Blog

  • เวียดนามยกระดับโลจิสติกส์ครบวงจร รับแรงกดดันการค้าโลก ชูดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูปกฎระเบียบ

    เวียดนามยกระดับโลจิสติกส์ครบวงจร รับแรงกดดันการค้าโลก ชูดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูปกฎระเบียบ

    เนื้อข่าว 

    ท่ามกลางความผันผวนของระบบการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าโลก เวียดนามกำลังเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาภาคโลจิสติกส์ผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการปฏิรูปเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานรองรับบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการเชื่อมโยงทางการค้าในภูมิภาคและระดับโลก

    image.png

    ในขณะเดียวกัน การเติบโตอย่างรวดเร็วของเวียดนามในฐานะศูนย์กลางการผลิตได้ส่งผลให้ความต้องการบริการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความคุ้มค่าเชิงต้นทุน เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและการค้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ ท่าเรือ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Expressways) และท่าอากาศยาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    ทั้งนี้ การเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมได้ก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยโครงการทางพิเศษระหว่างเมือง (Expressways) ช่วยลดระยะเวลาการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การขยายขีดความสามารถของท่าเรือเอื้อให้สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่และปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โครงการยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง (Long Thanh International Airport) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าทางอากาศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ามูลค่าสูง ขณะเดียวกัน การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมตามแนวระเบียงเศรษฐกิจหลักยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างฐานการผลิตและเครือข่ายโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิผล

    อย่างไรก็ดี แม้ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อจำกัดด้านการเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Connectivity) ยังคงเป็นประเด็นท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยระบบการขนส่งสินค้ายังพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมอยู่ในระดับสูง และประสิทธิภาพการดำเนินงานยังไม่อยู่ในระดับเหมาะสม ขณะที่การขนส่งทางราง (Rail Transport) และทางน้ำภายในประเทศ (Inland Waterways) ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ความไม่สมดุลดังกล่าวส่งผลให้ภาคโลจิสติกส์มีความเปราะบางต่อแรงกระทบจากภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนด้านราคาพลังงาน ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิงสามารถคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30–50 ของต้นทุนการขนส่งทั้งหมด และเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนทั้งระบบ

    ในด้านพลวัตของตลาด ภาคการขนส่งสินค้าของเวียดนามยังคงขยายตัวในระดับสูง โดยในปี 2568 ปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.1 สะท้อนถึงอุปสงค์ด้านโลจิสติกส์ที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยการขนส่งทางถนนยังคงมีบทบาทนำ ขยายตัวร้อยละ 14.7 ขณะที่การขนส่งทางน้ำภายในประเทศและทางทะเลขยายตัวในอัตราร้อยละ 12.8 และ 12 ตามลำดับ ส่วนการขนส่งทางรางและทางอากาศมีสัดส่วนค่อนข้างจำกัด แม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตเชิงบวก

    เพื่อตอบสนองต่อข้อจำกัดดังกล่าว แนวทางการพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์หลายรูปแบบ (Multimodal Logistics Solutions) จึงได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการบูรณาการการขนส่งทางทะเล ทางอากาศ ทางราง และทางถนนเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเชิงต้นทุนและความรวดเร็วในการจัดส่ง ตลอดจนลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารูปแบบการขนส่งเพียงรูปแบบเดียว ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เริ่มปรับตัวอย่างชัดเจน โดยมีการเพิ่มสัดส่วนการใช้ระบบรางในเส้นทางหลักแนวเหนือ–ใต้ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

    ในมิติของการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เวียดนามยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตทางการค้าสูง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเอื้อต่อ การลดผลกระทบจากความผันผวนภายนอก ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศได้ขยายการลงทุนในเวียดนาม พร้อมนำเทคโนโลยีขั้นสูง และรูปแบบบริการแบบบูรณาการ (Integrated Service Models) มาใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร

    นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลกำลังมีบทบาทเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยระบบนิเวศแบบบูรณาการ (Integrated Ecosystem) ที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบดิจิทัล และกรอบนโยบายเข้าด้วยกัน ได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ทั้งนี้ นักลงทุนมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับตลาดที่มีศักยภาพด้านดิจิทัลขั้นสูง อาทิ ความสามารถในการติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ (Real-time Visibility) ความรวดเร็วในกระบวนการศุลกากร และเสถียรภาพของการไหลของสินค้า (Cargo Flow Stability)

