Blog

  • “พิชัย” ชื่นชมแบงก์ชาติ ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่เศรษฐกิจเติบโต

    “พิชัย” ชื่นชมแบงก์ชาติ ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่เศรษฐกิจเติบโต

    “พิชัย” อดีตรมว.พาณิชย์ ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่เศรษฐกิจเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง

    วันที่ 7 กันยายน 2569 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า อาจมีความเข้าใจผิดในอดีตว่าตนไม่เห็นด้วยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากการที่เคยวิจารณ์ค่าเงินบาท อัตราดอกเบี้ย และส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ (NIM) ทั้งที่เป็นการเสนอความเห็นเชิงหลักการ เพราะต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี ไม่ได้เกี่ยวกับตัวสถาบัน โดยค่าเงินบาทมีผลต่อการส่งออก รายได้ และการจ้างงานของคนไทย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยมีผลต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนและต้นทุนของภาคธุรกิจ

    นายพิชัยกล่าวว่า วันนี้ขอชื่นชม นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่า หาก ธปท. บรรลุเป้าหมายด้านเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลง ธุรกิจปิดตัว และประชาชนยากจนลง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น พร้อมเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวควรเป็นหลักสำคัญของ ธปท. ในอนาคต

    ทั้งนี้ เสถียรภาพทางการเงินต้องเดินควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การอยู่รอดของธุรกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน ขณะที่นโยบายการเงินควรสอดประสานกับนโยบายการคลังเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ

    นายพิชัยกล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องลงลึกถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และคอร์รัปชัน ซึ่งบั่นทอนธรรมาภิบาลและทำให้เงินทุนไหลไปสู่กิจกรรมที่ไม่สร้างผลิตภาพ ขณะที่ธุรกิจสุจริตและเอสเอ็มอีกลับเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก

    การฟื้นเศรษฐกิจจึงไม่ควรพึ่งเพียงดอกเบี้ยหรือมาตรการกระตุ้น แต่ต้องจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ เพิ่มผลิตภาพและการลงทุน พร้อมปิดช่องทางทุนเทาและการทุจริต เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมและการเติบโตมีคุณภาพ

    นายพิชัยกล่าวว่า ขอให้กำลังใจนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท. ให้ยึดมั่นในหลักการดังกล่าว และนำไปเป็นแนวทางของ ธปท. ต่อไป เพราะหากไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงและทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การดำเนินงานและหลักคิดของธนาคารแห่งประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2957928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YRaiJ5mzE_7H5XWB_zmp0

  • ‘อุตตม’ ชู EEC แก้เศรษฐกิจไทยโตช้า จี้เร่งสปีดรับโอกาสทองช่วงภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

    ‘อุตตม’ ชู EEC แก้เศรษฐกิจไทยโตช้า จี้เร่งสปีดรับโอกาสทองช่วงภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

    “อุตตม” สะท้อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยแผ่ว จีดีพีร่วงต่อเนื่องเหลือเฉลี่ย 2.5% ปี 2569 โตรั้งท้ายในอาเซียน ชี้วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้วเป็นโอกาสทองครั้งใหญ่ในการเร่งพัฒนาเดินหน้าพื้นที่ EEC  วอนรัฐเร่งยกระดับความพร้อม 4 ด้านหลักรับมือเพื่อนบ้านที่เปิดเกมรุกรวดเร็วเพื่อแย่งชิงทุนต่างชาติ

    • อดีตรมว.คลัง ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงอย่างต่อเนื่อง โครงการ EEC จึงถูกผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้
    • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันถือเป็น “โอกาสทอง” ของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่กำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
    • ไทยต้องเร่งสร้างความพร้อมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาทักษะแรงงาน, โครงสร้างพื้นฐาน, การแก้กฎระเบียบ และการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน เพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน

    วันนี้ (7 ก.ย.69) ในงานเสวนาหัวข้อ “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป  EEC ไม่เคยหยุดเดินหน้า สู่บทใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก” จัดโดย “EECO” และ Nation Group นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลักที่เริ่มอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด หากย้อนกลับไปในช่วง 30–35 ปีก่อน ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมจากการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน แม้จะผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 มาได้ และฟื้นตัวเติบโตเฉลี่ยที่ 5.3% แต่หลังจากนั้น อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลับมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เติบโตเฉลี่ย 3.6% และล่าสุดหลังวิกฤติโควิด-19 (ปี 2565–2567) เติบโตช้าลงเหลือเพียง 2.5% เท่านั้น

    ทั้งนี้ความน่ากังวลสอดคล้องกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในปี 2569 ที่ระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของอาเซียน 11 ประเทศ สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และมาเลเซีย ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วที่ระดับ 5% ขึ้นไป ซึ่งปัญหานี้เกิดจากการที่ประเทศไทยขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มาเป็นเวลานาน และทักษะของแรงงานเริ่มตามไม่ทันความต้องการของโลกยุคใหม่

    นายอุตตม กล่าวว่า จากปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำลงของประเทศไทยในช่วงปี 2558–2559 จึงเกิดแนวคิดการผลักดันการพัฒนาเชิงพื้นที่จนนำมาสู่การพัฒนาโครงการ EEC เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมใหม่เข้ากับเมือง คุณภาพชีวิตของประชาชน ทักษะแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ซึ่งโครงการ EEC ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2559 โดยสาเหตุที่รัฐบาลในขณะนั้นเลือกการเริ่มต้นโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเพราะมีฐานโครงสร้างเดิมจากยุค Eastern Seaboard (ESB) ทำให้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ อย่างไรก็ดี ตามหลักการของ พ.ร.บ. EEC มีเป้าหมายที่จะขยายโมเดลนี้ไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภาคใต้ (SEC) ภาคเหนือ และภาคอีสาน ด้วยเช่นกัน

    ส่วนประเด็นที่เมื่อโลกเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ยุคใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ดั้งเดิมไปสู่การแตกขั้วทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากภาวะชะงักงัน เช่น สงครามในตะวันออกกลาง สถานการณ์นี้กลายเป็นโอกาสทองของประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มทุนต่างชาติต่างพยายามมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อบริหาร และกระจายความเสี่ยง ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ และทรัพยากรที่หลากหลายจึงมองว่าเป็นโอกาสในการรับรองการลงทุนของ EEC เช่นกัน

    อย่างไรก็ตามโอกาสนี้ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นจริงได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของประเทศใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง 2.การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางกายภาพ และระบบการสื่อสารดิจิทัลให้มีความพร้อมรองรับการลงทุน 3.การแก้ปัญหาเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับ ที่ต้องเอื้ออำนวย และยืดหยุ่นพอ และ 4.สิทธิประโยชน์การลงทุน ที่เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติ

    “ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนต่างดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างหนักหน่วงเพื่อแย่งชิงนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างความพร้อมในทุกด้านเพื่อไม่ให้ตกขบวนการลงทุนระลอกใหม่นี้ ส่วนการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ และมาตรการต่างๆ ให้สามารถดึงการลงทุนได้มากขึ้นสามารถมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้” นายอุตตม กล่าว

