Blog

  • ‘เอกนิติ’ เปิดเบื้องหลัง ‘มูดี้ส์’ ปรับเครดิตไทย ไม่กังวลกู้ 4 แสนล้าน

    ‘เอกนิติ’ เปิดเบื้องหลัง ‘มูดี้ส์’ ปรับเครดิตไทย ไม่กังวลกู้ 4 แสนล้าน

    ‘เอกนิติ’ เปิดเบื้องหลังดึงความเชื่อมั่นไทย ‘มูดี้ส์’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ระดับ Stable แจงแผนมุ่งสร้างการเติบโต เร่งเครื่องการลงทุน ย้ำจุดยืนวินัยการคลัง

    8 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเบื้องหลังที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “มูดี้ส์” (Moody’s) ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) และยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตโลกได้ดีที่สุดว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลต่อเนื่องจากที่ได้เข้าพบ และชี้แจงข้อมูลกับตัวแทน ของมูดี้ส์โดยตรง ในช่วงการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    โดยมีประเด็นสำคัญในการชี้แจงถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย โดยได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะเน้นนโยบายการผลักดันการลงทุนทั้งจากต่างชาติ (FDI) รวมทั้งการลงทุนภายในที่เห็นได้จากการลงทุนภาครัฐ และเอกชนที่เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยไม่ได้พึ่งพาแค่นโยบายแจกเงินระยะสั้น

    ส่วนประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น มูดี้ส์ไม่ได้กังวลเรื่องที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่กังวลเรื่องทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งได้ชี้แจงว่าในช่วงปลายปีก่อนที่รัฐบาลสามารถผลักดัน GDP ในช่วงปลายปี 2568 ให้ฟื้นตัวจาก 0.3% มาเป็น 2.5% ได้สำเร็จมาแล้ว เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง

    นายเอกนิติยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการรักษาวินัยการคลังได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง โดยมีการทำแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจน และเริ่มใช้หนี้คืนหน่วยงานรัฐอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เพราะได้ดำเนินการจริง

    “ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้ประเมินความเสี่ยงและรายงานนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ให้เตรียมใจรับมือหากถูกลดอันดับเครดิต แต่ท้ายที่สุด ด้วยข้อมูลและแผนงานที่ชัดเจน ทำให้มูดี้ส์ยังคงเชื่อมั่นและปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นจากปีก่อนได้ในที่สุด” นายเอกนิติ ระบุ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/992715/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d2j8pGfk71ZAu5MV2cOQN

  • ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย รศ.ดร. สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มอบสายรัดห้ามเลือดและอุปกรณ์เฝือกอ่อนที่พัฒนาและผลิตขึ้นโดยทีมวิศวกรของสถาบันฯ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 และเสริมสร้างศักยภาพการบริการสาธารณสุขในเขตภาคเหนือ โดยมี พลตรี สมินท์ บุญลิขิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017835&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vGBMjjhKi6Jiqc2jzNlCU

  • โต้ข่าวลือ ยันร่าง พ.ร.บ. SEC ภูมิใจไทย ไร้ “กาสิโน” ชี้ถูกบิดเบือน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    โต้ข่าวลือ ยันร่าง พ.ร.บ. SEC ภูมิใจไทย ไร้ “กาสิโน” ชี้ถูกบิดเบือน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115151&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QZsY1zCRtfCB1oZqUAe1q

  • กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ ยึดสมุย-พะงัน ผงะ! คนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง

    กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ ยึดสมุย-พะงัน ผงะ! คนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง

    วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ล้างภาพต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย พร้อมขอความร่วมมือทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจริงจัง..สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ หลังเกิดกระแสปากต่อปาก ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ (16,811 ราย) ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าวมีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งกรมฯ ได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมีการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด ‘ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี’ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีมาลงโทษให้สิ้นซาก

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นสำคัญ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ อีกทั้ง มองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศและสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้ง คนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมฯ พร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทาใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ ตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็พร้อมปราบปรามอย่างหนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ

    จากข้อมูลที่กรมฯ ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงันและเกาะสมุยซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า

    จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1) ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2) อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3) รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4) อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5) เยอรมัน 608 ราย (5%) 6) จีน 569 ราย (5%) 7) อเมริกัน 444 ราย (4%) 8) ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) 9) อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10) เบลเยียน 222 ราย (2%)

    เกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1) อิสราเอล 720 ราย (22%) 2) ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3) อังกฤษ 359 ราย (11%) 4) รัสเซีย 306 ราย (10%) 5) เยอรมัน 194 ราย (6%) 6) อเมริกัน 144 ราย (4%) 7) อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8) ยูเครน 69 ราย (2%) 9) ออสเตรเลียน 58 ราย (2%) และ 10) เบลเยียน 56 ราย (2%)

    เกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1) ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2) อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3) รัสเซีย 885 ราย (11%) 4) จีน 478 ราย (6%) 5) อิสราเอล 419 ราย (5%) 6) เยอรมัน 406 ราย (5%) 7) อเมริกัน 291 ราย (4%) 8) ออสเตรเลียน 273 ราย (3%) 9) สวิส 173 ราย (2%) และ 10) อิตาเลียน 169 ราย (2%)

    จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่า ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ

    1) สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี

    2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วนร้อยละ 49 และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี

    ขณะที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท กรมฯ ได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

    ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

    ทั้งนี้ กรมฯ กำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 1) ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และ 2) ต่างชาติถือหุ้น 0.01 – 49.99% ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ โดยขอความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมลงนาม MOU ที่ผ่านมา ขอให้จับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อร่วมกันเปิดปฏิบัติการทลายนอมินีบน ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ โดยร่วมแรงร่วมใจใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อร่วมกันเปลี่ยน ‘การค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง’ และเปลี่ยนจาก ‘การอำพราง’ ให้กลายเป็น ‘ความโปร่งใส’ ” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/963183&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32NcAtskaTUCGPKutNc68D

  • ไม่รอด! รวบกองถ่ายซีรีส์แนวตั้งจีนเถื่อน ใช้วีซ่าท่องเที่ยวแอบทำงาน ไร้ใบอนุญาต

    ไม่รอด! รวบกองถ่ายซีรีส์แนวตั้งจีนเถื่อน ใช้วีซ่าท่องเที่ยวแอบทำงาน ไร้ใบอนุญาต

    ตำรวจบุกรวบ 8 ชาวจีนตั้งกองถ่ายซีรีส์แนวตั้งเถื่อน

    ตำรวจบุกจับ 8 ชาวจีนลักลอบตั้งกองถ่ายซีรีส์แนวตั้งเถื่อนคาบ้านพักย่านหางดง จ.เชียงใหม่ ใช้วีซ่านักท่องเที่ยว แอบทำงานไร้ใบอนุญาต อาจเจอโทษปรับสูงสุด 1 ล้านบาท

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เชียงใหม่นิวส์ รายงานเหตุการณ์ตำรวจเข้าทลายกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างชาติผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดย พล.ต.ท.โอฬาร เอี่ยมประภาส ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 และ พ.ต.อ.พิษณุ เตรียมดี ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 สั่งการให้ พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม สารวัตรสืบสวน นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านพักหลังหนึ่งในอำเภอหางดง หลังพลเมืองดีแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มชาวจีนลักลอบถ่ายทำภาพยนตร์

    เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบทีมงานชาวจีนและคนไทยซึ่งทำหน้าที่เป็นล่าม กำลังถ่ายทำภาพยนตร์กันอยู่ จากการตรวจสอบไม่พบเอกสารการขออนุญาตถ่ายทำตามกฎหมาย และไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคอยควบคุม นอกจากนี้กลุ่มชาวจีนทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และไม่มีใบอนุญาตทำงาน

    หนึ่งในผู้ต้องหารับสารภาพว่าตนเองรับหน้าที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และนักแสดง ทีมงานกำลังถ่ายทำซีรีส์แนวตั้ง หรือคอนเทนต์ที่กำลังฮิตมากในตอนนี้ สาเหตุที่เลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นสถานที่ถ่ายทำ เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังและชาวจีนรู้จักเป็นอย่างดี

    เจ้าหน้าที่ตำรวจอธิบายข้อกฎหมายให้ผู้ต้องหาทราบ การถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 โดยบทภาพยนตร์ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก่อน ขณะถ่ายทำต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐคอยควบคุม เพื่อป้องกันเนื้อหาบิดเบือนหรือส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หากผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านบาท

