Blog

  • รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ศรีสะเกษกระตุ้นเศรษฐกิจไทย รับมือวิกฤตพลังงานและหารือโครงการพลังงานแสงอาทิตย์

    รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ศรีสะเกษกระตุ้นเศรษฐกิจไทย รับมือวิกฤตพลังงานและหารือโครงการพลังงานแสงอาทิตย์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/146523&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vGexGBdO1HyOukn9AuA8y

  • “ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่” ทลายกองถ่ายซีรี่ส์จีนเถื่อน พบทีมงานชาวจีนทำงานผิดกฎหมาย

    “ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่” ทลายกองถ่ายซีรี่ส์จีนเถื่อน พบทีมงานชาวจีนทำงานผิดกฎหมาย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/146534&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36sBgCV6nWmwU-axev6maG

  • มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    8 พ.ค. 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในระหว่างการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 (48th ASEAN Summit) ประจำปี 2026 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยกล่าวถึงกรณีพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย และยังสร้างความรู้สึกไม่สบายใจของประชาชนในหลายพื้นที่

    มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ติดตามกรณีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สร้างความรับรู้เข้าใจผู้ประกอบการ ตลอดจนนักท่องเที่ยวให้ทราบถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ดีงามของคนไทย พร้อมได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด กำชับฝ่ายปกครอง และตำรวจ ทุกท้องที่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และดำเนินมาตรการป้องปรามการกระทำความผิด โดยหากพบการกระทำละเมิดกฎหมาย ให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่มีละเว้น

    “ทุกอย่างมีกฎหมายกำกับอยู่แล้ว ทุกคนจะทำผิดกฎหมายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ยิ่งเป็นชาวต่างชาติ เมื่อเข้ามาในไทยแล้วจะมาสร้างอิทธิพล ทำในสิ่งผิดกฎหมาย ข่มเหงรังแกเจ้าของประเทศ หรือกระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือวัฒนธรรมประเพณีของประเทศไทยไม่ได้ และไม่มีใครเส้นใหญ่มาเคลียร์ เพราะกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานทุกระดับไม่รับเคลียร์”

    นอกจากนี้มีรายงานว่า ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการกรณีชาวอิสราเอลเดินทางเข้ามาพักอาศัยระยะยาวในพื้นที่เกาะพะงัน เกาะสมุย และเกาะเต่า ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเข้ามาประกอบอาชีพ รวมถึงมีพฤติกรรมและกิจกรรมบางประการที่ไม่เหมาะสม ตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี พร้อมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จัดหางานจังหวัด ดำเนินมาตรการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

    ขณะที่จังหวัดภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง และผู้ประกอบการสร้างความรับรู้เข้าใจกับนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งดำเนินมาตรการ “ไม่ยอมผ่อนปรน (Zero Tolerance)” โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษในอัตราสูงสุด ในกรณีการกระทำผิดร้ายแรง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรทันที และกรณีการขับขี่ยานพาหนะโดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกส่งฟ้องศาลโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมยืนยัน “ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปิดกว้าง แต่ต้องมาพร้อมกับการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิของผู้อื่น”

    มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/616907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dGjas1K89083Xmxzoq-_R

  • อัญชิสา-ทรรศพร ผงาดแชมป์หญิงคู่ ไอทีเอฟ นครปฐม พัชรินทร์ ลิ่วชิงเดี่ยว

    อัญชิสา-ทรรศพร ผงาดแชมป์หญิงคู่ ไอทีเอฟ นครปฐม พัชรินทร์ ลิ่วชิงเดี่ยว

    อัญชิสา-ทรรศพร ผงาดแชมป์หญิงคู่ ไอทีเอฟ นครปฐม พัชรินทร์ ลิ่วชิงเดี่ยว

    อัญชิสา ฉันทะ ควงคู่ ทรรศพร นาคหล่อ ปราบเกาหลีใต้ขาดลอย คว้าแชมป์หญิงคู่เทนนิส ไอทีเอฟ นครปฐม ด้าน พัชรินทร์ ชีพชาญเดช ฟอร์มแรงทะลุชิงหญิงเดี่ยว 2 สัปดาห์ติด

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพชายรายการ ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 974,700 บาท) และเทนนิสอาชีพหญิงรายการ ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 487,350 บาท) ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เป็นการชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศประเภทคู่ และรอบรองชนะเลิศประเภทเดี่ยว

    โดยได้รับเกียรติจาก นายพีระภัทร ตามประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองบริหารกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล

    “ออมสิน-แต้ว” โชว์ฟอร์มดุเถลิงแชมป์หญิงคู่

    ในประเภทหญิงคู่ รอบชิงชนะเลิศ “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ และ “แต้ว” ทรรศพร นาคหล่อ คู่มือวางอันดับ 3 ของรายการ ผนึกกำลังหวดเอาชนะ อิม ฮีแร และ คิม อึนแช คู่มือวาง 4 จากเกาหลีใต้ ไปอย่างขาดลอย 2-0 เซต ด้วยสกอร์ 6-2 และ 6-1 โดยใช้เวลาเพียง 50 นาที

    ส่งผลให้ อัญชิสา กับ ทรรศพร คว้าแชมป์รับเงินรางวัลร่วมกัน 955 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31,027 บาท) พร้อมคะแนนสะสมอันดับโลกคนละ 15 คะแนน ส่วนคู่เกาหลีใต้ได้รับรองแชมป์ พร้อมเงินรางวัล 515 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,732 บาท) และคะแนนสะสมคนละ 10 คะแนน

    “บูม-แมงปอ” พ่ายหวุดหวิดคว้ารองแชมป์ชายคู่

    ทางด้านประเภทชายคู่ รอบชิงชนะเลิศ “บูม” กษิดิศ สำเร็จ และ “แมงปอ” ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ สองนักหวดไทย สู้ได้อย่างสูสีแต่ต้านความแกร่งของ เจสซี่ เดลานีย์ (ออสเตรเลีย) และ ยามาโตะ สุเอโอกะ (ญี่ปุ่น) คู่มือวางอันดับ 2 ไม่ไหว พ่ายไปอย่างน่าเสียดาย 1-2 เซต 5-7, 6-3 และซูเปอร์ไทเบรก 7-10

    โดยผู้ชนะรับเงินรางวัล 1,782 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 57,897 บาท) พร้อม 25 คะแนน ส่วนคู่ไทยรับรองแชมป์และเงินรางวัล 1,023 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33,237 บาท) พร้อมคนละ 14 คะแนน

    “อีฟ พัชรินทร์” ทะลุชิงหญิงเดี่ยวต่อเนื่อง

    ประเภทหญิงเดี่ยว รอบรองชนะเลิศ “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือวาง 1 และมือ 452 ของโลก ยังคงรักษามาตรฐานยอดเยี่ยม เอาชนะ เอริกะ เซมะ จากญี่ปุ่น มือวาง 4 ของรายการ 2-0 เซต 6-4 และ 6-3 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้เป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน โดยจะไปพบกับ หลิว หยูฮั่น จากจีน ที่ชนะ “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร มาได้ 2-0 เซต 6-3, 7-5

    สรุปผลการแข่งขันคู่อื่นที่น่าสนใจ : ชายเดี่ยว รอบรองชนะเลิศ: * โมเอรานี บูซิจ (3-ออสเตรเลีย) ชนะ มิตสึกิ เหว่ย คัง ลีออง (มาเลเซีย) 0-6, 6-3, 6-4

    ทาคุยะ คุมาซากะ (7-ญี่ปุ่น) ชนะ แมทธิว เดลลาเวโดวา (4-ออสเตรเลีย) 3-6, 6-2, 6-2

    ที่มาของภาพ : —-

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103539/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pU5-BZHL-w6mYtCRqEf6c

  • ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ CWIE ระดับประเทศ

    ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ CWIE ระดับประเทศ

    ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ CWIE ระดับประเทศ ร่วมขับเคลื่อนกำลังคนสมรรถนะสูง

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 27 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยศูนย์สหกิจศึกษาและพัฒนาอาชีพ ผลักดันเข้าร่วมโครงการ “เร่งรัดและขยายผลการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงโดยหลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work Integrated Education: CWIE)” ภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยปีงบประมาณ 2569 นี้ กระทรวง อว. มุ่งขยายผลหลักสูตร CWIE ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศร่วมผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

    ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ CWIE ระดับประเทศ ร่วมขับเคลื่อนกำลังคนสมรรถนะสูง

    ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มอบหมายจาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ให้เป็นประธานและมอบนโยบายในการประชุมสัมมนา หัวข้อ “การปฐมนิเทศโครงการเร่งรัดและขยายผลการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง โดยหลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work Integrated Education: CWIE)” พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว. กับสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ 27 แห่ง โดยมี นายสมบัติ รุ่งรัศมี ผู้อำนวยการกองยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

    ในการนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉราพร โชติพฤกษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านวิชาการ เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยศรีปทุมเข้าร่วมลงนามความร่วมมือ โดยมหาวิทยาลัยได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวม 3 หลักสูตร พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาที่เข้าร่วม ดังนี้

    • วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า

    อาจารย์ที่ปรึกษา: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สำเริง ฮินท่าไม้