    สำหรับรูปแบบการลงทุนต้องกลับไปในช่วงเริ่มต้นคิดโครงการ EEC ซึ่งในขณะนั้นเราตระหนักดีว่าต้องการให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ภาครัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดำเนินการเองทั้งหมดอย่างแน่นอน ด้วยข้อจำกัดนี้ เราจึงตั้งหลักไว้ตั้งแต่ต้นว่า EEC จะต้องขับเคลื่อนภายใต้หลักการ 3 ประสาน หรือ 3P คือ ภาครัฐ (Public) ภาคเอกชน (Private) และภาคประชาชน (People) ที่ต้องก้าวไปด้วยกัน โดยไม่ใช่รัฐเป็นผู้ชี้นำเพียงฝ่ายเดียว และก็ไม่ได้ปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นผู้กำหนดทิศทางทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการลงทุนต่างๆ ทั้งหมดต้องมีการเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติจริงจังเพราะหลายประเทศมีการดึงการลงทุนจากต่างชาติเช่นกัน 

    สำหรับประเด็นในเรื่องของการลงทุนในพื้นที่ของภาคอุตสาหกรรมต้องสอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในส่วนสำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นการดึงอะไรเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือในพื้นที่จะต้องตอบโจทย์คนไทย และคนในพื้นที่ เช่น เรื่องนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ได้เห็นแล้วว่าเริ่มเกิดขึ้น และมีการลงมือทำจริง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ

    'อุตตม' ชู EEC แก้เศรษฐกิจไทยโตช้า จี้เร่งสปีดรับโอกาสทองช่วงภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

    “การพัฒนาพื้นที่ต้องตอบโจทย์คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะทำในพื้นที่ใดของประเทศไทยก็ตาม คนในพื้นที่ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มิฉะนั้นโครงการจะไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่เข้ามาลงทุนก็จะไม่พึงพอใจ และสุดท้ายภาคการท่องเที่ยวก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นเรื่องนี้มีหนทางทำได้อย่างแน่นอน แต่อาจจะต้องลงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติม และผมอยากจะสนับสนุนมุมมองที่ว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พื้นที่อย่างแท้จริง และทำให้คนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้” นายอุตตม กล่าว  

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OQHJdZZgUuI1oN48cI4X2

  • หั่นงบ 2.5% ไม่ใช่ลดความสำคัญ!“สส.บุญญาภา” เปิดสูตรใช้งบให้คุ้มค่า ดันท่องเที่ยว-กีฬา กระจายโอกาสสู่ต่างจังหวัด สร้างเศรษฐกิจฐานราก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    หั่นงบ 2.5% ไม่ใช่ลดความสำคัญ!“สส.บุญญาภา” เปิดสูตรใช้งบให้คุ้มค่า ดันท่องเที่ยว-กีฬา กระจายโอกาสสู่ต่างจังหวัด สร้างเศรษฐกิจฐานราก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/119941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P0F-40m6ipMP8r5FQtQGE

  • “มาดามเดียร์” เสนอตัดงบกลาง 12,000 ลบ.ฟื้นฟูเศรษฐกิจอ้างเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่อซ้ำซ้อน

    “มาดามเดียร์” เสนอตัดงบกลาง 12,000 ลบ.ฟื้นฟูเศรษฐกิจอ้างเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่อซ้ำซ้อน

    7 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 (งบปี 70) วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว มาตรา 6 งบกลาง

    โดย นางสาววทันยา บุนนาค ในฐานะกรรมาธิการฯ อภิปรายถึงงบ 12,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลได้แฝงไว้ในงบกลาง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน และพลังงานสะอาด เรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สภาแห่งนี้ไม่ควรปล่อยให้งบประมาณที่ซ้ำซ้อนอย่างชัดเจนแบบนี้ผ่านสภาแห่งนี้ไป พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เห็นตรงกันว่าเรื่องพลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ประเทศจะต้องลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล แต่นี่ไม่ใช่แค่พลังงานสะอาดแต่เป็นการใช้งบประมาณที่อาจจะเปลี่ยนคำว่าพลังงานสะอาดให้กลายเป็น คำว่า “พลังงานทุจริต”

    นางสาววทันยา บุนนาค

    นางสาววทันยา ยังตั้งข้อสังเกต 3 ข้อคือ 1.การใช้งบประมาณที่ซ้ำซ้อน ทั้งในเรื่องของภารกิจและเวลา ทำพ.ร.ก.กู้เงิน 200,000 ล้านบาทและงบกลาง 12,000 ล้านบาทมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ เพื่อทำโครงการพลังงานสะอาด คำถามคือเมื่อมีเงิน 200,000 ล้านบาทแล้ว เงิน 12,000 ล้านบาทที่รัฐบาลตั้งเข้าไปเพิ่มมีไว้ทำอะไร ที่เงินกู้ก้อนแรกทำไม่ได้ ที่สำคัญไม่ได้ซ้ำกันเพียงแค่เป้าหมาย แต่ช่วงของระยะเวลาก็ซ้ำกัน คือ พ.ร.ก.กู้เงิน รัฐสามารถกู้ได้จนถึง วันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณพอดิบพอดี และ สามารถใช้ งบกลาง 12,000 ล้านบาทได้

    “นี่ไม่ใช่เงินคนละยุค และไม่ใช่ภารกิจคนละช่วงเวลา แต่เป็นเงิน 2 ก้อนที่ใช้ในปีเดียวกันเพื่อเป้าหมายที่เหมือนกัน” น.ส.วทันยากล่าว

    2.การอ้างเหตุผลของรัฐบาลระหว่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กับเรื่องของการใช้งบประมาณในงบกลาง 12,000 ล้านบาท ที่มีความย้อนแย้งกันในตัวเอง ตอนออก พ.ร.ก.กู้เงินรัฐบาล อ้างวินัยการเงินการคลัง บอกว่ารัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถใช้เงินประจำปีงบประมาณได้ แต่ไม่ถึงเดือนผ่านมา ร่าง พ.ร.บ.งบปี 70 กลับเห็นเงิน 12,000 ล้านบาท ที่ทำภารกิจเดียวกันซ่อนอยู่ในงบกลาง นี่จึงเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งและเกิดคำถามว่า ถ้าตั้งงบประจำปีได้ทัน อย่างนั้นเงินกู้ที่รัฐบาลได้ขอไว้รัฐบาลต้องอธิบายเหตุผลใหม่ แต่ถ้ารัฐบาลอ้างว่าตั้งได้ไม่ทัน คำถามคือ เงิน 12,000 ล้านบาทเข้ามาอยู่ในงบกลางประจำปี 2570 ได้อย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนจะต้องแบกรับหนี้ภาษีเงินกู้และจะต้องเป็นคนที่ชดใช้ภาษีจากงบประมาณ

    และ 3. เงิน 2 ก้อนนี้มีวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน แต่มาตรฐานการตรวจสอบไม่เหมือนกัน เงินภายใต้พระราชกำหนดมีคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบ และคณะกรรมการจะต้องมาดำเนินงานการดำเนินงานต่อสภา แต่ในขณะที่เงิน 12,000 ล้าน อยู่ในงบกลางภายใต้อำนาจของนายกฯและครม. หากให้เงิน 12,000 ล้านบาทผ่านงบกลางในครั้งนี้ ไม่ต่างกับการตีเช็คเปล่าไปให้นายกฯ และให้นายกฯสามารถที่จะไปออกแบบเขียนโครงการอะไรก็ได้ในอนาคต

