Blog

  • รมช.ปิยะรัฐชย์ เผย ก.เกษตรฯ พร้อมดัน “กล้วยหอมทองไทย” สู่พืชเศรษฐกิจยุทธศาสตร์

    รมช.ปิยะรัฐชย์ เผย ก.เกษตรฯ พร้อมดัน “กล้วยหอมทองไทย” สู่พืชเศรษฐกิจยุทธศาสตร์

    รมช.ปิยะรัฐชย์ เผย ก.เกษตรฯ พร้อมดัน “กล้วยหอมทองไทย” สู่พืชเศรษฐกิจยุทธศาสตร์

    (6 พ.ค.69)   นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ไร่ อ.การเกษตร ณ หมู่ 8 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล พร้อมเปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางเป้าหมายให้ ‘กล้วยหอมทอง’ เป็นพืชนำร่องในการยกระดับจาก ‘การส่งเสริมการผลิต’ ไปสู่ ‘การบริหารจัดการทั้งห่วงโซ่มูลค่า’ (Value Chain) อย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การตลาด ตลอดจนการเชื่อมโยงฐานข้อมูล (Data-Driven) ผ่านการพัฒนาระบบข้อมูลกล้วยแห่งชาติ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อย โดยมีสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน เพื่อเชื่อมโยงภาคการผลิต ภาคการตลาด และโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ อีกทั้งเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย นอกจากนี้ ยังได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อถ่ายทอดและสร้างโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือผู้ประกอบการ โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกอีกด้วย

    ด้านนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร โดยศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้พัฒนานวัตกรรม “การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยอย่างง่าย” เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงต้นพันธุ์คุณภาพของเกษตรกร โดยลดข้อจำกัดด้านต้นทุนและเทคโนโลยี เทคโนโลยีดังกล่าวประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การเตรียมอาหารสังเคราะห์อย่างง่าย การฟอกฆ่าเชื้อ การตัดย้ายเนื้อเยื่อด้วยกล่องเอนกประสงค์ และการอนุบาลต้นกล้า ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่าสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 70% ลดการใช้พลังงาน 30% และช่วยให้ได้ต้นพันธุ์ปลอดโรค มีความสม่ำเสมอ สามารถวางแผนการผลิตและเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออย่างง่าย โดยมีวิสาหกิจชุมชนไร่ อ.การเกษตร อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล เป็นจุดเรียนรู้ให้เกษตรกรในการผลิตต้นพันธุ์กล้วยหอมทองคุณภาพ เพื่อกระจายสู่เกษตรกรในพื้นที่ โดยมีสำนักงานเกษตรจังหวัดสตูล ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง เป็นพี่เลี้ยงในการถ่ายทอดองค์ความรู้และกำกับมาตรฐานอุตสาหกรรมกล้วยไทยมีศักยภาพสูง โดยต้องพัฒนาทั้งระบบให้เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อย และเชื่อมโยงการผลิตกับตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถยกระดับ “กล้วยหอมทองไทย” จากพืชรายได้เสริม สู่สินค้าเกษตรคุณภาพเพื่อการส่งออก สร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71469&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KKeSQNkIQYHBf7GyCn4UF

  • ถังแตก-สิ้นคิด ! “เก็บภาษีท่องเที่ยว” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง “อ.เจษฎ์” แนะ เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    ถังแตก-สิ้นคิด ! “เก็บภาษีท่องเที่ยว” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง “อ.เจษฎ์” แนะ เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    ถังแตก-สิ้นคิด !

    ถังแตก-สิ้นคิด ! “เก็บภาษีท่องเที่ยว” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง “อ.เจษฎ์” แนะ เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายรัฐบาลเตรียมเก็บเงินคนไทยเดินทางไปต่างประเทศและนักท่องเที่ยว ว่า เป็นภาพสะท้อนของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะ “ถังแตก” และ “สิ้นคิด” พร้อมเตือนนโยบายดังกล่าวสร้างภาระให้ชนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มคนรวยไม่สะเทือน แนะควรหันไปโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแทน

    ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีแล้ว การกระทำของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะถังแตกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการเตรียมเก็บเงินคนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งในอดีตเคยมีความพยายามจัดเก็บเงินในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ท้ายสุดก็ต้องยกเลิกไป เนื่องจากพิจารณาแล้วว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ

    ถังแตก-สิ้นคิด !

    “รู้สึกเหมือนเราถังแตกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินด้วยการอาสามา กำลังทำให้เราเห็นว่าเราถังแตกมาก ตอนนี้ถ้าคนไทยจะไปเที่ยวต่างประเทศ จะต้องถูกเก็บเงิน แต่เดิมเคยมีการเก็บเงินแบบนี้ แล้วก็ได้มีการพิจารณากันว่าท้ายสุดมันไม่ได้มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ใช้วิธีการอื่นดีกว่า”

    ถังแตก-สิ้นคิด !

