส 4 ปี 2568 มียอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวดีขึ้น และเห็นการส่งออกไปได้ดี มีสัดส่วน 25-30% เป็นเทคโนโลยี รวมทั้งการจับจ่ายใช้สอยดีจากมาตรการภาครัฐ

    อย่างไรก็ตามสงครามตะวันออกกลางทำให้เครื่องยนต์ดับทั้งหมด แม้มีนักท่องเที่ยวแต่ตั๋วราคาแพงขึ้นจึงมีผลต่อการเดินทาง และการบริโภคทุกอย่างแพงหมด มีเพียงภาคการส่งออกในหมวดเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องยนต์ที่พอไปได้

    “ยอมรับถ้าราคาพลังงานสูงขึ้น กระทบเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและเป็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น เงินเฟ้อเมื่อเดือน เม.ย.อยู่ที่ 2.89% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ยู่ 0.9% จากราคาพลังงานสูง เริ่มกระทบนโยบายของ ธปท. จึงทำให้ธปท.ห่วงเงินเฟ้อ ต้องจับตาดูใกล้ชิด แต่เป็นเรื่องที่ดูแลควบคุมไม่ได้ เพราะจากต่างประเทศ ซึ่งที่ทำได้คือดูแลราคาสินค้าอย่างไร”

    น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า มองว่าวิกฤตโควิดหนักกว่าวิกฤตที่เป็นอยู่ตอนนี้ เพราะโควิดรายได้หาย จากการปิดเมือง กิจกรรมทุกอย่างหยุดชะงัก รายได้ได้รับผลกระทบ แต่สงครามตอนนี้กระทบเรื่องต้นทุน

    “สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือช่วง 6 ปีที่ผ่านมาไทยเกิดวิกฤต 4 ครั้ง ทั้งวิกฤตโควิด วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน วิกฤตภาษีสหรัฐ และวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ความสามารถรองรับแรงกระแทก(Cushion)บางลง เหมือนเจ็บซึมๆ อยู่นาน จึงยากหาทางแก้ ไม่ใช่แค่แก้สงคราม แต่แก้ปัญหาที่สะสม อย่างเรื่องหนี้ที่ต้องเร่งแก้”

    น.ส.ชญาวดี ระบุว่า การแก้ต้องล้มเร็วลุกเร็ว ปัญหาเชิงโครงสร้างรีบแก้ เช่น ด้านการศึกษา เรื่องหนี้ ความสามารถทางการแข่งขัน การเติมสภาพคล่องเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อย และการแก้หนี้เสีย โดยการปรับตัวต้องทำให้ตัวเองให้เบา

    สำหรับบริการซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (Buy Now Pay Later) หรือ BNPL เช่น กินส้มตำแล้วผ่อน เป็นพฤติกรรมที่เยาวชน มีชีวิตติดแพลตฟอร์ม ทำให้มีปัญหาวินัยการใช้เงิน และเกิดพฤติกรรมของเยาวชนที่ยังไม่ควรลอง หรืออยากรู้ ต้องบริหารจัดการให้ดีก่อน เพราะค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ในขณะที่รายได้รายรับคงที่ โดยที่สำคัญต้องระวังการใช้จ่าย ถ้าเกิดเหตุในอนาคตมีรายจ่ายฉุกเฉิน พ่อแม่พี่น้องป่วย แต่มีเรื่องฉุกเฉิน ภาระหนี้ที่ผ่านมา จะบริหารจัดการอย่างไร

    นอกจากนี้ ในภาวะที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง บทบาท ธปท. จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน แม้ปัจจุบันในเครื่องมือนโยบายของ ธปท. มีเครื่องมือเดียวคือ ดอกเบี้ยนโยบาย แต่ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่ขึ้นหรือลงกระทบทุกคน ซึ่งภายใต้สภาวะอาจไม่ตอบโจทย์ปัญหาคนไทยได้

    ดังนั้น ธปท.ที่ผ่านมาพยายามผสม ดอกเบี้ย 1% ต่ำสุดในโลก และมาตรการเฉพาะทางการเงิน เช่น คุณสู้เราช่วย ปิดหนี้ไวไปต่อได้ เครดิตบูสต์ช่วยสภาพคล่องเอสเอ็มอี และซีเคียวพลัส นำที่ดินมาเป็นหลักประกัน โดยธนาคารจะพิจารณาสินเชื่อยืดหยุ่นมากขึ้น