    ถ้าหากรัฐบาลอาจจะอ้างว่าที่ต้องทำเช่นนี้เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน ตนก็เห็นว่า รัฐบาลต้องตอบให้ชัด ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกลไกป้องกันอย่างไรที่จะไม่ทำให้ความคล่องตัวกลายเป็นช่องโหว่ของการตรวจสอบ ยิ่งไปกว่านั้นในวงเงิน 12,000 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ามีเงิน 9,600 ล้านบาทที่รัฐบาลได้จำแนกไว้เป็นรายจ่ายลงทุนโดยที่สภายังไม่เห็นโครงการไม่เห็นครุภัณฑ์ หรือไม่เห็นสิ่งก่อสร้าง ไม่เห็นหน่วยรับงบใดๆเลย คำถามคือเรากำลังนับเงินก้อนนี้เป็นการลงทุนจากอะไร เราไม่ควรจะทำให้ตัวเลขรายจ่ายลงทุนดูดี ด้วยการเรียกเงินก้อนหนึ่งว่า ลงทุน แต่สภาแห่งนี้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ประเทศกำลังจะเอาเงินภาษีประชาชนไปทำอะไรในอนาคต

    นางสาววทันยา กล่าวว่า เงิน 12,000 ล้านบาทยังถูกตั้งแยกออกจากเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เท่ากับรัฐบาลมีเงินทั้งสิ้น 112,000 ล้านบาท ที่เป็นรายจ่ายที่สามารถยืดหยุ่นทำอะไรก็ได้ในภายภาคหน้า สิ่งที่สภาต้องระวังคือเรากำลังเห็นรูปแบบการตั้งงบฯ ที่มีชื่อตามสถานการณ์ แต่รายละเอียดการใช้เงินจริงกลับถูกกำหนดในภายหลัง เช่น ค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ในปีก่อนก็ได้ทยอยตัดลดงบจนสุดท้ายกลายเป็นเหลือ 0 เพียงแต่ปีนี้เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่กลายเป็นเรื่องของพลังงาน

    “จึงไม่ใช่ว่า เงิน 12,000 ล้านบาทมากหรือน้อย แต่มันคือรัฐสภากำลังอนุมัติโครงการหรืออนุมัติเช็คเปล่าไปให้รัฐบาลกำหนดเองในภายหลัง นี่คือเช็คเปล่าที่มาจากคำพูดเปล่าที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบหรือเช็กได้  ดิฉันไม่ได้คัดค้านที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงาน และพร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อลดต้นทุนพลังงาน เพื่อความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ แต่ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ เมื่อเงินจำนวนมากยิ่งรัฐบาลขอใช้หลายช่องทางพร้อมกันมาตรฐานความโปร่งใสจะต้องสูงขึ้น ไม่ใช่ยิ่งใช้ยิ่งต่ำลง” นางสาววทันยากล่าว

    นางสาววทันยา กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลยืนยันว่าเงิน 12,000 ล้านบาท ไม่ซ้ำกับเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ก็ขอให้รัฐบาลเปิดเผยชื่อโครงการหน่วยงานที่จะรับงบรวมถึง KPI หลักการอนุมัติให้ชัดเจน และเปรียบเทียบกับเงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้ได้เห็นถึงความโปร่งใสหากรัฐบาลไม่สามารถที่จะให้รายละเอียดเหล่านี้ได้ ตนคิดว่าสภาก็ไม่ควรอนุมัติเช็คเหล่านี้ไปให้ครม.และนายกฯใช้ในอนาคต

    สุดท้ายไม่ว่าจะวงเงิน 200,000 ล้านบาทที่เรียกว่าเงินกู้ หรือเงิน 12,000 ล้านบาทที่เรียกว่างบประมาณก็มาจากเจ้าของเงินคนๆเดียวกันนั่นคือประชาชน และประชาชนมีสิทธิที่จะถามง่ายๆว่าทำไมต้องเสียเงิน 2 รอบพร้อมกับแถมเงินที่เสียรอบ 2 ก็กลายเป็นบิลที่ไม่เห็นใบเสร็จที่สามารถตรวจสอบได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982905&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HrVmCQDhhSa2Fb210BD9r

  • จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

    จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

    จีนเตรียมอัดฉีดเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยของรัฐบาลรวม 8 แห่ง เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

    สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ย.) ว่า กระทรวงการคลังของจีนเตรียมอัดฉีดเงินจำนวน 3.6 แสนล้านหยวน (ราว 1.76 ล้านล้านบาท) เข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยของรัฐบาลรวม 8 แห่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

    รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ “จะช่วยยกระดับความสามารถในการดำเนินงานอย่างมีเสถียรภาพ, ศักยภาพในการรับมือกับความเสี่ยง ตลอดจนความสามารถในการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy) ให้ดียิ่งขึ้น”

    นี่เป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลปักกิ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ท่ามกลางมรสุมปัญหารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางการค้ากับชาติตะวันตก ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

    แพ็กเกจเงินทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 3 แห่ง และบริษัทประกันภัยอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคาร Industrial and Commercial Bank of China (ICBC), ธนาคาร Agricultural Bank of China และบริษัทประกันภัย China Export & Credit Insurance Corporation

    ด้านสำนักข่าวโกลบอลไทมส์ของรัฐบาลจีนระบุว่า มาตรการนี้ “จะช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินมีทรัพยากรมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง พร้อมทั้งเสริมศักยภาพในการต้านทานแรงกระแทกจากภายนอก ในช่วงเวลาที่การเงินโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”

    ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เชื่อมาโดยตลอดว่าเสถียรภาพทางการเงินเป็นหัวใจสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน

    การประกาศมาตรการในช่วงสุดสัปดาห์นี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลปักกิ่งกำลังมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายหลายประการ เช่น กำลังแรงงานที่ลดลง วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี รวมถึงการแข่งขันทางการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ที่ยังคงดำเนินอยู่

    การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงระหว่างต้นเดือนเมษายนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ซบเซาและผลกระทบของสงครามอิหร่านที่มีต่อราคาน้ำมัน ได้บดบังตัวเลขการส่งออกที่เคยแข็งแกร่งของประเทศ

    ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างเป็นทางการซึ่งเปิดเผยในเดือนกรกฎาคมชี้ว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่สองขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายรายปีของรัฐบาลปักกิ่ง และชะลอตัวลงจากระดับ 5% ในไตรมาสแรก

    ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม รัฐบาลปักกิ่งได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ช่วง 4.5%-5% ซึ่งเป็นเป้าหมายการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534 โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาลปักกิ่งยอมรับถึงสภาวะความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ก่อนหน้านี้

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2958132&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n8nhmSQi1eTev9x9_qrW0