    นายเจษฎ์ ได้เสนอไปยังรัฐบาล ด้วยว่า หากรัฐบาลต้องการรักษาสภาพคล่องและดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควรใช้วิธีการเชิงบวกในการจูงใจมากกว่าการบังคับเก็บเงิน ได้แก่ การส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวและใช้สินค้าภายในประเทศให้มากขึ้น ไปจนถึงการสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหาแนวทางกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนและตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

    “ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเขาเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่าท่านถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้”

    นายเจษฎ์ ยังได้เปรียบเทียบนโยบายดังกล่าวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได ที่มองว่าเป็นการดึงเงินจากกระเป๋าคนชั้นกลางไปชดเชยให้คนรายได้น้อย ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ พร้อมระบุว่า ไปเที่ยวแบบนี้ คนมีรายได้มากก็จ่ายได้สบายมาก ไม่ได้เดือดร้อนอะไร คนมีรายได้กลางๆ  จ่ายกันตายเลย แม้จะเพิ่มแค่เป็นพันก็ตาม ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทบทวนและยุติแนวคิดดังกล่าว แล้วหาวิธีอื่นในการสร้างเม็ดเงินแทน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/616878&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XQhsT9VZn3GTQ7u-GyMeJ

  • ปัดฝุ่น “แลนด์บริดจ์”ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่คือสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์|ข่าวเป็นข่าว|ช่วง2 | TOPNEWS

    ปัดฝุ่น “แลนด์บริดจ์”ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่คือสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์|ข่าวเป็นข่าว|ช่วง2 | TOPNEWS

    ปัดฝุ่น “แลนด์บริดจ์” ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่คือสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์การค้าโลก | ข่าวเป็นข่าว | ช่วง 2

    ข่าวเด่น ข่าวเป็นข่าว | 8 พ.ค. 69 | ช่วง 2

    #topnewstv #แลนด์บริดจ์ #อนุทิน

    – โฆษกรัฐบาล เตือยข่าวปลอม ใส่ร้ายตั้งคาสิโนในเขตเศรษฐกิจภาคใต้
    – ไม่มีซุก กาสิโน ในร่าง กม.เขตเศรษฐกิจภาคใต้
    – ร่าง กม.เขตเศรษฐกิจพิเศษให้ทำ “แลนด์บริดจ์” เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่
    – “แลนด์บริดจ์” ไม่ใช่แค่ทางผ่าน เป็นเครื่องมือสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์การค้าโลก
    – ผชช.อังกฤษ ชี้ “แลนด์บริดจ์” มีตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ แต่รัฐบาลต้องดูแลผลกระทบให้เหมาะสม
    – “กรณ์” คาดไม่เกิน 12 พ.ค.ยื่น ปธ.สภาส่งศาลคว่ำกู้ 4 แสนล้าน
    – “ภราดร” สวนเดือดปม “กรณ์” ถามทำไมไม่ใช้งบประมาณทำ
    – “ไทยชาวยไทย” ช่วยลดค่าครองชีพ
    – “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพ ซื้อของถูกทั่วไทย 946 จุด
    – อคส.สูญเงิน 2 พันล้าน อสส.สั่งไม่อุทธรร์ยกฟ้องคดีถุงมือยาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1569532&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sTicyg1Pbv0yNBdL_0umF

  • สุ่มกวาดสินค้านำร่องไร้ มอก. ออกจากออนไลน์แล้วกว่า 80% ขยายตรวจทุกแพลตฟอร์ม –

    สุ่มกวาดสินค้านำร่องไร้ มอก. ออกจากออนไลน์แล้วกว่า 80% ขยายตรวจทุกแพลตฟอร์ม –

    สุ่มกวาดสินค้านำร่องไร้ มอก. ออกจากออนไลน์แล้วกว่า 80% ขยายตรวจทุกแพลตฟอร์ม

    สินค้าไม่มีมาตรฐานถูกนำออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วกว่า 80% หลังหน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์มออนไลน์ และสภาผู้บริโภคร่วมเดินหน้ากวาดล้างสินค้าไร้ มอก. บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่

    หลังการผนึกกำลัง 5 หน่วยงานภาคี ได้แก่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และ สภาผู้บริโภค พร้อมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ประกอบด้วย Shopee Lazada TikTok Shop และ Line Shopping ปฏิบัติการนำสินค้าไม่มีมาตรฐาน มอก. ออกจากระบบ (Take Down) ล่าสุด นำสินค้าไม่ได้มาตรฐานออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วกว่า 80% พร้อมเร่งขยายการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง ป้องกันนำสินค้ามาขายวนซ้ำ

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 การประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดการสินค้าไม่ได้มาตรฐานและสินค้าผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 4 แพลตฟอร์ม โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเดินหน้ายกระดับมาตรการกำกับดูแลสินค้ามาตรฐาน มอก. และเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

    ผลการประเมินผลการสุ่มตรวจสินค้ากลุ่มเสี่ยง เช่น พาวเวอร์แบงก์ ปลั๊กไฟ ไดร์เป่าผม และหมวกกันน็อก ที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ โดยภาพรวมพบว่า แพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้ความร่วมมือในการนำสินค้าไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ออกจากระบบมากถึง 80 % จากการรายงานการสุ่มตรวจ