    ความร่วมมือกับ: บริษัท เดอะเวิร์คส์ คอมมิวนิตี้ แมนเนจเม้นท์ จำกัด

    นักศึกษา: นายชัยภัทร ชมพิกุล, นายภัคพล ไทยกิ่ง, นายอนุชา พรหมโลกา

    • บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการตลาดดิจิทัล

    อาจารย์ที่ปรึกษา: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กิ่งแก้ว พรอภิรักษสกุล

    ความร่วมมือกับ: บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด

    นักศึกษา: นางสาวภัทรา เพชรชนมภูมิ, นางสาวสุชัญญา โพธิ์บาย

    • วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    อาจารย์ที่ปรึกษา: อาจารย์จีระวรรณ ฤกษะสุต

    ความร่วมมือกับ: บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์

    นักศึกษา: นายสรศักดิ์ ศรไกร, นางสาวศกลวรรณ จวบนก

    นักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันนำเสนอโครงการให้สถานประกอบการ เพื่อพัฒนาต่อยอดและยกระดับระบบการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพขององค์กรในอนาคต

    CWIE ถือเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการปฏิบัติจริง ที่มุ่งพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานจริงในสถานประกอบการเพื่อผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง และมุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะระดับเชี่ยวชาญ (High Competency) ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล เพื่อพัฒนาบัณฑิตให้มีทั้งความรู้ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการทำงานที่จำเป็นในอนาคต

    การได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยศรีปทุมในการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work-Integrated Education: CWIE) และความมุ่งมั่นในการพัฒนาบัณฑิตให้ “เรียนจริง ทำงานจริง พร้อมสู่อนาคต” โครงการนี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงาน และยกระดับศักยภาพบัณฑิตไทยสู่มาตรฐานสากล


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12811743&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m5CHn8xV4ZbKRSabjwzCs

  • กษิดิศ-ภวิชญ์ ล้มมือ 1 ลิ่วชิงชายคู่เทนนิส ไอทีเอฟ ที่กำแพงแสน

    กษิดิศ-ภวิชญ์ ล้มมือ 1 ลิ่วชิงชายคู่เทนนิส ไอทีเอฟ ที่กำแพงแสน

    กษิดิศ สำเร็จ ควงคู่ ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ โชว์ฟอร์มแกร่งล้มคู่มือวาง 1 ทะลุชิงชายคู่ ด้าน พัชรินทร์-กมลวรรณ พาเหรดคว้าชัยลิ่วตัดเชือกหญิงเดี่ยวศึก ไอทีเอฟ

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) รายการ เอ็ม 25 ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 974,700 บาท) และเทนนิสอาชีพหญิง ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) รายการ ดับเบิลยู 15 ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 487,350 บาท) ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เป็นการแข่งขันในรอบเมนดรอว์วันที่สี่

    ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ประเภทชายคู่ รอบรองชนะเลิศ “บูม” กษิดิศ สำเร็จ และ “แมงปอ” ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ สองนักหวดหนุ่มไทย โชว์ฟอร์มเยี่ยมเอาชนะคู่มือวางอันดับ 1 ของรายการอย่าง ชาร์ลส์ แบร์รี (ไอร์แลนด์) และ โจชัว ชาร์ลตัน (ออสเตรเลีย) 2 เซตรวด สกอร์ 7-6 (ไทเบรก 7-3) และ 6-4 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับ เจสซี่ เดลานีย์ (ออสเตรเลีย) และ ยามาโตะ สุเอโอกะ (ญี่ปุ่น) คู่มือวางอันดับ 2 ของรายการ

    ด้านประเภทหญิงเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช นักหวดสาวไทยมือวางอันดับ 1 (มือ 452 ของโลก) ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเบียดชนะ นาโฮะ ซาโตะ (มือวาง 6 จากญี่ปุ่น, มือ 727 ของโลก) 2-0 เซต สกอร์ 7-6 (ไทเบรก 7-4) และ 7-5 ลอยลำเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปพบกับ เอริกะ เซมะ มือวางอันดับ 4 จากญี่ปุ่น

    ขณะที่ “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร (มือ 1067 ของโลก) โชว์ความอึดหวด 3 เซตเอาชนะ อี คยอง ซอ แชมป์สัปดาห์แรกจากเกาหลีใต้ 2-1 เซต สกอร์ 6-0, 4-6 และ 6-3 โดยใช้เวลาแข่งขัน 1.35 ชั่วโมง ผ่านเข้าไปตัดเชือกกับ หลิว หยูฮั่น จากจีน ต่อไป

    สรุปผลการแข่งขันคู่อื่นที่น่าสนใจ: ประเภทหญิงเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ

    เอริกะ เซมะ (4-ญี่ปุ่น) ชนะ โมนิค แบร์รี่ (7-นิวซีแลนด์) 6-4, 6-1

    หลิว หยูฮั่น (จีน) ชนะ อิม ฮีแร (เกาหลีใต้) 6-2, 6-0

    ประเภทชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ

    มิตสึกิ เหว่ย คัง ลีออง (มาเลเซีย) ชนะ เอส ดี ปราจวาล เดฟ (อินเดีย) 6-1, 6-3

    โมเอรานี บูซิจ (3-ออสเตรเลีย) ชนะ ไทโย ยามานากะ (ญี่ปุ่น) 7-6(5), 5-7, 6-2

    แมทธิว เดลลาเวโดวา (4-ออสเตรเลีย) ชนะ มาซามิจิ อิมามุระ (5-ญี่ปุ่น) 7-5, 1-6, 6-1

    ทาคุยะ คุมาซากะ (7-ญี่ปุ่น) ชนะ ครูซ ฮิววิตต์ (ออสเตรเลีย) 7-5, 6-1

    ประเภทชายคู่ รอบรองชนะเลิศ

    เจสซี่ เดลานีย์ – ยามาโตะ สุเอโอกะ (2-ออสเตรเลีย/ญี่ปุ่น) ชนะ ฟรานซิส เคซีย์ อัลคันทารา – โคลิน ซินแคลร์ (ฟิลิปปินส์/นอร์เทิร์นมาเรียนา) 6-2, 6-3

    ประเภทหญิงคู่ รอบรองชนะเลิศ

    อัญชิสา ฉันทะ – ทรรศพร นาคหล่อ (คู่มือวาง 3) ชนะ ลัลดา กำหอม – พิมพ์มาดา ทองคำ 6-2, 7-5

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103534/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eBcxlaNPXFieZM_bzT7W4

  • ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” หรือ “Wellness Tourism” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของ

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตผู้คน โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว มากกว่าการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนเพียงระยะสั้น

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย

    เจาะลึกเทรนด์ Wellness Tourism

    งานวิจัยของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า “เศรษฐกิจด้านสุขภาพโลก” (Global Wellness Economy) มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า “เศรษฐกิจเวลเนสโลก” มีมูลค่าในปี 2568 อยู่ที่ 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นหนึ่งในสาขาที่เติบโตเร็วที่สุด 

    โดยนักท่องเที่ยวกลุ่ม Wellness มีลักษณะเด่น คือ มีกำลังใช้จ่ายสูง อยู่ในตลาดคุณภาพ และมีแนวโน้มเดินทางซ้ำ เนื่องจากมองการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็น “การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต” มากกว่าการเดินทาง เพื่อความบันเทิงทั่วไป

    จากโครงการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พบว่านักท่องเที่ยว Wellness ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดตนเองอยู่กับบริการสปาหรือการรักษาเชิงการแพทย์เท่านั้น

    แต่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์แบบองค์รวม” (Holistic & Transformative Experience) ที่เชื่อมโยงร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และบริบทของสถานที่เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูสุขภาพจิต (Emotional & Mental Wellness) โปรแกรมยืดอายุสุขภาพ (Longevity Program) การพักผ่อนเชิงธรรมชาติบำบัด การนอนหลับ เชิงคุณภาพ (Sleep Recovery) รวมถึงกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง

    อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญที่งานวิจัยชี้ให้เห็น คือ ความต้องการ “Wellness แบบออกแบบเฉพาะบุคคล” (Personalized Wellness) และบริการที่ให้ผลลัพธ์เชิงลึกในระยะยาว 

    นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้พร้อมจ่ายเพิ่มสำหรับกิจกรรมที่สามารถพิสูจน์คุณค่าได้จริง เช่น Wellness Retreat, Holistic Healing, Detox Program และการดูแลสุขภาพผ่านธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนชัดว่า Wellness Tourism กำลังก้าวจาก “Health Service” ไปสู่ “Experience-based Tourism” อย่างเต็มรูปแบบ

    ทั้งนี้ในมิติของกลุ่มเป้าหมาย งานวิจัย พบว่า ตลาดหลักของ Wellness Tourism ได้แก่ 1.กลุ่ม Aging Society และ High-spending Traveler จากยุโรป ญี่ปุ่น จีน และตะวันออกกลาง 2.กลุ่ม Long-stay / Expat / Digital Nomad ที่มองหาการใช้ชีวิตระยะยาวในพื้นที่ที่มี

    คุณภาพสิ่งแวดล้อมดี 3.กลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องการหลีกหนีความเครียด และฟื้นฟูสมดุลชีวิตจากเมืองใหญ่

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    น้ำพุร้อน คุณค่าเชิงสุขภาพสูง

    กลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้ให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวที่มี ทรัพยากรธรรมชาติรองรับการเยียวยา อย่างแท้จริง มีความสงบ ปลอดภัย และมีมาตรฐานบริการที่น่าเชื่อถือ