  • ‘จีน’ อัดฉีดเกือบ 1.5 ล้านล้าน กระตุ้นใหญ่การเงินในรอบ 20 ปี

    ‘จีน’ อัดฉีดเกือบ 1.5 ล้านล้าน กระตุ้นใหญ่การเงินในรอบ 20 ปี

    ทางการจีนอัดฉีด 3 แสนล้านหยวน เพิ่มทุนธนาคาร-บริษัทประกันรายใหญ่ เสริมแกร่งระบบการเงินครั้งใหญ่สุดในรอบเกือบ 20 ปี หนุนปล่อยกู้กระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

    • รัฐบาลจีนประกาศอัดฉีดเงิน 3 แสนล้านหยวน (ราว 1.48 ล้านล้านบาท) ให้กับธนาคารพาณิชย์ และบริษัทประกันรายใหญ่ นับเป็นการเพิ่มทุนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี
    • มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงิน และรักษาความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังชะลอตัว
    • กระทรวงการคลังจีนจะออก “พันธบัตรพิเศษ” เพื่อระดมทุนไปเพิ่มให้กับสถาบันการเงิน 8 แห่ง เช่น ธนาคาร ICBC, AgBank และบริษัทประกัน People’s Insurance

    ทางการจีนประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (6 ก.ย.69) เตรียมอัดฉีดเงิน 3 แสนล้านหยวน (ราว 1.48 ล้านล้านบาท) เข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทประกันรายใหญ่ของประเทศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินครั้งใหญ่ที่สุดของจีนในรอบเกือบ 20 ปี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบการเงิน และรักษาความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

    กระทรวงการคลังจีนจะออก “พันธบัตรพิเศษ” เพื่อนำเงินไปเพิ่มทุนให้สถาบันการเงิน 8 แห่ง ซึ่งรวมถึง Industrial & Commercial Bank of China Ltd. (ICBC), Agricultural Bank of China Ltd. (AgBank) และ People’s Insurance Company (Group) of China Ltd. 

    การดำเนินการครั้งนี้นับเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากเงินอัดฉีดไปแล้วรวม 5 แสนล้านหยวน นับตั้งแต่ต้นปี 2025 ขณะที่ปักกิ่งกำลังยกระดับความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ

    เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ “พยายามอย่างเต็มที่” เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจรายปี ในขณะที่รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการเพิ่มเติมแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น การอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้ และความช่วยเหลือด้านแหล่งเงินทุนรูปแบบอื่นๆ สำหรับภาคธุรกิจ และผู้บริโภค

    ทั้งนี้ แม้สถาบันการเงินของจีนจะมี “เงินกองทุน” รองรับในระดับที่เพียงพอ แต่แผนเพิ่มทุนของปักกิ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพในการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน ในขณะที่การรักษาเสถียรภาพทางการเงินยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของนโยบายประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยเฉพาะในช่วงที่จีนต้องรับมือกับการแข่งขันด้านการค้า และเทคโนโลยีกับสหรัฐที่ยืดเยื้อ 

    ขณะเดียวกัน ปักกิ่งยังดำเนินมาตรการอย่างจริงจังเพื่อ “จำกัดความเสี่ยง” จากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบปัญหา และหนี้รัฐบาลท้องถิ่นที่พุ่งสูงขึ้น

    “การเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินรายใหญ่ของรัฐเป็นนโยบายที่มีการวางแผนมาตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่มาตรการฉุกเฉิน” เหลียว จื่อหมิง นักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ Huayuan Securities Co. กล่าว

    “ประเด็นสำคัญคือ การเตรียมเงินทุนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ธนาคารมีศักยภาพเพียงพอที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล และสนับสนุนเศรษฐกิจจริง”

    อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นของ ICBC ปรับตัวลดลง 0.78% ขณะที่หุ้น AgBank ลดลง 0.69% ในการซื้อขายช่วงเช้าที่ฮ่องกง โดย ICBC ซึ่งเป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในโลก ปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่ต้นปี ส่วนหุ้น People’s Insurance แทบไม่เปลี่ยนแปลง

    AgBank ต้องการระดมทุนสูงสุด 1.6 แสนล้านหยวน ขณะที่ ICBC ตั้งเป้าระดมทุน 1 แสนล้านหยวน ผ่านการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อวันอาทิตย์ ธนาคารทั้งสองแห่งระบุว่าจะนำเงินที่ระดมได้ทั้งหมดไปเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นเงินกองทุนหลัก (Core Tier 1 Capital)

    กระทรวงการคลังจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ AgBank มูลค่า 1.3 แสนล้านหยวน และของ ICBC อีก 7 หมื่นล้านหยวน ขณะที่บริษัทยาสูบแห่งชาติจีนจะเป็นผู้จองซื้อรายใหญ่อีกรายในธนาคารทั้งสองแห่งเช่นกัน

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดของ People’s Insurance Company มูลค่า 1.5 หมื่นล้านหยวน พร้อมอัดฉีดเงินให้ธนาคารเหล่านี้ ได้แก่

    • China Export & Credit Insurance Corp. 1 หมื่นล้านหยวน
    • China Life Insurance 3.5 หมื่นล้านหยวน
    • Export-Import Bank of China 3 หมื่นล้านหยวน
    • China Taiping Insurance Group 7 พันล้านหยวน
    • China Reinsurance (Group) Corp. 3 พันล้านหยวน

    ทั้งนี้ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) โดยเฉลี่ยของภาคธนาคารจีน “ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์” ส่งผลให้ความสามารถของธนาคารในการเพิ่มเงินกองทุนจากกำไรสะสมลดลง โดย ณ สิ้นเดือนมิ.ย. ธนาคารจีนมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio) เฉลี่ย 15.26% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 10.72%

    เสริมแกร่งภาคแบงก์ตั้งแต่ 2024

    การเพิ่มทุนครั้งนี้ถือเป็นผลลัพธ์ของการผลักดันนโยบายที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่ปักกิ่งประกาศแผนเพิ่มเงินกองทุนให้ธนาคารรายใหญ่เป็นครั้งแรก 

    จากรายงานของรัฐบาลพบว่า ในปีนี้ปักกิ่งเสนอให้ออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษมูลค่า 3 แสนล้านหยวน เพื่อใช้ดำเนินการดังกล่าว สะท้อนว่ามาตรการล่าสุดเป็นส่วนหนึ่งของแผนในวงกว้างที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบการเงิน

    เมื่อปีที่แล้ว Bank of China Ltd. และ Postal Savings Bank of China Co. เป็นหนึ่งในธนาคาร 4 แห่งที่ได้รับการอัดฉีดเงินรวม 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล

    หน่วยงานกำกับดูแลทยอยเพิ่มเงินกองทุนให้ธนาคารรัฐรายใหญ่ที่สุดทั้ง 6 แห่งของจีน โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ ช่วยให้ธนาคารเหล่านี้เตรียมพร้อมสำหรับการบังคับใช้เกณฑ์ Total Loss-Absorbing Capacity (TLAC) ในระยะที่ 2 ของจีน ซึ่งกำหนดให้ธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบระดับโลกต้องมีเงินทุนรองรับความเสียหายในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะธนาคารใหญ่ 5 แห่งของจีน 