    แต่ทั้งนี้ แม้สินค้าหลายรายการจะถูกเอาออกจากระบบแล้ว ยังพบว่าสินค้าบางส่วนมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งกรณีสแกนคิวอาร์โค้ดไม่ได้ ไม่มีการแสดงข้อมูลผู้ผลิตอย่างชัดเจน หรือใช้ที่อยู่จากต่างประเทศ ทำให้ยังเป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค

    ล่าสุด ผลการหารือร่วมกันได้เร่งผลักดันมาตรการสำคัญ คือ การเชื่อม API ระหว่างแพลตฟอร์มออนไลน์กับฐานข้อมูลของ สมอ. เพื่อให้ตรวจสอบเครื่องหมายมอก. ควบคู่คิวอาร์โค้ด และใบอนุญาตสินค้าได้แบบ 24 ชั่วโมง เพื่อลดปัญหาการปลอมแปลงเครื่องหมาย มอก. และช่วยสกัดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานก่อนขายถึงมือผู้บริโภค โดยตั้งเป้าให้ทุกแพลตฟอร์มเชื่อมระบบแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569

    อีกประเด็นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ สินค้าจากต่างประเทศ หรือ Cross-border ที่หลายร้านค้าใช้ข้อมูลผู้ขายไม่ชัดเจน บางแห่งระบุเพียงชื่อโกดัง หรือใช้ที่อยู่เป็นภาษาจีน ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคไม่สามารถติดตามผู้รับผิดชอบได้ง่าย

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสรุปร่วมกันในการยกระดับมาตรการจัดการสินค้าอันตรายบนแพลตฟอร์มออนไลน์หลายด้าน ทั้งการเร่งเชื่อม API ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าแบบเรียลไทม์ การผลักดันให้ผู้ขายและผู้ผลิตจากต่างประเทศต้องสามารถตรวจสอบตัวตนและติดตามได้จริง รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนผู้ขาย (KYC) เพื่อป้องกันการกลับมาขายซ้ำของร้านค้าที่ทำผิด

    นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับการบังคับใช้กฎหมายกับสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าควบคุมพิเศษ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการสืบสวน และตรวจสอบคลังสินค้า เพื่อจัดการตั้งแต่ต้นทาง ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดกำหนดมาตรการลงโทษร้านค้าที่ทำผิดซ้ำแบบขั้นบันได ตั้งแต่การนำสินค้าออกจากระบบ การเฝ้าระวังการกลับมาจำหน่ายซ้ำ ไปจนถึงการปิดร้านถาวรในกรณีฝ่าฝืนซ้ำหลายครั้ง พร้อมเตรียมขยายการสุ่มตรวจสินค้าไม่มีมาตรฐานให้ครอบคลุม 21 แพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้า

    อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องมีบทบาทรับผิดชอบมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของสินค้า หรือข้อมูลผู้ขายได้อย่างชัดเจน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

    ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองตรงกันว่า ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะหลายชิ้นเป็นของที่ผู้บริโภคใช้ในชีวิตประจำวัน หากระบบตรวจสอบยังไม่เข้มพอ ความเสี่ยงก็อาจตกอยู่กับคนซื้อโดยไม่รู้ตัว ทั้งในเรื่องความเสียหายต่อทรัพย์สินและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/take-down-substandard/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WeUyDA5cry3fjkn5rGg_w

  • ปัญหาน้ำเน่าเสีย! ‘คลองแม่ข่า’ กระทบท่องเที่ยวเชียงใหม่ จุดเช็คอินชื่อดังกลางเมืองเงียบเหงา ไร้เงานักเที่ยว

    ปัญหาน้ำเน่าเสีย! ‘คลองแม่ข่า’ กระทบท่องเที่ยวเชียงใหม่ จุดเช็คอินชื่อดังกลางเมืองเงียบเหงา ไร้เงานักเที่ยว

    ‘คลองแม่ข่า’ จุดเช็คอินยอดฮิตกลางเมืองเชียงใหม่ บริเวณถนนระแกง ต.หายยา ของชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยว ในช่วง 2 ปีที่ผ่าน มาถูกปรับปรุงคุณภาพน้ำ จากน้ำเน่าเสีย ให้กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่นักท่องเที่ยว ต่างไม่พลาดที่จะแวะเวียนมาเดินเล่นและถ่ายรูป เช็คอิน กับบรรยากาศสุดชิลริมคลองที่มีทั้งบ้านไม้เก่าแก่ที่ถูกรีโนเวทให้กลายเป็นคาเฟ่ ร้านอาหารและโฮมสเตย์เล็กๆ ที่มีสไตล์เฉพาะตัว จนถูกขนานนามว่า “คลองโอตารุ เมืองไทย”

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    แต่ล่าสุดคุณภาพน้ำในคลองแม่ข่า กลับมาเน่าเสียอีกครั้ง ทำให้บรรยากาศเงียบเหงา นักท่องเที่ยวบางตา ชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าในย่านนี้ หลายร้านได้ปิดตัวลง