    ในส่วนของกรอบนโยบายภาครัฐ เวียดนามได้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการลดต้นทุน โลจิสติกส์ให้เหลือร้อยละ 12–15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติดอันดับ 40 อันดับแรกของโลกภายในปี 2578 โดยมีการดำเนินนโยบายแบบบูรณาการที่ครอบคลุมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public–Private Partnership: PPP) ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการศุลกากรและการส่งเสริมการขนส่งหลายรูปแบบ

    ภายใต้กรอบการดำเนินงานดังกล่าว โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเลียนเจี่ยว (Lien Chieu deep-sea port) ในนครดานัง มูลค่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคภาคกลาง และเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับเขตอุตสาหกรรมและเส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ

    ภายใต้การขับเคลื่อนเชิงบูรณาการระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ เวียดนามกำลังยกระดับบทบาทของตนสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่นสูงและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

     (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 4 พฤษภาคม 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    ภาคโลจิสติกส์ของเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการปฏิรูปเชิงนโยบาย ได้กลายเป็น 3 กลไกหลักในการขับเคลื่อนการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรมการผลิต พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ส่งผลให้ความต้องการระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ความเชื่อมโยงสูง และสามารถรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น มีความสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้เร่งผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ทั้งทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Expressways) ท่าเรือน้ำลึก (Deep-sea Ports) ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ และนิคมอุตสาหกรรมตามแนวระเบียงเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงระหว่างฐานการผลิตกับเครือข่ายการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ โครงการยุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง (Long Thanh International Airport) ในจังหวัดด่งนาย และท่าเรือน้ำลึกเลียนเจี่ยว (Lien Chieu Deep-sea Port) ในนครดานัง มูลค่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าและรองรับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต นอกจากนี้ การขยายตัวของเครือข่ายนิคมอุตสาหกรรมและศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่ ยังช่วยสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิต การส่งออก และภาคบริการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

    อย่างไรก็ดี แม้เวียดนามจะมีความก้าวหน้าในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ภาคธุรกิจยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์โดยรวม โดยเฉพาะปัญหาข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Constraints) การจราจรติดขัดบริเวณท่าเรือหลัก ต้นทุนการขนส่งทางถนนที่อยู่ในระดับสูง และการพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นสัดส่วนหลักของระบบขนส่งสินค้า ขณะที่การขนส่งทางรางและทางน้ำภายในประเทศ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและมีศักยภาพในการรองรับการขนส่งปริมาณมาก ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ความตื้นเขินของร่องน้ำ การขาดแคลนท่าเทียบเรือมาตรฐาน และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งหลักที่ยังไม่สมบูรณ์

    ข้อจำกัดดังกล่าวสะท้อนผ่านต้นทุนโลจิสติกส์ของเวียดนามที่ยังอยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณร้อยละ 16.8–17 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและหลายประเทศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ แม้เวียดนามจะได้รับการจัดอันดับดัชนีประสิทธิภาพโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index: LPI) อยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน แต่ยังคงมีช่องว่างเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระบบโลจิสติกส์พัฒนาแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคการผลิตและการส่งออกของเวียดนาม เนื่องจากผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนด้านการขนส่ง คลังสินค้า และการบริหารจัดการสินค้าในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

    นอกจากนี้ แม้รัฐบาลเวียดนามจะผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างจริงจัง แต่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาคโลจิสติกส์ยังคงมีข้อจำกัดในเชิงปฏิบัติ ธุรกิจจำนวนมากยังใช้ระบบบริหารจัดการแบบดั้งเดิม ขณะที่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ท่าเรือ คลังสินค้า ผู้ให้บริการขนส่ง และหน่วยงานศุลกากร ยังมีลักษณะแยกส่วน (Fragmented Systems) ส่งผลให้การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน การติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ และการวางแผนด้านต้นทุนยังขาดประสิทธิภาพเพียงพอ ทั้งนี้ การขาดการบูรณาการระหว่างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและระบบดิจิทัล ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับระบบโลจิสติกส์สู่มาตรฐานสากล

    ในด้านโอกาส เวียดนามยังมีศักยภาพสูงในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์แบบหลายรูปแบบ (Multimodal Logistics) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการขนส่งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มความยืดหยุ่นในการขนส่ง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารูปแบบการขนส่งเพียงประเภทเดียว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านราคาพลังงาน นอกจากนี้ การขยายตัวของการค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เวียดนามมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และกระจายสินค้าของภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว

    ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดเป้าหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้เหลือร้อยละ 12–15 ของ GDP และผลักดันประเทศให้ติดอันดับ 40 ประเทศที่มีประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์สูงที่สุดของโลกภายในปี 2578 ผ่านการดำเนินนโยบายแบบบูรณาการที่ครอบคลุมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การยกระดับกระบวนการศุลกากร และการสนับสนุนศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่ในระดับสากล เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ควบคู่กับการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ในภาพรวม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของเวียดนามไม่ได้เป็นเพียงมาตรการลดต้นทุนด้านการขนส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ การดึงดูดการลงทุน และการเชื่อมโยงเวียดนามเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีประสิทธิภาพ หากเวียดนามสามารถผลักดันการลงทุน การปฏิรูปกฎระเบียบ และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้ดำเนินไปอย่างสอดประสานกันได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค และมีบทบาทโดดเด่นในระบบการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกในอนาคตอย่างมั่นคง

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และระบบดิจิทัลของเวียดนาม จะส่งผลให้เวียดนามมีศักยภาพสูงขึ้นในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าของภูมิภาค ซึ่งจะเพิ่มการแข่งขันด้านต้นทุน ประสิทธิภาพการขนส่ง และความรวดเร็วในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอาเซียน ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในภาคการส่งออก อุตสาหกรรมการผลิต พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และโลจิสติกส์ อาจเผชิญแรงกดดันจากการย้ายฐานการลงทุนและการขยายบทบาทของเวียดนามในฐานะประตูการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้นทุนโลจิสติกส์ของเวียดนามที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงข้อจำกัดด้านการเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยังไม่สมบูรณ์ อาจยังเป็นปัจจัยจำกัดความสามารถในการแข่งขันในระยะสั้นถึงระยะกลาง

    การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่ในเวียดนาม จะเอื้อต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาด การลงทุน หรือสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค โดยเฉพาะธุรกิจด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า การขนส่งหลายรูปแบบ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ระบบติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์ และบริการสนับสนุนภาคการผลิตและการส่งออก นอกจากนี้ การเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับเครือข่ายการค้าและการกระจายสินค้าในเวียดนามได้มากขึ้น ทั้งในรูปแบบการร่วมลงทุน การให้บริการสนับสนุน และการพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน

                    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการปรับตัวด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ การบริหารต้นทุน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการแข่งขันที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นในภูมิภาค ควบคู่กับการติดตามทิศทางนโยบายโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และกฎระเบียบด้านการค้าและศุลกากรของเวียดนามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและแนวระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับท่าเรือและศูนย์กลางการผลิต ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการวางแผนการลงทุน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดเวียดนามและภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/v5j7y765e3yx8w9l2sqeaerz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t1u-ERq3qsY3QdAn7QExB

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 08/05/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 08/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fd-Vjw4ZF0kBYrk7lA043

  • “จากทับสู่ห้องเรียน” ส่องวิถี ‘เยาวชนมานิ’ รร.บ้านวังสายทอง พลิกต้นทุนทางวัฒนธรรม สู่ทักษะการท่องเที่ยวชุมชน | เดลินิวส์

    “จากทับสู่ห้องเรียน” ส่องวิถี ‘เยาวชนมานิ’ รร.บ้านวังสายทอง พลิกต้นทุนทางวัฒนธรรม สู่ทักษะการท่องเที่ยวชุมชน | เดลินิวส์

    ภาพของเด็กน้อยในชุดนักเรียน ชุดไทย ชุดพละ ที่หลากหลาย ที่กำลังขะมักเขม้นนำใบไม้มามุงหลังคา “ทับ” หรือที่พักอาศัยชั่วคราวตามวิถีดั้งเดิม กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาที่น่าสนใจ ณ แหล่งท่องเที่ยวบ้านวังสายทอง จ.สตูล นี่ไม่ใช่เพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่คือการถ่ายทอดลมหายใจแห่งพงไพรผ่าน “เยาวชนมานิ” รุ่นใหม่ที่กำลังปรับตัวให้สอดรับกับโลกภายนอก