    โดยเฉพาะแหล่ง “น้ำพุร้อน” และ “น้ำแร่ธรรมชาติ” ซึ่งถูกมองว่าเป็น “Natural Wellness Asset” ที่มีคุณค่าเชิงสุขภาพสูง และสามารถพัฒนาเป็นโปรแกรม Wellness ได้หลากหลายรูปแบบ

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    ในบริบทดังกล่าว “น้ำพุร้อนสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพสูง สอดคล้องกับทิศทาง Wellness Tourism ระดับโลก ทั้งในด้านภูมิประเทศ ธรรมชาติแวดล้อม และอัตลักษณ์ของพื้นที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นที่รับรู้ในระดับนานาชาติว่าเป็นเมืองแห่งการพักผ่อน การใช้ชีวิต อย่างสมดุล และวัฒนธรรมล้านนาที่เอื้อต่อการเยียวยา

    น้ำพุร้อนธรรมชาติไม่เพียงตอบโจทย์การผ่อนคลายทางกาย แต่ยังสามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์ Wellness เชิงลึก เช่น การแช่น้ำแร่เพื่อฟื้นฟูร่างกาย การออกแบบกิจกรรมร่วมกับธรรมชาติ (Forest Therapy) การผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพร และวิถีชีวิตล้านนา เข้ากับโปรแกรมดูแลสุขภาพยุคใหม่

    ที่สำคัญงานวิจัยยังสะท้อนว่า นักท่องเที่ยว Wellness ให้ความสนใจกับ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” (Sustainable & Responsible Tourism) มากขึ้น พื้นที่ที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน และรักษาคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว จะได้รับความเชื่อมั่น และเลือกเป็นจุดหมายปลายทางในอนาคต

    จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นต้นแบบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตควบคู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน กระแส Wellness Tourism ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก 

    การยกระดับน้ำพุร้อนสันกำแพงจากแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนสู่ “Wellness Destination” คุณภาพ ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สุขภาพ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน จึงไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ แต่ยังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว ที่มุ่งเน้นคุณค่า ความยั่งยืน และการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายอย่างแท้จริง

    ชูน้ำพุร้อนสันกำแพง จุดขายเวลเนส

    ททท. จึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย รวมถึงพฤติกรรมเชิงลึก ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตลอดจนปัจจัยและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง เพื่อทราบถึงโอกาสในการส่งเสริมตลาดรวมถึงพัฒนาสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ประกอบกับกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในกิจการที่ ททท.มีหน้าที่ในดูแล และสนับสนุนในเรื่องของการตลาดและการประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนให้เป็นแม่แบบของการใช้น้ำพุร้อนผสมผสานระหว่างการพักผ่อนและการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ

    รวมถึงสนับสนุนข้อมูลและร่วมเป็นคณะทำงานในการบริหารงาน เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนากิจการน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นต้นแบบอย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมในการรองรับการพัฒนากิจการน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นต้นแบบอย่างยั่งยืนที่จะแล้วเสร็จในอนาคตอันใกล้ และดำเนินการในด้านต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง

    ดังนั้นการพัฒนากิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Destination) จึงเป็นไปตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทยเป็นตามแผนการพัฒนาในมิติต่างๆ

    อัดงบ 400 ล้าน อัพเกรดน้ำพุร้อนสันกำแพง

    นายเฉลิมศักดิ์ มากมูลผล ผู้จัดการกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในขณะนี้น้ำพุร้อนสันกันแพง กำลังอยู่ระหว่างพัฒนา พลิกโฉมครั้งใหญ่ เพื่อก้าวสู่การเป็นต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ โดยเน้นยกระดับบริการ สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพเต็มรูปแบบ

    เฉลิมศักดิ์ มากมูลผล ผู้จัดการกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง

    เพื่อให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศ ภายใต้แผนพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนในพื้นที่สหกรณ์ทั้ง 8 หมู่บ้าน

    ทั้งนี้คณะอนุกรรมการพัฒนาบริหารกิจการน้ำพุร้อน ซึ่งมี พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธาน และมีส่วนราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นคณะกรรมการในการพัฒนา โดยรัฐบาลได้จัดสรรวงเงินงบประมาณ 400 ล้านบาท ผ่านกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพัฒนาโครงการใน 2 ระยะ (เฟส)

    น้ำพุร้อนสันกำแพง เชียงใหม่

    เฟสที่ 1 ใช้งบลงทุนราว 179 ล้านบาท ปัจจุบันเริ่มดำเนินการแล้ว จะแล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงทางเข้า ถนน ที่จอดรถ และที่สำคัญที่สุดคือระบบพักน้ำร้อน-น้ำเย็น เพื่อให้ได้มาตรฐานสากล และมีการเสนอที่จะมีการขุดเจาะบ่อน้ำพุร้อนเพิ่มเติม ที่จะมีความลึกถึง 283 เมตร