    เหลียว กล่าวว่า แม้อัตราส่วนเงินกองทุน และอัตราส่วนเงินกองทุน CET1 ของธนาคารยังอยู่ในระดับค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่เงินกองทุนส่วนเพิ่มที่ TLAC กำหนด ทำให้การวางแผนเงินทุนล่วงหน้ามีความสำคัญมากขึ้น

    ฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่งขึ้นยังช่วยให้ธนาคารสามารถขยายการปล่อยสินเชื่อ และรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ในช่วงที่ “คุณภาพสินทรัพย์” ยังเผชิญแรงกดดัน

    การเพิ่มทุนให้บริษัทประกันสะท้อนแนวทางป้องกันความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ หน่วยงานกำกับดูแลระบุว่ากำลังศึกษาวิธีเพิ่มเงินกองทุนให้บริษัทประกันรายใหญ่ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ยืดเยื้อ รวมถึงความเสี่ยงจากส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากการลงทุนกับต้นทุนภาระผูกพันของบริษัทที่แคบลง

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สำนักงานกำกับดูแลทางการเงินแห่งชาติจีน (NFRA) เผยแพร่ “ร่างแก้ไขกฎหมายประกันภัย” ซึ่งถือเป็นการเสนอแก้ไขครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1995 โดยเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลผู้ถือหุ้นของบริษัทประกัน เพิ่มเกณฑ์เงินทุนขั้นต่ำ ขยายขอบเขตบริษัทประกันที่ไม่สามารถเลิกกิจการได้ เพิ่มมาตรการแก้ไขปัญหาแต่เนิ่นๆ สำหรับบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง และยกระดับการคุ้มครองผู้ถือกรมธรรม์

    การอัดฉีดเงินทุนจะช่วยเสริมสถานะความมั่นคงทางการเงินของบริษัทประกัน และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงจากการลงทุน และการรับประกันภัย ขณะเดียวกันยังทำให้บริษัทประกันมีศักยภาพมากขึ้นในการนำเงินทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    บลูมเบิร์ก ระบุว่า แทนที่จะพึ่งพาเพียงแค่การใช้จ่ายโดยตรงของรัฐบาลหรือการผ่อนคลายนโยบายการเงิน “ปักกิ่งกำลังใช้อำนาจควบคุมระบบการเงิน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบดุลของสถาบันการเงิน ซึ่งทำหน้าที่ส่งผ่านเงินทุนไปยังภาคธุรกิจ ครัวเรือน และภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ”

    “แนวทางดังกล่าวอาจมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่ธนาคารต้องรับมือกับความต้องการสินเชื่อที่อ่อนแอ และส่วนต่างรายได้จากการปล่อยสินเชื่อที่ลดลง” การเพิ่มทุนทำให้ธนาคารมีพื้นที่มากขึ้นในการสนับสนุนนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาล รวมถึงการจัดหาเงินทุนให้แก่อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทเอกชน แม้ว่าธุรกิจปล่อยสินเชื่อแบบดั้งเดิมจะทำกำไรได้น้อยลงก็ตาม

    สำหรับปักกิ่ง ยุทธศาสตร์นี้เป็นช่องทางหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจควบคู่กับการควบคุมความเสี่ยงทางการเงิน งบดุลของธนาคาร และบริษัทประกันที่แข็งแกร่งขึ้นจะช่วยเพิ่มกันชนรองรับความเสียหายจากภาวะตกต่ำในภาคอสังหาริมทรัพย์ หนี้รัฐบาลท้องถิ่น และอุปสงค์ภาคครัวเรือนที่อ่อนแอ 

    ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้สถาบันการเงินสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในความพยายามของรัฐบาลเพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป

    ที่มา: Bloomberg

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UqID6EbPSFhEAP-wFdJ2f

  • “วทันยา” เสนอตัดงบกลาง 12,000 ลบ. ฟื้นฟูเศรษฐกิจอ้างเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    “วทันยา” เสนอตัดงบกลาง 12,000 ลบ. ฟื้นฟูเศรษฐกิจอ้างเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    วันนี้ (7 ก.ย.2569) เวลา 11.40 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญฯ เสนอ โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาเสร็จแล้ว มาตรา 6 ซึ่งเป็นงบกลาง

    น.ส.วทันยา บุนนาค กรรมาธิการฯ อภิปรายถึงงบประมาณจำนวน 12,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลแฝงไว้ในงบกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและพลังงานสะอาด ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดสรรงบดังกล่าว อาจมีความซ้ำซ้อนกับเงินกู้ที่รัฐบาลเตรียมไว้สำหรับภารกิจเดียวกัน

    น.ส.วทันยา กล่าวว่า พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เห็นตรงกันว่า เรื่องพลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ประเทศจะต้องลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล แต่นี่ไม่ใช่แค่พลังงานสะอาด แต่เป็นการใช้งบประมาณ ที่อาจจะเปลี่ยนคำว่า พลังงานสะอาดให้กลายเป็น คำว่า “พลังงานทุจริต”

    “วทันยา” เสนอตัดงบกลาง 12,000 ลบ. ฟื้นฟูเศรษฐกิจอ้างเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    น.ส.วทันยา ยังตั้งข้อสังเกต 3 ข้อคือ 1.การใช้งบประมาณที่ซ้ำซ้อน ทั้งในเรื่องของภารกิจและเวลา ทำ พ.ร.ก.กู้เงิน 200,000 ล้านบาท และงบกลาง 12,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ เพื่อทำโครงการพลังงานสะอาด คำถามคือเมื่อมีเงิน 200,000 ล้านบาทแล้ว เงิน 12,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลตั้งเข้าไปเพิ่ม มีไว้ทำอะไร ที่เงินกู้ก้อนแรกทำไม่ได้

    นอกจากนี้ ช่วงของระยะเวลาก็ยังซ้ำกัน คือ พ.ร.ก.กู้เงินรัฐสามารถกู้ได้จนถึง วันที่ 30 ก.ย.2570 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณพอดี และสามารถใช้งบกลาง 12,000 ล้านบาทได้

    นี่ไม่ใช่เงินคนละยุคและไม่ใช่ภารกิจคนละช่วงเวลาแต่เงินเป็นเงิน 2 ก้อนที่ใช้ในปีเดียวกันเพื่อเป้าหมายที่เหมือนกัน

    2.การอ้างเหตุผลของรัฐบาลระหว่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท กับการใช้งบกลาง 12,000 ล้านบาท ที่มีความย้อนแย้งในตัวเอง ตอนออก พ.ร.ก.กู้เงินรัฐบาลอ้างวินัยการเงินการคลัง บอกว่ารัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วน และไม่สามารถใช้เงินประจำปีงบประมาณได้ แต่ไม่ถึงเดือนผ่านมาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2570 กลับเห็นเงิน 12,000 ล้านบาทที่ทำภารกิจเดียวกันซ่อนอยู่ในงบกลาง

    น.ส.วทันยา ระบุว่า นี่จึงเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งและเกิดคำถามว่าหากตั้งงบประจำปีได้ทัน อย่างนั้นเงินกู้ที่รัฐบาลได้ขอไว้รัฐบาลต้องอธิบายเหตุผลใหม่แต่หากรัฐบาลอ้างว่าตั้งได้ไม่ทันคำถามคือเงิน 12,000 ล้านเข้ามาอยู่ในงบกลางประจำปี 2570 ได้อย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนจะต้องแบกรับหนี้ภาษีเงินกู้และจะต้องเป็นคนที่ชดใช้ภาษีจากงบประมาณ