    เด็กนักเรียนชาวมานิจากโรงเรียนบ้านวังสายทอง สาธิตการสร้าง “ทับ” ด้วยความเชี่ยวชาญ ตั้งแต่การคัดเลือกใบไม้มาวางซ้อนเป็นหลังคากันแดดฝน การก่อไฟให้ความอบอุ่น และการเผา “หัวมัน” อาหารหลักจากใต้ดิน รวมถึงการใช้อาวุธล่าสัตว์ที่เป็นภูมิปัญญาตกทอด

    นางประภา หรือ “ครูต้อย” ครูผู้ดูแลใกล้ชิดระบุว่า การแสดงนี้คือสิ่งที่อยู่ในสัญชาตญาณของเด็กๆ 100% เพราะเป็นวิถีที่เขาใช้ชีวิตอยู่จริงในป่า เพียงแต่โรงเรียนเข้ามาช่วย “เติมเต็ม” ในส่วนที่ขาด คือด้านการศึกษา มารยาททางสังคม และทักษะการสื่อสาร เพื่อให้พวกเขาสามารถต้อนรับและให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจ

    ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ทักษะการสร้างบ้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ทัศนคติ” ของเยาวชนกลุ่มนี้ “น้องจุ๊บ” หนึ่งในนักเรียนชาวมานิ เผยความในใจด้วยท่าทางคล่องแคล่วว่า โตขึ้นอยากเป็น “พยาบาล” เพื่อกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วยบ่อยครั้ง ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นอีกหลายคนฉายแววรักการกีฬา โดยบอกว่าการเรียนในโรงเรียนยากกว่าการสร้างบ้าน แต่พวกเขาสนุกที่ได้เรียนรู้และอยากเติบโตไปเป็นนักกีฬาในอนาคต

    แม้เด็กๆ จะปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองได้ดีขึ้น เริ่มมีรายได้เสริมจากการช่วยชุมชนเก็บกวาดพื้นที่ หรือพายเรือให้นักท่องเที่ยว แต่เส้นทางการศึกษายังคงมีขีดจำกัด

    “อุปสรรคสำคัญคือที่พักหรือทับของเด็กๆ ไม่มีไฟฟ้าและไม่มีอินเทอร์เน็ต การทำการบ้านจึงทำได้เฉพาะช่วงอยู่ที่โรงเรียนหรือตอนเย็นเท่านั้น อุปกรณ์พื้นฐานอย่างดินสอ ยางลบ หรือสมุด ยังเป็นสิ่งที่ขาดแคลน” ครูต้อยกล่าวเสริม

    ปัจจุบันมีเด็กชาวมานิในการดูแลของครูต้อยกว่า 43 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถม การส่งเสริมให้เด็กๆ กล้าแสดงออกผ่านวิถีชีวิตดั้งเดิม ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวชุมชนบ้านวังสายทอง แต่ยังเป็นการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้เยาวชนกลุ่มน้อยเหล่านี้สามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างมีความสุข โดยที่ไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5845015/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TvwpO0imjQnGBdvPrWOno

  • “เจษฎ์” ฟาดรัฐบาลเก็บภาษีท่องเที่ยว”ถังแตก-สิ้นคิด”

    “เจษฎ์” ฟาดรัฐบาลเก็บภาษีท่องเที่ยว”ถังแตก-สิ้นคิด”

    “เจษฎ์” ฟาดรัฐบาลเก็บภาษีท่องเที่ยว “ถังแตก-สิ้นคิด” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง แนะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายรัฐบาล ซึ่งเตรียมเก็บเงินคนไทยเดินทางไปต่างประเทศและนักท่องเที่ยว เป็นภาพสะท้อนของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะถังแตกและสิ้นคิด พร้อมเตือนนโยบายดังกล่าวสร้างภาระให้ชนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มคนรวยไม่สะเทือน แนะควรหันไปโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแทน

    นายเจษฎ์ ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีแล้ว การกระทำของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะถังแตกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการเตรียมเก็บเงินคนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งในอดีตเคยมีความพยายามจัดเก็บเงินในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยกเลิกไปเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ

    “รู้สึกเหมือนเราถังแตกมากเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินด้วยการอาสามาเนี่ย กำลังทำให้เราเห็นว่าเราถังแตกมาก ตอนนี้คนไทยเรา ถ้าเกิดจะไปเที่ยวต่างประเทศ จะต้องถูกเก็บเงินละ แต่เดิมเคยมีการเก็บเงินแบบนี้นะครับ แล้วก็ได้มีการพิจารณากันว่าท้ายที่สุด มันไม่ได้มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ใช้วิธีการอื่นดีกว่า”