    เบื้องต้นตำรวจท่องเที่ยวควบคุมตัวชาวจีนทั้ง 8 คน ส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหางดง ดำเนินคดีในข้อหาเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนความผิดเรื่องการถ่ายทำภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจะส่งเรื่องเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1564564/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HWN-TiIZx2hiGOt91bhHm

  • ปัจฉิมนิเทศนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ สาขาการบริการ และการท่องเที่ยว รุ่นที่ 34

    ปัจฉิมนิเทศนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ สาขาการบริการ และการท่องเที่ยว รุ่นที่ 34

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/146289&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rJKDJk3slfinuG_wfd7X3

  • “สรรเพชญ” ลงพื้นที่พัทลุง หนุนพัฒนาท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    “สรรเพชญ” ลงพื้นที่พัทลุง หนุนพัฒนาท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    “สรรเพชญ” ลงพื้นที่พัทลุง หนุนพัฒนาท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    “สรรเพชญ” ลงพื้นที่พัทลุง หนุนพัฒนาท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    “สรรเพชญ” ลงพื้นที่พัทลุง นำเจ้าท่าติดตามขุดลอกร่องน้ำพนางตุงวันแรก พร้อมสำรวจคลองลำปำ-ทะเลน้อย หนุนพัฒนาท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    วันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุงเพื่อติดตามการเริ่มดำเนินโครงการขุดลอกร่องน้ำในพื้นที่พนางตุง ซึ่งเป็นวันแรกของการดำเนินงาน โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, น.อ.ดร.อธิคุณ คงมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1, นายวรท เทิดวีระพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 จังหวัดพัทลุง, นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ร่วมลงพื้นที่

    พร้อมด้วยนายอารีฟ สารอเอ็ง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 นายภาณุ ภาศักดี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 4 นายหิรัญวัตติ์ สืบกระพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

    โครงการขุดลอกร่องน้ำพนางตุงครั้งนี้ประกอบด้วย 2 สาย ได้แก่ ร่องน้ำคลองยวน และร่องน้ำคลองหลังป่า กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน นับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 4 กันยายน 2569 นายสรรเพชญกล่าวว่า การขุดลอกร่องน้ำเป็นงานที่ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดปัญหาการตื้นเขิน และบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด

    ภายหลังการลงพื้นที่บริเวณจุดขุดลอก คณะได้นั่งเรือหางยาวเดินทางไปยังพื้นที่ทะเลน้อย แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศสำคัญของจังหวัดที่อุดมไปด้วยบัวและนกนานาชนิด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบางพื้นที่มีวัชพืชขึ้นปกคลุมจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการเติบโตของบัว ซึ่งหากได้รับการแก้ไขและพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “สรรเพชญ” ลงพื้นที่พัทลุง หนุนพัฒนาท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    ในโอกาสเดียวกัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมยังได้ลงสำรวจพื้นที่คลองลำปำ อำเภอเมือง ซึ่งประชาชนในพื้นที่สะท้อนความต้องการให้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์และคุณภาพน้ำ รวมถึงขอให้กรมเจ้าท่าได้สำรวจเพื่อขุดลอกและกำจัดวัชพืชในบริเวณคลองกระถิน ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ที่ปัจจุบันมีวัชพืชปกคลุมหนาแน่นจนเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ทั้งที่คลองสายนี้ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างคลองลำปำกับทะเลน้อย

    ทั้งนี้ จังหวัดพัทลุงอยู่ระหว่างผลักดันโครงการวอล์กเวย์ริมคลองลำปำ เพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่พักผ่อนสาธารณะ โดยมีแนวคิดนำเสนอแผนพัฒนาดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในโอกาสที่จะถึงนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/742093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-opn7eBSivS8ha9QWgDpF

  • ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่บุกจับกองถ่าย “ซีรีส์จีน” ไม่ขออนุญาตถ่ายทำ

    ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่บุกจับกองถ่าย “ซีรีส์จีน” ไม่ขออนุญาตถ่ายทำ

    วันนี้ (8 พ.ค.2569) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 เข้าตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่งใน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ หลังได้รับแจ้งว่า มีกลุ่มชาวจีน ลักลอบเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์

    เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบทีมงานชาวจีนและคนไทยทำหน้าที่เป็นล่าม กำลังถ่ายทำภาพยนตร์ โดยไม่พบเอกสารการขออนุญาตตามกฎหมาย ไม่มีเจ้าหน้าที่ภาครัฐควบคุมการถ่ายทำตามที่กำหนด อีกทั้งยังพบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าว เข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวและไม่มีใบอนุญาตทำงาน

    ภาพประกอบข่าว ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่บุกจับกองถ่าย

    จากการสอบสวน นางเหวย ผู้ต้องหา ให้การรับว่า เป็นโปรดิวเซอร์และนักแสดง กำลังถ่ายทำ “ซีรีส์แนวตั้ง” หรือละครสั้นแนวตั้ง เพื่อดูบนสมาร์ตโฟนโดยเฉพาะ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเลือกใช้สถานที่ใน จ.เชียงใหม่ เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่า การถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย จะต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ.2551 โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐควบคุมการถ่ายทำ เพื่อป้องกันเนื้อหาที่บิดเบือน หรือส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ อีกทั้งบทภาพยนตร์หรือเรื่องย่อ ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก่อน จึงจะสามารถดำเนินการถ่ายทำได้ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านบาท

    ภาพประกอบข่าว ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่บุกจับกองถ่าย

    เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชาวจีนทั้ง 8 คน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.หางดง เพื่อดำเนินคดีในข้อหา เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ส่วนการถ่ายทำภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินการแจ้งความในข้อหา กระทำความผิดเป็นพินัยต่อคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดีทัศน์ กรมการท่องเที่ยว เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

    อ่านข่าว

    ศาลนัดฟังคำสั่งคดีการเสียชีวิต “บุ้ง เนติพร” 15 ก.ค.นี้

    โครงสร้างอาคารถล่มพื้นที่แหลมฉบัง จ.ชลบุรี มีรายงานผู้บาดเจ็บ 2 คน

    “ภัทรพงศ์” สั่งซ่อมน้ำรั่วสนามบินตรังด่วน ย้ำความปลอดภัยผู้โดยสารมาก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505672&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16LWPjBW7mnk67R4-jfHK8

  • รัฐตื่น! จับกองถ่ายหนังจีนแนวตั้งปักหลักกลางเมืองเชียงใหม่ ไม่มีใบอนุญาต แฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว

    รัฐตื่น! จับกองถ่ายหนังจีนแนวตั้งปักหลักกลางเมืองเชียงใหม่ ไม่มีใบอนุญาต แฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว

    ตำรวจท่องเที่ยวนำกำลังบุกทลายกองถ่ายซีรีส์แนวตั้งจีนเถื่อนปักหลักกลางเมืองเชียงใหม่ตระเวนถ่ายตามแหล่งท่องเที่ยวดังไม่ขออนุญาต ยังมีเบาะแสอีกหลายกลุ่มนิยมทำ

    8 พฤษภาคม 2569 – จากนโยบายระดมกวาดล้างอาชญากรรมที่แฝงตัวมากับนักท่องเที่ยวเวลานี้ พล.ต.ท.โอฬาร เอี่ยมประภาส ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 และ พ.ต.อ.พิษณุ เตรียมดี ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม สารวัตรสืบสวน พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทท.2 เข้าตรวจสอบกองถ่ายภาพยนตร์แนวตั้ง หลังได้รับแจ้งว่า มีกลุ่มชาวจีนลักลอบเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ปักหลักภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

    จากการเข้าตรวจสอบตามพิกัดพบทีมงานของชาวจีนและคนไทยทำหน้าที่เป็นล่ามกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ โดยไม่พบเอกสารการขออนุญาตตามกฎหมายใดๆ และไม่มีเจ้าหน้าที่ภาครัฐมาควบคุมการถ่ายทำตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งยังพบว่า บุคคลดังกล่าวเข้ามาในลักษณะของนักท่องเที่ยวและไม่มีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายด้วย