    และ 3. เงิน 2 ก้อนนี้มีวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน แต่มาตรฐานการตรวจสอบไม่เหมือนกัน เงินภายใต้พระราชกำหนดมีคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบ และคณะกรรมการจะต้องมาดำเนินงานการดำเนินงานต่อสภาแต่ในขณะที่เงิน 12,000 ล้าน อยู่ในงบกลางภายใต้อำนาจของนายกฯ และ ครม. หากให้เงิน 12,000 ล้านบาทผ่านงบกลางในครั้งนี้ ไม่ต่างกับการตีเช็คเปล่าไปให้นายกฯและให้นายกสามารถที่จะไปออกแบบเขียนโครงการอะไรก็ได้ในอนาคต

    “วทันยา” เสนอตัดงบกลาง 12,000 ลบ. ฟื้นฟูเศรษฐกิจอ้างเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    น.ส.วทันยา กล่าวว่า หากรัฐบาลอาจจะอ้างว่าที่ต้องทำเช่นนี้เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน ตนก็เห็นว่า รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกลไกป้องกันอย่างไรที่จะไม่ทำให้ความคล่องตัวกลายเป็นช่องโหว่ของการตรวจสอบ ยิ่งไปกว่านั้นในวงเงิน 12,000 ล้านบาทจะเห็นได้ว่ามีเงิน 9,600 ล้านบาทที่รัฐบาลได้จำแนกไว้เป็นรายจ่ายลงทุน

    โดยที่สภายังไม่เห็นโครงการไม่เห็นครุภัณฑ์หรือไม่เห็นสิ่งก่อสร้างไม่เห็นหน่วยรับงบใด ๆ คำถามคือเรากำลังนับเงินก้อนนี้เป็นการลงทุนจากอะไร เราไม่ควรจะทำให้ตัวเลขรายจ่ายลงทุนดูดี ด้วยการเรียกเงินก้อนหนึ่งว่า ลงทุน แต่สภาแห่งนี้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ประเทศกำลังจะเอาเงินภาษีประชาชนไปทำอะไรในอนาคต

    น.ส.วทันยา กล่าวว่า เงิน 12,000 ล้านบาทยังถูกตั้งแยกออกจากเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินเท่ากับรัฐบาลมีเงินทั้งสิ้น 112,000 ล้านบาท ที่เป็นรายจ่ายที่สามารถยืดหยุ่นทำอะไรก็ได้ในภายภาคหน้า สิ่งที่สภาต้องระวังคือเรากำลังเห็นรูปแบบการตั้งงบ ที่มีชื่อตามสถานการณ์ แต่รายละเอียดการใช้เงินจริงกลับถูกกำหนดในภายหลัง เช่น ค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ในปีก่อนก็ได้ทยอยตัดลดงบจนสุดท้ายกลายเป็นเหลือ 0 เพียงแต่ปีนี้เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่กลายเป็นเรื่องของพลังงาน

    น.ส.วทันยา กล่าวว่า จึงไม่ใช่ว่า เงิน 12,000 ล้านบาทมากหรือน้อยแต่มันคือรัฐสภากำลังอนุมัติโครงการหรืออนุมัติเช็คเปล่าไปให้รัฐบาลกำหนดเองในภายหลังนี่คือเช็คเปล่าที่มาจากคำพูดเปล่าที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบหรือเช็คได้ ตนไม่ได้คัดค้านที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงาน และพร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อลดต้นทุนพลังงาน เพื่อความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ แต่มองว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อเงินจำนวนมากยิ่งรัฐบาลขอใช้หลายช่องทางพร้อมกันมาตรฐานความโปร่งใสจะต้องสูงขึ้นไม่ใช่ยิ่งใช้ยิ่งต่ำลง

    น.ส.วทันยา กล่าวว่า หากรัฐบาลยืนยันว่าเงิน 12,000 ล้านไม่ซ้ำกับเงินกู้ 200,000 ล้านบาทก็ขอให้รัฐบาลเปิดเผยชื่อโครงการหน่วยงานที่จะรับงบรวมถึง KPI หลักการอนุมัติให้ชัดเจนและเปรียบเทียบกับเงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้ได้เห็นถึงความโปร่งใสหากรัฐบาลไม่สามารถที่จะให้รายละเอียดเหล่านี้ได้ ตนมองว่าสภาก็ไม่ควรอนุมัติเช็คกล่าวเหล่านี้ไปให้ ครม.และนายกฯ ใช้ในอนาคต

    สุดท้ายไม่ว่าจะวงเงิน 200,000 ล้านบาทที่เรียกว่าเงินกู้หรือเงิน 12,000 ล้านบาทที่เรียกว่างบประมาณก็มาจากเจ้าของเงินคนเดียวกันนั่นคือประชาชนและประชาชนมีสิทธิที่จะถามว่าทำไมต้องเสียเงิน 2 รอบพร้อมกันแถมเงินที่เสียรอบ 2 ก็กลายเป็นบิลที่ไม่เห็นใบเสร็จสามารถตรวจสอบได้

    อ่านข่าว

    “ศิริกัญญา” ขู่คว่ำร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ชี้ซ้ำซ้อนกู้เงิน 4 แสนล้านบาท

    ส่อง 3 แนวทาง 14 ก.ย. กกต. เคาะชะตากรรม 229 คน ปมฮั้ว สว.

    “เงินบาท” วันนี้ 32.75-33.30 ตลาดจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557554&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33d42CJd27RBsnH3XXMiIB

  • “วีระ” เสนอเบรกขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1-2 ปี หลังเศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะวิกฤต

    “วีระ” เสนอเบรกขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1-2 ปี หลังเศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะวิกฤต

    “วีระ” เสนอเบรกขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1-2 ปี หลังเศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะวิกฤต ย้ำข้าราชการต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน เพราะเอกชนยังงดขึ้นเงินเดือนพนักงาน รักษาอนาคตของบริษัท

    วันที่ 7 ก.ย.2569    นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ.วิสามัญฯ อภิปรายว่าในส่วนเงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาท ตนเข้าใจว่าไม่สามารถตัดได้จริง เพราะข้าราชการมีระบบการคิดเงินเดือน และการปรับวุฒิ ซึ่งสำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลางต้องตั้งงบเผื่อเอาไว้ในการขึ้นเงินเดือน และปรับวุฒิตามเกณฑ์ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเหมือนปีที่ผ่านๆมา จะไม่มีปัญหาเลย แต่ที่เสนอตัดทั้งก้อน 13,000 ล้านบาท บวกกับเสนอตัดรายการที่สำนักงบประมาณเสนอมา 12,000 ล้านบาท รวม 25,000 ล้านบาทในงบกลาง เพราะเห็นว่าเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ฝ่ายราชการก็ควรใช้หลักร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน

     “ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2527 และปี 2540 หน่วยราชการหรือคนที่เกี่ยวข้องกับราชการ ที่รับเงินเดือนกับงบประมาณไม่เคยได้รับผลกระทบ แต่ครั้งต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้น ผมคิดว่าถ้าหน่วยราชการจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ปีหน้าถ้าเป็นไปได้ผมเสนอให้ฟรีสการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการสัก 1-2 ปี เพื่อให้เหลือพื้นที่ที่จะใช้เงินที่มีน้อยอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ที่สุด เมื่อผมพูดแบบนี้ข้าราชการคงไม่พอใจ แต่ผมพูดความจริง รัฐบาลที่กำลังจะมีปัญหาค่อนข้างวิกฤต คนที่อยู่ในหน่วยราชการก็ต้องเสียสละ เชื่อตอนลงมติท่านก็เอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่ดีซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาของเราเหมือนกัน” นายวีระ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2958050&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bq939BqbUe0oZXPK6KFDG

  • ‘อนุทิน’ เมิน ‘สนธิ’ จ้อ  ทวงคืนประเทศ-ท้าดีเบต

    ‘อนุทิน’ เมิน ‘สนธิ’ จ้อ ทวงคืนประเทศ-ท้าดีเบต

    ภายหลังความเคลื่อนไหวของ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงสายที่ผ่านมา ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถูกผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีได้แถลงทวงคืนประเทศไทยในวันเดียวกันนี้หรือไม่ ซึ่งนายกฯ ตอบว่า “ไม่ได้ฟังครับ” 

    ส่วนที่ ‘สนธิ’ ระบุว่าหลังวันที่ 14 กันยายนจะยกระดับหากประเด็นการฮั้วสว. นายกฯ ได้แต่หันมาพยักหน้า พร้อมกล่าวว่า “อ๋อครับ” เมื่อถามอีกว่าการได้ท้าให้นายกฯ ดีเบตผ่านทางโซเชียล นายกฯ พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “ครับ” จากนั้นนายกฯ เดินเข้าในตึกไทยคู่ฟ้าไป 

    ‘ลลิดา เพริศวิวัฒนา’ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ วิพากษ์วิจารณ์กฎกระทรวงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยระบุในลักษณะว่ารัฐบาลกำลัง ‘ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว’ ว่า การลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนในกิจการบางประเภท ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยสละอำนาจในการกำกับเศรษฐกิจให้แก่ต่างชาติ และไม่ได้เปิดให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจใดก็ได้โดยเสรี เพราะกฎหมายเฉพาะและอำนาจกำกับตรวจสอบของรัฐยังคงอยู่ 

    “ต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน’ กับ ‘ยกอำนาจกำกับให้ต่างชาติ’ เพราะเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง อธิปไตยทางเศรษฐกิจไม่ได้หายไปเพราะลดใบอนุญาตหนึ่งใบ รัฐไทยยังเป็นผู้กำหนดกติกา ยังมีอำนาจกำกับ ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการต่างชาติเช่นเดิม”

    รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” กับ “ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายหรือการกำกับดูแลของรัฐ” การยกเว้นในกิจการที่กำหนดมีเป้าหมายเพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนในกรณีที่กิจการนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะหรือกลไกกำกับของหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าคนต่างด้าวสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยไม่มีเงื่อนไขหรือปราศจากการควบคุม 

    “ถ้ารัฐยังเป็นคนออกกฎหมาย กำหนดเงื่อนไข ออกใบอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะ ตรวจสอบ และลงโทษผู้ฝ่าฝืนได้ จะเรียกว่าเรายกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าวได้อย่างไร สิ่งที่ถูกตัดออกคือขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ไม่ใช่อำนาจของรัฐ”

    อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือข้อกังวลเรื่อง ‘นอมินี’ การปรับกฎดังกล่าวไม่ได้ทำให้การอำพรางผู้ถือหุ้นต่างชาติกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวยังคงกำหนดความผิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือคนต่างด้าวหลีกเลี่ยงข้อจำกัด หรือการถือหุ้นแทนเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ยังไม่ได้รับอนุญาต กฎกระทรวงที่ออกใหม่ไม่ได้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว 

    หากกิจการใดกฎหมายเปิดให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยตรง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้นอมินีเพื่ออำพรางสัญชาติผู้ถือหุ้น แต่หากนำบริษัทไปประกอบธุรกิจประเภทอื่นที่กฎหมายยังสงวนหรือมีข้อจำกัด และใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย การกระทำดังกล่าวก็ยังคงเป็นความผิดเช่นเดิม 

    “จึงไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่ากฎกระทรวงนี้ทำให้นอมินีถูกกฎหมาย เพราะไม่เป็นความจริง อะไรที่ผิดกฎหมายอยู่ก่อนก็ยังผิดเหมือนเดิม การลดขั้นตอนทางธุรกิจไม่ได้ลบกฎหมายที่ใช้ป้องกันการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของทุนต่างชาติออกไป”

    — ลลิดากล่าว 

    รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เช่นเดียวกับข้อกังวลเรื่องการฟอกเงิน การโอนกำไร หรือการหลีกเลี่ยงภาษี กฎกระทรวงดังกล่าวไม่ได้ยกเลิกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายภาษี หรืออำนาจตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ได้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายเพียงเพราะมีการลดขั้นตอนการขออนุญาตบางประเภท 

    สำหรับข้อกังวลว่าการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจบางประเภทจะกระทบผู้ประกอบการ SME ไทย รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตามและประเมินผลอย่างจริงจัง ทั้งผลต่อการแข่งขัน การจ้างงาน และผู้ประกอบการไทย แต่การฟันธงล่วงหน้าว่า SME ด้าน HR และ IT ‘จะต้องตายทั้งหมด’ จำเป็นต้องมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ แบบจำลองผลกระทบ หรือหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ไม่ควรนำข้อคาดการณ์มาเสนอเสมือนเป็นผลที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน 

    ทั้งนี้ ในขั้นตอนการพิจารณา รัฐบาลได้รับฟังข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งเคยอยู่ในร่างเดิมได้ถูกตัดออกก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลและผู้ประกอบการไทย สะท้อนว่าการพิจารณาไม่ได้เป็นการเปิดทางให้ทุนต่างชาติโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ แต่มีการรับฟังและปรับรายละเอียดก่อนดำเนินการ 

    สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการต่อคือการติดตามผลให้ชัดเจนว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวอย่างไร ทั้งการจ้างงานคนไทย การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การแข่งขันที่เป็นธรรม ตลอดจนผลกระทบต่อ SME และผู้ประกอบการไทย เพื่อให้การลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง 

    “รัฐบาลไม่ได้บอกว่าทุนต่างชาติไม่ต้องถูกกำกับ และไม่ได้บอกว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย หน้าที่ของรัฐบาลคือเปิดรับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศ พร้อมรักษากติกาและระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง แต่การนำเรื่องการลดใบอนุญาตซ้ำซ้อนไปขยายเป็นการ ‘ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว’ เป็นข้อสรุปที่เกินกว่าสิ่งที่กฎกระทรวงกำหนด”

    รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า การตั้งคำถามเรื่องทุนต่างชาติเป็นเรื่องที่ทำได้และรัฐบาลพร้อมรับฟัง ทั้งคำถามว่าคนไทยได้ประโยชน์อะไร SME ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร หรือระบบกำกับที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ แต่การอภิปรายควรเริ่มจากข้อเท็จจริงของกฎหมายอย่างครบถ้วน ไม่ควรทำให้คำว่า ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” กลายเป็นความหมายว่า “ต่างชาติไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย” 

    “วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้ และถามรัฐบาลได้เต็มที่ แต่ต้องวิจารณ์จากสิ่งที่กฎหมายเขียนจริง การลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ไม่ใช่การลดอธิปไตยของประเทศ และการเปิดให้ลงทุนภายใต้กติกา ไม่ใช่การยกอำนาจทางเศรษฐกิจให้ต่างชาติ รัฐยังเป็นคนกำหนดกติกา รัฐยังเป็นคนกำกับ และกฎหมายไทยยังใช้กับทุกคนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย”

    — ลลิดา กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-government-hits-back-at-sonthi-september-6-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z32UFmLt3O-hCWPt6K-6k

  • “ศุภจี” หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

    “ศุภจี” หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

    “ศุภจี” หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต


    7/09/2569 | 49 |

    “ศุภจี” ย้ำการแข่งขันที่เป็นธรรมต้องเป็นเสาหลักยุทธศาสตร์ประเทศ ดัน กขค. จากผู้บังคับใช้กฎหมายสู่ “ผู้กำกับดูแลเชิงรุก” เปิดทางธุรกิจใหม่ – หนุน SMEs เติบโต พร้อมใช้ “แว่นการแข่งขัน” ทบทวนกฎระเบียบรัฐไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด ชี้กติกาที่ชัดเจนและตลาดเปิดกว้างจะเปลี่ยน 
    “การแข่งขัน” ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะที่ กขค. เดินหน้าปฏิรูปการแข่งขัน ยกระดับมาตรฐานสู่สากล เตรียมพร้อมเศรษฐกิจไทยรับความท้าทายโลก
    (วันนี้) 7 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) จัดการประชุมระหว่างประเทศ “TCCT Competition Day 2026” ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “Transforming Thailand: Competition Landscape Reform for a Future-Ready Economy” หรือ “เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต” โดยได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปฏิรูปการแข่งขัน พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต” 

    “จากการแข่งขันในประเทศ สู่ขีดความสามารถของประเทศ”

    นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลก เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดลดลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เชื่อมโยงและส่งผลพร้อมกัน จนกำลังเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การประกอบธุรกิจรูปแบบเดิมที่เน้นต้นทุนต่ำที่สุด ต้องปรับไปสู่ความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาด ไปสู่การแข่งขันด้วยความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายเพียงสินค้าและราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่า นวัตกรรม มาตรฐาน และความไว้วางใจ

    เมื่อโลกและกติกาเปลี่ยน เราจึงไม่สามารถทำธุรกิจในแบบเดิมทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้เร็ว ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ประสิทธิภาพและนวัตกรรมเติบโตได้อย่างเต็มที่ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ตลาดภายในประเทศของเราเอง เพราะตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็ง คือรากฐานของธุรกิจไทยที่แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น99.5% ของธุรกิจทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 34.8% ของ GDP หาก SMEs ที่มีศักยภาพได้รับโอกาสให้สามารถแข่งขันได้ก็จะสามารถเติบโตและก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ด้วยเหตุนี้ นโยบายการแข่งขันจึงต้องเป็น National Strategic Pillar หรือหนึ่งในเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

    “ชู 3 การเปลี่ยนผ่านสร้างการแข่งขันแห่งอนาคต”

    การเปลี่ยนผ่านประการแรกจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้วไปสู่การออกแบบการแข่งขันตั้งแต่ต้น โดยใช้ “แว่นการแข่งขัน” ลดกฎรัฐเป็นอุปสรรคตลาด เพื่อทบทวนว่ากฎระเบียบหรือมาตรการของรัฐมีส่วนเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันหรือการเข้าสู่ตลาดหรือไม่ พร้อมชื่นชม กขค. ที่ปรับบทบาทจาก  การบังคับใช้กฎหมายเชิงรับสู่ “ผู้กำกับดูแลเชิงรุก” หรือ Proactive Regulator โดยมุ่งป้องกันปัญหา เชิงโครงสร้างและพฤติกรรมที่อาจกระทบการแข่งขันก่อนปัญหาจะเกิด และต่อยอดไปสู่การทำให้หลักการแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐทั้งระบบ 

    การเปลี่ยนผ่านประการที่ 2 จากการคุ้มครองผู้ประกอบการไปสู่การคุ้มครองโอกาสในการแข่งขัน การทำให้สนามแข่งขันเป็นธรรมจึงไม่ใช่เพียงการช่วยธุรกิจรายเล็กให้อยู่รอด แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเติบโต สร้างนวัตกรรม และเป็นกำลังใหม่ของเศรษฐกิจไทย 

    การเปลี่ยนผ่านประการที่ 3 จากการกำกับดูแลแบบแยกส่วนไปสู่ความร่วมมือทั้งระบบ 
    โดยเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจ วิชาการ และภาคประชาชน รวมทั้งขยายความร่วมมือกับ ASEAN, OECD, World Bank เพื่อสร้างระบบนิเวศการแข่งขัน หรือ Competitive Ecosystem 
    ที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าถึงโอกาสและเติบโตได้

    “ย้ำ 3 ทิศทางสำคัญเพื่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต”

    นางศุภจี ย้ำว่า 3 ทิศทางสำคัญที่เป็นโจทย์ในการแลกเปลี่ยนร่วมกันคือ 1. กติกาต้องทันกับตลาด โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 2. กติกาต้องเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบการรายใหม่และ SMEs เข้าสู่ตลาดและเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม โดยหนึ่งในมาตรการที่ กขค.      ได้ดำเนินการไปแล้วคือการกำหนดเรื่องเครดิตเทอมเพื่อช่วยสร้างการแข่งขันและการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และ SMEs นอกจากนี้ กขค. ยังได้มีมาตรการต่อผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล  บางรายให้ระงับการขึ้นราคาค่าธรรมเนียม (GP) เป็นเวลา 6 เดือน และจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA และ กขค. ในการพิจารณาเกี่ยวกับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม ถูกต้อง โปร่งใส  

    ทั้งนี้การดำเนินการในเรื่องเหล่านี้อาจไม่รวดเร็วดังที่หลายฝ่ายคาดหวัง เนื่องจากต้องโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
    และต้องดำเนินการภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างรอบคอบ และ 3. การแข่งขันต้องเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกมาตรการของรัฐสนับสนุนการเติบโตและขยายโอกาสของประเทศ 
    หากเราขับเคลื่อนทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ การปฏิรูปการแข่งขันจะไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎหมาย แต่จะเป็นการปฏิรูปโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย “เพราะการแข่งขันที่เป็นธรรม คือพลังของการเติบโต เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้าง เป็นธรรม แข่งขันได้ และพร้อมสำหรับอนาคต”


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/539596&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FwURli1FipXNWYloaHvfz