    เฟสที่ 2 งบประมาณ 250 ล้านบาท เป็นโครงการต่อเนื่องที่ต้องรอการออกแบบและขออนุมัติงบประมาณ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกแบบโดยบริษัท A49 โดยจะสร้างอาคารธาราบำบัด (Hydrotherapy) ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทย ศูนย์ดูแลสุขภาพ รวมถึงอาคารสปา และจะมีระบบคัดกรองสุขภาพ

    โฉมใหม่น้ำพุร้อนสันกำแพง

    ก่อนรับบริการ เพื่อให้คำแนะนำว่าผู้ใช้บริการเหมาะกับโปรแกรมแบบไหน เช่น การแช่น้ำแร่ การบำบัด หรือการดูแลรักษาด้านอื่นๆ นอกจากนี้จะมีรื้อบ้านพักเดิม 18 หลัง สร้างเป็น Pool Villa อาจจะเพิ่มเป็น 50 ห้อง และมีน้ำแร่ในวิลล่าทุกหลัง เพื่อรองรับกลุ่มสัมมนา โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาอย่างน้อย 5 ปี

    นอกจากนี้ยังจะเตรียมร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำ “ซิลิก้า” จากน้ำแร่ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ภายใต้ตราสัญลักษณ์เฉพาะของโครงการ

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    รวมถึงยังเตรียมจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมการนวดหลักสูตร 450 ชั่วโมง ในชื่อ “โพธิ์ล้านนา” ซึ่งเป็นการผสมผสานศาสตร์การนวดจากวัดโพธิ์เข้ากับภูมิปัญญาล้านนา เพื่อพัฒนาทักษะของคนในพื้นที่ให้ก้าวสู่ระดับมืออาชีพและรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับฝีมือแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคคลากร ในการยกระดับการให้บริการของน้ำพุร้อนสันกำแพงที่จะเกิดขึ้น

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    จัดสรรกำไร 45% คืนสู่ชุมชน

    การพัฒนาครั้งใหญ่นี้ เป็นการปรับกลยุทธ์อย่างชัดเจน เจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดระดับกลางและบน หรือ ไฮเอนด์ ตลาดที่มีกำลังซื้อ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนไทย 80% และต่างชาติ 20% โดยตลาดหลักเป็นเกาหลีใต้

    เมื่อพัฒนาโครงการสำเร็จ มีเป้าหมายปรับสัดส่วนนักท่องเที่ยวเป็นต่างชาติ 60% และไทย 40% เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว และกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทย ที่ต้องการการบำบัดรักษาอย่างจริงจัง ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทยและแพทย์ปัจจุบัน

    หลังจากการปรับโฉมแล้วเสร็จ การให้บริการของน้ำพุร้อนสันกำแพง จะแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่

    1.โซนทั่วไป เป็นโซนสำหรับนักท่องเที่ยวระดับกลาง หรือ ผู้ที่มาท่องเที่ยวทั่วไป โดยยังคงกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เดิมไว้ เช่น การต้มไข่ และการแช่เท้าในลำธารน้ำพุร้อน ซึ่งเป็นจุดที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นจากปัจจุบัน

    2.โซนกึ่ง ทั่วไป เป็นโซนที่มีการให้บริการเพิ่มเติม และต้องเสียค่าบริการพิเศษแยกต่างหาก เช่น การบริการนวด การอาบน้ำแร่ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเลือกรับบริการที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมพื้นฐานได้

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    3.โซนส่วนตัว เป็นโซนสำหรับกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มารับบริการโปรแกรมบำบัดและดูแลสุขภาพ อาทิ โปรแกรมดูแลสุขภาพแบบเต็มรูปแบบ เช่น โปรแกรมพักค้างคืน 7 วัน โดยจะมีแพทย์มาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    อีกทั้งตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากปัจจุบันปีละ 30-40 ล้านบาท สู่ระดับ 100 ล้านบาทต่อปี หลังการปรับโฉมแล้วเสร็จ ซึ่งจะเพิ่มรายได้สูงกว่าปัจจุบัน ที่มีรายได้หลักมาจากค่าผ่านประตู คนไทย 40 บาท ต่างชาติ 100 บาท ที่เหลือเป็นค่าบริการที่พัก และการบริการต่างๆ เช่น อาบน้ำแร่ สระว่ายน้ำ และกางเต็นท์

    ปีที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 30 กว่าล้านบาท มีกำไร 10 กว่าล้านบาท อีกทั้งหัวใจสำคัญคือ ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเข้มแข็ง  พนักงานทั้งหมดที่ทำงานในน้ำพุร้อน เป็นชาวบ้านกว่า 100 คนในพื้นที่ 8 หมู่บ้านชุมชน 