    นายเจษฎ์ ได้เสนอไปยังรัฐบาล ด้วยว่า หากรัฐบาลต้องการรักษาสภาพคล่องและดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควรใช้วิธีการเชิงบวกในการจูงใจมากกว่าการบังคับเก็บเงิน ได้แก่ การส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวและใช้สินค้าภายในประเทศให้มากขึ้น ไปจนถึงการสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหาแนวทางกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนและตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

    “ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเขาเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่าท่านถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้”

    “ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเขาเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่าท่านถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้”

    นายเจษฎ์ ยังได้เปรียบเทียบนโยบายดังกล่าวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได ที่มองว่าเป็นการดึงเงินจากกระเป๋าคนชั้นกลางไปชดเชยให้คนรายได้น้อย ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ พร้อมระบุว่าไปเที่ยวแบบนี้ คนมีรายได้มากก็จ่ายได้สบายมาก ไม่ได้เดือดร้อนอะไร คนมีรายได้กลาง ๆ สิครับ จ่ายกันตายเลยนะ แม้จะเพิ่มแค่เป็นพันก็ตาม

    นายเจษฎ์ ยังได้เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทบทวนและยุติแนวคิดดังกล่าว โดยระบุว่า “ท่านเปลี่ยนวิธีเถอะครับ เลิก แล้วหาวิธีอื่นในการที่จะสร้างเม็ดเงิน อย่าใช้วิธีคนถังแตก”

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1029098/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KqReVIpPONp-8QYBtd-zR

  • กสม.จี้นายกฯแก้ปัญหา รร.ไม่ออกเอกสารสำคัญการศึกษาแก่เด็กค้างจ่ายเงิน

    กสม.จี้นายกฯแก้ปัญหา รร.ไม่ออกเอกสารสำคัญการศึกษาแก่เด็กค้างจ่ายเงิน

    กสม.จี้นายกฯแก้ปัญหา รร.ไม่ออกเอกสารสำคัญการศึกษาแก่เด็กค้างจ่ายเงิน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้นั้น

    กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ได้ขยายเวลาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 3) หรือเทียบเท่า โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

    ขณะที่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 กำหนดว่า สถานศึกษาไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่าย 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบ เนื่องจากรัฐบาลได้อุดหนุนแล้ว แต่สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรพื้นฐาน เช่น ห้องเรียนพิเศษ โครงการพัฒนาทักษะ และค่าสวัสดิการนักเรียน

    จากประกาศกระทรวงศึกษาธิการข้างต้น ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ สถานศึกษาสังกัด สพฐ. หลายแห่งเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม และปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) แก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา การขาดเอกสารดังกล่าวทำให้เด็กขาดหลักฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยที่ขณะนี้ใกล้ถึงกำหนดวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 แล้ว หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก กสม. เห็นว่า สิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน การปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ส่งผลให้เด็กไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ กระทบต่อสิทธิในการศึกษาที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้ รวมทั้งยังไม่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์

    ในขณะที่ข้อมูลจากผลการสำรวจเชิงลึกของ กสศ. พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 8,470 คน ในปีการศึกษา 2568 มีเด็กที่ไม่สามารถเข้าระบบการศึกษา เนื่องจากไม่มีเงินค่าเทอม คิดเป็นร้อยละ 22.2 ดังนั้น จึงเห็นควรเร่งรัดกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าวที่จะเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยด่วน

    นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ไปยังนายกรัฐนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้สถานศึกษาออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา และกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราว โดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับนำไปยื่นต่อสถานศึกษาปลายทาง เพื่อให้เด็กสามารถรายงานตัวและเข้าเรียนได้ตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ส่งสำเนาหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรีไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อทราบอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000043313&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H9fIlP88jCudo0AiX4j2R

  • รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

    รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนำจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เบื้องต้นมีการวางกรอบไว้ 3 แนวทาง สำหรับแสดงความคิดเห็น

    เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ดำเนินการประชุม พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งพรรคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