    จากการสอบถาม นางเหวย ผู้ต้องหา ให้การยอมรับว่า เป็นโปรดิวเซอร์และนักแสดง กำลังถ่ายทำซีรี่ย์แนวตั้ง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเลือกใช้สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่า การถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยจะต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐควบคุมการถ่ายทำ เพื่อป้องกันเนื้อหาที่บิดเบือนหรือส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ อีกทั้งบทภาพยนตร์หรือเรื่องย่อต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก่อน จึงจะสามารถดำเนินการถ่ายทำได้ ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านบาท

    จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวชาวจีนทั้ง 8 คน ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหางดง เพื่อดำเนินคดีในข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต” ส่วนการถ่ายทำภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินการแจ้งการกระทำความผิดเป็นพินัยต่อคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กรมการท่องเที่ยว เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไปอีกคดี

    ทั้งนี้จากเบาะแสแจ้งเหตุยังมีอีกหลายกลุ่มที่เข้ามาในลักษณะนี้ เจ้าหน้ากำลังเร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย หากประชาชนพบเห็นกลุ่มบุคคลต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวมีพฤติการณ์กระทำความผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/992974/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eWCGUFXMjQOoi95BkVhTq

  • อยุธยาขยับใหญ่! กางปฏิทินท่องเที่ยวปี 69 ดันโปรเจกต์ ‘ไฟริมน้ำ-ท่าเรือเพื่อคนทั้งมวล’ ยกระดับเมืองมรดกโลกสู่มาตรฐานสากล | เดลินิวส์

    อยุธยาขยับใหญ่! กางปฏิทินท่องเที่ยวปี 69 ดันโปรเจกต์ ‘ไฟริมน้ำ-ท่าเรือเพื่อคนทั้งมวล’ ยกระดับเมืองมรดกโลกสู่มาตรฐานสากล | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 14.00 น วันที่ 8 พ.ค. ที่ห้องประชุม M3 ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค จ พระนครศรีอยุธยา นายเรียงทองบาท มีพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ครั้งที่1 โดยมีนายณัฐปคัลภ์ อัครวิชญ์ ผอ.ททท.พระนครศรีอยุธยา นางดวงเดือน สดแสงจันทร์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายจิระ จิรัตนนันท์ ที่ปรึกษาด้านท่องเที่ยว อบจ.พระนครศรีอยุธยา นายนิธิ สืบพงษ์สังข์ อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(ATTA) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรองรับนักท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวในจังหวัดเข้าร่วม

    นายเรียงทองบาท ได้กล่าวถึงการบรรจุปฎิทินท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมของสมาคมและกิจกรรมร่วมกับทางจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามที่นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาได้ให้แนวทางไว้ โดยสมาคมฯนำเสนอปฎิทินที่จัดประจำเช่น วันช้างไทย 13 มีนาคม เล่นน้ำกับช้างสงกรานต์ วันที่ 13-15 เม.ย. และอยุธยามาราธอนวันที่ 23 พ.ย.โดยเน้นย้ำขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ในการจัดโปรโมชั่นดึงดูดนักท่องเที่ยวเช่นลดค่าห้อง ค่าอาหาร

    นอกจากนี้นายกสมาคมฯ ยังได้กล่าวถึงการหารือกับรมว.ท่องเที่ยวและกีฬาในการติดไฟส่องสว่างริมแม่น้ำ รวมถึงการวางจุดติดตั้งโป๊ะท่าจอดเรือหน้าวัด แหล่งท่องเที่ยวสาธารณะมากขึ้น

    นายนิธิ ได้แนะนำโป๊ะที่ต้องรองรับผู้ใช้วิลแชร์ หรือเพื่อคนทั้งมวลโดยรวมถึงทางลาด ซึ่งร้านท่าหลวงถือเป็นร้านต้นแบบที่ไม่มีบันได ทางอาศรมศิลป์สามารถออกแบบให้เหมาะสมได้ ขณะที่นายณัฐปคัลภ์ พร้อมส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ แนะนำให้ผู้ประกอบการร่วมสมัครรับตราสัญลักษณ์ CF-Hotel และ STGs STAR เพื่อให้ ททท. ทำการประชาสัมพันธ์ในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ที่ประชุมจะนำผลการหารือ และปฎิทินท่องเที่ยวนำเสนอจังหวัด และรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อผลักดันให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5845350/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37API2AAh2-mgi8KBjEaxP