    ขณะเดียวกันธนาคารพิจารณาจากข้อมูลที่มี ขอดูพฤติกรรมค่าน้ำค่าไฟ และรายได้คงที่หรือไม่ แม้จะไม่มีบัญชี แต่มีวินัย ก็จะเพิ่มการพิจารณาสินเชื่อได้

    อย่างไรก็ตามการมีความรู้ทางการเงิน ถ้าเริ่มตั้งแต่เด็ก อาจทำให้ปัญหาหนี้ของไทยดีขึ้นได้ในอนาคต พร้อมกับเชื่อว่าการรับมือปัญหา ไม่ต้องเก่งมากก็ได้ แต่ล้มได้ ต้องลุกให้ไว เนื่องจากความไม่แน่นอนสูง ต้องปรับตัวและเดินต่อเท่าที่ไหว ไม่อยากให้หยุด เพราะถ้าธุรกิจเป็นศูนย์ รายได้ลูกจ้างก็จะศูนย์

    “ม้าล้ม ตัวใหญ่ลุกยาก แต่อยากให้ทุกท่าน เป็นม้าลีนลุกง่าย ให้ทุกคนระมัดระวัง การดำเนินกิจกรรมเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อเนื่อง โดยภาครัฐ ธปท. ทำอยู่​ และภาคธุรกิจ ประชาชน ก็ต้องรีบทำ มีปัญหาให้รีบแก้ไข”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/591377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rCR5pQfp2BnFAsted0D3I

  • อนุดิษฐ์ ขยี้ พรก.กู้เงิน ถาม 2 แสนล.ปรับ ‘พลังงาน’ เป็น ‘กรณีฉุกเฉิน’ หรือไม่ ?

    อนุดิษฐ์ ขยี้ พรก.กู้เงิน ถาม 2 แสนล.ปรับ ‘พลังงาน’ เป็น ‘กรณีฉุกเฉิน’ หรือไม่ ?

    วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

    วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงความ โปร่งใส และ ความชอบธรรม ของรัฐบาล ในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ขอกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่าแม้จะอ้างวิกฤตเศรษฐกิจได้ แต่การหมกเม็ดงบปรับโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านไว้นั้น ไม่ฉุกเฉินจริง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “# พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท: อาจถูกกฎหมาย แต่ต้องไม่ขาดความชอบธรรม

    ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ และน่าจะเห็นด้วยกับ “ความจำเป็น” ของรัฐบาล ที่ต้องออกพระราชกำหนดขอกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสถานการณ์วันนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ วิกฤตพลังงาน ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าที่แพงขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนที่อ่อนแรงลง ล้วนเป็นปัญหาที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศในแง่นี้ การที่รัฐบาลอ้างความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จึงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

    โดยเฉพาะเมื่อภายหลังคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีได้แถลงว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะงักงัน หรือที่เรียกว่า Stagflation พูดให้เข้าใจง่ายคือ เป็นภาวะที่เศรษฐกิจโตไม่ได้ ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ แต่ราคาสินค้ากลับแพงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคก็ลำบาก เพราะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ผู้ขายก็ลำบาก เพราะของแพงจนขายยาก ผู้ผลิตก็ลำบาก เพราะต้นทุนสูงขึ้น สุดท้ายระบบเศรษฐกิจทั้งระบบก็ฝืด เคลื่อนตัวช้า และอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ได้

    ดังนั้น หากรัฐบาลจะกู้เงินมาเพื่ออัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประชาชนฐานราก ผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตพลังงาน ให้สามารถนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย เกิดการซื้อขาย เกิดการหมุนเวียนของเงิน และพยุงการบริโภคภายในประเทศ เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ เพราะในเวลาที่ประชาชนขาดกำลังซื้อ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเติมกำลังซื้อให้ระบบเศรษฐกิจ แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้มีเพียงส่วนที่ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