    ทั้งนี้ รศ.ดร.ประวิต กล่าวตอนหนึ่งว่า จากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปี) ครั้งที่ 1 มี 5 ภารกิจ เพื่อสู่ก้าวใหม่ของการศึกษาไทย ได้แก่ ภาระงานครู ความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ความปลอดภัยในสถานศึกษาและ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะหน่วยงานมีภารกิจเกี่ยวกับการเสนอนโยบาย แผนและมาตรฐานการศึกษาของชาติ ได้จัดทำกรอบ 3 แนวทาง ในการเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่อหาจุดลงตัวในการเดินหน้าขับเคลื่อน ดังนี้

    แนวทางที่ 1 ยืนยันการเสนอร่างฯ ฉบับ 660/2564 และพิจารณาข้อสังเกตเพิ่มเติม ทำให้ไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายใหม่ตั้งแต่ต้นและสามารถขับเคลื่อนการเสนอร่างกฎหมายได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากได้ผ่านการตรวจพิจารณาจาก สคก. แล้ว แต่ร่างกฎหมายมีเนื้อหาหลายมาตรา

    แนวทางที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ปี 2542 โดยเสริมจุดอ่อนสร้างจุดแข็งให้สามารถเป็นธรรมนูญด้านการศึกษาที่บังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากนั้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่ แต่อาจใช้ระยะเวลาไม่มากเท่ากับการพิจารณาใหม่ทั้งฉบับ 

    แนวทางที่ 3 จัดทำร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ การจัดทำร่าง รับฟังความคิดเห็น เสนอและพิจารณา ซึ่งจะทำให้ได้ร่างกฎหมายที่มีความกระชับ ยืดหยุ่นในหลักการ รวมถึงสอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาสมัยใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อมุ่งสู่การจัดทำเป็นกฎหมายฉบับใหม่อย่างเร็วที่สุด โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในแต่ละแนวทาง ตลอดจนเสนอแนวทางเพิ่มเติมในการบูรณาการอย่างสร้างสรรค์ การตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ การส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรายละเอียดกฎหมายให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี รวมถึงการเชื่อมโยงกฎหมายลูกและนโยบายที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ต่างๆ ในเรื่องการเรียนการสอน การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบันโดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    อย่างไรก็ตาม นายประเสริฐแถลงข่าวปิดท้ายว่า การขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… มีการกำหนดกรอบดำเนินการไว้ 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 ยืนยันร่างเดิม ซึ่งเคยเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีเหตุต้องหยุดพิจารณาเนื่องจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร แนวทางที่ 2 นำ พ.ร.บ.ปี 2542 มาแก้ไขปรับปรุงใหม่ และแนวทางที่ 3 ยกร่างขึ้นมาใหม่ โดยแต่ละแนวทางล้วนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดให้แสดงความคิดเห็น รวมถึงเสนอแนวทางอื่นๆ ตลอดจนเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ เพื่อเร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้สอดรับกับความต้องการของทุกฝ่ายและกรอบเวลาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยคณะทำงานจะสรุปข้อคิดเห็นต่อแนวทางทั้งหมดให้ชัดเจนภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ เพื่อสร้างกฎหมายที่มีคุณภาพ มีหลักการชัดเจน ลดรายละเอียดที่ซับซ้อนเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติจริง และมุ่งสู่เป้าหมายในการผลักดัน พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2931489&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QjRIj9SMWx31uxmMAHttF

  • ปลดล็อกอนาคตศึกษาไทย! ‘ประเสริฐ’ ดัน พ.ร.บ. การศึกษาฯ ฉบับรวมพลัง ฟังเสียงจริงจากหน้างาน เพื่อการเปลี่ยนแปลง

    ปลดล็อกอนาคตศึกษาไทย! ‘ประเสริฐ’ ดัน พ.ร.บ. การศึกษาฯ ฉบับรวมพลัง ฟังเสียงจริงจากหน้างาน เพื่อการเปลี่ยนแปลง

    ปลดล็อกอนาคตศึกษาไทย! ‘ประเสริฐ’ มุ่งมั่นดัน พ.ร.บ. การศึกษาฯ ฉบับรวมพลัง ฟังเสียงจริงจากหน้างาน เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิด “การแถลงข่าวการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….” โดยมีตัวแทนนักเรียน ครู และทุกภาคส่วน เข้าร่วมหารือและสะท้อนความเห็นแบบเปิดกว้างทั่วถึง ทั้งในห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์

    รมว.ศธ. กล่าวในพิธีเปิดตอนหนึ่งว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยยึดการมีส่วนร่วมเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อกำหนดทิศทางการเดินหน้าของกฎหมายฉบับนี้ ให้เท่าทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