    ลิลสา ทองเหลือ หนึ่งในนักท่องเที่ยวชาวเชียงใหม่ กล่าวว่า ช่วงหลังคลองแม่ข่าเริ่มมีน้ำเน่าเสีย และส่งกลิ่นเหม็น ทำให้เสียบรรยากาศการท่องเที่ยว ซึ่งตามปกติแล้วในช่วงไฮซีซั่นจะมีนักท่องเที่ยวมาเดินเที่ยว มาเดินเที่ยวจำนวนมากเพราะบรรยากาศดี ร้านอาหารหลากหลาย ดึงดูดทั้งชาวเชียงใหม่ไปเที่ยวจำนวนมาก ไปถ่ายรูปเช็คอิน

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “ส่วนตัวแล้วบ้านอยู่ในเมือง ก็จะไปเที่ยวเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ไปเดินเล่นออกกำลังกาย และไปซื้อของอาหารการกิน แต่ปัจจุบัน นั้นไม่อยากไปแล้ว เพราะบรรยากาศไม่ดีน้ำแม่ข่ากลับมาเน่าเสีย เดินไปได้กลิ่นน้ำเน่าไปก็ทำให้เสียบรรยากาศด้านการท่องเที่ยว”

    “จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ให้กลับมาสดใสเหมือนเดิม เพราะปัญหานี้คนเชียงใหม่รู้ดี ว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ เพราะยังคงมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองแม่ข่าอยู่” ลิลสา กล่าว

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ผศ.วสันต์ จอมภักดีนักวิชาการอิสระด้านการบริหารจัดการน้ำ กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำครองแม่ข่า ได้บางช่วงแต่ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะน้ำถูกปล่อยมาจากโรงบำบัดน้ำเสีย แต่ปัญหาหลักที่ยังคงทำให้คลองแม่ข่าเน่าเสีย เกิดจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงของแม่ข่าในเขตตัวเมืองเชียงใหม่จำนวนมากเพราะมีอาคารบ้านเรือนรวมถึง ผู้ประกอบการต่างๆ อยู่ริมน้ำแม่ค้าที่น้ำเสียถูกปล่อยโดยยังไม่ได้รับการบำบัด

    โดยเฉพาะบริเวณโซนถนนรัตนโกสินทร์อำเภอเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชุมชนแออัด รวมถึงมีโรงงานต่างๆ และตลาดสด เป็นจุดเสี่ยงที่มักลักลอบปล่อยน้ำเสีย ลงในคลองแม่ข่า

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ด้าน รัฐพล นราดิศรผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า คลองแม่ข่า ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่ผ่านมาสามารถถึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก จุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบัน ยังพบปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำเสียและตะกอนสะสม ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคลองแม่ข่า จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบจุดรั่วไหล ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย และเพิ่มการเติมน้ำดีเพื่อไล่น้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมแหล่งท่องเที่ยวในเขตเมือง เพื่องรองรับนักท่องเที่ยว ในช่วงเทศกาลต่างๆ และช่วงไฮซีซั่น ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเยือน ‘คลองแม่ข่า’ หรือที่ถูกขนานนามว่า “คลองโอตารุเมืองไทย” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันทางจังหวัดเชียงใหม่อยู่ระหว่างเตรียมสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ที่มีการศึกษาและออกแบบไว้แล้ว ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการดำเนินการพอสมควร

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo06.jpg

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-problem-of-polluted-water-in-the-mae-kha-canal-chiang-mai-province&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vPyBWZyqTwo2qVkkPtSRx

  • อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

    อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

    ผู้นำอาเซียนเห็นชอบแผนฉุกเฉินรับผลกระทบสงครามอิหร่าน เร่งหารือสำรองน้ำมัน-โครงข่ายไฟฟ้าร่วม หวั่นเศรษฐกิจและแรงงานในตะวันออกกลางกระทบหนัก

    วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน เห็นชอบ แผนฉุกเฉินเพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฯ และอิสราเอล ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนประจำปีที่จังหวัดเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ท่ามกลางความกังวลต่อราคาพลังงาน เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของแรงงานในตะวันออกกลาง

    รายงานระบุว่า ฟิลิปปินส์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามครั้งนี้ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โดยประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สั่งลดความหรูหราและพิธีการต่างๆ ของการประชุม เพื่อสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดัน

    แผนฉุกเฉินของอาเซียนประกอบด้วยหลายมาตรการ อาทิ การเร่งให้สัตยาบันข้อตกลงแบ่งปันเชื้อเพลิงฉุกเฉินระหว่างประเทศสมาชิก การวางแผนจัดตั้งโครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาค การสร้างคลังสำรองน้ำมัน รวมถึงการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อลดการพึ่งพาพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนยังเห็นชอบให้ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และศึกษาการใช้เทคโนโลยีพลังงานใหม่ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

    อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมาร์กอสยอมรับว่า การสร้างคลังน้ำมันสำรองระดับภูมิภาคและระบบโครงข่ายไฟฟ้าร่วมกันเป็นเรื่องซับซ้อนและอาจต้องใช้เวลานาน โดยตั้งคำถามว่า คลังน้ำมันสำรองจะถูกเก็บไว้ในประเทศเดียว หรือกระจายอยู่ทั่วอาเซียน ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวว่า แม้แนวคิดโครงข่ายไฟฟ้าร่วมจะถูกพูดถึงมาหลายปี แต่ปัจจุบันยังดำเนินการได้เพียงในระดับจำกัด อย่างไรก็ตาม ผู้นำอาเซียนยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพราะทุกประเทศกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการประชุม คือ ความกังวลเกี่ยวกับการอพยพแรงงานอาเซียนในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง เนื่องจากมีชาวอาเซียนมากกว่า 1 ล้านคนทำงานและอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้

    นอกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางแล้ว ผู้นำอาเซียนยังหารือประเด็นสำคัญในภูมิภาค ทั้งข้อพิพาททะเลจีนใต้ สงครามกลางเมืองในเมียนมาที่ดำเนินมากว่า 5 ปี และความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา.

    ที่มา AP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2931583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Px5krnC34C0YUPDrS-1y7

  • กพร. ยกระดับแล็บขึ้นแท่นมาตรฐานสากล ISO 17025 หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน

    กพร. ยกระดับแล็บขึ้นแท่นมาตรฐานสากล ISO 17025 หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน

    กพร. ยกระดับแล็บขึ้นแท่นมาตรฐานสากล ISO 17025 หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า  ได้ดำเนินการยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบสู่มาตรฐานระดับสากล มอก. 17025 – 2561 (ISO/IEC 17025 : 2017) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Green Laboratory 

    และพร้อมเร่งพัฒนาการสกัดของเสียเหลือทิ้งในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    “กพร. มีบทบาทในการให้บริการวิเคราะห์ทดสอบคุณภาพแร่ โลหะ สารประกอบโลหะ ธรณีวัตถุ และตัวอย่างสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งพัฒนาห้องปฏิบัติดังกล่าวให้ได้มาตรฐานระดับสากล”

    ได้มาตรฐานมอก. 17025 – 2561

    สำหรับมาตรฐาน มอก. 17025 – 2561 (ISO/IEC 17025 : 2017) สาขาโยธา มีขอบข่ายการทดสอบหาปริมาณทองคำ (Au) และเงิน (Ag) ในโลหะทองคำผสม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระบบบริหารงานที่มีคุณภาพและวิธีการทดสอบของห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สร้างความมั่นใจว่าผลการทดสอบมีความถูกต้อง แม่นยำ และน่าเชื่อถือ 

    กพร. ยกระดับแล็บขึ้นแท่นมาตรฐานสากล ISO 17025 หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน

    รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐ โดย กพร. มีแผนที่จะขยายผลการขอรับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการในขอบข่ายอื่น เช่น การตรวจสอบและวิเคราะห์ตัวอย่างสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการทดสอบของ กพร. ที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีการทดสอบกว่า 3,500 รายการต่อปี

    รับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายกิตติพันธุ์ บางยี่ขัน ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงมุ่งเน้นส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดปริมาณของเสียในภาคอุตสาหกรรม และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อจัดการของเสียเหลือทิ้งในกระบวนการทดสอบของห้องปฏิบัติการ 

    ซึ่งยึดโยงหลักการ Circular Economy และ Green Chemistry เข้าด้วยกัน เพื่อเป้าหมายเข้าสู่การเป็นห้องปฏิบัติการสีเขียว Green Laboratory โดยการจัดการของเสียในห้องปฏิบัติการด้วยกระบวนทางเคมีที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย การสกัดโลหะเงินบริสุทธิ์จากของเสียด้วยกระบวนการเคมีสีเขียว (Green Chemistry For Silver Recovery form Waste) 

    และ Eco Friendly Silver Nano (AgNPs) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของการยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบในการปฏิบัติการเชิงนวัตกรรม รวมถึงเป็นการส่งเสริมความสามารถและศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ของ กพร. ให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีความมุ่งมั่นในการวิจัย เพื่อสนองตอบแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a6Vcz7FAR784WpPktK_Vz

  • เวียดนามยกระดับโลจิสติกส์ครบวงจร รับแรงกดดันการค้าโลก ชูดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูปกฎระเบียบ

    เวียดนามยกระดับโลจิสติกส์ครบวงจร รับแรงกดดันการค้าโลก ชูดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูปกฎระเบียบ

    เนื้อข่าว 

    ท่ามกลางความผันผวนของระบบการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าโลก เวียดนามกำลังเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาภาคโลจิสติกส์ผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการปฏิรูปเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานรองรับบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการเชื่อมโยงทางการค้าในภูมิภาคและระดับโลก

    image.png

    ในขณะเดียวกัน การเติบโตอย่างรวดเร็วของเวียดนามในฐานะศูนย์กลางการผลิตได้ส่งผลให้ความต้องการบริการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความคุ้มค่าเชิงต้นทุน เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและการค้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ ท่าเรือ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Expressways) และท่าอากาศยาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    ทั้งนี้ การเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมได้ก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยโครงการทางพิเศษระหว่างเมือง (Expressways) ช่วยลดระยะเวลาการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การขยายขีดความสามารถของท่าเรือเอื้อให้สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่และปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โครงการยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง (Long Thanh International Airport) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าทางอากาศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ามูลค่าสูง ขณะเดียวกัน การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมตามแนวระเบียงเศรษฐกิจหลักยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างฐานการผลิตและเครือข่ายโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิผล

    อย่างไรก็ดี แม้ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อจำกัดด้านการเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Connectivity) ยังคงเป็นประเด็นท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยระบบการขนส่งสินค้ายังพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมอยู่ในระดับสูง และประสิทธิภาพการดำเนินงานยังไม่อยู่ในระดับเหมาะสม ขณะที่การขนส่งทางราง (Rail Transport) และทางน้ำภายในประเทศ (Inland Waterways) ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ความไม่สมดุลดังกล่าวส่งผลให้ภาคโลจิสติกส์มีความเปราะบางต่อแรงกระทบจากภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนด้านราคาพลังงาน ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิงสามารถคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30–50 ของต้นทุนการขนส่งทั้งหมด และเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนทั้งระบบ

    ในด้านพลวัตของตลาด ภาคการขนส่งสินค้าของเวียดนามยังคงขยายตัวในระดับสูง โดยในปี 2568 ปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.1 สะท้อนถึงอุปสงค์ด้านโลจิสติกส์ที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยการขนส่งทางถนนยังคงมีบทบาทนำ ขยายตัวร้อยละ 14.7 ขณะที่การขนส่งทางน้ำภายในประเทศและทางทะเลขยายตัวในอัตราร้อยละ 12.8 และ 12 ตามลำดับ ส่วนการขนส่งทางรางและทางอากาศมีสัดส่วนค่อนข้างจำกัด แม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตเชิงบวก

    เพื่อตอบสนองต่อข้อจำกัดดังกล่าว แนวทางการพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์หลายรูปแบบ (Multimodal Logistics Solutions) จึงได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการบูรณาการการขนส่งทางทะเล ทางอากาศ ทางราง และทางถนนเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเชิงต้นทุนและความรวดเร็วในการจัดส่ง ตลอดจนลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารูปแบบการขนส่งเพียงรูปแบบเดียว ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เริ่มปรับตัวอย่างชัดเจน โดยมีการเพิ่มสัดส่วนการใช้ระบบรางในเส้นทางหลักแนวเหนือ–ใต้ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

    ในมิติของการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เวียดนามยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตทางการค้าสูง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเอื้อต่อ การลดผลกระทบจากความผันผวนภายนอก ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศได้ขยายการลงทุนในเวียดนาม พร้อมนำเทคโนโลยีขั้นสูง และรูปแบบบริการแบบบูรณาการ (Integrated Service Models) มาใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร

    นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลกำลังมีบทบาทเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยระบบนิเวศแบบบูรณาการ (Integrated Ecosystem) ที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบดิจิทัล และกรอบนโยบายเข้าด้วยกัน ได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ทั้งนี้ นักลงทุนมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับตลาดที่มีศักยภาพด้านดิจิทัลขั้นสูง อาทิ ความสามารถในการติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ (Real-time Visibility) ความรวดเร็วในกระบวนการศุลกากร และเสถียรภาพของการไหลของสินค้า (Cargo Flow Stability)

    ในส่วนของกรอบนโยบายภาครัฐ เวียดนามได้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการลดต้นทุน โลจิสติกส์ให้เหลือร้อยละ 12–15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติดอันดับ 40 อันดับแรกของโลกภายในปี 2578 โดยมีการดำเนินนโยบายแบบบูรณาการที่ครอบคลุมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public–Private Partnership: PPP) ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการศุลกากรและการส่งเสริมการขนส่งหลายรูปแบบ

    ภายใต้กรอบการดำเนินงานดังกล่าว โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเลียนเจี่ยว (Lien Chieu deep-sea port) ในนครดานัง มูลค่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคภาคกลาง และเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับเขตอุตสาหกรรมและเส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ

    ภายใต้การขับเคลื่อนเชิงบูรณาการระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ เวียดนามกำลังยกระดับบทบาทของตนสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่นสูงและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

     (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 4 พฤษภาคม 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    ภาคโลจิสติกส์ของเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการปฏิรูปเชิงนโยบาย ได้กลายเป็น 3 กลไกหลักในการขับเคลื่อนการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรมการผลิต พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ส่งผลให้ความต้องการระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ความเชื่อมโยงสูง และสามารถรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น มีความสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้เร่งผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ทั้งทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Expressways) ท่าเรือน้ำลึก (Deep-sea Ports) ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ และนิคมอุตสาหกรรมตามแนวระเบียงเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงระหว่างฐานการผลิตกับเครือข่ายการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ โครงการยุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง (Long Thanh International Airport) ในจังหวัดด่งนาย และท่าเรือน้ำลึกเลียนเจี่ยว (Lien Chieu Deep-sea Port) ในนครดานัง มูลค่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าและรองรับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต นอกจากนี้ การขยายตัวของเครือข่ายนิคมอุตสาหกรรมและศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่ ยังช่วยสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิต การส่งออก และภาคบริการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