    รัฐบาลยังระบุว่าจะนำเงินจำนวน 200,000 ล้านบาท ไปใช้ในการปรับโครงสร้างทางพลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ ตรงกันข้าม ผมเห็นด้วยว่า ประเทศไทยควรมีการปรับโครงสร้างด้านพลังงานอย่างจริงจัง ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และวางระบบพลังงานของประเทศให้ยั่งยืนมากขึ้น แต่คำถามคือ เรื่องนี้เป็น “กรณีฉุกเฉิน” ถึงขนาดต้องออกเป็นพระราชกำหนดหรือไม่ เพราะการปรับโครงสร้างทางพลังงานเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องระยะยาว และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณจำนวนมหาศาล จึงควรเข้าสู่กระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ตรวจสอบ อภิปราย และแก้ไขรายละเอียดได้อย่างรอบคอบ

    นี่คือหัวใจสำคัญเงินกู้เพื่อเยียวยาวิกฤตเฉพาะหน้า อาจมีเหตุผลรองรับความจำเป็นเร่งด่วน แต่เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว ควรผ่านกระบวนการตรวจสอบตามปกติของสภา การที่คณะรัฐมนตรีนำเงินทั้งสองส่วนมารวมไว้ในพระราชกำหนดกู้เงินฉบับเดียวกัน จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า รัฐบาลกำลังใช้สถานการณ์วิกฤตเป็นเหตุผลในการผลักดันงบประมาณอีกส่วนหนึ่ง ที่มิได้มีลักษณะฉุกเฉินในความหมายเดียวกันหรือไม่! และที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ การออกพระราชกำหนดมีผลทำให้สภาผู้แทนราษฎรอยู่ในภาวะที่ตรวจสอบได้จำกัด เพราะเมื่อเป็นพระราชกำหนด สภามีหน้าที่เพียงให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่สามารถแก้ไขรายละเอียดของการใช้จ่ายเงินได้เหมือนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ในทางการเมือง นี่คือสถานการณ์ที่สภาถูกบีบให้ต้องเลือกแบบ “รับทั้งหมด” หรือ “ไม่รับทั้งหมด” ถ้าสภาไม่ให้ความเห็นชอบ ก็อาจถูกตีความว่าเป็นการแสดงความไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือสะท้อนความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อรัฐบาลไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากสภาได้ นายกรัฐมนตรีก็อาจเหลือทางเลือกทางการเมืองเพียงสองทาง คือ ลาออก หรือยุบสภา แม้เรื่องนี้อาจไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญทุกถ้อยคำ แต่ก็เป็นไปตามหลักประเพณีการปกครองของประเทศไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 5 วรรคสอง รับรองให้มีผลใช้บังคับได้ในฐานะหลักการสำคัญของระบอบรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ การออกพระราชกำหนดกู้เงินในลักษณะดังกล่าว จึงอาจถูกมองได้ว่าเป็นการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อสภาผู้แทนราษฎร พูดตรง ๆ คือ รัฐบาลอาจไม่ได้ผิดกฎหมายในเชิงรูปแบบ แต่กำลังทำให้กระบวนการตรวจสอบของประชาชนและสภาถูกลดทอนลง ยิ่งไปกว่านั้น การกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาทไม่ใช่เรื่องเล็ก นี่คือภาระหนี้สาธารณะที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบในอนาคต

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

    ในวันที่ฐานะการคลังของประเทศมีความเปราะบาง รายจ่ายประจำสูง รายได้รัฐมีข้อจำกัด และภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การกู้เงินทุกบาทจึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โปร่งใส และตรงกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจให้มากที่สุด สิ่งที่รัฐบาลควรทำก่อนออกพระราชกำหนด คือ นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจควรออกมาชี้แจงต่อประชาชนอย่างเปิดเผยว่า เงินกู้จำนวนนี้จะใช้ทำอะไร แบ่งเป็นกี่ส่วน ใช้กับกลุ่มใด มีหลักเกณฑ์อย่างไร จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลหรือใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้อย่างไร รัฐบาลมีเวลาพอสมควรก่อนออกพระราชกำหนด อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ รัฐบาลสามารถใช้เวลานี้พูดกับประชาชน รับฟังความเห็นจากภาคธุรกิจ นักวิชาการ ฝ่ายค้าน ภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อทำให้การใช้เงินกู้ก้อนใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศเป็นไปอย่างรอบคอบที่สุด แต่สิ่งที่ประชาชนเห็นขณะนี้ กลับเป็นภาพที่ไม่ควรเกิดขึ้น รัฐบาลทำเรื่องนี้อย่างคลุมเครือ ไม่มีอะไรชัดเจน ทำเหมือนไม่มีการกู้ ทำเหมือนไม่มีรายละเอียดให้ประชาชนตรวจสอบ แล้วท้ายที่สุดก็ออกเป็นพระราชกำหนดทันที ทั้งๆที่เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินของรัฐบาล

    แต่เป็นเงินกู้ที่ประชาชนต้องเป็นผู้ใช้คืน นี่คือปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ การออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท อาจสามารถอธิบายได้ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เพราะเรื่องควา มจำเป็นเร่งด่วนนั้นเป็นดุลพินิจของรัฐบาล และอาจถือว่าเป็นไปตามหลักกฎหมาย หรือ legality แต่การที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบของสภาและประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของเงิน 200,000 ล้านบาท ที่จะใช้เพื่อปรับโครงสร้างทางพลังงาน ซึ่งมิได้มีลักษณะฉุกเฉินอย่างชัดเจน อาจทำให้พระราชกำหนดฉบับนี้ขาดความชอบธรรม หรือ legitimacy และในระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย คือ ความชอบธรรมทางการเมือง เพราะรัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเพียงในนามของกฎหมาย แต่ใช้อำนาจในนามของประชาชน ดังนั้น การกู้เงิน 400,000 ล้านบาทในครั้งนี้ รัฐบาลจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า

    เงินกู้นี้จำเป็นจริงหรือไม่ เร่งด่วนจริงหรือไม่ ใช้ตรงจุดจริงหรือไม่ เปิดเผยเพียงพอหรือไม่ และประชาชนมีโอกาสตรวจสอบมากพอหรือยัง ถ้าคำตอบเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน ต่อให้พระราชกำหนดฉบับนี้อาจยืนอยู่ได้ในทางกฎหมาย ก็อาจยืนอยู่ได้ยากในทางความชอบธรรม เพราะเงินกู้ทุกบาท คือภาระของประชาชนและเมื่อประชาชนต้องเป็นผู้ใช้คืน ประชาชนก็สมควรมีสิทธิรู้ มีสิทธิตรวจสอบ และมีสิทธิตั้งคำถามตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจกู้เงินแทนพวกเขา #กู้เงินได้แต่ต้องโปร่งใส #เงินกู้ไม่ใช่เช็คเปล่า #ถูกกฎหมายแต่ต้องชอบธรรม #400000ล้านต้องตอบให้ชัด”

    หลังจากโพสต์ของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน เช่น

    “ตกลงเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลครับ”

    “ผมชอบประโยคที่ว่า….ถูกกฎหมาย อาจไม่พอ หากยังขาดความชอบธรรม …เพราะอำนาจที่ประชาชนยอมรับได้จริงไม่ใช่อำนาจที่ใช้ได้เพียงตามตัวบทแต่คืออำนาจที่พร้อมให้ประชาชนตรวจสอบด้วยคับผม”

    “จริงครับ”

    “ถูกต้องครับพี่”

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/963356&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WcnJZRIH4nmYX7U2ZueVc

  • ขยี้ ๔ แสนล้าน

    ขยี้ ๔ แสนล้าน

    คุยกับมนุษย์ตัวเป็นๆ มาเยอะแล้วลองถาม AI ดูบ้างว่า คิดเห็นประการใด

    ป้อนคำถามให้ gemini ช่วยตอบ ๓ คำถาม

    คำถามแรก การแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ระหว่าง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กับ คนละครึ่งพลัส อย่างไหนช่วยประชาชนได้มากกว่ากัน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

    ได้คำตอบดังนี้ครับ…

    ——————-

    การเปรียบเทียบระหว่าง การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กับ นโยบายคนละครึ่งพลัส มีมิติที่ช่วยประชาชนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเรามองจากมุมไหนครับ ทั้งสองมาตรการมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่ควรนำมาพิจารณา ดังนี้:

    ๑.การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (เชิงโครงสร้างและต้นทุน) การลดภาษีน้ำมัน (โดยเฉพาะดีเซล) ส่งผลกระทบกว้างขวางต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค

    ช่วยทุกคนโดยอ้อม: เมื่อราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้าจะลดลงตาม ช่วยสกัดกั้นการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นการช่วยประชาชนทุกคนไม่ว่าจะมีสมาร์ทโฟนหรือได้รับสิทธิ์หรือไม่

    ลดภาระกลุ่มผู้ประกอบการ: ช่วยเหลือกลุ่มโลจิสติกส์ เกษตรกร และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจ

    ข้อเสีย: รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล (เช่น การลดภาษี ๕ บาท/ลิตร อาจทำให้รายได้รัฐหายไปกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือน) และอาจไม่ช่วยกลุ่มคนที่ไม่มีรถยนต์โดยตรงเท่าที่ควร

    ๒.นโยบายคนละครึ่งพลัส (เชิงกระตุ้นการใช้จ่ายและสภาพคล่อง) นโยบายนี้เป็นการ “ฉีดเงิน” เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง

    ช่วยกลุ่มเป้าหมายโดยตรง: ประชาชนได้รับวงเงิน (เช่น ๒,๐๐๐-๒,๔๐๐ บาท) เพื่อลดภาระค่าอาหารและของใช้จำเป็นรายวัน เห็นผลทันทีในแง่ของการมีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น

    กระตุ้นร้านค้ารายย่อย: เงินหมุนเวียนในตลาดสดและร้านค้า SME ได้ดีกว่าการลดภาษีน้ำมัน เพราะเงื่อนไขบังคับให้ใช้กับร้านค้าขนาดเล็ก

    ข้อเสีย: มีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยี (ต้องใช้ผ่านแอปพลิเคชัน) และเป็นการกระตุ้นระยะสั้นที่อาจส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อในระยะยาวได้

    ——————–

    คำถามที่ ๒ ให้ gemini ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จากโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลอนุทิน ได้ความตามนี้ครับ…

     ————————-

    การประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” (หรือโครงการไทยช่วยไทยพลัส) ในปี ๒๕๖๙ สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งในแง่บวกที่เป็นแรงขับเคลื่อน และข้อจำกัดที่ต้องระวัง ดังนี้ครับ

    ๑.ผลกระทบเชิงบวก (Economic Boosters) กระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนทันที: โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงเม็ดเงินออกจากกระเป๋าประชาชนโดยมีรัฐช่วยจ่าย ๕๐% ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้แก่กลุ่มเป้าหมายกว่า ๓๐ ล้านคน โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อในประเทศเริ่มอ่อนแรง

    สร้างเงินหมุนเวียนในระบบ (Multiplier Effect): คาดว่าจะช่วยหนุนยอดค้าปลีกให้เติบโตขึ้น ตัวอย่างเช่นในปี ๒๕๖๘ มีการประเมินว่าอาจช่วยให้ GDP ภาคค้าปลีกโตเพิ่มเป็น ๓.๑% (จากเดิม ๒.๘%) เนื่องจากเงินกระจายไปยังร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กทั่วประเทศ

    ลดภาระค่าครองชีพ: การสนับสนุนวงเงิน (เช่น ข่าวระบุว่าอาจถึง ๔,๐๐๐ บาท แบ่งจ่ายรายเดือน) ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้ประชาชนมีสภาพคล่องในมือมากขึ้น

    ๒.ข้อจำกัดและข้อควรระวัง (Potential Limitations)

    ผลกระทบระยะสั้น: นักวิชาการบางส่วนมองว่าโครงการนี้เป็นเพียงการ “ประคองเศรษฐกิจ” มากกว่าการสร้างความยั่งยืน เพราะหากไม่มีมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอื่นควบคู่ไป เมื่อจบโครงการกำลังซื้ออาจกลับมาซบเซาเช่นเดิม

    งบประมาณและหนี้สาธารณะ: การใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก (ประมาณ ๖.๖ หมื่นล้านบาทในบางเฟส) อาจส่งผลต่อวินัยการเงินการคลังในระยะยาว หากไม่สามารถสร้างรายได้กลับเข้าสู่รัฐได้ในสัดส่วนที่คุ้มค่า    พฤติกรรมการใช้จ่าย: มีความกังวลว่าประชาชนอาจใช้จ่ายไปกับสินค้าที่ไม่จำเป็นเพียงเพราะมีส่วนลดจากรัฐ ซึ่งอาจไม่ได้ส่งผลดีต่อการออมหรือเสถียรภาพทางการเงินส่วนบุคคลในระยะยาว