    โดยในที่ประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้นำเสนอแนวทางการเสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ 3 แนวทาง คือ

    1. ยืนยันการเสนอร่างฯ ฉบับเดิม (660/2564) ซึ่งมีข้อดีคือรวดเร็ว ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างใหม่ตั้งแต่ต้น แต่มีข้อสังเกตคือตัวกฎหมายมีเนื้อหาจำนวนหลายมาตรา

    2. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ปี 2542 ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่ตั้งแต่ต้น

    3. จัดทำร่างกฎหมายฉบับใหม่ทั้งฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบัน แต่ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด

    “จากการระดมความคิดเห็นอย่างเข้มข้น ทุกคนเห็นตรงกันในเรื่องของ ‘ความเร็ว’ ในการผลักดันร่างฯ ว่า วิกฤตการศึกษาไทย คงจะรอไม่ได้แล้ว ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายโดยเร็วที่สุด และต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ตามหลักการ ‘Nothing about us without us’ (จะไม่มีการตัดสินใจใดที่เกี่ยวกับพวกเรา โดยไม่มีพวกเรา) โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนและเยาวชน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการศึกษา ตลอดจนครูผู้ปฏิบัติงาน ได้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจตั้งแต่กระบวนการยกร่างฯ เพื่อให้ได้กฎหมายที่เกิดจากความเข้าใจคนหน้างานอย่างแท้จริง” รมว.ศธ. กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ เพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนร่าง พรบ. ฉบับนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นกฎหมายสำคัญที่รอมานานหลายปี มุ่งหวังให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้

    รมว.ศธ.กล่าวทิ้งท้ายว่า ต่อจากนี้ ศธ.จะนำข้อสรุปทั้งในมิติของความเร็ว เนื้อหาร่างกฎหมาย และเสียงสะท้อนจากเยาวชน ไปประกอบการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และเตรียมตัดสินแนวทางสุดท้ายในการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/uFYVT1F7V&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32eyP38-RKKB0W6u6QSKBe

  • ‘วิเลิศ ภูริวัชร’ นั่ง ปธ.บอร์ด อสมท คนใหม่

    ‘วิเลิศ ภูริวัชร’ นั่ง ปธ.บอร์ด อสมท คนใหม่

    ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 มีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้ง ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ อสมท คนใหม่

    โดยคณะกรรมการเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การสื่อสารสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการนำพา อสมท ฝ่าวิกฤตพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและยกระดับการแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ผสานความเชี่ยวชาญทั้งในเชิงวิชาการและการบริหารธุรกิจระดับสากล โดยสำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโท Yale University และ ปริญญาเอก Oxford University พร้อมประสบการณ์ทำงานกับองค์กรชั้นนำระดับโลกอย่าง IBM P&G และ Hakuhodo

    ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับนานาชาติ อาทิ ประธานสมาคมสถาบันอุดมศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASAIHL) และประธานศูนย์เครือข่ายความร่วมมือการเรียนรู้ตลอดชีวิตเอเชีย–ยุโรป (ASEM LLL Hub) ซึ่งเป็นองค์กรที่รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้ง วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน “Chula XL (Extension and Lifelong learning)” วิทยาลัยใหม่ของจุฬาฯ ที่บูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงาน

    ด้วยประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการ และธุรกิจสื่อสารจริง การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ อสมท ในการปรับตัวสู่ยุคใหม่ ที่ยกระดับบทบาทของสื่อแห่งชาติ ให้เป็น “กลไกการสร้างโอกาสของการเรียนรู้” และ “พลังขับเคลื่อนสังคมอย่างแท้จริง”

    ภายหลังรับตำแหน่ง ศ.ดร.วิเลิศ ได้มอบนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูธุรกิจด้วยการเตรียมพลิกโฉม ช่อง 9 MCOT HD และสื่อในเครือทั้งหมดสู่การเป็น “ช่องแห่งการเรียนรู้” (Learning Station) ที่บูรณาการทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพและองค์ความรู้ให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร นับเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรายที่ 2 ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ อสมท ซึ่งศาสตราจารย์ สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เคยดำรงตำแหน่งในช่วงปี พ.ศ. 2551–2554 เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/mcot-appoints-wilert-puriwat-as-chairman&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wsHSac1jx8fAmQllYlDw7