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    เมื่อมีผลกำไร จะมีการจัดสรรกำไรสุทธิ 45% แบ่งคืนให้แก่ชุมชน ครอบคลุม 1,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 4,000 คน

    “หลังโควิด-19 จะพบว่า น้ำพุร้อนสันกำแพง รองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น โดยก่อนโควิดในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ราว 3 แสนกว่าคน ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 4 แสนคน ส่วนในปีนี้น่าจะเติบโตต่อเนื่อง

    เพราะในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมา (ระยะเวลา 10 วัน) มีนักท่องเที่ยวรวมถึง 5 หมื่นคน เฉพาะวันที่ 1 ม.ค.วันเดียว มีสถิติผู้มาใช้บริการสูงสุดถึง 9,600 กว่าคน” นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    การพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพงในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเดิมให้ทันสมัย แต่ยังเป็นโครงการต้นแบบที่จะนำไปใช้พัฒนาน้ำพุร้อนแห่งอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนตามแนวพระราชดำริสืบไป

    การขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนโฉมแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจเชิงสุขภาพที่สร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/658631&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y1GFC0H_aak3lZ7HTcM5c

  • เริ่มแล้ว มนต์เสน่ห์ “108 ปี หาดเจ้าสำราญ” อัญมณีแห่งอ่าวไทย กระตุ้นเศษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เริ่มแล้ว มนต์เสน่ห์ “108 ปี หาดเจ้าสำราญ” อัญมณีแห่งอ่าวไทย กระตุ้นเศษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ที่ บริเวณหาดเจ้าสำราญ ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานพิธีเปิดงาน “แอนนิเวอร์ซารี่ 108 ปี หาดเจ้าสำราญ ตอน สุขสำราญ อาหาร ดนตรี” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติให้กลับมาคึกคัก โดยมี นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขต 1 รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายศรัณย์ เกตุทอง นายอำเภอเมืองเพชรบุรี นายกเทศมนตรีตำบลหาดเจ้าสำราญ ตลอดจนนักท่องเที่ยว และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดพิเศษ

    ร.ต.ท.ภพชนก กล่าวว่า หาดเจ้าสำราญเปรียบเสมือนอัญมณีเม็ดงามของฝั่งอ่าวไทย ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนาม “หาดเจ้าสำราญ” เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2461 การจัดงาน ในครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับบรรยากาศความสวยงามทางธรรมชาติริมชายหาด

    สำหรับกิจกรรมภายในงานตลอดทั้ง 3 วัน ประกอบด้วย มหกรรมอาหารริมหาดที่มีการออกบูธจำหน่ายอาหารทะเลสดและเมนูเด็ดกว่า 100 ร้านค้า การจัดจุดถ่ายภาพเช็กอิน การแสดงพลุไฟริมชายหาดยามค่ำคืน และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ อาทิ จ๊ะ นงผณี แหลม สมพล และวง MEAN BAND สลับกับการแสดงดนตรีท้องถิ่น ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีได้เน้นย้ำและฝากความหวังให้ชาวตำบลหาดเจ้าสำราญ ตลอดจนผู้ประกอบการ ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว และร่วมกันผลักดันให้หาดเจ้าสำราญเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    .

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5846868/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22kxb_hNqNvLAm_7kJAQkR

  • เปิดแล้ว! ‘ต่อยหอยบ้านเพ’ ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเลระยอง ชูเสน่ห์อาหารทะเล-วัฒนธรรมพื้นถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    เปิดแล้ว! ‘ต่อยหอยบ้านเพ’ ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเลระยอง ชูเสน่ห์อาหารทะเล-วัฒนธรรมพื้นถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ลานกิจกรรมเทศบาลตำบลเพ อำเภอเมืองระยอง นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิดงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล ต่อยหอยบ้านเพ” ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก นายธนศร ดอกเดื่อ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยองได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2569 เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชน โดยมอบหมายให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง ร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อัศวิน อีเว้นท์ อินเตอร์กรุ๊ป จัดกิจกรรมถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล จำนวน 2 ครั้ง

    สำหรับงาน “ต่อยหอยบ้านเพ” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมเทศบาลตำบลเพ อำเภอเมืองระยอง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้นำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งอาหารทะเลสด อาหารพื้นบ้าน สินค้าชุมชน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น สะท้อนเสน่ห์วิถีชีวิตชาวเลบ้านเพอย่างใกล้ชิด

    ส่วนอีกหนึ่งกิจกรรมคือ “เสน่ห์บ้านฉาง @ หาดพลา” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน 2569 ณ หาดพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวชายฝั่งของจังหวัดให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