    ๓.สรุปเปรียบเทียบ

    ด้านที่ได้รับผลกระทบ คือผลกระทบเชิงบวกข้อควรระวัง

    ร้านค้ารายย่อย ยอดขายเพิ่มขึ้นทันที กระจายรายได้สู่ชุมชนร้านค้าต้องเข้าระบบภาษี/แอปพลิเคชันประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย มีเงินเหลือใช้ส่วนอื่น อาจกระตุ้นการบริโภคเกินตัว

    ภาพรวมเศรษฐกิจ GDP ภาคค้าปลีกขยายตัว เงินหมุนเวียนเร็วเป็นการกระตุ้นเพียงชั่วคราว ไม่ยั่งยืน     สรุป: คนละครึ่งพลัส ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างรวดเร็ว

    แต่จะได้ผล “สุดทาง” หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงกับมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ ของรัฐบาลในช่วงเวลาดังกล่าวครับ

    ————–

    คำถามที่ ๓ พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้านขัดวินัยการคลังหรือไม่

    ————-

    ผลกระทบต่อ “วินัยการเงินการคลัง”

    การกู้เงินครั้งนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงในหลายประเด็นเกี่ยวกับวินัยทางการคลัง:

    เพดานหนี้สาธารณะ: ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ ๖๖.๓๘% ของ GDP (ข้อมูล มี.ค. ๒๕๖๙) การกู้เพิ่มอีก ๔ แสนล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ ๖๗.๓%-๖๘% ซึ่งถือว่าใกล้เพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน ๗๐% มากขึ้นทุกที

    ————–

    ครับ…ก็เกือบชนเพดาน

    แต่ถ้าสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ก็สามารถลดเพดานหนี้สาธารณะลงมาได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน

    นี่คือข้อมูลเบื้องต้น เอาไว้ไปถกเถียงกับคนรอบข้างได้ครับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/993221/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw203fSedHuDg0-R54O1A3nu

  • “นายกฯ ไทย-ฟิลิปปินส์” หารือทวิภาคี ผนึกกำลังเสริมแกร่งอาเซียน ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ณ เมืองเซบู

    “นายกฯ ไทย-ฟิลิปปินส์” หารือทวิภาคี ผนึกกำลังเสริมแกร่งอาเซียน ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ณ เมืองเซบู

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/146471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31LVPGVeVPLX2DLEKF93jb

  • ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ 4 แสนล้าน ประกาศลงราชกิจจาฯ แล้ว

    ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ 4 แสนล้าน ประกาศลงราชกิจจาฯ แล้ว

    เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ฉบับเต็ม เล่ม 143 ตอนที่ 30 ก ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2569

    488980_0.jpg

    488981_0.jpg

    488982_0.jpg

    โดยมีการระบุแผนงานหรือโครงการ รวมถึงหน่วยงานรับผิดชอบ และวงเงิน ดังนี้ 1. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชย ให้แก่ภาคประชาชนเกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน หน่วยงานรับผิดชอบ คือกระทรวงการคลัง และหน่วยงานของรัฐที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย วงเงิน 200,000 ล้านบาท  

    2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทน หรือหมุนเวียน สนับสนุนการใช้ยานพาหนะ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน หน่วยงานรับผิดชอบ คือกระทรวงการคลัง และหน่วยงานของรัฐที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย วงเงิน 200,000 ล้านบาท 

    488983_0.jpg

    หมายเหตุท้าย พ.ร.ก. ยังระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ว่า โดยที่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อความมั่นคงด้านพลังงานของโลก ทำให้ต้นทุนพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตสินค้า และการให้บริการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชน และกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม รัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับการวางรากฐาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เพื่อลดความเสี่ยง และความเปราะบางทางเศรษฐกิจในระยะยาวซึ่งต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมาก และไม่สามารถจัดสรรผ่านการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทันท่วงที จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ 

    488984_0.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/emergency-decree-government-9may26&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ADoxHYEjVRm8jai-zjZhr