  • ภูเก็ตเอาจริง! สถานทูตอิสราเอลเตือนพลเมือง อย่าฝ่าฝืนกฎหมายไทย

    ภูเก็ตเอาจริง! สถานทูตอิสราเอลเตือนพลเมือง อย่าฝ่าฝืนกฎหมายไทย

    8 พฤษภาคม 2569 จากนโยบายความเข้มงวดในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่มุ่งเน้นสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน 

    ล่าสุดมาตรการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศเริ่มมีการตอบสนองและให้ความร่วมมือในการกำชับพลเมืองของตนเองให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทย

    โดยก่อนหน้านี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ และตรวจคนเข้าเมือง ได้เรียกประชุมผู้แทนชาวต่างชาติเพื่อวางแนวทางควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ หรือละเมิดกฎหมายในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาการฝ่าฝืนกฎจราจร การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต และการอยู่เกินกำหนด (Overstay) ซึ่งผู้ว่าฯ ย้ำชัดเจนว่า “ภูเก็ตยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบเดียวกัน เพื่อให้เกิดความปกติสุขแก่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่”

    ผลจากการขับเคลื่อนมาตรการ “บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและใช้โทษสูงสุด” ส่งผลให้สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้มีการเคลื่อนไหวผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งเตือนพลเมืองชาวอิสราเอลที่เดินทางมายังภูเก็ตและประเทศไทย

    โดยมีเนื้อหาสรุปสาระสำคัญระบุว่า:
    • มาตรการไม่ยอมผ่อนปรน (Zero Tolerance): กำชับให้พลเมืองปฏิบัติตามขั้นตอนและกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไทยได้รับคำสั่งให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
    • โทษสูงสุด: ผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษในอัตราสูงสุดเพื่อเป็นการป้องปราม
    • การเพิกถอนวีซ่า: ในกรณีการกระทำผิดร้ายแรง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรทันที
    • วินัยจราจร: การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกส่งฟ้องศาลโดยไม่มีข้อยกเว้น

    ความเคลื่อนไหวจากทางสถานทูตอิสราเอลในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัดภูเก็ตและตัวแทนต่างชาติ ซึ่งเป็นการช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ และสื่อสารโดยตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายว่า “ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปิดกว้าง แต่ต้องมาพร้อมกับการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิของผู้อื่น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378977153&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ttYYrw5zZg3Qy31SyXDv7

  • ประธานบอร์ดสวนสัตว์ฯ ส่งมอบโล่รางวัลระดับโลก “Trip.Best 2026” แก่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตอกย้ำแลนด์มาร์คท่องเที่ยวเบอร์หนึ่ง | TOPNEWS

    ประธานบอร์ดสวนสัตว์ฯ ส่งมอบโล่รางวัลระดับโลก “Trip.Best 2026” แก่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตอกย้ำแลนด์มาร์คท่องเที่ยวเบอร์หนึ่ง | TOPNEWS

    สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับแนวหน้าของประเทศ หลังคว้าเกียรติยศระดับสากล “2026 Trip.Best” สาขาสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุด (Best Things To Do) จาก Trip.com โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง

    ในการนี้ นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานส่งมอบป้ายสัญลักษณ์รางวัล Trip.Best 2026 ให้แก่ นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว โดยมี นางจงกลนี แก้วสด ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมในพิธีมอบรางวัลและแสดงความยินดีในความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งถือเป็นการประกาศเกียรติคุณและสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงานที่มุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานการท่องเที่ยวจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ กล่าวชื่นชมความสำเร็จในครั้งนี้ว่า รางวัลจาก Trip.com เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มีต่อสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ทั้งในด้านการบริหารจัดการและการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบโจทย์ผู้เข้าชมทุกกลุ่ม จนสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

    ด้าน นายณรงวิทย์ ชดช้อย เปิดเผยว่า “รางวัลนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยมีหัวใจสำคัญคือความน่ารักของ น้องหมูเด้ง ฮิปโปแคระซูเปอร์สตาร์ระดับโลก รวมถึงเหล่าสรรพสัตว์ขวัญใจมหาชน ทั้งแก๊งคาปิบารา และสลอธ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งสวนสัตว์พร้อมจะรักษามาตรฐานและยกระดับการให้บริการ เพื่อส่งมอบความสุขให้แก่นักท่องเที่ยวต่อไปอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1569314&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vklG1x3KPO-CXK9kGqoAu