    นายธนศร กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของรัฐบาล มุ่งส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวต่างพากันเลือกซื้ออาหารทะเลสด ชิมเมนูพื้นบ้าน และร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นตลอดงาน สร้างสีสันให้กับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดระยองอย่างคึกคักอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5847355/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ajGb-YhHDh0iDJkyf0ahK

  • ภูเก็ตเอาจริง! ล้างบางต่างชาติผิดกฎหมาย ไล่ตรวจนอมินีธุรกิจเถื่อน

    ภูเก็ตเอาจริง! ล้างบางต่างชาติผิดกฎหมาย ไล่ตรวจนอมินีธุรกิจเถื่อน

    นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าภูเก็ตมากกว่า 14 ล้านคน โดยชาวรัสเซียเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดกว่า 1 ล้านคน สะท้อนศักยภาพของภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ แต่เมื่อมีคนเข้ามาจำนวนมาก ปัญหาการฝ่าฝืนกฎหมายและการแสวงหาผลประโยชน์ผิดกฎหมายก็เพิ่มขึ้นตามมา

    S__26837007.jpg

    “จังหวัดเดินหน้าคุมเข้มทั้งพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและกลุ่มต่างชาติที่เข้ามาแอบแฝงประกอบธุรกิจ ผ่านการใช้นอมินีถือครองกิจการแทน โดยสั่งการให้หลายหน่วยงานร่วมตรวจสอบอย่างจริงจัง ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ สรรพากร พาณิชย์ และขนส่ง”

    — ผู้ว่าฯ ภูเก็ต กล่าว

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ระบุอีกว่า กลุ่มที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือธุรกิจท่องเที่ยว ร้านเช่ารถ และกิจการบริการที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ โดยเฉพาะธุรกิจให้เช่ารถจักรยานยนต์ ซึ่งพบว่ามีบางส่วนดำเนินการผิดกฎหมาย รวมถึงปล่อยเช่าให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ จนนำไปสู่อุบัติเหตุและปัญหาบนท้องถนน

    “คนที่เข้ามาประกอบธุรกิจ ถ้าผิดกฎหมายหรือใช้นอมินี เราดำเนินการแน่นอน บางคนพยายามหลบเลี่ยงด้วยการใช้คนไทยถือแทน หรือดำเนินการอำพราง แต่ทุกหน่วยงานกำลังตรวจสอบทั้งจากข้อมูลและเบาะแสที่ประชาชนแจ้งเข้ามา หากพบการใช้นอมินีหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด และขยายผลตรวจสอบทันที”

    — ผู้ว่าฯ ภูเก็ต กล่าว

    นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ตยังเชิญกงสุลและผู้นำชุมชนชาวต่างชาติหลายประเทศ อาทิ อิสราเอลและฝรั่งเศส เข้าหารือร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อสร้างความเข้าใจว่าชาวต่างชาติทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยโดยไม่มีข้อยกเว้น

    S__26837001.jpg

    ภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา สถานทูตอิสราเอลได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา เตือนพลเมืองให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด พร้อมระบุว่าหน่วยงานไทยจะใช้กฎหมายจริงจังกับผู้กระทำผิด

    อย่างไรก็ตาม จังหวัดภูเก็ตย้ำว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ชนชาติใดเป็นพิเศษ แต่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย มาตรฐานการท่องเที่ยว และคุ้มครองสิทธิของประชาชนในพื้นที่

    S__26837005.jpg

    ขณะที่ข้อมูลของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2569พบว่า มีคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติรวม 3,218 คดี ผู้ต้องหา 3,484 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยว 2,223 คดี ผู้ต้องหา 2,394 คน, กลุ่มนักธุรกิจและแรงงานต่างชาติ 186 คดี ผู้ต้องหา 208 คน, นักลงทุน 3 คดี ผู้ต้องหา 4 คน และอื่นๆ 806 คดี ผู้ต้องหา 878 คน

    คดีขับรถขณะเมาสุรา 642 คดี, ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 410 คดี, คดียาเสพติด 231 คดี, ลักทรัพย์และยักยอก 88 คดี, ทำร้ายร่างกาย 40 คดี, หลบหนีเข้าเมือง 33 คดี, การพนัน 33 คดี, ฉ้อโกง 10 คดี และคดีข่มขืนกระทำชำเราและอนาจาร 6 คดี

    ส่วนสัญชาติของผู้ต้องหาที่พบมากที่สุด ได้แก่ เมียนมา 946 คน, รัสเซีย 269 คน, อังกฤษ 143 คน และฝรั่งเศส 141 คน

    S__26837008.jpg

    จังหวัดภูเก็ตย้ำมาตรการดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกับทุกสัญชาติ เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของภูเก็ตในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/phuket-9may2026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fSyLD5OmXmf42AeAYLxw6