    อย่างไรก็ดี แม้เวียดนามจะมีความก้าวหน้าในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ภาคธุรกิจยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์โดยรวม โดยเฉพาะปัญหาข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Constraints) การจราจรติดขัดบริเวณท่าเรือหลัก ต้นทุนการขนส่งทางถนนที่อยู่ในระดับสูง และการพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นสัดส่วนหลักของระบบขนส่งสินค้า ขณะที่การขนส่งทางรางและทางน้ำภายในประเทศ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและมีศักยภาพในการรองรับการขนส่งปริมาณมาก ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ความตื้นเขินของร่องน้ำ การขาดแคลนท่าเทียบเรือมาตรฐาน และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งหลักที่ยังไม่สมบูรณ์

    ข้อจำกัดดังกล่าวสะท้อนผ่านต้นทุนโลจิสติกส์ของเวียดนามที่ยังอยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณร้อยละ 16.8–17 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและหลายประเทศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ แม้เวียดนามจะได้รับการจัดอันดับดัชนีประสิทธิภาพโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index: LPI) อยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน แต่ยังคงมีช่องว่างเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระบบโลจิสติกส์พัฒนาแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคการผลิตและการส่งออกของเวียดนาม เนื่องจากผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนด้านการขนส่ง คลังสินค้า และการบริหารจัดการสินค้าในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

    นอกจากนี้ แม้รัฐบาลเวียดนามจะผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างจริงจัง แต่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาคโลจิสติกส์ยังคงมีข้อจำกัดในเชิงปฏิบัติ ธุรกิจจำนวนมากยังใช้ระบบบริหารจัดการแบบดั้งเดิม ขณะที่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ท่าเรือ คลังสินค้า ผู้ให้บริการขนส่ง และหน่วยงานศุลกากร ยังมีลักษณะแยกส่วน (Fragmented Systems) ส่งผลให้การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน การติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ และการวางแผนด้านต้นทุนยังขาดประสิทธิภาพเพียงพอ ทั้งนี้ การขาดการบูรณาการระหว่างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและระบบดิจิทัล ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับระบบโลจิสติกส์สู่มาตรฐานสากล

    ในด้านโอกาส เวียดนามยังมีศักยภาพสูงในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์แบบหลายรูปแบบ (Multimodal Logistics) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการขนส่งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มความยืดหยุ่นในการขนส่ง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารูปแบบการขนส่งเพียงประเภทเดียว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านราคาพลังงาน นอกจากนี้ การขยายตัวของการค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เวียดนามมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และกระจายสินค้าของภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว

    ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดเป้าหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้เหลือร้อยละ 12–15 ของ GDP และผลักดันประเทศให้ติดอันดับ 40 ประเทศที่มีประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์สูงที่สุดของโลกภายในปี 2578 ผ่านการดำเนินนโยบายแบบบูรณาการที่ครอบคลุมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การยกระดับกระบวนการศุลกากร และการสนับสนุนศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่ในระดับสากล เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ควบคู่กับการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ในภาพรวม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของเวียดนามไม่ได้เป็นเพียงมาตรการลดต้นทุนด้านการขนส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ การดึงดูดการลงทุน และการเชื่อมโยงเวียดนามเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีประสิทธิภาพ หากเวียดนามสามารถผลักดันการลงทุน การปฏิรูปกฎระเบียบ และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้ดำเนินไปอย่างสอดประสานกันได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค และมีบทบาทโดดเด่นในระบบการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกในอนาคตอย่างมั่นคง

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และระบบดิจิทัลของเวียดนาม จะส่งผลให้เวียดนามมีศักยภาพสูงขึ้นในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าของภูมิภาค ซึ่งจะเพิ่มการแข่งขันด้านต้นทุน ประสิทธิภาพการขนส่ง และความรวดเร็วในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอาเซียน ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในภาคการส่งออก อุตสาหกรรมการผลิต พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และโลจิสติกส์ อาจเผชิญแรงกดดันจากการย้ายฐานการลงทุนและการขยายบทบาทของเวียดนามในฐานะประตูการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้นทุนโลจิสติกส์ของเวียดนามที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงข้อจำกัดด้านการเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยังไม่สมบูรณ์ อาจยังเป็นปัจจัยจำกัดความสามารถในการแข่งขันในระยะสั้นถึงระยะกลาง

    การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่ในเวียดนาม จะเอื้อต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาด การลงทุน หรือสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค โดยเฉพาะธุรกิจด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า การขนส่งหลายรูปแบบ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ระบบติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์ และบริการสนับสนุนภาคการผลิตและการส่งออก นอกจากนี้ การเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับเครือข่ายการค้าและการกระจายสินค้าในเวียดนามได้มากขึ้น ทั้งในรูปแบบการร่วมลงทุน การให้บริการสนับสนุน และการพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน

                    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการปรับตัวด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ การบริหารต้นทุน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการแข่งขันที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นในภูมิภาค ควบคู่กับการติดตามทิศทางนโยบายโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และกฎระเบียบด้านการค้าและศุลกากรของเวียดนามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและแนวระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับท่าเรือและศูนย์กลางการผลิต ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการวางแผนการลงทุน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดเวียดนามและภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/v5j7y765e3yx8w9l2sqeaerz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t1u-ERq3qsY3QdAn7QExB

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 08/05/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 08/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fd-Vjw4ZF0kBYrk7lA043

  • “จากทับสู่ห้องเรียน” ส่องวิถี ‘เยาวชนมานิ’ รร.บ้านวังสายทอง พลิกต้นทุนทางวัฒนธรรม สู่ทักษะการท่องเที่ยวชุมชน | เดลินิวส์

    “จากทับสู่ห้องเรียน” ส่องวิถี ‘เยาวชนมานิ’ รร.บ้านวังสายทอง พลิกต้นทุนทางวัฒนธรรม สู่ทักษะการท่องเที่ยวชุมชน | เดลินิวส์

    ภาพของเด็กน้อยในชุดนักเรียน ชุดไทย ชุดพละ ที่หลากหลาย ที่กำลังขะมักเขม้นนำใบไม้มามุงหลังคา “ทับ” หรือที่พักอาศัยชั่วคราวตามวิถีดั้งเดิม กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาที่น่าสนใจ ณ แหล่งท่องเที่ยวบ้านวังสายทอง จ.สตูล นี่ไม่ใช่เพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่คือการถ่ายทอดลมหายใจแห่งพงไพรผ่าน “เยาวชนมานิ” รุ่นใหม่ที่กำลังปรับตัวให้สอดรับกับโลกภายนอก

    เด็กนักเรียนชาวมานิจากโรงเรียนบ้านวังสายทอง สาธิตการสร้าง “ทับ” ด้วยความเชี่ยวชาญ ตั้งแต่การคัดเลือกใบไม้มาวางซ้อนเป็นหลังคากันแดดฝน การก่อไฟให้ความอบอุ่น และการเผา “หัวมัน” อาหารหลักจากใต้ดิน รวมถึงการใช้อาวุธล่าสัตว์ที่เป็นภูมิปัญญาตกทอด

    นางประภา หรือ “ครูต้อย” ครูผู้ดูแลใกล้ชิดระบุว่า การแสดงนี้คือสิ่งที่อยู่ในสัญชาตญาณของเด็กๆ 100% เพราะเป็นวิถีที่เขาใช้ชีวิตอยู่จริงในป่า เพียงแต่โรงเรียนเข้ามาช่วย “เติมเต็ม” ในส่วนที่ขาด คือด้านการศึกษา มารยาททางสังคม และทักษะการสื่อสาร เพื่อให้พวกเขาสามารถต้อนรับและให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจ

    ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ทักษะการสร้างบ้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ทัศนคติ” ของเยาวชนกลุ่มนี้ “น้องจุ๊บ” หนึ่งในนักเรียนชาวมานิ เผยความในใจด้วยท่าทางคล่องแคล่วว่า โตขึ้นอยากเป็น “พยาบาล” เพื่อกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วยบ่อยครั้ง ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นอีกหลายคนฉายแววรักการกีฬา โดยบอกว่าการเรียนในโรงเรียนยากกว่าการสร้างบ้าน แต่พวกเขาสนุกที่ได้เรียนรู้และอยากเติบโตไปเป็นนักกีฬาในอนาคต

    แม้เด็กๆ จะปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองได้ดีขึ้น เริ่มมีรายได้เสริมจากการช่วยชุมชนเก็บกวาดพื้นที่ หรือพายเรือให้นักท่องเที่ยว แต่เส้นทางการศึกษายังคงมีขีดจำกัด

    “อุปสรรคสำคัญคือที่พักหรือทับของเด็กๆ ไม่มีไฟฟ้าและไม่มีอินเทอร์เน็ต การทำการบ้านจึงทำได้เฉพาะช่วงอยู่ที่โรงเรียนหรือตอนเย็นเท่านั้น อุปกรณ์พื้นฐานอย่างดินสอ ยางลบ หรือสมุด ยังเป็นสิ่งที่ขาดแคลน” ครูต้อยกล่าวเสริม

    ปัจจุบันมีเด็กชาวมานิในการดูแลของครูต้อยกว่า 43 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถม การส่งเสริมให้เด็กๆ กล้าแสดงออกผ่านวิถีชีวิตดั้งเดิม ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวชุมชนบ้านวังสายทอง แต่ยังเป็นการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้เยาวชนกลุ่มน้อยเหล่านี้สามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างมีความสุข โดยที่ไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5845015/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TvwpO0imjQnGBdvPrWOno